breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

เกมกลคนโกง?

ไม่นานมานี้่ที่เราคุยกันเรื่อง "ซูเปอร์ลีก" นั้นมี Football Leaks เว็บไซต์ลูกหนังจอมลากไส้จัดใหญ่มาเกี่ยวข้องด้วย ฟุตบอล ลีกส์ นั้นเป็นลูกข่ายหรือแยกย่อย ออกมาจากตัวแม่คือ วิกิ ลีกส์ ซึ่งมักจะนำข้อมูลเบื้องลึกเบื้องลับเกี่ยวกับการเมืองหรือผลประโยชน์ทับซ้อนอันเน่าเฟะต่างๆ ในวงการธุรกิจโลกมาเปิดโปงให้ชาวบ้านตาดำๆ ได้รับรู้กัน และแน่นอนว่าชื่อมันก็บอกอยู่แล้ว ต้องเกี่ยวกับเกมลูกหนัง เว็บจอมแฉรายนี้เพิ่งนำข้อมูลลับที่เป็นดาร์คไซด์ของ จานนี่ อินฟานติโน่ ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติหรือฟีฟ่ามากระจายแบ่งปันกัน จริงๆ ก่อนจะผงาดนั่งเก้าอี้ใหญ่สุดขององค์กรลูกหนังโลก ขาใหญ่ชาวอิตาเลี่ยนรายนี้เคยกินตำแหน่งเลขาธิการของสหพันธ์ฟุตบอลยุโรปหรือยูฟ่ามาก่อน แม้จะมีต้นทุนอยู่แล้ว แต่ใช่ว่าการขึ้นมาเป็นพี่เบิ้มในวงการมันจะง่ายดายเพราะที่นี่ล้วนแต่เต็มไปด้วยเสือสิงห์เขี้ยวลากดินแกรกๆกันทั้งสิ้น แล้วถ้าอยากขึ้นมาจริงจะทำอย่างไร ฟุตบอล ลีกส์ ระบุไว้อย่างโจ่งแจ้งเลยว่า คงต้องใช้วิธีเดียวกับ อินฟานติโน่ นี่แหล่ะ.. 2 พฤษภาคม 2014 อินฟานติโน่ เลขาฯยูฟ่า ต่อสายหา คาลิฟา อัล มูบารัค มือขวาของ ชีค มานซูร์ ซึ่งนั่งเก้าอี้ประธาน แมนฯซิตี้ เพื่อแจ้งให้รู้ว่ามีโอกาสที่จะโดนถอดถอนจากการเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วยเหตุที่ว่าไม่ทำตามกฏไฟแนนเชี่ยล แฟร์เพลย์หรือควบคุมการใช้เงินซื้อผู้เล่นที่ร่างขึ้นมาเพื่อไม่ให้พวกเสี่ยใหญ่ใช้จ่ายจนมือเติบ ซึ่งอาจทำให้โครงสร้างต่างๆ พังได้ แค่โทรมาแจ้งอย่างนี้ก็ไม่ชอบมาพากลแล้ว แต่ อินฟานติโน่ ยังชี้โพรงให้กระรอกเอาตัวรอดหลบเลี่ยงอีกต่างหาก นอกจาก แมนฯซิตี้ ที่ได้รับความช่วยเหลือแบบบิดเบี้ยวเช่นนี้แล้ว ปารีส แซงต์ แชร์กแมง คืออีกทีมที่เลขาฯหัวเกลี้ยงอุ้มชูดูแลอย่างดีด้วยเช่นกัน อย่างที่เราเคยรู้กันมานานแล้วว่า ซิตี้ กับ เปแอสเช นั้นเคยโดนองค์การควบคุมการเงินสโมสรของยูฟ่า สอบเค้นอย่างหนักหลังพอมีหลักฐานน่าเชื่อได้เกี่ยวกับใช้เงินไม่สมดุลระหว่างรายรับกับรายจ่าย อธิบายให้ง่ายเข้าคือกฎไฟแนนเชี่ยล แฟร์เพลย์หรือที่เรียกแบบย่อว่าเอฟเอฟพี ให้สโมสรมีหนี้ในช่วง 2 ซีซั่นไม่เกิน 45 ล้านยูโรและจะลดเหลือ 30 ล้านในซีซั่นที่ 3 ทำอย่างนี้ก็เพื่อต้องการจำกัดการใช้เงินแบบซิกแซ็กนั่นเอง ตอนปี 2013 ก่อนที่กาตาร์จะทำแคมเปญใหญ่โปรโมตการท่องเที่ยวของประเทศตัวเองนั้น ได้เซ็นสัญญาเป็นสปอนเซอร์สนับสนุน เปแอสเช เพราะกลุ่มทุนใหญ่กาตาร์นี่แหล่ะที่เป็นเจ้าของทีม มันไม่น่าผิดปกติ แต่เมื่อดูตัวเลขแล้วใครหลายคนตาแทบเบิกโพรง 215 ล้านยูโรต่อปี ซึ่งในแง่ของการลงทุนทำธุรกิจแบบตรงไปตรงมาตามกลไกของตลาดแล้ว เป็นไปไม่ได้อันขาด ที่น่าตลกจนถึงขั้นโฉ่งฉ่างกว่านั้นเลยก็คือ ไม่มีโลโก้การท่องเที่ยวกาตาร์ไปติดไว้ตรงส่วนไหนของเสื้อหรือแม้กระทั่งป้ายในสนามเลยสักนิด มันเป็นไปได้อย่างไรกัน กระทั่งในเว็บบอร์ดก็ยังไม่มีให้เห็นคำว่า Visit Qatar ด้วยซ้ำไป เด็กประถมยังรู้เลยว่า เพราะอะไร ตามข้อมูลที่ ฟุตบอล ลีกส์ เปิดเผยนั้นยังระบุเพิ่มอีกว่า อินฟานติโน่ ได้นัดคุยแบบลับๆ กับผู้บริหารของทั้ง 2 ทีมหลายครั้งด้วยกัน ประเด็นก็คือเรื่องให้การช่วยเหลือหลังฉาก เพื่อไม่ให้องค์กรควบคุมการเงิน ซึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจของยูฟ่าเอาผิดเรื่องนี้ได้ เพราะอย่างนี้ไง อินฟานติโน่ เลยต้องใช้ช่องว่างต่างๆ เพื่อไม่ให้สองสโมสรใหญ่ที่มีนายทุนจากอาหรับเป็นเจ้าของต้องโทษ เขาระแคะระคายมาว่าทางองค์กรฯได้รวบรวมข้อมูลและหลักฐานต่างๆ เกี่ยวกับการท่องเที่ยวกาตาร์ที่เข้ามาสนับสนุน เปแอสเช ด้วยวงเงินกว่า 1,000 ล้านยูโรในระยะสัญญา 5 ปี มันเป็นเหมือนเงินให้ฟรีๆ นั่นแหล่ะ แม้จะมาในรูปแบบเป็นสปอนเซอร์แต่ก็ไม่เมคเซนส์อยู่แล้ว ทางองค์กรควบคุมการเงินเองได้ไปขอข้อมูลเชิงวิเคราะห์การตลาด มาจากสปอร์ตมาร์เก็ตติ้งชั้นนำของโลกแห่งหนึ่ง แล้วสรุปได้ว่าความจริงแล้วเงินก้อนนี้ ไม่ควรเกิน 2.78 ล้านยูโรต่อปี หรือใน 5 ปีก็ไม่ถึง 15 ล้าน แต่นี่บ้าเลือดปาเข้าไปพันล้าน พอรู้ว่าจะโดนเล่นอย่างนี้ อินฟานติโน่ ก็แนะนำให้ทาง เปแอสเช แจ้งไปใหม่ว่าเงินที่การท่องเที่ยวกาตาร์สนับสนุนแค่ 100 ล้านยูโรต่อปี แล้วแตกย่อยไปในรูปแบบของบริษัทอื่น เพื่อชดเชยในส่วนต่างที่หายไปจากเดิมอีก 115 ล้าน เอาเข้าจริงๆ 100 ล้านยูโรมันก็ยังสูงลิบอยู่ดีนั่นแหล่ะ แต่อย่างน้อยเมื่อพิจารณาโทษออกมาแล้ว ก็ไม่อาจถึงขั้นต้องโดนแบนจากยูซีแอล ส่วน แมนฯซิตี้ เองก็ได้รับการช่วยเหลือและแนะนำในทำนองเดียวกัน เพราะเป็นกลุ่มทุนจากอาบูดาบี ซึ่งมีรางวงศ์ผู้ปกครองของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นแบ็คกราวด์อยู่ ท่อน้ำเลี้ยงใหญ่จากยูเออีถูกวางระบบมายัง แมนฯซิตี้ พร้อมกับเม็ดเงินที่หลั่งไหลเข้ามาถึง 2,800 ล้านยูโรด้วยกัน ในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งสอบยังไงก็ไม่มีทางรอดอยู่ดี นอกจาก อินฟานติโน่ แล้ว มิเชล พลาตินี่ซึ่งครองตำแหน่งประมุขยูฟ่าสมัยนั้นก็ใช้พาวเวอร์ช่วยแบบสุดพลังเช่นกัน ประธานกับเลขาฯคู่นี้ถือว่าทำงานได้เข้าขากันมาก อีกทั้งยังมีทิศทางแบบเดียวกันด้วย ก่อนภายหลัง พลาตินี่ จะโดนลงดาบขับออกตำแหน่ง ซึ่งไม่วายเกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชั่น มีความโสโครกสกปรกซ่อนอยู่ใต้พรมมากมาย สุดท้ายทั้ง ซิตี้ และ เปแอสเช ต่างก็รอดคมดาบใหญ่ ไม่โดนถอดออกจากการร่วมสังฆกรรมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แค่โดนปรับคนละ 55 กับ 36 ล้านยูโรตามลำดับ เศษเงินของพวกเขาเท่านั้นเอง พลาตินี่ โดนลงโทษ แต่ อินฟานติโน่ กลับยังลอยนวยอยู่ได้ ก่อนจะได้รับเลือกเป็นประมุขของฟีฟ่าในปี 2016 ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ.. อินฟานติโน่ นั้นเป็นอิตาเลี่ยนร้อยเปอร์เซนต์ แต่พ่อแม่ยกสำมะโนครัวมาอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ และเขาเกิดที่นี่ เรียนเก่ง มีไหวพริบตั้งแต่เด็กสปีกได้ถึง 5 ภาษาหลัก ไม่ว่าจะ อิตาเลี่ยน , อิงลิช , เฟรนช์ , เยอรมัน หรือ สแปนิช ด้วยเพราะชอบฟุตบอลเลยเลือกเรียนด้านสปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง ก่อนจะโจนเข้าสู่วงการบริหารองค์กรลูกหนังในเวลาต่อมา ความรู้ ความสามารถไร้ปัญหา แต่ความซื่อสัตย์โดนตั้งคำถาม เพราะการที่ใช้เหลี่ยมเล่ห์พลิกแพลงช่วยเหลือ ซิตี้ กับ เปแอสเช นี่เอง ทำให้เขาได้รับคะแนนอย่างท่วมท้นให้เป็นประธานฟีฟ่า ถือเป็นการตอบแทนกัน โดยกวาดเสียงชาติสมาชิกจากอาหรับไปแบบสบายๆ ด้วยความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับกลุ่มจากอาหรับนี่เอง ทำให้ อินฟานติโน่ ออกมาโวยใส่ โดนัลด์ ทรัมป์ หลังเกิดกรณีไม่ต้อนรับพวกมุสลิม โดยเขายืนยันเสียงแข็งว่าสำหรับฟุตบอลโลกแล้ว ไม่มีการปิดกั้นเด็ดขาด ทุกชาติ ทุกศาสนา มีความสำคัญเท่ากันหมด เรียกว่าฟันคะแนนนิยมไปอีกอื้อจากมุสลิมทั้งหลาย นอกจากเรื่องฉาวที่ ฟุตบอล ลีกส์ นำมาเปิดโปงแล้ว ชื่อเขาอยู่ในแฟ้มเอกสารลับ Panama Papers ที่รวบรวมข้อมูลการคอร์รัปชั่นไว้มากมายหลายเคสด้วยกัน ซึ่งส่วนหนึ่งก็เรื่องที่ช่วยเหลือสองยักษ์ใหญ่นั่นแหล่ะ แน่นอนว่าเราไม่มีหลักฐานมามัด อินฟานติโน่ ได้เลย นี่เป็นแค่เอกสารอย่างหนึ่งที่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องรอการตรวจสอบอยู่ดี แต่หลายคนน่าจะเชื่อว่ามีอะไรต่อมิอะไรที่ไม่ชอบมาพากลหรือโปร่งใส ยิ่งนึกถึงผลประโยชน์ก้อนมหึมาบนเก้าอี้ประธานฟีฟ่าด้วยแล้ว มันผลักดันให้เราเชื่อด้วยความรู้สึก มากกว่าหลักฐานจริงๆ.. ส่วนอันนี้เกมสนุกไม่มีโกงลองสัมผัสได้ที่ MYSBOBET ที่นี่มีทุกอย่างให้คุณเลือกและร่วมสนุก พร้อมด้วยบริการชั้นยอด กันติดต่อเลย https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177

แมนเชสเตอร์สีฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ ?

จบครับ จบแล้ว จบเลยในตอนนี้ เชื่อว่าต่อให้สาวก "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เองก็อาจจะกลายเป็นว่ายอมรับในความแข็งแกร่งของอริร่วมเมืองอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กันไปแล้วหากยังจำกันได้เมื่อฤดูกาลก่อน ยูไนเต็ด มาทำแสบใส่ ซิตี้ ด้วยการพลิกกลับมาเอาชนะ 3-2 หลังจากโดนนำ 2-0 พร้อมกับถ่วงเวลาไม่ให้ "เรือใบสีฟ้า" ฉลองแชมป์ต่อหน้าพวกเขาอีกทั้งในช่วงเวลานี้เหล่าอสูรแดงเหมือนกำลังมีใจในการเล่นเพราะพวกเขาสามารถพลิกกลับมาเอาชนะหรือเสมอหลังจากโดนนำไปก่อนได้ในช่วงหลังและ 'ใจ' ก็น่าจะเริ่มมาใช่ครับ ก่อนเกมผมก็คิดแบบนั้นแหละว่าเออ 'ใจ' ของแข้งผีมาเว้ย โดยเฉพาะเกมกับ ยูเวนตุส ที่จู่ๆก็พลิกบุกไปเอาชนะได้ซะอย่างนั้นเกมนี้มันต่างออกไป ซึ่งอาจจะเป็นเพราะ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า นั่นแหละครับกุนซือระดับท็อปแบบนี้ไม่ว่ายังไงต้องเปิดเทปชมเกมระหว่าง ยูไนเต็ด พบ ยูเวนตุส อยู่แล้วอีกทั้งความผิดหวังที่เหมือนโดนตบหน้าใจกลาง แมนเชสเตอร์ เมื่อปีก่อน จากความต้องการที่จะฉลองต่อหน้าอริที่ถือว่าเหนือมาตลอดกลับกลายเป็นพ่ายแพ้แบบสุดช็อคมันทำให้ เป๊ป จะต้องเน้นแล้วเน้นอีกในนัดนี้แน่นอนเขาคงไม่ยอมให้ความผิดหวังจากฤดูกาลก่อนมาหลอกหลอนลูกทีมของเขาอีกเป็นอันขาดแล้วมันก็เป็นแบบนั้นตั้งแต่เริ่มเกมวินาทีแรก "เรือใบสีฟ้า" สามารถครอบครองเกมเอาไว้ได้ และเป็นฝ่ายเดินหน้าบุกแหลกตามสไตล์การเล่นของ กวาร์ดิโอล่า ที่สามารถปลูกฝังเอาไว้กับทีมได้เป็นที่เรียบร้อยนวดไปเรื่อยๆเพียงแค่ 12 นาที ซิตี้ ก็ได้ประตูนำไปก่อนจากอาการขาตายของแผงหลัง ยูไนเต็ด ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะไม่สามารถจัดการอะไรได้เลยทั้งๆที่อยู่ในกรอบเขตโทษกันเต็มไปหมดเกมรับรั่วอย่างไม่น่าให้อภัยโดยเฉพาะกับฟูลแบ๊คสองข้างในเกมนี้ของ ยูไนเต็ด ที่ทำผลงานไม่ข้าตาซักเท่าไร แอชลีย์ ยัง กับ ลุค ชอว์ ไม่สามารถต่อกรกับ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง, ริยาด มาห์เรซ หรือแม้แต่ ลีรอย ซาเน่ ที่ลงสนามมาในครึ่งเวลาหลังได้เลยอีกทั้งประตูที่สองพวกเขาก็มาเสียจากจังหวะเบสิคนั่นก็คือการชิ่งวันทู 1-2 ระหว่าง เซร์คิโอ อเกวโร่ กับ ริยาด มาเรซ ก่อนที่หอกมะขามข้อเดียวจะซัดเต็มข้อแสกหน้า ดาบิด เด เคอา เข้าไปแบบคมกริบนานๆเปลี่ยนสีผมก็จัดหนักเลยครับ กุน ไม่เหมือนมิดฟิลด์อีกฟากเปลี่ยนแทบจะตลอดแต่ฟอร์ม 3 วันดี 4 วันไข้ครับ ผมกำลังพูดถึง พอล ป็อกบา นั่นแหละ จริงๆก็น่าเสียดายเหมือนกันที่เขาไม่สามารถลงสนามได้ในเกมวันนี้เนื่องจากอาการบาดเจ็บ ไม่อย่างนั้นในแดนกลางของ "ปีศาจแดง" อาจจะดูดีมากกว่านี้อันเดร์ เอร์เรร่า ที่ปกติจะเป็นตัวโจ๊กเกอร์ในเกมใหญ่ๆวันนี้เขาจ่ายบอลผิดพลาดบ่อยครั้งส่วน มาติช กับ เฟลไลนี่ ก็ไม่สามารถสร้างสรรค์เกมหรือแม้แต่ตัดเกมเพื่อทีมได้เลยแดนกลางของ ยูไนเต็ด ด้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัดเอาจริงๆก็ทุกแดนนั่นแหละครับที่ดูด้อยกว่า จะมีสูสีก็ตำแหน่งผู้รักษาประตูเพราะเราก็ทราบๆกันดีอยู่แล้วว่าในช่วงหลังมานี้มีแค่ เด เคอา เท่านั้นที่พอจะเชิดหน้าชูตาให้กับทีมได้เกมรุก มาร์คัส แรชฟอร์ด กับ เจสซี่ ลินการ์ด ก็ไม่สามารถสร้างความกดดันอะไรให้กับแนวรับ ซิตี้ ได้เลยแม้แต่น้อยโชเซ่ มูรินโญ่ พยายามแก้เกมแล้วก็จริงแต่ก็เท่านั้นล่ะครับ ลูกากู อาจจะเรียกจุดโทษได้แต่สุดท้ายที่ถูกดร็อปๆไปก็นึกว่าจะพัฒนาในเรื่องของการจับบอลให้ดีขึ้นแต่เปล่าเลยอเล็กซิส ส่งลงมาก็เหมือนกับโยนไพ่ทิ้งลงหลุมดำเพราะหายไปไม่มีบทบาทแม้แต่น้อยเช่นเดียวกับ มาต้ากลายเป็นว่าศักยภาพของทั้งสองทีมในตอนนี้มันกลับตาลปัตรไปหมด จากเมื่อก่อนที่ "ปีศาจแดง" เหนือกว่าทุกอนูรูขุมขน ในตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้วครับ เปลี่ยนไปเรียบร้อยเพราะศักยภาพของ "เรือใบสีฟ้า" ดีกว่าจริงๆแฟนผีบางคนอาจจะค่อนขอดว่าเออทีมสีฟ้าใช้เงินซื้อความสำเร็จนี่หว่าถึงมาระดับนี้ ใช่ เงินซื้อทุกอย่างได้และ ซิตี้ ก็พิสูจน์เรื่องนี้ได้เป็นอย่างดีแต่ก็อย่าลืมว่านับตั้งแต่หมดยุค เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และ เดวิด มอยส์ ไปนั้นพวกเขาเสียเงินไปแล้วกี่ร้อยล้านการทำทีมด้วยการลงทุนมหาศาลแต่กลับกลายเป็นว่าสู้สโมสรที่ใช้เงินเหมือนกันไม่ได้เลยมันไม่เชิงผิดที่ตัวผู้จัดการทีมหรือนักเตะหรอกครับ บอร์ดบริหารควรจะพิจรณาอะไรบางอย่างซะด้วยซ้ำถ้าหากความพ่ายแพ้แบบสู้ไม่ได้ทั้งในเชิงแทคติค, สถิติ และสกอร์ไม่ได้ช่วยให้ตื่นล่ะก็งานนี้ "ปีศาจแดง" คงจะต้องตกเป็นเบี้ยล่างของ ซิตี้ อย่างสมบูรณ์แบบในอนาคตอันใกล้แน่นอน

เหยื่อลูกหนัง

สมควรอย่างยิ่งต้องปรบมือให้กับความเสียสละของลิเวอร์พูล ที่ตัดสินใจปล่อย เซอร์ดาน ชากิรี่ อยู่บ้าน ไม่ยอมหนีบบินไป เบลเกรด ด้วยแม้จะมีเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกนัดสำคัญต้องยกพลไปเยือน เซอร์เวน่า ซเวซด้า ซึ่งจำเป็นต้องควัก 3 คะแนนออกมาเพื่อลุ้นการเข้ารอบน็อคเอาท์ชากิรี่ ย่อมเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะช่วยได้ไม่น้อยแต่เพื่อความปลอดภัยของตัวนักเตะและตัดปัญหาเรื่องเชื้อชาติ - การเมืองที่อาจบานปลาย ลิเวอร์พูล เลยเลือกเอาน้ำราดกองไฟแทนที่จะใช้น้ำมันเรื่องนี้ต้องย้อนถอยไปดูช่วงฟุตบอลโลก 2018 ที่ผ่านมาก่อน ชากิรี่ จะโยกตัวเองจาก สโต๊ค มาสวมยูนิฟอร์มหงส์แดง เขาติดทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ไปเซิ้งแข้งในเวิล์ดคัพฉบับหมีขาวด้วยแล้วโชคชะตาฟ้ากำหนดในการจับสลากแบ่งกลุ่มทัพสวิสต้องมาอยู่สายเดียวกับ เซอร์เบีย ในรอบแรกดูเผินๆ แล้วไม่น่ามีอะไรลุกลามไปสู่ความรุนแรง แต่เพราะแข้งสวิสหลายคนมีสายเลือดโครแอต อัลแบเนียน โคโซโว หรือ บอสเนียน ซึ่งพ่อแม่หนีตายจากสงครามมาพึ่งใบบุญที่นี่ชนวนสงครามฆ่าล้างโคตรที่ว่าเกิดจากรัฐบาลของยูโกสลาเวีย ซึ่งก็คือพวกเซอร์เบียหรือเซิร์บนั่นแหล่ะชากิรี่ ซึ่งเกิดในเขตโคโซโว ต้องหัวซุกหัวซุนตามพ่อแม่เพื่อมาขอลี้ภัยยังดินแดนที่ปลอดภัยอย่าง สวิตเซอร์แลนด์ ตอนอายุได้แค่ขวบเศษๆ ยังแทบไม่ประสีประสาอะไรเลยแต่ความเจ็บปวดและสูญเสียในครั้งนั้น ถูกเล่าผ่านจากบรรพบุรุษ มันทำให้เขาฝังใจไม่น้อย ที่ถูกกดขี่ข่มเหงราวกับเห็นเชื้อชาติตนไม่ใช่คน22 มิ.ย.ที่ผ่านมาถึงเวลาได้สะสางบัญชีหนี้แค้น โปรแกรมนัดสองของกลุ่มอี สวิตฯ เย่อกับ เซอร์เบีย มาถึงแม้จะเป็นฝ่ายเซิร์บที่ฉีกนำไปก่อนตั้งแต่นาทีที่ 5 จาก อเล็กซานดรา มิโตรวิช แต่พอเริ่มต้นครึ่งหลังแค่ 7 นาที ชากิรี่ ก็ซัดตีเสมอสำเร็จ จากนั้นก็ฉลองด้วยการทำมือคล้ายกับนกบินนาทีสุดท้าย กรานิต ชากา ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากชาติพันธุ์เดียวกับ ชากิรี่ ยิงประตูได้ในช่วงทดเวลา แน่นอนเขาทำท่าฉลองแบบเดียวกันนั่นไม่ใช่นกธรรมดาสามัญ แต่สองคนนี้ต้องการสื่อความหมายถึง "อินทรีสองหัวแห่งไบแซนไทน์" ซึ่งอยู่ในธงของอัลแบเนียและยังบ่งบอกความเป็นชาติเลือดเนื้อของพวกเขาแม้ฟีฟ่าจะพร่ำเตือนด้วยวาจากระทั่งออกกฎมาว่า ฟุตบอลไม่ใช่เครื่องมือทางการเมือง มันรับใช้ให้ความสนุกกับคนดู เป็นเหมือนสันทนาการอย่างหนึ่ง ฉะนั้นนักเตะทุกคนพึงสังวรณ์ไว้อย่าแสดงออกอะไรที่มันล่อแหลมสุดท้ายห้ามไปก็เท่านั้น ชากิรี่ กับ ชากา เงี่ยหูฟังรับรู้ แต่ไม่สนใจปฏิบัติตาม เลยโดนปรับกันไปตามระเบียบอย่างไรก็เถอะเรื่องมันไม่จบแค่นั้นแน่ การ "เอาคืน" ต้องเกิดขึ้นตลอด ตามแต่วาระและโอกาสจะอำนวยกระทั่งหงส์แดงต้องมีคิวไปปะทะ เร้ดสตาร์ เบลเกรด หรือชื่อใหม่ว่า เซอร์เวน่า ซเวชด้า ในปัจจุบัน ซึ่งแฟนบอลที่นั่นยังแค้นฝังหุ่น ชากิรี่ อยู่ พร้อมรอเวลาที่จะอัดกลับบลัฟคืนต่อให้ไฟสงครามดับไปนานแล้วก็จริง แต่ไฟแห่งความเคียดแค้นเกลียดชังยังลุกโชนอยู่ในใจของทั้งสองฝั่งยิ่งกลุ่มแฟนบอลหัวรุนแรงของ เซอร์เวน่า ยังหลงเหลือและเพิ่มพวกรุ่นใหม่ที่ถูกฝังหัวให้เหยียดเชิ้อชาติยังมีอยู่ไม่น้อย ฉะนั้นเกมนี้จึงไม่ปลอดภัยอย่างยิ่งสำหรับ ชากิรี่ลำพังเสียงโห่ฮาขับไล่ในสนามไม่เท่าไร แต่หากไม่ได้ตีกรอบอยู่แค่ตรงนั้น กลับลามสะพัดออกไป มันมีแต่เสียกับเสียด้วยกันทั้งสองฝ่ายลิเวอร์พูล เลยต้องยอมเฉือนเนื้อในคราวนี้..--------------------------เฮนริค มิคทาร์ยาน เองก็มีวิบากกรรมที่ไม่ต่างจาก ชากิรี่ เช่นเดียวกันทันที่ที่รู้ผลจับติ้วยูฟ่า ยูโรปาลีก ว่า อาร์เซน่อล ต้นสังกัดเขาต้องอยู่ร่วมสายเดียวกับ คาราบัก ตัวแทนจาก อาเซอร์ไบจาน ความหวาดระแวงก็ก่อตัวขึ้นมิคกี้ เป็นอาร์เมเนี่ยนเต็มขั้นและด้วยสถานการณ์ความขัดแย้งที่กำลังเปราะบางกับ อาเซอร์ไบจาน มันทำให้ปืนโตตัดสินใจไม่นำเขาไปด้วยในเกมวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งต้องออกไปเล่นเกมเยือนต้นตอที่ทำให้ความสัมพันธ์ของสองประเทศนี้โยกคลอนจนยากที่จะเกี่ยวก้อยดีกันนั้น มาจากเขตพื้นที่ซึ่งเรียกกันว่า "นากอร์โน - คาราบัก" นั่นเองพื้นที่พิพาทนี้อยู่ในเขตประเทศอาเซอร์ฯ แต่ผู้คนที่อาศัยกลับเป็นชาวอาร์เมเนียน มากกว่า 90 เปอร์เซนต์ด้วยกัน ดังนั้นจึงเรียกร้องขอดินแดนนี้คืนเพื่อมาปกครองตัวเอง จะได้ไม่ต้องเกิดปัญหาซ้ำซากแล้วมีหรือที่ อาเซอร์ฯ จะยอมยกให้ สูญเสียอธิปไตยของตนเองลงท้ายต้องมาพุ่งรบฆ่าฟันกัน ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1988 ก่อนสหภาพโซเวียตจะล่มสลายแตกออกเป็นเสี่ยงๆ อย่างปัจจุบันด้วยซ้ำไปรบกันยืดเยื้อได้หลายปี รัสเซีย จึงเข้ามาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย เสียงระเบิด ลูกปืนและควันไฟจึงดับลงในปี 1994 แต่ก็ยังฮึ่มๆ ใส่กันเรื่อยมา ใช่ว่าจะหมดไปเลยซะทีเดียว แค่ลดดีกรีลงบ้างเท่านั้นในฐานะลูกพี่ใหญ่พญาหมีขาวเลยต้องหาทางออก ด้วยการเรียก 2 ประเทศมาทำข้อตกลงหยุดยิงหยุดฆ่าฟันกัน โดยที่พยายามจะไม่เข้าข้างใคร เพราะ อาร์เมเนีย นั้นเป็นประเทศที่คนส่วนใหญ่นับถือคริสต์ออร์โธดอกซ์เหมือนตน ส่วน อาเซอร์ไบจาน นั้นมีแหล่งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันมหาศาล จำต้องเลี้ยงไว้ทั้งคู่ตอนปี 2016 เสียงระเบิดก็ดังขึ้นอีกตรงเขตนี้ ก่อนจะมีผู้เสียชีวิตไป 30 คนและหยุดลงอีกครั้งเมื่อลูกพี่เข้ามารับบทเป็นกรรมการห้ามมวยทุกวันนี้ "นากอร์โน - คาราบัก" เป็นเพียงสาธารณรัฐปกครองตนเองของ อาเซอร์ไบจาน ที่โดนกดขี่ข่มเหงสารพัด แถมยังโดนประเทศเพื่อบ้านพรมแดนติดกันซึ่งเป็นมุสลิมทั้งสิ้น บล็อกทางออกไม่ให้สู่ทะเล ไม่ว่าจะเป็น ตุรกี หรือ อิหร่าน ทำให้มีปัญหาเรื่องการส่งออกนำเข้าสินค้าต่างๆช่วยไม่ได้ มิคกี้ เลยต้องโดนผลกระทบตามไปด้วย ซึ่งมันไม่ใช่ครั้งแรก เขาเคยเจอเคสอย่างนี้มาก่อนแล้วตั้งแต่สมัยอยู่ ดอร์ทมุนด์ และมีคิวต้องเยือน คาราบัก ในเกมยุโรปนึกดูแล้วก็น่าหดหู่ใจไม่น้อย...---------------------------ว่าไปแล้วทั้ง ชากิรี่ และ มคิทาร์ยาน ต่างก็คือเหยื่อของความแตกแยกด้านเชื้อชาติ ศาสนา การเมืองทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ฟุตบอลควรจะเป็นเหมือนทูตเชื่อมสัมพันธไมตรี สร้างมิตรภาพให้กับแต่ละประเทศ ไม่ใช่มารับใช้ยุยงให้เกิดสงครามหรือเหตุวิวาทอย่างนี้เกมในสนามก็ควรให้มันอยู่แค่ตรงนั้น แพ้ชนะจบกันไปตามกติกาปกติ ไม่ใช่พยายามลากโยงนำไปสู่ความขัดแย้งด้วยมันไม่ใช่เรื่องเลยที่ ลิเวอร์พูล หรือ อาร์เซน่อล จะต้องมาจำใจดร็อปผู้เล่นคนสำคัญของตัวเอง เพียงเพื่อหวั่นว่าจะมีเหตุร้ายแรง โดยที่นักเตะเองก็ไม่ได้เป็นตัวก่อเหตุหรืออย่าง ชากิรี่ อาจจะแสดงออกแบบไม่สมควรเมื่อตอนบอลโลก แต่ต้องเข้าใจในอีกด้านว่าครอบครัวญาติพี่น้องเพื่อนฝูงโดนทำร้ายก่อน เลยแค่อยากจะสื่อแทนคนอื่นๆ ซึ่งมันก็เป็นเพียงเรื่องเกิดในสนามเท่านั้นมันน่าเบื่อมากที่ต้องมาพูดจากซ้ำๆซากๆกับประโยคเดิมว่า ฟุตบอลไม่ควรข้องเกี่ยวกับการเมือง เชื้อชาติ ศาสนา แต่ยิ่งพร่ำบอกมาเท่าไร ดูเหมือนว่าเสียงจะยิ่งเบาลงเท่านั้นอย่างไรก็แล้วแต่ เราไม่มีทางหนีพ้นหรอก ให้ฟุตบอลแยกกับเรื่องพวกนี้เป็นเพียงแค่มายาคติเท่านั้นเองพูดจาให้สวยเข้าไว้ แต่ความจริงเป็นไปไม่ได้ขอสงบนิ่งไว้อาลัยให้สัก 2 นาที..ฟุตบอลไม่ใช่กีฬาที่เกิดมาเพื่อสร้างความแตกแยก มันเกิดขึ้นมาเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ของคนทั่วโลกต่างหาก Sbobet777 เชื่อมต่อกับคุณได้จากทุกที่ มาลงทุนไปด้วยกัน ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

ไม่มีสวรรค์สำหรับ "สเวน"

ช่วงพีกสุดในอาชีพกุนซือของ สเวน โกรัน อีริคส์สัน น่าจะเป็นตอนที่กุมบังเหียน ลาซิโอเขาพา "อินทรีกรุงโรม" ผงาดรวบสคูเด็ตโต้หรือกัลโช่ เซเรียและโคปปา อิตาเลีย เป็นดับเบิ้ลแชมป์ในฤดูกาล 1999/2000 โดยที่ก่อนหน้านั้นยังมี โคปปา อิตาเลีย , คัพ วินเนอร์ส คัพและยูฟ่า ซูเปอร์ คัพอีกอย่างละสมัยแต่ที่ชื่อเสียง "สเวนนิส" ดังเปรี้ยงปร้างมากสุดเห็นจะเป็นตอนเข้ารับงานผู้จัดการทีมชาติอังกฤษนั่นแหล่ะ เขาเป็นที่รู้จักกันในวงกว้างกว่าเดิม อีกทั้งตัวเองก็เก่งในเรื่องประชาสัมพันธ์เป็นทุนในยุคของเขา สิงโตคำรามผ่านเข้าไปเล่นทัวร์นาเม้นต์ระดับเมเจอร์อันหมายถึงฟุตบอลโลกและยูโรรอบสุดท้าย 3 ครั้งติดต่อกัน- ฟุตบอลโลก 2002 รอบแบ่งกลุ่มแม้จะแข็งโป๊ก แต่ไม่ใช่ปัญหาโดยเฉพาะสะใจที่ได้ล้างแค้น อาร์เจนตินา แต่โชคร้ายรอบ 16 ทีมสุดท้ายจ๊ะเอ๋กับ บราซิล ไม่พอยังโดนลูกฟรีคิกย้อยๆ ของ โรนัลดินโญ่ สยบอีกต่างหาก ซึ่งลูกนี้น่าจะ "ฟักกิ้ง ฟลุก" เหมือน เดวิด เบ็คแฮม ว่าเอาไว้ ก่อนตกรอบไปอย่างเจ็บปวดหัวใจ- ยูโร 2004 ถึงจะพลิกล็อกเทกระจาดในนัดเปิดหัว เพราะนำฝรั่งเศสก่อน 1-0 กระทั่งงวดเข้านาทีท้าย กลับมาเจอทีเด็ด ซีเนดีน ซีดาน จัดเบิ้ลเลยพ่ายไป แต่หลังจากนั้นก็เอาตัวรอด กรุยทางผ่านถึงควอเตอร์ไฟนั่ล ก่อนจะเสียที โปรตุเกส เจ้าภาพในการดวลจุดโทษตัดสิน- ฟุตบอลโลก 2006 รู้กันล่วงหน้าแล้วว่าจบรายการนี้ สเวน จะสไลด์ลงจากหลังสิงโตคำราม เริ่มต้นได้สวยงาม พอถึง 16 ทีมสุดท้าย เบ็คแฮม ก็โชว์อาวุธเด็ดจากฟรีคิกพิชิตเอกวาดอร์อย่างหวาดเสียว แต่แล้วหนังม้วนเดิมเมื่อมาโดน โปรตุเกส เขี่ยตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายด้วยการส่องจุดโทษตัดสิน อีกทั้ง เวย์น รูนี่ย์ โดนใบแดง3 ครั้งที่ว่ามาสิงโตคำรามไปไม่ถึงฝั่งฝัน เพราะพลาดในการยิงจุดโทษชี้ชะตาหากนิ่งสักหน่อยหรือมีโชคบ้าง บางที สเวน อาจจะเปลี่ยนประวัติศาสตร์ชาติลูกหนังผู้ดีก็เป็นไปได้หลังพ้นจากทีมชาติอังกฤษมาแล้ว กราฟชีวิตกุนซือของเขาก็ตกลงเรื่อยๆ อย่างน่าใจหาย ไม่มีโทรฟี่การันตีความสำเร็จไม่เท่าไร สเวน ยังโดนกล่าวหาว่าเป็นได้แค่พวกเก่งพีอาร์มากกว่าทำทีม ทั้งที่ผลงานในอดีตก็ฟ้องอยู่ทนโท่ในความไม่ธรรมดาแต่เมื่อความคาดหวังจากแฟนบอลหรือคนรอบข้างสูงเกินไป เพราะชื่อเสียงเก่าที่สั่งสมเอาไว้มันเหมือนชนักติดหลัง บางครั้งเรื่องอย่างนี้ก็พูดลำบากยิ่งตอนมาคุม เลสเตอร์ ด้วยแล้ว แทบไม่เหลือคราบไคลอันยิ่งใหญ่เลย...-----------------------ฤดูกาล 2010/11 "จิ้งจอกสยาม" ที่ยังเวียนว่ายอยู่ในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ ลีกเบอร์ 2 ของอังกฤษ มีการปรับเปลี่ยนหลายอย่าง โดยเฉพาะการเลือก เปาโล ซูซ่า มานั่งแท่นกุนซือบัญชาการด้วยความที่ อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา รองประธานเลสเตอร์ โตมากับยุคเกรียงไกรของทีมชาติโปรตุเกสในช่วงโกลเด้น เจเนอเรชั่น นอกเหนือจาก หลุยส์ ฟิโก้ กับ รุย คอสต้า แล้ว ยังมี ซูซ่า นี่แหล่ะอยู่ในขบวนนั้นด้วยเขาจึงประทับใจ ซูซ่า มากเป็นเศษ ยิ่งคุยกันในหลายๆเรื่องถูกคออีกต่างหาก เหมือนต้องชะตากันมาก่อนอย่างไรก็ตามผ่าน 10 นัดแรกในลีก เลสเตอร์ สะกดชัยชนะเป็นแค่ครั้งเดียวเท่านั้น หนักกว่าคือการออกไปโดน พอร์ทสมัธ ทีมบ้านๆ จากแดนใต้ยำไม่เหลือสภาพ 6-1 มันทำให้ต้องชั่งใจหนักบอร์ดบริหารหลายคน รวมถึง วิชัย ผู้พ่อบอกเลยว่าควรปลด ซูซ่า แม้ตัวเขาเองจะคัดค้าน เพราะอยากจะให้เวลาหน่อย แต่ประเมินแล้วว่าชั่วโมงบินและวัยวุฒิของกุนซือรายนี้ยังน้อยเกินไป ไม่น่าจะทนแรงเสียดทานได้เสียใจที่เหมือนเสียเพื่อนคนหนึ่ง แต่ก็ต้องจำใจยอมรับตอนนั้นมีตัวเลือกผู้จัดการทีมใหม่ที่น่าสนใจมากเหลือเกิน มีข้อเสนอและคำแนะนำมายัง อัยยวัฒน์ แบบรอบทิศทาง ก่อนจะเคาะเลือก สเวน โกรัน อีริคส์สัน ด้วยเหตุผลบางประการนอกเหนือจากประสบการณ์โชกโชน ผ่านเวทีใหญ่ทั้งในลีกอิตาลีและทีมชาติอังกฤษแล้ว บารมียังมากพอที่จะทาบทามนักเตะดังมาร่วมทีมได้"จิ้งจอกสยาม" มีงบประมาณไว้ซื้อผู้เล่นเสริมกำลังพลให้แกร่งขึ้นก็จริง แต่นักเตะที่หมายตาว่าไม่ค่อยจะสนใจอยากย้ายมาร่วมก๊วนสักเท่าไร เพราะไม่มั่นใจในหลายเรื่อง โดยเฉพาะประเด็นมีนายทุนข้ามชาติจากเอเชียดังนั้นการดึง สเวน มาส่วนหนึ่งก็เพื่อช่วยในการจัดทัพปรับกระบวน ดึงดูดแข้งดังๆ เข้าสู่ทีมจากข้างท้ายตารางในซีซั่นนั้น สุดท้ายพอรูดม่านปิดฉาก เลสเตอร์ ครองอันดับ 10 ถือว่าไม่เลวนัก แต่ยังห่างจากเป้าหมายต้องติด 1 ใน 6 ไว้มากฤดูกาลรุ่งขึ้น อัยยวัฒน์ เลยทำตามความต้องการของกุนซือสวีดิช มีผู้เล่นเข้ามาใหม่ทั้งเซ็นสัญญาซื้อจ่ายตังค์และเอามาแบบฟรีๆ รวมแล้ว 17 คนด้วยกันแต่ยังขาดกองหน้าตีนฉมังที่จะมาเพิ่มศักยภาพพังตาข่ายให้ดีขึ้น แล้วเส้นตายตลาดซื้อขายผู้เล่นหน้าร้อนก็งวดเข้ามาทุกขณะเหลืออีกไม่กี่วัน สเวน แจ้งมา 2 รายชื่อที่ต้องการให้ อัยยวัฒน์ เลือกมาหนึ่งคนคือ คาเมรอน เจอโรม หรือ เจอร์เมน เบ็คฟอร์ดคนแรกได้เก๋า ได้เขี้ยว ประสบการณ์เป็นจุดเด่นที่จะดึงมาช่วยส่วนคนหลังมีความสด ความห้าวเป็นตัวชูโรงและยังมีโอกาสพัฒนาได้อีกวันสุดท้ายนั่นแหล่ะ สเวน จึงต่อสายมาแล้วบอกว่าเอา เบ็คฟอร์ด ก็แล้วกัน ตอนนั้น อัยยวัฒน์ ต้องคิดหนักจะหาใครปรึกษาก็ลำบาก โทรหาพ่อก็ดึกแล้วกลัวจะรบกวนเวลาพักผ่อน แล้วตัวเขาเพิ่ง 26 ปีเอง หวั่นว่าเกิดตัดสินใจลงไปแล้วผิดพลาดขึ้นมาจะเป็นปัญหาได้เอาแต่แล้วเหลือเวลา 2 ชั่วโมงก่อนระฆังหมดเวลาจะกังวาน เขาโทรไปหา บิล เคนไรท์ ประธานของเอฟเวอร์ตัน เพื่อเจรจาต้าอ้วยขอซื้อ เบ็คฟอร์ด ด้วยไม่ต้องสงสัยเลยว่าเข้าทาง เคนไรท์ อยู่แล้ว ในสถานการณ์เช่นนี้ย่อมกุมความได้เปรียบโก่งราคาอย่างเต็มสูบ ก่อนตกลงกันได้ที่ 2.5 ล้านปอนด์ ซึ่งในปี 2011 ค่าเงินปอนด์ยังแข็ง ตีเป็นสกุลบาทจึงตกเกือบ 200 ล้านด้วยกันเอกสารเตรียมพร้อมแล้วแจ้งไปยังสมาคมฟุตบอลอังกฤษ เสร็จเรียบร้อยก่อนเส้นตายมาถึงแค่ 40 นาทีเท่านั้นสเวน สมใจได้ เบ็คฟอร์ด ซึ่งเคยได้รับการกล่าวขานสมัยเป็นดาวรุ่งว่าเติบใหญ่ขึ้นมาจะเป็นพวกตีนระเบิดยิงเถิดเทิงแน่นอน มาช่วยเพิ่มมิติในแนวรุกแต่แล้วออกสตาร์ตไปได้ 13 เกม จิ้งจอกสยาม ชนะแค่ 5 นัด อยู่อันดับ 13 ไม่คู่ควรกับกำลังและเงินทุนที่ลงไปเลยสักนิดกุนซือสวีดิชเองก็คงไม่คาดคิดหรอกว่าเลข 13 จะนำซึ่งความโชคร้ายมาสู่ตัวเองหลังจากนั้นคำสั่งเด้งฟ้าผ่าจาก อัยยวัฒน์ ก็ส่งตรงมายัง สเวน ทันที เพราะเชื่อว่าปล่อยไว้คาราคาซังเช่นนี้ คงไปได้ไม่ถึงธงชัยที่ปักไว้มันไม่ได้แย่อะไรนัก แต่เต็มที่คงได้แค่พื้นที่เพลย์ออฟ ฉะนั้นควรรีบเปลี่ยนตั้งแต่ยังไม่ถึงครึ่งฤดูกาลดีกว่านี่คือชะตากรรมของอดีตกุนซือทีมชาติอังกฤษ เมื่อเปลี่ยนมาอยู่บนหลังสุนัขจิ้งจอก...--------------------------หลังปิดฉากกับ เลสเตอร์ แล้ว สเวน หันมาจับงานเกี่ยวกับบริหารทีมในบทบาทผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาเพื่อพัฒนานักเตะทุกรุ่นเคยมาทำงานด้านนี้ให้ บีอีซี เทโรศาสน สโมสรชั้นนำบ้านเราช่วงสั้นๆ ด้วย แต่ไม่ได้หวือหวาอะไรนัก พอเห็นท่าไม่ค่อยดีก็เผ่นหนีไปกระทั่งหวนคืนกุนซืออีกเที่ยว คราวนี้ไปหากินในประเทศจีน นั่งเก้าอี้ใหญ่คุม กว่างโจว อาร์แอนด์เอฟ , เซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี ตบท้ายด้วยลงไปคลุกคลีกับ เสินเจิ้น ซึ่งตอนนั้นอยู่ในลีกล่าง ก็ไม่ได้มีรางวัลความสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันกระทั่งหมาดๆ ในวัย 70 ปี เขายังไม่หย่าขาดจากงานกุนซือง่ายๆ แวบกลับมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ย่านที่คุ้นเคยเพื่อเซ็นระยะสั้น 6 เดือน รั้งบังเหียนทีมบอลชายฟิลิปปินส์ ไว้เตรียมสู้ศึกเอเอฟเอฟซูซูกิคัพ ซึ่งทีมชาติไทยร่วมเผดียงแข้งด้วยในรายการนี้ โดยจะเปิดฉากวันที่ 7 พ.ย.ไม่น่าเชื่อว่าเส้นทางหรือกราฟของ "สเวนนิส" จะทิ้งดิ่งอย่างน่าใจหาย จากกุนซือที่เกือบจะพาอังกฤษสร้างประวัติศาสตร์ จนมาถึงคุมฟิลิปปินส์ ประเศซึ่งมีบาสเก็ตบอลเป็นกีฬายอดนิยมเบอร์หนึ่งมันน่าใจหายจริงๆ เมื่อเหลียวกลับไปมองอดีตแต่ชะตากรรมของใครบางคนในโลกลูกหนัง บางทีมันก็ลึกเกินกว่าเราจะเข้าใจหรือหาคำตอบได้..อดีตที่ยิ่งใหญ่ไม่ใช่เครื่องการันตีที่จะบอกว่าคุณจะอยู่บนจุดสูงสุดตลอดไป MYSBOBET อยากให้ทุกคนโฟกัสกับปัจจุบัน เพื่อให้ทุกคนโฟกัสได้ดีขึ้น ขอแนะนำให้ติดต่อเรามาที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177ถ้ามือใหม่ อยากเล่น แทงบอลเป็น เรามี เว็บสอนแทงบอล สโบเบท หรือ เว็บ maxbet มีแนะนำสอนมือใหม่ อ่านเข้าใจ หรือ มี วิธีโอ sbobet สอน ด้วยคลิกกันไปได้เลย

The Boss

ใครได้ดูเกมเมื่อคืนวันเสาร์ที่สังเวียนแข้ง คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ สเตเดี้ยม ย่อมทึ่งในความยิ่งใหญ่ของ วิชัย ศรีวัฒนประภา อย่างคาดไม่ถึงแค่เห็นธงไตรรงค์ ผืนใหญ่แผ่กางออกมามีชื่อ วิชัย เป็นภาษาอังกฤษ ตอนที่ เดมาไร เกรย์ ซัลโวขึ้นนำและเป็นประตูนำไปสู่ชัยชนะในช่วงต้นครึ่งหลัง เราก็ขนลุกพอแล้วเท่านั้นไม่พอเสียงกู่ร้องประโยค ‘There’s only one Vichai’ ที่กระหึ่มก้องจากสาวกเลสเตอร์ มันเหมือนตอกย้ำให้เห็นถึงความเป็น The Boss ของเขาอย่างแท้จริงไม่ง่ายเลยที่ฝรั่งอั้งม้อมากมายจะยอมรับคนเอเชียหัวขาวผิวเหลือง ที่มาไกลจากโพ้นทะเล ยกย่องให้เป็นเจ้านายหรือลูกพี่ขนาดนี้แม้กระทั่งอิงลิชชนด้วยกัน ก็ใช่ว่าจะซูฮกเรียกขานสุ่มสี่สุ่มห้า หากว่าคุณไม่เจ๋งจริงก็เป็นอันว่าจบกันไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเกมนี้ วินเซนต์ ตัน เจ้าของทีมคาร์ดิฟฟ์ซึ่งเป็นคนมาเลเซียร่วมเป็นสักขีพยานในสนามด้วยหรือเปล่าหากเขานั่งอยู่ด้วยคงอัศจรรย์ใจแน่ๆ และคาดไม่ถึงว่า วิชัย มหาเศรษฐีบ้านใกล้เรือนเคียงจะเอาชนะใจแฟนบอลเลสเตอร์ได้ โดยไม่มีความคลางแคลงใจหรือมีคำถามอะไรอีกบางทีเขาอาจอยากจะรู้ว่า วิชัย บริหารทีมอย่างไร ถึงได้รับการสดุดีแซ่ซ้องจากแฟนบอลทุกหมู่เหล่าเพราะการทำทีมบอลเปรียบเหมือนศิลปะอย่างหนึ่ง ใช่ว่าบิลเลี่ยนแนร์ทุกคนจะทำได้เสมอไป...----------------หลังดีลซื้อ เลสเตอร์ สำเร็จเรียบร้อย อัยยวัฒน์ ถามพ่อว่าแล้วจะให้ใครไปบริหารทีม ซึ่งไม่ผิดอย่างที่คาดไว้ลูกชายคนเล็กผู้มีหัวใจใฝ่รักเกมลูกหนัง อีกทั้งยังเป็นนักฟุตบอลโรงเรียนของเซนต์คาเบรียลได้รับมอบหมายไปวันแรกของการทำงาน ทันทีที่เขาเปิดประตูเข้าออฟฟิศ ทุกสายตาเขม็งเพ่งมาโดยมิได้นัดหมาย มันเหมือนกับว่านี่คือตัวประหลาดสายตาที่แปลกใจและตั้งคำถามจากพนักงานนั้น มันทำให้เกิดความวิตกไม่น้อย เพราะส่วนใหญ่แล้วไม่มีใครเชื่อฝีมือ ล้วนแต่มองว่าการเข้ามาเทคโอเวอร์เป็นเพียงแค่งานอดิเรกของนายทุนข้ามชาติกระเป๋าหนักทั้งสิ้นอัยยวัฒน์ คุยกับ วิชัย ตลอดทั้งในแง่ขอคำปรึกษาหรือการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ รู้ทั้งรู้ว่าต้องทำงานหนักมากแค่ไหนเพื่อนำพาความสำเร็จมาสู่ทีม แต่ในใจก็อดเป็นห่วงไม่น้อยอายุแค่ 25 เท่านั้น แถมมาจากเอเชีย ภาษาอังกฤษก็ยังไม่แข็งแรงร้อยเปอร์เซนต์ มันยากเหลือเกินที่จะทำให้ลูกน้องซึ่งเป็นพวกที่อยู่มาก่อน เคารพนับถือได้สิ่งเดียวที่จะพิสูจน์ได้คือ การทำงานหนักตามที่พ่อแนะนำและพยายามเรียนรู้ศึกษาเกี่ยวกับสโมสรของตัวเองให้มากที่สุดนอกเหนือไปจากการประชุมแบบมาราธอนในแต่ละวันแล้ว อัยยวัฒน์ พยายามจะเข้าให้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและเรื้อรังรักษาไม่หายมาตั้งแต่ยุคก่อนจนเขารู้ว่าพวกที่ทำงานฟุตบอลอันหมายถึงคุมซ้อมสต๊าฟฟ์เทรนนิ่งและอะคาเดมี่ไม่ถูกกับพวกโอเปอเรชั่น ซึ่งก็คือกลุ่มทีมงานทำหน้าที่ดูแลเรื่องการขายตั๋ว จองตั๋ว จำหน่ายสินค้าที่ระลึกและจัดอีเวนต์ต่างๆฝ่ายหลังมองว่าพวกเขาเป็นแรงขับเคลื่อนในการหารายได้เข้าสโมสร แต่อีกฝั่งกลับนำไปใช้อย่างเดียว การเขม่นกันจึงเกิดขึ้นและยิ่งทำงานกันคนที่ ออฟฟิศห่างกันเยอะ จึงยากมากที่มิตรภาพจะเกิดขึ้นได้อัยยวัฒน์ เลยนำแนวทางการบริหารแบบ "ไทยๆ" ของพ่อมาปรับใช้ไม่นานไอเดียจับสต๊าฟฟ์ทั้งสองฝั่งมาเตะบอลกระชับมิตรกันจึงเกิดขึ้น เพื่อสร้างความสามัคคีเบื้องต้น จำต้องมีกิจกรรมร่วมกันก่อนตัวเขาเองก็ลงไปโม่แข้งด้วย พร้อมทั้งสำแดงให้เห็นความสามารถในเชิงลูกหนังซัลโวตาข่ายกระเจิงไปหลายประตู เป็นการบอกทางอ้อมให้รู้ว่าเขาเองก็ประสีประสาเรื่องบอล ไม่ใช่เห็นทีมเหมือนของเล่นอย่างที่คิดกันเท่านั้นไม่พอยังควัก 4 หมื่นสั่งปิดผับ ให้พนักงานมาฉลองกันอย่างเต็มที่ ทั้งดื่มกินแบบไม่อั้น จนบางคนบอกว่าทำไปทำไมกัน สิ้นเปลืองเปล่าๆ แต่หารู้ไม่ว่านี่เป็นวิธีการซื้อใจอย่างหนึ่งอยากได้ใจคุณก็ต้องให้ใจก่อนพนักงานหลายคนไม่เคยเจออย่างนี้ ส่วนมากทำงานเสร็จก็เผ่นกลับบ้าน ทำตามหน้าที่เป็นรูทีนไป น้อยมากที่มีดื่มสังสรรค์กัน ซึ่งเป็นปกติของสังคมในเมืองเล็กๆ อย่าง เลสเตอร์แน่นอน อัยยวัฒน์ ใช้เวลาในการประติดประต่อแก้ปัญหาทีละจุด ในขณะเดียวกันปรับปรุงในสิ่งที่จำเป็นจริงๆ รวมถึงทำตัวให้ติดดินเป็นกันเองกับพนักงานเข้าไว้ ไม่ได้คิดว่าตนคือซีอีโอหรือผู้บริหารแต่ละปีเขาจะปักหลักอยู่อังกฤษไม่น้อยกว่า 200 วัน บินไปกลับเป็นเรื่องธรรมดาและนอนสนิทบนเครื่องเสมอ จนติดการนอนบนอากาศไปเลย เพราะเมื่ออยู่บนนั้นเครื่องมือสื่อสารสวิตช์ออฟหมด ไม่ต้องพะวงเรื่องงานอีก จึงผ่อนคลายพักได้อย่างเต็มที่ความประทับใจเริ่มก่อตัวขึ้นกับพนักงานหลายต่อหลายคน เสียงพูดคุยถึงทิศทางที่ดีต่อสโมสรและเชื่อว่าที่นี่มีอนาคตจะประสบความสำเร็จได้จากนั้นเมื่อจัดการเรื่องพนักงานได้แล้ว ก็ขยายต่อไปยังแฟนบอล ซึ่งการแสดงน้ำมิตรจิตใจให้ในรูปแบบต่างๆ คือสิ่งที่ อัยยวัฒน์ นำมาใช้ ซึ่งมี วิชัย นี่แหล่ะเป็นเบื้องหลังคอยให้คำชี้แนะมาตลอดความจริงใจอาจจะสื่อสารลำบาก โดยเฉพาะเมื่อคุณมาจากแดนไกลเหมือนไม่ใช่พวกเดียวกัน แต่แล้วเมื่อมันเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ก็เหมือนกับน้ำซึมบ่อทราย ทีละนิดๆ จนกระทั่งทุกคนยอมรับทุกวันนี้ยามที่ อัยยวัฒน์ เดินเข้าออฟฟิศ พนักงานทุกคนจะยินดีและรู้สึกอบอุ่นอย่างยิ่ง ไม่มีคนแปลกหน้าจากไทยแลนด์อีกต่อไป...------------------------ตอนที่ เดมาไร เกรย์ ยิงประตูได้และกล้องตัดไปบนอัฒจันทร์ของทีมเยือน แฟนบางคนกลั้นความปิติไม่อยู่ร้องไห้ออกมา ด้วยความตื้นตันดาวเตะผิวสีวิ่งฉลองถอดเสื้อตัวนอกออก ให้เห็นตัวข้างในที่มีข้อความภาษาอังกฤษว่า For Khun Vichai เป็นการอุทิศประตูนี้ให้เจ้านายที่อยู่บนสวรรค์ขณะเดียวกันกองเชียร์ที่ยกพลมากันนับพันก็ใส่หรือชูเสื้อสีขาวสกรีนหน้าของ วิชัย พร้อมกับข้อความ The Boss ที่ติดอยู่ เพื่อรำลึกถึงผู้มีพระคุณของพวกเขาเพราะ วิชัย นี่แหล่ะที่ทำให้เมืองเล็กๆ บรรยากาศเงียบเชียบ อึมครึมสลัวๆ เปลี่ยนเป็นฉาบไปด้วยรอยยิ้ม เต็มไปด้วยความคึกคัก ด้วยการให้แบบไทยๆ ที่เขายึดถือเสมอมามันไม่ได้ตีกรอบแค่กลุ่มแฟนบอลจิ้งจอกสยามอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังแผ่ขยายไปยังสโมสรอื่นอีกด้วยในแมตช์ดังกล่าวตอนทัพเลสเตอร์มาถึงและลงจากรถโค้ชที่หน้าสนาม แฟนบอลคาร์ดิฟฟ์นับร้อยที่มาต้อนรับต่างปรบมือให้ ส่งกำลังใจในยามที่ต้องเผชิญหน้ากับความสูญเสียครั้งใหญ่หนังสือโปรแกรมในเกมนี้ก็ให้เกียรตินำ วิชัย ขึ้นปก อีกทั้งมีข้อความข้างในสดุดีในความเป็นประธานสโมสรที่น่ายกย่องและนำพาความสำเร็จอันน่ามหัศจรรย์มาสู่ทีมเล็กๆนี้เท่านั้นไม่พอศึกซูเปอร์บิ๊กแมตช์ที่เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม แข้งอาร์เซน่อลทุกคนยังสวมปลอกแขนสีดำไว้อาลัยให้ โดยมีโลโก้จิ้งจอกสยามติดอยู่ด้วย เพื่อแสดงความนับถือเขาเป็นคนไทย แต่ยิ่งใหญ่ในผืนแผ่นดินอังกฤษ ประเทศได้ขึ้นชื่อว่าเป็นต้นกำเนิดของเกมลูกหนังทำได้อย่างไรกัน?ทั้งที่เป็นคนโลว์โปรไฟล์ ไม่เคยต้องการออกสื่อ ทำงานตามขั้นตอนแบบแผนไปเงียบๆ ไม่ต้องส่งเสียงดังเพื่อให้ใครได้ยิน แต่อีกไม่นานทุกคนก็จะรับรู้เองจะมีประธานสโมสรคนไหนยามจากไป นักเตะแกนหลักในทีมบินกว่า 6 พันไมล์ข้ามทวีปมาร่วมงาน แล้วบินกลับทันทีเพื่อปฏิบัติภารกิจของตัวเองต่อ โดยไม่หวั่นว่าร่างกายจะล้าอ่อนเปลี้ยนี่คือความตั้งใจของนักเตะที่ต้องการจะทำเพื่อบอสอย่างแท้จริง ทั้งสะท้อนว่า วิชัย ก้าวข้ามการเป็นประธานสโมสรฟุตบอลปกติทั่วไปเชื่อว่าแนวทางเช่นนี้ของเขา น่าจะกลายเป็นกรณีศึกษาหรือแบบอย่างให้กับบิ๊กบอสลูกหนังคนอื่นๆ นำไปใช้ เข้าถึงแก่นของคำว่าพระเดชและพระคุณที่ต้องตีคู่ไปด้วยกัน...-------------------------ในโลกนี้ใครต่อใครก็เป็นบอสได้ด้วยกันทั้งนั้น มันไม่ยากอะไรเลยแต่สำหรับสาวกจิ้งจอกสยามแล้ว พวกเขาน่าจะตอบคำถามได้ดีกว่าใครว่าบอสที่ดีและยิ่งใหญ่นั้นเป็นอย่างไร‘There’s only one Vichai’ - แค่ประโยคนี้ประโยคเดียวก็น่าจะชัดเจนที่สุดแล้ว..ความเคารพไม่ใช่สิ่งที่จะบังคับกันได้ คุณต้องสั่งสมความดีให้มากพอ คนรอบข้างจะมอบมันให้กับคุณเอง Sbobet777 ให้ความเคารพกับทุกคนเสมอ เราพร้อมที่จะช่วยเหลือเกินในทุกโอกาส ติดต่อมาเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

ที่นี่บราซิล (ตอนจบ)

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าความตายของ โซคราเตส จะทำให้อุดมการณ์ที่สร้างเอาไว้ตายลงด้วยหรือไม่เพราะนักเตะบราซิเลี่ยนยุคหลังแทบไม่มีบทบาทเกี่ยวกับการเมืองเลย โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายซ้ายที่ยึดระบอบสังคมนิยมเป็นแนวทางหลักการบริหารประเทศถูกตั้งข้อกล่าวว่าว่าฉ้อโกง พัวพันคอร์รัปชั่นหลายคดีด้วยกันนักเตะรุ่นหลังที่เทิดทูน โซคราเตส กลับเป็น เอริก คันโตน่า ราชันย์ลูกหนังที่ปูทางสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับ แมนฯยูไนเต็ด ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 90 นั่นแหล่ะก็องโต้ ยืนยันว่านักเตะที่มีอุมดมการณ์และหัวใจที่เที่ยงธรรม พร้อมจะต่อสู้กับอำนาจมืด โดยไม่สนใจหาผลประโยชน์ใส่ตัวนั้นมีไม่มาก ซึ่ง โซคราเตส เปรียบเป็นครูคนหนึ่งของเขาเลยทีเดียวแต่แข้งแซมบ้ารุ่นถัดมาแทบไม่ใครคิดแบบ ก็องโต้ เลยหลังเผด็จการถูกโค่นล้มประชาธิปไตยในบราซิลเบ่งบานขึ้นมาแทน พรรคแรงงานซึ่งเป็นฝ่ายซ้ายผงาดขึ้นมามีอำนาจในการปกครอง ท่ามกลางความปลาบปลื้มของคนบราซิเลี่ยนในระดับรากหญ้าทั้งหลายลูอิส อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา หรือที่ผู้คนเรียกขานอย่างกระชับว่า ลูลา จากพรรคแรงงานได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีตั้งแต่ปี 2003 เป็นต้นมา จากนั้นก็เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายเรื่องแม้จะเติบโตมาจากชนชั้นกรรมาชีพ เป็นแค่คนงานในโรงเหล็ก แล้วเริ่มต้นจาการเป็นผู้นำสหภาพแรงงาน แต่ ลูลา กลับมีวิสัยทัศน์ที่ยอดเยี่ยมในเรื่องเศรษฐกิจเขาผลักดันประเทศจนเติบโตพรวดพราดเข้าไปอยู่ในกลุ่ม BRIC อันหมายถึง บราซิล , รัสเซีย , อินเดียและจีน ซึ่งมีบทบาทสำคัญ ชี้เป็นชี้ตายเศรษฐกิจโลกได้เลยนอกจากปัญหาปากท้องจะถูกแก้ไขได้อย่างชะงัดแล้ว เรื่องความเหลื่อมล้ำต่ำสูงที่ฝังรากลึกมานานก็ถูกจัดการลดช่องว่างด้วย ลูลา จึงกลายเป็นขวัญใจมหาชนคนชั้นล่างของจริงเขาได้เป็นผู้นำ 2 สมัยหรือ 8 ปีเต็ม ผลักดันประเทศไปข้างหน้าอย่างน่าทึ่งแต่ช่วงลงจากเก้าอี้เพื่อเว้นวรรคตามรัฐธรรมนูญ กลับถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าคอร์รัปชั่นในหลายคดี ก่อนศาลสูงบราซิลจะพิพากษาจำคุก 12 ปีเต็มตอน ลูลา ลงจากเก้าอี้ อำนาจของเขาถูกถ่ายไปยัง ดิลมา รูสเซฟฟ์ คนสนิทและอัพขึ้นมาจากรองประธานาธิบดี ซึ่งกลายเป็นผู้หญิงคนแรกของประเทศที่ได้ตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ช่วงนี้แหล่ะที่ขาลง คะแนนนิยมของพรรคแรงงานตกต่ำอย่างน่าใจหายอีกทั้งหญิงเหล็กแซมบ้า ยังเจอข้อกล่าวเรื่องโกงกินคอร์รัปชั่นเช่นเดียวกัน ร้ายกว่านั้นคือการเป็นเจ้าฟุตบอลโลก 2014 ของบราซิลเมื่อ 4 ปีก่อน ถูกหยิบยกมาพูดถึงกันอย่างมากในเรื่องความเหมาะสมในขณะที่ประเทศเริ่มเผชิญปัญหาเศรษฐกิจ กลับต้องมาแบกรับจัดทัวร์นาเม้นต์ลูกหนังยิ่งใหญ่สุดในโลก ผลาญงบประมาณมากมาย นั่นเป็นเหตุให้กลุ่มฝ่ายค้านที่เห็นต่างออกมาประท้วงด้วยความไม่พอใจดังนั้น รูสเซฟฟ์ จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหากแซมบ้าคว้าแชมป์โลกในบ้านได้สำเร็จ ดีกรีแรงเสียดทานหรือพวกต่อต้านน่าจะลดลงด้วยแต่แล้วเกมตัดเชือกที่ เบโล โฮริซอนเต้ ท่ามกลางกองเชียร์เจ้าถิ่นกว่า 5 หมื่นคน ทะลักกันมาให้กำลังใจ กลับต้องผิดหวัง แถมไม่ได้เป็นความผิดหวังธรรมดาเท่านั้น แต่ยังแทรกความเจ็บปวดหัวใจ ราวกับว่าถูกกระทืบแล้วเยี่ยวใส่อีกต่างหากบราซิลโดนเยอรมันไล่ต้อนอย่างหมดสภาพ 7-1 ไม่หลงเหลือคราบไคลความยิ่งใหญ่ของแชมป์โลกผู้เกรียงไกร 5 สมัยเลยสักนิดผู้นำหญิงถึงกับหลุดปากเลยว่า "นี่มันยิ่งกว่าฝันร้ายชัดๆ" ไม่มีอะไรหดหู่ไปกว่านี้อีกแล้วเท่านั้นไม่พอลิ่มแห่งความเจ็บปวด ยังถูกตอกย้ำเข้าไปอีกในเกมชิงที่ 3 ที่พ่ายให้ ฮอลแลนด์ แบบคนละคลาสอีก 0-3 เบ็ดเสร็จ 2 นัด อ่วยอรทัยไป 10 ประตู ชาวบราซิเลี่ยนต่างสลดไปตามๆ กันแล้วแน่นอนว่าจะต้องมาลงที่ รูสเซฟฟ์ อย่างช่วยไม่ได้หล่อนพยายามจะปรับนโยบายเพื่อช่วยให้บราซิลกลับมาผงาดอีกครั้งในโลกลูกหนัง อย่างเช่นเรื่องการส่งนักเตะไปเล่นต่างลีก ต้องลดจำนวนลง ไม่ใช่เปิดเสรีจนทำให้ลีกในประเทศไม่พัฒนา อีกทั้งความนิยมก็ลดลง ซึ่งมันส่งผลโดยตรงต่อผลงานทีมชาติด้วยแต่ยังไม่ทันได้ทำอะไรให้เห็นเป็นรูปธรรม เพราะวุ่นวายกับการบริหารด้านอื่น ปี 2016 รูสเซฟฟ์ ก็ถูกถอดถอนจากตำแหน่งผู้นำประเทศ โดยวุฒิสภาลงมติไม่ไว้วางใจ อ้างปัญหาปากท้องและคอร์รัปชั่นที่ไม่สามารถแก้ไขได้เลย ชนิดไม่ต้องพูดถึงผลงานทีมฟุตบอลที่ทรุดหนัก ทั้งที่เต็มไปด้วยแข้งเวิล์ดคลาสมากมายในทางกลับกัน หากแซมบ้าครองแชมป์โลกต่อหน้าแฟนบอลตัวเองในปี 2014 สถานการณ์จะเป็นอย่างนี้หรือไม่ ถือว่าน่าสนใจอย่างมากฟุตบอลคือวาระของประเทศจริงๆ...------------------------------------------หลังพรรคแรงงานสูญเสียอำนาจในการปกครองประเทศ พรรคจากฝ่ายขวาขึ้นมาทำหน้าที่แทน สถานการณ์ไม่ได้กระเตื้องไปกว่าเดิม ความขัดแย้งเกิดขึ้นมากมายลูลา เองที่ตั้งใจจะลงสมัครชิงชัยผู้นำอีกครั้ง หลังเว้นวรรคไปตามรัฐธรรมมนูญ 4 ปีก็ต้องถอนตัวอย่างไม่มีทางเลือก เมื่อถูกตัดสินติดจำคุกยาวเขายืนกรานว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกศาลกลั่นแกล้ง หลักฐานหลายอย่างก็ไม่ชัดเจน นี่มันคือเกมการเมืองชัดๆ เพราะถ้า ลูลา ได้ลงสมัครจริงพรรคแรงงานย่อมกลับมาผงาดแน่ทุกวันนี้มีผู้สนับสนุนและศรัทธา ลูลา นับพันไปยืนอยู่หน้าที่เรือนจำทุกเช้าเพื่อกู่ร้องชื่ออดีตผู้นำรายนี้ เป็นการให้กำลังใจ โดยวันดีคืนดีก็รวมพลกันหลายหมื่นเพื่อประท้วงเรียกร้องความเป็นธรรมด้วยแต่เที่ยวนี้กลับไม่มีความเคลื่อนไหวจากนักบอลดังเหมือนอย่างที่ โซคราเตส เคยทำมาก่อนเลยมันเพราะอะไรกันแน่ แข้งแซมบ้าไม่ "อิน" กับเรื่องนี้หรือ?พลังจากฝ่ายซ้ายพยายามตะโกนให้พวกนักบอลได้ยิน เพราะเผด็จการหรือพวกขวาจัดกับมาเรืองอำนาจอีกครั้ง การบริหารประเทศก็มีทิศทางเปลี่ยนไปจากเดิมมากมาย อีกทั้งความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านก็แย่ด้วยไม่ว่าจะเป็น เวเนซูเอลา , เอกวาดอร์ หรือ โบลิเวีย ที่นิยมซ้ายเป็นทุนเดิมอยู่แล้วอาจเป็นไปได้ว่าพวกนักเตะอาชีพที่ออกไปโกยเงินต่างแดน ได้รับค่าตอบแทนมหาศาล ชีวิตความเป็นอยู่สะดวกสบาย หลายคนถือพาสสปอร์ต 2 เล่ม เดินเข้าออกประเทศในยุโรปได้ตามพอใจ แทบไม่ได้เห็นหรือรับรู้ความอดอยากยากลำบากของพวกรากหญ้าเลยนอกจากนี้หากเอาตัวเข้าไปเกี่ยวข้อง แสดงตนเป็นฝั่งตรงข้ามรัฐบาล อาจโดนกลั่นแกล้งได้สารพัดและมีโอกาสส่งผลกระทบต่ออาชีพนักเตะของตนด้วยเราจึงไม่ได้เห็นผู้เล่นอย่าง เนย์มาร์ ออกมาเย้วๆ หรือแม้กระทั่งประท้วงในเชิงสัญลักษณ์อย่างที่ โซคราเตส เคยทำเอาไว้หรอกอุดมการณ์มันกินไม่ได้ แล้วจะต้องไปหลงติดกับเพื่อให้ตัวเองลำบากทำไมกัน พวกเขาคงคิดเช่นนี้ -- มันก็จริงอยู่แต่ในอีกด้านมันก็น่าเศร้าไม่น้อย เมื่อ บราซิล กำลังถอยไปอยู่ในจุดที่เคยผ่านมาได้แล้วและยังไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ท่ามกลางความวุ่นวายและเศรษฐกิจที่ตกลงเรื่อยๆ แทบทุกวันสำคัญไม่น้อยกว่ากันคือ ไม่ว่าฝ่ายไหนขึ้นมาปกครองก็ล้วนแต่พยายามใช้ฟุตบอลเป็นเครื่องมือทั้งสิ้น มากน้อยว่ากันไปฟุตบอลรับใช้คนบราซิลทั้งหลายในแง่ความเอนเตอร์แทน เยียวยาหัวใจให้ชุ่มฉ่ำ แม้ในวันที่อาจไม่มีอะไรยาไส้ฟุตบอลเองก็รับใช้ชนชั้นปกครอง ที่นำมาปิดบังอำพรางเพื่อผลประโยชน์ของตังเองล้วนๆนี่แหล่ะบราซิล สิ่งที่ประเทศเค้ามี...เมื่อมั่งมีก็ควรจะช่วยเหลือผู้คนที่กำลังตกที่นั่งลำบาก MYSBOBET พร้อมช่วยพยุงทุกท่านที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์อันเลวร้าย ติดต่อเลยที่ : https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทร 08-0003-1188 / 08-0003-1177

ชนะได้ไงวะเนี่ย ?

เออ เอาดิ เอากับเขาสิครับ เอากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในตอนนี้สิ เล่นตลอดทั้งเกมแทบไม่มีอะไรแต่ไปๆมาๆพวกเขาสามารถพลิกนรกแซงเอาชนะ ยูเวนตุส ไปได้ 2-1 แบบคนดูยัง 'งงๆ' เลยด้วยซ้ำว่ามันเกิดขึ้นจริงๆอย่างนั้นเหรอในเกมนี้ตอนแรกผมคิดว่าเอาน่ะ อย่างน้อยๆ "ปีศาจแดง" มาเสมอได้ก็โอเคแล้วเพราะนัดก่อนพวกเขาพลาดท่าแพ้ในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ไปแบบชนิดที่สู้ไม่ได้กันเลยทีเดียวมาคราวนี้ทรงก็จะคล้ายๆเดิมหน่อย เพียงแต่ว่าเกมรุกของ "ม้าลาย" ยังไม่สามารถเปิดหน้าบุกใส่ผู้มาเยือนได้เป็นชิ้นเป็นอัน จะมีก็แต่จะหวะเปิดบอลของ กวาดราโด้ ที่ไปแฉลบ มาติช นั่้นแหละครับที่ทำให้ เด เคอา ผวาอีกทั้งจังหวะชนเสาของ ยูเว่ นั่นแหละ เป็นสองจังหวะเน้นๆที่ทาง ยูเว่ พลาดโอกาสไปครึ่งเวลาแรกเมื่อ ยูเว่ ทำไม่ได้ความกดดันก็ต้องตกอยู่ที่พวกเขาอยู่แล้วครับ เกมนี้เล่นในบ้านซะด้วยทำให้ครึ่งหลังเราได้เห็นมิติในการเปิดเกมรุกมากขึ้นจนสุดท้ายพวกเขาก็ประสบความสำเร็จจากการยิงของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้โบนุชชี่ วางยาวไปแม่นยำมากครับ แม้ว่าเขาจะเป็นปราการหลังก็ตามแต่ลูกนี้ขอบอกเลยว่าเท้าชั่งทองจริงๆส่วน โรนัลโด้ คงไม่ต้องอธิบายอะไรมากการหวดจังหวะเดียวแล้วเข้าข้อแบบนั้นมันไม่ได้เกิดขึ้นกันบ่อยๆและมีไม่กี่คนที่จะทำได้แบบนี้จังหวะประตูของ โรนัลโด้ ทำให้ผมนึกถึงการวางบอลยาวของ รูนีย์ ให้ ฟาน เพอร์ซี่ย์ กดด้วยซ้ายเน้นๆเหมือนกันนะครับการยิงทีมเก่าของ โรนัลโด้ ครั้งนี้เป็นการปลดล็อคตัวเขาเองกับ ยูเว่ ด้วยนะครับเพราะนี่เป็นประตูแรกกับต้นสังกัดใหม่ใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาลนี้และมันก็มาพร้อมๆกับความสวยสดงดงามอีกต่างหากทุกอย่างมันดูเข้าทาง ยูเว่ ไปหมดแล้วเชื่อว่าดอกนั้นของ โรนัลโด้ สาวก เร้ด อาร์มี่ส์ บางรายอาจจะประหยัดไฟบ้านปิดทีวีนอนกันไปบ้าง ซึ่งก็ไม่ผิดหรอกครับเพราะสภาพเกมไม่น่าจะกลับมาได้เลยแม้แต่น้อยไม่อ่ะ ไม่เลยจริงๆกลายเป็นว่าการเปลี่ยนตัวช่วง 10 นาทีสุดท้ายของ มูรินโญ่ กลายเป็นว่าเขาโยนหมากที่ถูกต้องลงไปฆวน มาต้า กับ มารูยาน เฟลไลนี่ ลงสนามมาสร้างประโยชน์ให้กับทีมมากกว่า อเล็กซิส ซานเชซ ที่เดินทอดน่อง 79 นาทีซะอีกสถิติของ มาต้า ที่ออกมาในเกมนี้ก็คือ 11 นาที สัมผัสบอล 9 ครั้ง จ่ายบอลสำเร็จ 6 ครั้ง (100% เต็ม) ยิงเข้ากรอบ 1 เป็นประตู 1ตัวโจ๊กเกอร์สุดๆให้ตายเหอะส่วน เฟลไลนี่ ไม่มีพลิกโผครับ เขาลงมาเล่นเป็นตำแหน่ง 'หน้าเป้า' อย่างชัดเจนด้วยการที่ไปยืนค้ำอยู่ในกรอบเขตโทษของ ยูเว่ ซะเป็นส่วนใหญ่และเขาก็สามารถต่อสู้กับแผงหลังของ ยูเว่ ได้เป็นอย่างดียกตัวอย่างง่ายๆครับ อย่างน้อยๆก็ดีกว่า ลูกากู ละกันอีกทั้งจังหวะฟรีคิกของ แอชลีย์ ยัง ที่เป็นประตูนั้นเขาก็มีส่วนทำให้แผงหลังของ ยูเว่ และ เชสนี่ เสียจังหวะไปจนสุดท้ายบอลก็ไปตกตรงจุดเกรงใจและกระเด้งไปโดน โบนุชชี่ ก่อนจะกระดอนโดน อเล็กซ์ ซานโดร เข้าประตูไปแบบเหลือเชื่อใช่ เหลือเชื่อจริงๆเพราะในสนามตอนนั้นแผงหลังของขุนพล "ม้าลาย" ก็คือ คิเอลลินี่, โบนุชชี่ และ บาซาร์ญี่ 3 กำแพงเหล็กที่พร้อมจะท้าชนหัวหอกทุกหมู่เหล่าทั่วโลกนะครับ แม้ตอนนี้จะแก่กันไปบ้างแล้วก็เหอะ แต่ความผิดพลาดในลูกกลางอากาศมันกลับเกิดขึ้นเฉยเลยเออ เอาสิ นี่ผมยังไม่รู้เลยว่าสรุปแล้วจะเขียน จะวิจารณ์ จะวิเคราะห์ หรือกระแทกแป้นพิมพ์ให้เพื่อนๆอ่านกันยังไงเกี่ยวกับฟอร์มของ "ปีศาจแดง" ที่ว่ากันตรงๆไม่มีอะไรเลยทาง ยูเวนตุส จะเจ็บใจไม่น้อยกับสิ่งที่พวกเขาเผชิญในวันนี้ การจัดตัวของ มักซิมิเลียโน่ อัลเลกรี ก็ไม่ได้มาเชิงประมาท พวกเขาจัดเต็มแล้วเพียงแต่ว่าต้องพ่ายแพ้ไปในเรื่องของ ..... ดวงจะได้มั้ย ? ก็สามารถพูดได้นิดๆล่ะครับว่าวันนี้ปีศาจแห่งโชคเข้าข้างทาง ยูไนเต็ด นิดหน่อยสิ่งที่เราได้เห็นกันนอกจากความไม่มีอะไรของ "ปีศาจแดง" นั้นก็คือ 'ใจ' ของแข้งอสูรจากแมนเชสเตอร์ นั่นแหละ หัวจิตหัวใจที่กลับมามีความเป็นนักสู้อีกครั้ง มันคือสิ่งที่สาวก เร้ด อาร์มี่ส์ ทั้งหลายรอคอยมานานที่จะได้เห็นอีกครั้งเฟอร์กี้ ไทม์ เราอาจจะได้เห็นกันอยู่บ่อยครั้ง มาตอนนี้ถึงคราวของ มูรินโญ่ ไทม์ จะอุบัติขึ้นหรือไม่นั้นน่าติดตามเหลือเกินเพราะถ้าหาก 'ใจ' มาขนาดนี้แล้วก็สนุกล่ะครับกับศึก 'แมนเชสเตอร์ ดาร์บี้' ที่จะถึงนี้ฟ้า หรือ แดง วันอาทิตย์นี้รู้กัน

ช้างศึกกับผอ.คนใหม่

ในเดือนนี้ต่อเนื่องถึงต้นปีหน้า ทีมชาติไทยชุดใหญ่กำลังมี 2 ทัวร์นาเมนต์สำคัญรออยู่คือ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 และเอเชียน คัพ 2019 เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ หรือ ชิงแชมป์อาเซียน จะเริ่มในวันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายนนี้ นัดแรกของทัพ "ช้างศึก" คือวันเสาร์ที่ 9 พ.ย. ที่จะลงเล่นในราชมังคลากีฬาสถานพบกับ ติมอร์ เลสเต้ ทบทวนสมาชิกร่วมกลุ่ม บี กันอีกรอบโดยนอกจาก ติมอร์ เลสเต้ แล้วยังมี ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และ อินโดนิเซีย ซึ่งล้วนมีศักยภาพดีพอที่จะเข้ารอบต่อไปเช่นเดียวกัน มิโลวาน ราเยวัช ประกาศรายชื่อ 23 แข้งชุดนี้ออกมาแล้ว โดย 4 ผู้เล่นที่หลุดจากทีมชุดแรก 27 คนประกอบด้วย ขวัญชัย สุขล้อม ผู้รักษาประตู และ รัตนากร ใหม่คามิ กองกลางจากบุรีรัมย์ทั้งคู่, อานนท์ อมรเลิศศักดิ์ ตัวรุกคนใหม่ของแบงค็อก ยูไนเต็ด และ มาร์โก บัลลินี กองหลังลูกครึ่งไทย-อิตาลี จากชัยนาท ฮอร์นบิล พลันที่ประกาศรายชื่อออกมาก็มีความเห็นจากแฟนบอลไปต่างๆ นานาซึ่งเป็นเรื่องปกติของทุกชาติ ไม่ใช่เพียงทีมชาติไทยเพราะหลายคนก็หลายความเห็น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องยอมรับในการตัดสินใจของคนเป็นโค้ชที่ผ่านการคิดและไตร่ตรองมาเป็นอย่างดีแล้ว มันไม่มีทางที่จะเลือกตัวผู้เล่นแล้วถูกใจทุกคน และเมื่อถึงวันที่ลงสนาม สิ่งที่แฟนบอลไทยต้องไม่ลืมและเป็นหน้าที่หลักจริงๆ คือการคอยให้กำลังใจแข้งตัวแทนทีมชาติรวมถึงสตาฟฟ์โค้ชและทุกคนที่เกี่ยวข้อง เลือกตัวดี-ไม่ดีอย่างไร สุดท้ายก็ต้องไปวัดกันที่ผลงานและความสำเร็จในสนาม อีกหนึ่งการเตรียมความพร้อมที่น่าสนใจสำหรับการลุยศึกเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ รวมถึง เอเชียน คัพ ในปีหน้าคือการแต่งตั้ง "บิ๊กโทนี่" กิติศักดิ์ จำปาทิพย์พงศ์ เข้ามาเป็นผู้อำนวยการทีมชาติคนใหม่ หลายคนอาจไม่ได้รู้จักหรือคุ้นชื่อมาก่อน แต่ "บิ๊กโทนี่" คือคนที่ "บิ๊กอ๊อด" พลตำรวจเอก สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมฟุตบอลฯ พยายามชวนมาทำงานตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งแรกๆ แล้วเพียงแต่ติดภารกิจทำให้เพิ่งได้มีโอกาสได้ทำงานด้วยกันในตอนนี้ ผู้อำนวยการทีมชาติไทยคนใหม่อาจดูเหมือนคนนอกวงการฟุตบอลเพราะสร้างตัวมาจากอสังหาริมทรัพย์ แต่เป็นคนที่ชอบและหลงไหลในเกมลูกหนังอย่างมาก การเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมาก่อนจึงมีทักษะและประสบการณ์ในเรื่องการบริหารจัดที่ดี อีกทั้งชอบฟุตบอลอยู่แล้วจึงกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับทีมชาติไทย สำหรับหลายคนที่เป็นห่วงกับการเข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการทีมชาติไทยซึ่งมีอำนาจเหนือเฮดโค้ชอีกขั้น "บิ๊กโทนี่" ให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่มีการล้วงลูกใดๆ อย่างแน่นอน ผอ. คนใหม่ของทัพช้างศึกยอมรับว่าเขาไม่ได้ความรู้ในเรื่องแท็กติกแบบโค้ช จึงไม่มีความจำเป็นต้องไปก้าวก่ายการทำงานของ ราเยวิช และสตาฟฟ์ ในวันแรกๆ ที่เข้ารับตำแหน่ง ผอ.โทนี่ ก็ได้เคลียร์เรื่องนี้กับ ราเยวัช เป็นที่เรียบร้อยพร้อมเน้นย้ำว่าจะปล่อยให้กุนซือชาวเซิร์บทำงานอย่างเต็มที่ ส่วนอำนาจหน้าที่และขอบข่ายการทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการทีมชาติไทยก็เน้นไปที่เรื่องนอกสนาม ความเป็นอยู่กับนักเตะ คอยอำนวยความสะดวกในทุกอย่างเพื่อให้ทีมได้มีสมาธิในสนามอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องอื่นใด อดีตที่ผ่านมา หน้าที่ลักษณะนี้จะเป็น "ผู้จัดการทีมชาติไทย" แต่การที่ส.บอล เรียกชัดเจนว่าเป็น "ผู้อำนวยการทีมชาติไทย" ก็เพราะต้องการเน้นย้ำถึงการทำงานมากกว่า ไม่ใช่ทำให้แฟนบอลติดภาพเดิมๆ ที่ผู้จัดการทีมมีหน้าที่จ่ายเงินอย่างเดียว แต่ตำแหน่ง ผู้อำนวยการทีมชาติไทย ของ "บิ๊กโทนี่" กิติศักดิ์ จำปาทิพย์พงศ์ จะมีความชัดเจนเรื่องการทำงานมากกว่า และจะไม่ยุ่งเกี่ยวใดๆ กับการวางแผนในสนามซึ่งเป็นหน้าที่หลักของโค้ชอยู่แล้ว ส่วนเรื่องเงินที่จะมีการอัดฉีดหรือไม่อย่างไร ผอ.คนใหม่พูดไว้น่าสนใจว่าไม่อยากให้เรื่องนี้กลายเป็นโฟกัสหลักของนักเตะเพราะสิ่งสำคัญคือการเล่นเพื่อชาติ เพื่อศักดิ์ศรี และเกียรติยศ ถ้าลงสนามด้วยความภาคภูมิใจและพาทีมประสบความสำเร็จได้ เรื่องเงินทองชื่อเสียงจะตามมาเองและตามมามากกว่าที่คิดด้วยซ้ำ แต่ไม่ว่าจะคนใหม่หรือคนเก่า สำหรับพวกเรา Sbobet777 ทุกคนวางใจกันได้เลยกับการบริการที่สะดวกรวดเร็ว ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

ที่นี่บราซิล (ตอนที่ 2)

บรรยากาศในบราซิลยุคเผด็จการผลิบานนี่ เป็นช่วงเวลาที่น่ากลัวอย่างมาก ผู้คนเริ่มรับรู้ได้แล้ว หลังจากที่ อฟอนซินโญ่ แข้งดังออกมานำเป็นต้นกระบอกเสียง ป่าวประกาศถึงความเลวร้ายก่อน ความแตกต่างกันสุดขั้วระหว่างฝ่ายปกครองกับรากหญ้า ผู้คนเริ่มอดอยากปากหมอง ไหนจะไร้ความยุติธรรม นึกจะจับใครยัดคุกก็ทำตามอำเภอใจ ไม่มีการสอบสวนอะไรทั้งสิ้น แม้รัฐบาลจะพยายามใช้ฟุตบอลและ เปเล่ เป็นเครื่องมือมอมเมาไปวันๆ แต่เมื่อนักฟุตบอลเองกลับออกมาต่อต้าน ถือว่าสถานการณ์ไม่ปกติอย่างยิ่ง ยิ่งหมดยุค "ไข่มุกดำ" แล้ว ทีมลูกหนังบราซิลก็ไม่อาจร่ายมนต์แซมบ้าได้อย่างเดิมด้วย ผลงานที่ตกต่ำทำให้รัฐบาลเผด็จการต้องหาวิธีการอื่นๆ มารับมือ เพื่อโฆษณาชวนเชื่อกันต่อ ต้นทศวรรษ 80 โซคราเตส ก็โผล่มาเป็นตัวละครเอก เขาเพิ่มบทบาทตัวเองนอกจากเป็นนักเตะอาชีพอยู่ในสนามสี่เหลี่ยมสีเขียวแล้ว ยังลุกออกมาสู้กับเผด็จการที่ควบคุมอำนาจมืดอีกด้วย สำหรับแฟนบอลรุ่นกลางน่าจะพอคุ้นชื่อ โซคราเตส เป็นอย่างดี ที่คือแข้งที่เก่งฉกาจมาดมั่นสุดๆ คนหนึ่งในยุคสมัยนั้น เขาไม่ใช่เจ๋งในเรื่องเชิงลูกหนังอย่างเดียว แต่ยังเป็นนักคิด นักเขียน นักวิเคราะห์ที่ตกผลึกอย่างมาก เรื่องการเมืองและเศรษฐกิจถือเป็นของถนัด ทั้งที่เรียนจบแพทย์มา นอกจากเลือกที่จะถอดเสื้อกราวด์ แล้วมาสวมสตั๊ด โซคราเตส ยังปักธงเป็นศัตรูกับเผด็จการอย่างไม่ยอมก้มหัวให้ง่ายๆ คอลัมน์ของเขาที่ลงในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ สร้างความสั่นคลอนให้กับสถานะของรัฐบาลอย่างมากและในความเป็นจริงอีกด้าน การห้ำหั่นกับอำนาจมืดนั้นมันเหมือนกับนำพาอันตรายมาสู่ตัวเอง กูไม่กลัวมึง -- โซคราเตส ประกาศกร้าวไว้อย่างนี้ อีกทั้งเขาได้รับการสนับสนุนจาก โครินเธียนส์ สโมสรต้นสังกัด โดย วัลเดอร์มาร์ ปิเรส ประธานสโมสรเองก็เริ่มเอือมระอากับเผด็จการ พร้อมช่วยเหลืออย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังมีนักเตะในทีมบางส่วนที่ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ก่อนจะถูกเรียกให้ว่า Corinthians Democracy หรือประชาธิปไตยแห่งโครินเธียนส์นั่นเลย อย่างที่รู้กัน โครินเธียนส์ คือสโมสรระดับชั้นนำของบราซิล ดังนั้นเรื่องนี้ทำเอารัฐบาลเต้นหนักมากๆ วิ่งพล่านเพื่อจะหยุดกิจกรรมต่อต้านต่างๆ ที่พวกนักบอลจัดขึ้น แล้วนิสัยเผด็จการอย่างหนึ่งคือ ถ้าไม่พอใจขึ้นมาจะใช้อำนาจไปขมขู่ หาเรื่องสารพัด ซึ่งทั้ง โซคราเคส และ โครินเธียนส์ ก็เจออย่างไม่มีทางเลี่ยงเช่นเดียวกัน วิธีการแบบตื้นเขินคือ ไปจัดการกดดันสหพันธ์ฟุตบอลบราซิลก่อน จากนั้นมีจดหมายมายังสโมสรให้ยุติการกระทำเช่นนั้่นซะ พอ โครินเธียนส์ ไม่รับฟังยังเดินหน้าตามเจตนารมณ์ ขั้นตอนต่อมาคือส่งกำลังทหารและตำรวจมายังสโมสร เพื่อบีบบังคับทุกวิถีทางเท่าที่ทำได้ ไม่นับจดหมายหรือโทรศัพท์ที่ขู่อาฆาตถึงขั้นเอาชีวิตอีกต่างหาก งานเขียนของ โซคราเตส อธิบายได้อย่างชัดเจนถึงเสรีภาพทางความคิดในระบอบประชาธิปไตย เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนพึงมี เด็กรุ่นใหม่ที่เติบใหญ่ขึ้นมา นอกจากเป็นแฟนประจำเขาในสนามแล้ว ยังติดตามงานมาตลอด "ถ้าเรากลัว เราก็จะกลัวตลอดไป" นี่คือสิ่งที่ถ่ายทอดไว้อย่างชัดเจน เช กูวารา , ฟิเดล คาสโตร และ จอห์น เลนน่อน คือ 3 บุคคลที่ โซคราเตส นับถือมากๆ และยกเป็นไอดอลของตัวเองมาตลอด นักปฏิวัติ , ผู้นำในระบอบคอมมิวนิสต์ และ นักดนตรี คนที่เขาหลงใหลเหล่านี้น่าจะพอเป็นนัยยะบอกอะไรได้อย่างดี ไม่เกินเลยไปนักหากจะบอกว่า ทั้ง 3 คนนั้นมีบทบาทและอิทธิพลถึงขั้นเปลี่ยนแปลงโลกได้เลยทีเดียว "ผมสูบบุหรี่ ดื่มจัดและผมคิดไปด้วย" นี่คืออีก 3 สิ่งที่เป็นปรัชญาในการใช้ชีวิตของคุณหมอยอดนักเตะ แน่นอนแพทย์รักษาคนไข้กับนักฟุตบอลอาชีพ มันแทบมาบรรจบกันไม่ได้เลย ยิ่งในสังคมบราซิลช่วงนั้นแล้วหมอถือเป็นอีกวรรณะที่อยู่เหนือกว่าและนักฟุตบอลคือเส้นทางของพวกชั้นล่าง ปากกัดตีนถีบกรรมาชีพทั้งหลาย แต่ โซคราเตส สามารถผนวกสองอย่างให้เข้าด้วยกันอย่างน่าเหลือเชื่อ ด้วยตัวตนและจิตวิญญาณ เขาอาจเกิดมาในชนชั้นสูงของประเทศ ครอบครัวมีหน้ามีตาในสังคม แต่ โซคราเตส กลับมองลงมาข้างล่าง เห็นชนิดลงลึกรายละเอียดต่างๆและต้องการจะเปลี่ยนแปลง ในโลกของฟุตบอลเขาอาจไม่ประสบความสำเร็จเหมือนอย่าง เปเล่ หรือแข้งรุ่นพี่คนอื่นๆ เวิล์ดคัพรอบสุดท้ายไม่เคยไปไกลกว่ารอบควอเตอร์ไฟนั่ล ส่วนในปี 1982 ที่เขารับบทกัปตันทีมยกพลไปลุยที่สเปน ก็หยุดแค่รอบ 2 เท่านั้นเอง ทั้งที่นักเตะขบวนนั้นได้รับการยกย่องอย่างมากในเรื่องของฝีเท้า อย่างไรก็ตาม โซคราเตส นำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาใช้กับวิธีการเล่นในสนาม โดยเฉพาะไหวพริบปฏิภาณต่างๆ ที่เขาเคยพูดไว้อย่างน่าสนใจว่า "คนที่วิ่งจะไม่ค่อยคิด คนที่คิดมักจะไม่วิ่ง" ด้วยนิสัยที่มีความมุ่งมั่น บากบั่น ยึดมั่นในสิ่งที่ตัวเองเชื่อมาตลอด โซคราเตส จึงเป็นแข้งที่เต็มไปด้วยวินัย ถึงเวลาจะซ้อมอย่างหนัก ดูแลร่างกายตัวเองอย่างดี ดื่มและสูบน้อยลงมาก การเล่นแบบ "โจโก้ โบนิโต้" อันหมายถึงการสลับตำแหน่งกันตลอดเวลา ไม่มีพื้นที่ตายตัวนอกจากผู้รักษาประตู เกิดขึ้นกับบราซิลชุดนี้ ซึ่งท้าทายระบบ "โททั่ล ฟุตบอล" ที่ทางฮอลแลนด์เป็นผู้จุดประกาย โซคราเตส เชื่อว่าอิสระภาพในสนาม ไม่ต่างจากจากอิสระภาพในชีวิตจริง เผด็จการควรตายไปจากโลกนี้ได้แล้ว ความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นมากมายในยุคอำนาจมืดปกคลุมประเทศนั้น ทำให้ "ปราชญ์ลูกหนัง" มักมีผ้าคาดหัวติดข้อความว่า Need Justice หรือ "ต้องการความยุติธรรม" ยามลงเผดียงแข้ง จนมันแทบจะกลายเป็นเอกลักษณ์หรือเครื่องหมายการค้าอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีข้อความ Vote on the Fifteenth (เลือกตั้งครั้งที่ 15) แปะอยู่บนเสื้อของนักเตะแต่ละคน เพื่อรณรงค์ให้เกิดการเลือกตั้ง ซึ่งหายไปจากประเทศมานานหลายสิบปี หลังจากรวมพลังต่อต้านไม่นาน เผด็จการก็เริ่มอ่อนแอ จนสุดท้ายต้องพ่ายแพ้ไป ฟ้าที่บราซิลกลับมาเปิดอีกครั้ง แล้วไม่ต้องสงสัยเลยว่า โซคราเตส คือหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เกิดขึ้น "ทุกคนมีสิทธิแสดงความเห็น ทุกเสียงมีสิทธิเท่าเทียมกัน" นี่คือวรรคทองที่ โซคราเตส เคยประกาศไว้ในวันที่เขาลุกขึ้นมาต่อสู้โดยไม่กลัวอำนาจมืดของเผด็จการ หลังจากเลิกราค้าแข้งแล้ว โซคราเตส มุ่งหน้าสู่ตามวิถีที่ตัวเองต้องการ เขายังคงเขียนคอลัมน์หรือบทความเกี่ยวกับการเมืองและเศรษฐกิจที่ศึกษามาอย่างถ่องแท้ นอกจากนั้นก็สูบบุหรี่และดื่มเหล้าเบียร์เรื่อยมา โดยเขาบอกกับครอบครัวอันหมายถึงภรรยาและลูกอีก 4 คนแล้วว่า เลือกแล้วที่จะใช้ชีวิตอย่างนี้ ต้นเดือนธันวาคมปี 2011 ลมหายใจสุดท้ายของ โซคราเตส หยุดลง เขาจากไปด้วยวัยเพียงแค่ 57 ปี จากอาการติดเชื้อในลำไส้ แต่แน่นอนสิ่งที่เขาสร้างไว้มันเหมือนอนุสรณ์ย้ำเตือนให้คนรุ่นหลังรับรู้ถึงหัวใจอันยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นในสนามฟุตบอลหรือต่อต้านเผด็จการ อย่างไรก็ตามวันนี้เผด็จการที่บราซิลถูกปลุกผีให้ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ในวันที่ โซคราเตส เหลือแต่ร่างที่ไร้วิญญาณ แล้วจะมีนักเตะคนไหนตามรอยเขา ลุกขึ้นมาต่อต้านบ้าง พรุ่งนี้ว่ากันต่อตอนสุดท้ายของเรื่องนี้กันครับ... ติดตามกันมันถึงจุดนี้ ก่อนจะไปอ่านกันต่อตอนสุดท้ายขอฝากกับ MYSBOBET รับรองดูแลดี บริการเยี่ยม ติดต่อมาเลยที่ : https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทร 08-0003-1188 / 08-0003-1177