breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

แคว้นคาตาลุญญ่า

เชื่อว่าคอลูกหนังทุกคนคงเคยได้ยินคำคำนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งแฟนๆ ลาลีกา ของ สเปน เพราะชื่อนี้เป็นชื่อที่อยู่ของทีมมหาอำนาจอย่าง บาร์เซโลน่า ไม่ว่าจะดูการถ่ายทอดสดกี่ครั้ง ไม่ว่าบาร์ซ่าจะเจอกับทีมไหน เราจะได้เห็นสนามที่เหมือนกับ 'โอ่งยักษ์' จุผู้ชมเอาไว้เกือบแสนชีวิตมาชมมาเชียร์สโมสรที่เหมือนกับว่าเป็นตัวแทนแคว้นและสร้างชื่อเสียงให้กับพวกเขา ธงสีเหลือง-เลือดหมู โบกสะบัดเต็ม คัมป์ นู หรือแม้แต่ปลอกแขนกัปตันทีมก็เป็นสีเดียวกันมันทำให้ผมเคยสงสัยว่าคืออะไรกัน ? และคงไม่ใช่ผมคนเดียวหรอกครับที่ไม่รู้ว่าสิ่งที่ดาวเตะที่เป็นคน 'คาตาลัน' แท้ๆทำไมถึงแสดงออกอย่างสะใจเมื่อชนะทีมเมืองหลวงอย่าง เรอัล มาดริด หลังจากดูและซึมซับผมก็เริ่มค้นหาข้อมูล ข้อมูลประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของ บาร์เซโลน่า กับการต่อสู้เพื่อพยายามแยกตัวเองออกมาจากสเปน ใช่ครับ ธงสีเหลือง-เลือดหมู นั่นคือสีประจำแคว้นของพวกเขา หรือจะสังเกตุให้ลึกกว่านั้นหน่อยก็จะมีธงที่มีรูปดาวด้วยซึ่งมันก็คล้ายๆกับธงชาตินั่นแหละครับ เพียงแค่พวกเขาในตอนนี้ยังไม่ใช่ ทำไม ? ทำไมถึงต้องการแยกตัวออกมาขนาดนั้น ผมไม่รู้ตื้นลึกหนาบางหรอกครับ แน่นอนการอ่านประวัติศาสตร์ที่ภายหลังจากการโหวตประชามติของผู้คนชาวแคว้นคาตาลุญญ่านั้นเราจะได้รับรู้ ได้อ่าน กับเรื่องราวที่เขียนว่าพวกเขาถูก 'กดขี่' มาโดยตลอดจากรัฐบาลกลางนับตั้งแต่การรวมชาติสเปนสมัยก่อน ไล่เรื่อยมาจนถึงยุคของนายพลฟรังโก้ ที่เคยสังหารหมู่ชาวคาตาลุญญ่ากว่า 3 พันคนรวมถึง โฆเซป ซันโยล ประธานสโมสรของบาร์เซโลน่า ที่ถูกสังหารด้วยในปี 1936 และเรื่องราวพวกนี้ก็เป็นแผลอยู่ในใจของพวกเขามาเสมอ นั่นเป็นส่วนน้อยๆที่ผมพยายามจะหาข้อมูลเพื่อนำว่าคิด วิเคราะห์ และแยกแยะ ว่าทำไม ยังไง และเกิดอะไรขึ้นในตอนนี้ ซึ่งมันเป็นอดีตอันน่าขมขื่นและยากจะลืมเลือน นี่ยังไม่รวมเรื่องการที่ชาวคาตาลันคิดว่าพวกเขาแบกภาระภาษีของประเทศสเปนมากเกินความจำเป็นซึ่งมันจะกลายเป็นว่าไปโยงเรื่องการเมือง ปัญหาภายในประเทศไปอีก และแน่นอนมันเกี่ยวกับฟุตบอลเลยแม้แต่น้อย ผมขอข้ามไปแล้วกันครับ อืม เมื่ออ่านแล้วมันก็น่าสนใจยิ่งสโมสรฟุตบอลกลายเป็นสิ่งที่หล่อหลอมรวมหัวใจ กลายเป็นตัวแทนสัญลักษณ์ของการต่อสู้กับอำนาจรัฐบาลกลางโดยเฉพาะกับ เรอัล มาดริด มาตลอดซึ่งเมื่อย้อนอ่านอดีตอะไรเหล่านี้คงเข้าใจถึงศึก 'เอล กลาซิโก้' แล้วใช่มั้ยครับว่ามันระอุมากน้อยแค่ไหน กระแสการโหวตประชามติที่ออกมาในตอนนี้มันรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ หากให้ผมสังเหตุล่ะก็คงมาจากการที่ สก็อตแลนด์ พยายามแยกตัวออกจาก สหราชอาณาจักร นั่นแหละครับทำให้แรงผลักดัน ขับเคลื่อนแคว้นคาตาลุญญ่ามันบูมมากขึ้น มันจะส่งผลกระทบยังไงต่อฟุตบอลงั้นเหรอ ? บาร์เซโลน่า จะย้ายออกจริงๆเหรอ ? ผมว่าในตอนนี้ 'ยัง' มันไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันง่ายๆอยู่แล้วตามหลักกฏหมาย กฏเกณฑ์ต่างๆ แม้ โจเซป มาเรีย บาร์โตเมว ประธานสโมสรเก้าอี้ร้อนของ บาร์ซ่า จะออกมาพูดผ่านสื่อแบบชัดเจนว่าพิจรณาเรื่องการไปเล่นลีกอื่นแล้วภายหลังจากที่ทาง ลาลีกา ไม่ยอมเลื่อนการแข่งขันกับ ลาส ปัลมาส ให้ เพราะก่อนเกมดังกล่าวจะเกิดขึ้นเกิดเหตุการณ์ที่ตำรวจจากทางรัฐบาลกลางเข้ามาใช้กำลังความรุนแรงทั้งกระสุนยางและแก๊สน้ำตาสลายการโหวตประชามตินั่นแหละครับ หากสถานการณ์มันยังเป็นแบบนี้ต่อ หากว่าทางรัฐบาลท้องถิ่นของคาตาลุญญ่าไม่สามารถหาข้อตกลงทางด้านการเมืองกับรัฐบาลกลางได้ มันก็ไม่แน่เหมือนกันกับในอนาคต 10-20 ปีข้างหน้าเราจะได้เห็น บาร์เซโลน่า ไปเล่นในลีกใกล้ๆอย่าง ฝรั่งเศส แทนหรือกระแสที่ออกมาในตอนนี้ก็คือ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ไปเลย เอาตรงๆนะ ฝรั่งเศส น่ะเป็นไปได้เพราะมีโคตรทีมไม่กี่สโมสรหรอกอย่างที่รู้กัน แต่ อังกฤษ เนี่ย อาร์แซน เวนเกอร์ พูดได้โดนใจผมเหมือนกันนะครับว่าหากจะเอา บาร์เซโลน่า จริงๆเอาทีมจาก สก็อตแลนด์ มารวมก่อนมั้ย ? อยู่เกาะเดียวกันแท้ๆ ปัญหานี้มันถกเถียงกันไม่จบไม่สิ้นหรอกครับเกี่ยวกับความเป็นประชาธิปไตยแห่งโลกเสรี ซึ่งของพวกนี้มันก็ต้องใช้ระยะเวลาอยู่แล้ว หาก บาร์เซโลน่า ย้ายออกไปจริงๆ ลาลีกา จะเป็นยังไง ? ลำบากล่ะครับ เพราะปกติก็แทบจะซัลโวกันสองทีมแล้วกับ เรอัล มาดริด นานๆจะมีม้าคึกอย่าง แอตเลติโก มาดริด สอดแทรกขึ้นมาหรือเมื่อก่อนก็พวก เดปอร์ติโว ลา กอรุนญ่า กับ บาเลนเซีย แต่ดูสภาพตอนนี้สิ ..... เอาจริงๆปัญหาถ้า คาตาลุญญ่า ออกไปเนี่ยแคว้นที่แสดงจุดยืนเป็นตัวของตัวเองไม่แพ้กันอย่างแคว้นบาสก์เผลอๆจะทำตามด้วยน่ะสิ แอธเลติก บิลเบา คือทีมจากแคว้นบาสก์และพวกเขาก็แสดงชัดเจนว่าใช้นักเตะที่เติบโตมาจากในแคว้น "เท่านั้น" สัญชาติสเปนก็จริงแต่ต้องมีสายเลือด 'บาสก์' อยู่ด้วย อย่าง ไอเมอริค ลาปอร์เต้ ที่เลือกใช้สัญชาติฝรั่งเศสเขามีเลือดเนื้อเชื้อไข 'บาสก์' อยู่ในตัวนะครับหรือ ราอูล กาเซีย มิดฟิลด์ที่ย้ายมาจาก แอตเลติโก มาดริด มานี่ก็เป็นชาว บาสก์ เหมือนกัน มันคือสัญลักษณ์ที่พวกเขาแสดงออกมาตลอดว่า 'ไม่ง้อ' คนจากแคว้นอื่นซึ่งเป็นจุดยืนที่ชัดเจน ผมว่าชัดเจนกว่า บาร์เซโลน่า อีกนะเพราะอย่างพลพรรค "อัลซูลกราน่า" เนี่ยมีทุ่มซื้อมาบ้าง นั่นแหละครับ ปัญหา ยิ่งพูด ก็ยิ่ง "ปวดหัว" และสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดมันก็เกิดแล้วซึ่งก็ต้องตามแก้ไขกันต่อไปและรอดูว่าจะหาทางออกกันแบบไหน แต่ที่แน่ๆการใช้กำลังอย่างเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเนี่ย ดูไม่เวิร์คเอาซะเลย เค.เค.

คุยกันหลังเกม : วนลูปอีหรอบเดิมสไตล์ 'หงส์แดง'

ก็ไม่รู้ทำไมเหมือนกันสำหรับสิ่งที่ ลิเวอร์พูล แสดงให้แฟนๆเห็นในทุกฤดูกาลมันดูจะเหมือนกันไปซะหมดกับการวนลูปเดิมๆ 3 วันดี 4 วันไข้ของพวกเขา การทำทีมตลอดระยะเวลา 3 ปีเต็มของ เยอร์เกน คล็อปป์ นับตั้งแต่เขาเข้ามารับตำแหน่งช่วงเดือนตุลาคม 2015 แทนที่ของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส นั้นมันควรจะดีขึ้นเรื่อยๆแต่ไม่ใช่ทรุดกับทรงเหมือนเดิมแบบนี้ การเข้ามาของ คล็อปป์ ในตอนนั้นผมจำได้ดีเลยว่าเป็นกระแสสุดๆและบรรดา 'เดอะ ค็อป' ทั้งในไทยและเทศต่างตื่นเต้นรวมถึงตัวผมเองที่สนใจการเลือกเส้นทางนี้ของนายใหญ่ชาวเยอรมัน แต่มันก็ไปไม่ถึงฝั่ง ถึงฝันซักที ทั้งๆที่ตอนมาแรกๆนั้น คล็อปป์ สามารถนำพลพรรค "หงส์แดง" ทะลุเข้าชิงชนะเลิศ ยูโรปา ลีก ได้สำเร็จ อีกทั้งฤดูกาลที่ผ่านมา คล็อปป์ ยังสามารถนำทีมซิวตั๋วกลับมาโลดแล่นใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้อีกต่างหากทำให้ในปีนี้ความมั่นใจของทีมนั้นอัดแน่นรวมถึงการเสริมทัพในแนวรุกที่ดูน่าจะจี๊ดและปรอทแตกมากในฤดูกาลนี้ ใช่ แล้วมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ แนวรุกของ "หงส์แดง" ในฤดูกาลนี้ในช่วงต้นฤดูกาลทำผลงานได้แบบน่าตื่นตาตื่นใจ ไหนพวกเขาจะสามราถเก็บตัว ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ให้อยู่กับทีมได้อีกต่างหาก ปัญหาที่ยังแก้ไขในตอนนี้ไม่สำเร็จซักทีก็คือแผงหลังที่บทจะเสียก็เสียแบบน่าจับมาด่าเรียงตัว ซึ่งผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมตอนตลาดหน้าร้อนพวกเขาไม่หาเซ็นเตอร์ฮาล์ฟดีๆมาเสริมทัพซักราย แต่กลับเลือกเอา อเล็ก อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน เข้ามาซึ่งตำแหน่งที่ดาวเตะรายนี้ต้องการจะลงเล่นจริงๆน่ะมันน่าจะทับกับพวก โมโม่ ซาลาห์, ฟิลิปเป้ คูตินโญ่, ซาดิโอ มาเน่ หรือแม้แต่ จอร์จิโอ ไวจ์นัลดุม ที่ผมจะสื่อก็คือตำแหน่ง อ็อกซ์เลด นี่จะเหยียบหัวกันอยู่แล้วครับแต่ "หงส์แดง" ก็เลือกที่จะเซ็นเข้ามาพร้อมกับตอนนี้ก็นั่งสำรองและได้ลงสนามในช่วงท้ายเกมซะเป็นส่วนใหญ่อีกต่างหาก ไม่ใช่ซื้อมาแล้วไม่ใช้ หรือ ใช้ไม่เป็นหรอกครับ แต่มันไม่มีที่ให้ลงมากกว่า หน้าเวิลด์คลาส หลังเวิลด์แก๊ซ หลายๆคนคงได้ยินคำนี้กับการเล่นเกมรุกได้ดุดันและพร้อมที่จะบดขยี้ใส่แผงหลังของคู่แข่งเสมอแต่แผงหลังก็พร้อมจะพลาดแบบไม่น่าอภัยตลอดวินาทีด้วยเช่นกัน ตอนนี้มันเลยกลายเป็นว่า หน้าเวิลด์แก๊ซ หลังก็เวิลด์แก๊ซ สังเกตุได้จากนัดที่ผ่านมากับ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ที่พวกเขาแทบทำอะไรไม่ได้เลย ส่วนหนึ่งก็ต้องชมแทคติคเกมรับของ ราฟา เบนิเตซ ด้วยครับที่สามารถปิดตายเกมรุกของ "หงส์แดง" ได้ซะอยู่หมัด แถมเมื่อมีจังหวะเหน่งๆผู้มาเยือนจาก เมอร์ซีย์ ไซด์ ก็ไม่สามารถคว้าเอาไว้ได้โดยเฉพาะจังหวะยิงของ สเตอร์ริดจ์ และซ้ำนอกโลกของ ซาลาห์ จากความมั่นใจที่เล่นตะลุยแหลกถล่มใส่ อาร์เซน่อล 4-0 จากนั้นพอโดน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สอยไปไม่ไว้หน้า 5-0 มันเลยกลายเป็นจุดเปลี่ยนความมั่นใจจากที่เกินร้อยกลายเป็นต้องนับหนึ่งใหม่ ในตอนนี้ อาร์เซน่อล เรียกฟอร์มของพวกเขากลับมาได้แล้วแต่ทาง ลิเวอร์พูล เหมือนว่าจะยังหาไม่เจอซักที พวกเขาอาจจะเรียกได้ว่า 3 วันดี 4 วันไข้แต่พอดูผลการแข่งขันที่ผ่านๆมานี่คือ 1 วันดี 6 วันไข้เลยนะครับ คล็อปป์ จำเป็นจะต้องเร่งแก้ปัญหาให้ได้เร็วที่สุดซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะสำเร็จ แต่โอกาสของพวกเขามาแน่นอนหลังจากช่วงเบรคทีมชาติเพราะทีมที่ "หงส์แดง" จะต้องเจอนั่นก็คือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อริตลอดกาล มันคือโอกาสครั้งสำคัญที่หาก "หงส์แดง" ทำได้มันจะกลายเป็นจุดพลิกผันของพวกเขาในทันทีเพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า "ปีศาจแดง" ภายใต้การนำทัพของ โชเซ่ มูรินโญ่ แข็งแกร่งขนาดไหน แล้วถ้าหากแพ้ล่ะ ? แพ้แบบโดนถล่มบ้านแตกด้วยล่ะ ? มันจะเป็นยังไงต่อ ? ผมเชื่อว่ากรณีนี้แฟนๆของ ลิเวอร์พูล คงไม่อยากให้เกิดขึ้นหรอกครับ เพราะถ้าหากแพ้จริงๆก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า คล็อปป์ จะสรรหาคำพูดไหนมาปลุกเร้าอารมณ์ลูกทีมเหมือนกัน เพราะแบบนั้นเกม 'แดงเดือด' กับ ยูไนเต็ด พวกเขาคงต้องทุบหม้อข้าวสู้ตายในถิ่น แอนฟิลด์ เพียงอย่างเดียวแล้วล่ะครับ เค.เค.pic : zimbio

คุยกันหลังเกม : สิ่งที่แตกต่างของสองทีมแมนเชสเตอร์

คำว่าร้อนแรงยังน้อยไปสำหรับ 2 มหากาฬแห่งเมืองแมนเชสเตอร์ทั้ง ยูไนเต็ด และ ซิตี้ เป็นตัวเต็งกันมาตั้งแต่ต้นฤดูกาลอยู่แล้วสำหรับ "ปีศาจแดง" และ "เรือใบสีฟ้า" ซึ่งก็ไม่แปลกอะไรหากดูกันที่ชื่อชั้นของตัวผู้เล่นและมันสมองของผู้จัดการทีม โชเซ่ มูรินโญ่ มักจะมีปีที่พิเศษในฤดูกาลที่ 2 ของเขากับทีมที่รั้งบังเหียนมันเลยอาจจะกลายเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในครั้งนี้ของเหล่าอสูรแดง เป๊ป กวาดิโอล่า เพิ่งจะร้างแชมป์เป็นครั้งแรกในชีวิตของอาชีพกุนซือเมื่อฤดูกาลที่แล้วมันเลยอาจจะทำให้เป็นแรงกระตุ้นสำคัญในปีนี้ของเขาและบรรดานักเตะซิตี้เซนส์ ทั้งสองทีมลงเล่นไปแล้ว 7 นัดชนะ 6 เสมอ 1 มีแต้มเท่ากันโดยแตกต่างกันแค่ประตูได้เสียเท่านั้นซึ่งในตอนนี้ ซิตี้ ห่างจาก ยูไนเต็ด เพียงแค่ 1 ลูก ศักยภาพในแนวรุกของทั้งสองทีมถือว่าสะเด็ดสะเด่าและเร้าใจ คู่ควรแก่การรับชมมากๆนะครับ "ปีศาจแดง" บรรเลงเพลงแข้งถลุงใส่ คริสตัล พาเลซ ไปไม่ยั้ง 4-0 และพวกเขาก็สามารถเก็บชัยชนะด้วยสกอร์นี้ไปแล้ว 4 นัดในฤดูกาลนี้ส่วน "เรือใบสีฟ้า" ไม่เน้นสกอร์ซ้ำแต่เน้นยิงไม่ยั้งหากมีโอกาสซึ่งก็เป็นสไตล์ของ เป๊ป กวาดิโอล่า อยู่แล้ว แน่นอนในตอนนี้ให้พูดว่าใครจะมาหยุดสองทีมจากเมืองแมนเชสเตอร์นั้นก็พูดได้แต่สิ่งที่แตกต่างในตอนนี้ของ ยูไนเต็ด และ ซิตี้ นั้นมีอยู่ นั่นก็คือ "เรือใบสีฟ้า" พิสูจน์ตัวเองกับทีมในระดับ 'บิ๊ก 6' ไปแล้ว 2 นัดด้วยผลงานชนะ ลิเวอร์พูล 5-0 และล่าสุดก็เบียดเอาชนะ เชลซี ไปเน้นๆ 1-0 ต่างจาก "ปีศาจแดง" ครับที่พวกเขายังไม่เจอทีมที่พูดได้เต็มปากว่า 'อยู่ในระดับเดียวกัน' เลยแม้แต่นัดเดียวซึ่งจุดนี้ก็น่าสนใจเหมือนกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น ?! น่าสนใจครับ น่าสนใจมากๆว่าผลงานจะออกมาเป็นยังไง และสิ่งที่ตามมาจะเป็นแบบไหน เพราะถ้าหากยังจำกันได้หนึ่งในเหตุผลที่ ซิตี้ สะดุดหน้าคว่ำนั้นส่วนหนึ่งก็เพราะว่าพวกเขาพลาดท่าแพ้ต่อ ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ 2-0 ทั้งๆที่ก่อนหน้าคว้าชัยชนะใน พรีเมียร์ลีก มาได้ 6 นัดติดต่อกัน ครับ พอเสียศูนย์กับทีมระดับเดียวกันจากนั้นพวกเขาก็เป๋และผลงานการเจอกับ 'บิ๊ก 6' ในฤดูกาลที่แล้วของ ซิตี้ ก็กลายเป็นโดนเก็บแต้มเรียบเหมือนกัน ภายหลังจากแพ้ต่อ สเปอร์ พวกเขาก็แพ้ให้ เชลซี กับ ลิเวอร์พูล ต่อทันที มันเลยทำให้อยากรู้เหมือนกันว่า ยูไนเต็ด ในปีนี้จะมีทิศทางไปแบบไหนและพวกเขาจะสามารถรับมือกับทีมระดับ 'บิ๊ก 6' ยังไงเมื่อมีโอกาสได้เผชิญหน้ากันใน พรีเมียร์ลีก และมันก็เป็นออะไรที่เหมาะเหม็งมากๆซะด้วยครับเพราะหลังจากเบรคทีมชาติปุ๊ป "ปีศาจแดง" มีคิวจะบุกไปเยือน ลิเวอร์พูล ในวันที่ 14 ตุลาคมพอดิบพอดี อีกทั้ง "หงส์แดง" เองตอนนี้ก็ 3 วันดี 4 วันไข้ นึกอยากจะดีก็ดี นึกอยากจะตันก็ตัน เล่นกันแล้วแต่อารมณ์ตามใจฉันเหลือเกิน แต่การมาเจอกับอริตลอดกาลในช่วงเวลาแบบนี้ ช่วงเวลาที่หากว่าพวกเขาสามารถเตะขัดขาได้ก็ไม่รู้ว่าจะเป๋ยาวเลยหรือไม่ มันเลยกลายเป็นเกมที่น่าตื่นตาตื่นใจมากที่สุดเกมหนึ่งเหมือนกัน จากแต่เดิมแน่นอนครับว่า "ศึกแดงเดือด" มันน่าสนใจอยู่แล้ว แต่คราวนี้กับเส้นทางของ "ปีศาจแดง" ที่กำลังเร่าร้อนนั้นมันเลยทำให้น่ารักน่าลุ้นมากกว่าเดิมเค.เค.pic : zimbio

คุยกันหลังเกม : เกมรุกสุดล้ำ เกมรับสุดท้อ

ยังจำกันได้มั้ยครับกับคำที่ เยอร์เก้น คล็อปป์ เคยให้สัมภาษณ์ว่าถึงจะได้ตัว เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค เข้ามาก็คงไม่ช่วยให้เกมรับของ ลิเวอร์พูล ดูดีขึ้นกว่านี้หรอก เพราะทุกๆอย่างมันต้องแก้ที่ระบบ ใช่ครับ คล็อปป์ อาจจะพูดถูกใน 'ส่วนหนึ่ง' เท่านั้นว่าการแก้ปัญหาในแนวรับต้องเริ่มที่ระบบก่อน แต่ส่วนหนึ่งก็คงต้องรวมถึงศักยภาพของนักเตะเองด้วย ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะครับว่าหลังจากจบเกมที่ "หงส์แดง" บุกไปเบียดเอาชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ ได้ 3-2 นั้นพวกเขาเสียประตูในฤดูกาลนี้ไปแล้ว 11 ลูกจากการลงเล่น 6 นัด เยอะนะครับ เยอะมากด้วย เพราะทีมอันดับบ๊วยอย่าง คริสตัล พาเลซ เองเสีย 13 ประตูจากการลงเล่น 6 นัดเท่ากัน ในเกมกับ 'จิ้งจอกสยาม' จะเห็นได้ชัดเจนว่าแผงหลังของ ลิเวอร์พูล มีปัญหาจริงๆโดยเฉพาะแบ๊คขวาที่นัดนี้เลือกใช้บริการของ โจ โกเมซ ลูกแรกก็เป็นจังหวะนัวเนียกับ แฮร์รี่ แมคไกว์ ที่ไม่สามารถเคลียได้แม้ดูเหมือน ชินจิ โอกาซากิ จะไปทำฟาวล์ ซิมงต์ มิโญเลต์ ก่อนก็ตาม ลูกที่สองก็เป็นจังหวะตะลุยขึ้นมาทางด้านซ้ายของ เลสเตอร์ แต่ดูเหมือนกับว่าแผงหลังของ "หงส์แดง" จะตั้งรับกันไม่เป็นกระบวนมันซะดื้อๆเพราะเมื่อบอลไปถึง เดมาไร เกรย์ ทุกๆคนในกรอบเขตโทษวิ่งกรูกันเข้าไปจนทำให้ เจมี่ วาร์ดี้ ยืนจังก้ารอซ้ำโล่งๆ ผมเชื่อนะครับว่า คล็อปป์ พยายามจะไขให้แน่นแล้วแต่มันก็มีเหตุผลและจังหวะที่หลวมอยู่เสมอ แบบนี้มันอาจจะกลายเป็นปัญหาเรื้อรังซะเปล่าๆนะครับ แถมยังทำให้แฟนๆลุ้นเหนื่อยทุกนัดด้วย การซื้อตัวอาจจะไม่ใช่คำตอบก็จริงแต่แผงหลังที่มีอยู่มันก็ไม่สามารถตอบโจทย์ของ คล็อปป์ ในฤดูกาลนี้ได้หรอกครับ ผมยังเชื่อว่าหากมีโอกาสคว้า ฟาน ไดจ์ค ก็ควรจะทำซะให้จบๆเพราะเซ็นเตอร์ฮาล์ฟชาวดัตช์ได้พิสูจน์แล้วว่าเขามีดียังไงต่อพลพรรค เซาธ์แฮมป์ตัน ในส่วนของแนวรุกของ "หงส์แดง" นั้นน่าจะหยิบจับใช้งานสนุกแน่นอนเพราะแต่ล่ะคนดูเข้าฝักเข้าฟอร์มเหลือเกินทั้ง เฟอร์มิโน่, ซาเน่ และตัวใหม่อย่าง ซาลาห์ หรือแม้แต่ คูตินโญ่ ที่แสดงความเป็นมืออาชีพอย่างเต็มที่แม้ว่าจะพลาดการย้ายไป บาร์เซโลน่า ในช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมาซึ่งในนัดกับ "จิ้งจอกสยาม" คูตี้ ก็โชว์ให้เห็นชัดเจนว่าเหตุผลที่เขาอยากย้ายนั่นก็เพราะความก้าวหน้าของอาชีพนักฟุตบอลเท่านั้นไม่ใช่เพราะหมดรักหรือเพราะเงิน ไม่ใช่ว่า ลิเวอร์พูล ไม่ดีนะครับ แต่โอกาสครั้งหนึ่งที่จะได้เล่นกับนักเตะระดับโลกอย่าง ลีโอเนล เมสซี่ หรือ อันเดรส อิเนียสต้า เนี่ยมันคงไม่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในชีวิตหรอก ส่วนแดนกลางเท่าที่ดูมาว่ากันตามตรง "หงส์แดง" ไร้ตัวปัดกวาดข้างหน้าก่อนถึงแผงหลังมากไปหน่อยแม้ว่าจะมีนักเตะผึ้งงานอย่าง เฮนเดอร์สัน หรือแม้แต่ ชาน และ ไวจ์นัลดุม สิ่งที่ "หงส์แดง" ต้องการเพิ่มเติมบางทีอาจจะเป็นเหมือน แมนฯ ยูไนเต็ด มี เนมานย่า มาติช, แมนฯ ซิตี้ มี แฟร์นันดินโญ่, เชลซี มี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ หรือ สเปอร์ มี เอริค ไดเออร์ นั่นแหละครับ หากมีนักเตะสไตล์นี้มันก็จะลดความกดดันของแผงหลังได้ไปพอสมควรเหมือนกันนะ การหวนคืนสู่ชัยชนะได้อีกครั้งของ "หงส์แดง" เป็นเรื่องที่ดีครับแต่ก็ต้องรอดูว่าความมั่นใจของพวกเขาจะเพิ่มมากขึ้นแค่ไหนเพราะพูดกันตามตรงในหลายจุดก็ไม่ดีเท่าที่ควร ปีนี้ก็คงต้องลุ้นเหนื่อยกันอีกครั้งล่ะครับสำหรับเหล่า 'เดอะ ค็อป' ทั้งหลายเค.เค.pic : zimbio

ทำไม 'เนย์มาร์' ถึงทำตัวแบบนี้ ?

เป็นประเด็นโด่งดังสำหรับคอลูกหนังทั่วโลกเหมือนกันสำหรับกรณีที่ เนย์มาร์ พยายามจะขอ เอดินสัน คาวานี่ (อารมณ์แย่งเลยล่ะ) ยิงจุดโทษในเกมที่ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง บดเอาชนะ โอลิมปิค ลียง ไปได้ 2-0 แน่นอนครับในเรื่องของฝีเท้าไม่มีใครไม่ยอมรับในตัว เนย์มาร์ แน่นอนแต่การกระทำแบบนี้ทำให้เขาเริ่มโดนวิจารณ์มากขึ้นเรื่อยๆ แถมในโลกของทวิตเตอร์แฟนๆของ "เศรษฐีหอไอเฟล" ก็เริ่มจะห่วงในเรื่องของสปิริตทีมกันแล้ว 2 คนนี้ทั้ง เนย์มาร์ กับ คาวานี่ เองมีจุดที่คล้ายๆกันอยู่นะครับ เนย์มาร์ พยายามสยายปีกด้วยตนเองให้หลุดพ้นจากร่มเงาของ ลีโอเนล เมสซี่ ที่ บาร์เซโลน่า ซึ่งนั่นก็อาจจะเป็นหนึ่งในเหตุผลที่เขาเลือกมาโลดแล่นใน ลีกเอิง ของ ฝรั่งเศส ซึ่งดูดร็อปกว่า ลาลีกา เยอะ คาวานี่ ก่อนหน้าเขาก็ตกอยู่ในสถานการณ์เป็นสองรองจาก ซลาตัน อิบราฮิมโมวิช มาโดยตลอด อีกทั้งลูกจุดโทษนี่เขาก็เพิ่งได้รับมอบหมายด้วยล่ะมั้งครับ เพราะก่อนหน้าเป็น 'พระเจ้า' ที่รับเหมาอยู่แล้ว เสือสองตัวอยากที่จะเป็นหนึ่ง มันเลยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นนั่นแหละครับ ในกรณีนี้มันออกจะน่าเป็นห่วงซักหน่อยเพราะมันกลายเป็นว่ามีการแบ่งแยกพวกชัดเจนจาก ดานี่ อัลเวส ที่ออกตัวล้อฟรีพยายามช่วยรุ่นน้องบราซิเลี่ยนแบบไม่ไว้หน้า คาวานี่ เลยแม้แต่น้อยในจังหวะหยิบบอลเนียนๆมาให้กับ เนย์มาร์ ถึงแม้ว่าเจ้าตัวจะออกมาแก้ต่างว่าต้องการจะเป็นคนยิงฟรีคิกจังหวะนั้นเองก็เถอะ มันดูเป็นการไม่เคารพเพื่อนร่วมทีมมากเกินไปหน่อยเพราะทั้งคู่ต่างเพิ่งจะเข้าสู่ทีมในปีนี้เท่านั้น ในกรณีของ เนย์มาร์ มันอาจจะเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของวงการลูกหนังจริงๆก็ได้นะครับ จากค่าตัวของเขาที่ฉีกทุกกฏ 222 ล้านยูโรแล้วอาจจะได้เห็นนักเตะใหญ่สำคัญกว่าทีมทั้งทีมก็คราวนี้นี่แหละ ผมเชื่อว่าทุกคนคงได้ยินคำนี้มาตลอดว่า 'ไม่มีใครจะใหญ่ไปกว่าผู้จัดการทีมและสโมสร' แต่คราวนี้ผมว่ามันอาจจะพลิกไปอีกตลบเพราะดูจากคำให้สัมภาษณ์ของ อูไน เอเมอรี่ นายใหญ่ของ เปเอสเช แล้วมันไม่มีออร่าโค้ชเลยแม้แต่น้อย "จุดโทษเป็นหน้าที่ของนักเตะไม่กี่คน คนหนึ่งคือ คาวานี่ และอีกคนคือ เนย์มาร์ มันเป็นการตกลงกันแบบสุภาพบุรุษในสนามว่าใครจะเป็นคนยิงจุดโทษ ต่อจากนี้ เราจะเตรียมการกันภายในสำหรับการยิงลูกโทษครั้งต่อไป" "เพราะผมคิดว่าทั้งคู่สามารถรับหน้าทีสังหารจุดโทษได้ และผมต้องการให้ทั้งคู่จัดการกันเองในเรื่องนี้ ถ้าหากว่าตกลงกันไม่ได้ ผมจะตัดสินเอง ผมไม่ต้องการในมันกลายเป็นปัญหาสำหรับเรา" เอเมอรี่ กล่าว แปลกใจเหมือนกันนะครับที่ผู้จัดการทีมออกมาพูดแบบนี้ ผมจำได้ว่าเคยมีกรณีที่นักเตะไม่ใช่คนสังหารเป้าจากการเลือกของกุนซือมายิงสุดท้ายก็โดนสั่งปรับไปตามระเบียบ เพราะเรื่องแบบนี้มันน่าจะกำหนดตายตัวโดยผู้จัดการทีมที่มีสิทธิ์เด็ดขาดอยู่แล้ว กลายเป็นว่าออกมาพูดบ่ายเบี่ยงปัดไปมาให้กับนักเตะแบบนี้ของ เอเมอรี่ ไม่รู้จะส่งผลกระทบยังไงต่อทีมข้างใน หรือไม่ก็จะส่งผลยังไงต่อ คาวานี่ จริงๆเรื่องมันจะไม่แดงขึ้นมาเลยหากจังหวะนั้นหัวหอกทีมชาติอุรุกวัยไม่ทะลึ่งยิงพลาด มันยิ่งทำให้เขากลายเป็นเป้าของ เนย์มาร์ ซึ่งผมเชื่อว่า 'น้องเน' นี่คงจะมีอิทธิพลไม่น้อยแม้จะเข้าไปใหม่ก็ตาม ในตอนนี้ก็มีข่าวออกมาแล้วนะครับว่า เนย์มาร์ เลิกติดตาม 'อินสตราแกม' ของ คาวานี่ ไปแล้วเรียบร้อย ไม่รู้จะงอนอะไรขนาดนั้นทั้งๆที่ทุกอย่างมันสามารถคุยกันได้หากอยู่ทีมเดียวกัน ยกตัวอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเกมล่าสุดแล้วกันครับที่ โรเมลู ลูกากู ปล่อยให้ อ็องโตนีย์ มาร์กซิยัล เป็นผู้สังหารจุดโทษซึ่งผมว่ามองในจุดหนึ่งมันก็โอเค วินๆทั้งคู่ ก่อนหน้า ลูกากู สังหารเป้าพลาดมาในเกมพบกับ เลสเตอร์ ซิตี้ ความมั่นใจอาจจะหดหายไปบ้างและแน่นอนศูนย์หน้าแบบนี้ต้องการแก้ตัวอยู่แล้วเพื่อเรียกความมั่นใจให้กลับมาอีกครั้ง แต่จังหวะนั้น มาร์กซิยัล ทำบอลเอง แต่งบอลเอง ทะลวงเข้าไปในกรอบเขตโทษเอง แต่โดนสกัดล้มลงก่อนจะง้างเท้ายิงนิดเดียวซึ่ง ลูกากู จะให้นั้นก็ไม่ผิดอะไร มันดีต่อใจ และเป็นการพิสูจน์เรื่องสปิริตของทีมซะด้วยซ้ำ หลังจบเกม โชเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีมของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็บอกเองครับว่ามือหนึ่งในเกมดังกล่าวตนมอบหมายให้ ฆวน มาต้า แต่ตอนที่ทีมได้จุดโทษ มาต้า ออกไปแล้วเลยให้ลูกทีมเลือกกันเอง และมันก็กลายเป็นสปิริตที่ดีของทีมไปด้วย เหมือนกับตอน เนย์มาร์ อยู่ บาร์เซโลน่า ล่ะครับที่เขาขออะไรกับ ลีโอเนล เมสซี่ จะได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการสังหารจุดโทษหรือยิงฟรีคิก บางครั้ง เมสซี่ ก็มาเสนอให้ เนย์มาร์ ยิงเองเพื่อเรียกความมั่นใจด้วยนะครับ หากยังจำกันได้ในเกมที่ บาร์ซ่า พบกับ บียาร์เรอัล ปี 2015 ซึ่งคราวนั้น เนย์มาร์ ก็ยิงพลาดซะด้วย หรือครั้งตอนเจอ กอร์โดบา ในปี 2015 เหมือนกัน เมสซี่ กำลังขับเคี่ยวลุ้นดาวซัลโวกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แต่เขาก็เดินไปถามหัวหอกรุ่นน้องเพื่อให้มายิงจุดโทษ เมสซี่ ก็คือ เมสซี่ ครับเขามีความเป็นผู้นำ หรือยกตัวอย่างอีกเรื่องกับกรณีของ เนย์มาร์ ที่ก็เพิ่งเป็นข่าวดังหมาดๆเช่นเดียวกันครับกับการที่ไม่ยอมจับมือไอ้หนูดาวรุ่งของ กลาสโกว์ เซลติค ที่สื่ออ้างว่าไล่เตะ เนย์มาร์ ตลอดเกมแถมยังมีการเย้ยหยันด้วยคำพูดต่างๆนาๆอีกด้วย เนย์มาร์ ก็เลยไม่ยอมจับมือด้วยแถมเดินหนีอีกต่างหาก มันเลยทำให้เห็นความแตกต่างและเส้นกั้นบางๆของนักเตะที่เล่นเพื่อทีม แบบทีมจริงๆเหมือนกันนะครับ ในตอนนี้ผมไม่อาจฟันธงได้ว่า เนย์มาร์ เล่นเพื่อทีมหรือเพื่อตัวเอง ทว่าสิ่งที่ เปเอสเช ต้องรีบแก้ไขและรีบทำมากที่สุดก็คือจะทำยังไงเพื่อไม่ให้สปิริตทีมแตกออกเป็นเสี่ยงๆ และทำยังไงไม่ให้มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก เอเมอรี่ เจองานหนักสำหรับการเป็นโค้ชแล้วล่ะครับ ซึ่งเราก็ต้องรอดูกันว่าเขาจะควบคุมซูปเปอร์สตาร์ได้มากน้อยแค่ไหนเค.เค.pic : zimbio, Mirror

คุยกันหลังเกม : สัปดาห์หลอน แมนเชสเตอร์ รัวโหดแข่งกันยิง

จัดหนักกันแบบสะใจโก๋เลยครับสำหรับ 2 ทีมแห่ง แมนเชสเตอร์ ที่ระรัวยิงทีมคู่แข่งแบบทำร้ายจิตใจคู่แข่งแย่งแชมป์ทีมอื่นมากๆ ยังไงน่ะเหรอ ? ลองดูผลคู่ เชลซี, อาร์เซน่อล, ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ และ ลิเวอร์พูล ดูสิครับ มีเพียงแค่ "หงส์แดง" เท่านั้นที่ยิงได้ 1 ลูกส่วนทีมอื่นกินไข่ทั้งหมด ทำให้ในตอนนี้แต้มของ 2 ทีมจาก แมนเชสเตอร์ ขยับหนีทีมอันดับที่ 3 อย่าง เชลซี ไป 3 คะแนนเต็มแถมทรงที่ออกมาของทั้งคู่ก็ดูเหนียวแน่นและแพ้ยากซะด้วย แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ของ เป๊ป กวาดิโอล่า เหมือนจูนกันติดและก็ไหลไม่หยุดในแดนหน้ากับ เซร์คิโอ อเกวโร่ และ กาเบรียล เฮซุส ผมจำได้ดีเลยตอนที่ เฮซุส มาใหม่ๆและได้โอกาสลงเล่นคู่กับ กุน นั้นกลายเป็นว่ามันเหมือนกับมีกำแพงบางๆกั้นอยู่ระหว่างทั้งคู่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตำแหน่งที่ดูเหมือนว่าจะทับกันและไม่ลงตัว บางจังหวะ กุน เองก็ไม่ยอมส่งให้ เฮซุส ซะดื้อๆ อย่างไรก็ตามมาในฤดูกาลนี้กำแพงนั้นได้ถูกทำลายลงสิ้นเชิง กุน ยิงกระจายแถมยังไม่หวงบอลให้กับ เฮซุส อีกต่างหาก ทั้งคู่จับคู่กันในแดนหน้าได้เป็นที่หวาดผวาของแนวรับคู่แข่ง ไหนจะมี เควิน เดอ บรอยน์ เป็นตัวป้อนและสร้างโอกาสงามๆให้อีก หรือแม้แต่ ดาบิด ซิลบา ที่อาจจะมีบางคนมองว่าแก่แต่แล้วไง ? เฮียแกตัดผมเหมือนกับตัดอายุทิ้งไปด้วย เล่นเหมือนกับตอนหนุ่มๆ (เผลอๆดีกว่า) เลยนะครับ แถมแนวรับที่เป็นปัญหาของ "เรือใบสีฟ้า" มาตลอดเมื่อฤดูกาลที่แล้วมาในปีนี้ดูเหนียวแน่นหนึบขึ้น การันตีง่ายๆด้วยสถิติฤดูกาลนี้ 5 นัดในพรีเมียร์ลีกเสีย 2 ลูก แค่นี้แฟนๆ ซิตี้ ก็ปลื้มยิ้มแก้มบานแล้ว นอกเหนือจากนี้ แวงซ็องต์ กอมปานี เองก็สามารถเจ็บได้ตลอดเวลาแล้วนะครับรู้ยัง หากสังเกตุดีๆส่วนหนึ่งที่แนวรับของ ซิตี้ มีปัญหาก็เพราะขาดหัวใจหลักอย่าง กอมปานี นี่แหละที่เจ็บเป็นว่าเล่น แต่มาจนถึงตอนนี้ปราการหลังกัปตันทีมลงสนามไปแล้ว 3 นัดพร้อมกับเจ็บไปอีกแล้ว ! แต่เชื่อว่าตอนนี้สาวก "เรือใบสีฟ้า" คงไม่กังวลเหมือนก่อนๆแล้วล่ะครับเพราะ จอห์น สโตนส์ กับ นิโกลัส โอตาเมนดี้ ทำหน้าที่ได้ไม่เคอะเขิน ไหนจะมี แฟร์นันดินโญ่ ที่ลงมาปัดกวาดก่อนถึงอีก ข้ามฟากมาที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เพิ่งจะจัดหนักหลอก "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" เอฟเวอร์ตัน ไปหมาดๆ 4-0 แหม่ เป็นการต้อนรับการกลับมาของ เวย์น รูนีย์ ได้แสบถึงทรวงจริงๆ จริงอยู่ที่ว่าตอนแรกรูปเกมดูอึดอัดมากๆแต่โชคดีที่พวกเขาได้ประตูขึ้นนำไวไปก่อน อารมณ์แบบนี้ผมเชื่อว่าแฟน "ปีศาจแดง" อาจจะพอจำได้กับการที่นำลูกเดียวแล้วก็เล่นเอื่อยๆ ไม่รีบเร่งหรือจังหวะทะลวงเพิ่มจนสุดท้าย ดาบิด เด เคอา เซฟแค่ไหนก็ไม่สามารถช่วยทีมได้ มาในครั้งนี้มันแตกต่างออกไปพลพรรคอสูรแดงพยายามหาจังหวะทุกครั้งที่มีโอกาส เพียงแค่ว่าจังหวะสุดท้ายมันไม่เป็นใจเหมือนลูกยิงของ วาเลนเซีย เท่านั้นเอง การได้เห็น โรเมลู ลูกากู เล่นในเกมวันนี้แว้บนึงผมคิดถึง แอนดี้ โคล เหมือนกันนะ คือเป็นยอดดาวยิงก็จริงแต่จังหวะไม่น่าพลาดดันทะลึ่งพลาดไปแบบน่าหักค่าเหนื่อยจริงๆ แต่ก็นั่นล่ะฮะ 'คิงโคล' เองเป็นศูนย์หน้าใจสู้ ต่อให้ใช้โอกาสเปลืองแค่ไหนเขาก็สามารถยิงช่วยทีมได้เสมอเช่นเดียวกับ ลูกากู ในครั้งนี้ที่สามารถยิงประตูแถมแอสซิสต์งามๆให้ เฮนริค มคิห์ทาร์ยาน ได้อีกต่างหาก แนวรุกนี่ก็คงต้องให้พี่เขาอยู่ยั้งยืนยงไปคนเดียวก่อนเพราะสามารถพักบอล เก็บบอล ยิงเอง หรือแม้แต่ส่งให้เพื่อนได้ซึ่งสถิติก็เบ่งบานสะพรั่งในทุกๆนัด ที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆก็น่าจะเป็นบุคคลรอบข้างของ ลูกากู ล่ะครับ มันกลายเป็นว่าเหมือนมีพลังงานบางอย่างในซุ้มม้านั่งสำรอง ใครลงตัวจริงปุ๊ปเม่งยิงไม่ได้ปั๊ป หรือลงมาสำรองปั๊ปเม่งยิงได้ปุ๊ป แรชฟอร์ด กับ มาร์กซิยัล คงพิสูจน์พลังงานนี้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งผมเองก็จะพยายามทำความเข้าใจว่าเป็นเพราะอาการเหนื่อยล้าของกองหลังฝ่ายตรงข้ามและพอคนใดคนหนึ่งลงมาความฟิตมี พลังมี จบสกอร์ได้ หล่อๆกันไป การทำทีมของ โชเซ่ มูรินโญ่ ปีนี้น่าสนใจครับ เช่นเดียวกับ เป๊ป กวาดิโอล่า ที่ผมเชื่อว่าทั้งสองสโมสรน่าจะเชือดเฉือนกันอย่างเมามันไปตลอดฤดูกาลแน่นอนถ้าหากสามารถรักษามาตรฐานฟอร์มการเล่นแบบนี้ได้เสมอต้นเสมอปลาย และมันก็น่าสนใจเหลือเกินหากว่าทั้งสองสโมสรโคจรมาพบกันซักที แต่ก็ต้องอดใจรอหน่อยล่ะครับเพราะศึก 'แมนเชสเตอร์ ดาร์บี้' จะเกิดขึ้นก็โน่น เดือนธันวาคมเค.เค.pic : zimbio

คุยกันหลังเกม : เบิร์นลีย์ ตัวแสบบิ๊ก 6 !!!

ไม่ธรรมดาจริงๆสำหรับการเล่นฤดูุกาลนี้ของ เบิร์นลีย์ ภายใต้การกุมบังเหียนของ ฌอน ไดช์ ที่ไปๆมาๆตอนนี้พวกเขาสามารถเก็บแต้มจากทีม 'บิ๊ก 6' ได้แล้วถึง 3 ทีมด้วยกัน ใช่ครับ พวกเขาสร้างเซอร์ไพรซ์ตั้งแต่นัดแรกของ พรีเมียร์ลีก ที่งัดไม้เด็ดบุกไปเอาชนะ เชลซี แชมป์เก่าได้ถึงถิ่น 3-2 โดยเป็นการออกนำไปก่อน 3-0 แม้ในวันนั้นหลายคนจะค่อนขอดว่า อันโตนิโอ คอนเต้ จัดตัวประชดบอร์ดบริหารหรือยังไงก็ตามแต่ เบิร์นลีย์ ไม่สนหรอกครับ เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง จากนั้นในการเจอกับ ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ พวกเขาก็ทำ "ไก่เดือยทอง" แสบถึงทรวงเพราะกำลังจะปลดล็อคอาถรรพ์ 'เวมบลีย์' อยู่แล้วเชียวแต่ คริส วูด ก็มายิงให้ เบิร์นลีย์ ตีเสมอ 1-1 ได้ในนาทีที่ 90+2 จนมาล่าสุดที่เจอกับ "หงส์แดง" เอาตรงๆตอนแรกไม่มีใครคิดหรอกครับว่าทีมของ ไดช์ จะรอดได้เพราะดูเหมือนว่า ลิเวอร์พูล จะอัดอั้นมาจากเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ที่พลาดท่าเสมอ เซบีย่า 2-2 แถมเกมรุกเด็กๆของ เยอร์เก้น คล็อปป์ ตอนนี้ก็ลุกเป็นไฟ ไหนจะได้ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ กลับมาอีก กลับกลายเป็นว่าทุกอย่างไม่เป็นดั่งที่สาวก 'เดอะ ค็อป' หวังซะงั้น เอาจริงๆแผนของ เบิร์นลีย์ นี่ถือว่าเป็นสไตล์อิงลิชรุ่นโบราณได้เหมือนกันนะครับ เพราะประตูที่พวกเขาทำได้อย่างเห็นชัดๆเลยในเกมนี้ก็คือการสวนกลับโยนยาวมาลุ้นเอาข้างหน้า หรือตั้งแต่นัด เชลซี กับ สเปอร์ ก็เช่นกัน มันกลายเป็นว่าศูนย์หน้าของพวกเขาดูใช้โอกาสไม่เปลืองและไว้ใจได้ในเวลาที่ต้องการ การขึ้นนำไปก่อนทำให้ "หงส์แดง" ที่เดินหน้าเต็มตัวอยู่แล้วต้องยิ่งเร่งเครื่องไปอีกและแนวรุกที่ว่าร้อนแรงก็ทำให้แฟนๆสบายใจได้บ้างเมื่อ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ตีเสมอได้อย่างไวและรูปทรงที่ออกมามันก็ดูเหมือนว่ายังไง ยังไง พวกเขาก็น่าจะแซงได้สำเร็จในครึ่งเวลาหลัง มันไม่เป็นเช่นนั้นน่ะสิ แนวรุกที่ว่าเด็ดดวงในตอนนี้ของ "หงส์แดง" ทะลึ่งตันเอาดื้อๆ จังหวะทะลวงเข้าไปในกรอบเขตโทษฝ่าแนวรับของ เบิร์นลีย์ นั้นพวกเขากลับทำได้ไม่ดีอย่างที่เคยเห็นๆกัน ไหนจะขาดดวงเกี่ยวกับจังหวะสุดท้ายหรือแม้แต่นายด่านสำรองของ เบิร์นลีย์ อย่าง นิค โป๊ป ที่โชว์ฟอร์มองค์ลงแบบบอลยิงไปทางไหนที่นั่นจะมีเขายืนจังก้ารอรับ รอปัด บอลไม่ให้เข้าไปสู่ก้นตาข่าย กลายเป็นว่าในตอนนี้ คล็อปป์ ไม่ใช่ต้องแก้ปัญหาในเกมรับอย่างเดียวแต่เกมรุกเขาก็น่าจะมีอะไรพิเศษกว่านี้บ้าง รวมถึงการจัดตัวที่พี่แกเล่นโรเตชั่นตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาลไปเลย รักนาร์ คลาวาน กับ เดยัน ลอฟเรน สลับกันลง แอนดี้ โรเบิร์ตสัน กับ อัลแบร์โต้ โมเรโน่ หรือกัปตันทีมอย่าง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ก็เป็นตัวสำรองในนัดพบ เบิร์นลีย์ ไหนจะ อเล็ก อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ที่ซื้อมาแต่ไม่ใช้งานเต็มเม็ดเต็มหน่วย นอกจากนี้การเปลี่ยนตัวแต่ล่ะทีก็อาจจะทำให้แฟนๆขออง ลิเวอร์พูล สงสัยไม่น้อยเพราะนัดกับ เซบีย่า และ เบิร์นลีย์ นั้นกว่าจะขยับตัวสำรองมันเลยนาทีที่ 75 ไปหมดแล้ว สิ่งแรกที่ผมคิดว่า คล็อปป์ ควรทำก็คือการมี 11 ผู้เล่นตัวจริงที่มั่นคงในตำแหน่งนั้นๆไปเลยมากกว่าที่จะมา โรเตชั่น อะไรแบบนี้ในช่วงต้น ง่ายๆเลยกับการที่เขาเลือกใช้บริการ ซิมงต์ มิโญเลต์ กับ ลอริส คาริอุส สลับไปมาแบบนี้มันทำให้โดนวิจารณ์ไม่ใช่น้อยเหมือนกันแถมผู้เล่นในแนวรับจะมึนและสับสนกันไปซะอีก มันจะค่อยๆมาปรับ ค่อยๆมาจูน ไม่ได้แล้วนะครับสำหรับ คล็อปป์ ในตอนนี้มันถึงเวลาที่เขาจะเริ่มต้นนำความสำเร็จมาสู่ "หงส์แดง" ได้แล้วเค.เค.pic : zimbio

คุยกันหลังเกม : แอชลีย์ ยัง เม่งเจ๋งว่ะ

เชื่อว่าสาวกของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อาจจะแปลกใจกับ 11 ผู้เล่นคนแรกนัดพบกับ บาเซิ่ล เหมือนๆกับผมนะครับนั่นก็คือการที่ แอชลีย์ ยัง กลับมาลงเป็น 11 ตัวจริงอีกครั้ง มันน่าตกใจเหมือนกันกับการปรากฏตัวครั้งนี้ของเขาโดยที่มี มัตเตโอ ดาร์เมียน กับ อันโตนิโอ วาเลนเซีย สองฟูลแบ๊คที่สามารถเล่นได้ในตำแหน่งเดียวกันนั่งอยู่บนซุ้มตัวสำรอง อาจจะมีหวั่นๆกันบ้างล่ะ ความเร็วที่ไม่เหมือนเดิม หรือเกมรับที่เป็นปัญหามาตลอดของ ยัง นับตั้งแต่ถูกจับลงมาเล่นเป็นฟูลแบ๊ค แต่นัดนี้เขากลับทำได้แบบน่าเหลือเชื่อ ส่วนหนึ่งก็อาจจะต้องยกความดีความชอบให้กับ พอล ป็อกบา ล่ะครับที่ดันเจ็บตั้งแต่ต้นเกมและสุดท้ายปลอกแขนกัปตันทีมเลยตกไปอยู่กับ ยัง ! รูปเกมของ "ปีศาจแดง" ก็ดูทรงไม่ได้มีอะไรหวือหวามากนัก ส่วนหนึ่งอาจเพราะ บาเซิ่ล มาแพคเกมรับได้เป็นอย่างดีแต่แล้วจุดเปลี่ยนก็มาถึงเมื่อ มารูยาน เฟลไลนี่ สามารถโขกประตูขึ้นนำให้กับเจ้าถิ่นได้สำเร็จ จังหวะนั้นต้องซูฮกเลยครับว่า ยัง เปิดได้โคตรแม่น ไม่เชื่อคุณลองนึกสภาพหากเป็น วาเลนเซีย ง้างเท้าเปิดดูสิครับ เผลอๆบอลเลยไปถึงโน่นล่ะ ดาลีย์ บลินด์ ที่รออยู่ฝั่งกราบซ้าย เฟลไลนี่ ก็จะกลายเป็นเป้าหลอกในทันที สิ่งที่ ยัง เหนือกว่า วาเลนเซีย หรือ ดาร์เมียน และเขาทำได้ดีมาตลอดก็คือการครอสบอลจากด้านข้างนี่แหละครับที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้ เขาทำหน้าที่นี้ไม่มีขาดตกบกพร่องเลย หรือแม้แต่ยังหวะสาดบอลจากหลังมาหน้าก็ดูมีเป้าหมายไม่ใช่การสาดทิ้งไปวันๆอย่างที่เราได้เห็นบ่อยครั้ง หายเจ็บกลับมา ลงสนามอีกครั้ง แถมยังจัดให้ 1 แอสซิสต์งามๆแบบนี้เก้าอี้ม้านั่งสำรองของ วาเลนเซีย อาจจะมีร้อนๆกันบ้างล่ะครับ และผมก็เชื่อว่าแฟนๆบางรายอาจจะเริ่มให้ใจแก่ ยัง ไปบ้างแล้ว แต่สิ่งที่ลืมไม่ได้ก็คือนี่เป็นเกม แชมเปี้ยนส์ลีก ไม่ใช่ พรีเมียร์ลีก ที่ระดับความเร็วและการใช้ความแข็งแกร่งของร่างกายค่อนข้างสูงเพราะแบบนั้นเราเลยอาจจะได้เห็นลีลาการเปิดบอลของ วาเลนเซีย ไปพลางๆก่อนล่ะครับจนกว่าความฟิตของ ยัง จะกลับมาสมบูรณ์เต็มที่ นอกเหนือจากนี้ บลินด์ เองก็ไม่น้อยหน้าบรรจงหยอดบอลเข้าศรีษะของ ลูกากู กลายเป็นประตูที่ 2 ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าสองจังหวะนี้ของทั้ง ยัง และ บลินด์ 'เท้าชั่งทอง' จริงๆครับ สุดท้ายไอ้หนู แรชฟอร์ด เองก็ไม่น้อยหน้ายังคงสร้างสถิติยิงเกมแรกต่อเนื่องซึ่งก็ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่ากับการลงมาเป็นตัวสำรองแล้วก็ยิงได้เลย จะว่าเก่งบวกเฮงก็คงไม่เคอะเขินอะไรเท่าไร ประเดิมชัยชนะใน แชมเปี้ยนส์ลีก ได้อย่างเป็นทางการอีกครั้งหลังจากหายหน้าหายตาไปก็ซักพักอยู่ ในตอนนี้ลูกทีมของ โชเซ่ มูรินโญ่ เองกำลังใจเต็มเปี่ยมทุกคนแน่นอนครับ ฟอร์มดีแบบนี้หวังว่าคงจะได้ลุ้นอะไรยาวๆไปจนถึงจบฤดูกาลแล้วกันนะครับเค.เค.pic :

ขอบคุณและเก็บเป็นความทรงจำ "มาดามเดียร์"

คงไม่ช้าเกินไปนักหากจะเอ่ยถึงเรื่องราวของ "มาดามเดียร์" วทันยา วงษ์โอภาสี ที่ซึ่งตอนนี้กลายเป็นอดีตผู้จัดการทีมฟุตบอลทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี เรียบร้อย หลังประกาศอำลาตำแหน่ง ซึ่งต้องถือว่าเป็นเรื่องช็อกพอสมควร "มาดามเดียร์" ได้เผยว่าต้องการให้เป็นไปตามนโยบายของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ คือการบริหารทีมชาติโดยไร้ผู้จัดการทีม แม้ว่าจะเพิ่งจะร่วมคว้าแชมป์ ซีเกมส์ 2017 มาหมาดๆ อีกทั้งทีมชุดนี้ได้เข้ารอบสุดท้ายชิงแชมป์เอเชีย แต่ด้วยเหตุผลหลายๆ อย่างซึ่ง "มาดามเดียร์" คงคิดเป็นอย่างดีแล้วล่ะว่าถึงเวลาลงแล้ว จึงตัดสินใจลงจากตำแหน่ง เราเองก็คงต้องเคารพความคิดและได้แต่ขอบคุณที่สิ่งที่คุณเดียร์ทำให้กับทีมชาติไทย ตั้งแต่เข้ามารับงานเป็น ผจก.ทีม ในทีมชุดนี้ การโบกมือลาตำแหน่งของเธอในครั้งนี้ทำเอาแฟนบอลไทยเสียดายกันถ้วนหน้า แต่อย่างไรก็ตาม "มาดามเดียร์" ได้เผยว่าเธอจะตามไปเชียร์นักเตะชุดยู-23 ในช่วงต้นปีหน้าที่ประเทศจีนแน่นอน เพราะทุกคนก็เหมือนครอบครัว มีความผูกพัน และอยากเห็นน้องๆทุกคนประสบความสำเร็จในนามทีมชาติไทย ที่ผ่านมาคงไม่มีใครปฎิเสธว่า "มาดามเดียร์" คือคนที่สร้างสีสันให้กับฟุตบอลไทยในช่วงที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี นอกจากหน้าตาน่ารักที่ชวนหลงไหลแล้ว คุณเดียร์ยังเป็นกันเองกับทุกๆ คน ทำให้มักจะถูกสื่อมวลชนจับจ้องทุกอริยาบถ และไม่ใช่แค่นอกสนามแต่ในสนาม "มาดามเดียร์" ก็เคยสร้างสีสัน (แบบไม่ตั้งใจ) มาแล้ว ด้วยคลิปที่โผเข้าไปกอด "เจ้าเต้" พิธิวัต สุขจิตธรรมกุล จนเป็นคลิปที่โลกออนไลน์แชร์กันสนั่น และโด่งดังภายในค่ำคืนเดียว ดังนั้นการลงจากตำแหน่งในครั้งนี้ของ คุณเดียร์ น่าจะทำให้ข้างสนามทีมชาติไทยขาดสีสันพอสมควร ก่อนหน้าที่จะมารับตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติไทย ชุดยู-23 ปี หลายคนมองว่าเธอไม่เหมาะสมเพราะไม่มีความรู้เรื่องฟุตบอลและยังใหม่ในวงการกีฬา เพราะเธอนั้นอยู่ในสายมีเดียมากกว่า และยังควบตำแหน่งทางด้านมีเดียนั่นก็คือ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สปริงนิวส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอร์เรชั่น ถึงแม้เธอจะโดนติติงอยู่บ้าง แต่เธอก็เชื่อว่า งานบริหารที่ทำนั้นสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในวงการฟุตบอลไทยได้ แม้จะต่างสาขากันแต่ไม่มีความจำเป็นที่เราจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ เพียงแต่กล้าตัดสินใจและศึกษาแก้ไขในข้อผิดพลาดได้ก็เพียงพอ แต่ "มาดามเดียร์" ก็ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ เต็มที่เพื่อทีมชาติไทย โดยเธอเดินทางไปชมการแข่งขันทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นศึกฟุตบอลสี่เส้า เนชั่น คัพ 2016, ฟุตบอล ทันห์ เนียน นิวส์ เปเปอร์ คัพ 2016, ดูไบ คัพ 2017 และล่าสุด ที่เราคว้าแชมป์ ซีเกมส์ 2017 "มาดามเดียร์" อยู่ทุกนัดการแข่งขัน คอยให้กำลังใจ ปลอบใจ นักเตะให้ผ่านไปได้ ถึงแม้จะโดนโลกโซเชี่ยวกดดันอย่างหนักแค่ไหนก็ตาม เชื่อว่าหลายคนคงเสียดาย หลังจากที่ "มาดามเดียร์" ขอลงจากตำแหน่ง เพราะเหมือนที่บอกข้างต้นว่าผลงานทั้งในสนาม และภาพลักษณ์นอกสนามกำลังเจิดจรัสสุดๆ แทนที่จะทำต่อเพื่อสานงานต่อไป ซึ่งคำถามแรกๆ ที่หลายคนเอ่ยปากพร้อมกันว่ามีโอกาสไหมที่คุณเดียร์จะกลับมา ซึ่งโอกาสเป็นไปได้น้อย เพราะอย่าลืมว่า ส.บอลชุดนี้เพิ่งจะยกเลิกระบบ "ผู้จัดการทีม" ไป ซึ่งจริงๆ แล้วมีแค่ 2 ชุดเท่านั้น ณ เวลานี้ที่มีตำแหน่ง ผจก.ทีม นั่นคือ ทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ของ "มาดามเดียร์" และ ชุดบอลหญิงของ "มาดามแป้ง" แต่ก็มีกระแสล่าสุดที่อยากให้คนที่มีกำลังทรัพย์และความชอบฟุตบอลอย่าง คุณเดียร์ เข้ามาลุยในวงการฟุตบอล "ลีกไทย" ไม่ว่าจะเป็น ไทยลีก 1 หรือ ไทยลีก 2 ก็ตาม แต่ "มาดามเดียร์" ก็ได้ตอบอย่างชัดเจนว่า "ไม่ทำดีกว่า" ซึ่งเท่ากับว่าปิดประตูไปแล้วสำหรับการเป็นเจ้าของทีมลุยฟุตบอลลีกไทย แม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่สั้นๆ สำหรับ "มาดามเดียร์" ในการทำงานให้กับทีมชาติไทย แต่ "มาดามเดียร์" ถือเป็นบุคคลสำคัญที่สร้างความสำเร็จให้กับทัพช้างศึก อีกทั้งสร้างสีสันให้กับวงการฟุตบอลไทย แต่เชื่อว่าแฟนๆ บอลหลายคนคงจะไม่ลืมความน่ารักของ "มาดามเดียร์" วทันยา วงษ์อาภาศรี และติดตามเธอต่อไป ไม่ว่าเธอจะอยู่ในบทบาทอะไรก็ตาม