breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

บทเรียนที่ไม่ยอมสรุป

ฤดูร้อนปี 2004 โชเซ่ มูรินโญ่ ถูกดึงมากุมบังเหียน เชลซี ท่ามกลางกระแสความน่าสนใจวันแถลงข่าวที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ กองทัพสื่อมากันนับร้อย แสงแฟลตจ้าทุกๆวินาทีที่เขาขยับตัวมูรินโญ่ ไม่ได้ออกอาการประหม่าเลยสักนิดเดียว เขาสู้กล้อง สู้หน้านักข่าว ด้วยมาดอันเคร่งขรึมและตอบคำถามในแบบสไตล์ตัวเองแต่ประโยค "I am special one" นั่นแหล่ะที่ขโมยซีนทุกอย่างไปเกือบทั้งหมดรุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับนำประโยคนี้มาพาดหัวกันเกร่อ ทุกคนเฝ้ารอว่า มูรินโญ่ จะทำผลงานได้อย่างที่คุยโตไว้หรือเปล่าคนอะไรจะกล้าบอกว่าตัวเองคือคนพิเศษ ชนิดไม่กระดากปากลำบากใจกันเลยเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เล่าให้ฟังว่าครั้งแรกที่ได้ยินนั้นยังอดนึกในใจไม่ได้ว่า คนอะไรอวดดีเหลือเกิน เป็นแค่กุนซือหนุ่มผ่านประสบการณ์มาไม่เท่าไรและได้แชมป์ยุโรปกับ ปอร์โต้ แบบมีโชคช่วย ทำไมเหิมเกริมขนาดนี้แน่นอนไม่ใช่ เฟอร์กี้ คนเดียวที่คิดอย่างนั้น หลายต่อหลายคนต่างก็ชิงชังหมั่นไส้และอยากจะดูน้ำหน้าในอนาคตแต่แล้ว มูรินโญ่ ก็ทำอย่างที่พูดไว้ไม่มีผิดว่าเขาคือคนพิเศษ50 ปีที่ผ่านมาสิงห์น้ำเงินไม่เคยสัมผัสแชมป์ลีกสูงสุดเลย กระทั่ง มูรินโญ่ บันดาลให้เป็นจริงในฤดูกาลแรกที่มาถึงจากนั้นเบิ้ลอีกในซีซั่นถัดมา เขาแสดงให้เห็นว่าเป็นคนพิเศษอย่างที่ว่าเอาไว้ แถมยังมาเขย่าวงการลูกหนังเมืองผู้ดีอย่างรุนแรงอีกต่างหากขั้วอำนาจเดิมอย่าง แมนฯยูไนเต็ด กับ อาร์เซน่อล ถูกสยบราบคาบ จะมีกุนซือสักกี่คนที่ทำอย่างนี้ได้เฟอร์กี้ ยอมรับว่า มูรินโญ่ คือปรากฏการณ์อย่างแท้จริง ด้วยวิธีการบริหารในแบบฉบับของตัวเอง มีการวางแผนล่วงหน้าอย่างดีและได้รับการตอบสนองที่น่าพอใจเขาเป็นผู้จัดการทีมที่เอนเตอร์เทนเนอร์ แต่เป็นการสร้างความบันเทิงให้กับผู้คนรอบข้างจากตัวเอง ไม่ใช่เกมในสนามปรัชญาการทำทีมของ มูรินโญ่ ฉีกออกไปจาก เฟอร์กี้ และ อาร์แซน เวนเกอร์ สองบรมกุนซืออย่างชัดเจนและไม่มีใครคิดว่าจะกล้านำมาใช้สกอร์ 1-0 หรือ 2-0 เกิดขึ้นเสมอกับ เชลซี ยุคนั้น หลังจากได้ประตูขึ้นนำ กลอนก็จะถูกลั่นล็อกตายหลังบ้านทันที ยากเหลือเกินที่จะเจาะเข้าไปได้ผู้เล่นในแนวรับทุกคนมีวินัยยอดเยี่ยม แถมแผงกลางก็ยังแข็งแกร่งอีกต่างหากในรูปแบบไดมอนด์หรือเหลี่ยมเพชรมูรินโญ่ จึงเป็นทั้งนักปฏิบัติและปฏิวัติอย่างที่ เฟอร์กี้ ว่าเอาไว้แต่ในความเก่งกาจอย่างคาดไม่ถึง เขาก็มีด้านมืดเช่นเดียวกันแถมด้านมืดนี้แหล่ะที่ทำให้อยู่บนเก้าอี้ผู้จัดการตัวไหนได้ไม่นานเกิน 3 ปี--------------สิ่งหนึ่งที่ มูรินโญ่ ยึดมั่นยืนหยัดมาตลอดคือความเป็นตัวเองหากเขาปักใจเชื่อแล้ว แทบเป็นไปไม่ได้เลยจะเปลี่ยนความคิดให้เป็นอื่นหมายความว่าถ้าไปคุมทีมไหน ต้องทำตามนโยบายหรือสนองตอบสิ่งที่เขาอยากจะได้ทั้งหมดฟลอเรนติโน เปเรซ ประธานสโมสรเรอัล มาดริดอยากจะได้ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกใจจะขาดแล้วเชื่อมั่นว่า มูรินโญ่ สามารถนำนาวาพาไปถึงสำเร็จ หลังจากสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับ อินเตอร์ มิลาน มาได้แต่เงื่อนไขสองสโมสรนี้ไม่เหมือนกันเลยที่อิตาลีงานหลายอย่างง่าย เพราะได้รับความร่วมมืออย่างดีกับนักเตะหลายต่อหลายคน มูรินโญ่ สามารถซื้อใจขาใหญ่ต่างๆได้ นั่นทำให้ดีพอจะโค่น บาร์เซโลน่า ในเกมตัดเชือกยูซีแอล ก่อนนัดชิงจะไปตบ บาเยิร์น มิวนิคไม่เน้นการครองบอล แต่จังหวะโต้กลับต้องแม่นยำ นักเตะทุกคนต้องมีสมาธิอยู่กับเกมพอมาสเปนปุ๊บ เขาได้คุยแนวทางกับบอร์ดบริหารราชันชุดขาวแล้ว ตกลงว่าจะพยายามทำตามทุกอย่างตามที่ขอเพียงแต่ว่านักเตะไม่ได้โน้มน้าวหรือเห็นดีเห็นงามตามไปด้วยแม้เขาจะสำแดงให้เห็นถึงความสามารถมากพอแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าเก่งแค่ไหน แต่ในความเป็นโปรตุกีสก็ย่อมโดนพวกสแปนิชมองมาด้วยความคลางแคลงใจอยู่ดีสองแข้งทรงอิทธิพลอย่าง อีเคร์ กาซียาส กับ เซร์คิโอ รามอส พร้อมจะท้าทายทุกเมื่อถ้ามีโอกาสแล้วคนอย่าง มูรินโญ่ ก็พร้อมดับเครื่องชนแบบไม่ประนีประนอมอยู่แล้ว โดยหวังแค่พา เรอัล มาดริด เถลิงแชมป์ยุโรปให้ได้ เพื่อพิสูจน์ตัวและสร้างประวัติศาสตร์ครองแชมป์รายการนี้กับ 3 สโมสรนอกจากโชคชะตาไม่เข้าข้างแล้ว ความเกรี้ยวกราดโมโหร้ายก็แว้งกลับมาเล่นงานเขาด้วยก่อนลุกจากเก้าอี้กุนซือมาดริด เขาทิ้งประโยคอันน่าอดสูไว้ว่า นี่คือช่วงเวลาที่แย่สุดในการคุมทีมหลังแยกทางกับราชันชุดขาวเรียบร้อย ป้ายต่อไปคือการกลับสู่อ้อมกอดเดอะ บริดจ์อีกครั้งความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ โรมัน อบราโมวิช เจ้าของสโมสรที่เคยแตกร้าวนั้น ได้รับการสมานให้ดีขึ้นหลังจากเคลียร์ใจกันเรียบร้อยการกลับมาคราวนี้หลายอย่างไม่เหมือนเดิม โดยเฉพาะขุมกำลังที่เขาต้องปรับแต่งตามความต้องการซีซั่นแรกมือเปล่า ไม่มีโทรฟี่มาประดับตู้โชว์อย่างที่สาวกสิงห์น้ำเงินคาดหวังกันไว้แต่ฤดูกาลถัดมา ซึ่งน่าจะเป็นการชี้ชะตาเขาสามารถฝ่าแรงกดดันและอุปสรรคเข้าป้ายด้วยแชมป์พรีเมียร์ลีก พ่วงด้วยลีกคัพมาอีกถ้วยทุกอย่างกำลังไปได้สวย ความสำเร็จน่าจะถูกต่อยอดในซีซั่นถัดมา เพราะนี่คือผู้จัดการทีมที่น่าจะรู้จัก เชลซี ดีสุดกว่าใครแล้วอย่างไรก็ตามความมั่นใจในแนวทางตัวเอง ไปปลด เอวา กราเนโร่ หัวหน้าทีมกายภาพของสโมสร ด้วยโทษฐานแบบไม่เข้าท่า ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมอย่างแรงในสโมสรผู้เล่นหลายคนขาดความเคารพนับถือ มูรินโญ่ บางคนเดินเข้าไปบอกบอร์ดบริหารว่านี่คือการกระทำที่มากเกินไป ถึงขนาดที่ว่าขอย้ายทีมเลยหากยังมีผู้จัดการทีมคนนี้อยู่เบื้องบนเริ่มรับรู้ได้ถึงสัญญาณเตือนนี้แล้ว แต่ดูเหมือนว่ามันเร็วและแรงเกินกว่าจะตั้งตัวทำอะไรได้ความพ่ายแพ้ 9 จาก 16 เกมในลีกของ เชลซี มันฟ้องอยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ผลกระทบจากข้างในขยายมาสู่ข้างนอกแล้วมันก็ชอบธรรมพอที่จะทำให้ มูรินโญ่ กลายเป็นอดีตหนสองกับสโมสรแห่งนี้อีกนักเตะบางคนไม่ได้อาลัยหรือเสียใจที่ มูรินโญ่ จากไปเลยสักนิด กลับรู้สึกตรงกันข้ามมากกว่ามูรินโญ่ มีบทเรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ดีแล้ว น่าจะเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขแต่เขายังไม่ยอมสรุปมัน----------------วันที่ แมนฯยูไนเต็ด แถลงข่าวอย่างเป็นทางการเปิดตัว มูรินโญ่ เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ต่อจาก หลุยส์ ฟานกัล สร้างความตื่นเต้นให้กับเหล่าสาวกอย่างมากหลังผิดหวังมาจาก 2 คนก่อน เชื่อว่า มูรินโญ่ น่าจะตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างดีฤดูกาลแรกจบด้วยแชมป์ยูโรปาลีก ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรที่คว้าโทรฟี่ใบรองยุโรปมาครองนอกจากนั้นมีด้วยลีกคัพมาวางโชว์เพิ่มไว้ก่อนแล้วอีกใบแต่แล้วซีซั่นต่อมาลายเดิมของ มูรินโญ่ เริ่มออกอีกครั้ง มันเหมือนเป็นสัญชาตญาณมืดอย่างแท้จริงการวิจารณ์หรือตำหนิลูกทีมต่อหน้าสาธารณชน นอกจากจะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นแล้ว ยังสร้างเกิดคลื่นใต้น้ำภายในทีมอีกต่างหากในขณะที่ต้องเผชิญกับปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บไม่รู้จบแล้ว ยังไม่ได้ผู้เล่นใหม่อย่างที่ต้องการและพวกที่เหลืออยู่ก็ไม่ได้พร้อมใจสู้เพื่อเจ้านายเลยแม้ มูรินโญ่ จะเคยบอกว่า พวกแกช่วยเล่นเพื่อสโมสร ไม่ต้องเล่นเพื่อฉัน แต่ดูเหมือนแทบไม่มีใครได้ยินก่อนจะชะตาขาดสื่อผู้ดีเปิดโปงอีกว่า บอร์ดบริหารได้คุยกับนักเตะแต่ละคนแล้ว มีเพียงแค่ เนมานย่า มาติช กับ โรเมลู ลูกากู 2 คนเท่านั้นที่ยังสนับสนุนผู้จัดการทีมตัวเองมันสะท้อนได้อย่างดีเลยว่า เขาได้สูญเสียห้องแต่งตัวเป็นที่เรียบร้อยเมื่อคุณสั่งลูกน้องแล้วไม่ได้รับการตอบสนอง ก็เป็นอันว่าจบกันเฟอร์กี้ เคยบอกไว้ว่าหัวเด็ดตีนขาดเขาจะไม่ยอมเสียการควบคุมในห้องแต่งตัวแน่หากยังเป็นกุนซืออยู่เป็นอีกครั้งที่ มูรินโญ่ ต้องพ่ายแพ้เขาไม่ได้พ่ายแพ้ให้กับลูกทีมตัวเองหรอก แต่แพ้ภัยตัวเองต่างหากหากผิดพลาดแล้วไม่รู้จักแก้ไข ชีวิตก็จะไม่มีทางเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น Sbobet777 มีโปรโมชั่นให้คุณแก้มือได้ตลอด 24 ชม. ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

ผู้ยินยอมเป็นตัวสำรอง

คนนอร์เวย์บ้าฟุตบอลอังกฤษอย่างมากพรีเมียร์ลีกคือความบันเทิงของพวกเขาคล้ายกับคอลูกหนังบ้านเราที่ติดตามอย่างต่อเนื่อง ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและ ลิเวอร์พูล คือสโมสรขวัญใจมหาชนชาวนอร์วีเจียน จากผลสำรวจล่าสุดยอดเด็กหงส์ในนอร์เวย์น่าจะทะลุ 3 แสนคนไปแล้ว จากประชากรราวๆ 5 ล้านคนด้วยกันน่าจะเยอะกว่า แมนฯยูไนเต็ด แบบครึ่งต่อครึ่งเลยทีเดียวหนึ่งในนั้นคือ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่สถาปนาตนเป็นเดอะ ค็อปมาตั้งแต่ยังตัวกระเปี๊ยกเดียวเท่านั้นไม่พอยังสมัครเป็นเมมเบอร์ของสโมสรอีกต่างหาก เรียกว่าเชียร์กันมาแต่อ้อนแต่ออกเขาไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะได้มาแข้งในพรีเมียร์ลีก แล้วที่ไม่เคยอยู่ในหัวสมองยิ่งกว่าคือเล่นให้กับ แมนฯยูไนเต็ด ซึ่งเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของหงส์แดงถ้าไม่เพราะ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คิดนอกกรอบ เรื่องราวของ "โคตรซูเปอร์ซับ" คงไม่เกิดขึ้น-------------ฤดูร้อนปี 1996 เฟอร์กี้ หมายมั่นปั้นมือจะต้องกระชาก อลัน เชียเรอร์ มาระเบิดตาข่ายให้จงได้ แม้จะต้องจ่ายค่าตัวเป็นสถิติเกาะอังกฤษก็ตามอย่างไรก็เถอะดาวถล่มประตูทีมชาติอังกฤษ ไม่ชอบปีศาจแดงเอามากๆ ด้วยเพราะเป็นชาวจอร์ดี้และเชียร์ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด มาเสมอเมื่อได้รับข้อเสนอจากสาลิกาดง บวกกับปลาบปลื้ม เควิน คีแกน กุนซือในเวลานั้นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เลยแทบจะรีบถลำเข้าอ้อมกอดทันทีว่ากันว่า เฟอร์กี้ โมโหอย่างมาก ถึงกับสบถออกมาเลยว่า เชียเรอร์ จะต้องจำไปจนตายว่าเลือกย้ายทีมผิดและเสียใจอย่างมากที่เมิน แมนฯยูไนเต็ดเมื่อพลาดกองหน้าเป้าหมายไปเฟอร์กี้ ต้องเร่งเครื่องหาใครสักคนมาทดแทน จากที่จะหาพวกตัวเจ๋งๆ มีชื่อเสียงอยู่แล้วมาผนึกกับ เอริก คันโตน่า และ แอนดี้ โคลแต่แล้วคิดว่าควรหากองหน้าที่จะมาเป็น "แบ็คอัพ" หรือไว้คอยสำรองสองคนนี้น่าจะดีกว่าไม่นานนักมีแมวมองส่งข้อมูลกองหน้านอร์วีเจียนคนหนึ่ง ซึ่งเล่นอยู่กับ โมลด์ สโมสรชั้นนำในลีกสูงสุด ยิงกระจาย 31 ประตูจาก 38 เป็นเกมในลีก แถมอายุยังน้อยด้วยแค่ 23 ปี พร้อมพัฒนาไปได้อีกทันทีที่รู้ว่ายักษ์ใหญ่แห่งเกาะอังกฤษให้ความสนใจ เจ้าของสโมสรโมลด์เช่าเจ๊ตพา โซลชา มายังโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เพราะเห็นว่าโอกาสอย่างนี้มีไม่มากนักมาถึงสโมสรแล้ว โซลชา ได้ทัวร์สนามด้วยความตื่นเต้นสำรวจทุกซอกมุมอันอลังการก่อนไกด์ที่ดูแลอยู่นั้น ถามว่าเป็นไงสนุกหรือเปล่า เพราะคิดว่าเป็นนักท่องเที่ยวคนหนึ่ง"เปล่า , ผมไม่ได้มาเที่ยว ผมมานี่เพื่อเซ็นสัญญาเป็นนักเตะ"คำตอบของ โซลชา เล่นเอาไกด์คนนั้นถึงกับอึ้ง ไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นเรื่องจริงนักเตะโนเนมที่ชื่อ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เลยย้ายมาด้วยค่าตัวราว 1.5 ล้านปอนด์ ท่ามกลางแฟนผีเลิกคิ้วด้วยความสงสัยว่า ไอ้หน้าอ่อนคนนี้เป็นใครกันแล้วเจ๋งแค่ไหนหรือเฟอร์กี้ บอกกับ โซลชา ว่าพยายามเพิ่มกล้ามเนื้อให้ร่างกายหนากว่านี้สักหน่อยดังนั้นจึงจะให้เริ่มต้นกับทีมสำรอง เอาที่ง่ายๆก่อน ลองสัก 6 เดือนถ้าสภาพแกร่งขึ้นค่อยขยับขึ้นชุดใหญ่อย่างไรก็ตามไม่นานจากนั้น เขาถูกส่งมาเป็นตัวสำรองในเกมกับ แบล็คเบิร์น และลุกมาจากม้าข้างสนามแค่ 6 นาทีก็ซัดประตูตีเสมอ 2-2ออกตัวแรงอย่างนี้ทีมสำรองจึงไม่เหมาะกับเขาอย่างแน่นอนใครจะไปคิดว่าจากกองหน้าที่ไม่ได้คาดหวัง กลับซัลโวไป 18 ประตูในลีก ฤดูกาลแรกก็สร้างชื่อกระหึ่มแล้วก่อนสื่ออังกฤษจะตั้งสมญาให้ว่า "Baby-faced Assassin" หรือนักฆ่าหน้าทารกอย่างไรก็ตามในยุคของเขานั้น แมนฯยูไนเต็ด เต็มไปด้วยกองหน้าฝีเท้าดีมีระดับให้เลือกใช้ หลัง โซลชา ย้ายมาไม่เท่าไร เท็ดดี้ เชอริงแฮม กับ ดไวท์ ยอร์ค ก็ถูกคว้ามาเสริมเขี้ยวเล็บอีกแม้ คันโตน่า จะเลิกราในเวลาต่อมาแล้วก็เถอะ การแข่งขันยังสูงอยู่ดีและในความรู้สึกของแฟนบอลแล้ว โซลชา คือตัวเลือกสุดท้ายรองจาก 2 หอกที่ว่าและ โคล อีกคนแต่หากไปถาม เฟอร์กี้ แล้วจะได้รับคำตอบอีกอย่างเจ้านายยืนยันว่ากองหน้าทั้ง 4 คนความสามารถใกล้เคียงกัน ไม่มีใครเป็นตัวเลือกแรกหรือสุดท้าย การส่งลงเล่นหรือเปลี่ยนตัวลงไป ล้วนมาจากความเหมาะสมทั้งสิ้น มีเงื่อนไขหลายอย่างเป็นตัวแปรอย่างไรก็ดีเพราะ โคล ฟอร์มเข้าฝักอย่างมากและสร้างสมดุลได้เมื่อยืนประสานงานกับ ยอร์ค จึงทำให้คู่นี้ได้ออกสตาร์ตร่วมกันบ่อยหนโซลชา ก็เลยต้องกล้ำกลืนบทบาทสำรองไปเรื่อยๆ แต่ทุกครั้งที่ได้ลงเล่นจะเต็มที่เสมอ มุ่งมั่นเพื่อจะทำประตูพิสูจน์ตัวเองให้ได้เขาจึงกลายเป็นกองหน้าสำรองที่ยิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำ จนถูกเรียกว่า "ซูเปอร์ซับ" ในเวลาต่อมาแม้จะน้อยเนื้อต่ำใจที่เจ้านายมักจะให้นั่งข้างสนามเสมอ แต่ โซลชา ไม่เคยเดินไปเคาะประตูห้องเพื่อเรียกร้องลงตัวจริงเลย ทั้งที่จำนวนประตูมันฟ้องอยู่แล้วและมันย่อมชอบธรรมมากพอหากจะทำอย่างนั้นบุคลิกและนิสัยเช่นนี้เองจึงถูกใจ เฟอร์กี้ ยิ่งนักเขาเคยพูดกับคนใกล้ตัวว่า โซลชา จะประสบความสำเร็จไม่ว่าทำอะไรและควรเอาดีทางด้านโค้ชเมื่อเลิกค้าแข้งแล้วสิ่งที่ เฟอร์กี้ คิดก็เป็นจริงในเวลาต่อมา..--------------ปี 1998 อลัน ชูการ์ ประธานสโมสรสเปอร์สต่อสายมายัง มาร์ติน เอ็ดเวิร์ดส์ บิ๊กบอสปีศาจแดง เพื่อขอซื้อ โซลชา ด้วยค่าตัว 5.5 ล้านปอนด์พิธีการชูเสื้อเปิดตัวที่ไวท์ ฮาร์ท เลนเตรียมพร้อมไว้แล้ว แต่จู่ๆ เฟอร์กี้ ก็โทรมาหา โซลชา บอกตรงๆเลยว่า ฉันไม่ต้องการให้แกย้ายและการันตีว่าจะได้ลงเยอะกว่าเดิมเท่านั้นเองดีลก็ถูกล้มเลิกทันที โซลชา ยังเป็นนักเตะ แมนฯยูไนเต็ด ต่อไปและกลายเป็นนักเตะประวัติศาสตร์ยิงประตูชัยให้ทีมครองแชมป์ยุโรปอย่างน่าตื่นเต้นเมื่อปี 1999แมนฯยูไนเต็ด คือสโมสรสุดท้ายของ โซลชา ในฐานะนักเตะอาชีพ 11 ปีที่นี่เต็มไปด้วยความทรงจำดีๆ มากมาย ถึงขนาดที่ว่าแทบไม่อยากจากไปไหนเขาแขวนสตั๊ดในปี 2007 แต่ยังคงอยู่ที่เดิมพฤษภาคม 2008 โซลชา ตอบรับข้อเสนอของ เฟอร์กี้ ที่ต้องการจะให้มาคุมทีมสำรองสโมสรแบบจริงจัง เรียนรู้งานโค้ชจากจุดนี้ไปก่อนรับบทใหม่ไม่นาน ก็พาทีมครองแชมป์ลีกสำรองในฤดูกาล 2009/10 , แลงคาเชียร์ คัพ 2008/09 และ แมนเชสเตอร์ ซีเนียร์ คัพในปี 2009กระทั่งปลายปี 2010 โมลด์ สโมสรเก่าเมื่อครั้งสร้างชื่อในลีกนอร์เวย์ ก็ดึงไปเป็นกุนซือ โดยเขาไปเริ่มงานกุมภาพันธ์2011 ซึ่งฤดูกาลที่นั่นเปิดฉากบู๊กันพอดีแค่ซีซั่นแรก โซลชา ก็กระหึ่ม ครองแชมป์ทิปเปลิเก้นหรือลีกสูงสุด 2 ปีติดต่อกัน รวมถึงได้บอลถ้วยอีกในปี 2013 แล้วโชคชะตาก็พัดพาให้กลับมายังอังกฤษอีกครั้งข้อเสนอให้นั่งแท่นผู้จัดการทีมคาร์ดิฟฟ์มันเย้ายวนอย่างมาก เขาไม่ปฏิเสธเลย แต่น่าเสียดายอยู่ได้ไม่ถึงปีก็ต้องแยกย้ายทางใครทางมัน เมื่อทีมต้องตกชั้นลงไปเล่นในเดอะ แชมเปี้ยนชิพชนะเพียงแค่ 7 นัดมีแค่ 30 คะแนนมันแสนเจ็บปวดยิ่งนัก ความฝันที่จะเขย่าพรีเมียร์ลีกพังครืนลงมาไม่เป็นท่า จนต้องกลับไปเลียบาดแผลที่นอร์เวย์อีกรอบเขาสามารถพา โมลด์ ไปเล่นยูโรปาลีกเมื่อซีซั่นก่อนสำเร็จ พร้อมทั้งได้รางวัลตอบแทนเป็นสัญญาฉบับใหม่จนถึงปี 2021 โดยเพิ่งเซ็นกันเมื่อ 3 ธันวาคมที่ผ่านมานี่เองไม่คิดเลยว่าแค่ 2 สัปดาห์ต่อมาชีวิตจะเปลี่ยนไปราวกับเทพนิยาย..--------------คุณเคยท้อแท้ที่จะกลับมาคุมทีมในพรีเมียร์ลีกหรือเปล่า?นี่คือคำถามจากแฟนบอลคนหนึ่งผ่านตรงมาจากนิตยสาร four four two ยังเขาเมื่อปีที่แล้วโซลชา ตอบไปว่าไม่เคยรู้สึกท้อเลยแม้จะมีความทรงจำที่ไม่ดีกับคาร์ดิฟฟ์ แต่ฝันที่จะได้คุม แมนฯยูไนเต็ด ยังเจิดจ้าอยู่เสมออีกทั้งย้ำด้วยว่าถ้าหากได้คุมปีศาจแดงจริง จะทำให้เล่นเกมรุกตื่นตาตื่นใจมากกว่าที่เห็นตอนนี้โอกาสมาถึงแล้ว แม้จะในฐานะแค่ "กุนซือชั่วคราว" ขัดตาทัพไปจนจบฤดูกาลก่อนก็ตามว่ากันว่า เฟอร์กี้ คือหนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังดึง โซลชา มารับภารกิจกู้วิฤต แมนฯยูไนเต็ด เพราะรู้จักอดีตลูกทีมคนนี้ดีกว่าใครจากที่เคยเป็น "ซูเปอร์ซับ" เมื่อครั้งเป็นนักเตะ มาวันนี้เปลี่ยนมาเป็นกุนซือก็ยังเหมือนตัวสำรองอีกโซลชา เคยบอกไว้ว่าไม่มีใครอยากเป็นสำรองหรอก แต่สำหรับ แมนฯยูไนเต็ด แล้วเขายอมเสมอไม่ว่าจะในบทบาทอะไรก็ตามถึงจะเป็นแค่ตัวสำรอง แต่แค่ได้ทำในสิ่งที่รักมันก็มีความสุขที่สุดแล้ว MYSBOBET เป็นกำลังใจให้ทุกคนทำตามความฝัน หากฝันจะเป็นเศรษฐีก็ลองมาแอดมาดูได้ https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177

อย่าขึ้นผิดเวที

เจสซี่ ลินการ์ด เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ แมนฯยูไนเต็ด ตั้งแต่ปี 2000เขาได้เห็นความยิ่งใหญ่ ความสำเร็จของสโมสรมากมาย รวมถึงเห็นแข้งรุ่นพี่ฝีเท้าเจ๋งๆ ที่มีส่วนสำคัญช่วยกันคนละไม้ละมือจนพาสโมสรไปถึงเป้าหมายไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะต้องเป็นแรงบัลดาลใจ เพื่อผลักดันตัวเองขึ้นมาช่วยต่อยอดไปข้างหน้าหนึ่งในไอดอลของ ลินการ์ด คือ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่จับจ้องมองดูด้วยแววตาที่เป็นประกายทุกครั้งแม้ แมนฯยูไนเต็ด จะมีกิตติศัพท์ให้โอกาสเด็กลูกหม้อ ปลุกปั้นจนเป็นนักเตะชั้นนำมากมาย แต่การจะก้าวขึ้นมาอย่างสง่างามไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายเลยช่วงแรกๆ ที่ถูกดันสู่ชุดใหญ่ เขาได้ลงเล่นแบบกระปริดกระปรอย จนกระทั่ง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตัดสินใจส่งไปให้สโมสรอื่นยืมตัวใช้งานพลางๆก่อน อย่างน้อยก็มีเวทีได้ทดสอบบ้างลินการ์ด ร่อนเร่ไปอยู่กับทีมเกรดรองลงมาไล่ตั้งแต่ เลสเตอร์ , เบอร์มิ่งแฮม , ไบรท์ตัน ก่อนปิดท้ายด้วย ดาร์บี้ ซึ่งพอกลับเป็นเรื่องราว เฟอร์กี้ ก็ล้างมือในอ่างทองคำไปแล้วประสบการณ์กับหลายสโมสรนี่เองเคี่ยวกรำเขาไม่น้อย เมื่อกลับมาอยู่บ้านหลังเดิมอย่างเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว มันช่วยให้นำมาปรับใช้ได้อย่างดีหลังสิ้นยุคอันเรืองรองของคลาส ออฟ 92 แล้ว แทบไม่มีแข้งลูกหม้อถูกดันขึ้นมาแล้วได้รับการยกย่องเลย ส่วนใหญ่ไปซื้อหามาจากสโมสรอื่นทั้งนั้น รวมทั้งการใช้เงินคว้านักเตะต่างชาติก็มากขึ้นเรื่อยๆเมื่อ ลินการ์ด แหวกม่านผ่านมาได้จึงภาคภูมิใจไม่น้อยไม่นานหลังจากนั้น ปอล ป็อกบา ไอ้เกลอเก่าสมัยร่วมกันสู้ในระดับเยาวชน หวนคืนถิ่นอีกครั้งและ มาร์คัส แรชฟอร์ด กองหน้ารุ่นน้องเบียดตัวเองขึ้นสู่ชุดใหญ่ได้ความคิดที่เจริญตามรอยคลาส ออฟ 92 ก็เกิดขึ้น ถึงกับมั่นใจว่าจะผนึกกำลังกัน ประกาศศักดาไปให้ถึงจุดนั้นมันเป็นเรื่องดีที่คุณสร้างเป้าหมายให้กับตัวเอง แต่หากสร้างแล้ว พูดออกมาให้คนได้ยินแล้ว ก็ควรจะต้องดิ้นรนต่อสู้ให้ถึงที่สุดอย่าให้คนอื่นเอาคำพูดของคุณมาย้อนศรภายหลัง แล้วคุณจะดูแย่ขึ้นมาทันที--------------ต้นปีนี้เองถือเป็นช่วงเวลาที่ ลินการ์ด ฟอร์มเข้าฝักอย่างมาก ทั้งทำประตูและแอสซิสต์อย่างเป็นกอบเป็นกำฟอร์มในทีมชาติก็เข้าท่าด้วย ลากยาวมาจนถึงฟุตบอลโลก 2018 ที่เป็นแกนหลักก่อนจบด้วยอันดับ 4 อย่างที่รู้กันเขาน่าจะต่อยอดกับ แมนฯยูไนเต็ด ด้วยเมื่อฤดูกาลใหม่เปิดฉากขึ้น เพราะเห็นชัดเจนแล้วว่า โชเซ่ มูรินโญ่ ก็พอใจเช่นเดียวกัน ให้ลงอย่างต่อเนื่องแต่ ลินการ์ด กลับไปได้ไม่สุดอย่างที่ควรจะเป็น เหมือนมีอะไรบางอย่างมาขัดขวางอยู่นั่นทำให้บางเกมต้องปักก้นตัวเองที่ม้าข้างสนามหรือบางทีก็ไม่มีชื่อเลย ยังคงต้องพิสูจน์ตัวเองต่อ แม้ในวัย 26 ซึ่งน่าจะการันตีตำแหน่งได้มั่นคงแล้วจากที่เคยบอกว่าจะรวมหัวกับ ป็อกบา เพื่อเลียนแบบคลาส ออฟ 92 ซึ่งเด็กลูกหม้อขึ้นมามีอิทธิพล แต่กลับไปรวมหัวกันทำอย่างอื่นมากกว่าสองคนนี้ดูจะเข้าขากันนอกสนามมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นอัดคลิปโชว์ท่าเต้นพิสดารพันลึก มีฉลองด้วยลีลาใหม่ๆ ให้ผู้คนเกิดคำถามหรือวุ่นวายกับโซเชี่ยลจนเกินความพอดีเข้าใจแหล่ะว่าโลกเปลี่ยนไป จะให้เหมือนรุ่นพี่ยุคก่อนทุกกระเบียดคงไม่ได้แน่ มันต้องหมุนตามให้ทันด้วยแต่หากคุณมองย้อนไปที่คลาส ออฟ 92 ความโดดเด่นของพวกเขาและเป็นจุดแข็งเสมอมาคือ "แอตติจูด" หรือทัศนคติที่มีต่ออาชีพค้าแข้งของตัวเองนักเตะทุกคนเต็มไปด้วยความกระหายที่จะเป็นผู้ชนะ สมาธิจดจ่ออยู่กับเกมในสนาม พยายามทำทุกวิถีทางที่จะล้มฝ่ายตรงข้าม เหล่านี้คือสิ่งที่ เฟอร์กี้ ปลูกฝังมาตลอดแม้กระทั่งสุดหล่ออย่าง เดวิด เบ็คแฮม ตอนผงาดขึ้นมาใหม่ๆ ก็มีคุณสมบัติอย่างว่าเต็มเปี่ยมส่วน แกรี่ และ ฟิล เนวิลล์ , ไรอัน กิ๊กส์ , พอล สโคลส์ หรือ นิคกี้ บัตต์ ไม่ต้องพูดถึง ทุกคนแสดงให้ประจักษ์ ปราศจากคำถามทั้งสิ้นช่วยไม่ได้จริงๆ ที่ ลินการ์ด จะถูกนำไปเปรียบเทียบ เพราะเป็นลูกหม้อและส่วนหนึ่งมาจากสิ่งที่พูดเอาไว้เองว่าไปแล้วย่อมได้รับรู้ ได้ซึมซับในยามออกศึกแดงเดือดว่ารุ่นพี่เหล่านี้มีแพสชั่นกันแค่ไหน ต่อให้เป็นเกมที่ต้องปราชัยก็ยังแสดงให้เห็น ไม่ใช่เล่นเพื่อรอสิ้นเสียงนกหวีดสุดท้ายแล้วแยกย้ายไปพักผ่อนหรือบางทีเราอาจรู้สึกได้ว่า ลินการ์ด มีความมุ่งมั่นตั้งใจจะทำประตู เพื่อเป้าหมายหลักนั่นคือได้โชว์ท่าฉลองหรือดีใจแบบใหม่ ซึ่งลงทุนคิดมาเองหมายความว่าอยากจะยิงประตูได้ เพื่อโชว์ท่าดีใจมากกว่าอยากจะเป็นผู้ชนะอย่างนั้นหรือ?มันอาจดูใจร้ายไปหน่อยหรือมองโลกได้แย่ แต่ช่วยไม่ได้จริงๆ หากจะมีใครสักคนคิดแบบนี้ถ้าไม่ใช่เพราะ ลินการ์ด ทำตัวเอง...-----------------"จริงๆ แล้วผมชอบเจสซี่ ลินการ์ด และผมก็ไม่มีปัญหากับการที่เขาทำแบรนด์เสื้อผ้า แต่ก่อนไปเยือนลิเวอร์พูลซึ่งถือเป็นนัดที่ใหญ่ที่สุดของฤดูกาลก็ไม่ควรเปิดตัวแบรนด์เสื้อผ้า""ยังไงก็ไม่ใช่ในสัปดาห์นี้ ควรทำก่อนเกมกับฟูแล่ม ไม่ใช่สัปดาห์นี้ ย้ำเลยนะต้องไม่ใช่สัปดาห์นี้ เราต้องไปลิเวอร์พูลนะ ต้องจดจ่อกับมัน ไม่ให้สมาธิหลุดเด็ดขาด"แกรี่ เนวิลล์ แสดงความเห็นไว้อย่างน่าสนใจถึง ลินการ์ดหลายคนน่าจะรับรู้หรือผ่านตามาแล้วกับข่าวที่ว่า ลินการ์ด เปิดตัว 'JLingz' แบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง ก่อนทำศึกแดงเดือดไม่ถึงสัปดาห์ไอเดียนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงบอลโลกที่ผ่านมาแล้ว ก่อนมีการไปจดลิขสิทธิ์แล้วก็เริ่มลงมือผลิต รวมทั้งวางแผนการตลาดต่างๆ ก่อนได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการมันก็จริงอย่างที่ แกรี่ ว่าเอาไว้ ไม่ผิดหรอกหากคุณจะนำเงินมาลงทุนทำธุรกิจอื่น นักเตะอาชีพมีรายได้มากมายอยู่แล้ว ก็ควรนำมาต่อยอดในรูปแบบอื่นบ้างแต่ในช่วงเวลาอย่างนี้ คุณควรจะโฟกัสที่เกมในสนามไม่ใช่หรือ แล้วเมื่อต้องดวลกับ ลิเวอร์พูล อริตัวเป้ง จำเป็นต้องทุ่มสุดตัวมากกว่าเดิมอีกสองเท่าสมาธิ ความมุ่งมั่น ควรจะนำไปใช้กับเกม ไม่ใช่มาวุ่นวายเรื่องแบรนด์เสื้อผ้าตัวเองเชื่อเถอะว่า แกรี่ พูดด้วยความรู้สึกเมื่อนึกย้อนตอนที่จะต้องดวลแดงเดือด ใครก็รู้ว่าเขาจริงจังมากแค่ไหนเมื่ออยู่ในสนาม สำนึกของความเป็นนักเตะ แมนฯยูไนเต็ด เต็มเปี่ยม เคารพตราสโมสรที่ติดอยู่ตรงหน้าอกซ้ายไม่ใช่ว่าแพ้ไม่ได้เลย แต่ในความปราชัยนั้น คุณก็ต้องแสดงให้เห็นว่าสู้อย่างเต็มกำลังแล้วรอย คีน เองก็มีความเห็นไม่ต่างกัน ยิ่งบรรยากาศในห้องแต่งตัวมันแย่มากเท่าไร คุณก็ควรช่วยกันแก้ไขให้กลับมาดีขึ้น ไม่ใช่ดันทุรังอยู่กับเรื่องอื่นอดีตแข้งจอมดีเดือดพูดไว้ชนิดต้องทบทวนกลับมาคิดกันอีกครั้งว่า แฟนบอลอย่ามัวแต่โบ้ยความผิดให้ผู้จัดการทีมฝ่ายเดียว เพราะนักเตะก็มีส่วนอย่างมากรับค่าจ้างมหาศาล แต่ลงสนามทีไรแทบไม่ได้สะท้อนให้เห็นว่าคุ้มค่าเลยสักนิดน่าเศร้ากว่าเดิมเมื่อ ลินการ์ด เป็นนักเตะไม่กี่คนที่โตมาจากอะคาเดมี่ ถูกฟูมฟักอย่างดี ก่อนผงาดสู่ชุดใหญ่ สมควรอย่างยิ่งที่เลือดของความเป็น แมนฯยูไนเต็ด จะเข้มข้นมากกว่าใครยิ่งเมื่อคุณต้องเจอกับ แมนฯซิตี้ หรือ ลิเวอร์พูล ด้วยแล้ว จะต้องเค้นมันอีกเท่าตัว เพื่อรักษาศักดิ์ศรีเอาไว้ ทำให้แฟนบอลได้ภาคภูมิใจ ไม่ใช่เดินกลับบ้านต้องเอาปี๊บคลุมหัวแล้วอย่างนี้ ลินการ์ด จะเอาอะไรสอน มาร์คัส แรชฟอร์ด ได้เล่าสอนให้แดนซ์ท่าพิสดาร สอนให้แต่งตัวอย่างมีสไตล์ สอนให้วุ่นวายกับโซเชี่ยลหรือ?คุณต้องรู้จักหน้าที่ตัวเอง เวทีของคุณอยู่ตรงไหน ไม่ใช่ไปหลงกับเสียงเยินยออันจอมปลอม ระเริงไปกับเงินค่าจ้างจำนวนมาก จนขึ้นเวทีผิดจำไว้เลยว่าคนเราถ้าขึ้นเวทีผิดเมื่อไร ชีวิตอาจเปลี่ยนไปในทันทีบางที ลินการ์ด อาจจะไม่เข้าใจ จนกว่าวันที่ต้องสูญเสียมันไปจริงๆ นั่นแหล่ะสำนึกมาปัญหาเกิด แต่แก้ไขอะไรไม่ได้ มันก็เปล่าประโยชน์อย่างแท้จริงโบราณว่าเอาไว้ว่าอย่าจับปลาสองมือ ทำอะไรคุณต้องทำทีละอย่างด้วยความตั้งใจ Sbobet777 โฟกัสอย่างเดียวคือการให้บริการที่สะดวกและรวดเร็ว มาใช้บริการของเราสิแล้วคุณจะไม่มีทางผิดหวัง ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

อย่าลืมสิ่งที่สร้างเรา

มีอยู่ครั้งหนึ่งก่อนที่ แมนฯยูไนเต็ด จะต้องลงทำศึกพรีเมียร์ลีกกับ เลสเตอร์ ปรากฏว่ามีกองทัพช่างภาพกว่า 20 คนมาปักหลักที่สนามซ้อมเล่นเอา เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน แปลกใจไม่น้อยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ปกติศูนย์ฝึกแคร์ริงตัน ไม่มีตากล้องมากันมากขนาดนี้"เดวิด กำลังจะโชว์ทรงผมใหม่พรุ่งนี้" ใครสักคนมาบอก ช่วยคลายความกังขาเดวิด เบ็คแฮม มาถึงสนามซ้อมตั้งแต่บ่ายสอง ทุกอย่างไม่มีอะไรผิดสังเกตนอกจากสวมหมวกไหมพรมมาด้วยและใส่อยู่อย่างนั้นตลอดเวลาแม้กระทั่งตอนกินมื้อค่ำกับทีมเฟอร์กี้ รู้สึกรำคาญอย่างมาก เดินไปบอกให้ถอดซะ ย้ำอยู่หลายรอบ แต่ เบ็คแฮม แสดงท่าทางหงุดหงิดหัวฟัดหัวเหวี่ยงไม่พอใจแล้วก็ยังไม่ยอมถอดอีกต่างหาก ถือว่าท้าทายเจ้านายมากๆวันรุ่งขึ้นตอนวอร์มอัพก่อนจะลงเซิ้งแข้งจริง หมวกไหมพรมยังคลุมหัว เหมือนเดิม สร้างความขุ่นเคืองให้กับ เฟอร์กี้ ยิ่งนัก"แกจะถอดหรือเปล่า ถ้ายังไม่ทำตามที่บอก ฉันจะถอดแกออกจากทีมที่จะลงเล่นวันนี้เลย"เบ็คแฮม ฉุนเฉียวกระฟัดกระเฟียดอย่างมาก แต่เจอคำสั่งไม้ตายนี้ ก็เลยต้องจำใจถอดหมวกไหมพรมออกนั่นแหล่ะ เฟอร์กูสัน จึงรู้ว่าลูกทีมคนนี้ไปตัดผมมาใหม่ แทบจะกล้อนติดหนังหัวเดิมที เบ็คแฮม คงจะได้รับคำแนะนำจากทีมพีอาร์หรือพวกที่เกี่ยวข้องทั้งหลายว่าอย่าเพิ่งถอดหมวก จนถึงเวลาที่ต้องลงสนามจริงๆลองนึกภาพ เบ็คแฮม ที่สวมหมวกไหมพรมอยู่ตลอดเวลา แล้วมาโชว์ทรงผมใหม่ระหว่างเดินจากอุโมงค์ออกมา มันต้องเรียกเสียงฮือฮาและสร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนบอลทั้งในสนาม รวมทั้งที่อยู่หน้าจอทีวีแน่แสงไฟจะส่องมาที่เขาคนเดียวขโมยซีนเกือบทุกอย่าง เรียกว่าไม่ต้องลงทุนซื้อสื่อก็สามารถยึดพื้นที่ได้อย่างสบายๆด้วยประสบการณ์อันโชกโชน เคยคุมนักเตะมามากมายหลายรูปแบบ ทำให้ เฟอร์กี้ เริ่มสะกิดใจแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นในเวลาต่อมาเบ็คแฮม อาจจะไม่ได้อยู่กับ แมนฯยูไนเต็ด ยาวนานถึงขั้นกลายเป็นตำนาน...--------------กุมภาพันธ์ 2003 เกมเอฟเอคัพรอบ 5 ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด แมนฯยูไนเต็ด ต้องรับศึก อาร์เซน่อล ถือว่าเป็นซูเปอร์บิ๊กแมตช์อย่างมากในเวลานั้นปีศาจแดงกับปืนโตเจอกันเมื่อไร รับประกันความเดือดทะลุขีดจำกัดแน่นอนผลคือ อาร์เซน่อล บุกมายัดเยียดความปราชัยให้เจ้าถิ่น 2-0 ซึ่งนั่นทำให้ เฟอร์กี้ ไม่สบอารมณ์อย่างมาก สำหรับชายผู้เกลียดความพ่ายแพ้ยิ่งกว่าอะไรแต่ที่โกรธยิ่งกว่าคือ จังหวะเสียประตูที่สอง ซึ่ง เบ็คแฮม ไม่ยอมถอยลงช่วยเล่นเกมรับ หยุดยั้งการลุยควบบอลขึ้นมาของ ซิลแว็ง วิลตอร์ดาวเตะสุดหล่อกลับวิ่งเหยาะแหยะ จนทำให้ถูกโต้กลับและโดนเปิดแผลที่สอง ก่อนจะตกรอบอย่างน่าเจ็บใจทั้งที่ความจริงแล้วเขาเป็นนักเตะที่ขยันและฟิตมากที่สุดคนหนึ่งของทีมชุดนั้น รวมทั้งมีคุณสมบัติอันโดดเด่นลงมาช่วยเล่นเกมรับอยู่เสมอครั้งนี้กลับทำในสิ่งตรงกันข้ามหลังเกมบรรยากาศในห้องแต่งตัวอึมครึมมาคุ เฟอร์กี้ โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ควันแทบจะออกหูแถมยังได้ยิน เบ็คแฮม บ่นอะไรบางอย่างมาออกมา อารมณ์จึงกรุ่นหนักกว่าเดิมปรี่ไปหาทันทีถามว่ามีอะไรข้องใจ จากนั้นเลยหวดสตั๊ดซึ่งวางเรียงอยู่ที่พื้นอัดเข้าที่หน้าผากลูกทีมคนนี้เต็มๆเฟอร์กี้ ไม่ได้ตั้งใจจะให้ทิศทางไปเข้าบริเวณเหนือคิ้วซ้ายอย่างนั้น โชคยังดีที่ไม่โดนเบ้าตา แต่ทำให้ เบ็คแฮม ฉุนขาดลุกขึ้นจะเอาคืน จนหลายคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต้องห้ามกันวุ่นวายพอสงบสติอารมณ์กันได้แล้ว เฟอร์กี้ ตะคอกกลับว่า อยากแก้ตัวอะไรเถียงมาเลย หากคิดว่าไม่ใช่ความผิดของแกวันรุ่งขึ้นกุนซือสก๊อตติชเรียก เบ็คแฮม มาที่ห้องทำงาน แล้วเปิดวิดีโอเกมอัปยศนี้ให้ดูอีกที แต่ทุกอย่างเงียบ เจอลูกทีมท้าทายด้วยการนิ่งอย่างนี้ ความอดทนที่มีขีดจำกัดอยู่แล้ว ก็เลยระเบิดออกมาโทรบอกบอร์ดบริหารเลยว่า เบ็คแฮม จะไม่อยู่กับทีมต่อไปอีกฤดูกาลหน้าแล้วแม้จะเป็นนักเตะแม่เหล็กของทีม เป็นลูกหม้อขวัญใจแฟนบอล แต่ด้วยปรัชญาการทำทีมของ เฟอร์กี้ จะไม่มีใครใหญ่กว่าผู้จัดการทีมและไม่ยอมเสียการควบคุมอย่างเด็ดขาดเมื่ออย่างนี้ก็อยู่ด้วยกันไม่ได้ การปล่อยให้ เรอัล มาดริด จึงเกิดขึ้นในเวลาต่อมาเฟอร์กี้ เอ่ยปากด้วยความเสียดายอย่างยิ่ง เพราะสมัยยังเด็กนั้น เบ็คแฮม ขยันขันแข็ง เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นบากบั่น คนอื่นเลิกซ้อมกลับบ้านแล้วก็ยังฝึกฝนอย่างหนักหน่วงคนเดียวนี่คือจุดแข็งที่สนับสนุนให้ประสบความสำเร็จ แต่มาถึงวันหนึ่งเขากลับโยนทิ้งมันซะคนเราจะลืมสิ่งที่สร้างตัวเองขึ้นมาได้อย่างไรกัน-------------------ตอน เบ็คแฮม ตัดสินใจย้ายจาก เรอัล มาดริด ไปยัง แอลเอ กาแล็คซี่ นั้น สร้างความผิดหวังให้กับ เฟอร์กี้ ไม่น้อยเขาเชื่อว่าอดีตลูกทีมหมดพาสชั่นกับฟุตบอลแล้วในเวลานั้นและต้องการจะเปลี่ยนเส้นทางเดินมากกว่าจากเกมลูกหนังไปสู่วงการมายา ซึ่งที่นั่นมีฮอลลีวูดรองรับอยู่แล้วสิ่งแวดล้อมหลายต่อหลายอย่างค่อยๆ เปลี่ยนความคิดของ เบ็คแฮม จนแทบไม่เหลือเค้าเด็กหนุ่มที่แววตาฉายไปด้วยความฝันจะประสบความสำเร็จในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพเมเจอร์ลีกซอคเก้อร์ไม่ได้มีอะไรคู่ควรกับ เบ็คแฮม เลยสักนิด หากคิดในแง่ของฟุตบอล อายุเพิ่งจะแค่ 30 กว่าๆ มีสโมสรใหญ่ในลีกยุโรปมากมาย พร้อมอ้าแขนต้อนรับอย่างเต็มที่เฟอร์กี้ เชื่อว่าช่วงที่ใช้ชีวิตในสหรัฐฯนั้นเอง เบ็คแฮม น่าจะเริ่มฉุกคิดอะไรได้บางอย่าง จึงพยายามอย่างยิ่งที่จะเค้นผลงานสมัยก่อนกลับคืนมาอีกครั้ง เริ่มซ้อมหนักและดูแลร่างกายเหมือนอย่างเคยคนเรามักจะรู้สึกสูญเสียสิ่งที่มีค่าไปก็มักจะสายเกินดึงกลับมาแล้วแล้วอะไรคือปัจจัยที่ทำให้ เบ็คแฮม เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง สนใจเรื่องนอกสนามมากกว่าเกมแน่นอนเงินย่อมเป็นส่วนสำคัญอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ เฟอร์กี้ ยืนยันว่ารายได้จากการเตะบอลและเป็นพรีเซนเตอร์สินค้ามากมายก็รับไม่หวาดไม่ไหวแล้ว เอาแค่สองอย่างนี้ก็แทบจะเหลือเฟือ กินใช้ทั้งชาติไม่มีทางหมดป๋าบอกว่าลองมองดู ไรอัน กิกส์ นั่นปะไร มีผู้คนมากมายเข้าหาเพื่อผลประโยชน์ มองเห็นเงินมหาศาลลอยอยู่ข้างหน้าแต่ กิ๊กซี่ กลับมองผ่านไป ไม่โลภมากในชื่อเสียงและเงินทอง เลือกทำในสิ่งที่ถนัดและเป็นตัวของตัวเองดีกว่าเขาจึงกลายเป็นตำนานอันยิ่งใหญ่ของปีศาจแดง ชนิดที่ว่าไม่มีใครโค่นล้มทำลายได้ง่ายๆแน่เฟอร์กี้ ไม่ได้ห้าม เบ็คแฮม เลย หากจะทำเลือกทำบางอย่างที่ไม่เกี่ยวกับฟุตบอล แต่ไม่ว่าอย่างไรอย่าวอกแวกจนสุดท้ายถูกเรื่องอื่นมากลืนกินสิ่งที่ตัวเองถนัด ทำได้ดีที่สุดในชีวิตตัวเขาเองก็หลงใหลม้าแข่ง แต่ก็อยู่ในกรอบหรือเวลาที่เหมาะสม งานอดิเรกเหล่านี้เหมือนน้ำทิพย์ช่วยหล่อเลี้ยงสร้างความชุ่มชื่น ไม่ใช่ว่าจะต้องหมกมุ่นกับฟุตบอลเพียงอย่างเดียวหนังสือ ภาพยนตร์ ดนตรี งานศิลปะเป็นสิ่งที่นักเตะทุกคนควรมีในหัวใจเพื่อจรรโลงบ้าง ไม่มากก็น้อย แต่ไม่ใช่ไปลุ่มหลงถึงขั้นโงหัวไม่ขึ้นและส่งผลกระทบกับอาชีพตัวเองหากเราไม่รู้ตัวเอง จะให้คนอื่นมารู้แทนคงไม่ใช่แน่-----------------สิ่งที่ยืนยันได้ดีว่า เบ็คแฮม คือสุดยอดนักเตะคนหนึ่งคงเป็นเรื่องของสภาพร่างกายอันแข็งแกร่งเพราะดูแลดีมาตั้งแต่ยังรุ่นกระทง ความฟิตเป็นเลิส ทดสอบสมรรถภาพทีไรก็มาเบอร์ต้นๆ ของสโมสรตลอด นั่นทำให้เขายืนหยัดเล่นอยู่ได้จนถึง 37 ปีแม้การย้ายไป ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ซึ่งเป็นสโมสรสุดท้าย อาจมีเรื่องพีอาร์เจือปนอยู่บ้าง แต่หากดูผลงานในสนามแล้วจะเห็นว่าเขายังมีพลังเรี่ยวแรงที่จะหวดลูกหนังได้อยู่เฟอร์กี้ บอกว่าหาก เบ็คแฮม มุ่งมั่นกับฟุตบอลเสมอต้นเสมอปลาย นอกจากจะได้เล่นแบบยาวๆ จนเกือบ 40 แล้ว จะขึ้นทำเนียบตำนานอันยิ่งยงของปีศาจแดงด้วยอย่างไม่ต้องสงสัยตอนถูก เอซี มิลาน ยืมตัวไปใช้งาน แล้วได้กลับมาเยือนโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด อีกครั้งในเกมยุโรป ยิ่งตอกลิ่มความรู้สึกนี้ของ เบ็คแฮม ได้เป็นอย่างดีแฟนบอลยังคงต้อนรับอย่างอบอุ่น ภาพจำเก่าๆ บรรยากาศเดิมๆ กลับมายืนตรงหน้าอีกครั้ง"มันเจ็บปวดเสมอเมื่อต้องนึกถึงอดีตที่เราแก้ไขอะไรไม่ได้"ประโยคนี้ที่ เบ็คแฮม เคยพูดออกมา ย่อมชัดเจนที่สุดแล้วเรื่องราวของเขาควรเป็นอุทธาหรณ์ของเด็กรุ่นหลังแต่อาจมีเด็กบางคนที่ไม่นำมาใช้และน่าจะเอาเป็นแบบอย่าง"เด็กคนนั้น" คือใคร?มาว่ากันต่อเนื่องวันพรุ่งนี้ครับอย่าลืมว่าอะไรคือสิ่งที่สร้างเรามา เพราะเมื่อมันผ่านพ้นไป คุณอาจจะเรียกมันกลับมาไม่ได้อีกแล้ว MYSBOBET ถ้าไม่อยากมานึกเสียดายภายหลัง ลองมาใช้บริการของเรา ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177

หัวใจ/ความใคร่/ลูกหนัง

ตำนานรัก 3 เส้าและเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดของ เมาโร อีการ์ดี้ กับ มักซี่ โลเปซ น่าจะตกเป็นขี้ปากชาวบ้านไปอีกนานจนถึงทุกวันนี้ก็ยังเมาท์กันไม่จบง่ายๆ วันดีคืนร้ายสื่อก็งัดออกมาขายอีก เพราะรู้อยู่แล้วว่าเรื่องนี้มันจุดประเด็นความน่าสนใจได้ไม่ยากว่ากันว่าเรื่องผัวๆ เมียๆ นี่แหล่ะที่มีพลังดึงดูดความน่าสนใจจากมนุษย์เรามากที่สุดแล้วเอาเป็นว่าเรามาฟังเรื่องราวแบบฉบับย่อกันหน่อยดีกว่ามักซี่ นั้นอายุมากกว่า อีการ์ดี้ ถึง 9 ปีด้วยกัน แล้วตอนที่ มักซี่ พีกในอาชีพค้าแข้งเขาคือ ไอดอล ของ อีการ์ดี้สิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้คือรูปถ่าย อีการ์ดี้ ขอลายเซ็น มักซี่ นั่นแหล่ะแล้วโชคชะตาก็เล่นตลก ปี 2012 ซามพ์โดเรีย ยืมตัว มักซี่ มาจาก คาตาเนีย โดยที่ อีการ์ดี้ ย้ายมาแล้วก่อนปีหนึ่ง ทั้งคู่จึงได้ร่วมงานกันความคลาสสิกคือได้ประสานในแดนหน้าเป็นหัวหอกคู่ด้วย นำความตื่นเต้นมาให้ อีการ์ดี้ ยิ่งนักมักซี่ เองก็เมตตาน้องคนนี้เหลือเกิน จึงสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว กินเที่ยวที่ไหนก็มักไปด้วยกันเสมอไม่ได้ไปกันแค่สองคน แต่ มักซี่ มักจะพา วานด้า นารา แฟนสาวซึ่งเป็นนางแบบทรงสะบึมชาวอาร์เจนตินารวมทั้งลูกอีก 3 คนไปด้วยไม่นาน อีการ์ดี้ ก็มีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับครอบครัวนี้ รักลูก มักซี่ เหมือนลูกตัวเอง ถึงขนาดสักชื่อเด็กๆ ไว้ที่แขนอีกด้วยมันจะไม่มีอะไรผิดพลาด หากเขาไม่รักเมีย มักซี่ เหมือนรักเมียตัวเองด้วยนี่แหล่ะว่ากันว่า อีการ์ดี้ รับรู้ความระหองระแหงของผัวเมียคู่นี้เรื่อยมา เพราะ มักซี่ ลูกพี่ก็ใช่ย่อยทำตัวเป็นเพลย์บอย มีไปตอดเล็กตอดน้อยกับหญิงอื่นเสมอจนกระทั่งสัมพันธ์สวาทขาดสะบั้นลงในปี 2013 ถึงขั้นหย่ากันเรียบร้อยคล้อยหลังไม่ถึงปี อีการ์ดี้ ก็มาเข้าพิธีวิวาห์กับ วานด้า อยู่กินกันจนมีลูกเพิ่มอีกคนนี่มันพล็อตของละครน้ำเน่าชัดๆ แต่ความคลาสสิกไม่จบลงเท่านี้เพราะชีวิตจริงบางทีอาจเน่ากว่าละคร...----------------------อีการ์ดี้ ย้ายไป อินเตอร์ มิลาน ในปี 2013 ในขณะที่ มักซี่ ยังปักหลักอยู่ที่เดิมแล้วเมื่อ ซามพ์โดเรีย ต้องมาดวลกับงูใหญ่ตามโปรแกรม ไฮไลต์กลับอยู่ที่ก่อนเกม มากกว่าในเกมทุกสายตาจับจ้องมาว่า มักซี่ จะเขย่ามือตามธรรมเนียมกับ อีการ์ดี้ หรือไม่ เพราะได้ข่าวมาว่าแค้นสุดขีดเมื่อรู้ว่าไอ้น้องรักทำกันอย่างนี้แล้วก็เป็นจริงเมื่อเขาไม่ยอมจับมือด้วย ไม่สนแม้กระทั่งมองหน้าทำเหมือน อีการ์ดี้ ไม่มีตัวตนแทนที่เรื่องนี้จะเงียบไป กลับถูกขยายประเด็นเพิ่ม ถึงขั้นสื่อเรียกเกมที่สองคนนี้ต้องดวลกันว่า "วานด้า ดาร์บี้" เลยทีเดียวแน่นอนถ้าคุณเป็น มักซี่ ก็ต้องโกรธเป็นธรรมดา อุตส่าห์ไว้เนื้อเชื่อใจรักเหมือนน้อง ให้เข้านอกออกในครอบครัวได้ตลอด กลับมาถือมีดมาจ้วงแทงหลังกันขนาดนี้ไม่ต้องสงสัยว่า อีการ์ดี้ ต้องตกเป็นจำเลยของสังคม ภาพของเขาจึงเป็นไอ้คนทรยศเรื่อยมาถึงที่สุดเมื่ออดรนทนไม่ไหวก็ต้องเปิดใจเพื่อปกป้องตัวเองบ้างแล้วก็เล่าให้ฟังว่ามีอยู่ครั้ง อินเตอร์ มิลาน ต้องไปเตะปรีซีซั่นที่สหรัฐอเมริกา แล้วจู่ๆ วานด้า ก็ส่งข้อความมาหาเพื่อฝากซื้อไอแพด เพราะยังไม่มีวางขายในอิตาลีความแปลกใจตะหงิดๆ เกิดขึ้น เพราะปกติเขาจะคุยกับ มักซี่ โดยตรงมากกว่า แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรเลยเถิดอะไรจากนั้นสองคนนี้ก็ส่งข้อความสนทนากันเรื่อยมา กระทั่งวันหนึ่ง วานด้า ส่งมาหา อีการ์ดี้ บอกว่าเธอกับ มักซี่ จะไปเที่ยวที่เกาะแห่งหนึ่งด้วยกัน ก็เลยชวนไปด้วยอีการ์ดี้ ไม่ปฏิเสธเลย แล้วความสัมพันธ์ของสองคนก็เริ่มก่อตัวบนเรือยอร์ชหรูนั่นแหล่ะสัญชาตญาณความเป็นลูกผู้ชายบอก อีการ์ดี้ ว่าอีกไม่นาน วานด้า ต้องเลิกรากับ มักซี่ แน่แล้วความเชื่อนั้นก็เป็นจริง สะพานทอดข้ามมาขนาดนี้แล้วมีหรือ อีการ์ดี้ จะไม่เดินไปยังอีกฝั่งแม้รู้ว่าทำอย่างนี้ไม่ดี แต่เขาไม่อาจปีนขึ้นมาจากหลุมที่ตกลงไปได้ กล้าที่จะเอาความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องมาแลกอีการ์ดี้ พยายามปกป้องตัวเองช่วงคบหาดูใจกับ วานด้า ใหม่ๆ จึงเล่าให้รุ่นพี่ร่วมชาติที่เล่นอยู่ในอินเตอร์ด้วยกันฟังทั้งหมดไม่ว่า ดีเอโก้ มิลิโต้ , ฮาเวียร์ ซาเน็ตติ , เอาเตบัน กัมบิอัสโซ่ หรือ วอลเตอร์ ซามูเอล ต่างรับรู้ทั้งสิ้นและทุกคนก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะยังไง วานด้า ก็หย่าร้างกับ มักซี่ ไปแล้วเขาพยายามที่จะสร้างเกราะความชอบธรรมให้กับตัวเอง กระนั้นดูเหมือนว่าไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไรนัก ในสายตาของคนอื่นที่มองเข้ามาทั้งที่จะว่าไปสมัยอยู่กินกัน มักซี่ เองก็ใช่ว่าปฏิบัติกับ วานด้า ดีเท่าไรนักผิดกับ อีการ์ดี้ ที่รักและเทิดทูนผู้หญิงคนนี้มาก รวมทั้งเข้ากับลูกๆ ได้เป็นอย่างดีที่น่าสนใจคือเขาไปได้สวยกับอาชีพค้าแข้ง ฤดูกาลที่แล้วจัดไป 29 ประตูในกัลโช่ เซเรียอากับพญางูใหญ่ จนมีเสียงสนับสนุนมากมายให้ติดทีมชาติอาร์เจนตินาไปลุยเวิล์ด คัพฉบับหมีขาวแต่แล้วถูก ฮอร์เก้ ซามเปาลี กุนซือปฏิเสธอย่างไม่ใยดี กลับเรียก คริสเตียน ปาวอน มาแทน ด้วยเหตุผลแบบกำปั้นทุบดินว่าเข้ากับสไตล์มากกว่าความจริงมันน่าจะมีบางอย่างเป็นเงื่อนปมที่ทำให้ อีการ์ดี้ ถูกมองข้าม..-----------------อีการ์ดี้ เกิดที่อาร์เจนตินาก็จริง แต่ 9 ขวบครอบครัวก็อพยพมาอยู่สเปน และได้เข้าลา มาเซียซึ่งเป็นศูนย์ฝึกเยาวชนของ บาร์เซโลน่า ในเวลาต่อมาด้วยดังนั้นเขาจึงโดนหยันว่าแทบไม่มีความเป็นอาร์เจนไตน์เลย ไม่เคยผ่านลีกในประเทศเหมือนนักเตะคนอื่น จึงไม่น่าจะซึมซับอะไร ซึ่งเรื่องนี้วงการลูกหนังฟ้าขาวถือไม่น้อยนั่นทำให้ อีการ์ดี้ โดนชาติบ้านเกิดปฏิเสธเรื่อยมาอย่างไรก็ตามปมแย่งเมียรุ่นพี่นั้น บอกกันปากต่อปากว่าสร้างความไม่พอใจให้กับขาใหญ่ในทีมชาติหลายคน เลยทำให้ อีการ์ดี้ ไม่ถูกเลือกรวมถึง ดีเอโก้ มาราโดน่า ตำนานผู้ยิ่งใหญ่ที่ยังคงทรงอิทธิพลอยู่เสมอมาราโดน่า ไม่ชอบขี้หน้า อีการ์ดี้ ก็เพราะ วานด้า นี่แหล่ะเรื่องนี้ เมียร์ธา เลกรานด์ พิธีกรสาวใหญ่ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในอาร์เจนตินาเล่าให้ฟังด้วยตัวเองเหตุการณ์เกิดขึ้นในปี 2006 ที่โรงแรมคอสต้า กาลาน่าในกรุงบูเอโนส ไอเรส โดย วานด้า เดินมาหาถามว่าไม่สนใจพาหล่อนไปสัมภาษณ์ออกรายการบ้างหรือเลกรานด์ เลยถามกลับไปว่า วานด้า กำลังคบกับ มาราโดน่า ใช่มั๊ย ก่อนได้รับคำตอบเป็นเพียงแค่รอยยิ้ม แล้วเพราะห้องพักติดกันคืนนั้นจึงได้ยินสองคนนี้ทำกิจกรรมอยู่ ถึงขนาดที่ว่าเสียงดังจนนอนไม่หลับเลยแล้วกันตอนนั้น วานด้า เพิ่งจะอายุ 18 เท่านั้น เข้าสู่วงการมายาใหม่ๆ ก่อนจะมีชื่อเสียงในเวลาต่อมาถ้าเรื่องนี้จริงล่ะก็ มันก็น่าจะทำให้เราพอเชื่อได้ว่า วานด้า เองก็ "ไม่ธรรมดา"มันถูกตอกย้ำจากเหตุการณ์เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เริ่มจาก อีการ์ดี้ เลิกติดตามไอจีของ วานด้า ก่อนหญิงสาวจะโพสต์ข้อความลงโซเชี่ยลในทำนองว่า เพราะระยะทางที่ห่างกันวานด้า ต้องกลับไปทำงานในวงการที่อาร์เจนตินา พอไกลกันความสัมพันธ์ก็ง่อนแง่นสั่นคลอนอย่างไรก็ตามหลังจากนั้นไม่นานนักก็มีข่าวฉาวออกมาอีกว่า วานด้า ย่องไปมีอะไรกับ มาร์เซโล่ โบรโซวิช แข้งโครแอตซึ่งเป็นเพื่อนร่วมทีม อินเตอร์ มิลานกระทั่งสองฝ่ายต้องรีบออกมาปฎิเสธ แต่มันก็ทำให้ความรักระหว่าง อีการ์ดี้ กับ วานด้า ดูแย่ลงเข้าไปอีกอาจด้วยความเป็นห่วงความรู้สึกลูกๆ ช่วงหลัง วานด้า พยายามงดงานที่บ้านเกิด แล้วมาดูแลครอบครัวให้มากขึ้น อยู่ที่มิลานสม่ำเสมอ เพื่อรื้อฟื้นความสัมพันธ์ให้กลับมาเหมือนเดิมเราเลยได้เห็นภาพบ่อยครั้งที่ วานด้า เข้าไปให้กำลังสามีสุดที่เลิฟยามต้องลงแข่งเหมือนล่าสุดในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกซึ่งงูใหญ่ทำได้แค่เสมอกับ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น 1-1 จนต้องตกรอบ วานด้า เองก็ถึงกับร่ำไห้ออกมาไม่รู้เหมือนกันว่าความน้ำเน่าของเรื่องนี้จะส่งกลิ่นอีกเมื่อไร ซึ่งบางคราวเราเป็นคนนอกก็เกินกว่าจะเข้าใจได้หัวใจ ความใคร่และฟุตบอลมันจึงพันกันอีนุงตุงนังอย่างที่เห็นนี่แหล่ะเรื่องของใจ บางครั้งรู้ว่าไม่ถูกไม่ควรแต่มันก็อดไม่ไหวจริงๆ Sbobet777 ไม่ขอตัดสินใครทั้งนั้น ต่างคนต่างความคิด แต่ถ้าคุณอยากตัดสินอนาคตตัวเอง ติดมาต่อที่เราสิ มาที่นี่เลย https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

โซลชาคือใคร และ ทำไมแฟน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถึงยอมรับในตัวเขา?

สำหรับคอบอลและแฟนของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด วัย 20+ ก็คงจะพอคุ้นหน้าคุ้นตา โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กันเป็นอย่างดี หลังจากที่เขาเคยรับใช้สโมสรมายาวนานถึง 11 ปี ในตำแหน่งศูนย์หน้าน้าลูกอม แกย้ายมาร่วมกับทัพเร้ดเดวิลส์ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปี 1996 ในวัยละอ่อน 23 ขวบหน่อยๆ ด้วยค่าตัวที่ 1.5 ล้านปอนด์ตอน เซอร์ อเล็กซ์ ซื้อแกมา แกยังไม่ได้เป็นที่รู้จักมากนัก นอกเหนือจากผู้คนในบ้านเกิดที่นอร์เวย์ แต่ชาวโลกหาได้ตระหนักไม่ว่า 'เพชรฆาตหน้าทารก' คนนี้แหละคือจักรกลสังหารอย่างแท้จริง ซัดไป 31 ประตู จาก 42 นัดที่ลงสนามให้กับ Molde ทีมในลีกชั้นสูงสุดของประเทศบ้านเกิดเด็กสมัยใหม่อาจจะทันแค่ ชิชาริโต้ แต่รู้ไหมว่า น้าโซลชา แกเนี่ยโคตรพ่อโคตรแม่ตัวซับของจริง แกเคยครองสถิติการยิงประตูเยอะที่สุดในฐานะตัวสำรองให้กับทีมๆเดียวมาแล้ว จัดไปทั้งหมด 17 เม็ด จนต่อมาก็มี โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ นี่แหละที่สามารถตามตีเสมอได้ภายใต้สีเสื้อของอาร์เซน่อลเหตุการณ์ที่น่าจดจำของแก-ลงมาจากม้านั่งสำรอง ซัดไป 4 ประตู ช่วยให้ แมนฯ ยู ถล่ม น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ไป 8-1 ในฤดูกาล 1998/99แต่นั่นไม่ใช่อันดับ 1 ที่คนนึกถึง เพราะการยิงประตูชัยในช่วงต่อเวลาพิเศษซึ่งช่วยให้ แมนฯ ยู เอาชนะ 'เสือใต้' บาเยิร์น มิวนิค ไป 2-1 ในรอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก ปี 1999 ต่างหากล่ะคือไฮไลท์ชีวิตการเป็นนักล่าตาข่ายของแกตลอดระยะเวลา 11 ปี ใน Theater of Dreams น้าโอเล่ ลงเล่นไปทั้งหมด 359 นัด ฝังบอลเข้าตาข่ายไป 123 ลูกคว้าแชมป์พรีเมียร์ได้ 6 สมัย, เอฟเอคัพ 2 สมัย รวมถึงถ้วยยุโรปที่กล่าวไปข้างต้นกับทีมชาติแกก็ยังได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ดีที่สุดตลอดกาลของประเทศ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นอัศวินระดับสูงสุด (Knight of the Order of St.Olav, First Class)รางวัลนี้เรียกว่าสูงสุดแล้วที่คนๆนึงจะสามารถรับได้ถึงสถิติการเป็นโค้ชในพรีเมียร์ลีกของแกกับ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ จะไม่ค่อยเวิร์คสักเท่าไหร่ แต่ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมแฟนๆถึงยอมรับ เพราะตอนนี้ ยูไนเต็ด ไม่ได้ต้องการเรียกความสำเร็จให้กลับมาทันที สิ่งที่พวกเขาต้องการ...."จิตวิญญาณความเป็นปีศาจ"....ดีไม่ดีถ้าแกทน ลูกากู ไม่ไหว...แกอาจจะใส่สตั๊ดลงมายิงเองก็ได้เหมาะไม่เหมาะเดี๋ยวก็รู้ ตอนนี้รู้อย่างเดียวว่าจิตวิญญาณความเป็น แมนฯ ยู มาเต็มแน่นอน MYSBOBET มาเติมเต็มจิตวิญญาณให้กะปรี้กะเปร่ากับเราสิ ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177

ที่สุดของ "ชนาธิป"

ให้พูดถึงเรื่องราวความสำเร็จของ "เจ" ชนาธิป สรงกระสินธ์ กับการค้าแข้งใน เจลีก ญี่ปุ่น กันอีกสิบรอบยี่สิบรอบก็ไม่ใช่สิ่งน่าเกลียดเพราะเป็นสิ่งที่คู่ควรและเป็นประวัติศาสตร์ของฟุตบอลไทยจริงๆย้อนไปราวปีครึ่งที่เด็กตัวเล็กๆ ความสูงไม่ถึง 160 ซม. ได้เซ็นสัญญากับคอนซาโดเล่ ซัปโปโร่ คงแทบไม่มีใครคาดคิดหรอกว่าเขาจะทำได้ดีขนาดที่ติดอยู่ใน "ทีมยอดเยี่ยม" ฤดูกาลล่าสุดได้นักฟุตบอลในเจลีกมีไม่รู้กี่ร้อยคน แต่ "เจ" สามารถแทรกเป็นตัวหนึ่งใน 11 ผู้เล่นที่ดีที่สุดของฤดูกาลได้ถือว่าสุดยอดและน่ายกย่องอย่างมากมันคือการปักธงทีมชาติไทยสร้างชื่อ "ชนาธิป สรงกระสินธ์" บนแผ่นดินซามูไรได้อย่างสมบูรณ์แบบและไร้ข้อกังขา"เจ" พาคอนซาโดเล่ ซัปโปโร จบที่ 4 ของตารางด้วยการมี 55 คะแนนซึ่งถือว่าดีสุดในประวัติศาสตร์สโมสรรอบ 2 ทศวรรษเลยทีเดียวผลงานของแข้งจากอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐมโดดเด่นและชนะใจทุกคนทั้งในสโมสรด้วยกันเอง คู่แข่งในลีก และแฟนบอลญี่ปุ่นทั้งหมดชนาธิป ที่เพิ่งอายุครบ 25 ปีได้ทั้งแข้งทรงคูณค่าของสโมสรจากการโหวตของเพื่อนร่วมทีม และแข้งยอดเยี่ยมจากการโหวตของแฟนบอลนอกจากนี้ยังเป็นคนเดียวในทีมที่ก้าวขึ้นมาติดทีมยอดเยี่ยมของลีกที่ประกาศไปเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาในทีมยอดเยี่ยมนี้มีผู้เล่นของทีมแชมป์คาวาซากิ ฟรอนตาเล่ติดถึง 7 คน เหลือที่ว่างให้ทีมอื่นเพียง 4 ตำแหน่ง ซึ่ง "เจ" คือหนึ่งใน 4 อีก 3 คนมาจากคาชิมา แอนท์เลอร์ส, นาโงย่า แกรมปัต เอช และ กัมบะ โอซาก้า"เจ" ไม่ใช่เพียงแค่เป็นคนไทยคนแรกที่ติดทีมยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลแต่ยังเป็นอาเซียนคนแรกนับตั้งแต่มีการจัดทีมในปี 1993 เป็นต้นมาจากเจลีกในช่วงตั้งไข่จนกระทั่งปัจจุบัน มาตรฐานฟุตบอลสูงขึ้นตามลำดับ และเป็นพื้นฐานของการพัฒนาที่ประสบความสำเร็จอย่างมากทัพซามูไรได้ไปลุยฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1998 จนถึงครั้งล่าสุดก็เพราะคุณภาพของเจลีก ดังนั้นจึงกลายเป็นลีกที่นักฟุตบอลหลายคนอยากเข้าไปพิสูจน์ตัวเอง และตอนนี้คนไทยอย่าง "เจ" ก็ทำได้ และทำได้อย่างยอดเยี่ยมอย่างมากความสำเร็จตลอดปี 2018 ของ "เจ" ทำให้หลายคนต้องนำไปเปรียบเทียบกับรุ่นพี่ในตำนานวงการลูกหนังไทยอย่าง “เดอะตุ๊ก” ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ขึ้นมาทันทีทันใดพี่ตุ๊ก ได้รับการยอมรับในแบบเดียวกับเจในตอนนี้ ระหว่างที่ค้าแข้งในเกาหลีใต้เมื่อมากกว่า 3 ทศวรรษที่แล้วปีที่อดีตกองหน้าทีมชาติไทยโด่งดังแบบสุดๆ คือ 1985 ที่เล่นให้ลักกี้โกลด์สตาร์ หรือเอฟซี โซล ในปัจจุบัน ซึ่งกวาดรางวัลสำคัญมาครองได้ทั้งดาวซัลโว, ผ่านบอลยอดเยี่ยม และติดทีมยอดเยี่ยม แฟนบอลโสมขาวรุ่นเก่าๆ ไม่มีใครไม่รู้จักดาวยิงสัญชาติไทยคนนี้แม้เวลาจะผ่านมานานแล้วก็ตาม"เจ" อาจไม่ใช่ดาวซัลโวของคอนซาโดเล่ ซัปโปโร่ แต่ผลงาน 8 ประตูจาก 30 นัดสำหรับผู้เล่นกองกลางถือว่าไม่ธรรมดา ที่สำคัญมันเกิดขึ้นกับทีมที่ฤดูกาลก่อนต้องลุ้นหนีตกชั้น ไม่ใช่ทีมหัวแถวที่เคยเป็นแชมป์เจลีกมาก่อนถือว่านานมากที่วงการฟุตบอลไทยจะมีคนแบบ "เดอะตุ๊ก" คนที่ทำให้ต่างชาติยอมรับในคุณภาพฝีเท้าและหันกลับมามองฟุตบอลไทยในสายตาที่เปลี่ยนไปอีกครั้งเล็กพริกขี้หนู ของดีของเมืองไทย !!Sbobet777 ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจที่จะส่งไปให้เจ้าเจ มาร่วมเป็นกำลังกับเราสิ มีบริการดีๆและรวดเร็วมากมายให้ได้เลือกใช้ ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

นักเตะที่โค้ชชอบแต่แฟนไม่ชอบ

10 ปีก่อนเขามีรายได้แค่วันละ 205 บาทเท่านั้นพนักงานแยกสารผสมเครื่องสำอางในโรงงานละแวกบางพลีคือบทบาทของเขา เงินแค่นี้เพียงแค่ยาไส้ไปวันๆ เท่านั้นเองความรู้แทบไม่มี เส้นสายคอนเน็คชั่นต่างๆยิ่งแล้วใหญ่ โอกาสที่จะเข้าถึงเหมือนใครต่อใครนั้นมีน้อยเหลือเกินเป็นคนอื่นอาจทนอยู่ไปวันๆ ยอมรับชะตากรรมของตัวเองไปแต่เขาต่างออกไปตรงที่ไม่ยอมทิ้งความฝัน ขอไล่ตามมันให้ถึงที่สุดก่อนพ.ศ.2551 เขาหิ้วสตั๊ดเก่าๆ คู่หนึ่งขอไปทดสอบฝีเท้าและฝึกซ้อมกับสโมสรธนาคารกรุงไทย กระทั่งเรื่องเงียบอยู่นาน จนคิดว่าตัวเองไม่ได้ไปต่อบนเส้นทางสายลูกหนังแล้วพอเห็นว่าหนทางชักจะตีบตันเลยผันไปเป็นหนุ่มโรงงาน เพราะความรู้เพียงแค่ ม.6 คงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้วันหนึ่ง อนาวิน จูจีน เพื่อนสนิทที่เคยเล่นระดับเยาวชนด้วยกันที่อ่างทอง ต่อสายมาหาบอกว่า "โค้ชแต๊ก" อรรถพล บุษปาคม ผู้ล่วงลับเรียกตัวมาร่วมทัพนกวายุภักษ์ นั่นคือเสียงสวรรค์สำหรับเขาอย่างแท้จริงความที่เป็นคนมุมานะไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคง่ายๆ บวกกับขยันขันแข็งมีวินัยเป็นเลิศ ช่วยชดเชยต้นทุนชีวิตที่ต่ำกว่าคนอื่น เขาจึงใช้วิธี วิ่ง วิ่ง วิ่ง แล้วก็วิ่งอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเหมือนฟอเรสต์ กัมพ์ไม่มีผิดนั่นทำให้เขาได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่อง แสงไฟแห่งชีวิตค่อยๆ ถูกจุดติดขึ้นมา ความหวังเรืองรองมองเห็นอยู่ข้างหน้า รอเวลาไปให้ถึงแต่แล้ววันหนึ่งจับใบแดงได้ติดทหารเกณฑ์ เขาตกใจไม่น้อย เพราะต้องเข้ากองกรม ไม่ได้กลับมาเล่นบอลกับธนาคารกรุงไทยอีกเหมือนโชคร้ายบุกจู่โจม ทว่าเมื่อมีฝีมืออยู่กับตัวมันอาจพลิกผันเป็นความโชคดี เขาได้โชว์ฟอร์มให้กองทัพได้เห็น เล่นกับทีมสวัสดิการทหารบกก่อนจากนั้นผลงานเข้าตาเลยถูกดันสู่ อาร์มี่ ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นสโมสรระดับอาชีพและนี่เองคือต้นกำเนิดของ "จ่าเย็น" มงคล ทศไกร ในวงการลูกหนังไทย----------------------------"มันเหมือนตายแล้วเกิดใหม่จริงๆ""จ่าเย็น" เคยพูดไว้อย่างนี้ เมื่อนึกถึงอดีตที่เคยเป็นแค่หนุ่มโรงงานหาเช้ากินค่ำ แล้ววันหนึ่งชะตาส่งให้มาเป็นฮีโร่ของคนไทยมงคล ได้รับเสียงชื่นชมอย่างมากในเกมคัดเลือกบอลโลก 2018 ที่ลงช่วยทีมชาติไทยตีเสมอ อิรัก ได้สำเร็จ 2-2 โดยเขาเป็นผู้ยิงตีเสมอได้อย่างระทึกในช่วงท้ายเกม"ตอนทีมโดนนำ 2 ลูก ผมมองขึ้นไปที่บนอัฒจันทร์ เห็นแฟนบอลนั่งกันเงียบมาก สิ่งที่คิดตอนนั้นคือต้องทำยังไงก็ได้เพื่อให้พวกเขาประทับใจและกลับมาเชียร์ทีมชาติอีกครั้งแม้ว่าเราจะแพ้ก็ตาม""มันทำให้ผมวิ่งแบบไม่คิดชีวิต วิ่งไปทุกที่เพื่อให้แฟนบอลทุกคนเห็นว่าพวกเราทุกคนสู้เพื่อทีมจริงๆ และสุดท้ายเราก็ตีเสมอได้สำเร็จ ผมวิ่งจนเป็นตะคริว ทั้งที่จำไม่ได้แล้วว่าเป็นตะคริวครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่"มงคล เปิดใจหลังจบเกมนั้น มันตระหนักให้รู้เลยว่าหัวใจของเขาแกร่งกว่าร่างกายด้วยซ้ำนั่นคือเหตุผลที่ทำให้กุนซือหลายต่อหลายคนที่เคยร่วมงานด้วย ต่างติดอกติดใจด้วยกันทั้งสิ้นใครก็ชอบนักเตะเลือดนักสู้บู๊สะบั้นหั่นแหลกทั้งนั้นแหล่ะ- มาโน่ โพลกิ้ง ซึ่งเคยอยู่ด้วยกันที่ อาร์มี่ ยูไนเต็ด เล่าให้ฟังว่า "คุณจะไม่ได้เห็นสกิลที่น่าตื่นเต้นจากเขาหรอก แต่เขาทำงานหนัก ผมให้เล่นเป็นปีกและคนบ้าอะไรวิ่งขึ้นลงตลอดเกมได้ไม่มีหมด- "โค้ชง้วน" สุรชัย จตุรภัทรพงศ์ ที่คุมทีมชาติไทยแทน วินฟรีด เชเฟอร์ ชั่วคราวและเรียก มงคล มาติดธงครั้งแรก นิยามว่า "เขาวิ่งทั้งเกม เพรสซิ่งตั้งแต่แดนคู่แข่ง เขาทุ่มเทอย่างนี้มาตลอด"- "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เองก็คิดคล้ายๆกัน "นักเตะคนนี้วิ่งไม่มีหมด ซึ่งมันน่าทึ่งมาก ความพยายามมุ่งมั่นของเขาไม่เป็นรองใครอย่างแน่นอนและสั่งอะไรไป เขาจะพยักหน้าแล้วพูดว่า "ครับ" เท่านั้นเอง"- สุรพงษ์ คงเทพ กุนซือพัทยา ยูไนเต็ด ซึ่งเคยมีคู่มือใช้งานบอกว่า "เขาไม่เคยมีอีโก้เลย เราสั่งอะไรก็ก้มหน้าก้มตาทำงาน ทั้งที่ตัวเองมีดีกรีทีมชาติ"- มิโลวาน ราเยวัช นายใหญ่ช้างศึกปัจจุบัน ให้เหตุผลถึงการเรียกตัวเข้ามาอยู่ในชุดสู้ศึกเอเอฟเอฟ ซูซุกิ คัพ 2018 ว่า "เขาเป็นปีกที่เล่นได้ทั้งสองฝั่ง ซึ่งนั่นผมชอบมาก แล้วเขายังโจมตีเข้าในเขตโทษได้ด้วย"บางส่วนของกุนซือที่เคยมีคู่มือใช้งาน มงคล ต่างชื่นชมด้วยกันทั้งสิ้นและไม่ว่ายุคไหนใครเข้ามากุมบังเหียนทีมชาติไทย ชื่อเขาก็แทบไม่หายหกตกหล่นอย่างไรก็ตามคนที่อยู่ห่างออกมาอย่างกองเชียร์ ดูเหมือนจะไม่ค่อยประทับใจสักเท่าไรแม้จะรู้ดีว่าแข้งรายนี้เต็มไปด้วยความบากบั่น มุ่งมั่น สู้เต็มที่ไม่มีถอย แต่ด้วยบุคลิกส่วนตัว บวกกับเทคนิคไม่น่าตื่นตาเร้าใจ ทำให้แฟนบอลบางคนไม่ได้ปลื้มนักอย่างล่าสุดที่มีชื่อลุยซูซูกิ คัพ มีไม่น้อยหล่นอุทานเลยว่า ติดมาได้ยังไง/เด็กเส้นหรือเปล่า/ทำไมต้องเรียกอีกความคลางแคลงใจเหล่านี้มีหรือ มงคล จะไม่รู้ เขาได้ยินมาตลอด เสียงวิจารณ์จากแฟนบอลจำเป็นต้องเงี่ยหูฟังอยู่แล้วเพียงแต่พยายามมองข้ามและหวังจะใช้ความทุ่มเทแบบสุดตัวเป็นเครื่องพิสูจน์ อย่างที่เคยเรียกความประทับใจได้ตอนเจอ อิรักบางครั้งความจริงมันก็น่าเจ็บปวด ต่อให้ทำงานหนักกว่าใคร แต่ลีลาไม่เร้าใจ ไม่มีจุดขายที่ดึงดูดได้ มันก็กลายเป็นส่วนเกินไปเลยทุกคนอยากเห็น ชนาธิป สรงกระสินธิ์ , ธีราทร บุญมาทัน หรือ ธีรศิลป์ แดงดา มากกว่า แทบไม่เคยมีใครอยากจะเข้ามาดูสไตล์การวิ่งแบบหมาบ้าไม่มีหมดของ มงคล ต่อให้ตะคริวขึ้นก็ตามถามว่าน่าน้อยใจหรือเปล่า แม้เขาจะไม่พูดออกมา แต่ถ้าหัวใจพูดได้ก็คงตอบว่าใช่อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่เขามีคือความเจียมเนื้อเจียมตัว ซึ่งเป็นมาอย่างไรตั้งแต่สมัยเด็กๆ ปัจจุบันก็อย่างนั้น ไม่ได้คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่ แตะต้องไม่ได้เลย ต่อให้ขึ้นชื่อว่าติดทีมชาติแล้วก็ตามหากใครยังจำกันได้เกมคัดบอลโลกที่เจอกับ ยูเออี แล้ว "จ่าเย็น" ทำประตูได้ วิ่งดีใจมาที่กล้องถ่ายทอดสดแล้วตะโกนใส่ว่า "ผมรักประเทศไทย" เหมือนต้องการปลดปล่อยหรือบอกความนัยอะไรบางอย่างก่อนหน้านั้นเพิ่งเจอกับเสียงวิจารณ์ว่าฟอร์มแย่ ควรจะตัดชื่อทิ้งได้แล้ว บางคนหนักกว่าหาว่าเส้นใหญ่ มีแบ็กอัพดี พอยิงประตูได้เลยอยากระบายให้มันเต็มที่เขาสำนึกอยู่เสมอว่าเป็นหนี้บุญคุณทุกคนทุกฝ่ายที่เคยให้โอกาส ดังนั้นจึงอยากจะตอบแทนอย่างเต็มพิกัด เท่าที่กำลังและหัวใจจะสู้ไหวจนกระทั่งรู้สึกว่าสู้ไม่ไหวแล้วนั่นแหล่ะ...---------------------หลังรายชื่อ 27 ขุนแข้งทีมชาติไทยชุดสู้ศึกเอเชี่ยน คัพ 2018 เปิดเผยออกมาแล้วไร้ชื่อ มงคลอีกไม่กี่นาทีให้หลังเขาตัดสินประกาศอำลาทีมชาติเลย แบบไม่ต้องคิดอะไรมากไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามาจากความน้อยใจด้วยหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ เขาเชื่อว่าถึงเวลาเหมาะสมที่จะกล่าวคำลาแล้วมงคล เปิดใจว่าเคยคิดมาช่วงหนึ่งแล้ว เพื่อจะเปิดทางให้เด็กรุ่นหลังได้ขึ้นมารับใช้ชาติบ้าง เพราะบางทีก็ท้อกับเสียงวิจารณ์ แต่กำลังใจจากคนรอบข้างก็ฉุดรั้งไว้ตลอดแม้จะบอกว่าเข้าใจดี แต่ถึงที่สุดแล้วมันก็ต้องกล้ำกลืนหากจะให้พูดออกมาจริงๆบางทีมันก็น่าตลก เขาเป็นนักเตะที่กุนซือทุกคนต่างประทับใจให้ความสำคัญ แต่ในสายตาแฟนๆแล้ว แทบจะตรงกันข้าม“สุดท้ายนี้ในฐานะเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง อดีตหนุ่มโรงงานคนหนึ่ง ผมรู้สึกว่า วันนี้ผมเดินมาไกลมากๆ ไกลจนมองไม่เห็นต้นทาง ที่ผมเคยผ่านมา และ จากนี้ไป แม้ว่าผมจะไม่ได้อยู่ในฐานะนักฟุตบอลทีมชาติไทยแล้ว แต่ผมก็จะคอยเป็นกำลังใจให้ทีมอยู่เสมอ ในฐานะแฟนบอลทีมชาติไทยตลอดไป”นี่คือประโยคสุดท้ายที่สะท้อนความรู้สึกได้เป็นอย่างดีถ้าคุณกล้าพูดคำว่าลาก่อนชีวิตก็จะตอบแทนคุณกลับมาด้วยคำว่าสวัสดีครั้งใหม่ขอให้โชคดี "จ่าเย็น" นักเตะผู้เทิดทูนความมุ่งมั่นMYSBOBET รับรองคุณจะเพลิดเพลินและได้รับการบริการที่สะดวกรวดเร็วแน่นอน ลองมาแอดกันได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177

คนเฝ้าเสาที่พวกเขาเฝ้ารอ

อลีสซง เบ็คเกอร์ ก็เหมือนเด็กบราซิเลี่ยนทั่วไป ที่มีความคลั่งไคล้เกมลูกหนังฝังอยู่ในสายเลือดแต่ด้วยความที่รูปร่างไม่เกื้อหนุน ตัวเตี้ยเกินไป แถมตุ้ยนุ้ยอุ้ยอ้าย เพราะชอบกินน้ำอัดลมกับคุ้กกี้ ทำให้เป็นอุปสรรคที่จะเอาดีได้อย่างไรก็ตามหัวใจที่มั่นคง รักจริง บวกกับมี มูเรียล พี่ชายบังเกิดเกล้าซึ่งมีอนาคตในบทบาทผู้รักษาประตู ทำให้เขาตัดสินใจลด ละ เลิกอาหารขยะ หันมาควบคุมน้ำหนักอย่างจริงจังจริงๆ อลีสซง เกือบถอดใจล้มเลิกความคิดเป็นนักเตะอาชีพ แล้วหันไปเล่าเรียนเป็นเรื่องราวตามที่ครอบครัวพร้อมสนับสนุน แต่หลังจากได้คุยกับ ดาเนี่ยล ปาวาน โค้ชคนแรก ทำให้ลองฮึดอีกสักตั้งปาวาน นี่เองที่ช่วยโน้มน้าวพ่อกับแม่ ขอโอกาสอีกปี ถ้าไม่ไหวจริงก็จะถอยออกมาทีแรกพ่อของ อลีสซง ลังเลใจไม่อยากจะต้องเสียเวลาอีก แต่เมื่อเห็นสายตาเว้าวอนของโค้ชรายนี้ จึงพยักหน้ารับคำ แม้จะไม่ค่อยเชื่อน้ำยาลูกชายคนนี้สักเท่าไรใครจะคิดว่านั่นคือจุดหักเหสำคัญของชีวิตและต้องยก เครดิต ลูกตื๊อให้กับ ปาวานจากเด็กตัวกระเปี๊ยกไม่เหมาะกับตำแหน่งด่านสุดท้าย ปรากฏว่าหลังจากนั้นไม่นานร่างกายเขา "ทะลึ่ง" สูงพรวดพราด ตามแบบฉบับมาช้ากว่าใครแต่ไปไวกว่าเพื่อนกระทั่งมาหยุดที่ 191 เซนติเมตรหรือ 6 ฟุต 5 นิ้ว ซึ่งเหมาะเหม็งกับการเป็นผู้รักษาประตูเหลือเกินตอนนั้นเองรูปร่างหน้าตาเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ไม่หลงเหลือคราบไคล "ไอ้อ้วนเตี้ย" เลยสักนิดเดียว หล่อเหลาเข้มคมเป็นที่นิยมของสาวๆ ถึงขนาดว่ามีโมเดลลิ่งมาทาบทามให้ไปเป็นนายแบบและเอาดีทางด้านวงการบันเทิงแต่ไม่มีอะไรขัดขวางความตั้งใจที่จะเดินไปบนเส้นทางสายลูกหนังได้อีกแล้วนายแบบกับนายด่านที่อาจล้มเหลว -- เขาเลือกอย่างหลังอลีสซง เข้ามาอยู่อะคาเดมี่ของ อินเตอร์นาซิอองนาล ตั้งแต่ 10 ขวบ แบบไม่เห็นอนาคตสักเท่าไร แต่หลังจากนั้นพัฒนาการก็รุดหน้าอย่างชัดเจน จนก้าวขึ้นสู่ชุดใหญ่แค่วัยเพียงแค่ 21 ปีโชคดีอีกอย่างของเขาคือช่วงนั้นเอง ดีด้า อดีตโกลทีมชาติบราซิลและ เอซี มิลาน ถูกดึงมาร่วมทัพด้วย แทนที่ อลีสซง จะมองว่ารุ่นพี่รายนี้คือคู่แข่ง เขากลับเข้าไปหาและขอวิชาความรู้ได้ทั้งคำแนะนำได้ทั้งวิทยายุทธ์ นั่นยิ่งทำให้ อลีสซง ยืนตระหง่านระหว่างสองเสาด้วยความมั่นใจมากยิ่งขึ้นต้นปี 2016 โรม่า ที่ตามเช็คฟอร์มมาตลอด ยื่นข้อเสนอ 7.5 ล้านยูโรมาให้ อินเตอร์นาซิอองนาล ก่อนจัดการเซ็นสํญญาล่วงหน้าข้ามเวลาหลายเดือน เพราะกลัวว่าจะหลุดมือพอเข้าฤดูร้อน อลีสซง ในวัยแค่ 23 ปีก็โผบินไปเผชิญหน้ากับความท้าทายบนเวทีกัลโช่ เซเรียอาดีด้า ซึ่งมีประสบการณ์โชกโชนกับบอลลีกอิตาลี ตบบ่าตบไหล่ให้กำลังใจเลยว่า เอ็งจะไม่ผิดหวังแน่นอนไอ้หนู----------------------------อลีสซง เอาความฝันยัดใส่กระเป๋าบินมายังกรุงโรม หนึ่งในเมืองแห่งความฝันที่เด็กบ้าบอลบราซิลทั้งหลายอยากจะมาสัมผัสบรรยากาศใจเต้นรัวเป็นกลองมโหรทึกในวันแรกที่มาถึง ทุกอย่างดูแปลกตาไปหมด แม้กระทั่งเมื่อไปถึงที่ทำการสโมสรของโรม่าเขาต้องปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่หลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องภาษาและวัฒนธรรมลูกหนัง ซึ่งน่าจะแผกไปจากแถวอเมริกาใต้อีกทั้งยังต้องดิ้นรนเพื่อพิสูจน์ให้ ลูชาโน่ สปัลเล็ตติ เทรนเนอร์ของทีมยอมรับให้ได้แต่มันไม่มีอะไรง่ายอยู่แล้ว โรม่า ไม่ใช่สโมใสรเล็กๆ นี่คือระดับแถวหน้าลีกสูงสุดของประเทศ จำต้องฝ่าด่านมากมาย โดยเฉพาะความไว้ใจให้กับเจ้านาย ซึ่งเป็นพวกอนุรักษ์นิยม ไม่ค่อยเชื่อมือเด็กรุ่นใหม่เท่าไรนักแล้วการเมืองในมุ้งหมาป่าแห่งกรุงโรมก็ไม่ธรรมดา สปัลเล็ตติ ไม่ใช่ผู้ทรงอิทธิพลมากสุด แม้จะมีตำแหน่งสั่งนักเตะทุกคนได้ฟรานเชสโก้ ต๊อตติ ต่างหากที่กุมอำนาจไว้เกือบทั้งหมด ชนิดบอร์ดบริหารไม่กล้าแตะต้อง ไหนจะพวกรุ่นรองลงมาอย่าง ดานิเอเล่ รอสซี่ อีกอลีสซง จึงต้องหัดอยู่ให้เป็น ต้องคอยสังเกตและเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ ต่อให้อาจจะไม่ค่อยชอบใจนักก็ตามด้วยความเป็นเด็กรุ่นๆ ไม่ถึง 25 ปี แถมมาจากแดนไกล นอกจากต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลาแล้ว ยังต้องมีน้ำอดน้ำทนเป็นที่หนึ่งอีกต่างหาก เพื่อรอเวลามาถึงฤดูกาลแรกที่โรม มันช่างเคลื่อนผ่านไปเชื่องช้ามาก เพราะเขาถูกวางให้เป็นมือ 2 รองจาก วอยเชียค เชสนี่ โกลชาวโปลที่ยืมมาจาก อาร์เซน่อล ซึ่งมีชั่วโมงบินที่สูงกว่า รวมถึงผ่านเวทีใหญ่อย่างพรีเมียร์ลีกมาแล้วในลีกไม่ได้ลงเลยสักนัดเดียว ส่วนใหญ่แล้วเหมาบอลถ้วยไม่ว่าจะยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกหรือโคปปา อิตาเลีย มันช่างน่าอึดอัดอย่างยิ่ง เมื่อคุณได้แต่นั่งมองในเกมสำคัญๆกว่าจะได้มีชื่อเป็นตัวจริงในกัลโช เซเรียอาก็ปาเข้าไปอีกซีซั่นนั่นแหล่ะ เมื่อ ยูเวนตุส ซื้อขาด เชสนี่ ไปทดแทน จานลุยจิ บุฟฟ่อนพอโอกาสพุ่งเข้าชนอย่างนี้แล้ว อลีสซง ไม่ปล่อยให้มันเล็ดรอดหลุดไปได้อย่างเด็ดขาดรูปร่างที่สูงใหญ่ ปฏิกิริยาอันรวดเร็ว ไหวพริบเป็นเลิศ อีกทั้งมีสกิลในการใช้เท้าเปิดบอลที่ดีนั่นทำให้ผลงานเป็นที่ยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการเอาชนะใจกองเชียร์ชาวโรมันทั้งหลาย22 คลีนชีต โดยแบ่งเป็นในลีก 17 และรายการอื่นอีก 5 เปรียบเสมือนโบแดงที่ช่วยส่งให้เขากลายเป็นนายด่านเบอร์ต้นๆ ของโลกทันทีเท่านั้นไม่พอยังถูกเสริมด้วยรางวัลผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมกัลโช เซเรียอาประจำฤดูกาล รวมถึงติดโผ 11 แข้งอีกต่างหากจังหวะเดียวกัน เจอร์เก้น คล็อปป์ กำลังสอดส่ายสายตาหาผู้รักษาประตูที่เก่งจริงๆ มาโปะในส่วนที่ขาด มองไปที่ แยน โอบลัค ก็ราคาแพงสุดขีดเกือบ 100 ล้านปอนด์ฉะนั้น อลีสซง จึงเป็นคำตอบที่ดีสุด แม้จะต้องควัก 67 ล้านปอนด์ก็ตามทีเขาขึ้นแท่นสถิติโลกนายด่านแพงสุด แม้จะอยู่ได้ไม่กี่วัน เพราะหลังจากนั้น เกปา อาริซาบาลากา จะก้าวมาครองแทนเมื่อย้ายมา เชลซี ก็ตามว่ากันว่า อลีสซง คือจิ๊กซอว์สำคัญที่จะมาช่วยเติมเต็ม ในส่วนสุดท้ายที่ขาดหายไปของ ลิเวอร์พูล เพื่อปูทางไปสู่ความสำเร็จนี่คือคนที่เดอะ ค็อปรอกันมานาน..----------------------"หากรู้ว่าแจ๋วโคตรๆ อย่างนี้ ผมจ่ายเป็นสองเท่าไปแล้ว"คล็อปป์ ว่าไว้อย่างปลื้มปิติที่ อลีสซง เซฟสำคัญในช่วงทดเวลาบาดเจ็บเมื่อค่ำคืนวันอังคาร ฉุด ลิเวอร์พูล ให้ฟื้นกลับมาเข้ารอบยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอย่างน่าทึ่งถ้าตัวเลขไม่เคยโกหกใคร นั่นก็ย่อมรับประกันได้ในความเหนียวหนึบของนายด่านแซมบ้า16 นัดในลีก อลีสซง ปล่อยให้บอลผ่านมือไปซุกตาข่ายแค่ 6 ครั้งเท่านั้น ทำสถิติเทียบเท่า เชลซี ยุคแกร่งสุดขั้วในฤดูกาล 2004/05 และ 2008/09นอกจากนี้เมื่อเทียบกับซีซั่นก่อนซึ่ง ลิเวอร์พูล เจอเสียงวิจารณ์ถล่มยับเกี่ยวกับความหละหลวม ในจำนวนนัดเท่ากันเสียไปถึง 20 ประตู นี่คือความแตกต่างอย่างชัดเจนที่สุดก่อนหน้านี้มีแต่แข้งตัวรุกเกือบทั้งสิ้นที่เป็นขวัญใจเดอะ ค็อป แต่เวลานี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป อลีสซง ขยับขึ้นมาเทียบได้กับ โม ซาลาห์ หรือ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ไปเรียบร้อยมันน่าสนใจตรงที่ว่าเพียงซีซั่นแรก เขาแทบไม่ต้องปรับตัวปรับใจอะไรเลย แม้ฟุตบอลอังกฤษจะมีความแปลกแยกมากมายจากอเมริกาใต้และภาคพื้นยุโรปก็ตามทีนอกจากฝีมือดีแล้ว ยังฟ้องถึงจิตใจอันแข็งแกร่ง สมาธิที่มั่นคง พร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่กดดันต่างๆ ได้เสมอทัฟฟาเรล อดีตผู้รักษาประตูทีมชาติบราซิล เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ว่า หลายคนอาจมอง เอแดร์ซอน ของ แมนฯซิตี้ หวือหวามีราคากว่า แต่ในสายตาและประสบการณ์ เขาบอกสั้นๆ ว่า อลีสซง เหนือกว่าหนึ่งสเต็ปและจะก้าวไปเป็นมือหนึ่งของโลกอย่างแน่นอนตอนนี้เพิ่งจะ 26 ปีแล้วตำแหน่งด่านสุดท้ายสามารถยืนระยะได้แบบยาวๆ อนาคตจึงเจิดจ้าแจ่มแจ้งเลยจริงๆถ้า ลิเวอร์พูล จะยุติการรอคอยอันแสนเนิ่นนาน 29 ปีได้สำเร็จแล้วล่ะก็อลีสซง นี่แหล่ะจะเป็นคนข้างหลังที่ผลักดันไปให้ถึงปีนี้ลิเวอร์พูลมีหวังเบียดคว้าแชมป์จากซิตี้ได้สูงมาก และ อลิสซง นี่แหละคือจิ๊กชอว์ชิ้นสำคัญที่เข้ามาเติมเต็ม Sbobet777 ก็เป็นเหมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่จะทำให้คุณร่ำรวย ติดต่อเรามาได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99