breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

ชะตากรรมแห่งภาษี

สักสัปดาห์ที่แล้วข่าว ฟ่าน ปิง ปิง นักร้อง ดาราและนางแบบสาวชาวจีนถูกกล่าว หาว่าเลี่ยงภาษีและถูกรัฐบาลกักตัวไว้ดังกระหึ่มไม่น้อย เพราะนี่คือบุคคลที่ทรงอิทธิพลมากสุดคนหนึ่งในโลกเซลลูลอยด์ของแดนมังกร ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ไม่ใช่แค่ในประเทศเท่านั้น แต่ยังข้ามพรมแดนไปสร้างชื่ออีกด้วย ด้วยรูปโฉมโนมพรรณที่เปล่งปลั่งหน้าตาสะสวย แม้จะผ่านมีดหมอและวัยปาเข้าไป 37 แล้ว แต่ ฟ่าน ปิง ปิง ก็ยังเกาะติดชาร์ตไม่เคยเปลี่ยน แน่นอนรายได้ของเธอต้องมากในระดับตีคู่ไปกับชื่อเสียงด้วย.. ตอนปี 2016 ฟอร์บส์แม็กกาซีนการเงินและเศรษฐศาสตร์ที่ได้ถูกยอมรับมากสุดในโลก ระบุว่า ฟ่าน ปิง ปิง เป็นศิลปินผู้หญิงที่มีรายได้สูงสุดเป้นอันดับ 5 ของโลก ด้วยตัวเลข 17 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แม้จะไม่มีหลักฐานนำมายืนยันอย่างชัดเจน แต่แหล่งข่าวมีข้อมูลสัญญาฉบับหนึ่งของเธอมูลค่า 1.6 ล้านดอลลาร์ แล้วแยกเซ็นเป็น 2 ฉบับ เรียกกันในวงการว่า "สัญญาหยิน-หยาง" โดยจะนำใบสัญญาที่มูลค่าต่ำกว่าไปแจ้ง เพื่อเลี่ยงการจ่ายภาษีก้อนใหญ่ มีผู้ติดตามเธอในเวยป๋อ ซึ่งเป็นสื่อสังคมออนไลน์ของจีนมากกว่า 62 ล้านคน บัญชีผู้ใช้งานของเธอมีการเคลื่อนไหวล่าสุดเมื่อ 23 ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเธอได้กดไลค์โพสต์จำนวนหนึ่ง ทว่าเธอไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณชนตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. เมื่อเธอเดินทางไปยังโรงพยาบาลเด็กแห่งหนึ่งในจีน จึงคาดกันว่าเธอถูกทางการควบคุมตัวเอาไว้ อาจเป็นการรีดหาความจริงจากเรื่องนี้ ก่อนจะดำเนินคดีตามกฏหมาย แม้จะยังไม่ทันชี้ขาดว่าผิดจริงหรือไม่ แต่เวลานี้ ฟ่าน ปิง ปิง ถูกสังคมตราหน้าว่า เป็นคนผิด ไม่รักชาติและไร้จิตสำนึกรับผิดชอบ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก จริงๆ เรื่องคนดังหรือซูเปอร์สตาร์เลี่ยงภาษีนี่ในวงการลูกหนังดูเหมือนกลายเป็นเรื่องปกติไปเลย เพราะใครที่ติดตามข่าวสารจะเห็นบ่อยจนชินและไม่รู้สึกน่าตื่นเต้นอีกต่อไป ยิ่งในสเปนแล้วเหล่าดาราลูกหนังทั้งหลาย ต่างติดร่างแหกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น คริสเตียโน่ โรนัลโด้ , ลิโอเนล เมสซี่ หรือกระทั่ง เนย์มาร์ ตั้งแต่ยังไม่ได้โยกไปเล่นในลีกอื่น - โรนัลโด้ โดนศาลสเปนฟ้องไม่จ่ายภาษี 14.7 ล้านยูโรในช่วงปี 2011-14 ซึ่งมาจากเงินเดือน โบนัสและค่าลิขสิทธิ์ภาพลักษณ์ - เมสซี่ กับ ฮอร์เก้ พ่อบังเกิดเกล้าเลี่ยงภาษีรวมกันเกือบ 4 ล้านยูโร เจอลงโทษทั้งสั่งปรับและจำคุก แต่ก็รอลงอาญาไป เพราะยอมจ่ายทั้งหมดย้อนหลัง - เนย์มาร์ เจอคดีตั้งแต่ตอนย้ายจาก ซานโต๊ส มายัง บาร์เซโลน่า โดยมีการแจ้งค่าตัวที่บิดเบือนไปจากความจริง เพื่อเลี่ยงการจ่ายภาษีอีกนั่นแหล่ะ โชเซ่ มูรินโญ่ สมัยยังนั่งแท่นกุนซือ เรอัล มาดริด ก็โดนด้วยเช่นเดียวกัน ไม่นับพวกดาวดังทั้งหลายที่เคยมาขุดทองหากินในลาลีกาทั้ง ฮาเวียร์ มาสเคราโน่ , อังเคล ดิ มาเรีย , อเล็กซิส ซานเชซ , ราดเมล ฟัลเกา หรือ ซามูแอล เอโต้ ทำไมเรื่องนักเตะดังเบี้ยวภาษีทั้งหมดจึงเกิดที่ลาลีกา ลีกสูงสุดของแดนกระทิง..? ต้องบิดเข็มนาฬิกากลับไปยังปี 2003 ตอนนั้นรัฐบาลสเปนหวังจะดึงแข้งดังมาเล่นในลาลีกา เพื่อบูมฟุตบอลภายในประเทศของตัวเองและออกนโยบายให้สิทธิพิเศษกับนักเตะต่างชาติด้วยการตั้งเพดานภาษีไว้ที่ 24 เปอร์เซนต์ แล้ว เดวิด เบ็คแฮม นี่แหล่ะที่ได้สิทธินี้เป็นคนแรก เมื่อครั้งย้ายจาก แมนฯยูไนเต็ด มาสวมยูนิฟอร์ม เรอัล มาดริด บรรดาสแปนิชชนเลยเรียกกันติดปาก "เบ็คแฮมลอว์" หรือ "กฏของเบ็คแฮม" แต่พอมาปี 2010 ช่วงที่สเปนเผชิญกับวิกฤตการเงินอย่างหนัก เศรษฐกิจย่ำแย่ไปทั่วหองระแหง รัฐบาลอยู่ในอาการ "ถังแตก" เลยฉีกกฏนี้ทิ้งไปซะ แล้วนำกฏใหม่มาใช้ ซึ่งมีการจ่ายที่มากและซับซ้อนขึ้น อย่างเช่นถ้าคุณมีรายได้ 200,000 ยูโรต่อสัปดาห์ จะเสียภาษีในอัตราสูงสุด 52 เปอร์เซนต์ คุณจะเหลือเงินแค่ 96,000 ยูโรเท่านั้นเอง สมัยยังอยู่มาดริดนี่ โรนัลโด้ ถูกระบุว่าฟันค่าจ้าง 280,000 ปอนด์ต่อวีกหลังจากหักภาษีแล้ว นั่นหมายความว่ารายได้จริงๆ หากยังไม่หักแท็กซ์จะตกที่ 600,000 ปอนด์เลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้ดาวดังทั้งหลายเลยหาวิธีเลี่ยงกันทั้งสิ้น เพราะมองที่รายได้อันมหาศาลแล้วต้องจ่ายเงินเข้ารัฐครึ่งหนึ่งหรือมากกว่านั้น นึกแล้วมันช่างโหดร้ายเหลือเกิน แต่สุดท้ายแม้จะถูกตรวจสอบจนพบว่ามีการโกงเกิดขึ้น แต่ก็ไม่มีใครถูกจับขังเข้าซังเตเลยสักรายเดียว เคสของ เนย์มาร์ และเมสซี่ จะรอดพ้นโทษจำคุก เนื่องจากกฎหมายสเปน กำหนดให้ผู้กระทำผิดครั้งแรก และถูกลงโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี จะใช้วิธีภาคทัณฑ์เพื่อรอลงอาญาแทน แต่ในกรณีของโรนัลโด้ ถูกตั้งข้อหา 4 กระทง และมีสิทธิ์ถูกลงโทษจำคุกยาวถึง 7 ปี จึงมีโอกาสต้องเดินเข้าเรือนจำ อย่างไรก็ตาม หากโรนัลโด้ยอมรับผิด และชำระภาษี กับค่าปรับทั้งหมด อาจได้ลดโทษจำคุกลงมาครึ่งหนึ่ง หรือ 1 ใน 4 ซึ่งอาจเหลือไม่เกิน 2 ปี และเข้าเกณฑ์รอลงอาญา ไม่ต้องไปใช้ชีวิตหลังลูกกรงเหล็กเช่นเดียวกัน แต่ไม่ใช่กับ ฟ่าน ปิง ปิง ซึ่งยังไม่มีการเปิดเผยหลักฐานก็แทบหมดอนาคต เจอกักขังหน่วงเหนี่ยวและไม่ได้ออกมาใช้ชีวิตตามปกติ แทบจะสูญทุกอย่างกันเลย ทั้งที่จะว่าไปแล้วสมัยเฟื่องๆ เธอเคยควัก 1 ล้านหยวนหรือราว 5 ล้านบาทบริจาคให้กับหน่วยดับเพลิงเทียนจิน ไว้ผู้ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ซึ่งนั่นคือการคืนกำไรให้กับสังคมอย่างหนึ่ง นี่คือหนึ่งในความแตกต่างระหว่างประเทศที่มีระบอบการปกครองและวิธีการบริหารจัดการที่ต่างกัน ถ้า ฟ่าน ปิง ปิง เป็นคนสเปน คงไม่ตกอยู่ในชะตากรรมเช่นนี้.. สุดท้ายใครที่ไม่ต้องการลำบากลำบนคิดมากเรื่องเงินลองมาดูกันกับ MYSBOBET รับรองคุณจะเพลิดเพลินและได้รับการบริการที่สะดวกรวดเร็วแน่นอน ลองมาแอดกันได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177

แย่เกือบทั้งทีมแบบนี้ก็ได้เหรอ ?

มันขัดหูขัดตากันไปซะหมด ทำอะไรจู่ๆก็กลายเป็นไม่ดี ฟอร์มดิ่งลงเหวคลื่นซัดออกทะเลกันอย่างพร้อมเพรียงแบบนี้เล่นเอางงตาแตกกันไปเลยครับเหมือนกับว่านี่คือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คนล่ะทีมกับที่เจอ ยัง บอยส์ ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ซะอย่างนั้นโดยเฉพาะกับ พอล ป็อกบา ที่วันนี้แม้จะแอสซิสต์สวยๆให้ เฟร็ด ได้แต่นอกนั้นบอกเลยว่าพังกับพังอะไรคือเหตุผลที่ทำให้ "ปีศาจแดง" ในฤดูกาลนี้ฟอร์มไขว้ไปเขวมาได้ขนาดนี้ ไม่มีใครสามารถตอบได้เลยครับ แทบไม่มีเลยจริงๆโชเซ่ มูรินโญ่ ก็ทำให้เห็นแล้วว่ายามแทคติกเขาดีมันก็เออดีจนน่าใจหาย นักเตะมีใจเล่นให้แบบไม่มีกั๊ก รุกได้รุก ไม่ใช่เอาแต่บัสเพียงอย่างเดียว เพียงแต่ว่าปัญหาในตอนนี้คือความไม่คงเส้นคงวา"ผมคิดว่า วูล์ฟ สมควรแล้วที่ได้แต้มพวกเขาเล่นในแบบที่ผมต้องการจะให้ทีมของผมเล่น มันเหมือนกับว่านี่คือนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก""นั่นคือทัศนคติที่ผมอยากให้ทีมของผมมีทุกๆเกมการแข่งขันซึ่งเราไม่มี แต่พวกเขามี เราไม่มีอะไรแบบนี้เลย ทัศนคตินี่แหละคือตัวสร้างความแตกต่าง พวกเขาเล่นเอาตายตั้งแต่นาทีแรก พวกเขาเล่นบอลในทุกๆจังหวะ พวกเขามีสมาธิกับเกมสูงมาก พวกเขามีความกระหายซึ่งเราไม่มี"นี่คือบทสัมภาษณ์ของ มูรินโญ่ ที่น่าเหลือเชื่อว่าในที่สุดก็ออกมาจากปากของกุนซือชาวโปรตุกีซ มันเป็นการวิจารณ์ทีมโดยรวมแบบตรงไปตรงมาเกี่ยวกับทัศนคติในการเล่นหรือว่าในตอนนี้ มูรินโญ่ จะอดรนทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้วเกี่ยวกับสถานการณ์ของทีม ?เราได้เห็นจังหวะขาดๆเกินๆซ้ำๆซากๆของแข้งเจ้าประจำอันโตนิโอ วาเลนเซีย ไม่ใช่ วาเลนเซีย คนเดิมอีกต่อไปโดยสมบูรณ์ ตอนนี้เขาเป็นเพียงฟูลแบ๊คดาดๆไปซะแล้ว จังหวะเลี้ยงสุดริมเส้นก็เดิมๆ ไปไม่ได้ก็ล็อคเข้าซ้ายแต่เปิดด้วยซ้ายไม่ได้สุดท้ายคืนให้ตัวรองเล่นพอล ป็อกบา ทำเสียงบอลหลายต่อหลายครั้งจากการที่เขาเล่นม้วนไปม้วนมา ยึกยักซ้ายขวาหน้าหลังขึ้นๆลงๆ ABAB จนสุดท้ายกดอัลติไม่ติดโดนแข้ง "หมาป่า" แย่งไปดื้อๆจากเท้าในแนวรุกเกมวันนี้จะว่า อเล็กซิส ซานเชซ สมควรโดนด่ามั้ย ? สมควรแหละครับเพราะเขาไม่สามารถยิงประตูใน พรีเมียร์ลีก ได้นานกว่า 800 นาทีเข้าไปแล้วจาก 'เดอะแบก' แห่ง อาร์เซน่อล กลายเป็น 'เดอะบ๊วย' แห่ง "ปีศาจแดง" อย่างเต็มตัวรวมไปถึง โรเมลู ลูกากู ที่เล่นไม่มีประโยชน์ต่อทีมเลยแม้แต่น้อย พี่แกยืนบื้อ ยืนนิ่ง อยู่หน้ากรอบเขตโทษ หรือมีจังหวะได้บอลกระชากก็ไม่สามารถโชว์พลังให้สมกับเป็นหอก 75 ล้านปอนด์ได้เลยแม้แต่เสี้ยวเดียว"ด้วยความสัตย์จริงนะ ผมคาดหวังที่จะเห็นอะไรมากกว่านี้กับผู้เล่นแนวรุกของผม พวกเขาไม่มีความคิดสร้างสรรค์, การเคลื่อนที่ และความเฉียบคมเลยดังนั้นเราเป็นฝ่ายที่ทำให้ วูล์ฟ สามารถควบคุมแนวรุกของเราได้ทั้งหมด"นอกจากบ่นเรื่องทัศนคติทีม มูรินโญ่ ยังบ่นเรื่องแนวรุกของเขาด้วย แต่ว่าก็ว่าเถอะครับนี่คือแนวรุกที่ดีที่สุดของ "ปีศาจแดง" ในตอนนี้แล้วนั่นแหละใช่ แนวรุกที่มี เจสซี่ ลินการ์ด เป็นตัวหลักอ่ะครับ อารมณ์มันก็น่าจะเหมือนๆครั้งอดีตตอนที่ คีแรน ริชาร์ดสัน เป็นตัวจริงในปีกซ้ายอยู่บ่อยๆนั่นแหละมันไม่มีใครดีไปกว่านี้แล้วฆวน มาต้า จู่ๆเฮียแกก็ฟอร์มดร็อปไปพอสมควรภายหลังจากที่ได้รับโอกาสลงบ้าง ไม่ลงบ้าง หรือลง 10 นาทีบ้าง 15 นาทีบ้างจาก มูรินโญ่ กลายเป็นนักเตะหาจังหวะของตัวเองไม่เจออ็องโตนีย์ มาร์กซิยัล ก็สั้นๆครับ ไม่อยากเล่นให้ทีมก็ไปขอย้ายซักทีเถอะแบบตรงไปตรงมา เขาน่าจะเป็นตัวซูปเปอร์ซับให้กับทีมได้แต่ลงมาก็แทบจะไม่เคยสร้างความแตกต่างได้เลยแม้แต่น้อยยิ่งคิด ยิ่งพิมพ์ ยิ่งปวดตับอ่ะเอาจริงจะมีดีในตอนนี้ขอพิมพ์แบบไม่อายมือเลยว่าคือ มารูยาน เฟลไลนี่ นะครับ เขาเล่นได้คงเส้นคงวาที่สุดแล้วในตอนนี้ ทำตามหน้าที่ของตัวเองตามที่ได้รับมอบหมายมาแบบตรงๆไม่ออกนอกลู่จะให้รับก็รับได้ หรือจะรุกแกก็ขึ้นไปโขกชงได้อย่างสม่ำเสมอ เพียงแต่ว่ามันไม่มีใครสามารถเล่นลูกที่เขาชงต่อได้เท่านั้นแหละคือปัญหาใหญ่สำหรับ 'เดอะแบก' ที่แท้จริงของ "ปีศาจแดง" ในตอนนี้คงหนีไม่พ้น ดาบิด เด เคอา ล่ะครับที่เซฟแล้วเซฟอีก การยืนตำแหน่ง ความมั่นใจหลายๆอย่างของเขากลับมาถูกที่ถูกเวลาพอดี ไม่งั้นเกมนี้ ยูไนเต็ด มีสิทธิ์โดนคาบ้านเลยด้วยซ้ำอยากให้แกเป็นกัปตันทีมจริงๆครับ เพราะในหลายๆจังหวะแกตะโกนสั่งเพื่อน หรอกด่าเพื่อนค่อนข้างได้ใจ เสียดายปลอกแขนที่ถูกสวมให้กับแข้งเหมือนคนใบ้ ไม่ก็แข้งจอมลีลาจริงๆหากยังฟอร์มระส่ำไปส่ายมาแบบนี้เรื่อยๆจนถึงช่วงปลายปีล่ะก็ "ปีศาจแดง" น่าจะหมดลุ้นแชมป์อย่างเป็นทางการล่ะครับ เพราะดูบรรดาทีมเต็งจ๋าในค่ำคืนวันเสาร์นี้ โอ้โห ยิงกระจุยแถมเก็บคลีนชีทได้อีกแมนฯซิตี้ ถล่ม คาร์ดิฟฟ์ ไป 5-0ลิเวอร์พูล อัด เซาธ์แฮมป์ตัน เน้นๆ 3-0ใครเป็นแฟนผีในตอนนี้คงต้องได้แต่เจ็บช้ำกับทีมตัวเองและอยู่เงียบๆอย่างห่วงๆไปก่อนล่ะครับ เพราะช่วงปัจจุบันนี้พวกเขาสู้ไม่ได้ ไม่ได้เลยส่วนช่วงนี้ถ้าใครรู้สึกว่าพร้อมกลับมาสู้อีกครั้งแต่ยังหาอะไรเด็ดๆ โปรโมชั่นโดนๆไม่ได้ล่ะก็ขอแนะนำ MYSBOBET ที่มีอะไรดีๆงามๆมาให้อยู่เสมอหากสนใจล่ะก็ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทร 08-0003-1188 / 08-0003-1177

ภาษาชาวบ้านเรียกว่า 'ใบ้แดก'

ภายหลังจากที่ ลิเวอร์พูล เบียดเอาชนะ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ไปได้แบบเหนือๆ 3-2 นั้นมีการเปรียบเทียบกันในเรื่องของศักยภาพระหว่างพรีเมียร์ลีก และ ลีกเอิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากแฟนบอลอังกฤษและสื่อจากแดนผู้ดีแน่นอนครับว่า ลีกเอิง นั้นขาใหญ่ประจำก็คือ เปเอสเช นั่นแหละส่วนทีมอื่นก็ถูกมองว่าส่วนใหญ่จะเป็นไม้ประดับมาคอยทำให้ดูสวยงามและมีชื่อลุ้นชงลุ้นแชมป์กับเขาบ้างโมนาโก เอย, โอลิมปิค ลียง เอย หรือไม่ก็ โอลิมปิค มาร์กเซย หลักๆก็มี 3 ทีมนี้ล่ะครับที่คอยพยายามถีบตัวเองขึ้นไปต่อกรกับ เปเอชเช ให้ได้ซึ่งสุดท้ายแล้วบทสรุปมันอาจจะเหมือนเดิมก็ตามทีทว่าฟุตบอลมันก็คือฟุตบอลครับ ทีมที่เหนือกว่าไม่จำเป็นว่าจะต้องชนะเสมอไปและ ลียง ก็ได้แสดงศักยภาพของทีมจาก ลีกเอิง ให้ได้เห็นกันเน้นๆแล้วเสียดายเหมือนกันที่ช่วงแรกผมไม่ได้รับชมคู่นี้เนื่องจากตัดสินใจชมเกมระหว่าง ยัง บอยส์ พบกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งทาง "ปีศาจแดง" ก็ปิดเกมไปตั้งแต่ครึ่งเวลาแรกแล้วพอมาเช็คสกอร์ดูปรากฏว่าเพื่อนร่วมเมืองอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็สกอร์เดียวกันเป๊ะ เพียงแต่ว่า "เรือใบสีฟ้า" โดนทาง ลียง นี่แหละครับบุกมานำถึง 2-0ครับตอนนั้นเรียกได้ว่าผมนี่ 'ใบ้แดก' เลยจริงอยู่ที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ถูกโทษแบนห้ามคุมทีมข้างสนามต่อเนื่องมาจากฤดูกาลที่แล้วที่เขาตบะแตกวิ่งไปด่าผู้ตัดสินเกมที่ ซิตี้ แพ้ต่อ ลิเวอร์พูล 2-1 ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายแต่การมาเจอกับ โอลิมปิค ลียง โดยที่ไม่มี เป๊ป ข้างสนามมันก็ดูไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรกับโคตรทีมแชมป์เก่าพรีเมียร์ลีกอย่าง ซิตี้ เลยแม้แต่น้อยหากเปรียบเทียบในเรื่องของขุมกำลังเควิน เดอ บรอยน์ ไม่อยู่แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แบร์นาร์โด ซิลวา ก็เล่นได้แบบไม่เคอะเขินไหนจะ อิลกาย กุนโดกัน ที่เมื่อได้เล่นสม่ำเสมอฟอร์มก็ดีวันดีคืนอีกหลายเป็นว่ามาช็อตเอาดื้อๆนัดนี้หมดเลยซะงั้นผมกลับมาย้อนดูไฮไลต์ครึ่งแรกปรากฏว่า 2 ลูกที่ "เรือใบสีฟ้า" เสียนั้นเกิดขึ้นจากความผิดพลาดของพวกเขาเองทั้งหมดโดยเฉพาะลูกแรกที่ แฟร์นันดินโญ่ จ่ายบอลพลาดจนทำให้ นาบิล เฟคีร์ หลุดทะลุไปริมเส้นเปิดเข้ามากลางและ ฟาเบียน เดลฟ์ หวดว่าวแบบน่าเขกกะโหลกจริงอะไรจริงความเฮงเลยไปตกใส่ เม็กซ์เวลล์ คอร์เน็ต ที่เปลี่ยนโอกาสทองให้เป็นประตูได้สำเร็จ จังหวะการยิงของแข้งวัย 21 ปีรายนี้เฉียบคมดีเหลือเกินครับ มันไม่ได้ทำโอกาสของทีมศูนย์เปล่าไปหลังจากนั้นไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ดาบิด ซิลบา จะจ่ายบอลพลาดจนโดน นาบิล เฟคีร์ แข้งแชมป์โลกฉกไปยิง และก็ยิงได้เฉียบคมเหมือนกับ คอร์เน็ต เป๊ะๆเลยครับยิงให้ 'หงส์' เขาดูหน่อย เพราะลึกๆแล้วยักษ์ใหญ่แถบ เมอร์ซีย์ ไซด์ อาจจะรู้สึกเสียดายที่ไม่คว้าแข้งรายนี้ไปร่วมทัพใช่ หากคุณสังเกตุถึงความผิดพลาดจนเสียประตูนั้นมันมาจาก 2 มิดฟิลด์ตัวเก๋าที่สุดแล้วในทีม "เรือใบสีฟ้า" นั่นก็คือ แฟร์นันดินโญ่ กับ ซิลบา มันน่าเหลือเชื่อจริงๆครับมันเหมือนกับว่าก่อนเกม บรูโน่ เยเนซิโอ นายใหญ่ของ ลียง กำชับอย่างหนักแน่นว่าอย่าพยายามปล่อยโอกาสให้หลุดมือซึ่งพวกเขาก็ทำได้จริงๆนี่ตัวผมเองยังแอบเสียดายจังหวะของ เมมฟิส เดปาย ช่วงครึ่งหลังอยู่เลยครับที่ยิงไปเจอซูปเปอร์เซฟของ เอแดร์ซอน ปัดไปชนเสาไม่งั้นพี่แกคงจะมีความสุขมากกว่านี้เพราะก่อนเกมหากใครติดตามอ่านข่าวก็จะทราบดีว่า เดปาย ประกาศกร้าวเลยว่าเมืองแมนเชสเตอร์ยังคงเป็นสีแดงไม่ใช่สีฟ้าตามที่ ซิตี้ กล่าวอ้าง !สถิติหลังเกมที่ออกมามันแน่นอนว่า "เรือใบสีฟ้า" ครองบอลมากกว่า มีโอกาสยิงมากกว่าครึ่งต่อครึ่ง พวกเขายิงเข้ากรอบไป 8 ครั้ง ลียง 4 ครั้งน่าแปลกใจที่ ซิตี้ ไม่สามารถเปลี่ยนมันให้เป็นประตูได้เลยส่วนหนึ่งอาจจะมาจากการที่ อ็องโทนี่ โลเปส มือกาวของ ลียง ดันมาองค์ลงในวันนี้ด้วยก็เป็นได้นะครับการยืนตำแหน่งของเขาค่อนข้างโอเคเลยทีเดียวล่ะ เพราะจังหวะที่ ซิตี้ ยิงเข้ากรอบมันก็ไปเข้ามือของเขาซะหมด ตอนที่เสียประตูให้จากการยิงของ แบร์นาร์โด ซิลวา เพื่อนร่วมชาตินั้นเหยียดขาออกไปแล้วมันไม่ถึงจริงๆเพราะบอลมันแฉลบ เจสัน เดนาเยอร์ ด้วย (ไม่งั้นเผลอๆตรงตัวอีกหากดูวิถีบอล)ทำไม ซิตี้ ถึงกลายเป็นแบบนี้ ?จัดตัวประมาทงั้นเหรอ ? ในความคิดของผมก็ไม่นะครับ แบร์นาร์โด ซิลวา, ราฮีม สเตอร์ลิ่ง และ กาเบรียล เฮซุส มันก็ไม่ใช่ชื่อชั้นที่จะมาดูถูกอะไรแถมในครึ่งหลังก็มีการแก้เกมด้วยการส่ง เลรอย ซาเน่ กับ เซร์คิโอ อเกวโร่ ลงมาตั้งแต่ช่วงต้นเกมนี้ต้องชมล่ะกับแนวรับของ ลียง ที่สามารถจัดการเกมรุกของ ซิตี้ ได้อยู่หมัดไม่ว่าใครจะลงมา จะมีหลุดวงจรไปก็ตอนที่ เลรอย ซาเน่ ลงมาใหม่ๆแล้วสร้างความหวือหวาด้วยการเลี้ยงกินตัวเปิดให้ แบร์นาร์โด ยิงนั่นล่ะการที่ ซิตี้ ได้ประตูไล่มา 1-2 นั้นเอาตรงๆเลยนะ ผมคิดว่าเอาว่ะ อย่างน้อยอย่างแย่สุดๆอาจจะเป็นเสมอแต่ไม่ถึงกับแพ้ ที่ไหนได้เกมวันนี้มันไม่เป็นใจให้กับพวกเขาเลยแม้แต่น้อยโอกาสเยอะ เยอะมากๆ แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ จิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่โยนลงมาก็คือ ริยาด มาห์เรซ ทว่าเขากลับยังคงไม่สามารถทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้ต้นสังกัดใหม่ได้เลยความพ่ายแพ้ 4 นัดรวดในศึก แชมเปี้ยนส์ลีก (รวมตั้งแต่ฤดูกาลก่อน) มันกลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการลูกหนังอังกฤษไปแล้วเรียบร้อย และทีมที่ทำได้มันกลับกลายเป็นทีมที่สร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ด้วยการเก็บ 100 คะแนนเต็มใน พรีเมียร์ลีก ซะอย่างนั้นนี่แหละครับความสนุกของฟุตบอล บางอย่างมันก็ย้อนแย้งเกินกว่าจะให้อภัยได้จริงๆและถ้าใครอยากจะเป็นส่วนหนึ่งในความสนุกของวงการฟุตบอลแบบนี้ล่ะก็ต้องนี่เลยครับ Sbobet777 ที่มีทุกอย่างให้มาร่วมสนุกกัน ดำเนินงานโดยมืออาชีพที่ไว้ใจได้ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sb หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

ว่าด้วยเรื่อง "เมาแล้วขับ"

กลับมาพบกันอีกครั้งและครั้งนี้ผมจะยังขอพูดถึงกุนซืออย่าง แซม อัลลาร์ไดซ์ เช่นเคย... หลังก่อนหน้านี้ได้พูดถึงประเด็นเรื่อง "ตลาดซื้อขายผู้จัดการทีม" กันไปแล้ว แต่มวันนี้ผมจะขอถกเรื่องเสียงวิจารณ์เจ้าตัวสักหน่อย... หลายท่านน่าจะจำข่าวคราวที่ อูโก้ ยอริส นายด่านจอมหนึบ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ถูกจับข้อหาเมาแล้วขับได้ดี เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพิ่งเริ่มต้นเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยผู้รักษาประตูเลือดนํ้าหอมถูกตรวจพบส่วนผสมของแอลกอฮอล์มากถึง 80 ไมโคกรัมต่อ 100 มิลลิลิตร ซึ่งนับว่ามากกว่า 2 เท่าตามที่กฎหมายของแดนผู้ดีได้กำหนดเอาไว้ จากเหตุการณ์ดังกล่าวหลังจากต้องนอนคุกนาน 1 คืนแล้ว เขายังต้องถูกลงโทษห้ามขับรถ 20 เดือนและปรับอีกถึง 50,000 ปอนด์ กลายเป็นอีกคดีตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่ากฎหมายแดนผู้ดีเคร่งครัดในเรื่องนี้ทีเดียว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นดูเหมือนเสียงวิพากย์วิจารณ์จากเรื่องดังกล่าวจะไม่จบลงง่ายๆเมื่อ "ปู่แซม" ได้พูดคดีดังกล่าวกับ อลัน บราซิล นักจัดรายการวิทยุผ่านรายงานช่วงเช้าของ "ทอล์คสปอร์ต" จนมีเสียงตอบโต้จากแฟนรายการมากมายตามมา โดยทางด้าน อลัน บราซิล ให้ความเห็นว่า ยอริส ไม่ได้มีอาการเมามากมายนัก ขณะที่ แซม อัลลาร์ไดซ์ ได้ออกมาระบุว่าโทษค่าปรับมันไม่แฟร์และร้ายแรงเกินไป ซึ่งจากเรื่องดังกล่าวนอกเหนือไปจากเสียงวิจารณ์ตอกกลับจากแฟนรายการแล้ว ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจอวุโสเบอร์มิ่งแฮมยังได้ทำการตอบโต้สองนักจ้อด้วยเช่นกัน "ค่อนข้างโกรธเมื่อได้ฟังรายการ เบรคฟัส ทอล์คสปอร์ต ผ่านวิทยุ ผู้จัดรายการทั้งสองคนพูดเกี่ยวกับการเมาแล้วขับและความเร็ว ซึ่งพยายามลดความรุนแรงของเรื่องดังกล่าวและบ่นเกี่ยวกับเรื่องค่าปรับ มันสามารถทำลายชีวิตคนอื่นๆได้เลยนะ!" ส่วนตัวผมไม่รู้หรอกว่าทั้ง แซม และ บราซิล จะมีการตอบสนองปฏิกิริยาจากคนฟังรายการอย่างไรบ้าง แต่สิ่งที่ผมรับรู้คือทั้งสองคนต่างเคยโดนคดีเกี่ยวกับเรื่องการขับรถมาแล้ว โดยทางด้าน อัลลาร์ไดซ์ เคยถูกดำเนินคดีเรื่องความเร็ว ขณะที่ในปี 2008 บราซิล เคยถูกแบนจากการขับรถ 20 เดือนและปรับอีก 750 ปอนด์พ่วงด้วย 470 ปอนด์มาแล้ว หลังจากถูกฟ้องร้องเรื่องการเมาแล้วขับ โอเค... ผมไม่รู้หรอกว่ากฎหมายมันรุนแรงไปหรือเปล่า แต่ส่วนตัวแล้วถ้าคุณ "ไม่กระทำผิด" สุดท้ายก็ไม่มีบทลงโทษทางกฎหมายใดๆทำร้ายคุณได้ไม่ใช่หรือ? ภาพสะท้อนจากเสียงวิพากย์วิจารณ์ทั้งสองผู้จัดรายการมันแสดงให้เห็นว่าคนแดนผู้ดีมองว่าเรื่อง "เมาแล้วขับ" มันร้ายแรงแค่ไหน แต่สิ่งที่น่าแปลกใจคือทำไมสองอดีตนักฟุตบอลถึงไม่ตระหนักในเรื่องนี้มากเท่าที่ควร ว่ากันตามตรงมันก็สมควรแล้วที่ผู้จัดรายการทั้งสองจะโดนแฟนรายการวิพากย์วิจารณ์ใส่อย่างหนัก! อย่างไรก็ดีในความคิดเห็นของผมแล้วก็อยากให้คดีของผู้เล่นเลือดนํ้าหอมส่งผลกระทบมาถึงแดนสยามของพวกเราเหมือนกัน เพราะทราบหรือไม่ช่วงปีใหม่ 2561 ที่ผ่านมาตามการยืนยันเมื่อวันที่ 8 ม.ค. พุ่งสูงถึง 6,030 คดีทีเดียว... เห็นได้ชัดว่าแม้บทกฎหมายจะรุนแรง แต่ผู้คนทั่วไปบางส่วนกลับมองว่ามันเป็นเรื่อง "ธรรมดา" ไปแล้ว ทั้งที่หากพลาดขึ้นมานั่นอาจหมายถึงการ "สูญเสียชีวิต" สุดท้ายก็หวังว่ากรณีของ ยอริส และสองอดีตนักเตะช่างจ้อจะกลายเป็นเรื่องราวที่ทำให้แฟนแวดวงลูกหนังบางส่วนที่ชื่นชอบการดื่มแอลกอฮอล์หันกลับมาระมัดระวังเรื่อง "เมาแล้วขับ" กันมากขึ้นนะครับ ส่วนเว็บนี้ไม่ต้องเมาก็ตื่นเต้นสนุกสนานกันได้กับ Sbobet777 ที่เต็มไปด้วยทีมงานมืออาชีพพร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงสนใจติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sb หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

ชั่วโมงนี้ต้องยอมเขาแล้วล่ะ

อะไรมันจะขนาดนั้น อะไรมันจะขนาดนั้นจริงๆหลังจากที่ผมได้รับชม ลิเวอร์พูล บดเอาชนะ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ไปได้ 3-2 นี่ในใจคิดแต่เพียงว่า เออ ต้องยอมว่ะ ยอมจริงๆกับช่วงเวลานี้ของยอดทีมแห่ง เมอร์ซีย์ ไซด์ฉายา 'เร้ด แมชชีน' หรือเครื่องจักรสีแดงเดินหน้าแบบไม่หยุดหย่อนในช่วงเดือนสุดหรรษาของพวกเขาหรรษายังไงน่ะเหรอ ? หลายๆคนน่าจะจำกันได้เพราะมีภาพแชร์ไปทั่วโลกออนไลน์ที่ ลิเวอร์พูล จะต้องพบกับทั้ง ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์, ปารีส แซงต์-แชร์กแมง, เซาธ์แฮมป์ตัน, เชลซี 2 นัด, นาโปลี และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ติดต่อกันช่วงคาบเกี่ยวเดือนกันยายนไปตุลาคมเป็นไงล่ะโหดป่ะ ?ใช่ มันดูโหดและ "หงส์แดง" ก็ผ่านมันมาแล้ว 2 นัดด้วยชัยชนะมันอาจจะเป็นชัยชนะที่หืดจับ แต่มันเป็นชัยชนะที่ได้ใจแฟนๆของพวกเขาไปแบบเต็มๆจากรูปเกมที่ออกมาโดยเฉพาะกับนัด เปเอสเช ล่าสุดนี่หัวจิตหัวใจแต่ล่ะคนได้เลยก่อนเริ่มเกมแน่นอนว่ามันเป็นเป้าสังเกตุอยู่แล้วกับการที่ เยอร์เก้น คล็อปป์ ตัดสินใจส่ง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ลงสนามทั้งๆที่ นาบี เกอิต้า ก็ไม่ได้ฟอร์มขี้ริ้วขี้เหร่อะไรปรากฏว่า เฮนโด้ เล่นได้สมศักดิ์ศรีของการเป็นกัปตันทีม ลิเวอร์พูล ครับเขาสามารถจัดการเกมของ เปเอสเช ได้อยู่หมัดเอาจริงๆสองลูกที่ ลิเวอร์พูล เสียนี่มันก็น่าเขกกะโหลกตัวเองเหมือนกันนะครับ ลูกแรกความซวยมันมาลงสู่เท้าของ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน แถม โทมัส มูนิเยร์ ยังยิงได้คมราวกับกองหน้าค่าตัวหลายสิบล้านอีกต่างหากลูกที่สอง โมโม่ ซาลาห์ คงจะหงุดหงิดตัวเองไม่น้อยกับการจ่ายพลาดจังหวะสวนของทีมจนทำให้โดนสวนกลับอีกรอบ แถมจังหวะดังกล่าวบอลสกัดของ เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค ก็ดันเป็นใจให้กับ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ซะอีกทรงออกมาแบบนี้มันเหมือนกับว่าพวกเขาน่าจะโดนลงโทษจากความผิดพลาดที่ไม่น่าเกิดขึ้น แต่มันไม่ใช่ครับขุนพลเครื่องจักรสีแดงไม่ทำให้เสียงเชียร์ใน แอนฟิลด์ ผิดหวังแต่อย่างใดหากลองสังเกตุดูเวลา "หงส์แดง" โดนยิงเหล่า 'เดอะ ค็อป' เสียงตะโกน ลิเวอร์พูล ก็จะมาแล้ว พวกเขาพยายามกลบเสียงเฮของบรรดาแฟนๆชาวปาริเซี่ยนที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเชียร์ทีมรักยังเกาะอังกฤษอารมณ์มันคล้ายๆเกม อินเตอร์ มิลาน กับ ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ ที่ผมได้รับชมก่อนหน้านั่นล่ะครับ แฟนๆใน ซาน ซิโร่ ก็สร้างบรรยากาศให้เกมเหมือนจะจืดๆในช่วงแรกกลายเป็นสุดยอดในช่วงท้ายมันชัดเจนครับว่าแฟนบอลมีอิทธิพลในสนามมากขนาดไหนร็อบบี้ ฟีร์มิโน่ มาช้าแต่ชัวร์ มาแน่แล้วก็ยิงแน่จริงๆ แถมยังดีใจได้แสบๆกวนๆด้วยการปิดตาข้างที่โดนจิ้มซะอีกเชื่อว่านัดนี้หาก 'เดอะ ค็อป' ชาวไทยอดหลับอดนอนดูนี่คุ้มล่ะครับ ไหนจะฟอร์มสุดสะเด่าของ ซาดิโอ มาเน่ ที่เล่นกลบปากเกรียนคีย์บอร์ดที่เข้าไปด่าเขาได้อีกช็อตหลอก เนย์มาร์ หลังหักยังติดตาตรึงใจผมอยู่ในตอนนี้เลยครับแทคติคที่ คล็อปป์ วางหมากในวันนี้ค่อนข้างทำได้ดีกว่ากุนซือรุ่นน้องอย่าง โทมัส ทูเคิ่ล เพียงแค่ว่าความผิดพลาดในเกมนี้ 2 จังหวะมันไม่ควรเกิดขึ้นบ่อยๆและนั่นก็น่าจะคือสิ่งที่ คล็อปป์ รู้ดีมากกว่าคนอื่นสิ่งที่สามารถโค่นทีมเงินถุงเงินถังอย่าง "เศรษฐีหอไอเฟล" ของ ลิเวอร์พูล ลงได้คงต้องบอกตรงๆล่ะครับว่าคือ "ใจ" ใจล้วนๆนี่แหละเพราะการนำอยู่ดีๆ 2-0 โดนตีเสมอเป็น 2-2 มันไม่ใช่ทุกทีมที่จะยืนหยัดแบบแข็งแกร่งจนจบเกมด้วยชัยชนะ ซึ่งทีมที่มีใจแบบนี้ล้วนเป็นทีมระดับแชมเปี้ยนทั้งนั้นหากว่า ลิเวอร์พูล ยังรักษาระบบ รักษาแทคติค รักษาสปิริตของทีมเอาไว้ได้แบบนี้ผมกลัวว่า 'ชั่วโมงนี้ต้องยกให้เขา' มันจะกลายเป็น 'ฤดูกาลนี้ต้องยอมให้เขา' น่ะสิส่วนใครกำลังหาเว็บไซด์ที่ต้องบอกว่าตอนนี้ต้องยกให้ในเรื่องของความเป็นหนึ่งทุกอย่างทั้งความรวดเร็ว โบนัส ความเป็นมืออาชีพไม่มีงอแงล่ะก็ต้อง Mysbo99 ติดต่อได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo หรือโทร 08-0003-1188 / 08-0003-1177

"ฟิล โฟเดน" เด็กหนุ่มผู้เป็นอนาคตของทัพ แมนฯ ซิตี้

ความใฝ่ฝันที่อยากจะเป็นสิ่งหนึ่งที่อยากเป็นในบางครั้งนั้นมันอาจจะไม่ง่ายนัก แต่ก็ไม่มีอะไรที่จะยากเกินไปถ้าเราได้ลองพยายาม สำหรับในตอนนี้มีเด็กหนุ่มอยู่คนหนึ่งที่กำลังไล่ตามความฝันของตัวเอง โดยที่ไม่สนว่าในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไรขอแค่ได้ทำตามใจตัวเองก็พอแล้ว น้อยคนนักที่จะรู้จักนักเตะที่ชื่อ ฟิล โฟเดน หรือแทบจะไม่รู้จักเลยก็ว่าได้ เขาเป็นนักเตะดาวรุ่งสัญชาติอังกฤษ เล่นในตำแหน่งกองกลาง อยู่กับสโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่ง เกิดวันที่ 28 พฤษภาคม ค.ศ. 2000 ในเมือง สต็อคพอร์ต ประเทศอังกฤษ เริ่มแรกในช่วงวัยเด็ก เขาเป็นคนที่สนใจในเรื่องฟุตบอลอย่างมากแทบจะเรียกได้ว่าหลงใหลเลยก็ว่าได้ และหลังจากนั้น เด็กหนุ่มมากพรสวรรค์คนนี้ก็ได้เข้าร่วมโรงเรียนเยาวชนของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตั้งแต่ที่เขาเข้าร่วมทัพ "เรือใบสีฟ้า" เขาได้เรียนรู้พัฒนาตัวเองในหลายๆด้าน จนมีชื่อติดอยู่ในทีม ยู 17 และนั่นคือจุดเริ่มต้นในอาชีพค้าแข้งสำหรับเขาเป็นต้นมา และนัดแรกของเขาในสีเสื้อของ แมนฯ ซิตี้ ที่ต้องดวลกับ คู่ปรับร่วมเมืองอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ชุดยู 18 และในนัดนั้นเขาสามารถทำประตูได้ด้วย ซึ่งเป็นการประเดิมที่ยอดเยี่ยมสำหรับตัวเขาจริงๆ เท่านั้นยังไม่พอ จากฟอร์มการเล่นดังกล่าว ทำให้ เจ้าหนูวันเดอร์คิดส์ รายนี้ ถูกคัดเลือกไปเล่นในศึก ฟุตบอลโลก ยู 17 กับทีมชาติอังกฤษ ที่ประเทศอินเดีย อีกด้วย ซึ่งก็ไม่ทำให้ทัพ "สิงโตคำราม" ต้องผิดหวัง เพราะเขาแอสซิสต์ให้เพื่อนร่วมทีมยิงในนัดที่เจอกับ ทีมชาติสเปน จนทำให้คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก ยู 17 ในรอบสุดท้ายได้สำเร็จ และความฝันของเขาก็กลายเป็นจริง ซึ่งได้เป็นนักเตะมืออาชีพอย่างที่เขาหวัง แถมได้รับค่าตอบแทนอย่างสมน้ำสมเนื้ออีกด้วย จนในที่สุด โฟเดน ได้ลงประเดิมสนามให้กับทีมชุดใหญ่ ภายใต้การคุมทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ในนัดที่พบกับ เฟเยนูร์ด ร็อตเธอร์ดัม ใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก โดยเปลี่ยนตัวลงมาแทนที่ของ ยาย่า ตูเร่ ในช่วงครึ่งเวลาหลังของเกม ซึ่งทำให้เขากลายเป็นนักเตะสัญชาติอังกฤษที่อายุน้อยที่สุดที่ลงเล่นในรายการ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ไปในที่สุด ด้วยวัยแค่เพียง 17 ปี กับอีก 192 วัน และด้วยความขยันหมั่นฝึกซ้อมมาโดยตลอด ทำให้ เป๊ป เห็นถึงความสามารถของ โฟเดน จนต้องใส่ชื่อลง 11 ตัวจริงในทีม ในการดวลกับ เชลซี ในศึกคอมมิวนิตี้ ชิลด์ ที่ผ่านมา โฟเดน โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมในนัดนั้น สามารถแอสซิสต์ให้ อเกวโร่ ยิงได้หนึ่งประตู หลังสิ้นเสียงนกหวีด ทำให้พลพรรค "เรือใบสีฟ้า" คว้าชัยเหนือ เชลซี ได้ 2-0 และก็เป็นอีกหนึ่งแชมป์สำหรับตัวเขาที่ได้มาประดับบารมี กว่าที่ โฟเดน จะมาได้ถึงขนาดนี้ต้องพยายามฝึกฝนอย่างมาก และกว่าจะได้รับโอกาสนั้น เขาก็พยายามอดทนรอมาเรื่อยๆ จนในที่สุดโอกาสของเขาก็มาถึง และเขาก็ไม่ปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดมือไป โดยทำมันให้สำเร็จจนมาถึงทุกวันนี้ และอนาคตในวันข้างหน้ายังคงรอเขาอยู่เสมอ เพื่อที่จะได้ก้าวไปเป็นนักเตะที่ดีที่สุดของสโมสรที่เขารักมาตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับความเพียรพยายามของตัวเขาที่จะทำให้ความฝันนั่นเป็นจริงขึ้นมา นอกจากนี้ โฟเดน อาจจะเป็นตัวความหวังใหม่ที่จะพา แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ทีมชาติอังกฤษ ประสบความสำเร็จได้ในอนาคต เพราะด้วยฝีเท้าที่ยังสามารถพัฒนาไปได้อีกไกล หรือเรื่องอื่นๆที่เขาสามารถเรียนรู้ได้จากรุ่นพี่ภายในทีม อาจทำให้เขาเติบโตเป็นนักเตะที่ดีได้ในวันข้างหน้า สำหรับใครที่อยากเติบโตและประสบความสำเร็จสามารถแวะเข้ามาดูได้ที่Mysbo99 ติดต่อได้เลยที่https://line.me/R/ti/p/@mysboหรือโทร 08-0003-1188 / 08-0003-1177

'ริชาร์ลิสัน' จุดเปลี่ยนของคำว่า "ไม"

"หลายๆครั้งในชีวิต สิ่งที่กำหนดชะตาชีวิตของเรานั้นไม่ใช่สิ่งที่เราเลือกทำเพียงอย่างเดียว แต่คือสิ่งที่เราเลือกที่จะไม่ทำต่างหาก"จังหวะนี้ ดาวรุ่งที่กำลังมาแรงที่สุดคงหนีไม่พ้น 'คีเลี่ยน เอ็มบัปเป้' แต่มันก็ยังมีดาวอีกดวงนึงที่กำลังเพิ่มประกายไฟให้ตัวเองเช่นกัน ดาวดวงนั้นคือ 'ริชาร์ลิสัน' กองหน้าชาวบราซิลสไตล์อังกฤษ "ตำนานบทใหม่ของโลกฟุตบอล"ที่บอกว่าสไตล์อังกฤษนั้นเพราะว่า สไตล์เขาคือใช้การความเร็วและมีทักษะลากเลื้อยแบบบราซิล แต่จุดเด่นของเขาอีกอย่างคือการทรงตัวที่ดีและร่างกายที่กรำยำในแบบฉบับของนักเตะเมืองผู้ดีร่างกายที่แข็งแกร่งนี้ไม่ได้มาจากการเล่นฟิตเนสหรือการกินอาหารที่สมบูรณ์ แต่มันมาจากการที่เขาต้องเดินระยะทาง 9 กิโลทุกวัน เพื่อไปซ้อมฟุตบอลสมัยยังเล็ก โดยบางครั้งรองเท้าก็ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง....เขาเกิดมาพบกับความยากลำบากบนโลกใบนี้ตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 1997 ในเมือง 'โนว่า เวเนเซีย' เมืองแถบทางตะวันออกเฉียงใต้ของบราซิลพื้นที่ที่เขาอยู่นั้นเป็นบริเวณที่มีพ่อค้าขายยาเยอะมาก พ่อของเขาจึงซื้อลูกบอลมาให้หลายลูกในวัยเด็ก 'ไม่ใช่เพราะว่ามีเงิน แต่เพราะหวังให้ลูกชายเป็นนักฟุตบอลที่ดีได้ในอนาคต' นั่นจึงเป็นเหตุผลให้เขาเล่นฟุตบอลเป็นตั้งแต่ 5 ขวบแต่ด้วยความจน ไม่มีแม้แต่สนามหญ้า เขาจึงนำหญ้าที่คนข้างบ้านตัดทิ้งมาทำเป็นสนามและเล่นพี่ชาย เขาเล่นไปเรื่อยๆจนอายุ 7 ขวบ ซึ่งมันเป็นช่วงเวลาที่พ่อและแม่ของเขาแยกทางกัน นี่แหละคือการตัดสินใจด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกในชีวิตของเขาแม่จะพาเขาย้ายออกไปนอก โนว่า เวเนเซีย แต่ในขณะที่รถกำลังเคลื่อนออกจากบ้านอย่างช้าๆ เด็กหนุ่มในวัย 7 ขวบ ก็คิดกับตัวเองว่า "ผมรู้จักแม่ผมดี แม่จะไม่พาผมไปเล่นฟุตบอลแน่นอน ผมจึงตัดสินใจที่จะอยู่ต่อ" แล้วเขาก็ตัดสินใจกระโดดลงจากรถเพื่อกลับไปอยู่กับพ่อคิดดูซิครับ นี่คือความคิดที่กลั่นกรองในหัวของเด็กชายอายุ 7 ขวบ มันเป็นครั้งแรกที่เขาพูดกับตัวเองว่า "ไม่" จะไม่ทิ้งความฝันในการไปเล่นในพรีเมียร์ลีกเขาต้องย้ายไปอยู่กับแม่เมื่อตอนอายุ 10 ขวบ เพราะว่าพ่อต้องย้ายที่ทำงาน ส่วนแม่ก็เลี้ยงเขาแทบไม่ไหว เพราะเธอต้องเลี้ยงลูกชายอีกถึง 4 คน นี่คือเหตุผลที่เขาต้องเริ่มทำงานถึงแม้จะเติบโตมาท่ามกลางยาเสพติด แต่เขาก็เลือกที่จะทำงานสุจริตด้วยการขายไอติมและล้างรถ ในขณะที่เพื่อนของเขาเริ่มขายและเสพยา เขาตัดสินใจว่าจะ "ไม่" หาเงินแบบง่ายๆ ถึงแม้มันจะล่อตาล่อใจขนาดไหนเขาเคยเล่าว่า "เพื่อนหลายๆคนติดยาและหลายคนก็ติดคุก ผมยังคุยกับเพื่อนๆอยู่ แต่ผมต้องขอบคุณตัวเองที่ไม่เลือกเดินไปในเส้นทางน้ัน ผมรู้ผิดชอบชั่วดี ผมทำมันไม่ได้"การตัดสินใจที่ดีแบบนี้คงต้องยกความดีความชอบให้กับคำสอนของพ่อและความเชื่อในพระเจ้า และมันก็ช่วยไม่น้อยที่โค้ชในวัยเด็กของเขานั้นเป็นตำรวจ...ริชาร์ลิสันเล่นฟุตบอลมาเรื่อยๆกับรองเท้าเน่าๆของเขา จนอายุ 16 ปี ก็มีนักธุรกิจให้โอกาสกับเขา นักธุรกิจคนนั้นชื่อว่า 'เรนาโต้ เวลาสโก้' ผู้มอบชีวิตและรองเท้าใหม่ให้กับเขา "ผมจะช่วยคุณ เพราผมชอบในความสามารถของคุณ" นั่นคือสิ่งที่นักธุรกิจคนนี้กล่าวเอาไว้เขาตั้งใจฝึกซ้อมทุกวัน แม้จะแดดแรงแค่ไหนหรือฝนตกหนักเท่าไหร่ เขาพัฒนาฝีเท้าเรื่อยๆจนไปคัดตัวกับสโมสร 'ฟิกูเรนเซ่' ที่อยู่ไกลบ้านถึง 9,000 กิโลในวันนั้นเขา "ไม่" ได้รับเลือก มันคือวันเกิดของเขา คิดดูว่าของขวัญวันเกิดคือคำปฏิเสธ เขาเกือบจะเลิกเล่นฟุตบอลไปเลยแต่ยังดีที่โค้ชทีม 'โคป้า กาเซ่ตินญ่า' ให้แรงบรรดาลใจและความหวัง เขาจึงเช็ดน้ำตาแล้วมุ่งมั่นและตั้งใจทำมันให้สำเร็จอีกครั้ง ไม่มีอะไรจะมาขวางเขาได้ ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าเน่าๆ พื้นหญ้าที่ไม่มี หรือความลำบากยากจนคราวนี้เขาลองไปคัดตัวใหม่อีกครั้งกับสโมสร 'อเมริกัน เอ็มจี' เขามาด้วยตั๋วเที่ยวเดียว ไม่มีตั๋วขากลับเพราะใช้เงินซื้ออาหารระหว่างทางกินไปหมดแล้ว...เขา "ไม่มีทางเลือก" นอกจากต้องติดทีมเท่านั้นเขาได้เริ่มเล่นในทีมชุด 17 ปีของทีม 4 นัดในฤดูกาลนั้น แถมยังยิงในรอบชิงชนะเลิศได้อีกด้วยอเมริกา เอ็มจี รุ่น u17 ไม่ได้ถ้วยอะไรเลยในรอบ 17 ปีก่อนหน้านั้น หลังจากนั้นจึงถูกเรียกขึ้นทีมชุดใหญ่ทันที แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ต้องโดนดร็อปอีกครั้งเพราะได้รับบาดเจ็บช่วงนั้นต้องโดนเจาะสกรูเข้าไปในขาทุกวัน เขาต้องตื่นตั้งแต่ที่ 5 เพื่อไปทำกายภาพบำบัด แล้วจะได้กลับบ้านอีกทีก็ 2 ทุ่ม แต่เขาก็อดทนและกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งได้สำเร็จด้วยผลงานที่โดดเด่นจึงทำให้ฟลูมิเนนเซ่ดึงมาร่วมทีม และนั่นมันยังส่งผลให้เขาถูกเรียกตัวให้ลงแข่งในนามทีมชาติในชุดบราซิล u20 อีกด้วยผลงานดีมาตลอดจน อาแจ็กซ์ สนใจจะคว้าตัวไปร่วมทีม... อาแจ็กซ์ เป็นสโมสรที่ยิ่งใหญ่ เป็นทีมที่ได้เล่นในยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก นั่นทำให้เขาเกือบจะตัดสินใจเซ็นสัญญาแต่ก่อนที่จะลงหมึกกลับมีชายที่ชื่อว่า มาร์โก ซิลวา โทรมาหา...เขาใช้เวลาตัดสินใจที่จะย้ายไปอยู่กับวัตฟอร์ดเพียงแค่ 3 วันเท่านั้นหลายๆคนอาจจะคิดว่ามันต้องเป็นเรื่องเงินแน่ๆ แต่ไม่ใช่เลย วัตฟอร์ดให้แค่ 11.5 ล้านปอนด์เท่านั้น ซึ่งมันน้อยกว่าที่อาแจ็กซ์ให้อย่างเทียบไม่ติดนี่เป็นอีกครั้งที่เขาตัดสินใจใช้คำว่า "ไม่" ไม่มีอะไรจะทำลายความฝันของเขาได้ ไม่ว่าจะเป็นเงินจำนวนมหาศาลแค่ไหนก็ตาม เพราะการได้ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกคือความใฝ่ฝันของเขาถึงแม้ตอนนี้ชีวิตเขาจะดีขึ้นมากๆ แต่เขาก็ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม แม้มีเงินจะซื้อรถหรูหรือทำอะไรได้มากมาย แต่เขาถูกเลี้ยงมาอย่างสมรรถะมีอยู่ครั้งหนึ่งที่เนย์มาร์มาที่อังกฤษแล้วชวนเขาออกไปเที่ยวกลางคืน เนย์มาร์นั้นเป็นเหมือนไอดอลของเขาเลยก็ว่าได้ "มันเป็นโอกาสที่ดี ตอนเด็กๆผมก็อปปี้เนย์มาร์แทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นทรงผมหรือสินค้าที่เนย์มาร์ใช้ แต่ผมมีเกมในวันเสาร์และผมต้องพักผ่อน แถมยังมีซ้อมวันรุ่งขึ้นด้วย ผมจึงตัดสินใจนอนพักที่บ้าน"เขาตัดสินใจไม่ไปเที่ยวกับไอดอลที่เขาหลงใหล เพราะเขายังมีเรื่องสำคัญที่จะต้องทำ นั่นคือการติดทีมชาติ "ถ้าผมยังตั้งใจฝึกให้หนักสักวันหนึ่งติเต้ต้องเรียกผมให้ติดทีม ผมจะยกระดับตัวเองขึ้น"แล้วตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าความฝันที่เด็กหนุ่มคนนี้เคยตั้งใจไว้ก็จะเป็นจริงแล้ว เขาก็ได้สวมเบอร์ "9" ของบราซิลอย่างสมใจ..."ความฝันผมคือการเป็นนักฟุตบอล ผมตั้งใจฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อให้ถึงเป้าหมาย ผมเลือกทำแต่สิ่งที่ถูกต้อง แล้วพระเจ้าก็ทำให้ผมอยู่ถูกที่" - ริชาร์ลิสันหากเลือกที่จะ "ไม่" ลงมือทำ ชีวิตเราอาจจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงก็เป็นได้ เริ่มกำหนดชะตาชีวิตของตัวเองด้วยSbobet777 เว็บไซต์ที่จะเปลี่ยนชีวิตใหม่ให้กับคุณ....เริ่มเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตได้ที่ https://line.me/R/ti/p/@777sb หรือ08-44-9990 77, 88 , 99

อ้าว ?! ทรงเดิมแล้วงั้นเหรอ

ในตอนแรกการที่ วัตฟอร์ด จะต้องโคจรมาพบกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั้นบอกตามตรงว่าไม่ใช่งานง่ายเลย ไม่ใช่งานง่ายของ วัตฟอร์ด ? ป่าวครับของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เนี่ยแหละเพราะฟอร์มการเล่นของ "แตนอาละวาด" นั้นสุดแสนจะไฉไลชนะมา 4 นัดรวดแข็งแกร่งสุดๆภายใต้การนำทีมของ ฆาบี การ์เซียหนึ่งในนั้นคือการเอาชนะทีมระดับบิ๊ก 6 อย่าง ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ มาด้วยในนัดล่าสุดทว่าสิ่งที่ผิดคาดก็เกิดขึ้นเมื่อพลพรรค "ปีศาจแดง" สามารถเล่นได้แบบลงล็อคแทบจะทุกจังหวะช่วงครึ่งเวลาแรกและก็สามารถทำได้ถึง 2 ประตูจากลูกเซ็ตพีชทั้งหมดน่าสนใจครับ น่าสนใจมารูยาน เฟลไลนี่ ยังคงทำตัวเป็นประโยชน์อย่างต่อเนื่อง เขาตอบแทนความไว้เนื้อเชื่อใจของ โชเซ่ มูรินโญ่ ได้เป็นอย่างดีในยามที่กุนซือชาวโปรตุกีซโดนถาโถมด่ามิดฟิลด์หัวฟูก็สามารถรีดเค้นฟอร์มออกมาได้สม่ำเสมอเขามีส่วนร่วมกับทั้งสองประตูที่ "ปีศาจแดง" ทำได้โดยหน้าที่หลักในจังหวะลูกตั้งเตะก็คือ 'พักบอล' และ เฟลไลนี่ ก็ทำได้ตามเป้าหมายที่วางเอาไว้การอยู่ถูกที่ถูกเวลาของ โรเมลู ลูกากู เองก็ค่อนข้างน่าชื่นชมอยู่เหมือนกัน ในตำแหน่งหน้าเป้าก็ต้องแบบนี้ล่ะครับ คือยิงอย่างเดียวอย่างอื่นไม่มีประโยชน์อันใดต่อทีมก็ค่อยกลับมาว่ากันอีกทั้งการยิงอันน่าเหลือเชื่อของ คริส สมอลลิ่ง มันเลยทำให้ ยูไนเต็ด เหมือนจะเล่นสบายขึ้นเรื่อยๆ อันนี้ต้องชมทางทีมสีแดงแห่งเมืองแมนเชสเตอร์ด้วยครับว่าพวกเขาฉวยโอกาสจังหวะที่ วัตฟอร์ด กำลังช็อตจนคว้ามาได้ถึง 2 ประตูเพราะประตูแรกมีแข้งของ "แตนอาละวาด" ประท้วงว่า ลูกากู นั้นล้ำหน้าทำให้สมาธิอาจจะมีหลุดไปบ้างและก็นำมาซึ่งประตูที่ 2 ของ "ปีศาจแดง" นั่นแหละครับ จังหวะโขกชงจังหวะซัดของ สมอลลิ่ง แผงหลังของ วัตฟอร์ด ดูจะทำอะไรไม่ถูกกันไปหมดทุกอย่างเข้าที่เข้าทางกลายเป็นว่าออกลายเดิมซะอย่างนั้นครับหากเป็นนัดหรือสองนัดก่อนหน้าเชื่อว่า ยูไนเต็ด ไม่น่าจะลงมาตั้งรับอย่างเห็นได้ชัดในครึ่งเวลาหลัง พวกเขาใช้แทคติคที่แฟนผีต่างขนานนามว่า 'รอโดนตีเสมอ' ซะอย่างนั้นซึ่งมันก็จริง วัตฟอร์ด ฤดูกาลนี้ไม่ธรรมดาอยู่แล้วครับ พวกเขาเดินหน้าบุกและก็ได้ประตูตีตื้นอย่างรวดเร็วจากการยิงงามๆของ อันเดร เกรย์ ซึ่งจังหวะนี้แผงหลังของ ยูไนเต็ด ประกบพลาดกันไปหมดอารมณ์เดิมเข้ามาอีกครั้ง เกมกลายเป็นสูสีและจังหวะสวนของ "ปีศาจแดง" ก็ไม่ได้เฉียบคมอะไรเลยแม้แต่น้อยอ็องโตนีย์ มาร์กซิยัล ลงสนามมาก็ว่ากันตามตรงอ่ะครับ ช่วยอะไรทีมไม่ค่อยได้ซักเท่าไรเช่นเดียวกับ อเล็กซิส ซานเชซ และ ลูกากู ถ้าหากว่าในแนวรุก "ปีศาจแดง" มีความเข้าใจกัน มีความเฉียบคมมากกว่านี้ทุกอย่างอาจจะดูง่ายขึ้นสุดท้าย ท้ายที่สุด 'เดอะแบก' ที่แท้จริงยังคงต้องเป็น ดาบิด เด เคอา อีกครั้งจอมหนึบชาวสแปนิชมีช่วงเวลาออกไปตามล่าหาขุมทรัพย์ 'วันพีช' ที่ท้องทะเลซักพักหนึ่งแต่ดูเหมือนว่าการได้รับความไว้ใจจาก หลุยส์ เอ็นรีเก้ นายใหญ่ทีมชาติสเปนคนใหม่ให้เป็นมือหนึ่งของทัพ "กระทิงดุ" ต่อนั้นจะเรียกความมั่นใจให้ เด เคอา กลับเข้าฝั่งได้สำเร็จเซฟเน้นๆ 2 ครั้งช่วงทดเวลาการแข่งขันครึ่งหลังนี่สาวก 'เร้ด เดวิลส์' หัวใจจะวายกันแน่นอน3 แต้มนี้เป็นอีกครั้งที่หืดจับ และสถานการณ์ผ่อนคลายขึ้นมันทำให้ มูรินโญ่ มั่นใจในการกลับมาเล่นอะไรเดิมๆแบบนี้อาจจะไม่ถูกจริตใครหลายๆคนก็เป็นได้นะครับแต่ก็อย่างว่าล่ะ 2-0 แล้วค่อนข้างได้เปรียบแถมกลางสัปดาห์มี ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รออยู่ด้วยก็คงต้องหยวนๆกันไปล่ะครับนัดนี้ส่วนถ้าใครอยากลุ้นเกมกลางสัปดาห์ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ไปกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แบบสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัน ไร้ปัญหาตามทีหลังล่ะก็ขอแนะนำ Mysbo99 ติดต่อกันได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo หรือโทร 08-0003-1188 / 08-0003-1177

กระทิงจะกลับมาดุอีกครั้งในยุคของ เอ็นรีเก้

หนึ่งในทีมยักษ์ใหญ่ที่เต็มไปด้วยแข้งระดับซูปเปอร์สตาร์ดูเหมือนว่าจะยังคงต้องรอเวลาอีกซักพักในการตื่นขึ้นมาทั้งจากอาถรรพ์แชมป์โลกและปัญหาบางอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นทีมชาติสเปนเคยกลายเป็นเจ้าพ่อแห่งวงการลูกหนังทั้งในระดับยุโรปและระดับโลกอย่างที่ทราบกันดีว่าพวกเขาคว้าแชมป์ ยูโร ได้ 2 สมัยติดต่อกันในปี 2008 และ 2012 แถมช่วงขั้นกลางระหว่างนั้นยังสามารถเถลิงบัลลังค์คว้าแชมป์โลก 2010 ได้อีกต่างหากในยุคสมัยดังกล่าวไม่มีใครสามารถเทียบชั้นขุนพล "กระทิงดุ" ได้อีกแล้ว รอยต่อระหว่างกุนซือ หลุยส์ อาราโกเนส สู่ บิเซนเต้ เดล บอสเก้ นั้นเชื่อมเข้ากันได้อย่างลงตัวแต่ด้วยระยะเวลาที่ 'อาจจะ' รั้งบังเหียนนานเกินไปสำหรับ เดล บอสเก้ ทำให้ในท้ายที่สุดพวกเขาก็โดนอาถรรพ์แชมป์โลกร่วงตกรอบแรกในครั้งถัดมาจนฟางเส้นสุดท้ายก็เกิดขึ้นใน ยูโร 2016 ที่ตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายไปด้วยฝีเท้าของ อิตาลีการผลัดใบของ สเปน ภายใต้นายใหญ่ที่ชื่อว่า ฆูเลน โลเปเตกี ทำผลงานได้สวยหรูอลังการณ์งานสร้างมากๆเมื่อพวกเขาชนะ 9 เสมอ 1 ไม่แพ้ให้กับชาติไหนเลยในรอบคัดเลือกแถมยังยิงได้ 36 เสียไป 3 ตลอดการแข่งขัน 10 นัดโอ้โหนี่มันเต็งจ๋าประจำศึกฟุตบอลโลกชัดๆครับ โลเปเตกี ชื่อชั้นอาจจะไม่ดังแต่ทิศทางการทำทีมชาติของเขาค่อนข้างมั่นคงและแข็งแกร่งสิ่งที่น่าเสียดายก็คือเราไม่ได้เห็น "กระทิงดุ" ในแบบที่ทำในรอบคัดเลือกเนื่องจากสหพันธ์ฟุตบอลสเปนฉุนขาดทาง โลเปเตกี ที่ตัดสินใจรับงานซ้อนไปคุม เรอัล มาดริด การประกาศของ "ราชันชุดขาว" ก่อนศึกฟุตบอลโลกจะระอุขึ้นมันเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด สหพันธ์ฟุตบอลสเปน รู้สึกเหมือนกับว่าถูกมองข้าม อารมณ์ประมานไม่เห็นหัวนั่นแหละสถานการณ์ต่างๆของ สเปน ไม่ได้ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย จริงอยู่ที่พวกเขาสามารถทะลุเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายจากกุนซือรักษาการณ์อย่าง เฟร์นันโด เอียร์โร่ ได้แต่หากดูฟอร์มในรอบคัดเลือกมันควรจะดีกว่านี้ครับไม่ใช่ว่า เอียร์โร่ ไม่ดีแต่สิ่งที่ทีมสร้างมา ทีมที่ ลูเปเตกี เป็นคนเลือกมามันก็ไม่ใช่ว่าใครจะจับมาปรับมาวางได้ มันไม่มีหรอกครับ โค้ชทุกคนย่อมเลือกนักเตะที่ต้องการจะใช้งานซึ่ง เอียร์โร่ ไม่ได้เป็นคนเลือกอีกทั้งตัวนักเตะเองก็ถูกวางหมาก ฝังแทคติคของ โลเปเตกี เข้าไปแล้วจู่ๆจะมาเปลี่ยนใส่ของ เอียร์โร่ เข้าไปภายในอาทิตย์เดียวมันแทบเป็นไปไม่ได้เลยมาในคราวนี้สิ่งที่สหพันธ์ฟุตบอลสเปนเลือกนั้นถามว่าแปลกใจมั้ยที่ หลุยส์ เอ็นรีเก้ เข้ามารับตำแหน่ง ? ก็ไม่นะครับเอ็นรีเก้ ทำผลงานกับ บาร์เซโลน่า ได้อย่างไร้ที่ติด้วยสไตล์เดินหน้ายิง เสียเท่าไรยิงคืนมาให้ได้การตัดสินใจเลือกโค้ชมันย่อมมีการเดิมพันอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นสโมสรไหน ชาติไหน และการเดิมพันครั้งนี้ของสหพันธ์ฟุตบอลสเปนมันก็แสดงให้เห็นว่าพวกเขาต้องการความสำเร็จกลับคืนสู่ประเทศอีกครั้งในศึก ยูฟ่า เนชั่นส์ลีก 2 นัดของสเปนไม่ใช่งานง่ายๆเหมือนกับปลอกกล้วยเข้าปากนะครับเพราะการเจอกับ อังกฤษ และ โครเอเชีย ในช่วงเวลาแบบนี้มันเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้เลยอังกฤษ รั้งตำแหน่งอันดับที่ 4 ของโลกส่วน โครเอเชีย ก็คือรองแชมป์โลกแต่สุดท้าย สเปน ก็ทำเหมือนกันว่าพวกเขานี่แหละเพิ่งคว้าแชมป์โลกมาหมาดๆทีมที่ เอ็นรีเก้ เลือกใช้งานนั้นมีดาวรุ่งหลายคนได้รับโอกาสทั้ง ดานี่ กาบัลลอส, ซาอูล ญีเกซ, มาร์โก อเซนซิโอ, โฆเซ กาย่า และ โรดรี้ เอร์นันเดซและนักเตะพวกนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวังครับ ซาอูล ที่ฟอร์มสม่ำเสมอกับ แอตเลติโก มาดริด มาตลอดเขาได้รับโอกาสลงสนามเป็นตัวจริงสองนัดติดต่อกันและทำได้ 2 ประตูจากแต่เดิมในศึกฟุตบอลโลกเขาไม่ได้ลงสนามเลยแม้แต่วินาทีเดียวในตอนแรกการประกาศรีไทร์ของพวกตัวเก๋าทั้ง ดาบิด ซิลบา, เคราร์ด ปีเก้ และ อันเดรส อีเนียสต้า อาจจะสร้างความกังวลนิดๆหน่อยๆแต่ด้วยแทคติคของ เอ็นรีเก้ นั้นก็ดูแล้วไม่น่าจะดังวลอะไรสิ่งที่แตกต่างและสร้างความประหลาดใจนิดๆด้วยการเมินอดีตศิษย์เก่าที่ บาร์เซโลน่า อย่าง ฆอร์ดี อัลบา และมิดฟิลด์ตัวหลักยุคก่อนหน้าอย่าง โกเก้รวมไปถึงแทคติคของ เอ็นรีเก้ ที่เหมือนจะเล่นในระบบ 'เฟลส์ 9' หรือว่าไร้ศูนย์หน้าตัวเป้าเนื่องจาก ดีเอโก้ คอสต้า ถอนตัวออกไปกลางคันและแม้ว่า อัลบาโร่ โมราต้า จะติดทีมมาแต่ก็ดูเหมือนว่าเขาจะยังดีไม่พอในสายตา เอ็นรีเก้ เพราะไม่ได้ลงสนามเลยกลับกลายเป็นว่าแข้งอย่าง โรดริโก โมเรโน่ ที่ได้รับโอกาสลงสนามด้วยการสวมใส่หมายเลข 9 นั้นทำหน้าที่ของตัวเองได้แบบไม่มีเคอะเขิน หอกจาก บาเลนเซีย ซัลโวไป 2 ประตูใน 2 นัดเช่นเดียวกับ ซาอูล ญีเกซ และการตัดสินใจของ เอ็นรีเก้ ก็ดูดีขึ้นตามไปอีกสองนัดชนะรวดแถมยิงกระจาย มันกลายเป็นว่าบททดสอบที่ดูจะโหดหรรษาพอสมควรแต่ เอ็นรีเก้ กลับทำให้ดูเป็นเรื่องง่ายและแสดง สเปน ในความเป็นตัวตนของเขาออกมาได้ในทันทีอย่างในเกมที่พวกเขาถล่มรองแชมป์โลกอย่าง โครเอเชีย ไป 6-0 นั้นมีการผ่านบอลกันมากกว่า 600 ครั้งแถม 6 ประตูดังกล่าวยังมาจากการยิงเข้ากรอบ 7 ครั้งด้วยนะครับ ในเกมนี้มันตอกย้ำถึงความเฉียบคมและเกมรับที่สามารถเก็บคลีนชีทได้อีกครั้งของ ดาบิด เด เคอา ด้วยในทุกอย่างตอนนี้ดูเหมือนว่าจะกลายเป็นการเปิดตัวในฝันของกุนซือเก๋าประสบการณ์อย่าง เอ็นรีเก้ ไปแล้วและก็น่าสนใจว่าบิ๊กบอสสไตล์รุกดุดันรายนี้จะนำ "กระทิงดุ" ตกมันวิ่งไปได้ไกลแค่ไหนส่วนถ้าใครยังสนใจในเรื่องของ เอ็นรีเก้ ไม่พอแต่สนใจในเรื่องของความสนุกสนานที่สามารถเฮฮาได้ตลอด 24 ชั่วโมงล่ะก็ขอแนะนำ Sbobet777 ที่พร้อมบริการตลอดไม่แพ้เซเว่นอีเลฟเว่น รับรองง่าย สะดวก รวดเร็ว หากสนใจติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sb หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99