breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

[ #น้องไก่เตรียมใส่เกียร์ห้า ]

ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ปิดฉากฤดูกาลนี้อย่างสวยงาม ด้วยการบุกไปทุบนอริช ซิตี้ 5-0 พร้อมทั้งครองอันดับ 4 ตามเป้าหมาย ได้กลับไปโม่แข้งยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกซีซั่นหน้า นอกจากนี้ ซน ฮึง มิน ยังผงาดดาวซัลโวสูงสุดอีกด้วย เรียกว่าบรรยากาศภายในชื่นมื่นอย่างมาก เหนืออื่นใดคือการเบียดอาร์เซน่อลคู่แค้นร่วมย่าน กระเด็นลงไปอันดับ 5 นั่นหมายถึงยิด อาร์มี่ทั้งหลาย สามารถเดินยืดได้อย่างไม่ต้องอายใครเลย อย่างไรก็ตามแฟนๆยังวิตกกังวลไม่น้อย เพราะไม่รู้ว่า อันโตนิโอ คอนเต้ ผู้จัดการทีม จะยังอยู่กับทีมต่อไปหรือเปล่า ท่ามกลางข่าวลือที่มาแบบรายวัน ต้องยอมรับว่าการมาของ คอนเต้ เปลี่ยนแปลงไก่เดือยทองได้อย่างน่าพอใจ ตอนรับงานอันดับรูดไปอยู่ที่ 9 บนตารางพรีเมียร์ลีก โอกาสพลิกสถานการณ์เพื่อจบท็อปโฟร์ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อีกทั้งตลาดมกราคมเกิดความขัดแย้งขึ้น คอนเต้ ไม่ได้ผู้เล่นตามที่ยื่นขอไป ต่อให้คว้า โรดริโก้ เบนตานกูร์ ด้วยค่าตัว 16 ล้านปอนด์และยืม เดยัน คูลูเซฟสกี้ มาในแบบระยะยาว 18 เดือน แต่เทียบกับที่เสียไปแล้ว สัดส่วนต่างกัน พวกเขาปล่อยทั้ง ตองกีย์ เอ็นดอมเบเล่ , ไบรอัน คิล , เดเล่ อัลลี่ และ โจวานนี่ โล เซลโซ่ รวมทั้งดาวรุ่งอย่าง แจ็ค คล้าร์ก ส่งต่อแบบยืมตัวอีกด้วย มีข่าวว่า คอนเต้ ถกกับ ดาเนี่ยล เลวี่ ประธานสโมสรว่าต้องเสริมอีกบางส่วน หากเป้าหมายคือการทำอันดับเพื่อยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่ไม่ได้รับการตอบสนองอย่างที่ควรจะเป็น เขาเข้าใจสถานการณ์ของสเปอร์ส แต่ในมุมกลับกัน ถ้าขาดการสนับสนุนก็ต้องทำใจว่า ผลงานอาจไม่ไปถึงเป้าหมายที่วางเอาไว้ ช่วงดังกล่าว คอนเต้ หงุดหงิดพอสมควร สังเกตได้จากการให้สัมภาษณ์ จะต้องมีพาดพิงบอร์ดบริหารสโมสร จนเกิดข่าวตามมาว่าอาจไม่พอใจลุกจากเก้าอี้กุนซือหนีไปแบบดื้อๆ เพราะกิตติศัพท์ของ คอนเต้ เป็นที่รู้กันอยู่ว่า หากไม่สบอารมณ์หรือไปผิดคำพูดเข้าเมื่อไร นั่นหมายถึงเสี่ยงต่อความสัมพันธ์ที่อาจสะบั้นได้ทันที ตัวอย่างก็ตอนลาออกจากยูเวนตุสในช่วงกรกฎาคม 2014 ระหว่างเข้าสู่ปรีซีซั่น เพื่อเตรียมความพร้อมรอฤดูกาลใหม่เริ่มต้นขึ้น ไม่มีใครทันตั้งตัวทั้งสิ้น คอนเต้ จัดการยื่นใบลาออกทันควัน เมื่อไม่ได้รับการตอบสนองอย่างที่บอร์ดยูเว่เคยตกลงกันไว้ ฟังเสียงจากคนใกล้ชิดหรือที่เคยร่วมงานมา ต่างพูดในลักษณะเดียวกันว่า กุนซืออิตาเลี่ยนเป็นพวกโผงผาง ใจร้อน เฮี้ยบสุดๆ หากโกรธขึ้นมาจะแสดงออกเลย ไม่มีรักษารูปมวยให้เสียเวลา แล้วก่อนจะตัดสินใจเซ็นสัญญาสเปอร์สเมื่อพฤศจิกายนปีที่แล้ว เขาเคยปฏิเสธตั้งแต่ซัมเมอร์ เพราะการเจรจาติดขัดไม่ลงตัว จึงเปิดทางให้ นูโน่ เอสปริริโต้ ซานโต้ มารับงานแทน กระทั่งล้มเหลวนั่นแหล่ะ คราวนี้เลยกลายเป็น คอนเต้ จริงๆ เหตุผลที่ทำให้ คอนเต้ โอเคเซย์เยส น่าจะมาจาก เลวี่ พร้อมอุนมัติงบประมาณเพื่อเสริมขุมกำลังให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นตามแนวทาง พูดกันตามตรงหากว่ายังฝืนใช้ผู้เล่นที่มีอยู่ คงยากที่จะก้าวขึ้นมาเทียมหน้าเทียมตาแมนฯซิตี้หรือลิเวอร์พูลสำเร็จ อีกทั้งการลุ้นแย่งท็อปโฟร์ก็หนักหนาสาหัสด้วย พอเดดไลน์ตลาดซื้อขายหน้าหนาวปิดตัวลง ข่าวแง่ลบของสเปอร์สมีมาเรื่อยๆและก็ยังเรื่องเดิมนั่นแหล่ะ อนาคตของ คอนเต้ เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม ยังคิดอยู่หากสเปอร์สหลุดท็อปโฟร์ จะเกิดอะไรขึ้นตามมา คอนเต้ จะติดปีกบินหนีหรือไม่ แต่เมื่อแฮปปี้เอนดิ้ง ฉากจบเต็มไปด้วยรอยยิ้ม โอกาสที่จะอยู่ต่อมีสูงขึ้นตามลำดับ แม้จะโยงกับปารีส แซงต์ แชร์กแมง ซึ่งพร้อมปลด เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ เซ่นสังเวยผลงานอันน่าผิดหวังในยูซีแอล ทว่าสเปอร์สเป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบไว้แล้ว เสียงเรียกร้องจากแฟนบอลที่อยากให้ คอนเต้ ทำงานต่อไป ไม่มีอะไรต้องสงสัยในฝีมือความสามารถอีก ดังขึ้นกว่าเดิมและผู้บริหารเองก็คงได้ยิน ขณะเดียวกันบรรดาแข้งอาวุโสของทีมไม่ว่าจะเป็น อูโก้ โยริส , แฮร์รี่ เคน หรือ เอริก ดายเออร์ ต่างก็พร้อมสนับสนุนเจ้านายคนนี้อย่างเต็มที่ มีการพูดคุยแจ้งความต้องการนี้กับบอร์ดบริหารด้วย เมื่อนักเตะโอเคไม่มีปัญหา แฟนบอลก็ต้องการให้เก็บกุนซือไว้ ฉะนั้นแนวโน้ม คอนเต้ จะไปต่อด้วยกันจึงมีสูง เชื่อกันว่าเขาจะรอคุยกับ เลวี่ และ ฟาบิโอ ปาราติชี่ ผู้อำนวยการกีฬา เพื่อหาบทสรุปที่ชัดเจนอีกครั้งในเร็วๆนี้ แต่เหนืออื่นใดคือ ปฏิกิริยาที่น่าสนใจของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่สโมสร พร้อมจะอัดฉีดงบประมาณก้อนใหญ่ให้ คอนเต้ ได้ใช้จ่ายสบายมือ เพราะประเมินแล้วว่านี่คือโอกาสดีมากๆ ตีเหล็กต้องตีตอนร้อนอย่างนี้แหล่ะ จะมัวมานั่งรอเวลาไม่ได้หรอก ว่าแล้วก็มีข่าวจะให้เงินก้อนโต 150 ล้านปอนด์ สำหรับไว้ใช้จ่ายในตลาดนักเตะซัมเมอร์ที่จะถึง กลุ่ม ENIC ซึ่งมี โจ ลูอิส บิลเลี่ยนแนร์วัย 85 ปีเป็นหัวเรือใหญ่และมีทรัพย์สินมหาศาลเกือบ 4.5 พันล้านปอนด์ ยินดีจะเบิกเงินกองคลังเข้าสู่ระบบ เท่าที่ผ่านมา ลูอิส เหมือนลังเลใจในการทุ่มเงิน เพราะเพิ่งลงทุนครั้งใหญ่กับสนามแห่งใหม่ อีกทั้งงบที่วางเอาไว้บานปลายไปเยอะ ไหนจะมาเผชิญหน้ากับไวรัสอีก แผนจึงพังพาบทั้งสิ้น แต่ครั้งนี้ ลูอิส พร้อมควักจ่ายแล้วและได้รับการยืนยันจากทางโฆษกสโมสร การเพิ่มทุนจะทำให้มีความยืดหยุ่นสมดุลมากกว่าที่เป็นอยู่ นั่นจะผลักดันให้สเปอร์สแข็งแกร่งทั้งในและนอกสนาม อีกทั้งการลงทุนเที่ยวนี้ จะใช้เงินจากเจ้าของทีมเลย ไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินอีก ฉะนั้นจึงไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยเหมือนตอนสร้างสเตเดี้ยม ส่วน ดาเนี่ยล เลวี่ ก็มั่นใจว่าสังเวียนแข้งที่ยิ่งใหญ่ทันสมัยระดับโลก จะเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งที่ช่วยขับเคลื่อนสเปอร์สไปข้างหน้า ยังเป็นแหล่งสร้างรายได้แบบระยะยาวอีกต่างหาก ถ้าเป็นอย่างนี้จริงเชื่อได้เลยว่า แฮร์รี่ เคน ซึ่งเคยดิ้นรนจะย้ายไปแมนฯซิตี้เมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว คงเปลี่ยนใจพร้อมอยู่ต่อแน่นอน ส่วนสัญญาใหม่ไว้ค่อยว่ากัน สนามที่ทันสมัยใหม่เอี่ยมโออ่า กุนซือยอดฝีมือ นักเตะระดับคุณภาพ แฟนบอลที่ยอดเยี่ยมและงบประมาณก้อนโต เหล่านี้จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญช่วยให้สเปอร์สก้าวไปสู่ความท้าทายครั้งใหญ่ บรรดายิด อาร์มี่คงถูมือรอด้วยความตื่นเต้น อดใจไม่ไหวอยากเห็นซีซั่นใหม่เปิดฉากให้เร็วที่สุด รอดูว่าโฉมหน้าสมาชิกใหม่จะเป็นอย่างไร เมื่อต้องมาผนึกกำลังกับ แฮร์รี่ เคน , ซน ฮึง มิน , เดยัน คูลูเซฟสกี้ , โรแบร์โต้ เบนตานกูร์ , ปิแอร์ เอมิล ฮอยเบิร์ก และ คริสเตียน โรเมโร่ ถ้ามีตัวเจ๋งๆมาสัก 2 เสริมขนาดทีมให้ดูใหญ่ขึ้นและน่าเกรงขาม รับรองว่าสเปอร์สไม่จำเป็นต้องกลัวใครเลย ที่สำคัญ อันโตนิโอ คอนเต้ พร้อมชนทุกสถานการณ์อย่างแน่นอน --------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #จากหยาดเหงื่อและน้ำตา ]

พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ปิดฉากลงเรียบร้อย พร้อมทิ้งความประทับใจหลายอย่าง ไว้ให้บรรดากองเชียร์ได้พูดถึงนำมาถกกันต่อ การขับเคี่ยวแย่งแชมป์จนกระทั่งมาลุ้นกันนัดสุดท้าย สถานการณ์พลิกผันไปมาน่าระทึก ก่อนแมนฯซิตี้จะสร้างปาฏิหาริย์รัว 3 ประตูใน 5 นาที แซงเชือดแอสตัน วิลล่าน่าหวาดเสียว แล้วเข้าป้ายป้องกันแชมป์สำเร็จ ลิเวอร์พูลเองก็โชว์ความเป็นยอดนักสู้อันทรหด ไม่ยอมแพ้ให้กับชะตาง่ายๆ ยื้อจนกระทั่งทุกคนต้องรอจนสิ้นเสียงนกหวีดสุดท้าย จึงได้บทสรุป สองทีมนี้ยังแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพระดับท็อปของยุโรป จนเกิดการทำนายว่า ไม่แคล้วซีซั่นหน้ามาห้ำหั่นกันอย่างนี้อีกแน่ๆ แต่ความประทับใจที่ตรึงอารมณ์ของใครหลายคนเอาไว้ น่าจะเป็น ซน ฮึง มิน ผงาดครองดาวซัลโวสูงสุดของพรีเมียร์ลีก เป็นการได้ร่วมกับ โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ หลังยิงเท่ากัน 23 ประตู นั่นส่งให้ ซน กลายเป็นแข้งคนแรกของเอเชีย ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ ตอกย้ำการเป็นความภาคภูมิใจของผู้คนในทวีป ซึ่งมักถูกมองว่ายังห่างไกลจากคำว่าที่สุดในโลกฟุตบอล ว่ากันว่าเมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่อังกฤษ ผู้คนมหาศาลทั่วทั้งโลก ต่างจ้องตาไม่กระพริบที่เอติฮัต สเตเดี้ยมกับแอนฟิลด์ เพื่อลุ้นการแย่งแชมป์อันเข้าไคล แต่ชาวเกาหลีใต้จำนานมาก โฟัสไปที่แคร์โรว์ โร้ดสังเวียนแข้งของนอริช ซิตี้ เอาใจช่วย ซน ให้ระเบิดตาข่ายมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ก่อนลงเกมนัดสุดท้าย ซน เก็บยอดไปทั้งสิ้น 21 ประตู ตามหลัง ซาลาห์ อยู่ 1 ตุงด้วยกัน แถมสถานการณ์ไม่ได้เป็นรองนัก เพราะท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์เจอนอริช ที่ตกชั้นมาพักใหญ่ นอกจากรางวัลดาวยิงสูงสุดของ ซน แล้ว ทางไก่เดือยทองยังต้องมุ่งมั่นกับชัยชนะ เพื่อจบอันดับ 4 สำหรับการคว้าสิทธิ์ไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกฤดูกาลหน้าอีกด้วย ครึ่งแรกผ่านพ้นไป สเปอร์สนำสบาย 2-0 จองไปเล่นถ้วยใหญ่ยุโรป แต่ความน่าตื่นเต้นสำหรับกองเชียร์ ซน ฮึง มิน ยังไม่จบแค่ตรงนั้น เพราะสองประตูดังกล่าว ไม่มีชื่อเป็นผู้ทำสกอร์ เดยัน คูลูเซฟสกี้ กับ แฮร์รี่ เคน 2 แนวรุกที่ประสานร่วมกับ ซน ช่วยกันยิงคนละประตู ก่อนทาง คูลูเซฟสกี้ จะมาบวกเพิ่ม 3-0 ในนาทีที่ 64 อย่างไรก็ตาม ซน ใช้เวลาเพียงแค่ 5 นาทีจัดการกดเบิ้ล นาทีที่ 70 ต่อด้วย 75 พาสเปอร์สทิ้งไกลสุดกู่ 5-0 แต่นั่นไม่น่าตื่นเต้นเท่าเขาแซงขึ้นนำดาวยิงเดี่ยวๆแล้ว หากคิดแบบเรียลไทม์ เพียงแต่ ซาลาห์ เองก็พยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด รวมทั้งช่วยลิเวอร์พูลไล่ล่าแมนฯซิตี้แบบไม่ย่นย่อ ซัดให้ลิเวอร์พูลขึ้นนำ 2-1 จากจังหวะชุลมุน ทำให้สองคนยิงเท่ากันที่ 23 ประตู นับเฉพาะของ ซน ไม่มีการยิงจุดโทษมาผสมเลย เพราะหน้าที่ดวลเป้าเป็นของ เคน คู่หูดูโอ สุดท้ายการเป็นครองรางวัลร่วมกันอย่างสมศักดิ์ศรีและ ซน เคลมไปเลยว่านี่คือความภูมิใจของชาวเอเชีย รวมถึงประกาศศักดาให้รู้กันเลยว่า แข้งที่มาจากฝั่งตะวันออกไกล ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ไม้ประดับหรือขยายฐานตลาดแฟนบอลอย่างที่ชอบพูดกัน จาก พาร์ค ซี ซอง ที่มาสร้างชื่อกับแมนฯยูไนเต็ด แต่ยังเกิดคำถามคาใจว่า อาศัยความฟิต ขยันขันแข็ง ไม่ใช่เรื่องของความสามารถเชิงลูกหนังเป็นตัวนำ แต่สำหรับปรากฏการณ์ของ ซน ครั้งนี้ ปราศจากสิ้นข้อสงสัย ไม่มีคำถามหรือข้อสงสัยกันอีกแล้ว นับตั้งแต่ย้ายจากไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่นมาร่วมก๊วนสเปอร์สเมื่อซัมเมอร์ 2015 ซน ซัลโวไปแล้ว 131 ประตูทุกรายการ ไม่ใช่แค่รักษามาตรฐานอันยอดเยี่ยม ทว่าเป็นการยกระดับพัฒนาแบบต่อเนื่องต่างหาก ไม่ใช่แค่จำนวนประตูเท่านั้น แต่สถิติแอสซิสต์ยังน่าสนใจอีกด้วย เพราะเล่นในตำแหน่ง Forward กองหน้าตัวที่สอง ไม่ใช่ตัวเป้าที่คอยเฝ้าพื้นที่ในกรอบเขตโทษ เลยป้อนให้เพื่อนยิง 10 ครั้งในซีซั่นนี้ แล้วถ้าย้อนไปฤดูกาล 2020/21 ซน กระหน้ำ 22 ประตู 17 แอสซิสต์จากทุกรายการที่ลงโม่แข้ง 51 นัด ภาพในอดีตยิ่งขับให้ปัจจุบันมีความเด่นชัดมากขึ้นอีก ในขณะเดียวกันนักข่าวอังกฤษหลายคน จากสื่อชั้นนำมากมาย ยังเลือก ซน ติดทีมยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีกในซีซั่นล่าสุดที่เพิ่งปิดฉากอีกต่างหาก ทุกคนเปิดใจรับแล้วว่า ซน ฮึง มิน คือของจริง ไม่เกี่ยวข้องกับแรงโปรโมตหรือความพยายามผลักดันเรื่องเหตุผลของการตลาดอะไรทั้งสิ้น ที่สำคัญเขาขยับเข้าใกล้เวิลด์คลาสทุกทีแล้ว ---------------------- "ยอมรับตามตรง ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าจะทำสำเร็จ มันคือความฝันเลยนะ แล้วตอนนี้รางวัลก็อยู่ในมือผมแล้ว" ซน ฮึง มิน เปิดใจไว้อย่างน่ารักน่าชัง หลังจากรับรางวัลรองเท้าทองคำ ในฐานะดาวซัลโวสูงสุดของพรีเมียร์ลีก ลีกที่ถูกยกย่องให้แข็งแกร่งและดีที่สุดของโลกในปัจจุบัน กรกฎาคมนี้ ซน จะอายุครบ 30 ปีเต็มแล้ว ถือว่าไม่น้อยเลย บางคนมองว่าอายุการใช้งานหรือช่วงพีกของอาชีพค้าแข้งคงอยู่ได้ไม่นาน แต่อย่าลืมความทันสมัยล้ำยุคของวิทยาศาสตร์การกีฬา เสริมด้วยการเอาใจใส่ดูแลร่างกายอย่างดีเยี่ยมเป็นพิเศษ เพื่อนำไปสู่ความเป็นเลิศ อาจยื้อให้ ซน ยืนหยัดอยู่ในจุดท็อปต่อไปไม่ยาก เพราะปูมหลังก็ฟ้องอยู่แล้วว่า ซน มีพื้นฐานอย่างไร ไม่ได้มาจากพรสวรรค์เท่านั้น แต่ได้พรแสวงนี่แหล่ะที่เป็นตัวแปรสำคัญเสริมสร้าง เขาถูกผู้เป็นพ่อคือ ซน วอง จอง ซึ่งเป็นอดีตแข้งอาชีพเล่นในเคลีกของเกาหลีใต้และเคยติดทีมชาติชุดบี เคี่ยวกรำอย่างหนัก เพื่อให้เติบโตขึ้นเป็นผู้เล่นชั้นนำ มันเหมือนชะตาของ ซน จะถูกขีดไว้เรียบร้อยแล้ว ห้ามเป็นอื่นอย่างเด็ดขาด ดังนั้นจึงต้องเริ่มฝึกซ้อม ทำงานอย่างหนักตั้งแต่อายุไม่ครบ 10 ขวบดีด้วยซ้ำ พ่อสอนให้รู้จักมีน้ำอดน้ำทน อย่ายอมแพ้ต่ออุปสรรคง่ายๆ ความเป็นนักสู้นี่แหล่ะจะเป็นบันไดขั้นสำคัญ ไต่ไปสู่ความสำเร็จในวันข้างหน้า ซน เคยเล่าให้ฟังว่า โดนจับเดาะลูกบอลโดยไม่ให้ตกจากพื้นเป็นเวลายาวนาน 3-4 ชั่วโมง จนตาลายมึนงง มองเห็นบอลเป็นสองลูก แต่ก็ห้ามหยุดกลางคันเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะโดนลงโทษทันที บางครั้งเมื่อทนไม่ไหว เขาต้องไปแอบร้องไห้ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมพ่อต้องเข้มงวดสุดโหดอย่างนี้กัน อยากจะเล่นสนุกแบบเพื่อนร่วมรุ่น ก็ทำไม่ได้แค่มองตาปริบๆ ก่อนจะได้ยินย้ำคำเดิมว่า -- เดี๋ยวโตขึ้นเพื่อนฝูงเหล่านั้นอยากจะเป็นอย่างแกทั้งหมดแหล่ะ วันเวลาผ่านนานเข้า ซน เลยถูกหล่อหลอมจากความทนทาน แข็งแกร่ง บวกด้วยทักษะอันดีเยี่ยม จากการฝึกฝนเดาะบอล สัมผัสทุกรูปแบบและการใช้สองเท้าให้ใกล้เคียงกัน จากบุนเดสลีกาสู่พรีเมียร์ลีก ซน ค่อยๆใช้เวลาบ่มเพาะและเรียนรู้ ซึ่งเขาเคยบอกว่า มันไม่มีวันสิ้นสุด ยิ่งได้เห็นนักเตะเก่งๆปะทะฝีเท้าด้วยหรือเผชิญหน้าพวกกองหลังเขี้ยวๆ ล้วนแต่ช่วยได้อย่างดี จนมาวันนี้เขากลายเป็นตัวแทนความภูมิใจของชาวเอเชีย สร้างชื่อกระหึ่มในพรีเมียร์ลีก ไม่ใช่แค่มาจุดกระแสฮือฮาสั้นๆ แล้วก็จากไปแบบเงียบเชียบ แต่ ซน ฮึง มิน รอเป็นอีกหน้าตำนานของประวัติศาสตร์ฟุตบอลลีกอังกฤษอย่างแท้จริง ------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ผู้เสกให้พรีเมียร์ลีกเป็นสีฟ้า ]

แชมป์พรีเมียร์ลีกของแมนฯซิตี้ในฤดูกาลนี้ น่าจะเป็นหนึ่งในความสำเร็จที่เต็มไปด้วยคุณค่าและความหมายสำหรับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า อย่างแท้จริง ก่อนหน้าเขาต้องผิดหวังสุดๆ ไม่ว่าจะการสะดุดขาตัวเอง จนปล่อยให้สถานการณ์ลุ้นแชมป์ลีกบานปลาย กระตุกให้ลิเวอร์พูลฟื้นคืนชีพมาท้าทายอีก แล้วยังมาพ่ายหงส์แดงในรอบตัดเชือกเอฟเอคัพ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่า จัดตัวแบบประมาทเกินไป แม้จะพยายามเข้าใจเรื่องของโปรแกรมที่ชุก จำต้องโรเตชั่น เจ็บปวดมากกว่าอะไรคือ ปล่อยโอกาสผ่านเข้าชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หลุดมือไปอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งที่กุมความได้เปรียบเหนือเรอัล มาดริดทุกอย่าง แต่กลับมาเสีย 2 ประตูในช่วงทดเวลา จากที่แหย่เท้าขวาเข้าสู่พาร์ก เดอ แพร็งซ์ สังเวียนแข้งนัดชิงที่กรุงปารีส ก็ต้องรีบชักกลับมาเลย เพราะมันไม่เคยเกิดขึ้น ในความรู้สึก เป๊ป คงบอบช้ำอย่างมาก ต่อให้พยายามเก็บซ่อนไว้ แต่มันก็คงยากที่จะปกปิดง่ายๆ มันอาจไม่ใช่ครั้งแรกก็จริง สำหรับการเผชิญกับประสบการณ์อันเลวร้ายเช่นนี้ ทว่ามันคล้ายโดนตอกย้ำขยี้แผลให้อักเสบหนักเข้าไปอีก จนบางครั้งความท้อแท้ก็แล่นขึ้นมา ไม่อย่างนั้นคงไม่หลุดประโยคที่ว่า หากคิดว่าไม่ดีจริง ผมก็ยินดีจะไป ออกมาให้ใครต่อใครได้ยินแน่นอน ฉะนั้นแชมป์พรีเมียร์เที่ยวล่าสุด จึงสำคัญอย่างมาก ไม่ใช่แค่เรื่องของเกียรติยศ บันทึกความสำเร็จต่อยอดความยิ่งใหญ่อย่างเดียว แต่ยังช่วยเยียวยารักษาบาดแผลในใจด้วย เพราะการต่อสู้ห้ำหั่นในฤดูกาลนี้ เต็มไปด้วยดราม่าหลายหน กระทั่งนัดสุดท้ายมาถึง ซึ่งแมนฯซิตี้มีแนวโน้มแบเบอร์เหลือเกิน คงไม่ต้องลุ้นอะไรกันนัก มีคุณสมบัติพร้อมสำหรับการป้องกันแชมป์ นาทีนี้คงเป็นเรื่องยากสุดๆที่แอสตัน วิลล่า จะบุกมาสร้างความเซอร์ไพรส์ นอกจากต้องงัดฟอร์มขั้นเทพเท่านั้น รวมถึงต้องภาวนาให้ซิตี้ก่อความผิดพลาดด้วย คือว่ากันตามตรง แม้กระทั่งแฟนลิเวอร์พูลที่คอยตามแช่ง ก็ไม่อยากเชื่อนักหรอก เพียงแต่พวกเขายังต้องมีความหวังไว้ ตราบเท่าที่การต่อสู้ยังไม่ถูกตัดสินชี้ขาด จากนั้นใครที่ได้ดูเกมที่เอติฮัต สเตเดี้ยม ลองมองย้อนกลับไปดูนาทีที่ 70 จังหวะที่ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ แต่งบอลลงพื้นอย่างเหนือชั้น แล้วเลือกหักข้อยิงทางเสาแรกด้วยความแม่นยำเด็ดขาด นำวิลล่าฉีกหนี 2-0 ดูแล้วกัน ทั้งสนามแทบจะเงียบกริบ บางคนอยู่ในอาการช็อก ยกเว้นสาวกของวิลล่าไม่กี่พันที่ส่งเสียงเฮสนั่น พวกเขากำลังจะทำในสิ่งที่หลายคนคาดไม่ถึง บรรดานักข่าวต่างเตรียมพร้อมนำเสนอสกู๊ป บทความหรือคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ผู้จัดการทีมแอสตัน วิลล่า เอาไว้แล้ว เหลือแค่ลุ้นให้ลิเวอร์พูลยิงแซงนำวูล์ฟแฮมป์ตันที่แอนฟิลด์เท่านั้นเอง ก่อน เจอร์ราร์ด จะนำลูกทีมบุกอีสต์แลนด์ส เพิ่งให้สัมภาษณ์ไว้ว่า หากยัดเยียดความพ่ายแพ้ให้ซิตี้ได้สำเร็จ แล้วหงส์แดงทีมเก่าสามารถคว้าชัยได้ 3 คะแนน มันคงเป็นความมหัศจรรย์ ราวกับว่ามีการเขียนสคริปต์ไว้ล่วงหน้า เจอร์ราร์ด อาจไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องเลย แต่เขาจะมีส่วนร่วมทันที เดอะค็อปทั้งโลกจะต้องนึกถึงและกล่าวขอบคุณ จะกลายเป็นอีกหน้าประวัติศาสตร์ของพรีเมียร์ลีกที่ต้องจดจำบันทึกไว้เลย ใครจะไปเชื่อว่า แมนฯซิตี้จะยิง 3 ประตูใน 6 นาที เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ก็คงอยากคิดว่านี่มันเป็นเรื่องบ้าหรือจริงกันแน่ โทรฟี่ที่กำลังลอยหนีไป ถูกเหวี่ยงกลับมาอยู่ในมืออีกครั้งได้อย่างไรกัน การแก้เกมเปลี่ยน อิลคาย กุนโดกัน และ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ลงไปแทน ถือเป็นจุดหักเหสำคัญ เพราะสองคนนี้ช่วยกันแอสซิสต์และโขกทำประตูตีตื้น ซึ่งมันไม่ต่างจากการจุดประกายแสงแห่งความหวังให้ลุกโชนขึ้นมาเลย เมื่อเกมรับของวิลล่า ซึ่งปกติมีปัญหาเป็นทุนอยู่แล้ว ไหนจะการขาดหายไปของ เอมิ มาร์ตีเนซ ผู้รักษาประตูคนสำคัญที่มีข่าวว่าบาดเจ็บอีก คงโงนเงนป้องกันพัลวันแน่ๆ นั่นจึงนำไปสู่การได้ประตูที่ 2 และ 3 ตามมา ซึ่งเอาเข้าจริงถึงตรงนั้นแฟนซิตี้ก็ไม่ได้เบาใจอะไรเลย ยิ่งเมื่อรู้ผลที่แอนฟิลด์ ลิเวอร์พูลพลิกนำเช่นเดียวกัน ช่วงเวลาที่เหลือ นักเตะซิตี้ทุกคนต้องมีสมาธิกันอย่างเต็มที่ ห้ามผิดพลาดอีกเด็ดขาด เป๊ป เองก็คงคร่ำเคร่งเขม็งเกลียวไม่ต่างจากแฟนบอล อยากให้เวลาเดินเร็วที่สุด อยากได้ยินเสียงนกหวีดสุดท้ายแล้ว ต้องไม่ลืมว่า เขามีความทรงจำอันเลวร้าย ในช่วงท้ายเกมหลายครั้งหลายคราว โดยเฉพาะยามคุมทีมสู้ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มีไม่น้อยเลยที่เกิดขึ้นในเกมที่สำคัญ สำหรับ เป๊ป ไม่ว่าอย่างไร ประสบการณ์เหล่านั้นยังคงตามหลอกหลอน ซึ่งหากปล่อยให้เกิดขึ้นอีก คงไม่ให้อภัยตัวเองแน่นอน จึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจเลย เมื่อได้ยินเสียงนกหวีดยาวครั้งสุดท้ายจาก ไมเคิ่ล โอลิเวอร์ ผู้ตัดสิน เขาถึงขั้นกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ต้องปล่อยให้ไหลออกมา เหมือนปลดปล่อยที่อัดอั้นตันใจมานาน จากที่กำลังจะโดนความผิดหวังกระหน่ำซ้ำเติม แทบจะยอมรับสภาพอยู่แล้ว มันทำให้รู้สึกว่า โลกไม่ได้โหดร้ายเกินไปนัก เขาก็สามารถมีโมเมนต์เช่นนี้ได้เหมือนกัน การที่คุณเป็นผู้จัดการทีม แล้วประสบความสำเร็จครองพรีเมียร์ลีก 4 จาก 5 ปีหลังสุด มันย่อมเป็นความรู้สึกที่สุดแสนพิเศษแน่นอน นี่คือลีกที่ได้ขึ้นชื่อว่าโหดหินที่สุด เต็มไปด้วยคุณภาพ มีคู่แข่งพระกาฬมากมาย ฉะนั้นเมื่อจบซีซั่นด้วยแชมเปี้ยน มันการันตีได้เลยว่า แมนฯซิตี้คือทีมที่ดีจริงๆ หลังผ่านการขับเคี่ยวยาวนาน 9 เดือนเต็ม "เราต้องรับมือกับมันให้ได้ ผมพยายามคิดอย่างนั้น แอสตัน วิลล่าเตรียมตัวมาดีเหลือเกิน" "จากนี้ไปเราจะกลายเป็นตำนาน คุณได้ครองพรีเมียร์ลีก 4 จาก 5 ครั้งหลังสุด คือความพิเศษอย่างไม่ต้องสงสัย เราจะถูกบันทึกและจดจำเอาไว้" "ที่สำคัญบรรยากาศเช่นนี้เกิดขึ้นต่อหน้าแฟนบอล ซึ่งตอนที่เราตามตีเสมอได้ ผมคิดอยู่แล้วประตูที่สามต้องตามมา" "แต่เหนืออื่นใด ลิเวอร์พูลคือคู่ต่อสู่ที่ยิ่งใหญ่ของเรา มันแทบไม่เคยเห็นมาก่อนเลย ผมอยากแสดงความยินดีกับพวกเขา" "ตอนนี้ผมหมดพลังที่จะนึกถึงฤดูกาลหน้า เราทำสำเร็จอีกครั้งแล้ว" เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ไม่ได้พูดอะไรต่อหรอก แต่เราเดาได้ไม่ยากเลยว่านี่คือช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองความสำเร็จ ให้สมกับตรากตรำทำงานกันอย่างหนัก เหน็ดเหนื่อยมาแสนสาหัส หากเปรียบเป็นซีรี่ส์ การต่อสู้ในลีกของ เป๊ป จบลงแล้วก็จริง แต่ยังต้องรอซีซั่นใหม่มาถึงอีก ซึ่งเกินคาดเดาว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพียงแต่คนดูอาจมองเห็นภาพ เออร์ลิ่ง เบราท์ ฮาแลนด์ ที่จะมาเป็นตัวละครใหม่ น่าจับตามองอย่างมาก ที่สำคัญ เป๊ป คงมองเห็นการฉลองแชมป์ลีกสมัยที่ 5 ในรอบ 6 ปี อย่างแจ่มชัด แม้ตอนนี้จะยังไม่อยากพูดถึงก็ตาม ------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ถ้าอยากได้ก็ต้องขาย ]

เป็นที่รับรู้ทั่วกันว่า บาร์เซโลน่าปรารถนาแรงกล้าจะคว้า โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ มาครอบครองในซัมเมอร์นี้ให้จงได้ ดาวถล่มประตูโปแลนด์ เหลือสัญญากับบาเยิร์น มิวนิคอีกเพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น พร้อมทั้งยืนยันจะไม่ขยายออกไป ฟ้องถึงเจตนาอยากจะย้ายทีม มีหลายเหตุผลที่ดึงดูดให้ เลวี่ ต้องการออกจากบาเยิร์น ไม่ว่าจะอิ่มตัว ต้องการแสวงหาความท้าทายใหม่ในช่วงเวลาที่ยังพีกอยู่ รวมถึงความสัมพันธ์กับ ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์ คำถามเรื่องแท็คติกยังไม่ได้รับการคลี่คลาย นอกจากนี้ช่วงหลัง เลวี่ ยังรักษาระยะห่างกับเพื่อนนักเตะบางคนอีกด้วย โดยเฉพาะพวกรุ่นหลัง เข้าไม่ค่อยถึงตัว มักจะสันโดษจนผิดปกติ สัญญาณเตือนเหล่านี้ น่าจะพอบอกได้ว่าอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงในไม่ช้า นั่นคือจังหวะเดียวกับที่บาร์เซโลน่า อยากได้กองหน้ามีคลาส ทั้งฝีเท้า มูลค่าการตลาดและภาพลักษณ์มาร่วมงานพอดี เลวี่ จึงกลายเป็นเป้าใหญ่ อย่างไรก็ตามหลังทำผิดกฎการเงินในรอบ 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา รายจ่ายมากกว่ารายรับมหาศาล ติดตัวเลขแดงน่ากลัว พวกเขาจึงต้องก้มหน้ารับบทลงโทษ โดยจำกัดการใช้เงิน ซึ่งส่งผลประทบอย่างมากสำหรับซื้อผู้เล่นใหม่ รวมทั้งจ่ายค่าจ้างพวกนักเตะ ซึ่งส่วนมากอยู่ในเรตสูง แม้จะได้ โจน ลาปอร์ต้า เข้ามาบริหารแทน โจเซป บาร์โตเมว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะฟื้นขึ้นมาทันทีทันใด ยังไงก็ต้องใช้เวลา รวมทั้งวิธีแก้ปัญหา เพื่อผ่านอุปสรรคนี้ให้ได้ ฆาเบียร์ เตบาส ประธานลาลีกา เพิ่งแสดงความเห็นไว้ว่า โอกาสที่บาร์เซโลน่าจะปิดดีลสำเร็จมีไม่เยอะนักหรอก เพราะเขารู้ข้อมูลการเงินอย่างดี ได้รับรายงานมาก่อนแล้ว ประเมินไม่ยากหรอกว่า บาเยิร์นอาจยอมขายก็จริง หากมองว่ารั้งไว้ลำบาก แต่ในเมื่อยังเหลือสัญญาอีกปี ยังไงก็ต้องโก่งค่าตัวพอสมควร เมื่อบวกคอร์สค่าเหนื่อยไปด้วย อาจใช้นับร้อยล้านยูโร หากสถานการณ์เป็นอย่างว่า เปอร์เซนต์สมหวังจึงน้อยลงอีก จากนั้นเมื่อ เตบาส เจอคำถามที่ว่า หากบาร์ซ่ายอมขาย เฟร็งกี้ เดอ ย็อง ซึ่งน่าจะได้เงินเกือบ 100 ล้านยูโรล่ะ จะพอมีลุ้นบ้างหรือเปล่า คำตอบคือมีอยู่แล้ว เมื่อได้เงินมาจากการทำธุรกิจ ทุกอย่างจะง่ายขึ้นในสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ แต่ต้องถามย้อนกลับด้วยว่า บาร์ซ่ามีแผนจะขาย เฟร็งกี้ ด้วยหรือเปล่า เพราะเท่าที่รู้มา ชาบี เอร์นานเดซ ต้องการเก็บไว้ ประกาศต่อหน้าสื่อชัดถ้อยชัดคำว่าเป็นคนสำคัญ อยู่ในแผนการสร้างทีม ถ้าดึงดันไม่ปล่อยจริง นั่นหมายถึงแผนที่จะคว้า เลวานดอฟสกี้ ก็แทบพังครืนลงมาเลย เหมือนบีบบังคับให้ต้องขายเพื่อนำเงินมาหมุน ผลกระทบเช่นนี้ หมายถึงประตูโอกาสของแมนฯยูไนเต็ดที่จะได้ เฟร็งกี้ ตามแผนที่วางเป้าเอาไว้ ก็ย่อมสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว แล้วถ้ายอมขายจริง ไม่ใช่ฟันเงินค่าตัวเท่านั้น แต่ค่าจ้างที่ต้องจ่ายให้ เฟร็งกี้ วีกละมากกว่า 250,000 ยูโร ก็จะหายไปด้วย นั่นหมายถึงเพิ่มความคล่องตัวด้านการเงินเข้าไปอีก ลาปอร์ต้า และ ชาบี ต่างเชื่อมั่นว่า เลวี่ จะมาช่วยยกระดับบาร์เซโลน่าอย่างแน่นอน ปัญหาเรื่องความสม่ำเสมอในการเข้าทำประตู ที่ต้องเจอช่วงท้ายซีซั่น น่าจะลดลงอย่างแน่นอน ในขณะที่แดนกลางหากเสีย เฟร็งกี้ ยังไงก็มีผลกระทบตามมาอยู่แล้ว แต่พอหาสมดุลได้ไม่ยากนัก เมื่อมีกลุ่มดาวรุ่งทั้ง เปดรี , กาบี และ นิโก้ กอนซาเลซ ซึ่งเติบโตมาอย่างแข็งแกร่ง พร้อมทดแทนได้ ประเด็นที่น่าสนใจคือ ก่อนหน้านี้ ลาปอร์ต้า อานิล มูร์ธี ประธานของบาเลนเซีย มีนัดทานข้าว เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับความเป็นได้ในการคว้า การ์ลอส โซเลร์ และ โฆเซ่ กาย่า 2 แข้งสำคัญในตลาดซัมเมอร์ บาเลนเซียเองก็มีปัญหาการเงินไม่ต่างกันนัก ขาดทุนสะสมต่อเนื่อง การได้เงินก้อนจากขายนักเตะน่าค้ำจุนพยุงให้ดีขึ้นกว่าเดิมพอสมควร บาร์ซ่าต้องการ โซเลร์ ตามโปรเจคต์และถ้าได้ กาย่า ติดปลายนวมมาแบบแพ็กคู่ด้วย ก็จะดีงามอย่างมาก แบ็กซ้ายของทีมตอนนี้ต้องพึ่ง จอร์ดี้ อัลบา ซึ่งโรยรามากขึ้นทุกวันเป็นหลัก ไม่มีทางยื้อระยะยาวได้แน่ กาย่า คงเป็นคำตอบที่น่าโอเคเลย ส่วน โซเลร์ นี่คือแข้งเป้าหมายที่จะเข้ามารอเติมความดุดันตรงกลาง พร้อมทั้งอาจรอจ่อคิว เซร์กี้ บุสเก็ตส์ ซึ่งอีกไม่นานคงรีไทร์ มันทำให้คำนวณไม่ยากเลยว่า ถ้าบาร์ซ่าจะรวบหมดทั้ง เลวานดอฟสกี้ , โซเลร์ และ กาย่า ยังไงก็ต้องกลั้นใจขาย เฟร็งกี้ อยู่แล้ว เพราะนี่เป็นนักเตะขายง่าย ได้ราคางาม เพราะแม้ ชาบี มีแผนจะโละกลุ่มผู้เล่นหลายคนที่ไม่อยู่ในแผนการสร้างทีม แต่ส่วนใหญ่ปล่อยออกยากและอาจต้องทำใจเรื่องค่าตัว ซามูแอล อุมติตี้ , มาร์ติน เบรทเวต , ริกิ ปุช , เกลม็องต์ ลองเล่ต์ และ เซร์จินโญ่ เดสต์ ล้วนแต่มีแววได้ย้ายทั้งหมด นี่คือกลุ่มที่มีค่าตัว เนื่องจากสัญญายังหลงเหลืออยู่ แต่อย่างที่บอก ขายออกว่ายากแล้ว เพราะบางคนแทบไม่ได้ลงเล่นเลย สนิมแทบจะเกาะหน้าแข้งกันหมด ฟอร์มก็ดร็อปลงกันไปมาก ที่ยากลำบากไม่น้อยกว่ากันคือ ขายให้ได้ราคาที่น่าพอใจ ซึ่งต้องเสียเวลาต่อรองเจรจากันอีก เฟร็งกี้ เดอ ย็อง จึงอาจกลายเป็นทางออกของปัญหา แม้มีข่าวในทำนองว่า แมนฯยูไนเต็ดไม่พร้อมจ่ายมากกว่า 70 ล้านปอนด์หรือราว 83 ล้านยูโรก็ตาม แต่ยังพอมีหนทางในการพูดคุย นอกจากนี้ยังต้องกังวลเกี่ยวกับการต่อสัญญา อุสมาน เดมเบเล่ อีกต่างหาก เพราะฉบับปัจจุบันจะหมดลงในซัมเมอร์นี้แล้ว ยังไม่รู้ว่าจะได้บทสรุปอย่างไร บาร์ซ่าพร้อมยืดออกไป ทำใจยากหากจะยอมเสียฟรี ทั้งที่ซื้อมาทะลุ 100 ล้านยูโรจากโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ แถมนักเตะปรับปรุงตัวเองได้น่าพอใจ ทัศนคติดีขึ้นกว่าที่เคยเป็น ถ้าจะเกลี้ยกล่อมให้ เดมเบเล่ ยอมอยู่กับทีมออกไปอีก คงต้องให้ค่าจ้างสมน้ำสมเนื้อ ในสถานการณ์เช่นนี้ นักเตะเป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบไว้แล้ว สามารถเรียกร้องเงินได้เลย บาร์ซ่าอาจต้องหาทางออก จ่ายให้ช่วง 6 เดือนหรือปีแรกน้อยสักหน่อย เพื่อป้องกันละเมิดกฎการเงิน จากนั้นค่อยไปทบเพิ่มให้ในปีต่อไป ไม่แน่ใจว่านักเตะจะโอเคด้วยหรือเปล่า แต่ถ้าคุยไม่สัมฤทธิ์ผล ก็คงต้องทำใจปล่อยไปและนั่นลำบากต้องหาคนมาแทน เพราะที่เล็งไว้คือ ราฟินญ่า ก็ใช่ว่าค่าตัวถูกซะเมื่อไรกัน ว่าไปแล้วน่าเห็นใจ ชาบี เอร์นานเดซ ต้องมาเจอปัญหาในลักษณะนี้เล่นงาน หากบาร์ซ่าไม่โดนลงโทษ คงทำงานง่ายกว่านี้เยอะเลย ตลาดซื้อขายผู้เล่นซัมเมอร์นี้ จึงเป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อของบาร์ซ่าเลย ว่าจะตัดสินใจเลือกอย่างไร เพื่อสร้างขุมกำลังให้แกร่งที่สุด สำหรับการกลับมาเขย่าบัลลังก์เรอัล มาดริด เพราะต่อให้คู่แข่งตัวเอ้ไม่ได้ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ อย่างที่คาดหวังเอาไว้ ก็ยังแข็งแกร่งอยู่ดีและคงเสริมผู้เล่นใหม่เพิ่มมาอีก ภารกิจของ ชาบี ยังคงหนักหนาสาหัสไม่น้อยไปกว่าเดิมเลย ------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ปฏิบัติการขันนอตแนวรับ ]

เอริก เทนฮาก ผู้จัดการทีมคนใหม่แมนฯยูไนเต็ด เดินทางมาถึงลอนดอนเรียบร้อย เพื่อเตรียมเริ่มงานของตัวเอง ตามรายงานข่าวระบุไว้ว่า กุนซือดัตช์จะเข้ามาชมเกมนัดสุดท้ายของปีศาจแดงในฤดูกาลนี้ที่เซลเฮิร์ทส์ พาร์คด้วย ถือเป็นการทำงานไปในตัวสำหรับส่องฟอร์มผู้เล่นบางคน นับตั้งแต่ประกาศรับคุมแมนฯยูไนเต็ด กระแสข่าวมากมายเกิดขึ้นเป็นธรรมดา โดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เน้นไปที่ขุมกำลังซึ่งน่าจะมีการผ่าตัดแบบเร่งด่วน ปล่อยไว้ไม่ได้เด็ดขาด ดังนั้นจึงตกเป็นข่าวโยงกับผู้เล่นหลายต่อหลายคน ท่ามกลางความคาดหวังของแฟนๆอยากเห็นนักเตะที่มีคุณภาพจริงๆ ไม่ใช่เหมือนชุดปัจจุบัน ซึ่งเล่นขอไปวันๆแล้วรอรับเงิน คาดกันว่าโปรเจคต์เกี่ยวกับกำลังพล ได้มีการพูดคุยในการประชุมที่อัมสเตอร์ดัมเมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว ซึ่งเป็นมิตตี้อย่างเรื่องราวครั้งแรกของ เทนฮาก บนเก้าอี้ใหม่ด้วย วันนั้น จอห์น เมอร์เท่อห์ ผู้อำนวยการกีฬาแมนฯยูไนเต็ด ก็ลงทุนบินคุยด้วยตัวเองเลย เพื่อหาบทสรุปบางส่วน อีกทั้งเข้าใจดีว่า เวลาไม่คอยท่าอีกต่อไป ไม่มีใครรู้รายละเอียดบนโต๊ะประชุมหรอก แต่สื่อบางเจ้าระบุว่า พูดถึงเรื่องนักเตะขาเข้า ขีดเส้นไว้ชัดเลยต้องมี 4 คนด้วยกันในเบื้องต้น เซ็นเตอร์แบ็ก 1 , กองกลาง 2 และตัวรุกประเภทเล่นได้ครอบคลุมอีก 1 ราย ซึ่งคล้ายที่คาดกันไว้ แต่ด้วยความที่สโมสรตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในหลายเรื่องการ ไหนจะต้องพยายามควบคุมการเงิน ซึ่งรายได้หดหายต่อเนื่องมาตลอด ตัวเลขแดงเต็มพรืดมานานหลายปี คงต้องรัดเข็มขัดบ้าง นั่นยังต้องรับรวมถึง ความผิดพลาดมหันต์ไม่ได้ไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลหน้า พลังดึงดูดพวกนักเตะที่อยากได้ ก็เลยลดน้อยลงเป็นธรรมดา แข้งขาเข้าอาจถูกล็อกเป้าไว้แล้วว่ามีใครบ้าง ประเมินจากกระแสก็เป็นพวกแข้งอาแจ็กซ์ทั้งอดีตและปัจจุบัน รวมทั้งบางรายที่เชื่อว่ามีโอกาสดึงมาสำเร็จ ชื่อของ ยูเรี่ยน ทิมเบอร์ , อันโตนี่ , ลิซานโดร มาร์ตีเนซ หรือ เฟร้งกี้ เดอ ย็อง จึงยึดพื้นที่สื่อตามที่เราได้รับรู้กัน ไม่ใช่เรื่องประหลาดอะไรอยู่ ทั้งหมดคุ้นเคยใกล้ชิด เทนฮาก ร่วมงานผ่านความสำเร็จกันมาอย่างน่าพอใจ จึงอาจได้มาร่วมหัวจมท้ายกันอีกในสีเสื้อใหม่ ส่วนที่เหลือก็อย่าง ดาร์วิน นูนเญซ , เดแคลน ไรซ์ , เปา ตอร์เรส หรือ แฮร์รี่ เคน ล้วนเกี่ยวโยงกัน ตอนนี้เรายังไม่อาจสรุปหรือให้คำตอบได้หรอก นักเตะใหม่จะเดินเรียงแถวเข้าแคร์ริงตันกี่คนกันแน่ จนกว่าตลาดซื้อขายฤดูร้อนจะถึงเดดไลน์ เช่นเดียวกับนักเตะขาออก ซึ่งคาดการณ์กันว่า น่าจะสะพัดฝุ่นตลบหนักกว่าขาเข้าด้วยซ้ำ เพราะมีกลุ่มที่หมดสัญญาและไม่ได้รับการขยายทั้ง ปอล ป็อกบา , เจสซี่ ลินการ์ด , เอดินสัน คาวานี่ , ฆวน มาต้า และ ลี แกรนท์ รวมถึงเคสของ เนมานย่า มาติช ที่ประกาศอำลาด้วยการเห็นชอบฉีกสัญญาจากทั้งสองฝ่าย ที่แน่ๆรวมแล้ว 5 คนด้วยกัน ส่วนที่อยู่ในข่ายยังไม่แน่นอน ก็มีอีกเพียบด้วย ลองมานั่งไล่ชื่อดูพร้อมกันได้เลย ฟิล โจนส์ , เอริก ไบยี่ , อารอน วาน-บิสซาก้า , ดีน เฮนเดอร์สัน , อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล , มาร์คัส แรชฟอร์ด , อเล็กซ์ เตลลีส หรือ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ บางสื่อยังเอา เฟร็ด ไปรวมด้วย เพราะไม่มั่นใจว่าจะเป็นนักเตะที่ตรงสเป็กของ เทนฮาก หรือไม่ ประเด็นสำคัญต้องไม่ลืมว่า กุนซือดัตช์จะได้ทุนรอนก้อนใหญ่ไว้ตั้งต้นที่ 100-120 ล้านปอนด์ ซึ่งว่าไปแล้ว ไม่ได้สูงอะไรนักหรอก ในยุคที่นักเตะค่าตัวแพงมหาโหด ส่วนจะเพิ่มมามากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับผ่องถ่ายได้มากเท่าไร อย่างเช่นขาออกรวมแล้ว 80 ล้านปอนด์ นั่นหมายถึงจะได้งบไปปะผุโมดิฟายเกือบ 200 ล้าน ซึ่งเป็นตัวเลขที่โอเคอยู่ เมื่อสถานการณ์เป็นอย่างนี้ เทนฮาก ต้องเน้นขายพวกที่มีราคาค่างวดสูงด้วย ซึ่งพิจารณาดูแล้ว มีอยู่ไม่กี่คนที่อยู่ในข่าย ดีน เฮนเดอร์สัน พัวพันกับนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดรุนแรงไม่น้อย ท่ามกลางข่าวว่าค่าตัวอาจพุ่งไปถึง 40 ล้านปอนด์ ตามชื่อชั้น ดีกรีที่เคยติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ รวมถึงเพิ่งต่อสัญญาเมื่อปีก่อน มาร์คัส แรชฟอร์ด ก็คลุมเครือด้วย หากทางบอสใหม่ไม่ชอบใจ กังวลว่ากลับมาเหมือนเดิมไม่ได้อีก ก็คงต้องยอมตัดใจปล่อยไป มูลค่าของ แรชชี่ นาทีนี้อาจลดลงจากเดิมพอสมควร ผลงานในสนามดร็อปอย่างน่าตกใจ แต่ก็ไม่น่าน้อยกว่า 50 ล้านปอนด์ ส่วนอีกคนที่สถานการณ์ทำท่าจะพลิกผัน จากที่มีแนวโน้มอยู่ต่อชัวร์ ก็หวั่นเกรงว่าอาจโดยปล่อยคือ แม็กไกวร์ กัปตันทีม หากจะขาย แม็กไกวร์ จริงๆ ยังไงก็ทำใจได้เลยว่า กระเป๋าฉีกล้านเปอร์เซนต์ ซื้อมาจากเลสเตอร์เมื่อ 3 ปีก่อนเป็นสถิติกองหลังแพงสุดในโลก 80 ล้านปอนด์ ราคาปัจจุบันอาจดิ่งลงมาน้อยกว่ากึ่งหนึ่งด้วยซ้ำ นั่นคือความเสี่ยงมาก หากคิดจะปล่อยตัวจริง แต่ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับ เทนฮาก ในขณะเดียวกัน วาน-บิสซาก้า ซึ่งแทบจะได้รับการยืนยันว่า ให้ปล่อยออกไป มีสิทธิ์จะเป็นแบบยืมตัวก่อนเบื้องต้น อย่างน้อยหากไม่ใช้งานก็ไม่ควรเก็บไว้ให้เปลืองค่าจ้างและปิดโอกาสนักเตะ ด้วยแนวทางการทำทีมและสไตล์ที่ชัดเจน มีลายเซ็นบ่งบอกแบบ เทนฮาก คงยากที่จะชื่นชอบหรือไว้ใจ วาน-บิสซาก้า อีกต่อไป เขาอาจจะมีสถิติแท็คเกิ้ลยอดเยี่ยม เข้าบอลแม่นยำ แต่นั่นเหมาะกับทีมที่เน้นเกมรับ ไม่ใช่ระบบ เทนฮาก อยู่แล้ว เมื่อเกมรุกคือจุดด้อย ขึ้นมาเติมไม่ต่อเนื่อง กล้าๆกลัวๆ ครอสบอลก็ไม่ดี ขาดความแม่นยำ แถมหลุดตำแหน่งแล้วมักลงไม่ทัน ต่อให้มีค่าตัว 50 ล้านปอนด์ มันก็คงช่วยอะไรไม่ได้หรอก อีกคนที่มีปัญหามาตลอด แต่ไม่ยอมแก้ไขให้เคลียร์เห็นจะเป็น ไบยี่ ไม่รู้เหตุผลเหมือนกันว่า ทำไมสโมสรเลือกต่อสัญญาเมื่อเมษายนปีที่แล้ว ทั้งที่รู้ดีว่านักเตะงอแงไม่หยุดหย่อน ไบยี่ เรียกร้องโอกาสลงเล่นและไม่พอใจที่ แม็กไกวร์ ซึ่งผิดพลาดประจำ ยังคงได้รับความไว้วางใจ นั่นแหล่ะที่ทำให้ห้องแต่งตัวเกิดปัญหา ลองนึกภาพนักเตะไม่สามัคคี เกี่ยงงอนกัน ไม่ลงรอยกัน ยังไงก็กระทบต่อผลงานในสนามแน่ บรรยากาศย่ำแย่ เรื่องอย่างนี้ผู้จัดการทีมต้องหาทางจัดการ น่าสนใจมากๆหากมีการล้างบางครั้งใหญ่จริง เพื่อให้ เทนฮาก เดินแบบสะดวก ทำงานแบบโล่งๆ ตามที่ดีไซน์เอาไว้ แม็กไกวร์ , ไบยี่ , วาน-บิสซาก้า และ โจนส์ อาจกลายเป็น 4 กองหลัง ที่หลั่งไหลกันย้ายออกในซัมเมอร์นี้เลย ส่วนใครจะมาใหม่และเด็กคนไหนจากทีมเยาวชน จะได้รับโอกาส รวมทั้งกลุ่มที่ปล่อยยืมตัว ไว้รอดูการตัดสินใจของ เทนฮาก เพราะหากผิดพลาดขึ้นมา ไม่เวิร์คตามเป้าวางไว้ จะได้รู้ว่ามาจากการวางแผนของผู้จัดการทีม ไม่ใช่โทษกันไปมา มั่วจนจับต้นชนปลายไม่ถูก ซ้ำซากมากหลายปี ------------------ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #แก้ปัญหาแบบเปแอสเช ]

ซัมเมอร์ 2017 เกิดดีลประวัติศาสตร์ สั่นสะเทือนโลกฟุตบอลรุนแรงที่สุดเมื่อ เนย์มาร์ ย้ายจากบาร์เซโลน่าสู่ปารีส แซงต์ แชร์กแมงด้วยค่าตัว 222 ล้านยูโร นี่คือค่าตัวนักฟุตบอลอาชีพสูงสุด เป็นการจ่ายค่าฉีกสัญญาทำตามเงื่อนไขทุกประการ โดยที่บาร์ซ่าไม่คาดคิดจะมีทีมไหนบ้าเลือดเดือดดาลยอมจ่ายขนาดนี้ ในเมื่อเปแอสเชสยอมจ่ายและ เนย์มาร์ เองก็มีความปรารถนาแรงกล้าจะย้าย ต่อให้ไม่อยากขาย บาร์ซ่าก็คงทำอะไรไม่ได้มากกว่าทำใจ มองตาปริบๆเห็นนักเตะคนสำคัญจากไป พร้อมเสียหน้าอีกต่างหาก พวกเขาอาจจะได้เงินก้อนโตก็จริง แต่ในความรู้สึกแล้วถูกลบเหลี่ยมความเป็นทีมใหญ่ เหมือนตอนเสีย หลุยส์ ฟิโก้ ให้เรอัล มาดริดเมื่อปี 2000 แฟนๆเปแอสเชต้อนรับ เนย์มาร์ อย่างยิ่งใหญ่มาก นับพันคนไปรอบริเวณหน้าโรงแรมหรูรัวยาล มงโซ่ ในเขต 8 ของกรุงปารีส ซึ่งอยู่ใกล้ถนนสายดังช็องส์-เซลีเซ่ส์และประตูชัยอาร์ก เดอ ทริออมฟ์ อีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเมืองหลวง พวกเขาต่างตื่นเต้นที่ได้เห็นซูเปอร์สตาร์เบอร์ต้นๆของโลกย้ายมาร่วมทีม นี่คือแข้งซึ่งถูกคาดหมายว่าจะก้าวชิงบัลลังก์ของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ ลิโอเนล เมสซี่ ในอนาคตอันใกล้ ในขณะเดียวกันพวกนักข่าวก็สนุกกับการค้นหารายละเอียดของสัญญา ซึ่งเซ็นกันยาว 5 ปีเต็ม ว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง เชื่อว่าหากความจริงปรากฎคงเป็นที่ฮือฮาแน่นอน Corriere dello Sport สื่อจากฝั่งอิตาลี อ้างว่าได้ข้อมูลระดับเอ็กซ์คลูซีฟมา เปิดเผยสิทธิพิเศษเหนือระดับสำหรับ เนย์มาร์ ที่ทางเปแอสเชยินดีมอบให้โดยเฉพาะ 1.เนย์มาร์ มีอิสระในการเล่นเกมรุกตามอำเภอใจ ไม่ต้องสนใจลงมาช่วยเกมรับ เหมือนพวกตัวรุกอื่น 2.ห้ามเพื่อนนักเตะเข้าสกัดหนักใส่ตอนซ้อมอย่างเด็ดขาด รวมทั้งอย่าพยายามสร้างความอึดอัดใจต่อซูเปอร์สตาร์รายนี้ 3.ทางสโมสรจัดนักกายภาพบำบัดส่วนตัวให้ดูแล เนย์มาร์ เป็นพิเศษ 2 คน ก่อนหน้านั้นมีแค่ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ที่เคยได้รับสิทธิเช่นนี้ 4.เนย์มาร์ ยังสามารถใช้ข้าวของเครื่องใช้อุปกรณ์ต่างๆ ที่มีโลโก้แบรนด์อื่นติดอยู่ ผิดไปจากแข้งที่เหลือ จะถูกกำหนดเป็นกฎอย่างชัดเจนว่าเป็นผลิตภัณฑ์ของสโมสรเท่านั้น 5.ฤดูกาลแรก เนย์มาร์ จะแชร์ เอดินสัน คาวานี่ สังหารจุดโทษแบบคนละครึ่ง ไปตกลงกันเอา ส่วนซีซั่นถัดไปจะเหมาคนเดียวเลย ไม่แน่ใจเหมือนกันว่านี่คือข้อมูลจริงมากน้อยแค่ไหน แต่ครั้งหนึ่ง ซลาตัน เคยเล่าให้ฟังว่า ตอนเซ็นสัญญากับปารีส แซงต์ แชร์กแมงในปี 2012 รู้สึกตกใจไม่น้อย เพราะได้รับอภิสิทธิ์มากมาย แค่เขียนใส่กระดาษบอกไป ไม่คิดด้วยซ้ำว่าจะได้รับการตอบสนอง เช่นวันหยุดเพิ่มพิเศษ เครื่องบินเจ็ตส่วนตัวไว้ใช้งานหรืออะไรต่อมิอะไรอีกเพียบ ขณะเดียวกันเมื่อกันยายนปีที่แล้ว ยังมีการเปิดเผยเงื่อนไขอภิมหาพิเศษของ เนย์มาร์ เพิ่มมาอีก หากเขามีความประพฤติดีงาม ปฏิบัติตามข้อระเบียบต่างๆที่สโมสรกำหนดไว้ จะได้รับเงินโบนัสมูลค่า 500,000 ยูโรต่อเดือน 1.มีปฏิสัมพันธ์กับแฟนบอล ทั้งก่อนและหลังจบเกม ทักทายยิ้มแย้มแจ่มใส ปรบมือให้เป็นการขอบคุณ 2.หยุดวิจารณ์เรื่องแท็คติกของทีมกับทางสื่อ ให้อยู่นิ่งไว้ ต่อให้ไม่พอใจก็ตาม 3.อย่าพูดให้ร้ายหรือแง่ลบของสโมสร ต่อหน้าสาธารณะ 4.มาซ้อมและรายงานตัว ให้ตรงตามเวลาที่กำหนดไว้ ไม่แน่ใจอีกเช่นกันว่า นี่เป็นความจริงหรือเปล่า แต่หากจริงขึ้นมาก็ไม่น่าใช่เรื่องแปลกอะไร สำหรับทีมอย่างปารีส แซงต์ แชร์กแมง เพราะคำให้การของ อิบรา เรื่องอภิสิทธิ์ รวมถึงสิ่งที่ โธมัส ทูเคิ่ล อดีตกุนซือเคยให้สัมภาษณ์ผ่านทาง Sport1 มันน่าจะช่วยเพิ่มน้ำหนักในเรื่องนี้ ทูเคิ่ล เคยเปิดใจในทำนองว่า ไม่รู้สึกเหมือนเป็นเทรนเนอร์เลยเมื่อทำงานที่นี่ บทบาทคล้ายเป็นพวกรัฐมนตรีกีฬามากกว่า อาจอยากสื่อสารว่าหลุดไปเล่นเกมการเมือง รวมทั้งต้องเอาอกเอาใจผู้เล่นบางคนมากเกินจำเป็น หลังจากนั้นไม่นาน ทูเคิ่ล ก็โดนเชือดสังเวยพ้นตำแหน่ง โทษฐานวิจารณ์สโมสรในแง่ลบ เมื่อเอาเรื่องราวมาปะติดปะต่อกัน หลายคนอาจเห็นภาพวิธีการบริหารในแบบปารีส แซงต์ แชร์กแมงกันชัดยิ่งขึ้น --------------------- หนึ่งในดีลที่ตกอยู่ท่ามกลางความสนใจของแฟนบอลทั่วโลกในซัมเมอร์นี้คือการตัดสินใจของ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ เขาจะตกลงต่อสัญญากับปารีส แซงต์ แชร์กแมงหรือเปิดหมวกอำลาไปสวมยูนิฟอร์มเรอัล มาดริด แบบฟรีเอจ้นท์ไม่มีค่าตัว เอ็มบั๊ปเป้ แย้มเอาไว้ให้ได้ยินทั่วกันว่า อีกไม่นานคำตอบจะถูกเฉลย หัวใจกองเชียร์ทั้งสองฝั่งน่าจะเต้นตึกตักอย่างระทึก วัดจากกระแสข่าว คล้ายว่ามาดริดจะกุมความได้เปรียบเอาไว้ มั่นใจว่าปิดจ็อบสำเร็จแน่นอน ในขณะที่เปแอสเชไม่ยอมแพ้ แสดงให้เห็นว่าจริงจังจริงใจกับ เอ็มบั๊ปเป้ มากขนาดไหน ถึงขั้นปฏิเสธข้อเสนอ 200 ล้านยูโรเมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว แม้นักเตะจะเหลือสัญญาแค่ปีเดียว ไม่มีอะไรมาการันตีว่าจะขยายออกไป เสี่ยงต่อการเสียฟรีสูงก็ตาม วิธีการมัดใจ เอ็มบั๊ปเป้ ของผู้บริหารคือ การทุ่มทุกอย่างเท่าที่จะให้ได้ เริ่มจากเงินค่าจ้าง 1,000,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ รวมแล้วฟันนิ่ม 4 ล้านต่อเดือน ไหนจะได้โบนัสหรือเงินเซ็นกินเปล่าเอาไปเลย 100 ล้านยูโร แค่จดปากกาสะบัดลายเซ็นเท่านั้นเอง นี่คือตัวเลขที่น่าตกใจมาก แต่สื่อหลายสำนักนำเสนอมา เหมือนว่ากำลังทิ้งไพ่ใบสุดท้าย เพราะมั่นใจเรอัล มาดริดไม่จ่ายงามอย่างนี้แน่นอน ล่าสุดจากเอล เชริงกิโต้ ซึ่งเป็นสื่อที่โปรราชันชุดขาวแบบเต็มๆ อ้างว่าผู้บริหารของปารีสฯ ที่ยังเหลือไพ่ใบสุดท้ายจริงๆอีก เตรียมปล่อยหมัดเด็ด ด้วยข้อเสนอให้ เอ็มบั๊ปเป้ เป็นคนเลือกกุนซือและนักเตะได้เองเลย ใครได้ยินเข้าคงสงสัยว่าจะเป็นจริงหรือ นี่มันบ้าไปแล้วชัดๆ ให้นักเตะเลือกบอสเองและตัดสินใจว่าจะให้ใครอยู่ในทีมบ้าง รับรองเลยว่ารอวันพังครืนลงมา แต่ด้วยความที่เปแอสเช มักจะใช้วิธีการดึงดูดใจในลักษณะนี้ ยื่นข้อเสนออภิสิทธิ์ให้พวกซูเปอร์สตาร์ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่จะมีบางคนเชื่อ อย่างที่รู้กันปารีสฯพยายามก้าวเป็นเบอร์หนึ่งของยุโรปให้ได้ ไม่ว่าด้วยวิธีไหนก็ตามและความพ่ายแพ้เรอัล มาดริดในรอบ 16 ทีมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก็เหมือนหนามทิ่มแทงใจ นาสเซอร์ เอล เคไลฟี่ บอสใหญ่เหลือเกิน ทว่าแนวทางหรือนโยบายที่เป็นอยู่ มีโอกาสทำให้ทีมพังลงได้เลย ทั้งโครงสร้างการปกครองและการเงิน รวมถึงไม่มีใครอยากเสี่ยงมาเป็นกุนซือหรอก ไม่ว่าจะเป็นเคสของ เนย์มาร์ หรือ เอ็มบั๊ปเป้ ฟ้องชัดแล้วว่า ปารีส แซงต์ แชร์กแมงให้ความสำคัญกับตัวบุคคล มากกว่ามองภาพรวมของทีม ซึ่งต่างจากหลายสโมสรที่ให้ความสำคัญทัดเทียม มองเห็นค่าของนักเตะประเภทปิดทองหลังพระ แล้วถ้า เอ็มบั๊ปเป้ เลือกไปเรอัล มาดริดจริงขึ้นมา พวกเขาจะได้รับบทเรียนว่า เงินไม่อาจบันดาลทุกอย่างได้เสมอไป --------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ขอยืนยิ้มอยู่ข้างหลัง ]

สัญญาของ เจมส์ มิลเนอร์ กับลิเวอร์พูลจะหมดลงในซัมเมอร์นี้ จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการยืนยันขยายเพิ่มออกไป ทว่าดูแนวโน้มแล้วคงจะยืดอีกปีเป็นอย่างน้อย แม้จะอายุปาเข้าไป 36 ปี ดูตามวัยแล้วน่าจะนับถอยหลังเรื่องการเกษียณเต็มทนแล้ว คงเล่นอยู่ในลีกระดับท็อปอีกไม่นาน ไม่มีทางที่จะเอาชนะสังขารได้เลย แต่ในความรู้สึกของ เจอร์เก้น คล็อปป์ และเดอะ ค็อปแทบทั้งโลก ต่างมองว่านี่คือแข้งทรงคุณค่า ไม่ได้จัดอยู่ในโหมดแก่เกินแกง รอวันย้ายแบบฟรีเอเจ้นท์ ต้องการจะเก็บไว้ในทีมต่อไป เชื่อกันว่า มิลเนอร์ น่าจะเซย์เยสในสัญญาฉบับใหม่ เพราะเขาเพิ่งเปิดใจไว้เองว่า หากเจ้านายต้องการให้อยู่ต่อ คงเป็นเรื่องโง่มากหากปฏิเสธออกไป คล็อปป์ เองก็คงรู้สึกเช่นนั้น หากไม่รักษานักเตะคุณสมบัติเช่นนี้ไว้ มันคงไม่ต่างจากมองข้ามเพชรงามล้ำค่าหรอก ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีก่อน ระหว่างทัพลิเวอร์พูลเก็บตัวอยู่ที่สหรัฐฯช่วงปรีซีซั่น 2019/20 กุนซือเยอรมันบรรยายสรรพคุณของ มิลเนอร์ ไว้อย่างละเอียด จนเราฟังแล้ว มองเห็นภาพตามทันที ช่วงดังกล่าว มิลเนอร์ อยู่ในวัย 33 ปี มีหลายคนมองว่าเริ่มโรยแล้ว ดังนั้นควรจะปล่อยออกจากทีม เพื่อเปิดโอกาสให้พวกดาวรุ่งได้มีพื้นที่โชว์ผลงานกันบ้าง แต่คนที่รู้จักนักเตะคนนี้ดีมากสุด จะเป็นใครไม่ได้เลยนอกจาก คล็อปป์ ซึ่งคอยสังเกตแทบจะทุกการเคลื่อนไหว ใส่ใจรายละเอียดมากๆ ก่อนมั่นใจเลยว่าจะค้าแข้งได้อีกนาน ด้วยความที่ผ่านประสบการณ์คุมทีมมาพอสมควร โดยเฉพาะตอนกุมบังเหียนโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ จึงได้ร่วมงานกับผู้เล่นประเภทขยันขันแข็ง ไม่ปริปากบ่น ก้มหน้าก้มตาทำงานตามหน้าที่ เจ้านายสั่งอะไรได้หมด ไม่เคยบิดพริ้วมาบ้างแล้ว "ผมโชคดีมากได้เจอนักเตะลักษณะนี้ 2-3 คน เซบาสเตียน เคห์ล คือตัวอย่างที่ชัดเจน ดอร์ทมุนด์มีนักเตะที่มีประสบการณ์ในทีมมากกว่านักเตะอายุน้อยและ เซบาสเตียน เป็นผู้นำเวลานั้น" "เหมือน มิลลี่ นี่แหล่ะ ผมมองเห็นพัฒนาการน่าสนใจของเขาในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มันดีขึ้นจริงๆ" "มิลลี่เป็นนักกีฬา มีทัศนคติอันน่าทึ่ง เป็นนักกีฬายอดเยี่ยมและยังสนุกสนาน ทะลึ่งตึงตังในห้องแต่งตัวด้วย" "ในทีมเรามีผู้นำไม่น้อยเลย แน่นอนว่า เฮนโด้ คือกัปตัน มิลลี่ จินี่ (จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุท) , เวิร์จ (เฟอร์กิล ฟาน ไดค์) ล้วนใช่เลย พวกเขาเป็นผู้นำที่แตกต่างกันไป รู้จักบทบาทของตน" "สำหรับ มิลลี่ ทำให้ผมคิดบ่อยๆว่า เขาเพิ่งอายุ 20 ต้นๆ มันไม่มีอะไรน่าสงสัยอีกแล้ว" ฟังจากประโยคที่ คล็อปป์ เล่าเอาไว้ ช่วยฉายภาพต่างๆของ มิลเนอร์ หรือที่คนใกล้ตัวเรียกว่า "มิลลี่" ชัดกว่าเดิมซะอีก นอกจากมีคุณสมบัติความเป็นผู้นำ คอยช่วยเหลือเพื่อนร่วมทีม ปกป้องสโมสร ปลุกใจด้วยคำพูดต่างๆแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างบรรยากาศในห้องแต่งตัวไม่ให้ตึงเครียดจนเกินไป การพูดเล่นหยอกล้อกันแบบทะลึ่งตึงตัง คือส่วนสำคัญช่วยปลดเปลื้องความตึงเครียดเช่นกัน มันผ่อนคลายได้เยอะ โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์เริ่มเขม็งเกลียว ส่วนเรื่องในสนาม มิลเนอร์ ไม่เคยเกี่ยงงอนเลยสักนิด หากต้องนั่งสำรอง ไม่เคยออกมาร้องแรกแหกกระเชอ แม้ตัวเองจะเป็นรองกัปตันทีม พร้อมสนับสนุนได้ทุกรูปแบบ ว่ากันตามตรง เขาไม่ใช่แข้งประเภทเชิงดี มีความคลาสสิก เล่นบอลสวยงามชวนมองเลย ตรงกันข้ามดูแข็งท่อด้วยซ้ำ ทว่าในแง่ของประสิทธิภาพแล้ว ตอบโจทย์สำหรับกุนซือแทบทุกคน ซึ่งเคยร่วมงานด้วยกันมา เพราะรู้ว่าหากเล่นได้ดีทั้ง 2 เท้า จะทำให้ได้เปรียบมากขึ้น มิลเนอร์ เลยฝึกการเล่นด้วยเท้าซ้ายข้างไม่ถนัดควบคู่กันไป อย่างน้อยชดเชยเรื่องของพรสวรรค์ ที่ต้องใช้พรแสวงมาต่อสู้ สมัยโตมากับลีดส์ ยูไนเต็ด สร้างความประทับใจตั้งแต่อายุน้อยๆ เขาเริ่มจากการเป็นปีกก่อน เป็นตัวริมเส้นยุคแรกที่ยืนชิดขอบสนาม ใช้ความเร็วกระชากแล้วจบด้วยการครอส ด้วยคุณสมบัติแข็งแกร่งและรวดเร็วจึงช่วยได้มาก กระทั่งลีดส์ตกชั้นสู่เดอะ แชมเปี้ยนชิพในปี 2004 เขาจึงโดนขายให้นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด แม้ไม่เต็มใจนักก็เถอะ แต่เพื่อพยุงการเงินของทีมรักให้สามารถก้าวต่อได้ อย่างไรก็ตามเมื่อแท็คติกหรือรูปแบบฟุตบอลเปลี่ยนไปเรื่อยๆ มิลเนอร์ ไม่ใช่ประเภทสกิลเหนือชั้น ทักษะเชิงสูง ลำพังความเร็วกับอึด ไม่น่าจะเหมาะสำหรับปีกเท่าไรแล้ว ประกอบกับตอนเล่นตัวรุก บ่อยหนที่เราได้เห็นความมีวินัย ลงมาช่วยเกมรับบ่อยๆ วิ่งขึ้นลงเป็นม้าศึกคึกคะนอง ฉะนั้นไม่น่าแปลกที่เลยถูกจับมาทดลองยืนแบ็ก ซึ่งก็ทำได้ตามมาตรฐาน พอย้ายมาแมนฯซิตี้ในปี 2010 มานูเอล เปเยกรินี่ น่าจะเป็นเจ้านายคนแรกๆ ที่จับลงตรงกลาง เล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์เลย เพราะมองเห็นความพิเศษบางอย่าง ด้วยความที่พลังเหลือล้น บวกด้วยวินัยเคร่งครัด หน้าที่ตัดเกมหรือวิ่งไล่บีบพื้นที่ จึงมักเป็นของเขาไปเลย อีกทั้งแข้งซิตี้เป็นพวกสายเทคนิคส่วนใหญ่ การเล่นด้วยวิธีนี้จึงเหมาะสำหรับ มิลเนอร์ มากที่สุด "เขาไม่ใช่พวกเทคดีจ๋าเลยนะ แต่ทำไมเขาถึงพิเศษนะหรือ? เพราะผมสั่งไปเล่นตรงไหน เขาไม่เคยอิดออดเลย ต่อให้ชอบหรือไม่ก็ตาม" เปเยกรินี่ เคยอธิบายไว้เช่นนี้ นี่แหล่ะที่ทำให้ผู้จัดการทีมทั้งหลาย ต่างชื่นชอบทั้งสิ้น มันหาได้ยากมากๆ เพราะว่าไปแล้วดีกรีของ มิลเนอร์ ไม่ธรรมดา แต่กลับปราศจากอีโก้ เปเยกรินี่ ยังรู้ด้วยว่า มิลเนอร์ ไม่ได้อยากเล่นแบ็กนักหรอก แต่เคร่งครัดเสมอ แทบไม่ก่อความผิดพลาดเลย นักเตะที่เล่นได้ครอบคลุมหมด ไม่ว่าจะปีก มิดฟิลด์ตัวกลาง ฟูลแบ็ก บางครั้ง เปเยกรินี่ ยังเปิดเผยว่าดันไปเล่นเป็นกองหน้า พร้อมรักษามาตรฐานไว้ได้อย่างน่าประทับใจ ไหนจะใช้งาน 2 เท้าได้อย่างดี จะหาได้ง่ายในยุคนี้จริงหรือ ซัมเมอร์ 2015 ลิเวอร์พูลได้ มิลเนอร์ มาแบบฟรีเอเจ้นท์ เพราะทางซิตี้ไม่ขยายสัญญา มองว่าอายุเริ่มมากและค่าจ้างก็แพงเกินจำเป็น แล้ว มิลเนอร์ พิสูจน์ให้เห็นว่า ยังมีพลังและแพสชั่นเต็มเปี่ยม ไม่ได้ลดน้อยถอยลงจากเดิมเลยสักนิด ยังดูเหมือนว่าพีกกว่าตอนเล่นให้เรือใบสีฟ้าด้วยซ้ำ ยิ่งมองว่าลิเวอร์พูลไม่ต้องเสียค่าตัวเลยสักเพนนีเดียว นั่นขับให้ภาพแห่งความคุ้มค่าฉายเด่นยิ่งขึ้นกว่าเดิมอีก วัดจากเกมล่าสุดที่เฆี่ยนเซาธ์แฮมป์ตัน ซึ่งเขาเป็นเหมือนผู้นำในแดนกลาง เป็นแรงขับเคลื่อนอันทรงพลัง แทบไม่เห็นร่องรอยเลยว่า เขาจะต้องแขวนสตั๊ดในเร็ววัน ในความสำเร็จของลิเวอร์พูล มีนักเตะหลายคนยืนอยู่แถวหน้า ได้รับการยกย่องชื่นชมมากมาย แต่สำหรับ มิลเนอร์ ไม่แคร์เลยว่าจะต้องยืนอยู่ข้างหลัง แถมยังพร้อมฉีกยิ้มด้วยความภาคภูมิใจด้วย ไม่ผิดนักหรอกหากจะบอกว่านี่คือดีลที่โคตรคุ้มมากๆของลิเวอร์พูล -------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #บทเรียนที่ไม่เคยสรุปเลย ]

ต้องยอมรับว่าอาร์เซน่อลคือทีมที่ผลงานสวิงอย่างน่าเหลือเชื่อมากในฤดูกาลนี้ พวกเขาสามารถทำสิ่งที่ไม่คาดคิดได้เสมอ อย่างเช่น 3 เกมลีกแรกของเดือนเมษายน โดนคริสตัล พาเลซเปิดบ้านต้อนนิ่ม 3-0 ตามด้วยไบรท์ตันบุกมายัดเยียดความปราชัย 2-1 ก่อนจะเสียท่าให้เซาธ์แฮมป์ตันที่เซนต์ แมร์รี่ส์ 0-1 ทั้งที่เพิ่งโชว์ฟอร์มเปรี้ยงปร้างสุดๆ ไล่กวาดชัย 6 จาก 7 เกมในลีก ตีกรรเชียงขึ้นมาลุ้นพื้นที่ท็อปโฟร์อย่างเซอร์ไพรส์ หรือย้อนกลับไปตอนออกสตาร์ตฤดูกาลนี้ ก็พ่ายเรียบ 3 เกมแรกแบบหมดสภาพ ยิงไม่ได้เลยสักประตู เสียไปถึง 9 จนเก้าอี้ผู้จัดการทีม มิเกล อาร์เตต้า โยกคลอน จะไปเหล่มิไปเหล่อยู่แล้ว แต่ใครจะไปเชื่อล่ะว่า 8 เกมถัดมา ทัพปืนโตจะฟื้นคืนชีพอย่างรวดเร็ว ชนะ 6 และไม่แพ้เลย เป็นการเสมออีก 2 แล้วก็มักจะวนเวียนอยู่คล้ายๆลักษณะนี้ รักษามาตรฐานไม่ได้เลย สถานการณ์แกว่งไปมาสุดแรง มันยากมากสำหรับการคาดเดาหรือวิเคราะห์อาร์เซน่อลแต่ละเกม เช่นเดียวกับความพ่ายแพ้ 2 เกมล่าสุด เจอท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ล้างแค้น 3-0 ต่อด้วยนิวคาสเซิ่ลถลุง 2-0 ส่งผลให้ความได้เปรียบจนท็อปโฟร์ ที่เคยกำไว้แน่นในมือ หลุดลอยไปดื้อๆ อย่างไม่สมเหตุผลสักเท่าไร ศึกนอร์ธลอนดอน ดาร์บี้เมื่อสัปดาห์ก่อน แสดงความผิดพลาดให้เห็นแบบไม่สมควรเลย ใบแดงของ ร็อบ โฮลดิ้ง ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ยังไม่จบครึ่งแรก กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ มันไม่สามารถอธิบายได้เลยว่า ทำไมต้องทำฟาวล์เลินเล่อดังกล่าว ในเกมที่สำคัญเช่นนี้ ผลออกเสมอมาอาร์เซน่อลก็ยังไม่เสียหายด้วยซ้ำ แต่นี่แพ้ยับ พร้อมกับส่งผลเรื่องจำนวนประตูได้เสียแบบไปกลับของสองทีม ส่วนเกมเมื่อคืนวันจันทร์ มันก็สะท้อนเช่นกันถึงร่องรอยความบกพร่องที่ยังหลงเหลืออยู่และนำไปสู่ความพ่ายแพ้อีกครั้ง อาจจะจริงที่ว่าการเผชิญหน้านิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดชั่วโมงนี้ ไม่มีอะไรง่ายเลย นี่คือทีมที่แข็งแกร่งในบ้านมากๆนับตั้งแต่ปฏิทินเปลี่ยนปีเป็นต้นมา แต่อย่างน้อยๆ ผู้เล่นอาร์เซน่อลก็น่าจะโชว์ให้เห็นคลาสมากกว่านั้น รวมถึงสภาพจิตใจที่น่าจะมีปัญหา พอต้องเจอความกดดันแล้วไม่อาจรับมือได้ อย่าลืมว่าอาร์เซน่อลคือสโมสรพรีเมียร์ลีก ที่ใช้งบประมาณเสริมผู้เล่นใหม่มากสุดเมื่อตลาดซัมเมอร์ที่ผ่านมา พวกเขาลงทุนไปเกือบ 150 ล้านปอนด์ ด้วยความหวังที่ว่าจะยกระดับทีมให้กระเตื้องขึ้นได้ พร้อมทั้งไปสู่เป้าหมายกลับคืนสู่เวทียูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก การที่ไม่ได้เล่นเกมยุโรปเลย นั่นยังน่าจะช่วยให้เพ่งสมาธิไปที่เกมลีกเป็นหลัก ไม่ต้องทำศึกรอบด้าน เสี่ยงอาการบาดเจ็บและกรอบล้า หากว่าจะเลือกมองในแง่บวก อย่างไรก็ตามบรรดาแข้งที่ซื้อมา บางคนยังไม่อาจทำผลงานได้อย่างที่คิดไว้ 2 คนที่สอบตกกราวรูดแน่ๆคือ นูโน่ ตาวาเรส และ แซมบี้ โลก็องก้า ซึ่งยังต้องพยายามพัฒนาและเค้นฟอร์มให้ดีกว่าที่เห็น ส่วน มาร์ติน โอเดการ์ด ที่ซื้อมาแบบขาดตัว 30 ล้านปอนด์ ก็ต้องแบกรับภาระหน้าที่เพลย์เมคเกอร์ได้แบบสม่ำเสมอ บางเกมก็เหมือนถูกลักพาตัวหายไป ทั้งที่ได้ออกสตาร์ต เบน ไวท์ ก็ยังรอบ่มให้สุกเพิ่มอีก การจะดีดตัวเองขึ้นเป็นเสาหลักแนวรับในทีมอาร์เซน่อล มันเป็นภารกิจที่หนักหนาสาหัสมาก คุณอาจก่อความผิดพลาดได้ แต่ต้องให้น้อยที่สุด ในขณะที่ ทาเคฮิโระ โทมิยาสึ ผู้โดดเด่นในตำแหน่งแบ็กขวา ทั้งแข็งแกร่ง รวดเร็ว ปรับตัวดีเยี่ยม จิตใจก็ดูกล้าหาญ แต่กลับโดนอาการบาดเจ็บเล่นงาน ร่างกายเผยให้เห็นปัญหาจนน่าเป็นห่วง เมื่อผู้เล่นส่วนใหญ่ในระดับกระดูกสันหลัง ไม่อาจรักษามาตรฐานได้ นั่นแหล่ะกลายเป็นปมสำคัญ ทำให้ฟอร์มขึ้นลงเหวี่ยงไปมา จนทำท่าจะหลุดท็อปโฟร์เข้าไปแล้ว อีกทั้งเรื่องวินัยในสนาม ดูเหมือนว่า อาร์เตต้า จะไม่อาจแก้ได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด นับตั้งแต่มารับงานเมื่อธันวาคม 2019 ผู้เล่นปืนโตเจอไล่ออกไปแล้ว 13 ครั้งด้วยกัน เป็นตัวเลขที่น่าตกใจ ส่วนใบแดงของ โฮลดิ้ง คือครั้งที่ 4 ในซีซั่นนี้ สูงเป็นอันดับสองรองจากเอฟเวอร์ตัน เวลาที่ทีมเหลือตัวผู้เล่นน้อยกว่า มันหมายถึงแข้งคนอื่นๆที่เหลือในสนามจะต้องทำงานหนักขึ้นอีก โอกาสเสียประตูหรือพ่ายแพ้ก็มากเป็นเงาตามตัว ฉะนั้นหนึ่งในสิ่งสำคัญที่คนเป็นกุนซือต้องย้ำนักย้ำหนาคือ ระวังการทำฟาวล์จนถึงขั้นโดนไล่ออก เพราะมันส่งผลกระทบจริงจังชัดเจน ประเด็นที่น่าสนใจคือ อาร์เตต้า มักจะถูกมองมาด้วยสายตาประมาณว่า ควบคุมผู้เล่นตัวเองไม่ค่อยอยู่ ก่อนหน้านี้มีคดีความกับ ปิแอร์ เอเมอริก โอบาเมย็อง มาพักใหญ่แล้ว กว่าจะเขี่ยพ้นทีมได้ ก็กินเวลามายาวนาน ถ้าจะให้ดีควรเพิ่มความเข้มงวดหรือออกมาตรการมากกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อไม่ให้โดนใบแดงกันเป็นว่าเล่น นั่นคือวินัยในสนาม ส่วนนอกสนามก็ไม่ต้องไปไหนไกลเลย ยกเอาเคสล่าสุดที่ กรานิต ชาก้า ให้สัมภาษณ์หลังจบเกมด้วยความผิดหวัง "ถ้าใครไม่พร้อม ก็ขอให้นอนอยู่บ้านเถอะ มันไม่ได้เกี่ยวกับอายุนะ เราต้องการคนที่ใจสู้ หากกลัวก็อยู่บนม้าสำรองก็ได้" ชาก้า อาจจะพูดถูก แต่การคุยผ่านสื่อเปิดเผยต่อหน้าสาธารณะเช่นนี้ มันไม่ถูกเลย ยังไงก็กระทบต่อทีมสปิริต แกรี่ เนวิลล์ และ เจมี่ คาร์ราเกอร์ 2 กูรูดังวิเคราะห์เกม ต่างมองคล้ายกันว่า เราสามารถตำหนิเพื่อนร่วมทีมได้ แต่ควรเป็นหลังฉาก ไม่ใช่โจ๋งครึ่มกันอย่างนี้ อีกทั้ง ชาก้า เองก็เคยทำผิดอย่างไม่สมควรมาเยอะ หากจะโทษเพื่อนๆ ก็ควรย้อนมองดูตัวเองก่อนด้วย จะได้ไม่เกิดปัญหาลุกลามบานปลาย แล้วเรื่องเหล่านี้มาเกิดขึ้นหลังจาก อาร์เตต้า เพิ่งขยายสัญญาฉบับใหม่ได้เพียง 10 วันเท่านั้นเอง พร้อมทั้งได้อัพค่าจ้างเป็น 5 ล้านปอนด์ต่อปีด้วย แน่นอนฝ่ายบริหารอาร์เซน่อล ย่อมไว้เนื้อเชื่อใจกุนซือสแปนิช ว่าจะช่วยซ่อมและสร้างให้ทีมกลับมาผงาดอีกครั้งในอีกไม่นาน โดยเริ่มต้นที่กลับสู่เวทียูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกก่อน แต่หากนัดสุดท้ายเกมลีกในวันอาทิตย์นี้ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ไม่สะดุดขาตัวเองจนหน้าคะมำ นั่นหมายความว่าปืนโตจะยังไม่ได้ร่วมสังฆกรรมยูซีแอล เป็นปีที่ 6 ติดต่อกันเข้าให้แล้ว ครั้งสุดท้ายต้องย้อนกลับไปฤดูกาล 2016/17 โน่นเลย มันนานมากจนกูนเนอร์สบางคน หลงลืมบรรยากาศไปแล้วด้วยซ้ำ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า อาร์เต้ต้า จะต้องปะทะกับความกดดันหนักข้อกว่าเดิมอีก ฤดูกาลหน้าถ้าไม่กระเตื้อง สัญญาระยะยาวก็คงช่วยเป็นเกราะกำบังลำบาก ไม่ว่าอย่างไร เขาต้องพยายามค้นหาแนวทางหรือมาตรฐานที่ชัดเจน ก่อนที่จะไม่ได้นั่งเก้าอี้ตัวนี้ครบสัญญา ------------------ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #เราย้อนเวลาไม่ได้ ]

ซัมเมอร์ 2021 หรือย้อนกลับไปเมื่อ 1 ปีที่แล้ว ลิเวอร์พูลต้องสูญเสียผู้เล่นคนสำคัญคือ จินี่ ไวจ์นัลดุม แบบฟรีเอเจนท์ ไม่ได้ค่าตัวแม้แต่เพนนีเดียว ตัวนักเตะเลือกย้ายไปปารีส แซงต์ แชร์กแมง ท่ามกลางความเชื่อว่าเรื่องเงินคือตัวแปรสำคัญ ทางนั้นจ่ายค่าจ้างให้มหาศาลกว่า หากเทียบกับสัญญาฉบับใหม่ที่หงส์แดงยื่นมาให้ ในขณะเดียวกัน จินี่ ที่ทำท่าจะเลือกบาร์เซโลน่า เพราะเป็นความฝันส่วนตัวว่าอยากเล่นให้สโมสรแห่งนี้ ตามรสนิยมของนักเตะดัตช์ส่วนใหญ่ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้มา ฟาบริซิโอ โรมาโน่ นักข่าวคนดังเกี่ยวกับตลาดซื้อขาย ระบุเอาไว้ว่า ทางเปแอสเชจ่ายค่าจ้างแบบดับเบิ้ล จนทำให้บาร์ซ่าล่าถอยยอมแพ้ สู้เงินไม่ไหว ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ Capology เปิดเผยไว้ว่า ไวจ์นัลดุม ฟันค่าเหนื่อยปีละ 17.27 ล้านยูโรหรือคิดเป็นสัปดาห์คือ 332,115 ยูโร สูงเป็นอันดับ 7 ของทีมชุดปัจจุบัน ซึ่งอัดแน่นไปด้วยซูเปอร์สตาร์ ในขณะที่ข้อมูลจาก salary sport อ้างว่า ไวจ์นังดุม รับค่าจ้างมากเป็นอันดับ 9 ของเปแอสเช ใกล้เคียง 200,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ แน่นอนว่าเรื่องเงินค่าจ้างไม่เป็นที่ยืนยันชัดเจนหรอก ส่วนใหญ่ถูกเก็บไว้เป็นความลับ แต่เราพอจะบอกได้ว่า ไวจ์นัลดุม ได้ในเรตสูงจริงๆ ซึ่งไม่น่าแปลกใจเลย หากใครต่อใครจะเชื่อว่า เงินคือปัจจัยสำคัญทำให้เกิดดีลนี้ ตอนตัดสินใจว่าจะไม่ต่อสัญญากับลิเวอร์พูล เขาได้แจกแจงถึงเหตุผลไว้อย่างน่าสนใจ โดยส่วนหนึ่งมาจากความรู้สึกผิดหวังที่ตัวเองมักตกเป็นเหยื่อยประจำ ในยามทีมผลงานไม่ดี แฟนบอลบางส่วนคิดเอาเองว่า เขาเล่นแบบไม่ทุ่มเทจริงจัง รอวันที่จะย้ายทีม นี่แหล่ะที่ทำให้คาใจและตัดสินว่าควรไปดีกว่า "ทั้งตอนลงแข่งและซ้อมผมจะทำงานอย่างเต็มที่ ลิเวอร์พูลมีความสำคัญกับผม ทุกคนต่างรู้ดี" "แต่มีบางครั้ง ทำให้รู้สึกว่าไม่มีใครรักผมเลย เหมือนไม่ต้องการให้ผมอยู่ ไม่ใช่เป็นเพื่อนร่วมทีมหรอกนะ ไม่ใช่ทุกคนจากเมลวู้ดเลย พวกเขาให้ความรักกับผม ผมก็รักพวกเขา แต่เกิดจากคนอีกด้านมากกว่า" "แฟนในสนามและแฟนในโซเชี่ยล คือความแตกต่างกัน แฟนในสนามนี่ ผมไม่อาจนึกถึงอะไรแย่ๆจากพวกเขาได้เลย พวกเขาต่างสนับสนุนผมเสมอมา" "แต่ถ้าเป็นในโชเซียล ถ้าเราแพ้ขึ้นมา ผมมักจะโดนตำหนิ ด้วยเหตุผลอยากย้ายทีม มันจึงทำให้ผมคิดว่า พวกเขาคงคิดเองว่าผมฟิตและพร้อมเล่นทุกเกม แต่ถ้าเล่นไม่ดีจริงๆ ผมก็พร้อมนำกลับไปปรับปรุง" "มีบางช่วงที่ผมรับรู้ว่าไม่ได้รับความรัก มันเกิดขึ้นใน 2 ฤดูกาลสุดท้าย พวกสื่อก็ทำให้สถานการณ์แย่ลง มักบอกว่า ผมไม่รับข้อเสนอลิเวอร์พูล เพราะต้องการเงินมากกว่าเดิม" "แฟนก็เลยเชื่อไปว่า เมื่อไม่ได้ตามที่เรียกร้อง ก็เลยไม่ตั้งใจเล่น ไม่ต้องการชนะ ผมเลยได้แต่รู้สึกว่า อะไรวะ ผมอีกแล้วหรือเนี่ย?" นี่คือบางส่วนของบทสัมภาษณ์ ไวจ์นัลดุม ซึ่งบางคนได้ยินแล้วก็เห็นใจ แต่ก็มีบ้างที่ยังฝังแน่นในความรู้สึก ยังไงต้องเป็นเรื่องเงินแน่นอน เจมี่ คาร์ราเกอร์ คือหนึ่งในคนที่ไม่เชื่อ โดยแสดงความเห็นว่า ไวจ์นัลดุม ไม่ควรเอาคอนเมนต์ในโซเชี่ยลมาเป็นข้ออ้างหรือทำให้รบกวนจิตใจหรอก ในโลกโซเชี่ยลมันเหมือนละครสัตว์ ทุกสโมสรต่างก็มีตัวตลกด้วยกันทั้งนั้นแหล่ะ เราต่างก็น่าจะเข้าใจดีอยู่แล้ว ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เพิ่งมาเกิดขึ้น "เขาแค่อยากได้เงินมากกว่าเดิมและสโมสรบอกว่าไม่ได้ นั่นแหล่ะคือฟุตบอล!" ประโยคนี้คือบทสรุปของ คาร์ร่า ซึ่งกระชับชัดเจนดี ไม่จำเป็นต้องยกนั่นนี่มาอ้างให้เสียเวลาเลย ทุกคนต่างเห็นและรับรู้ดีอยู่แล้วว่า ไวจ์นัลดุม เป็นที่ยอมรับ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีที่ลิเวอร์พูล ยกระดับเป็นแกนหลักในทีม จนประสบความสำเร็จฟาดมาหมดทั้งยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกและพรีเมียร์ลีก เจอร์เก้น คล็อปป์ พยายามโน้มน้าวทุกวิถีทางแล้ว กระทั่งเข้าใจว่าคงยาก ในเมื่อข้อเสนอมีเพดานที่วางไว้อยู่ คงไม่อาจปล่อยให้ทะลุเกินลิมิต ซึ่งมันอาจส่งผลกระทบถึงโครงสร้างในอนาคต ดังนั้น ไวจ์นังดุม จึงเก็บสัมภาระ โยกไปปารีสฯ พร้อมเสียงบ่นเสียดายจากเดอะ ค็อปมากมาย ไม่แน่ใจเหมือนกัน ความรู้สึกเสียดายดังกล่าว จะยังหลงเหลือมากน้อยแค่ไหนในเวลานี้ ---------------------- นอกจากต้องปรับตัวกับปารีส แซงต์ แชร์กแมงแล้ว อุปสรรคหลักใหญ่ของ ไวจ์นัลดุม คือการแย่งตำแหน่งตัวจริง ในทีมชุดปัจจุบันมีมิดฟิลด์ตัวกลางหรือที่เล่นตำแหน่งคล้ายกัน เป็นคู่แข่งพอสมควรเลย ไม่ว่าจะเป็น เลอันโดร ปาเรเดส , อดริสซ่า กานา เกย์ , มาร์โก แวร์รัตติ , อันเดร เอร์เรร่า และ ดานิโล่ เปเรยร่า ไม่ง่ายเลยที่จะแทรกตัวเป็นตัวเลือกต้นๆหรือกระทั่งลงตัวจริงอย่างสม่ำเสมอ จึงต้องเริ่มด้วยการเป็นตัวสำรอง ผลงานเมื่อนับถึงปัจจุบัน ดูเผินๆแล้วไม่ได้แย่อะไรนัก ลงในลีกเอิงถึง 30 เกม แต่เมื่อแยกย่อยลงรายละเอียด มันไม่ใช่อย่างที่คิดเลย เขาเป็นตัวจริง 18 นัด สำรอง 12 นัด และเล่นครบ 90 นาทีแค่ 7 นัดเท่านั้นเอง พอจะฟ้องได้ว่า นี่คือนักเตะที่อยู่ในโหมดอะไหล่มากกว่า ส่วนยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกซึ่งเป็นความหวังใหญ่ ได้เล่นแค่รอบแบ่งกลุ่มเท่านั้นและออกสตาร์ตแค่ 2 เกมอีกต่างหาก ที่เหลือคือนั่งรอโอกาสต่อไป มันชัดเจนแล้วว่า ในเกมสำคัญหรือมีความหมาย ไวจ์นัลดุม เป็นได้เพียงแค่ตัวสแตนบายด์เท่านั้นเอง ส่วนช่วงหลังที่ได้ลงมากขึ้น มีสาเหตุมาจากอาการบาดเจ็บของ อันเดร เอร์เรร่า ซึ่งลากยาวมาตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์และเพิ่งเรียกฟิตลงได้ในเกมล่าสุด ในขณะเดียวกัน บางนัดทาง เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ก็ถอยเอา ดานิโล่ เปเรยร่า ไปเป็นเซ็นเตอร์แบ็ก ทำให้โควต้ากองกลางพอมีที่ว่างอยู่บ้าง เมื่อได้ลงเล่นแบบกระปริดประปรอย แถมผลงานยังดร็อปลงไป ไม่โดดเด่นเหมือนตอนเล่นลิเวอร์พูล มันจึงกระทบชิ่งมายังสถานะในทีมชาติฮอลแลนด์ด้วย หลุยส์ ฟานกัล กุนซือดัตช์ ประกาศรายชื่อผู้เล่นทำศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก เดือนหน้าเจอทั้งเบลเยี่ยม , เวลส์และโปแลนด์ โดยที่ไร้ชื่อ ไวจ์นัลดุม ด้วยเหตุผลที่เข้าใจกัน นั่นคือผลงานจากสโมสร "โชคร้ายที่สถานการณ์ของ จินี่ ที่สโมสรเปลี่ยนแปลงน้อยไป ผมจึงต้องหาคนอื่นมาทดแทน เสียใจด้วยจริงๆ" ฟานกัล ว่าไว้อย่างชัดเจน แล้วเมื่อหันมามองลิเวอร์พูลในเวลานี้ ซึ่งกวาดไปแล้ว 2 แชมป์ลีกคัพและเอฟเอคัพ รวมทั้งลุ้นสร้างประวัติศาสตร์ 4 แชมป์ ไม่รู้เหมือนกันว่า ไวจ์นัลดุม จะคิดอย่างไร เขากำลังจากลิเวอร์พูลมาครบ 1 ปีและคงไม่คิดว่า มันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายเช่นนี้หรอก เปล่าประโยช์ที่จะไปถามว่า หากย้อนเวลากลับไปได้ ยังจะตัดสินใจอย่างเดิมหรือเปล่า เพราะเราย้อนเวลากลับไปไม่ได้นั่นเอง --------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117