breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

บ็อกซ์ซิ่ง เดย์ คืออะไรมาทำความรู้จักกัน !

เหลือเพียงแค่ลีกเดียวที่ยังคงฟาดแข้งกันแบบไม่มีหยุดยั้งสำหรับ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ และคำว่า บ็อกซ์ซิ่ง เดย์ หลายๆคนคงเคยได้ยินกันมาแทบทุกปีวันนี้ผมก็ขอนำประวัติเกร็ดเล็กๆน้อยๆมาให้คอลูกหนังได้ทราบกันว่าทำไมถึงมีวันนี้ขึ้นบ็อกซ์ซิ่ง เดย์ คืออะไร ? - มันคือวันแกะกล่องของขวัญของสหราชอาณาจักรและเป็นวันหยุดยาวต่อเนื่องในช่วงเทศกาลคริสต์มาสนั่นเองครับ ซึ่งคนทั่วทั้งเกาะบริเตนก็จะอาศัยช่วงเวลานี้พักผ่อนกับครอบครัว ไม่เว้นแม้แต่ห้าง ร้านค้าต่างๆที่แทบจะไม่เปิดเลย - โดยหนึ่งในเหตุผลที่นำฟุตบอลลีกมาเตะกันก็เพราะไม่ให้มันเงียบเหงาเกินไปนั่นแหละครับ ตามที่มีบันทึกมา บ็อกซ์ซิ่ง เดย์ คู่แรกในประวัติศาสตร์คือการพบกันของ เชฟฟิลด์ เอฟซี กับ ฮัลแลม เอฟซี ในปี 1860 โน่นเลยทีเดียว - หลังจากนั้นก็เริ่มมีการจัดแมตช์บนลีกสูงสุดอย่างเป็นทางการในฤดูกาล 1888-89 เกมระหว่าง เปรสตัน นอร์ทเอน พบกับ ดาร์บี้ เคาท์ตี้ และได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจึงกลายเป็นธรรมเนียมเรื่อยมาจนปัจจุบัน - อีกทั้งเมื่อก่อนยังมีการจัดแข่งเกมกีฬาในวันคริสมาสต์เลยด้วยซ้ำแต่ภายหลังจากปี 1950 ทุกๆอย่างก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากต่างฝ่ายต่างคิดเห็นตรงกันว่าวัน คริสต์มาส ควรจะใช้เวลาอยู่กับครอบครัวมากกว่า - ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดการออกกฏชัดเจนในฤดูกาล 1957-58 ว่าห้ามมีการแข่งขันในวันที่ 25 ธันวาคม และเลื่อนมาเป็น 26 ธันวาคม เป็นต้นไปแทน - นอกเหนือจากการแข่งขันฟุตบอลที่สหราชอาณาจักรยังมีการแข่งขันกีฬาอื่นๆในวัน บ็อกซ์ซิ่ง เดย์ ด้วยนะครับอย่างเช่น รักบี้ หรือ ม้าแข่ง - การแข่งขันกีฬาในวัน บ็อกซ์ซิ่ง เดย์ ไม่ได้มีแค่อังกฤษนะครับ ใน ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์ หรือ แอฟริกาใต้ ก็มีเช่นกันแต่ทั้ง 3 ประเทศดังกล่าวจะเป็นการแข่ง คริกเก็ตpic : Kaiser Football, britannia.reblog.hu, Fox, heraldsun

“ซิโก้”อยู่หรือไป ไม่ใช่เรื่องของผลงาน ?

มีประเด็นมากมายหลังทีมชาติไทยคว้าแชมป์ “อาเซียน”มาครองอีกครั้งในสมัยที่ 5 นี้ โดยเฉพาะการทำหน้าที่ของ “ซิโก้”นายใหญ่ ที่เป็นผู้จุดกระแสฟุตบอลไทยให้กลับมาอีกครั้ง ทว่าเวลานี้กลับมีข่าวเจ้าตัวอาจจะอำลา “ช้างศึก” หลังหมดสัญญา เพราะสัญญาการคุมทีมของ นายใหญ่จอมตีลังกากำลังจะหมดลงในเดือน กุมภาพันธ์ 2017 นี้ ทำให้มีกระแสข่าวออกมามากมายถึงการจะไปต่อสัญญาของ สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ถึงแม้ “ซิโก้”จะสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมก็ตาม สื่อหลายสำนักจึงตั้งประเด็นมากมายถึง “การอยู่ต่อหรือไม่ของซิโก้” และประเด็นร้อนมากมายก็ตามมา จริงๆแล้วข่าวการอำลาของ “ซิโก้”นั้นเกิดขึ้นก่อนทัวร์นาเม้นต์ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2016 เพราะหลายกระแสมองว่า “ถ้าซิโก้ไม่ได้แชมป์ซูซูกิ ยังไงก็ต้องไป” แต่ท้ายสุดซิโก้ก็ทำได้ แต่ก็ยังไม่วายมีประเด็นในเรื่องการเปลี่ยนโค้ช !!!! ต่อมาหลังป้องกันแชมป์ “อาเซียน” ประเด็นเรื่องการไม่ได้รับเงินเดือนของ “ซิโก้” กว่า 5 เดือน นั้น เป็นที่ลือลั่นสะบั่นทุ่ง ว่าเป็นปมในการขัดแย้งระหว่าง “สมาคมฯและซิโก้” สุดท้าย “บิ๊กอ๊อด” งัดหลักฐานการจ่ายเงินเดือนมาให้ สื่อมวลชนดู ทำให้ประเด็นนี้เงียบไป จากนั้นก็มีกระแสว่า "อเลฮานโดร ซาเบย่า" กุนซือทีมฟ้า-ขาวอาร์เจนตินา ที่แจ้งเกิดจากการพาทีมคว้ารองแชมป์ฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล จะเข้ามาทำหน้าที่แทน “ซิโก้” ข่าวนี้ทำให้มีกระแสจากแฟนบอลมากมายทั้งในโลกโซเชี่ยลเอง ที่ตีข่าวกันเป็นพัลวัน ถึงขนาดมี “โพล”ขอความคิดเห็นว่า “แฟนบอลจะเลือกใคร ระหว่าง “ซิโก้”และกุนซืออาร์เจนไตน์รายนี้ เอาเป็นว่าแฟนบอลไทยเลือก “ซิโก้” จากการสำรวจโพลในเว็บไซด์ต่างๆ พูดง่ายๆ คนไทยรักและยังศรัทธาในตัว “ซิโก้”อยู่ เพราะผลงานที่ไม่ตกลงไป ถึงแม้จะยังไม่ดีที่สุดในการคัดเลือกฟุตบอลโลก โซนเอเชีย แต่ที่ตัวผู้เขียนรู้ “วงใน”มาคร่าวๆ จากประเด็นการเปลี่ยนกุนซืออย่าง “ซิโก้” ก็คือ ในเชิง “ธุรกิจ”ล้วนๆ เพราะฟุตบอลสมัยนี้ ปัจัยหลักก็คือ “มูลค่า” และ “มูลค่า”ก็คือ “ผลประโยชน์” ที่จะต้องมีคนได้รับ ? แต่เมื่อเกิดการไม่ลงตัวและลงรอยขึ้นมา “รอยร้าว” ก็เกิดขึ้นแบบสะสมมายาวนาน เพราะผลงานของ “ซิโก้”นั้น ถือว่าไม่ขี้เหร่ แต่ “รอยแยก” ระหว่าง “ซิโก้” และ ทีมชาติไทย ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ไม่ใช่เรื่องของผลงาน และทุกอย่างจะลงเอยอย่างไรนั้น ตัวผู้เขียนเชื่อว่าเมื่อวันที่สัญญาของ “กุนซือใหญ่จอมตีลังกา” หมดลง และ “ซิโก้” จะอยู่หรือจะไปแฟนบอลไทยต้องติดตาม

คุยกันหลังเกม : เพราะแบบนี้เลยดร็อปไม่ได้สินะ

ก่อนหน้าผมเชื่อว่าหลายๆคนคงมีคำถามอยู่ในหัววนเวียนว่าทำไม โชเซ่ มูรินโญ่ ถึงไม่ดร็อป ซลาตัน อิบราฮิมโมวิช ให้พักบ้างเป็นบางนัดเพราะอายุอานามก็ปาไป 35 ขวบเข้าไปแล้ว แถมบางช่วงเวลาพี่แกก็ฟอร์มฝืดไปดื้อๆ หรือไม่แม้แต่ช่วยทีมไล่บอลแม้แต่น้อย พูดง่ายๆก็คือขัดหูขัดตาในบางช่วงเวลานั่นแหละเพราะภาพติดตาของ มาร์คัส แรชฟอร์ด ทำให้หลงเชื่อไปว่าไอ้หนูรายนี้จะสามารถทำหน้าที่ทดแทน ซลาตัน ได้บ้างไม่มากก็น้อย หัวหอกฉายา 'พระเจ้า' เคยสากกระเบือเข้าสิงทิ่มแทงประตูคู่แข่งไม่เข้า 6 นัดติดต่อกันซึ่งตอนนั้นก็เป็นช่วงที่ "ปีศาจแดง" ฟอร์มแกว่งไปแกว่งมายิ่งกว่าลูกตุ้ม แต่ตอนนี้ใน 9 นัดหลังสุด ซลาตัน ยิงไปแล้ว 10 ประตู ครับผม 10 ประตู เห้ย การตัดสินใจของ มูรินโญ่ ในครั้งนี้มันอาจจะดูดีมากกว่าที่คิด การขยั้นขยอให้ ซลาตัน ลงสนามในทุกๆนัดเพื่อที่จะให้หัวหอกสูงวัยปรับตัวและซึมซับแทคติกของตนเองมันกลายเป็นเรื่องดีและสุดท้าย 'พระเจ้า' ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ก่อนเกมที่จะพบกับ "เดอะ แบ๊กกี้ส์" เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน นี่ มูรินโญ่ ออกปากชม ซลาตัน แบบยาวเหยียดเลยนะครับหลังจากที่โดนผู้สื่อข่าวยิงคำถามไปว่าคิดจะให้หัวหอกรายนี้พักบ้างหรือไม่ ถ้าหากโชว์แบบนี้ได้เรื่อยๆมันก็คงจะเป็นเหมือนที่ มู พูดนั่นแหละว่า 'ยาก' เหลือเกินที่จะดร็อป ซลาตัน ในตอนนี้แม้ว่าอุปสรรคอาจจะเกิดขึ้นเพราะตัวเลขก็ตาม หากใครเป็นแฟนตัวยงของ มูรินโญ่ ล่ะก็น่าจะทราบดีว่าเขาเน้นจุดขายในเกมรุกยังไงนับตั้งแต่ เชลซี แล้วที่มี ดิดิเยร์ ดร็อกบา เป็นตัวปิดสกอร์พร้อมกับมี แฟรงค์ แลมพาร์ด คอยเกื้อหนุน ถัดมาก็คือ อินเตอร์ มิลาน แน่นอนครับ เวสลี่ย์ สไนเดอร์ ระเบิดฟอร์มเปรี้ยงปร้างพร้อมๆกับ ดีเอโก้ มิลิโต้ ที่ยิงเป็นว่าเล่น ในส่วนของ เรอัล มาดริด ปีที่ มูรินโญ่ นำ "ราชันชุดขาว" เป็นแชมป์ ลาลีก้า ครั้งล่าสุดเนี่ย คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยิงรวมทุกรายการ 60 ลูกนะครับพร้อมกับ เมซุต โอซีล ที่ป้อนเอา ป้อนเอา มันยังคงเป็นสไตล์และเอกลักษณ์อยู่เหมือนกันสำหรับทีมของ มูรินโญ่ ที่ตอนนี้ดูเหมือนว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะค่อยๆปรับเปลี่ยนให้เข้าสไตล์นายใหญ่ชาวโปรตุกีซไปแล้วที่ล่ะเล็กทีล่ะน้อย ปอล ป็อกบา กับ ซลาตัน อิบราฮิมโมวิช เริ่มเล่นด้วยกันได้ มาจนถึงตอนนี้ก็คว้าชัย 3 นัดติดต่อกันแล้วใน พรีเมียร์ลีก และไม่แพ้ใครมาแล้ว 10 นัดติดต่อกันในทุกรายการ แม้ว่าจะสะดุดเสมอไปซะ 3 นัดก็ตามที ระบบทุกๆอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทางขึ้นเรื่อยๆ มันอาจจะดูช้าไปหน่อยแต่ดูรวมๆตอนนี้มันค่อนข้างชัวร์แล้ว และโชคที่ทาง มูรินโญ่ บ่นๆไปน่ะเริ่มจะหายไปแล้วเหมือนกัน น่ากลัวนะครับหากว่า "ปีศาจแดง" สามารถรักษาฟอร์มการเล่นแบบนี้ได้เรื่อยๆ การมาเร่งเครื่องในช่วงเดือนสุดหรรษานี่แหละตัวอันตรายทีมอื่นเลยให้ตายเถอะ แถมโปรแกรมที่คลอดออกมาไม่รู้จะเรียกว่าเป็นใจให้กับ "ปีศาจแดง" รึเปล่าเพราะหลังจากนี้พวกเขาจะต้องเจอกับ ซันเดอร์แลนด์, มิดเดิ้ลสโบรห์ และปิดท้ายช่วงเทศกาล บ็อกซิ่งเดย์ควบปีใหม่ด้วยการเจอ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด มันเป็นทีมที่พวกเขาพร้อมจะเอาชนะอยู่แล้วหากว่าฟอร์มยังคงไว้แบบนี้ได้ รอชมครับ รอชม ว่าสุดท้ายแล้วตารางคะแนนจะเปลี่ยนไปหรือไม่เค.เค.pic : zimbio

คุยกันหลังเกม : แชมป์เก่ากลับมาแล้ว ?

สกอร์ถล่มทลายแบบคาดไม่ถึงเหมือนกันสำหรับ 'บิ๊กแมตช์' ประจำวันเสาร์นี้ในเกมระหว่าง เลสเตอร์ ซิตี้ พบกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อย่างที่ทราบกันดีว่าในฤดูกาลนี้ "จิ้งจอกสยาม" ฟอร์มดิ่งลงเหวมากๆเลยนะครับและก่อนหน้า เคลาดิโอ รานิเอรี่ เองก็ยอมรับว่าอาจจะต้องลุ้นหนีตกชั้น แถมก่อนมาเจอกับ "เรือใบสีฟ้า" ยังทะลึ่งนำทีมบุกไปแพ้ ปอร์โต้ ถึง 5-0 ใน แชมเปี้ยนส์ลีก ซะอีกถึงแม้ว่าผู้เล่นส่วนใหญ่จะเป็นตัวสำรองก็เถอะ ใครจะไปคิดล่ะครับว่าในนัดนี้ "จิ้งจอกสยาม" ในรูปแบบเดิมๆจะกลับมาอีกครั้งพร้อมกับแฮตทริคของ เจมี่ วาร์ดี้ ศูนย์หน้าตัวเก่งที่ฟอร์มฝืดไปนาน การวางบอลยาวแล้วให้ทั้ง วาร์ดี้, สลิมานี่ และ มาห์เรซ วิ่งไล่นี่แหละครับคือสิ่งที่คุ้นตาเพราะในฤดูกาลก่อน "จิ้งจอกสยาม" ก็เล่นแนวๆนี้แหละแต่เปลี่ยนจาก สลิมานี่ เป็น โอกาซากิ เท่านั้นเอง 3 ลูกใน 20 นาทีหากมองดูดีๆนี่เป็นการโยนยาวจากหลังขึ้นหน้าหมดเลยนะครับประตูของ วาร์ดี้ ทั้ง 2 ลูกนี่ชัดเจนมากๆนะครับ ประตูแรกนี่เป็นการโยนยาวมาให้ มาห์เรซ แตะจังหวะเดียวผ่านถึง สลิมานี่ ก่อนจะแทงทะลุช่องให้ วาร์ดี้ เข้าไปซัดผ่าน บราโว่ ลูกที่สองก็เป็นจังหวะทุ่มไกลเข้าไปก่อนจะจบด้วยการยิงของ คิง ลูกที่ 3 ก็เป็นจังหวะโยนยาวคล้ายๆกับประตูแรกแต่คราวนี้เล่นกันเพียงแค่ 2 คนคือ มาห์เรซ กับ วาร์ดี้ เข้าไปกระทุ้งแบบเหนือๆ มันบ่งบอกอะไร ? บ่งบอกว่าแนวรับของ "เรือใบสีฟ้า" มันเปรียบเสมือนว่าไม่ได้ฝึกซ้อมด้วยกันมาเลยทั้งอาทิตย์ยังไงอย่างนั้น โอ้โห รั่วอะไรขนาดนั้นล่ะครับแหม่ ยิ่งคิดก็ยิ่งน่าใจหายแทน เป๊ป กวาดิโอล่า เหมือนกันกับการที่พวกเขาโดนไปแบบนี้ จอห์น สโตนส์ ปราการหลังดาวรุ่งค่าตัวแพงพึ่งพาอะไรไม่ได้เลยแม้แต่น้อย แถมมีส่วนผิดพลาดเต็มข้อจังหวะเสียลูกที่ 4 อีกต่างหากซึ่ง อาการบาดเจ็บของ แวงซองต์ กอมปานี ดูท่าจะเป็นปัญหาที่แก้ไม่ได้ซักที นิโกลัส โอตาเมนดี้ เองเดี๋ยวก็ดีเดี๋ยวก็แย่ แต่ผมเชื่อว่าหากเขาไม่โดนแบนในเกมนี้รูปเกมของ "เรือใบสีฟ้า" อาจจะไม่เละตุ้มเป๊ะขนาดนี้นะครับ การเอา ซาญ่า หุบเข้ามาเล่นนี่หายนะพอตัวเลยทีเดียว ในส่วนของ เคลาดิโอ บราโว่ นี่ยอมรับนะครับว่าเวลาใช้เท้าอ่ะ นิ่งจริงๆ เล่นได้ แต่ผู้รักษาประตูต้องใช้มือครับอย่าลืมจุดนี้ มันต้องมีจังหวะเซฟสำคัญบ้างอย่างลูก วาร์ดี้ หลุดเดี่ยวไป 2 ครั้งจนเสียประตูเนี่ยในความคิดของผมนายด่านทีมระดับ "เรือใบสีฟ้า" น่าจะทำได้ดีกว่าที่เห็น ชัยชนะในครั้งนี้ของ เลสเตอร์ ดูเหมือนว่าจะฉุดพวกเขาให้ขึ้นมาจากนรกได้อีกครั้ง และช่วงนี้ก็เป็นโอกาสที่ดีซะด้วยในการเก็บแต้มให้หลุดพ้นออกมาจากโซนอันตราย เพราะในช่วงปีใหม่ "จิ้งจอกสยาม" ไม่ได้มีคิวจะต้องฟัดกันบิ๊กทีมแต่อย่างใด พวกเขาจะพบกับ บอร์นมัธ, สโต๊ค, เอฟเวอร์ตัน, เวสต์แฮม และ มิดเดิ้ลสโบรห์ ปิดท้ายโปรแกรมหฤโหด ทีมที่กล่าวมาหากว่า เลสเตอร์ ยังคงสภาพฟอร์มการเล่นได้ในแบบนัดพบ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ล่ะก็พวกเขาดีพอที่จะโค่นได้ทั้งหมดนะครับ และนั่นก็จะทำให้โล่งไปได้เปราะหนึ่งล่ะว่าอย่างน้อยๆคงไม่ต้องไปหนีตกชั้นช่วงท้ายฤดูกาล แต่ทาง "เรือใบสีฟ้า" นี่สิ เป๊ป จะต้องนำลูกทีมพบกับทั้ง อาร์เซน่อล และ ลิเวอร์พูล ในช่วงโปรแกรมโหดบ็อกซิ่งเดย์ยันปีใหม่ เดือนธันวาคมอาจจะเป็นเดือนแห่งความสุขของหลายๆคน แต่ตอนนี้มันอาจจะไม่ใช่เดือนแห่งความสุขของ เป๊ป กวาดิโอล่า และแฟนๆของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซะแล้วครับ เพราะตอนนี้พวกเขาแพ้ทั้ง เชลซี และ เลสเตอร์ มาติดต่อกัน 2 นัดในลีกแล้วเค.เค.pic : zimbio

คุยกันหลังเกม : ในลีกก็เหมือนเดิมซะงั้น ?!

น่าผิดหวัง น่าผิดหวังอีกแล้ว เล่นได้ก็ค่อนข้างโอเคแต่สุดท้ายก็ต้องมาพลาดแบบที่ไม่น่าพลาดสำหรับ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เพิ่งจะโดนทาง "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" เอฟเวอร์ตัน ตีเสมอได้ในช่วงนาทีที่ 89 (อีกแล้ว) ไปแบบเจ็บปวด ก่อนเริ่มเกมก็อย่างที่ทราบกันดีว่าสาวก 'เร้ด เดวิลส์' ผงาดขนาดไหนแถมการจัดตัวของ โชเซ่ มูรินโญ่ ยังค่อนข้าง "ได้ใจ" ไปตั้งแต่แว้บแรกที่เห็นก็คือ เฮนริค มคิห์ทาร์ยาน ได้รับโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่อง แน่นอนพอ 'มิกกี้' ได้ลงมาก็ทำหน้าที่ได้ไม่เคอะเขิน ไหนจะประสานงานกับ ซลาตัน อิบราฮิมโมวิช ได้ที่ดูเหมือนจะจูนกันติดขึ้นเรื่อยๆ รวมถึง อ็องโตนีย์ มาร์กซิยัล ที่ลีลาการลากเลื้อยเริ่มกลับมาให้เห็นอีกครั้ง ในครึ่งแรกผู้มาเยือนจาก แมนเชสเตอร์ ทำได้ดีถึงดีมากด้วยนะครับ พวกเขาเปิดเกมเร็ว พยายามใช้รูปแบบการเล่นที่เราคุ้นตาจากศึกฟุตบอลถ้วยที่ปีนี้พวกเขาทำได้ค่อนข้างดี ซลาตัน อิบราฮิมโมวิช ยังคงยิงได้อย่างต่อเนื่องแม้ว่าตลอดทั้งเกมว่ากันตามตรงพี่แกไม่ได้ทำอะไรเลย เดินขึ้นๆลงๆ จะมีวิ่งบ้างก็นิดๆหน่อยๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมไม่ได้พักกับเขาบ้างซักที จะว่าเล่นดีก็ดีในแง่ของรูปเกมนะครับ แต่หากมองเรื่องการบุกไปแล้วได้จังหวะจบสกอร์นี่เอาตรงๆ มาร์เทน สเตเคเลนเบิร์ก แทบไม่ต้องออกแรงเซฟอะไรเลย เล่นดีแต่หาจังหวะเหน่งๆจบสกอร์ไม่ได้ แน่นอนมันอาจจะหมายถึงว่า "ปีศาจแดง" เองก็พร้อมที่จะโดนลงโทษได้ทุกเมื่อ มาครึ่งหลังคราวนี้ "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" เดินหน้าบุกแหลกเลยครับ แถมยังกดดันได้ดีมากๆในช่วงท้าย กดดันจนกุนซือ มูรินโญ่ ตัดสินใจผิดพลาดแบบพลาดสุดๆ นั่นคือการส่ง มารูยาน เฟลไลนี่ ลงสนามมานั่นแหละ เอฟเวอร์ตัน มีผู้เล่นใช้ความเร็วอยู่ในสนามค่่อนข้างเยอะทั้ง เดโลเฟว ที่เปลี่ยนลงมาเช่นเดียวกับ เอ็นเนอร์ วาเลนเซีย ที่ความคล่องตัวใช้ได้เลย ไหนจะ ไอดริสซ่า เกย์ อีกเป็น 3 ประสานโดยมี โรเมลู ลูกากู ค้ำหน้าเอาไว้ให้แผงหลังหวั่นใจเล่น แล้วก็ได้ผลซะด้วย มูรินโญ่ ส่ง เฟลไลนี่ มาอย่างน้อยๆเขาก็มีประโยชน์ในเกมรับกับลูกโด่งแถมในเกมรุกบางครั้งก็อาจใช้ประโยชน์ได้ แต่มิดฟิลด์หัวฟูรายนี้มีจุดด้อยที่เด่นชัดนั่นก็คือช้า โดนเล่นเลยไงล่ะ เข้าบอลช้า แถมช้าในกรอบเขตโทษก็ต้องก้มหน้ารับชะตากรรมไป อันที่จริงในซุ้มม้านั่งสำรองของ "ปีศาจแดง" ยังมี ฆวน มาต้า ไว้ให้เลือกใช้งานอีกคนนะครับแต่ก็ไม่ถูกรับเลือกให้ลงสนาม อันที่จริงกว่า มูรินโญ่ จะขยับขยายแก้เกมก็ต้องรอถึงนาทีที่ 83 ที่เอา แรชฟอร์ด ลงสนามมาแทน มาร์กซิยัล เฮียแกอาจจะคิดเยอะไปนิด และต้องการเน้นชัวร์เพื่อ 3 แต้มแรกในลีกซักที แต่สุดท้ายก็ต้องมาพลาดแบบเดิมๆ และก็น่าจะต้องฟังคำพูดแบบเดิมๆนั่นก็คือ 'โชคไม่เข้าข้าง' ทั้งๆที่ทุกๆอย่างน่ะ มันก็น่าจะเกิดขึ้นจากความผิดพลาดแบบเดิมๆรึเปล่า ? ลองคิดดูดีๆเค.เค.pic : zimbio

ลุ้นว่าใครจะฟอร์มตกก่อนกัน

เป็นสัปดาห์ที่บีบหัวใจของแฟนๆ ลิเวอร์พูล และ เชลซี แน่นอนเพราะชัยชนะของพวกเขาทั้งสองทีมในค่ำคืนวันเสาร์มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแม้แต่น้อยโดยเฉพาะกับ "สิงโตน้ำเงินคราม" ที่พูดได้นิดๆว่าหืดขึ้นคอ ในช่วงเวลาไพรม์ไทม์ "หงส์แดง" ได้รับโอกาสลงสนามก่อนและก็กลายเป็นเกมที่กดดันพอสมควรในช่วงครึ่งเวลาแรก แถม ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ก็ทะลึ่งบาดเจ็บจนต้องถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนามไปอีกต่างหาก ผมเชื่อเลยครับว่าในช่วงเวลานั้นสาวก 'เดอะ ค็อป' ทั้งในสนามแอนฟิลด์และในสยามประเทศแห่งนี้ใจคอไม่ค่อยดีกันซักเท่าไรเพราะ ซันเดอร์แลนด์ ของ เดวิด มอยส์ ก็มาดีไม่ใช่มาแค่เล่นเพื่อสุขภาพ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อเหมือนกันว่า เยอร์เก้น คล็อปป์ ดูจะเหมาะสมและเป็นกุนซือที่ 'คลิก' กับ ลิเวอร์พูล มากที่สุดในช่วงเวลานี้เพราะว่าเขาหยิบจับอะไรเหมือนจะดูดีไปซะหมด การเลือก ดิว็อค โอริกี้ ลงสนามไป คูตินโญ่ กลายเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องเพราะว่าหัวหอกทีมชาติเบลเยี่ยมรายนี้เป็นผู้ซัดประตูเบิกร่องคลายความกดดันให้กับขุนพล "หงส์แดง" ก่อนที่ เจมส์ มิลเนอร์ จะมายิงจุดโทษในช่วงนาทีสุดท้าย มันแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในตัวสำรองของ "หงส์แดง" เหมือนกันนะครับว่าดีพอที่จะทดแทนการจากหายไปของผู้เล่นบางคนได้ อีกทั้งเกมนี้ อดัม ลัลลาน่า ก็บาดเจ็บไม่ได้ลงสนามแต่ เอ็มเร่ ชาน เองก็โดดเด่นในการเปิดเกมรุก มาทางฝั่งกรุงลอนดอนที่ เชลซี ทำดาร์บี้แมตช์กับ ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ หนึ่งเดียวที่ยังไร้พ่ายมาจนถึงปัจจุบันนี้ มันก็คล้ายๆกับเกมของ ลิเวอร์พูล เหมือนกันนะครับเมื่อเริ่มต้นมาสาวกของ "สิงห์บลูส์" ใจคอไม่ค่อยดีนักเพราะทีมของตนเองโดนกระทุ้งประตูเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เกมหากนับเฉพาะพรีเมียร์ลีก แต่แล้วยังไงครับ ? เปโดร โรดริเกซ มาซัดประตูตีเสมอและ วิคเตอร์ โมเซส ก็กดประตูแซงพร้อมกับเป็นประตูชัยได้สำเร็จ เห้ยปีก 2 รายนี้คือคนที่แทบจะไม่ถูกกล่าวขานมาเลยนะครับในช่วงหลัง เปโดร เองย้ายมาก็ใช่ว่าจะโชว์ฟอร์มได้โดดเด่น เขาถูกตราหน้าว่าไม่คุ้มกับเม็ดเงินที่เสียไปซะด้วยซ้ำ ส่วน โมเซส ผมก็เคยเขียนถึงไปแล้วว่าโอกาสของเขาในยุคก่อนหน้าเนี่ยแทบไม่มีเลย ถูกส่งออกไปให้ทีมอื่นๆยืมตัวตลอดเวลา กลายเป็นว่าตอนนี้ คอนเต้ หยิบจับใครมาลงสนามก็โดดเด่นซะอย่างนั้นเหรอ ? เหมือนกับ คล็อปป์ ไหมล่ะครับ ? ผู้จัดการทีมทั้งสองคนดูเหมือนว่าตอนนี้จะทำอะไรก็ถูกที่ถูกทางไปซะหมด ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อย่าลืมว่ายังมี แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมที่ไม่ค่อยถูกกล่าวถึงนักซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าทำไมทั้งๆที่พวกเขาก็ทำผลงานได้ค่อนข้างคงเส้นคงวา แถมตอนนี้ก็เหมือนกับได้นักเตะใหม่แต่หน้าเดิมที่ชื่อว่า ยาย่า ตูเร่ กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง ทั้ง 3 สโมสรตอนนี้เริ่มทำคะแนนทิ้งทีมอันดับกลางตารางไปแล้วเหมือนกันทั้ง ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ ที่คว้าน้ำเหลวหรือแม้แต่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ดูจะกระเตื้องในลีกช้าเหลือเกิน ต่อจากนี้ก็ต้องตามดูกันล่ะครับว่า 'ใคร' จะเป็นคนพลาดก่อนกันซึ่งจุดนี้ผมเชื่อว่าสิ่งที่สื่ออังกฤษไม่ค่อยประโคมข่าว แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็เพราะว่าลึกๆแล้ว "เรือใบสีฟ้า" อาจจะมีสะดุดในลีกเพราะต้องลงเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก แต่ทั้ง เชลซี และ ลิเวอร์พูล ไม่มี นั่นคือข้อได้เปรียบมหาศาลเลยแหละเค.เค.pic : zimbio

เปิดใจโค้ชซิโก้กับช้างศึกระบบ3-5-2

ชั่วโมงนี้ แฟนๆบอลช้างศึกคงสุขใจขึ้น เมื่อได้เห็น ทีมชาติไทย ทำผลงานได้ดีขึ้นใน 2 เกมหลัง ทั้งเกมคัดบอลโลกที่เสมอออสเตรเลีย 2-2 (แบบน่าชนะ) รวมไปถึงนัดล่าสุดที่ถล่มเอาชนะอินโดนีเซีย 4-2 ในเกมซูซูกิ คัพ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งนับแต่ "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง หันมาปรับระบบการเล่นของทีมชาติไทยจาก 4-2-3-1 หรือ 4-3-3 มาเป็นระบบ 3-5-2 ทำให้ทัพช้างศึกมีฟอร์มการเล่นที่ดีขึ้นชัดเจน โดยเฉพาะเกมรุกที่ผลิตสกอร์ได้ถึง 6 ประตูใน 2 เกมหลัง ทั้งๆ ที่นักเตะชุดนี้ก็เป็นชุดเดิมตั้งแต่เริ่มเกมคัดบอลโลกนัดแรก ทำให้หลายๆ คนมีข้อสงสัยว่าทำไม่ โค้ชซิโก้ ไม่ปรับมาใช้ระบบ 3-5-2 นี้ตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่ง โค้ชซิโก้ หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย ได้เผยถึงแนวคิดเกี่ยวกับแท็คติคใหม่นี้ว่า "ส่วนตัวชื่นชอบระบบนี้มานานแล้วตั้งแต่ที่เข้ามาเป็นโค้ช แต่ไม่สามารถนำมาใช้ได้กับนักเตะไทยได้ในตอนแรกๆ เพราะเกือบทุกสโมสรเล่นแบ็คโฟร์หมด" ซิโก้เริ่มกล่าว "ระบบนี้เป็นของ ฟิลิปป์ ทรุสซิเยร์ ที่เคยสร้างให้ญี่ปุ่นแข็งแกร่งและโด่งดัง เราก็เลยหยิบองค์ความรู้เกี่ยวกับระบบนี้มาจากเขา ซึ่งเราก็มีข้อมูลภาคทฤษฏี ก็เลยนำมาเสี่ยงใช้กับสถานการณ์ของทีมชาติไทยที่ต้องการแต้ม ในเกมกับออสเตรเลีย ซึ่งก็เห็นผลว่านักเตะไทยเล่นได้หากมีความเชื่อมั่นกับระบบที่เล่น" กุนซือช้างศึกกล่าวต่อว่า "ระบบนี้แตกต่างจาก 4-3-3 หรือ 4-2-3-1 คือเราจะมีกองหน้ามากขึ้นกว่าเดิม กลางแน่นขึ้น แล้วจะมีเกมรุกด้านข้างที่มากขึ้น เพราะฟูลแบ็คทำหน้าที่เหมือนปีก ขณะเดียวกันเกมรับเวลาถอยกลับมาก็จะแน่นมากขึ้น เป็น 5 คน แต่ระบบนี้สำคัญคือต้องมีความเข้าใจ เพราะถ้าไม่เข้าใจ โดยเฉพาะฟูลแบ็คถ้าลงไม่ทัน มันก็จะมีช่องว่าง" "สิ่งที่เราเห็นตอนนี้คือทีมชาติไทยเล่นได้ดีกับออสเตรเลีย แต่มาเล่นกับอินโดก็ยังมีรอยรั่ว ตรงที่คิดว่าอินโดไม่มีอะไร เลยไม่ถอยลงมารับ ทำให้มีช่องให้เขาโจมตี ฉะนั้นระบบนี้ถ้าทุกคนเข้าใจจริงๆจะเป็นระบบที่เล่นได้สนุกและมันส์ ที่สำคัญผู้เล่นจะสามารถใช้ศักยภาพของตัวเองได้เต็มที่เลย อย่างเช่น เจ (ชนาธิป) ก็ไม่ต้องมารับเยอะ กลางก็ไม่ต้องรุกเยอะ ก็รับอย่างเดียว และมุ้ยก็ไม่ต้องโดดเดี่ยวเหมือนเดิม ฉะนั้นถ้าทุกคนเข้าใจนี่จะเป็นอีกหนึ่งระบบที่ทำให้เราแข็งแกร่ง" "และข้อดีคือถ้าระบบนี้เราทำด้วยความละเอียด เนียนตา มันจะทำให้ทีมชาติไทยแข็งแกร่ง โดยเฉพาะยามต่อกรกับทีมในเอเชีย ส่วนข้อเสียคือถ้าไม่มีวินัยในเกมรับสิ่งที่ตามมาคือรอยรั่ว" ซิโก้ให้ความเห็นปิดท้าย สุดท้ายนี้ก็หวังว่าระบบ 3-5-2 ที่ซิโก้ตัดสินใจนำมาใช้ จะนำพาทีมชาติไทยประสบความสำเร็จต่อยอดเรื่อยๆไป เริ่มต้นจากการป้องกันแชมป์ซูซูกิ คัพ ให้ได้ ก่อนไปตั้งต้นทำผลงานให้ดีที่สุดในเกมคัดบอลโลกที่เหลือ เพื่อวางรากฐานให้กับทีมชาติไทยสู้ศึกในเวทีนานาชาติต่อไปในอนาคต สำหรับ ฟิลิปป์ ทรุสซิเยร์ เป็นกุนซือชาวฝรั่งเศส ปัจจุบันอายุ 61 ปี ผ่านการคุมทีมในระดับชาติมาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ทีมชาติไนจีเรีย ,ทีมชาติบูร์กินาฟาโซ่ , ทีมชาติแอฟริกาใต้ ,ทีมชาติกาตาร์ และ ทีมชาติโมร็อคโค รวมถึง ทีมชาติญี่ปุ่น ซึ่งเคยพาทีมคว้าแชมป์เอเชียนคัพปี 2000 พร้อมคว้าตำแหน่งกุนซือยอดเยี่ยมจากสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชียไปครองในปีดังกล่าวด้วย ก่อนจะพา ซามูไรบลู สร้างประวัติศาสตร์ทะลุถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลก 2002ภาพ/ข่าว : FA Thailand

คุยกันหลังเกม : คู่ควรกับจ่าฝูง

กลับมาผงาดอย่างเต็มตัวและบรรดาแฟนๆก็คงมั่นใจได้อีกครั้งว่า "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี น่าจะกลับเข้ามาในฤดูกาลที่พูดได้เต็มปากเต็มคำว่ามีลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก อีกครั้ง อย่างที่ผมเคยเขียนเอาไว้ครั้งก่อนๆเกี่ยวกับยอดทีมจากกรุงลอนดอนมีแต่จะลงตัวขึ้นเรื่อยๆและก็ยังคงไม่มีทีท่าว่าจะผ่อนหรือดร็อปลงเลยแม้แต่น้อย ไม่เชื่อก็ลองดูกุนซืออย่าง อันโตนิโอ คอนเต้ ที่โดดไปมาข้างสนามสิ ชัยชนะของ "สิงโตน้ำเงินคราม" เป็นชัยชนะแบบเกมศูนย์ทั้งหมดนะครับ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า 6 นัดแล้วที่ เชลซี ยังไม่ถูกคู่แข่งเจาะประตูเลยแม้แต่ลูกเดียวทั้งๆที่พวกเขาเจอกับทีมอย่าง เลสเตอร์ ซิตี้ หรือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เอฟเวอร์ตัน นะครับ ก็จริงอยู่ที่ว่า "จิ้งจอกสยาม" กับ "ปีศาจแดง" จะไม่ได้อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดแต่ก็ถือว่าเป็นเกมใหญ่และ "สิงโตน้ำเงินคราม" ก็ไม่ได้ทำให้แฟนๆผิดหวังจัดเต็มจัดหนักไปไม่ยั้ง 6 นัดยิงไป 17 ประตูและไม่เสียเลยแม้แต่ลูกเดียวซึ่งใน 17 ลูกดังกล่าวศูนย์หน้าที่ชื่อว่า ดีเอโก้ คอสต้า มีส่วนร่วมถึง 13 ลูกเลยนะครับแบ่งเป็นยิงคนเดียว 10 ดอกและ แอสซิสต์อีก 3 ฟอร์มขึ้นเรื่อยๆเหมือนกัน มันเหมือนกับว่าได้เห็น คอสต้า สมัยที่อยู่กับ แอตเลติโก้ มาดริด อีกครั้งและที่สำคัญเลยครับ สำคัญจริงๆ อารมณ์ความกวนของพี่แกดูจะลดลงจากเดิม อย่างเมื่อก่อนเรามักจะเห็นจุดขายของ คอสต้า คือแทคติกการยียวนกวนประสาทคู่ต่อสู้ หรือมีใครเข้ามาจะไฝว้ด้วยพี่แกสนองหมดนะครับ ปัจจุบันนี่เห็นน้อยมากๆ คอสต้า ตั้งหน้าตั้งตาเล่น มีโดนตอดบ้าง โดนด่าบ้าง แต่เห้ยแกเฉยๆแบบผิดวิสัยสุดๆเลยครับ คอสต้า นิ่งจนผมงงว่านี่มีใครปลอมตัวมารึเปล่า มันเป็นผลดีมากๆของ เชลซี จริงๆครับที่ได้ความคมในการจบสกอร์ของ คอสต้า กลับมาแถมยังพึ่งพาการพักบอลในแดนหน้าได้อีก โบนัสหลายเด้งเลยแบบนี้ ส่วนหนึ่ง่คงจะไม่ชม คอนเต้ ก็ไม่ได้ที่สามารถ 'เอานักเตะอยู่' ไหนจะสามารถดันนักเตะที่เหมือนจะดับไปแล้วอย่าง วิคเตอร์ โมเซส ให้เจิดจรัสขึ้นมาอีกครั้ง ชัยชนะเหนือ มิดเดิ้ลสโบรห์ 1-0 ส่งผลให้พวกเขาทะยานปาดหน้า ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ขึ้นไปรั้งตำแหน่งจ่าฝูงแบบเดี่ยวๆโดยมีแต้มนำอยู่ 1 คะแนนถ้วนจากการลงเล่นเท่ากัน 12 นัด ดูแล้วอนาคตสดใสเหลือเกินสำหรับ เชลซี แต่ในอีก 2 นัดข้างหน้าพวกเขาก็จะได้รับบทพิสูจน์ที่สำคัญที่สุดอีกครั้งหนึ่งของฤดูกาลด้วยการต้องเจอกับ ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ติดกัน ครับ "ไก่เดือยทอง" ยังเป็นทีมที่ไม่แพ้ใครในลีกเพียงทีมเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ ลองคิดสิหากว่า เชลซี เอาชนะได้กำลังหรือความมั่นใจจะเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมั้ย ? หรือการเจอกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่กำลังไล่ล่าแชมป์เช่นกันแต่ถ้าหาก "สิงโตน้ำเงินคราม" ตกมันบดขยี้ "เรือใบสีฟ้า" ได้ล่ะ ? 2 นัดนี้แหละครับจะเป็นตัวพิสูจน์อย่างหนึ่งว่า "สิงห์" ตัวนี้จะหิวกระหายและวิ่งไปสู่ความสำเร็จอีกครั้งหรือไม่เค.เค.pic : zimbio

สงสาร เมสซี่ !

สิ่งที่เกิดขึ้นกับสถานการณ์ในตอนนี้ของพลพรรค "ฟ้าขาว" ทีมชาติอาร์เจนติน่า มันเริ่มไม่สวยงามตามราคาที่เคยเป็นถึงรองแชมป์โลกและรองแชมป์ โคปา อเมริกา สองปีติดต่อกันแล้วนะครับ การแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกโซนอเมริกาใต้ฟอร์มของ อาร์เจนติน่า ดิ่งลงเหวอย่างน่าใจหายด้วยผลงาน 5 นัดหลังสุดชนะได้เพียงแค่นัดเดียวนอกนั้นก็เสมอ 2 แพ้ไปอีก 2 รั้งอันดับ 6 ของตารางมี 16 คะแนนเท่านั้น เมื่อเทียบกับจ่าฝูงอย่าง บราซิล ที่เก็บไปแล้ว 24 คะแนนมันค่อนข้างห่างเหมือนกันนะครับถึงแม้ว่าจะมีเกมในมือให้เล่นอีกเยอะก็ตามทีเถอะ การเข้ามาของ เอ็ดการ์โด เบาซ่า บรรดาสาวกฟ้าขาวคงหวังอะไรมากกว่านี้เพราะงานแรกเริ่มของเขาเลยก็คือกล่ม ลีโอเนล เมสซี่ ให้กลับมารับใช้ชาติอีกครั้ง ก่อนหน้าทาง เมสซี่ เคยประกาศชัดเจนไปแล้วครับว่าจะขอเลิกเล่นทีมชาติซักทีภายหลังจากที่ผิดหวังในรอบชิงชนะเลิศมาแล้ว 3 ปีติดต่อกันซึ่งแน่นอนในช่วงอาชีพนักฟุตบอลมันเป็นอะไรที่ซ้ำซ้อนและไม่อยากจะให้เกิดขึ้น ฟุตบอลโลก 1 ครั้งรวมถึง โคปา อเมริกา ถึง 2 ครั้งเลยทำให้ เมสซี่ ยังไม่ประสบความสำเร็จในนามทีมชาติซักทีซึ่งมันก็เป็นไปได้แหละครับที่คนเราจะมีท้อบ้าง พอ เมสซี่ ประกาศออกมาปุ๊ปบรรดาแฟนคลับทั้งหลายตามที่เห็นบนสื่อออนไลน์ทั่วไปก็ดูเศร้าโศกและต้องการจะให้ดาวเตะจาก บาร์เซโลน่า กลับมาลงสนามในสีเสื้อฟ้าขาวอีกครั้งทั้งๆที่หัวจิตหัวใจของ เมสซี่ มันเหมือนแหลกสลายไปแล้ว แต่มันก็อาจจะถูกหล่อหลอมกลับมาใหม่โดย เบาซ่า ที่กล้าจะมารับงานรั้งบังเหียนของยอดทีมแดนลาตินซึ่ง เมสซี่ ก็ตบปากรับคำกลับมาอีกครั้ง และมันก็เหมือนกับถูกปูพรมแดงเอาไว้เพราะนัดแรกที่กลับมา เมสซี่ ก็ยิงประตูชัยช่วยให้ อาร์เจนติน่า บดเอาชนะ อุรุกวัย ไปได้ หลังจากนั้นฟอร์มของ "ฟ้าขาว" ก็ดร็อปลงมันซะดื้อๆเพราะ เมสซี่ มีปัญหาอาการบาดเจ็บและไม่ได้ลงสนามเลยในเกมกับ เวเนซูเอล่า, เปรู และ ปารากวัย จนสุดท้ายแมตช์ใหญ่ศึกสำคัญในคู่หยุดโลกกับ บราซิล เมสซี่ ก็พร้อมที่จะกลับมาช่วยทีมอีกครั้งแต่การกลับมาครั้งนี้มันกลับกลายเป็นการทำร้ายตัวเองแบบเต็มๆจนน่าใจหาย ด้วยความที่เป็นซูปเปอร์สตาร์ทำให้ผู้คนย่อมมองแต่ เมสซี่ อยู่แล้วและในเกมกับ บราซิล สุดท้ายก็โดนขุนพล เซเรเซา อัดไปแบบตีงูต้องตีให้ตายถึง 3-0 เกมนี้ เมสซี่ โดนวิจารณ์อย่างหนักจากสื่อของพวกเขาเองถึงขนาดโพล่งออกมาว่า 'ไม่น่ากลับมา' เลยนะครับ แบบนี้เป็นใครก็เสียใจรึเปล่า ? อันที่จริงผมไม่รู้หรอกว่ามันกำลังมีปัญหาภายในอะไรกันหรือเปล่า และรับตามตรงว่าไม่ได้ชมเกมแบบครบ 90 นาทีเต็มแต่ดูจากไฮไลท์เอาอย่างเดียวเท่านั้น แผงหลังของ อาร์เจนติน่า โดนฉีกเป็นชิ้นๆซะอย่างนั้นด้วยแข้งความเร็วจัดจ้านอย่าง ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ และ เนย์มาร์ และดูเหมือนว่า กาเบรียล เฮซุส ก็จะเล่นเข้าตาบรรดากูรูจากสื่อหลายสำนักอยู่เหมือนกัน ตลอดการรับชมไฮไลท์ยาวนานกว่า 8 นาทีโอกาสบุกของ "ฟ้าขาว" ดูจะทำกันไม่เป็นชิ้นเป็นอันซักเท่าไรนัก ซึ่งพอจะเดาได้ว่ารูปเกมที่ออกมามันคงจะห่วยเหนือคำบรรยายจนสื่อแดนลาตินถึงโพล่งออกมาทำร้ายจิตใจ เมสซี่ ซะขนาดนั้น มันเหมือนกับว่ากลับมาครั้งนี้เป็นการกลับมาให้ด่าและมี 'ข้อครหา' ที่สำคัญอีกหนึ่งอย่างก็คือ ลีโอเนล เมสซี่ เก่งเฉพาะตอนอยู่กับ บาร์เซโลน่า เท่านั้น ?! อันที่จริงผมว่าไอ้ข้อครหานี้มันน่าจะหมดไปตั้งแต่ เมสซี่ นำ อาร์เจนติน่า เข้าชิงฟุตบอลโลก 2014 แล้วนะครับ เขาเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของทีมจริงๆแต่แล้วมันก็เหมือนกับไม่มีดวงพลาดท่าไปชนิดบีบหัวใจ ก็เหมือนกับ โคปา อเมริกา นั่นแหละที่เม่งดันทะลึ่งแพ้จุดโทษ 2 ปีติดโดยในปีแรก เมสซี่ เป็นคนเดียวที่ยิงจุดโทษให้กับทีมเข้านะครับ ส่วนอีก 2 คนอย่าง กอนซาโล่ อิกวาอิน กับ เอแวร์ บาเนก้า ต่างหากที่เป็นคนยิงไม่เข้า ส่วนในปีที่ 2 เมสซี่ เป็นคนสังหารพลาดด้วยนั่นแหละเลยอาจจะทำให้เขาตัดสินใจปลดล็อคตัวเองจากทีมชาติเพราะอาจจะคิดว่าไม่มีดวงแล้ว ตอนนี้บอกได้เลยเต็มปากเต็มคำว่า 'สงสาร' เมสซี่ เหมือนกันว่ะ ผมแอบลุ้นมาตลอดว่า 2 นักเตะแห่งทศวรรษอย่าง โรนัลโด้ กับ เมสซี่ ใครจะประสบความสำเร็จกับทีมชาติก่อนและตอนนี้ โรนัลโด้ ก็เฮลั่นไปแล้วทั้งๆที่ในรอบชิงชนะเลิศเขาบาดเจ็บต้องถูกเปลี่ยนตัวออกไปแต่หัววัน พอมาดูเส้นทางรอบชิงของ เมสซี่ ทั้ง 3 นัดมันแตกต่างเหมือนกัน เขาทุ่มเท 120 นาทีทั้ง 3 นัดแต่คว้าน้ำเหลวหมด แถมตอนนี้ยังเป็นประเด็นและกระแสโดนสื่อด่าอีก สงสารจริงๆเค.เค.pic : zimbio