breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

[ #อย่าด้อยค่าเบ็คแฮม ]

เมื่อไม่กี่วันก่อนเกิดกระแสดราม่าทางโซเชี่ยลที่ทำให้มีการแสดงความคิดเห็นกันดุเดือดไม่น้อยเลยทีเดียว ต้นเรื่องมาจาก เพียร์ส มอร์แกน พิธีกรขาใหญ่ซึ่งเป็นแฟนพันธุ์แท้อาร์เซน่อล โพสต์ข้อความจิกกัด เดวิด เบ็คแฮม "ดีใจจังเลย ได้ดู เบ็คแฮม เล่นฟุตบอลจริงๆแล้ว #Superbowl" เขาตั้งใจโยงกับผู้เล่นของแอลเอ แรมส์คนหนึ่ง ซึ่งมีชื่อว่า โอเดลล์ เบ็คแฮม จูเนียร์ซึ่งมีส่วนพาทีมผงาดซูเปอร์โบวล์ล่าสุด หลังจากนั้นไม่นาน แกรี่ ลินิเกอร์ ผู้ดำเนินรายของ BBC อีกทั้งเป็นอดีตแข้งดัง ออกมาแสดงความเห็นจุดชนวน "คุณอาจมีเหตุผลต่างๆไม่ชอบเขา แต่แท้จริงแล้ว เดวิด คือยอดแข้งคนหนึ่ง เป็นผู้เล่นที่เจ๋งสุดของทีมชาติอังกฤษ" อย่างไรก็ตาม มอร์แกน ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ยืนยันความเชื่อของตนจึงสวนกลับ ลินิเกอร์ อีกดอก "เบ็คแฮม คือนักเตะที่ได้รับการยกย่องเกินจริงมากสุดคนหนึ่ง จะบอกว่าไม่ดีพอเป็นแม้กระทั่งตัวสำรองของอาร์เซน่อลในยุคไร้พ่ายด้วยซ้ำ" เมื่อเห็นความดื้อด้านของคนในวงการด้วยกัน ไม่ยอมลดราวาศอก ลินิเกอร์ ก็เลยต้องงัดเอาเหตุผลที่เป็นรูปธรรมชัดเจนมาคานงัดซะเลย "แชมป์พรีเมียร์ลีก 6 สมัย , เอฟเอคัพ 2 สมัย , ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1 สมัย , ลาลีกา 1 สมัย , ลีกเอิง 1 สมัย , เคยได้อันดับ 2 บัลลงดอร์ 1 สมัย , ติดทีมชาติ 115 นัด เป็นกัปตันทีม 59 นัด เป็นนักเตะเปิดบอลแม่นยำสุดคนหนึ่งของโลก พูดเกินจริงตรงไหนกัน?" มอร์แกน เจออย่างนี้เข้าก็เริ่มสะอึก แต่หากใครรู้จักเขาจะเข้าใจว่านี่คือคนที่มีอีโก้สูงมากๆ อาจเพราะประสบความสำเร็จในวงการเป็นที่ยอมรับมาตลอด เลยไม่หยุดแค่ตรงนี้ "หากไม่นับการเปิดบอลและฟรีคิก เขามันก็แค่พวกอยากดัง ชอบทำทรงผมพิลึก ส่วนที่ได้แชมป์มากมาย เพราะรอบข้างทีผู้เล่นชั้นดีคอยช่วยต่างหากล่ะ" ลินิเกอร์ ก็ไม่หยุดเหมือนกัน เหตุผลอย่างนี้มันเหมือนเอาสีข้างถูชัดๆ เปิดบอลแม่นอย่างจับวาง รวมทั้งยิงฟรีคิกฉมังแค่คุณสมบัติสองข้อก็เด่นชัดแล้ว "หากไม่นับครอสบอลกับฟรีคิก ก็เหมือนไม่นับประตูที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยิงได้เลยนะ" ต้องเกริ่นไว้หน่อยว่า แม้จะเป็นกองเชียร์กิตติมศักดิ์ของอาร์เซน่อล แต่โดยส่วนตัว มอร์แกน ชื่นชอบ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ อย่างมาก แทบยกย่องให้เป็นหนึ่งในไอดอลเลย "ไม่ใช่แล้ว คริสเตียโน่ คือแข้งที่เจ๋งสุดในประวัติศาสตร์ แล้วก็ข่ม เบ็คแฮม ทุกอย่างด้วย แต่มันเหมือนการไม่นับลูกรอยิงจ่อๆของคุณมากกว่า คุณโชคดีที่ติดทีมยอดเยี่ยมตลอดกาลเลสเตอร์ เพราะลูกยิงแบบนั้น" ความคิดเห็นนี้คงสร้างความฉุนเฉียวและรำคาญให้ ลินิเกอร์ เหมือนกัน เพราะตรรกะหรือเหตุผลแทบไม่มีเลย "เห็นด้วยนะ ถ้าตัดลูกยิงอย่างนั้นทิ้งไป ผมคงยิงไม่ถึง 100 ประตูหรอก คงไม่ได้รางวัลรองเท้าทองคำมาครองและคงเป็นพวกไร้ค่าแบบคุณนั่นแหล่ะ" การตอบโต้อย่างเข้มข้นและกำลังเข้าไคล จบลงแค่ตรงนั้น แล้วดูเหมือนว่า ลินิเกอร์ จะเป็นฝ่ายชนะด้วย หากดูจากกระแสของแฟนๆที่เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็น ว่ากันตามเหตุผล ลินิเกอร์ ไม่จำเป็นต้องเข้าข้าง เบ็คแฮม เลยสักนิดเดียว แล้วหากเราฟังการวิเคราะห์เกมหรือคอมเม้นต์ต่างๆ หลายครั้งที่ดูตรงข้ามแมนฯยูไนเต็ดด้วยซ้ำ แล้วเท่าที่ผ่านมาก็ไม่เคยอวย เบ็คแฮม แบบออกนอกหน้าเลย อีกทั้งยังเคยพูดถึงด้านลบอย่างการกระทำไม่เหมาะสมในฟุตบอลโลก 1998 ไปเอาคืน ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ จนถูกไล่ออก ทำทีมชาติอังกฤษเสียหายด้วย แต่ในฐานะเป็นนักฟุตบอลมาก่อน แถมไม่ใช่นักเตะแบบดาดๆ ตรงกันข้ามประสบความสำเร็จล้นหลาม ได้ขึ้นชื่อเป็นกองหน้าในตำนานสิงโตคำรามคนหนึ่ง มุมมองจึงต่างไป นักฟุตบอลด้วยกัน ย่อมมองกันทะลุปรุโปร่งกว่า นี่น่าเป็นเรื่องจริงเลยทีเดียว เบ็คแฮม อาจไม่ใช่แข้งพรสวรรค์ เล่นบอลด้วยสกิลเป็นเลิศดูเนียนตาน่าตื่นเต้นอะไรหรอก เรื่องนี้ใครก็รู้กัน อีกทั้งเป็นปีกที่ไม่ได้มีคล่องแคล่ว รวดเร็ด ปราดเปรียว เลี้ยงกินตัวอย่างเหนือชั้นเลยสักนิด อย่างไรก็ดีสิ่งที่ขาดหายไปเหล่านั้น ถูกชดเชยด้วยการวางบอลอันแม่นยำ ชนิดหาตัวจับยาก รวมทั้งฟรีคิกอันเด็ดดวง กลายเป็นจุดขายของเขาอีกด้วย สิ่งเหล่านี้ล้วนผ่านการฝึกฝนเคี่ยวกรำมาอย่างหนัก ใช่ว่าเกิดมาแล้วจะติดตัวมาด้วย ซึ่งควรชื่นชมความเพียรพยายามถึงจะถูกต้อง เท็ด ผู้เป็นพ่อเล่าถึงลูกชายตัวเองไว้ว่า คลั่งไคล้ฟุตบอลอย่างมาก เล่นจนฟ้าปิดค่ำมืดดึกดื่น ต้องเรียกทุกครั้งถึงจะยอมกลับเข้าบ้าน สมัยเป็นเด็ก เบ็คแฮม มีความฝันยากเป็นแข้งอาชีพที่ประสบความสำเร็จ พอบอกออกไปให้ใครต่อใครฟัง ก็ไม่ค่อยมีคนเชื่อสักเท่าไรหรอก ไม่ได้ฉายแววเหมือนพวกอัจฉริยะเลย แต่นั่นไม่ได้ทำให้รู้สึกท้อขอยอมแพ้เลย โชคดีที่ได้รับการสนับสนุนจากคนรอบข้าง เลยมีโอกาสได้ไล่ล่าความฝัน กระทั่งทำให้เป็นจริงสำเร็จ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน พูดถึงลูกทีมรายนี้ว่า มีความมานะบากบั่นเป็นคุณสมบัติสำคัญ ในขณะเดียวกันก็ดื้อดึงด้วย หากเชื่อมั่นในสิ่งไหนแล้ว จะดิ้นรนเดินไปจนสุดทาง ส่วนฟรีคิกทรงประสิทธิภาพและการเปิดบอลที่เหมือนมีเรดาร์ ล้วนมาจากการฝึกซ้อมอย่างหนัก ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอะไรเลย สมัยเป็นดาวรุ่งพุ่งขึ้นมาใหม่ๆ ทุกวันหลังจากซ้อมคอร์สปกติเสร็จแล้ว เบ็คแฮม จะยังคงก้มหน้าก้มตา ฝึกยิงฟรีคิกต่อไป ทำอย่างนั้นซ้ำซาก แทบกลายเป็นออโต้ไปเลย หลายครั้ง เฟอร์กี้ ต้องคอยตะโกนให้เก็บของกลับบ้านได้แล้ว ควรถนอมร่างกายบ้าง นอนพักผ่อนให้เต็มที่และป้องกันกล้ามเนื้อล้าด้วย นักเตะผู้ยิ่งใหญ่ของแมนฯยูไนเต็ดอย่าง ไบรอัน ร็อบสัน ซึ่งเคยเห็นในทีมเยาวชน , เอริก คันโตน่า หรือ รอย คีน ที่ผ่านการร่วมงานกันมา ล้วนแต่ยอมรับนับถือ เบ็คแฮม ทั้งสิ้น แม้นอกสนามเราจะมองเขาเป็นเทพบุตรรูปงาม แต่ยามอยู่ในสนามเขาไม่เคยห่วงภาพลักษณ์ต้องหล่อหัวจดเท้าตลอดเวลาเลย ทำงานอย่างหนัก พร้อมปะทะไม่มีเกรงกลัว เข้าใจว่าชื่อเสียงที่โด่งดังส่วนหนึ่งมาจากหน้าตาหรือแคแรคเตอร์ต่างๆ สามารถดึงดูดความสนใจได้ ยิ่งเมื่อมาตกร่องปล่องชิ้นกับ วิคตอเรีย อดัมส์ แรงบวกเพิ่มเป็นสองเท่า ทว่านั่นคือเรื่องที่ต้องแยกแยะจากกัน ไม่อาจโยงมาเกี่ยวกับผลงานในสนามได้เลย เพียร์ส มอร์แกน อาจไม่รู้ว่าช่วงปลายของการค้าแข้ง เบ็คแฮม เคยมาฝึกซ้อมรักษาความฟิตกับอาร์เซน่อลด้วย อาร์แซน เวนเกอร์ ผู้จัดการทีมปืนโตเวลานั้น ยื่นสัญญาระยะสั้น 1 ปีให้ เบ็คแฮม พิจารณาด้วย แต่ดีลไม่เกิดขึ้น ซึ่งเหตุผลคือไม่อยากทำให้แฟนแมนฯยูไนเต็ดเสียความรู้สึก ในขณะกุนซือฝรั่งเศสเอง มองเห็นความเป็นมืออาชีพและตั้งใจของ เบ็คแฮม จึงอยากดึงมาร่วมงานด้วย หากเขาไม่ดีจริง คงไม่ถูกคนในวงการยอมรับวงกว้างขนาดนี้ เพียงแต่ มอร์แกน อาจไม่ใช่คนในวงการ จึงไม่ได้เห็นในสิ่งที่ควรเห็นมากกว่า สำหรับ เบ็คแฮม ความสำเร็จในโลกฟุตบอล ไม่มีคำว่า Overrated หรือยกย่องเกินจริงหรอก ทุกอย่างผ่านการพิสูจน์มาแล้ว แค่หน้าตาดี มีทรงผมใหม่เสมอๆและเก่งกาจสามารถในเชิงลูกหนัง ก็ไม่จำเป็นต้องไปด้อยค่าอะไรไม่ใช่หรือ? ---------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #อย่างน้อยยังมีหวัง ]

จนถึงตอนนี้เชื่อกันว่าแฟนแมนฯยูไนเต็ดมากมาย ยังคงปลดเปลื้องความรู้สึกเสียดาย ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค ไม่ได้เลย ยิ่งได้เห็นฟอร์มอันยอดเยี่ยม จนได้รับเลือกเป็นแมน ออฟ เดอะ แมตช์จากเกมล่าสุดช่วยเอฟเวอร์ตันถล่มลีดส์ ยูไนเต็ดยับ 3-0 ก็ยิ่งเซ็งทีมตัวเอง แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีมเอฟเวอร์ตัน ดูจะปลาบปลื้มไม่น้อยไปกว่าใคร ส่งลงเป็นตัวจริงนัดแรก ไม่ทำให้ผิดหวังเลย น่าประทับใจมากกว่านั้นตรงที่ ดอนนี่ ไม่ต้องใช้เวลาปรับตัวนาน แถมเล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวกลางหรือเบอร์ 6 คู่กับ อัลลัน ชนิดลงตัวเหมือนมีความคุ้นเคยหรือร่วมซ้อมกันมานาน ในขณะเดียวกันตำแหน่งนี้เคยเป็นที่ถกเถียงว่าเหมาะสำหรับดาวเตะดัตช์หรือไม่ จนยังไม่อาจหาบทสรุปได้แบบชัดเจน ก่อนหน้านั้นหากวัดกันตามมาตรฐานของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ดูเหมือนว่าจะไม่เคยคิดว่า ดอนนี่ มีคุณสมบัติมากพอสำหรับเล่นคู่เบอร์ 6 ไม่ว่าอย่างไร โซลชา ยังยึดมั่น เฟร็ด และ สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ แบบหัวชนฝา ไม่สนแม้กระทั่งเสียงวิจารณ์มากมาย แม้กระทั่ง รอย คีน จะจวกแบบตรงๆหากใช้กลางคู่นี้เล่นต่อไป อย่าหวังจะได้แชมป์เลยก็ตาม เหตุผลของ โซลชา น่าจะเป็นการให้ความสำคัญ เรื่องระยะทางการวิ่งและความแข็งแกร่งมากกว่าอย่างอื่น เฟร็ด ขยันบากบั่นทำงานหนักวิ่งเยอะมากในแต่ละเกม ในขณะที่ แม็คทอม ทรงพลังได้ความใหญ่ความอึด เข้าปะทะหนักหน่วงดุดัน ส่วน ดอนนี่ ดูนุ่มนิ่มเกินไป วิ่งไม่ค่อยเยอะ อาจทำให้เสียเปรียบคู่ต่อสู้ หากต้องเจอการเพรสซิ่งบีบพื้นที่แบบเข้มข้น นอกจากนี้ถ้าจะขยับขึ้นไปเล่นตัวรุก ซึ่งดูจะเป็นตำแหน่งที่ถนัดกว่ายืนตรงกลาง ก็ติดตรงมี บรูโน่ แฟร์นันด์ส อยู่แล้ว นิสัยอย่างหนึ่งของ โซลชา เท่าที่สังเกตก็คือ ลองถ้าไว้ใจใครหรือเชื่ออะไรลงไปเรียบร้อย ก็ยากที่จะเปลี่ยนแปลง ต่อให้หลายคนเห็นชัดๆ หรือแม้ตัวเขาเองก็มองเห็น ก็ยังดื้อต่อไป เหมือนต้องการเอาชนะเพื่อพิสูจน์ความเชื่อดังกล่าวให้ได้ แต่พอให้สัมภาษณ์สื่อทีไร ก็มักจะพูดคำเดิมๆ ดอนนี่ ยังอยู่ในแผนการสร้างทีม ซึ่งตรงข้ามกับการปฏิบัติต่อลูกทีมคนนี้ หากไว้ใจนักเตะมากพอ ยังไงก็ต้องเปิดโอกาสหรือให้เวลาลงเล่นมากกว่าเดิม ไม่ใช่ส่งลงตัวจริงนานๆครั้ง แถมเป็นเกมไม่ค่อยสำคัญ องค์ประกอบรอบข้างไม่ดีพอคอยสนับสนุน บางนัดลุกมาจากม้าสำรองมีเวลาแค่ 10-15 นาที ดอนนี่ ไม่ใช่ซูเปอร์แมนจะเปลี่ยนสถานการณ์ของทีมได้ในช่วงสั้นๆอย่างนั้น พอถึงคิวบอสใหม่ ราล์ฟ รังนิก เข้ามากุมบังเหียน แฟนผีไม่น้อยเชื่อว่าประตูโอกาสของ ดอนนี่ น่าจะเปิดกว้างมากยิ่งขึ้น แต่เอาเข้าจริงกุนซือเยอรมัน ก็เน้นการใช้มิดฟิลด์คู่กลางสองคน แล้วคุณสมบัติของเบอร์ 6 ต้องแข็งแรง ขยัน แทบไม่ต่างจาก โซลชา เลยสักนิดเดียว ผลก็อย่างที่เห็น ดอนนี่ ก้นด้านต่อไป ซึ่งทำให้สาวกหลายคนผิดหวังมาก ไม่เข้าใจแนวทางของกุนซือทั้งสองคนเลย คำถามคาใจคือ ทำไม ดอนนี่ จะเล่นเบอร์ 6 ไม่ได้ล่ะ ในเมื่อบางนัดลงมาก็โชว์ให้เห็นแล้วว่าเหนือกว่า เฟร็ด ด้วยซ้ำ อีกคำถามเห็นจะเป็น หากได้ลงพร้อม บรูโน่ แฟร์นันด์ส มันไม่มีทางเกิดขึ้นเลยหรือ ในเมื่อนักเตะที่ฉลาดปราดเปรื่อง เซนส์เยี่ยม สกิลแน่นปึ้ก มีข้อห้ามร่วมงานกันหรืออย่างไร สิ่งที่น่าเศร้ายิ่งกว่าคือ มีหลายนัดเลยทีเดียว ดอนนี่ สามารถพิสูจน์ได้ว่าดีพอ ช่วยเหลือเพื่อนๆได้ สร้างความแตกต่างจากการอ่านเกม ซึ่งนี่คือจุดเด่นที่หาไม่ง่าย จากนั้นเกมต่อมาก็ยังคงเป็นสำรองต่อไป ราวกับว่าความดีที่ทำไว้ ไม่ได้รับรางวัลตอบแทนเลย ทั้งที่ก็เห็นกันอยู่แล้ว ช่วงปรีซีซั่นที่ผ่านมา หลังฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บ ดอนนี่ รีบมารายงานตัวเข้าแคมป์ก่อนกำหนดการด้วยซ้ำ เพราะได้รับคำแนะนำให้ต้องเสริมกล้ามเนื้อ เพิ่มความแข็งแกร่งร่างกาย สอดคล้องกับฟุตบอลอังกฤษที่ทั้งหนักและเร็ว จึงเน้นการเข้าโรงยิมเวทเทรนนิ่งหนักขึ้น เขาได้รับคำชมจากสต๊าฟฟ์ว่ามีความมุ่งมั่นตั้งใจมาก อยากจะพิสูจน์ให้เห็น เพื่อชนะใจบอสสักหน่อย อย่างไรก็ตามพอซีซั่นเปิด ดอนนี่ ตกอยู่ในสถานะสำรองไม่ได้ใช้งานเลยในเกมลีก 3 นัดแรก เจออย่างนี้เข้าก็ท้อหนักเลย ความตั้งใจ ความพยายามที่ลงทุนไว้แทบสูญเปล่า ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจึงต้องดิ้นรนย้ายทีมก่อนตลาดซัมเมอร์จะปิดตัวลงในคืนวันที่ 31 สิงหาคม เพราะพิจารณาดูแล้วอยู่ต่อไปก็ไร้อนาคต แต่แล้วความผิดหวังก็กระหน่ำอีกระลอก เมื่อเอฟเวอร์ตันยื่นข้อเสนอยืมตัวมาในช่วงโค้งสุดท้าย ขอยืมตัวใช้งานก่อนหนึ่งซีซั่น ดอนนี่ เองยินดีพร้อมย้ายเลย เป็น โซลชา อีกนั่นแหล่ะที่ขวางไว้ ไม่ยอมปล่อยไป ใครที่ต้องตกอยู่ในชะตากรรมเช่นนี้ ย่อมหงุดหงิดหัวเสียด้วยกันทั้งนั้น ปากพร่ำบอกอยู่ในแผน เป็นคนสำคัญ ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เห็น การเป็นตัวสำรองไม่ถูกใช้งานเลย โดยเฉพาะในเกมลีก มันจะเอาอะไรมายืนยันว่านี่คือนักเตะคนสำคัญ คารมหวานๆที่กุนซือนอร์วีเจี้ยนคอยหว่านโปรย หมดความศักด์สิทธิ์แล้ว ก่อนตัวเขาเองก็ต้องเป็นฝ่ายจากไปก่อน ส่วน ดอนนี่ กว่าจะได้ปลดล็อก เหมือนหมดเวรหมดกรรม ก็ต้องรอวันสุดท้ายของตลาดมกราคม คราวนี้สมหวังซะที เกมแรกที่ประเดิมได้เป็นตัวสำรอง มีเวลาแค่ครึ่งชั่วโมง ยังไม่ได้โชว์อะไรเป็นชิ้นเป็นอันนัก แต่ก็แสดงถึงการเคลื่อนไหวอย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะเวลาไม่มีบอล แม้จะพ่ายนิวคาสเซิ่ล 1-3 แต่ภาพรวมของ ดอนนี่ ไม่ได้แย่อะไรเลย สำหรับนักเตะที่จั่วหัวหมาดๆ พอกลับมาเล่นที่กูดิสัน พาร์คเจอลีดส์ ยูไนเต็ด หลายคนอาจเป็นห่วงเมื่อเห็นต้องเล่นเบอร์ 6 แต่ความคิดวิตกเหล่านั้นหายไป เมื่อได้เห็นลีลาท่วงท่าอันเต็มไปด้วยความมั่นใจ นานมากแล้วที่ ดอนนี่ ไม่เคยได้รับความรู้สึกอย่างนี้ การได้อยู่ในสนามครบ 90 นาที โดยที่ไม่ถูกถอดออก กลายเป็นแข้งคีย์แมน ช่วยให้ทีมชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด มันน่าตลกตรงที่สิ่งที่เขาทำในสีเสื้อเอฟเวอร์ตัน ก็เคยโชว์ให้เห็นมาแล้วเมื่อลงเล่นให้แมนฯยูไนเต็ด แต่คนเป็นเจ้านายกลับมองข้ามไปหมด จริงอยู่ที่ว่ามันเร็วเกินไปจะสรุปว่า ดอนนี่ จะไปได้สวยหรือประสบความสำเร็จกับทอฟฟี่สีน้ำเงิน เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นเอง แต่เชื่อว่านี่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้เขาได้อีกเยอะ รวมถึงแรงสนับสนุนจาก แฟร้งค์ แลมพาร์ด ซึ่งสมัยเป็นนักเตะเล่นตำแหน่งใกล้เคียงและมีสไตล์ไม่ต่างกันนัก อย่างน้อยที่สุด ดอนนี่ ก็มีพลังแห่งความหวัง สิ่งที่ลงทุนลงแรงไป ไม่กลายเป็นสิ่งสูญเปล่า ประกายความหวังนี่แหล่ะที่จะช่วยให้ ดอนนี่ กลับมาเป็นคนเดิมอีกครั้ง -------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #หัวเราะร่าน้ำตาริน ]

ตอนที่คลิป คูร์ท ซูม่า ทำร้ายแมวแพร่กระจายออกไปทางโซเชี่ยล หลายคนที่รู้จักแข้งรายนี้ตกอกตกใจอย่างมาก ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นจริง หากใครที่ใกล้ชิดกับ ซูม่า โดยเฉพาะกลุ่มเพื่อนนักเตะ ล้วนแต่ชื่นชอบทั้งสิ้น จากนิสัยที่ตลกขบขัน สร้างสีสันและเสียงหัวเราะ ด้วยมุกตลกมากมาย ไม่มีวี่แววเลยว่าจะเป็นพิษเป็นภัย พรรคพวกจึงพูดกันว่า ซูม่า คือคนที่แบ่งปันความสุขมาให้อย่างแท้จริงเลย สมกับชื่อเต็มของเขาตามบัตรประชาชนว่า "Kurt Happy Zouma" ชื่อกลางเป็นอย่างนี้จริง เหมือนบังเอิญเลยทีเดียว เข้าใจกันว่าคลิปที่ถูกปล่อยออกมาจาก โยอัน น้องชายที่เป็นคนถ่ายเอาไว้ ไม่ได้มีเจตนาจะประจานความใจร้ายของพี่ชายเลย มองว่าน่าจะเป็นเรื่องตลกโปกฮามากกว่า เผลอๆอาจกลายเป็นไวรัลเอาได้ มันเป็นไวรัลจริงๆนั่นแหล่ะ แต่ด้านลบทั้งสิ้น ไม่มีใครขำจากการกระทำดังกล่าว ทั้งเตะ ตบ ปาข้าวของใส่ โยนเล่น มันเข้าข่ายทารุณสัตว์ชัดๆ ที่สำคัญคือนี่คือยุคที่ผู้คนส่วนใหญ่ให้ความเอ็นดูแมวอย่างมาก แต่เมื่อคุณทำในสิ่งตรงข้าม สะท้อนว่าไร้ความเมตตาปราณีอย่างนี้ จึงถูกเล่นงานจนอ่วม แบบไม่คาดคิดมาก่อน องค์กรด้านสิทธิและปกป้องสัตว์ออกมาเคลื่อนไหวอย่างดุเดือด ประณามการกระทำที่โหดร้าย รับไม่ได้เลยกับสิ่งที่เกิดขึ้น อีกทั้งยังมีความพยายามจะให้ ซูม่า โดนลงโทษถึงขั้นติดคุกติดตะราง ชดใช้กรรมที่ก่อไว้แบบหมดอนาคตเลยทีเดียว เพราะตามตัวบทกฎหมายของทางฝรั่งเศส มีข้อที่ระบุไว้ว่าชาวฝรั่งเศสที่ไปใช้ชีวิตต่างแดน ก็กลับมารับโทษได้ ส่วนกฎหมายคุ้มครองสัตว์ก็อาจทำให้เจอคุกถึง 4 ปี ซึ่งเป็นขั้นสูงสุด นั่นยังไม่นับเงินก้อนใหญ่ที่อาจถูกปรับได้ถึง 60,000 ยูโร เวสต์แฮม ยูไนเต็ดเองก็ต้องขยับรับมือกับสถานการณ์เช่นเดียวกัน เลยสั่งปรับหนักถึง 250,000 ปอนด์ คิดเป็นค่าแรงของ ซูม่า ถึง 2 สัปดาห์เลยทีเดียว เงินทั้งหมดจะบริจาคให้องค์กรปกป้องสัตว์ทั้งหลาย เหมือนเป็นการไถ่โทษอีกทาง อย่างไรก็ดีการสั่งพักงานหรือดร็อปจากลงเล่น ทางสโมสรให้สิทธิ เดวิด มอยส์ ผู้จัดการทีมเป็นคนตัดสินใจเอง ทีแรกหลายคนเชื่อว่า มอยส์ น่าจะหั่นชื่อ ซูม่า ทิ้งไปก่อน เพื่อเป็นการลดกระแสต่อต้านที่กำลังเชี่ยว สถานการณ์อย่างนี้ไม่ควรนำเรือไปจอดขวางอย่างเด็ดขาด แต่ผิดคาดอย่างสิ้นเชิง มอยส์ กล้าใส่ชื่อเซ็นเตอร์แบ็กทีมชาติฝรั่งเศสลงโม่วัตฟอร์ด ก่อนเฉือนชนะ 1-0 พอจบเกมเรียบร้อย จึงโดนโซเชี่ยลถล่มอีกระลอก โดยเฉพาะกลุ่มคนรักแมว รับไม่ได้เลยกับกระทำของกุนซือสก็อตติช ที่ห่วงเรื่องชัยชนะมากกว่าความถูกต้องเหมาะสม มอยส์ ยืนยันไม่เคยเห็นด้วยกับพฤติกรรมของลูกทีมเลยสักนิดเดียว อีกทั้งสโมสรลงโทษด้วยการปรับเงินสถานหนักไปแล้ว ไม่ใช่ว่าเพิกเฉยทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ในขณะที่ ซูม่า เองก็สำนึกผิดทุกอย่าง หวังสังคมจะให้อภัยหน่อย มันเป็นความผิดครั้งแรก แน่นอนว่าคาดไม่ถึงการณ์ เจตนาคิดว่าคงตลกเรียกเสียงฮา ไม่นึกเลยว่าจะออกมาคนละขั้ว ส่วนเกมเยือนเลสเตอร์เมื่อเย็นวันอาทิตย์ ตอนแรกมีชื่อของ ซูม่า ออกสตาร์ตด้วย แต่สุดท้ายถอดออกไป ท่ามกลางความสงสัยของใครต่อใครมากมาย ซึ่งเชื่อว่าน่าเกี่ยวโยงจากคดีทำร้ายแมว ไม่นาน มอยส์ ออกมาเฉลยว่า ลูกทีมมีอาการป่วย รู้สึกไม่ค่อยสบาย ไม่น่าพร้อมสำหรับลงเล่นเกมดังกล่าว เลยต้องเปลี่ยนไลน์อัพกะทันหัน ซูม่า อาจไม่สบายจริงหรือสภาพจิตใจไม่พร้อมลงสนาม รวมทั้งเวสต์แฮมอยากจะลดแรงเสียดทาน หากปล่อยให้เล่นเรื่อยๆ ภาพลักษณ์ของทีมเสียหายด้วย มีสิทธิ์กระทบถึงผู้สนับสนุนบางราย ซึ่งคงไม่เห็นด้วย เพราะก่อนหน้าไม่นานอาดิดาสแบรนด์กีฬาชั้นนำ ซึ่งเป็นสปอนเซอร์ส่วนตัวก็ออกแถลงเลิกสนับสนุน ซูม่า เป็นที่เรียบร้อย เหมือนไนกี้ที่ถอนตัวจาก เมสัน กรีนวู้ด ไม่มีผิด เป็นไปได้ว่าเวสต์แฮมพิจารณาจากทิศทางลมแล้ว การพักงาน ซูม่า ไปก่อน น่าจะเป็นทางออกดีสุด แม้จะรู้ดีว่านี่คือเสาหลักในแนวรับก็ตาม อีกทั้งดาเกนแน่ม แอนด์ เร้ดบริดจ์ สโมสรนอกลีกซึ่งเป็นต้นสังกัดของ โยอัน ซูม่า น้องชายที่เป็นคนถ่ายคลิป พร้อมระเบิดเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนาน ก็สั่งพักงานไม่มีกำหนดไปแล้ว หากเวสต์แฮมยังดึงดันใช้งาน คูร์ท ซูม่า ต่อไปอีก ย่อมเกิดกระแสสองมาตรฐานตามมาทันที ไม่ควรเสี่ยงจะดีกว่า มอยส์ เองพยายามที่จะอ้อนวอนผ่านสื่อ อ้างถึงพฤติกรรมหรือนิสัยใจคอของ ซูม่า ที่ผ่านมาเป็นเด็กดีมากคนหนึ่ง ไม่เคยมีประวัติก่อเรื่องอื้อฉาวหรือเลวร้ายมาก่อนเลย สังคมน่าจะผ่อนปรนกันบ้าง จริงๆเรื่องนี้หลายคนรู้อยู่แล้ว หากคุณไปถาม ปอล ป็อกบา ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทมากสุดคนหนึ่งว่า ซูม่า เป็นอย่างไร ก็คงได้รับคำตอบว่านี่คือคนที่ไนซ์อย่างยิ่ง ไม่มีร่องรอยความร้ายกาจเลย สมัยอยู่เชลซี ก็เป็นขวัญใจเพื่อนร่วมทีมมาตลอด แทบทุกคนยอมสยบกับมุกสารพัด บุคลิกเช่นนี้ใครก็ชอบอยู่ใกล้ ไม่ใช่แค่นอกสนาม ยามอยู่ในสังเวียนแข้งเขาก็พร้อมปกป้องเพื่อนร่วมทีมเสมอ อย่างเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกรอบ 16 ทีมเลกสอง เชลซีเล่นในบ้านเจอแอตเลติโก้ มาดริด กระทั่งเข้าสู่ 10 นาทีสุดท้าย สเตฟาน ซาวิช ปราการหลังตราหมีคุมอารมณ์ไม่อยู่ไปมีเรื่องกับ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ จนถูกไล่ออก จึงสร้างความไม่พอใจให้ มาริโอ เอร์โมโซ่ จึงพยายามเดินไปก่อกวน รือดิเกอร์ เพื่อหวังจะเอาคืน พอ ซูม่า เห็นเข้ารีบปรี่มาหา เอร์โมโซ่ เหมือนบอกว่าไปไกลๆเลยดีกว่า ถ้าไม่อยากเจ็บตัวอย่างมาวุ่นวายแบบนี้ ด้วยความที่สูงถึง 190 เซ็นติเมตร แถมรูปร่างหนาบึกบึน เอร์โมโซ่ เห็นเข้าก็ฉากถอย ไม่กล้าตอแยด้วย มิคาอิล อันโตนิโอ เพื่อนร่วมทีมเพิ่งให้สัมภาษณ์เชิงเข้าข้าง ซูม่า โดยเปรียบเทียบกับพวกเหยียดผิว ว่าเคสไหนเลวร้ายกว่ากัน ก่อนจะโดนโซเชี่ยลเล่นงานอ่วมว่า ควรแยกแยะด้วย มันคนละเรื่องเลย เชื่อว่าเพื่อนนักเตะหลายคนที่รู้จัก ซูม่า ดีพอ อยากจะออกสื่อมาช่วยเซฟ แต่ดูจากสถานการณ์แล้ว มีโอกาสสูงที่จะเละเทะตามกันไปด้วย คงต้องแสดงความเห็นใจแบบส่วนตัวกันไป ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือบทเรียนสำคัญของ ซูม่า บางครั้งการเล่นสนุกสนานเกินขอบเขต อาจส่งผลกระทบหนักอย่างที่คาดไม่ถึงมาก่อน รวมถึงกรณีเผยแพร่ภาพหรือคลิปต่างๆที่ไม่เหมาะสมทางโซเชี่ยล ก็ต้องพิจาณาให้ดีก่อนด้วย อย่าคิดว่าเป็นคนมีชื่อเสียงแล้วจะเรียกกระแสด้านบวกได้อย่างเดียว ในขณะเดียวกันเวสต์แฮมคงต้องให้ ซูม่า พักก่อนด้วย สภาพจิตใจมีปัญหาน่าเป็นห่วงแน่นอน เปล่าประโยชน์จะฝืนให้ลงเล่นอย่างนี้ ส่วนทีมชาติฝรั่งเศส ก็เตรียมรับแรงกระแทกได้เลย ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ คงไม่กล้าเรียกติดทีมและมีโอกาสจะหลุดจากโผฟุตบอลโลกปลายนี้เอาได้เช่นกัน ทั้งหลายทั้งปวงที่ว่ามาคือราคาที่ ซูม่า ต้องจ่าย แทบจะคิดเป็นมูลค่าไม่ได้เลย เมื่อผู้สร้างเสียงหัวเราะ กลับต้องมาจมทุกข์ซะเอง มันย่อมเป็นเรื่องน่าเจ็บปวดแสนสาหัสเลยทีเดียว ---------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #เจ้าของคนละโลก ]

เชลซีเพิ่งฉลองแชมป์ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ 2021 ด้วยการเฉือนชนะพัลเมรัส 2-1 ในเกมนัดชิง ชนิดต้องสู้กันมาราธอน 120 นาที กว่าจะตัดสินชี้ขาดได้ ถือเป็นแชมป์ที่ 2 ของ โธมัส ทูเคิ่ล ในรอบ 1 ปีที่มานั่งเก้าอี้ผู้จัดการทีม โดยก่อนหน้านั้นหักปากกาเซียนครองยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้สำเร็จมาแล้ว พัฒนาการของเชลซีแบบพรวดพราด ดีขึ้นทันตาเห็น คงต้องยกเครดิตให้กุนซือเยอรมัน ผู้เข้ามาปรับเปลี่ยนหลายอย่าง โดยเฉพาะแท็คติกที่ตอบสนองและสร้างบรรยากาศอันยอดเยี่ยมในห้องแต่งตัว แม้จะไม่ได้ราบรื่นซะเลยทีเดียว ต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคไม่ใช่น้อย เมื่อคุณต้องเป็นเจ้านายของแข้งซูเปอร์สตาร์ค่าตัวแพง แต่ก็ยังประคับประคองไปได้ในระดับน่าพอใจ แต่ ทูเคิ่ล เชื่อว่าหากไม่ได้รับการสนับสนุนเต็มที่จากเจ้าของทีม มันก็คงยากมากที่เชลซีจะฝ่าด่านผ่านไปสู่ความสำเร็จได้ ดังนั้นเขาจึงเอ่ยปากขอบคุณ โรมัน อบราโมวิช ที่คอยอยู่เบื้องหลัง พร้อมช่วยเหลือเสมอ ไม่ใช่แค่คอยจ่ายเงินหรือนั่งคิดผลกำไรเพียงแค่อย่างเดียว "นี่คือสิ่งที่ดีสำหรับเขา เราพบกันแค่ช่วงสั้นๆ ในสนามหลังจบเกมชิง ผมบอกไปว่ายินดีด้วยและเขาก็พูดตอบกลับมาเช่นกัน" "ผมบอกต่ออีกว่า นี่สำหรับคุณ สโมสรของคุณ คุณทุ่มเทเพื่อทำให้มันเป็นไปได้ ดังนั้นโทฟี่นี้ผมเลยมอบให้เขา" บางคนอาจคิดไปได้ว่า ทูเคิ่ล เหมือนเจตนาเอาใจเจ้าของทีม ผู้ซึ่งมีอิทธิพลมากกว่าใครทั้งสิ้น แต่ความจริงยิ่งกว่าคือ เขารู้ถึงความตั้งใจของมหาเศรษฐรชาวรัสเซียรายนี้ แทบไม่เคยแสดงความหวั่นไหวหรือยอมแพ้ง่ายๆเลย เราต้องไม่ลืมว่า อบราโมวิช ถูกห้ามเดินทางเข้าสหราชอาณาจักรตั้งแต่ปี 2018 รัฐบาลไม่ออกวีซ่าให้ ด้วยสาเหตุข้อพิพาทเกี่ยวกับผู้ประกอบการระหว่างอังกฤษกับรัสเซีย นอกจากนี้เชื่อว่ายังมีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เริ่มจากการวางยาพิษ เซอร์เก สกรีปัล อดีตสายลับ ซึ่งคาดว่ารัสเซียน่าจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ในขณะเดียวกันความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่าง อบราโมวิช กับ วลาดิเมียร์ ปูตินผู้นำของรัสเซีย อาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุ หากจำกันได้ช่วงดังกล่าว มีกระแสข่าวว่าเขาพร้อมจะขายสโมสร เพราะเริ่มเอือมระอากับปัญหามากมาย การเดินทางเข้าออกก็มีอุปสรรคอีก เมื่อไม่เป็นที่ต้อนรับก็ควรทางใครทางมัน แต่นี่เป็นเพียงแค่ข่าวลือเท่านั้น แม้เดินทางมาดูเกมขอบสนามเหมือนอย่างเคยทำเป็นประจำไม่ได้ อบราโมวิช ก็ไม่ยอมแพ้เลย คอยโทรสั่งการหรือประชุมเพรสคอนเฟเรนซ์อยู่เสมอ เขายังวางใจให้ มารีน่า กรานอฟสกาย่า ทำหน้าที่หลักๆแทนด้วย กิจการยังขับเคลื่อนไปตามปกติ โดยทุกเรื่องสำคัญเกี่ยวกับเชลซี ต้องรายงานให้รับรู้ทั้งหมดด้วย ครอบครัวของ อบราโมวิช ยังอยู่ในลอนดอนอีกต่างหาก เพราะหากเดินทางกลับรัสเซียบ่อยๆ หวั่นอาจเกิดปัญหาเรื่องวีซ่าเหมือนกัน ดังนั้นหลายครั้งหากอยากต้องการพบกับภรรยาและลูกๆ จะต้องไปเจอกันที่ต่างประเทศหรือไม่ก็บนเรือยอร์ช นอกเขตชายฝั่งของสหราชอาณาจักร คิดดูแล้วกันว่าวุ่นวายแค่ไหน สำหรับพวกนักธุรกิจใหญ่ระดับโลก การที่ต้องเดินทางบ่อยๆ ไม่ใช่เรื่องดีนักหรอก แม้จะมีทุกอย่างพร้อมอำนวยความสะดวก แต่เวลาที่ต้องสูญเสียไปนั้น มันมีความสำคัญมากที่สุด กระทั่งเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ปัญหาดังกล่าวเริ่มคลี่คลาย โฆษกส่วนตัว อบราโมวิช ออกมาแถลงว่า บอสใหญ่สามารถเดินทางเข้าอังกฤษได้แล้ว ในฐานะพลเมืองของอิสราเอล เพราะตัวเขาเองมีเชื้อสายยิวเป็นทุนเดิม สถานที่แรกๆเมื่อแลนดิ้งลอนดอนแล้ว อบราโมวิช บึ่งมายังที่ทำการสโมสร จากนั้นไปต่อยังค็อบแฮม ศูนย์ฝึกซ้อมอันทันสมัย ซึ่งมีอุปกรณ์พร้อมทุกอย่าง ชัดเจนเลยว่าเขาให้ความสำคัญกับเชลซีมากขนาดไหน ทั้งที่บางเรื่องไม่จำเป็นต้องลงไปจัดการเอง แค่สั่งคำเดียวก็น่าจะโอเค จึงไม่น่าแปลกใจเลย อบราโมวิช จะได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม ตลอดเกือบ 20 ปีที่มาเทคโอเวอร์ ไม่เคยทิ้งขว้างสโมสรไปตามยถากรรมหรือเน้นหาผลประโยชน์เข้ากระเป๋า เขาคำนึงถึงชื่อเสียงสโมสรเป็นหลัก หากจะทำให้เชลซีเป็นที่นิยม ยกระดับขึ้นมาทัดเทียมกับพวกท็อปทีมในยุโรป จะต้องกวาดความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้น ความใส่ใจและการทำงานหนัก คือกุญแจสำคัญนำให้เชลซียืนหยัดอย่างสง่างามนับตั้งแต่ปี 2003 ที่ อบราโมวิช เข้ามาซื้อกิจการด้วยเงิน 140 ล้านปอนด์ พร้อมแบกหนี้ก้อนเดิมอีก 75 ล้านปอนด์ ไม่ผิดนักหากจะบอกว่าเชลซีเชิดหน้าได้ทุกวันนี้ ตัวแปรสำคัญคือการทุ่มเงินเพื่อแลกมา แต่บริบทของพวกเขาคือค่อยๆเติมเต็มในส่วนที่ขาดหายไป แม้นิสัยอย่างหนึ่งของ อบราโมวิช จะเป็นคนใจร้อน อยากได้อะไรต้องได้เดี๋ยวนั้นก็ตาม ในยุคของเขาเชลซีประสบความสำเร็จอย่างงดงาม คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 5 สมัย โดยที่ก่อนหน้านั้นเคยได้แค่ครั้งเดียวช่วงทศวรรษ 50 นานมากแล้ว นอกจากนี้ยังบันดาลแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกมาให้อีก 2 ครั้งด้วยกัน ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ของสโมสร ที่ต้องบันทึกเอาไว้เลย นอกจากนี้ยังมียูฟ่า ยูโรปาลีกอีก 2 สมัย , เอฟเอคัพ 5 สมัยและลีกคัพอีก 3 สมัย คิดดูแล้วกันว่าเชลซียิ่งใหญ่เพียงใดในช่วง 19 ปีที่ผ่านมา ทุกวันนี้่เชลซีขึ้นทำเนียบหนึ่งในสโมสรใหญ่ของยุโรปไปแล้ว ในระนาบเดียวกับลิเวอร์พูลหรือแมนฯยูไนเต็ดด้วยซ้ำ ฐานแฟนบอลนอกประเทศขยายวงกว้างมากขึ้น ตามผลงานความสำเร็จ จากที่เคยซื้อมาแค่ 140 ล้านปอนด์ บวกหนี้อีกก้อน ตอนนี้เชลซีมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 2,000 พันล้านปอนด์เข้าไปแล้ว สาวกสิงห์น้ำเงินทุกคนยอมรับว่าเป็นหนี้บุญคุณ อบราโมวิช หากไม่มีมหาเศรษฐีรายนี้เดินเข้ามาเมื่อปี 2003 ยังไม่รู้เหมือนกันว่าชะตากรรมสโมสรจะเป็นเช่นไร แต่คงไม่ดีเหมือนปัจจุบันแน่นอน มันช่วยไม่ได้จริงๆที่แฟนบอลบางทีม โดยเฉพาะแมนฯยูไนเต็ดจะสลดใจ เมื่อมองย้อนกลับมาดูเจ้าของทีมตัวเอง โจเอล และ อัฟราม สองพี่น้องตระกูลเกลเซอร์ ซึ่งทำหน้าที่บริหารโดยตรง แทบไม่เคยโผล่มาชมเกมเลย ทั้งที่ไม่ต้องวุ่นวายขอวีซ่า อยากมาเมื่อไรได้เลยไม่มีปัญหา อีกทั้งยังนำญาติพี่น้องมานั่งตำแหน่งสำคัญในสโมสรเกือบ 10 คน เงินปันผลต่างๆรับแต่ละงวดมหาศาล ในขณะที่สโมสรติดหนี้บานตะเกียงที่มาจากการกู้ โดยที่เชื่อกันว่าแทบไม่เคยควักเงินตัวเองเลย ศูนย์ซ้อมแคร์ริงตันก็ล้าหลังมากๆ ไม่ได้มีความทันสมัยสมราคาทีมใหญ่ในอังกฤษ อุปกรณ์หลายอย่างก็หมดสภาพ ไม่ต้องอะไรมาก ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ยังเจอประสบการณ์ตรงเอง ขนาดค่าน้ำผลไม้ 1 ปอนด์ ยังต้องมาเก็บเงินนักเตะ ช่วงไปเก็บตัวพักที่โรงแรม อย่างนี้ไม่เรียกว่าสโมสรใหญ่หรอก สังเวียนแข้งที่เข้มขลังอย่างโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ฝนตกที่หลังคาก็รั่ว แฟนบอลเปียกปอนไปหมด เกมเอฟเอคัพกับมิดเดิ้ลโบรช์ ก็เกิดระบบล่ม ไม่อาจขายอาหารและเครื่องดื่มให้แฟนบอลกว่า 70,000 คนได้ ต้องทนหิวกันอยู่อย่างนั้น เรื่องง่ายๆ สิ่งที่ควรเป็นมาตรฐานของสโมสรชั้นนำ ยังไม่มีให้เห็นเลย นี่เป็นเพียงแค่บางเคสเท่านั้นเอง ยังมีอะไรต่อมิอะไรอีกมากที่ย่ำแย่ในยุคของพวกเกลเซอร์เข้ามาครอบครองอำนาจ ทำไม โรมัน อบราโมวิช ไม่คิดมาซื้อแมนฯยูไนเต็ดก่อน? เชื่อเถอะว่าแฟนผีหลายคนคิดอย่างนี้จริงๆ -------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #อย่ามีปัญหากับบอส ]

บรรยากาศในทีมแอตเลติโก้ มาดริดเวลานี้นับว่าตึงเครียดไม่น้อยเลยทีเดียว สาเหตุมาจากการให้สัมภาษณ์ของ ชูเอา เฟลิกซ์ กองหน้าของทีม แล้วระบุว่าตอนนี้ทุกคนต่างรู้ดีว่าปัญหาเกิดจากอะไร แต่ไม่อยากจะพูดออกไป เงื่อนปมน่ามาจากผลงานของทัพตราหมีที่ไม่เป็นไปอย่างที่คาดหวังกัน 5 นัดหลังสุดทุกรายการชนะแค่เกมเดียวเท่านั้น อีกทั้งแพ้รูดถึง 3 นัด ก่อนเล่นกับเกตาเฟ่ในคืนวันเสาร์อยู่อันดับ 5 บนตารางลาลีกา ที่น่ากังวลคือห่างจากเรอัล มาดริดจ่าฝูงถึง 17 คะแนนด้วยกัน แล้วแอตเลติโก้ มาดริดคือแชมป์เก่า เมื่อตกอยู่ในสภาพนี้จึงไม่สมศักดิ์ศรีเอาซะเลย ว่ากันตามตรงโอกาสจะคว้าแชมป์ลีกแทบจะเป็นศูนย์ไปเรียบร้อย ในขณะเดียวกันสแปนิช ซูเปอร์คัพก็พ่ายให้แอธเลติก บิลเบา รวมถึงเสียท่าเรอัล โซเซียดาดในโกปา เดล เรย์ ในรอบ 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา อาการของตราหมีน่าเป็นห่วงมาก แล้วยังมาเจอแรงกระเพื่อมจากการให้สัมภาษณ์ของ เฟลิกซ์ กระแทกอีกดอก เมื่อลูกทีมออกมาพูดแบบปลายเปิด เป็นปริศนาให้ใครต่อใครไปตีความกันเองอย่างนี้ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ ย่อมไม่พอใจอย่างแน่นอน พอเข้าเพรสคอนเฟเรซ์เพื่อคุยกับสื่อ ก่อนเกมเจอเกตาเฟ่ นักข่าวเลยจี้เรื่องนี้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ซิเมโอเน่ ชักสีหน้าไม่ค่อยดีเท่าไรนัก ก่อนโบ้ยให้ไปถาม เฟลิกซ์ เอาเองดีกว่า ว่าตกลงมันมีบางอย่างไม่ชอบมาพากลจริงหรือ ปัญหาคืออะไรกัน ปฏิกิริยาเช่นนี้ยืนยันได้ดีว่า ในทีมมีปัญหาอย่างที่ดาวเตะโปรตุกีสว่าไว้จริงนั่นแหล่ะ วัดจากผลงานในสนามที่ทรุดลงเรื่อยๆได้เลย ขณะเดียวกัน เฟลิกซ์ ยังพูดถึงเรื่องที่ต้องฝืนเล่นมายาวนาน 6 เดือน ทั้งที่เท้าแตก ก่อนย้ำด้วยว่าเรื่องนี้แทบไม่มีใครรู้เลย พอเปิดเผยออกไป หลายคนตกใจไม่น้อย หากนักเตะกระดูกเท้าแตกจริงควรแจ้งควรต้องรักษาให้หายขาดก่อน ไม่ใช่มาลงเล่นอย่างนี้ เพราะไม่เป็นผลดีกับใครเลย เมื่อต้องลงเล่นท่ามกลางอาการบาดเจ็บ มันยากที่เขาจะเค้นฟอร์มเก่งออกมาได้ ประสิทธิภาพจะลดลงอย่างแน่นอน ต้องยอมรับว่า เฟลิกซ์ แบกความคาดหวังเอาไว้ไม่น้อย เพราะตอนย้ายจากเบนฟิก้ามาเมื่อปี 2019 ด้วยค่าตัว 127 ล้านยูโร ถือเป็นสถิติแพงสุดในประวัติศาสตร์ของแอตเลติโก้เลยทีเดียว ถ้าทีมยอมจ่ายแพงขนาดนี้ สะท้อนเลยว่า ซิเมโอเน่ ก็หวังไว้สูงเหมือนกันว่า เฟลิกซ์ จะเข้ามาทดแทน อองตวน กรีซมันน์ ที่ย้ายไปยังบาร์เซโลน่าในซัมเมอร์เดียวกันได้ เพราะช่วงดังกล่าวเพิ่งอายุเพียง 19 ปี ฝีเท้าผุดผาดเกินวัยมากๆ กลายเป็นวันเดอร์คิดของวงการ บรรดาท็อปทีมในยุโรปต่างต้องการคว้ามาร่วมทีมทั้งสิ้น สไตล์การเล่นของ เฟลิกซ์ เป็นที่ชื่นชอบของกุนซือทุกคน เล่นกองหน้าก็ได้หรือหากถอยลงมาเพื่อเป็นตัวต่ำคอยปั้นเกมก็ทำได้อย่างมีคุณภาพ สัมผัสบอลแรกที่ยอดเยี่ยม ให้บอลแรกสร้างความอันตรายได้อยู่เสมอ จัดเป็นตัวรุกที่ครบเครื่องมาก รอเพียงแค่เรียนรู้สั่งสมประสบการณ์อีกสักพัก น่าจะกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ในอนาคตได้เลย ผลงาน 20 ประตู 11 แอสซิสต์ จากจำนวน 43 เกมในสีเสื้อเหยียวลิสบอน การันตีได้เลยว่าเด็กคนนี้ไม่ธรรมดา อีกทั้งยังก้าวสู่ชุดใหญ่ทีมชาติโปรตุเกสอีกต่างหาก เข้าใจว่าช่วงแรกอาจต้องใช้เวลาปรับตัวกันบ้าง มาตรฐานลีกสูงสุดสเปน ยังไงก็เหนือกว่าของโปรตุเกส แต่มาถึงปัจจุบันต้องยอมรับว่า เฟลิกซ์ ยังเหมือนย่ำอยู่กับที่ไม่ได้ขยับไปข้างหน้าอย่างที่หวังเลย ในช่วงที่ หลุยส์ ซัวเรซ โรยราไปตามกาล อายุมากขึ้นไม่สดใหม่เหมือนเดิม เฟลิกซ์ ต้องมาช่วยแบกรับถึงจะถูก แต่การกลับมาอีกรอบของ อองตวน กรีซมันน์ พอจะบอกได้ว่าปัญหาแท้จริงคืออะไร เราไม่อาจฝากความหวังไว้กับ เฟลิกซ์ ได้อย่างที่คาดไว้ ดูเหมือนจะสั่งสมไว้สักพักใหญ่แล้ว น่าสนใจก็คือความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ ซิเมโอเน่ ดูสั่นคลอนง่อนแง่นมากขึ้นเรื่อยๆ มันไม่ได้เพิ่งมาเกิด ระหองระแหงกันมาสักพัก มีสัญญาณเตือนไม่ไว้ใจส่งมาก่อน ย้อนกลับไปเมื่อมีนาคมปีก่อน เฟลิกซ์ ซัลโวประตูบียาร์เรอัลได้สำเร็จ แล้วฉลองด้วยการเอานิ้วชี้แตะไปที่ริมฝีปาก เหมือนจะบอกใครสักคนว่าให้เงียบไปเลยหรือดูไว้นะ สื่อไปโยงเอาว่าท่าดีใจนั้น ต้องการบอกกับ ซิเมโอเน่ ที่จัดการดร็อป เฟลิกซ์ ไว้ข้างสนามก่อนหน้านั้น พอโชว์ผลงานได้ยอดเยี่ยม มันก็เลยต้องแสดงความสะใจสักหน่อย ก่อนเขาจะไขให้กระจ่างว่า ต้องการตอกกลับ เรนาน โลดี้ แบ็กขวาเพื่อนร่วมทีมต่างหาก เพราะชอบถามอยู่บ่อยๆว่า ทำไมยิงใครไม่ค่อยเป็นเลย นี่กองหน้าปืนฝืดชัดๆ เลยเอาคืนอย่างที่เห็น อีกทั้งไม่ได้เป็นเรื่องซีเรียสอะไรนัก สองคนนี้วัยไล่เลี่ยห่างกันไม่เยอะ เลยมักจะแซวกันเสมอ พร้อมทั้งยืนยันว่าไม่ขัดแย้งโกรธเคืองอะไรบอสเลยสักนิด ที่โดนจับเป็นสำรองก็เข้าใจดี ในเมื่อผลงานส่วนตัวตกลงไป ก็ต้องเปิดโอกาสให้คนอื่นเป็นตัวจริงบ้าง เป็นเรื่องปกติของการแข่งขันในทีมใหญ่ จากนั้นในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ก่อนตลาดซื้อขายผู้เล่นมกราคมจะเปิดตัวไม่นาน กระแสข่าวแรงมากในทำนองว่า เฟลิกซ์ ปรารถนาจะย้ายหนีตราหมี หมดความอดทนแล้ว เชื่อกันว่าแท็คติกของ ซิเมโอเน่ มีส่วนมากทำให้ เฟลิกซ์ ไม่เปล่งประกายอย่างที่คิดกันไว้ กลายเป็นอุปสรรคดิ่งลงเหว ความสัมพันธ์ทั้งคู่ดูแย่ลงอีก เมื่อทางกุนซืออาร์เจนไตน์ยืนยันเลยว่า หากนักเตะอยากย้ายก็พร้อมเปิดรับฟังเหตุผล รวมทั้งข้อเสนอน่าสนใจยื่นเข้ามาด้วย "ผมเข้าใจทุกอย่างดีและพร้อมเปิด ชูเอา ยังเป็นคนสำคัญของทีม ผมหวังว่าเขาจะทำได้ดีมีมาตรฐาน" คำพูดของ ซิเมโอเน่ เหมือนเปิดปลายเอาไว้ให้ไปคิดต่อนั่นแหล่ะ คือพร้อมจะปล่อยออกไป หากว่าสถานการณ์มันเป็นไปตามทิศทางนั้น กระทั่ง เฟลิกซ์ มาเขย่าด้วยประโยคสัมภาษณ์ล่าสุดนั่นแหล่ะ ทุกคนรู้ดีว่าปัญหาคืออะไร แต่ได้แค่คิดไม่อาจพูดออกสื่อ ว่ากันตามตรงปัญหาภายในทีมก็ควรเก็บไว้ให้มิดชิด การพูดแบบโยนหินถามทางเช่นนี้ มันไม่สมควรเลย แล้วปัญหาคืออะไรกันล่ะ? เฟลิกซ์ เหมือนโยนให้สื่อไปตีความกันเองเอง ช่วยไม่ได้ที่ ซิเมโอเน่ จะถูกมองว่าคือต้นตอ ในเมื่อผลงานไม่เป็นไปตามที่หวัง คนที่รับผิดชอบก็ต้องเป็นกุนซือสิ แต่สถานะในทีมของ โชโล่ อย่างที่เรารู้กันก็คือ ห้ามแตะต้องอย่างเด็ดขาด นโยบายของฝ่ายบริหารชัดเจนมานานหลายปี เสียนักเตะคนไหนก็ได้ไม่แคร์ แต่ว่ากุนซือจะต้องอยู่ต่อไป เห็นได้จากการทุ่มเงินค่าจ้างแพงสุดในโลก เพื่อมัดเอาไว้ ไม่ยอมปล่อยง่ายๆแน่นอน หมายความว่าโอกาสที่ เฟลิกซ์ จะต้องเก็บเสื้อผ้าลาไปก่อนในซัมเมอร์นี้ เริ่มมีเปอร์เซนต์สูงมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว เพราะหากคุณมีปัญหากับ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ จริงๆ คงเดาไม่ยากหรอกว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #มาดริดหรือบาร์ซ่า ? ]

โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ , ซาดิโอ มาเน่ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ 3 ขุนพลแนวรุกของลิเวอร์พูล ยังมีอนาคตที่คลุมเครือกับต้นสังกัดในเวลานี้ สัญญาทั้งสามแข้งจะหมดลงในฤดูร้อน 2023 เหลืออีกไม่ถึงปีครึ่ง แต่ยังไม่มีการขยายออกไป คาดกันว่า ฟีร์มีโน่ ที่ฟอร์มเริ่มดร็อปลงมากขึ้นทุกวัน อีกทั้งอายุผ่านหลัก 3 มาแล้ว น่าจะถูกปล่อยตัวในตลาดซื้อขายนักเตะหน้าร้อน 7 ประตู 4 แอสซิสต์จากทุกรายการในซีซั่นปัจจุบัน อาจไม่ได้ย่ำแย่อะไรนัก แต่อย่าลืมว่าลิเวอร์พูลคือสโมสรใหญ่ เป้าหมายลุ้นแชมป์และเน้นเล่นเกมรุก ฉะนั้นตัวเลขต้องดีกว่านี้ อีกทั้งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการมาของ ดีโอโก้ โชต้า แถมด้วยฟอร์มอันร้อนแรงยากที่จะฉุด ฟีร์โมโน่ จึงแทบถูกลืมไปเลย ส่วน ซาลาห์ มีการกางโต๊ะถกกัน 2-3 ครั้งแล้ว แต่ยังไม่อาจตกลงกันได้ ปมเงื่อนมี 2 ข้อคือเงินค่าจ้างกับระยะของสัญญา ตามข่าวที่โหมกันเข้ามา พอระบุได้ว่าเขาต้องการไม่น้อยกว่า 300,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ซึ่งสูงเกินไปในมุมของฝ่ายบริหารลิเวอร์พูล แล้วถ้ายอมจริงอาจกระทบต่อโครงสร้างเพดานค่าเหนื่อยของทีมด้วย ด้วยความที่ยังพอเหลือเวลาอยู่บ้าง ต่างฝ่ายต่างถอยมาตั้งหลักก่อน ไว้ค่อยเจรจากันอีกรอบน่าจะดีกว่า คนสุดท้ายคือ มาเน่ ก่อนหน้านี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนเท่าไรนัก ฤดูกาลที่แล้วเขาผิดฟอร์มไปพอสมควร แต่ก็ค่อยๆมารีดได้ จนยิงไปทั้งสิ้น 16 ประตูในทุกรายการ เจ้าตัวเองก็อึดอัดกับผลงานที่ไม่เป็นไปดั่งใจ ยังบ่นกระปอดกระแปดเลยว่า ไม่เข้าใจทำไมหลายครั้งถึงพลาดโอกาสทองง่ายเหลือเกิน มาซีซั่นนี้ถือว่ารักษามาตรฐานได้น่าพอใจในระดับหนึ่ง แต่มันน่าเลยจุดพีกของการเป็นนักเตะอาชีพมาแล้ว อีก 2 เดือนข้างหน้าอายุจะครบ 30 ปีเต็มอีกต่างหาก เมื่อดูจากองค์ประกอบต่างๆแล้ว อาจเป็นไปได้ที่ไม่มีการยืดสัญญาออกไป เดอะ ค็อปหลายคนเคยเชื่อว่าโอกาส มาเน่ จะอยู่โยงยาวๆนั้นมีมากกว่า ซาลาห์ แต่ว่าชักเริ่มไม่แน่นอนขึ้นเรื่อยๆและด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน อาจช่วยให้การตัดสินใจของเขาง่ายขึ้นก็ได้ ------------------ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ อดีตกองหน้าลิเวอร์พูลแสดงความคิดเห็นไว้อย่างน่าคิดเกี่ยวกับอนาคต ซาดิโอ มาเน่ ด้วยความที่คลุกคลีกับสโมสรแห่งนี้มา เข้านอกออกในเป็นปกติ มีข้อมูลมากพอ ฟาวเลอร์ จึงรู้ถึงโครงสร้างทางธุรกิจของทีม ตอนนี้ มาเน่ รับค่าจ้าง 180,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ยังไม่ใช่เป็นตัวท็อปของทีม เพราะทั้ง เฟอร์กิล ฟานไดค์ (220,000 ปอนด์) , ติอาโก้ อัลกันตาร่า และ โม ซาลาห์ ฟันนิ่มๆ 200,000 ปอนด์ ฉะนั้นหาก มาเน่ จะยอมสะบัดลายเซ็นในสัญญาฉบับใหม่ ค่าจ้างคงต้องมากกว่า 200,000 ปอนด์ ตามดีกรีการเป็นนักเตะคนสำคัญที่ก้าวขึ้นมาเป็นคีย์แมนของสโมสรมาตลอดหลายปีหลัง หากตัวเลขที่ มาเน่ เรียกมานั้น ลิเวอร์พูลจ่ายไม่ได้หรือไม่พร้อมที่จะจ่ายให้ นั่นหมายถึงการเจรจาย่อมสะดุดลงทันที ถ้าจะมีตัวแปรสักอย่างที่ทำให้ฝ่ายบริหารหงส์แดงต้องคิดหนัก คงเป็นเรื่องอายุที่มากขึ้นเรื่อยๆ จะให้สัญญาเพิ่มอีก 2 ปีอยู่จนถึงปี 2025 ตอนนั้นนักเตะจะอายุครบ 33 ก็เสี่ยงพอสมควร แล้วถ้าให้ระยะสัญญาแค่นั้น มาเน่ อาจไม่แฮปปี้ เพื่อความมั่นคงยังไงก็ต้องการอย่างน้อย 3 ปีจากเดิม คือยาวถึง 2026 โน่นเลย จึงไม่น่าแปลกใจว่าช่วงหลังกระแสข่าว มาเน่ อาจย้ายในซัมเมอร์ที่จะถึงจึงดูรุนแรงตามลำดับ ประเด็นที่ ฟาวเลอร์ แสดงความเห็นไว้ถือว่าน่าสนใจมาก พร้อมทั้งยกตัวอย่างเคสของ เอ็มเร่ ชาน และ จินี่ ไวจ์นัลดุม ซึ่งสุดท้ายต้องยอมเสียฟรี เพราะต้องการยึดหลักของสโมสรมากกว่า แน่นอนว่าการเสียแข้งแกนหลักไปแบบฟรีๆ ไม่ได้ค่าตัวเลยสักเพนนีเดียว มันต้องน่าเสียดายมากๆ แต่พอถึงเวลาจริงกลับแสดงให้เห็นว่า ทีมแทบไม่ได้เสียศูนย์อะไรเลย ลิเวอร์พูลยังคงเดินหน้าตามมาตรฐาน นั่นสะท้อนถึงระบบที่แข็งแกร่ง มากกว่าการให้ความสำคัญที่ตัวบุคคล สิ่งที่ต้องยอมรับคือ มาเน่ อายุมากขึ้นเรื่อยๆ หากมีข้อเสนอจากต่างแดนไม่ว่าจะเป็นเรอัล มาดริดหรือบาร์เซโลน่าที่ตกเป็นข่าวโยงกันยื่นมาให้ แล้วมันงดงามจริง ก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรหากเขาจะเปิดหมวกลาไป มาเน่ อยู่กับลิเวอร์พูลมาตั้งแต่ปี 2016 คือหนึ่งในแข้งที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ต้องการดึงมาร่วมทีมมากๆ ด้วยคุณสมบัติพลังเหลือเฟือ แข็งแรง รวดเร็ว ซึ่งเมื่อวัยมากขึ้น คุณภาพดังกล่าวอาจจะลดลง เพราะใช้ร่างกายหนักมาตลอด นอกจากนี้ตลอดเกือบ 6 ปีที่ผ่านมา เขาได้รับสัญญาใหม่มาแล้วเมื่อปี 2018 อีกทั้งยังประสบความสำเร็จอย่างงดงาม มีทั้งเหรียญรางวัลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกและพรีเมียร์ลีกคล้องคอ ประดับบารมีเรียบร้อย ว่ากันตามกรอบเวลาแล้ว ฤดูร้อนนี้อาจเหมาะสมสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของเขาแล้วก็เป็นได้ ขณะเดียวกันหากฝ่ายบริหารของลิเวอร์พูล ต้องตัดสินใจเลือกต่อสัญญาใครสักคนระหว่าง ซาลาห์ กับ มาเน่ เชื่อกันว่าคนแรกน่าจะมีโอกาสมากกว่า แม้จะต้องทุ่มเงินมากกว่าก็ตาม ชัดเจนว่ากองหน้าทีมชาติอียิปต์มีอิทธิพลต่อทีมเยอะเลย โดยเฉพาะการทำประตู ถ้าปล่อยให้หายไปนานๆ ย่อมส่งผลกระทบได้เลย ต้องยอมรับว่า ซาลาห์ มีความสม่ำเสมอชัวร์กว่า มาเน่ ซึ่งทางลิเวอร์พูลอาจมีคำตอบเรื่องนี้ในใจไว้เรียบร้อย ยังไม่หมดแค่นั้น อีกตัวแปรสำคัญคือฟอร์มอันเปรี้ยงปร้างของ ดีโอโก้ โชต้า ที่ถล่มตาข่ายเป็นว่าเล่นในช่วงหลัง รวมยอดเมื่อคืนที่เหมาซัดเลสเตอร์อีก 2 พาทีมคว้าชัย ตอนนี้เป็น 12 ประตูในพรีเมียร์ลีกและ 17 ประตูจากทุกถ้วยที่ลงโม่แข้งเข้าไปแล้ว ยิ่งตอกย้ำว่าความสำคัญของตัวรุกทีมชาติโปรตุเกส ซึ่งเล่นได้ครอบคลุมพื้นที่ ไม่จำเป็นต้องยืนด้านในหรือเน้นเฉพาะในบริเวณกรอบเขตโทษเท่านั้น แต่ฉีกออกด้านข้างก็ไม่มีปัญหา โชต้า อายุเพิ่ง 25 ปีเท่านั้น วัดกันตามหลักการเป็นนักเตะอาชีพ ยังไม่ผ่านจุดสูงสุดด้วยซ้ำ แต่แสดงให้เห็นว่าสามารถแบกรับภาระและสู้ความกดดันได้อย่างไม่ยากเลย แล้วย้อนไปเมื่อคืนวันพฤหัสบดี หลุยส์ ดิอาซ แข้งใหม่ที่เพิ่งถอยมาได้ไม่นาน ออกสตาร์ตนัดแรกด้วยลีลาที่หวือหวาเร้าใจมากๆ จนได้รับคำชมอย่างล้นหลาม บรรดาเดอะ ค็อปเห่อของใหม่กันถ้วนหน้า ประสบการณ์ดาวเตะโคลอมเบียนอาจห่างจาก มาเน่ พอสมควร แต่ทดแทนด้วยความสดปลั่ง พลังเหลือเฟือ อีกทั้งกระหายกับความท้าทายใหม่ด้วย เขายืนทางฝั่งซ้ายได้อย่างเนียนสนิท มีส่วนร่วมกับเกมต่อเนื่อง ราวกับว่าย้ายมาร่วมสักพักใหญ่แล้ว แม้ คล็อปป์ จะไม่จำเป็นต้องเปิดเผยออกมาตรงๆ เราก็พอจะบอกได้ว่าถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแปลงผู้เล่นบางส่วนแล้ว พิจารณาจากเหตุผลและตัวแปรต่างๆแล้ว โอกาสที่ มาเน่ จะได้ย้ายจากลิเวอร์พูลในซัมเมอร์นี้มีไม่น้อยเลยทีเดียว เรอัล มาดริด , บาร์เซโลน่าหรือจะเป็นท็อปทีมอื่นในยุโรปที่จะเป็นป้ายต่อไป ยังคงต้องตามดูกัน เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #เซอร์ไพรส์อีกครั้ง ? ]

ตอนนี้แมนฯยูไนเต็ดได้ซีอีโอหรือหัวหน้าผู้บริหารคนใหม่ มารับงานต่อจาก เอ็ด วู้ดเวิร์ด ที่ขอถอยลงจากเก้าอี้เรียบร้อยแล้ว ริชาร์ด อาร์โนลด์ ขยับมารับตำแหน่งแทน ซึ่งไม่ใช่คนอื่นคนไกลเลย ทำงานด้านการตลาดและการเงินของสโมสรมาตั้งแต่ปี 2007 ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับ วู้ดเวิร์ด มานานมาก หน้าที่หลักของ อาร์โนลด์ คือดูแลภาพรวมองค์กร ขับเคลื่อนเดินไปข้างหน้าตามนโยบาย โดยเฉพาะเรื่องของรายได้ ต้องทำให้ถึงเป้าที่วางไว้แล้ว ที่ต้องจับตามองก็คือการเฟ้นหาผู้จัดการทีมคนใหม่ มาทำหน้าที่ในฤดูกาลหน้าและคาดว่าจะประกาศชัดเจนก่อนที่ฤดูกาลนี้จะปิดฉากลง สาเหตุต้องรีบเร่งก็เพื่อจะได้มีเวลาเตรียมพร้อมมากขึ้น หลังมีบทเรียนมาจากเคส เดวิด มอยส์ เมื่อซัมเมอร์ปี 2013 กว่าจะสรุปเลือกกันได้ เลยเถิดกินเวลานานมาก จนกระทบต่อผลงานในสนามด้วย ถ้าวัดจากกระแสมี 2 รายชื่อที่เป็นตัวเต็ง ตีกรรเชียงเบียดมากันตลอดช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาคือ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ และ เอริก เทน ฮาก เชื่อกันว่าไม่ใครก็ใครนี่แหล่ะ จะได้ก้าวมารับงานต่อจาก ราล์ฟ รังนิก ซึ่งจะลงไปนั่งเป็นที่ปรึกษาตามสัญญาเซ็นกันไว้ อย่างไรก็ตามมีอีกหนึ่งคนที่โผล่พรวดมา แถมน่าสนใจอย่างมาก เพราะโปรไฟล์ไม่ธรรมดาเลยนั่นคือ หลุยส์ เอ็นรีเก้ ในบทบาทกุนซือ เอ็นรีเก้ ประสบความสำเร็จอย่างงดงามกับบาร์เซโลน่า เคยพาครองทริปเปิ้ลแชมป์ในยุค MSN ลิโอเนล เมสซี่ , หลุยส์ ซัวเรซ และ เนย์มาร์ ตลอด 3 ปีที่กุมบังเหียนกวาดโทรฟี่มาเกลี้ยง ลาลีกา 2 สมัย , โกปา เดล เรย์ 3 สมัย (แบบติดต่อกัน) , ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1 สมัย , ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 1 สมัย และ ฟีฟ่า คลับ เวิล์ด คัพอีก 1 สมัย จากนั้นเมื่อเปลี่ยนบรรยากาศมาเป็นกุนซือทีมชาติสเปน ก็น่าประทับเช่นเดียวกัน เมื่อวัดผลงานจากศึกยูโร 2020 เมื่อกลางปีที่แล้ว ทัพกระทิงดุอาจไม่อยู่ในสายตาใครหลายคน เพราะเป็นช่วงผลัดใบ แข้งหน้าใหม่ถูกดันขึ้นมากมาย ชื่อชั้นดูไม่น่าเกรงขามเหมือนสมัยก่อน อีกทั้ง เอ็นรีเก้ ยังอินดี้อีกต่างหาก กฎใหม่เฉพาะกิจให้ลงทะเบียนผู้เล่นในรอบสุดท้ายได้ 26 คน แต่ก็ใส่มาเพียงแค่ 24 คนเท่านั้น อย่างไรก็ตามสามารถเข็นทีมเข้าถึงตัดเชือก ไปเจออิตาลีที่กำลังร้อนแรง แม้จะเป็นฝ่ายพ่ายจุดโทษ แต่รูปเกมสเปนเหนือกว่าเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการครองบอลเหนือกว่า โจมตีได้จะแจ้ง ขาดแค่ความเฉียบขาดในจังหวะสุดท้าย เฟเดริโก้ เคียซ่า ดาวเด่นของอิตาลีให้สัมภาษณ์เลยว่า เป็นเกมที่หินมากๆ ไม่อยากเชื่อว่าพวกตนจะวิ่งแบบตีรถเปล่า หาบอลแทบไม่เจอเลย ในขณะเดียวกันรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2022 สเปนก็คว้าอันดับ 1 ของกลุ่มบี ได้สิทธิ์เข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายที่กาตาร์ปลายปีนี้แบบอัตโนมัติด้วย แม้จะต้องลุ้นกับสวีเดนในช่วงโค้งสุดท้ายก็ตาม ฝีมือความสามารถของ เอ็นรีเก้ ย่อมไม่เป็นที่สงสัยอะไรอีก นี่คือของจริง ผ่านการพิสูจน์มาเป็นที่เรียบร้อย ไม่ต้องแปลกใจหรอกว่าทำไมจึงมีข่าวบอร์ดบริหารแมนฯยูไนเต็ด สนใจดึงไปกู้วิกฤต ------------------ สัญญาของ หลุยส์ เอ็นริเก้ กับทีมชาติสเปนจะหมดลงหลังจบฟุตบอลโลก 2022 ปลายปีนี้ สหพันธ์ฟุตบอลสเปนหวังจะขยายออกไปอีกให้ถึงปี 2024 แต่ยังไม่อาจตกลงกันได้ โดยเชื่อกันว่ามาจากการตัดสินใจของเขาเองทั้งสิ้น หลุยส์ รูเบียเลส ประธานสหพันธ์ซึ่งต้องการจะมัดตัวให้อยู่ยาวๆ เพราะเห็นผลงานแล้วน่าประทับใจมาก คงต้องรอไปก่อน เอ็นรีเก้ เองให้สัมภาษณ์ไว้ว่าไม่ได้กังวลเรื่องสัญญาใหม่เลย ขอโฟกัสหน้าที่ปัจจุบันก่อนดีกว่า นั่นอาจหมายถึงไม่อยากมาผูกมัดอนาคต ปล่อยเปิดกว้างย่อมเป็นผลดี น่าสนใจเหมือนกัน หากฟุตบอลโลกเที่ยวนี้ไม่ต้องเปลี่ยนโปรแกรมที่จะเล่นในช่วงซัมเมอร์ตามปกติ แล้วสัญญาเขาจะหมดลงหลังจบทัวร์นาเม้นต์ น่าจะมีโอกาสไม่น้อยสำหรับแมนฯยูไนเต็ด แต่เมื่อต้องรอจนสิ้นปี กรอบเวลาอย่างนี้คงไม่เหมาะนักและคงเป็นเรื่องยากมากๆที่เอ็นรีเก้ จะตัดสินใจลาออกเพื่อมาคุมปีศาจแดง บางคนยกเคสที่ฟังดูน่าสนใจคือ ไฟเขียวทาง ราล์ฟ รังนิก รักษาการณ์กุนซือไปจนถึงสิ้นปีนี้ จากนั้นพอ เอ็นรีเก้ หมดพันธะกับสเปนแล้วค่อยมาเสียบแทน ถือว่าพอเหมาะพอเจาะลงตัวอยู่ อย่างไรก็ดีเราต้องไม่ลืมว่า เอ็นรีเก้ เป็นคนอ่อนไหว ในขณะเดียวกันก็มีความเป็นอินดี้หรือยึดมั่นตามความคิดความเชื่อของตนส่วนใหญ่ ย้อนไปกลางปี 2019 เขาตัดสินใจอำลาทีมชาติสเปนเป็นการชั่วคราวเพื่อใช้เวลาทั้งหมดดูแล ซาน่า ลูกสาววัยเพียงแค่ 8 ขวบ ที่โชคร้ายอย่างมากตรวจพบมะเร็งกระดูกและตามคำวินิจฉัยของแพทย์คงอยู่ได้อีกไม่นาน เป็นเวลา 4 เดือนด้วยกันที่ เอ็นรีเก้ ให้เวลากับลูกสาว ทั้งอยู่ใกล้ชิดก่อนเสียชีวิตและทำใจกับการสูญเสียครั้งสำคัญ พอเดือนพฤศจิกายนจึงกลับมารับตำแหน่งอีกครั้ง ท่ามกลางกระแสดราม่า โรแบร์โต้ โมเรโน่ มือขวาคู่บุญซึ่งทำหน้าที่แทนชั่วคราว จนพาสเปนฝ่าด่านรอบคัดเลือกไปเล่นยูโร 2020 รอบสุดท้าย ไม่ยอมถอยมาตามที่ตกลงกันไว้ แม้จะสนิทสนมมากแค่ไหน ร่วมหัวจมท้ายกันมาตลอดตั้งแต่คุมโรม่า , เซลต้าและบาร์เซโลน่า กระเตงกันไปไม่เคยตกขบวน แต่ เอ็นรีเก้ ไม่ประนีประนอมอะไรทั้งสิ้น ประกาศตัดสัมพันธ์ไล่ โมเรโน่ ออกจากการเป็นผู้ช่วยอย่างไม่ลังเล โดยยืนยันผ่านสื่อว่านี่คือความตั้งใจและจะขอรับผิดชอบเอง มีเสียงเชียร์แสดงความเห็นด้วยที่ เอ็นรีเก้ เด็ดขาด ลูกน้องคนสนิทมาทำอย่างนี้ไม่ควรปล่อยไว้ แต่ก็มีบ้างที่เชื่อว่าควรจะคุยให้เคลียร์กว่านี้ เผื่อสถานการณ์ผ่อนคลาย ไม่ถึงขั้นตัดเป็นตัดตาย เคสนี้โชว์ถึงความเด็ดขาดแบบคาดไม่ถึงของเขาเช่นกัน ดูจากภายนอกไม่คิดว่าจะเฮี้ยบมาก หากนี่คือเรื่องคาดไม่ถึง แล้วย้อนไปสมัยเป็นนักเตะแล้ว จะพบว่าคาดไม่ถึงยิ่งกว่า กลางทศวรรษ 90 เอ็นรีเก้ คือแข้งของเรอัล มาดริด ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเป็นแกนหลักทั้งในสโมสรและทีมชาติ ศึกเอล กลาสิโก้ที่ซานติโก้ เบร์นาเบวในปี 1995 ซึ่งมาดริดถล่มบาร์เซโลน่ายับ 5-0 เอ็นรีเก้ ซัลโวประตูที่ 4 ได้ ก่อนฉลองอย่างสะใจสุดขีด ชูสองมือกำหมัดแน่นต่อหน้าแฟนบอลตัวเอง ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือขวัญใจกองเชียร์ แต่ที่แปลกก็คือไม่ยอมขยายสัญญาที่หมดลงในปี 1996 ออกไป ทั้งที่ได้รับข้อเสนออันงดงาม เซอร์ไพรส์ยิ่งกว่านั้นอีกก็คือ เขาเลือกย้ายไปบาร์เซโล่น่าฟรีๆ ทำเอามาดริดนิสต้าทั้งหลายมึนและเจ็บแค้นไปตามๆกัน แน่นอนว่า เอ็นรีเก้ ย่อมมีเหตุผลที่ตัดสินใจเช่นนั้น โดยมองความพึงพอใจของตนเองมากกว่าความรู้สึกของกองเชียร์ ในเมื่อเขาเคยทำในสิ่งที่หลายคนคาดไม่ถึงมาแล้ว ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกหากจะเกิดขึ้นอีกสักครั้ง เอ็นรีเก้ กับตำแหน่งผู้จัดการทีมแมนฯยูไนเต็ด ไม่ใช่ว่าจะปิดตายเลยซะทีเดียว -------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #นี่ไม่ใช่กัปตันแก้บน ]

เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ถูกยกย่องว่าเป็นผู้จัดการทีมประสบความสำเร็จมากสุดคนหนึ่งบนหน้าประวัติศาสตร์ของฟุตบอลอังกฤษ ยุครุ่งเรืองไม่ใช่เมื่อครั้งกุมบังเหียนแมนฯยูไนเต็ด จนครองความยิ่งใหญ่ต่อเนื่องร่วม 2 ทศวรรษเท่านั้น แต่ยังมีสมัยคุมอเบอร์ดีนจนผลักดันให้ขึ้นบัลลังก์ฟุตบอลลีกสก็อตแลนด์ ทลายสองขั้วอำนาจเดิมแห่งกลาสโกว์ไม่ว่าจะเป็นเซลติกหรือเรนเจอร์สอย่างราบคาบ แน่นอนว่าลำพัง เฟอร์กี้ เพียงคนเดียว ไม่สามารถก้าวไปไกลอย่างที่เห็นได้หรอก จำต้องมีขุนพลคู่กายชั้นดี ซึ่งก็หมายถึงบรรดาพวกนักเตะนั่นแหล่ะ วิธีการเฟ้นผู้เล่นของ เฟอร์กี้ ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนมากมายหรอก นอกจากเรื่องคุณภาพฝีเท้าต้องตรงสเป็คตามที่ต้องการแล้ว อีกเรื่องคือหัวจิตหัวใจอันกล้าหาญ ปราศจากความเกรงกลัว อีกข้อคือพื้นฐานทางครอบครัว เพื่อที่จะได้เป็นข้อมูลเสริมประกอบการตัดสินใจ เพราะเรื่องนี้มีความสำคัญเช่นเดียวกัน เผื่อไว้ต้องแก้ปัญหาในอนาคต ตอนย้ายจากอเบอร์ดีนมาคุมแมนฯยูไนเต็ดช่วงปลายปี 1986 ช่วงแรกถือว่าสาหัสมากๆ พยายามจัดระเบียบนักเตะกันใหม่ หลายคนไม่มีคุณสมบัติของการเป็นแชมเปี้ยนเลย ลองนึกดูแล้วกันว่า หากคุณรู้จักใครสักคนที่ไร้ความกระหาย ไม่มีวิญญาณความเป็นผู้ชนะ มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะประสบความสำเร็จ มีเพียง ไบรอัน ร็อบสัน กัปตันทีมเท่านั้นที่เข้าข่าย แต่ไม่เพียงพอหรอก ในเมื่อฟุตบอลเล่นกัน 11 คน แต่การเปลี่ยนแปลงแบบปุบปับให้ได้เหมือนมีเวทมนตร์มันเป็นไปไม่ได้หรอก ต้องค่อยเป็นค่อยไป ไหนจะต้องกำจัดพวกแข้งที่ขาดคุณสมบัติออกจากทีม แล้วดึงคนที่ใช่มาแทนอีก เรื่องเหล่านี้ต้องใช้เวลาทั้งสิ้น ช่วงดังกล่าวแมนฯยูไนเต็ดใช่ว่าจะมีเงินถุงเงินถังร่ำรวยอย่างปัจจุบัน มาร์ติน เอ็ดเวิร์ดส์ ประธานสโมสรมีงบให้ใช้แบบจำกัด หากจะให้ดีต้องขายก่อนแล้วค่อยซื้อ กว่าจะได้ทีมตามที่ต้องการก็กินเวลานานพอดูเลยทีเดียว ยังดีที่ว่าไม่โดนปลดซะก่อน บอร์ดบริหารมีขีดความอดทนมากพอ อย่างที่บอก เฟอร์กี้ เข้ามาเริ่มทำทีมปลายปี 1986 คว้าแชมป์แรกคือเอฟเอคัพในปี 1990 อีกปีถัดมาได้คัพ วินเนอร์ส คัพกับลีกคัพ สเต็ปต่อไปคือแชมป์ลีก ต้องรอจนถึงฤดูกาล 1992/93 หลังผ่านบทเรียนความผิดหวังมาก่อนหนึ่งปี จากนั้น 1993/94 กราฟก็พุ่งขีดสุด นอกจากผงาดพรีเมียร์ลีกอีกสมัย เป็นปีที่สองติดต่อกันแล้ว ยังได้โทรฟี่เอฟเอคัพเบิ้ลมาประดับตู้โชว์อีกต่างหาก เรียกว่าผูกขาดในประเทศกันเลย เฟอร์กี้ เล่าไว้ว่าตอนนั้นปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นคือนักเตะหลายคนบกพร่องเรื่องวินัย แต่เป็นเฉพาะในสนามเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับข้างนอกเลย ยกตัวอย่างเช่นชอบโวยวายผู้ตัดสิน ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ เข้าบอลหนักหรือทำฟาวล์รุนแรงใส่ฝ่ายตรงข้าม จนใบเหลืองว่อนไปหมด ใบแดงก็มีมาให้เห็นเรื่อยๆ ถือว่าผิดธรรมชาติของทีมที่ฝีเท้าข่มคู่ต่อสู้ แทนที่จะโดนหวด กลับเป็นฝั่งที่ไล่อัดซะมากกว่า เฟอร์กี้ เคยเรียกมาตักเตือนบ่อยหน ย้ำนักย้ำหนาว่าอย่าทำอีกนะ คะแนนวินัยโดนตัดเกินเกณฑ์แล้ว ตอนเตือนก็เหมือนเชื่อฟังกันดีหรอก พอกลับลงไปสนามใหม่ ก็ยังคงเกิดขึ้นอีก เล่นเอาปวดกบาลกันทีเดียว อย่างไรก็ตามข้อดีของนักเตะเหล่านี้คือจิตใจที่กล้าหาญ ความมุ่งมั่นเพื่อเป็นผู้ชนะ พวกเขาไม่เคยหวาดเกรงใครหน้าไหนเลย พร้อมทำทุกอย่างเพื่อสโมสรและตอบแทนแฟนบอล ตลอด 90 นาทีจะใส่เต็มที่ จนกว่าจะได้ยินเสียงนกหวีดสุดท้าย ในขณะเดียวกันก็พร้อมปกป้องตัวเองและเพื่อนร่วมทีมอยู่เสมอ ลองจินตนาการว่า เอริก คันโตน่า , ไบรอัน ร็อบสัน , สตีฟ บรู๊ซ , ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล , มาร์ค ฮิวจ์ส , รอย คีน และ พอล อินซ์ อยู่ในทีมเดียวกันดูเถอะ นี่คือขุนพลที่ลงสนามพร้อมหน้าพร้อมตากันจนพาทีมครองดับเบิ้ลแชมป์ แต่ละคนอารมณ์เดือดง่ายมาก ยินดีต้อนรับเสมอหากฝั่งตรงข้ามท้าทาย บางทีก็ไม่ต้องรอหรอก เล่นงานก่อนเลย รายชื่อที่ไล่มานี้มีเพียงคนเดียวที่ เฟอร์กี้ ไม่ได้ซื้อมาคือ ร็อบสัน ที่เหลือเซ็นในช่วงเขาเป็นผู้จัดการทีมแล้วทั้งสิ้น เอาเข้าจริงการที่นักเตะโดนใบเหลืองหรือโดนหมายเตือนจากสมาคมฟุตบอลอังกฤษด้านวินัย มันดูไม่ดีเท่าไรนักหรอก ทว่าเมื่อผู้เล่นเหล่านี้คือผู้อยู่เบื้องหลังผลักดันนำความสำเร็จมาสู่สโมสร วินัยไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรแล้ว เพราะ เฟอร์กี้ เสาะหาผู้เล่นด้วยการดูแบ็กกราวด์ สังเกตพฤติกรรมต่างๆ ก่อนตัดสินใจเซ็นมาร่วมทีม ไม่ได้พิจารณาแค่ฝีเท้าหรือกระแสความชื่นชมเท่านั้น ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมหลายต่อหลายคน ถึงเอาอดีตมาเปรียบกับปัจจุบัน ---------------- แมนเชสเตอร์ อีฟนิ่ง นิวส์สื่อท้องถิ่นให้คะแนนความสามารถ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ 4 จากเต็ม 10 เท่านั้น หลังจบเกมเสมอเบิร์นลี่ย์อย่างน่าผิดหวัง เขามีส่วนสำคัญทำให้ลูกโขกของ ราฟาแอล วาราน ในช่วงต้นเกมโดนรับ เพราะไปทำฟาวล์กระแทก เจย์ โรดริเกซ ก่อน แล้วยังมีส่วนต้องรับผิดชอบกับประตูเบิร์นลี่ย์ตีเสมอต้นครึ่งหลังด้วย เพราะยืนตำแหน่งไม่ดีเลย แถมยังเชื่องช้าเหลือเกิน ไม่นับการประกบตัวที่แย่มาก ไม่ได้ใช้รูปร่างสูงใหญ่ให้เกิดประโยชน์ เสียฟาวล์ในจังหวะไม่สมควร แถมบางคนลงความเห็นโชคดีที่ไม่โดนใบแดง ที่น่าเศร้าคือปลอกกัปตันทีมที่รัดบนต้นแขน เหมือนไม่ได้ช่วยให้ แม็กไกวร์ สำนึกสถานะหรือความเป็นผู้นำเลย ไม่มีการกระตุ้นปลุกเร้า ปกป้องทีมเมื่อคิดว่าเสียผลประโยชน์ ก้มหน้าก้มตาเอามือเสยผม ไม่รู้ร้อนรู้หนาว ริโอ เฟอร์ดินานด์ ซึ่งมาทำหน้าที่วิเคราะห์เกมชี้ไปที่ แม็กไกวร์ เลยว่าต้องรับผิดชอบมากกว่าใครจากประตูที่เสีย รวมถึงตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การกรำศึกหนักในซีซั่นที่ผ่านมา ต้องเล่นในยูโรกับทีมชาติอังกฤษอีก สภาพจิตใจผิดหวังบอบช้ำ ร่างกายก็อ่อนล้า ไม่รู้มีผลมากน้อยแค่ไหนกัน ถ้ามีสาเหตุมาจากตรงนั้น เชื่อว่ามันเนิ่นนานพอจะสลัดทิ้งได้แล้ว ไม่อย่างนั้นคงยากสำหรับการพิสูจน์ตัวเอง ในขณะที่แฟนแมนฯยูไนเต็ดจำนวนไม่น้อย นัดกันมาจัดหนักทางโซเชี่ยล เพราะเหลืออดจริงๆ กับความเชื่องช้า เนิบนาบ เฉื่อยเนือย ไร้ความกระหาย ไม่มีวี่แววของผู้ชนะ อันนี้ไม่ต้องนับเรื่องฟอร์มการเล่น เท่าที่ผ่านมาแทบไม่เคยแสดงให้เห็นเลยว่าคุ้มค่า 80 ล้านปอนด์ที่แมนฯยูไนเต็ดจ่ายให้เลสเตอร์ จนขึ้นแท่นครองสถิติกองหลังแพงสุดในโลก ค่าจ้างก็ฟันถึงสัปดาห์ละ 180,000 ปอนด์ สมควรที่จะแสดงอะไรบางอย่างตอบแทนให้มากกว่านี้ เมื่อย้อนกลับไปดูยุคสมัยของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่ระบุไว้ว่าการซื้อผู้เล่นเข้ามา ต้องพิจารณาองค์ประกอบหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องจิตใจความกล้าหาญ แม็กไกวร์ ไม่น่าอยู่ในข่ายแน่ๆ เรื่องของฝีเท้าความสามารถก็เรื่องหนึ่ง แต่เมื่อคุณต้องรับบทกัปตันทีม มีปลอกแขนคอยย้ำเตือน ต้องโชว์ให้เห็นเรื่องจิตใจว่าแข็งแกร่งมากพอ รับมือสถานการณ์ต่างๆได้ ไม่รู้ว่า แม็กไกวร์ คือกัปตันทีมที่น่าผิดหวังที่สุดหรือเปล่าในความรู้สึกของแฟนแมนฯยูไนเต็ด แต่ที่แน่ๆเขาไม่เหมาะกับการเป็นผู้นำเลยสักนิดเดียว --------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #บทเรียนไม่เคยสรุป ]

แผนของทีมงานแมนฯซิตี้ก่อนฤดูกาลนี้จะเปิดฉากขึ้นคือการเสริมขุมกำลังให้แกร่งที่สุด ตามแนวทางที่ตกลงกันไว้เบื้องต้น นอกจากรักษาผู้เล่นแกนหลักไว้ให้ครบแล้ว ต้องซื้อคนที่คิดว่าจะเป็นจิ๊กซอว์สำคัญเพื่อต่อยอดความสำเร็จ โดยเฉพาะในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกที่มาดมั่นต้องครองแชมป์ให้ได้ ความผิดหวังจากนัดชิงเมื่อปีที่แล้ว แพ้ให้เชลซีพร้อมเผยให้จุดอ่อนเรื่องความหลากหลายในเกมรุก นั่นแหล่ะคือสิ่งที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ต้องการจะแก้ไข นักเตะ 2 คนที่อยู่ในเรดาร์ชนิดที่ว่าต้องพยายามสุดความสามารถคว้าตัวมาให้ได้ก็คือ แฮร์รี่ เคน และ แจ็ค กรีลิช ซึ่งต้องใช้งบรวมกันมากกว่า 200 ล้านปอนด์ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เชื่อว่าหากปิดดีลได้ทั้งคู่ แมนฯซิตี้จะประกาศศักดาครองความยิ่งใหญ่แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในพรีเมียร์ลีก รวมถึงโอกาสผงาดเจ้ายุโรปด้วย อย่างไรก็ตามการเจรจากับท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ไม่ง่ายเลย เมื่อทางนั้นแสดงความชัดเจนไม่ต้องการขาย แม้รู้ว่านักเตะปรารถนาจะย้าย เลยตั้งราคาไว้สูงลิบ ชนิดหัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ลดให้เลย แมนฯซิตี้มีเงินจริง แต่จำเป็นต้องใช้จ่ายด้วยความระมัดระวัง กฎไฟแนนเชี่ยลแฟร์เพลย์อาจตามเล่นงานย้อนหลัง ต้องทำให้รายรับและรายจ่ายเกิดความสมดุลตามที่กำหนดไว้ ดังนั้นเมื่อ ดาเนี่ยล เลวี่ ผู้มีอำนาจสูงสุดของสเปอร์สยืนกรานราคาที่ต้องการสถานเดียว ก็จำต้องถอยออกมา ไม่จำเป็นต้องตื๊อให้เสียเวลา นี่คือแนวทางของซิตี้ที่ปฏิบัติมานาน ส่วน กรีลิช ทางแอสตัน วิลล่าแนบสัญญาเรื่องค่าฉีกมูลค่า 100 ล้านปอนด์ไว้ด้วยและแมนฯซิตี้ยินดีจ่าย กรีลิช จึงขึ้นแท่นตำแหน่งนักเตะอังกฤษมีค่าตัวแพงสุดเท่าที่เคยมีการซื้อขายย้ายทีมกันมา นอกจากนี้นี่คือดีลที่แมนฯซิตี้ยอมทุ่มงบประมาณมากสุดอีกต่างหาก ตอกย้ำว่าต้องการอย่างมาก ไม่ใช่แค่ลองถามเผื่อฟลุค ด้วยความเป็นที่สุดต่างๆนั่นเอง แม้จะช่วยสร้างความภาคภูมิใจให้ กรีลิช แต่อีกด้านก็เจอแรงกดดันโถมทับเช่นเดียวกัน เขาออกตัวไม่เลวเลยทีเดียวยิง 1 แอสซิสต์ 1 จาก 3 เกมแรกพรีเมียร์ลีก ช่วยสร้างความมั่นให้แฟนบอลแมนฯซิตี้ นี่คือตัวรุกสายเทคนิคชั้นยอดที่ตามหามานาน ในขณะเดียวกันยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกกรุ๊ปสเตทนัดแรก ซึ่งไล่ถล่มแอร์เบ ไลป์ซิก 6-3 ก็ยิง 1 จ่ายให้เพื่อปิดบัญชีอีก 1 ด้วยเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามต้องรออีก 9 นัดกว่าที่เขาจะยิงประตูในลีกได้อีกครั้ง ส่วนในยูซีแอลไม่มีทั้งซัดเองหรือแอสซิสต์เลย ฟอร์มรูดลงมาอย่างน่าใจหาย จนเกิดความสงสัยว่าเขาดีจริงหรือเหมาะกับซิตี้แค่ไหนกัน ซ้ำร้ายกว่านั้นคือหลังจบเกมดังกล่าวที่ต้อนลีดส์ 7-0 ซึ่ง กรีลิช มีหนึ่งประตู เสร็จเรียบร้อยก็ชักชวน ฟิล โฟเด้น ไปจัดปาร์ตี้ล่วงหน้าคริสต์มาสกันซะเลย ไม่ใช่ดื่มพอหอมปากหอมคอธรรมดา แต่เอาให้ยับกลับมาเมาเละเทะ จนไม่อาจมาสนามซ้อมได้ตามปกติ คาดเดาไม่ยากเลยว่าแผนนี้ถูกทั้งสองคนวางไว้ล่วงหน้าแล้ว เพราะเมื่อคุมนัดดวลลีดส์เสร็จ เป๊ป มีภารกิจบินไปบาร์เซโลน่า เพื่อร่วมงานอำลาฟลอร์หญ้าของ เซร์คิโอ "กุน" อเกวโร่ ดังนั้นวันรุ่งขึ้น เป๊ป จึงไม่ได้อยู่ที่สนามซ้อม แต่ทั้งสองคนก็ไม่รอดอยู่ดี โดนลงโทษตัดชื่อทิ้งในเกมถัดมาที่เจอนิวคาสเซิ่ล "อยากจะบอกว่า ช่วงคริสต์มาส ผมให้ความสำคัญเรื่องพฤติกรรมของนักเตะ ไม่ว่าจะในหรือนอกสนาม" "ช่วงนอกสนามหากทำตัวไม่เหมาะสม แน่นอนว่าพวกเขาจะไม่ได้ลงเล่น เราต้องมุ่งมั่นตั้งใจ อย่าปล่อยให้เวลาเทศกาลแบบนี้มารบกวนเด็ดขาด" ก่อนจะมาโดนคดีเมาจนร่างพัง กรีลิช เพิ่งมีปัญหากับ ชาช่า แอ็ตต์วู้ด แฟนสาว หลังโดนจับได้คาหนังคาเขาแอบไปคบกับ เอมิลี่ อาแท็ค นักแสดงสาวชื่อดัง รวมทั้งซุกกิ๊กไว้อีกคน อาจจะจริงที่ว่านั่นคือเรื่องส่วนตัว สโมสรไม่จำเป็นต้องสอดมือมาวุ่นวาย แต่ปัญหาส่วนตัวเหล่านี้แหล่ะ ที่ทำให้นักเตะไม่สบายใจ เกิดความวิตกกังวลข้างใน นำไปสู่ฟอร์มที่ไม่เอาไหนเมื่อต้องลงเล่นด้วย ดังนั้นเมื่อ กรีลิช ฟอร์มวูบไปดื้อๆ จึงไม่น่าแปลกใจที่ปัญหาความรักความใคร่จะถูกหยิบมาโยงว่าคือหนึ่งในตัวการ ไหนจะเรื่องแพสชั่นอีก ดูเหมือนย้ายมาแล้วความตั้งใจไม่เหมือนเดิม ทางที่ดีเขาต้องรีบปรับปรุงตัวเองให้เร็วสุด หันมามุ่งสมาธิที่ฟุตบอล แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้นเลย ------------ แจ็ค กรีลิช ถูกส่งลงมาเป็นตัวจริงในเกมเอฟเอคัพเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ก่อนแมนฯซิตี้ทุบฟูแล่มนิ่มแข้ง 4-1 จากนั้นวันอาทิตย์เขานัดแนะกับ ไคล์ วอล์คเกอร์ และ ริยาด มาห์เรซ สองเพื่อนร่วมทีมท่องราตรีแมนเชสเตอร์ แล้วเมื่อวันอังคารมีคลิปจากคนที่อยู่ในเหตุการณ์โพสต์ลง TikTok เห็นชัดว่า กรีลิช เมามาย ไม่อาจทรงตัวได้ตามปกติ ต้องมีพรรคพวกไปคอยจับแขนประคอง ตัวเขาเองอยากจะไปต่อในไนท์คลับแห่งหนึ่ง แต่ไม่รู้สาเหตุใด อาจด้วยดีกรีที่เมาเต็มหลอดแล้ว เลยไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าข้างใน เกิดการเจรจาคุยกันเล็กน้อย แต่ไม่มีเหตุการณ์บานปลาย หลังจากคลิปถูกเผยแพร่สู่สายตาสังคมไม่นานนัก เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ต้องเข้าเพรสคอนเฟเรนซ์ เพื่อตอบคำถามสื่อก่อนเจอเบรนท์ฟอร์ดในเกมลีกวันพุธนี้ตามธรรมเนียม นักข่าวเลยได้โอกาสถามประเด็นดังกล่าว เป๊ป จึงตอบออกไปว่า -- "ผมผิดหวังที่เขาไม่ชวนผม หวังว่าคราวต่อไปจะชวนผมดินเนอร์ด้วยนะ" เป็นคำตอบที่ฟังดูก็รู้ว่าเล่นมุก ซึ่งมันช่วยให้สถานการณ์ตึงเครียดผ่อนคลายไปเลย ส่วนสื่อที่หวังจะเห็น เป๊ป ฉุนเฉียวจากพฤติกรรมของลูกทีมก็ย่อมผิดหวังไป อย่างไรก็ตามไม่แน่ใจว่าเจตนาของการตอบแบบนั้นคืออะไรกันแน่ อาจเพื่อกลบเกลื่อนกระแสที่กำลังแรง ไม่ต้องการให้เกิดแรงกระเพื่อมภายใน แล้วค่อยไปจัดการเองหลังฉาก อีกเคส เป๊ป อาจเป็นคนไฟเขียวเองให้นักเตะไปดื่มพักผ่อนได้ แต่ดูแล้วเกิดขึ้นได้ยาก เพราะในช่วงที่เกมกลับชุกแบบนี้ เรื่องวินัยสำคัญมากๆ อีกทั้งนักเตะหลายคนเพิ่งได้เบรกกันมา ประเด็นคือพฤติกรรมไม่เหมาะสมเช่นนี้ เกิดขึ้นกับ กรีลิช หลายครั้งหลายหนจนแทบนับไม่ไหว ขนาดเพิ่งย้ายมาซิตี้ยังมีแล้ว 2 หน ไม่ต้องย้อนไปดูสมัยอยู่แอสตัน วิลล่าด้วยซ้ำ น่าสนใจมากๆว่าเกมคืนนี้ที่จะรับการมาเยือนเบรนท์ฟอร์ด กรีลิช จะมีชื่อหรือเปล่า หากไม่มีเลยนั่นหมายถึงเจอลงโทษแน่ๆ แล้วคดีมาเกิดเอาตอนที่เขาฟอร์มดร็อปพอดี โดนวิจารณ์อย่างหนักโชว์ผลงานไม่คุ้มค่าตัวเลย ผ่านครึ่งฤดูกาลมาแล้วยังไม่กระเตื้อง กลับก่อเรื่องก่อราวอีกต่างหาก กรีลิช ไม่ใช่วัยรุ่นอายุน้อยหรือขาดวุฒิภาวะอะไรเลย อีกทั้งมีบทเรียนมาหลายครั้งหลายหน จนนับนิ้วไม่ไหว แต่ก็ยังทำซ้ำซาก อาจเร็วเกินไปเพื่อสรุปว่านี่คือดีลที่ล้มเหลวของแมนฯซิตี้ก็จริง แต่หากมันเป็นอย่างนั้น เชื่อเถอะว่าจะไม่ใครเห็นใจเขาเลย ------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117