breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

เสียงโห่ที่สมควรแล้ว

เอาตรงๆการเขียนเกี่ยวกับประเด็นในเรื่องของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ช่วงหลังๆนี่ก็ไม่รู้จะร่ายแป้นพิมพ์ยังไงแล้วเหมือนกันนะครับ เพราะมันดูซ้ำๆเดิมๆไม่มีเพิ่มเติมอะไรเลยแม้แต่น้อย ง่ายๆก็เบื่อจะด่าจะกระแซะกระแนะกระแหนนั่นแหละครับ ก่อนเกมที่ "ปีศาจแดง" จะเปิดรังต้อนรับการมาเยือนของ เซาธ์แฮมป์ตัน นั้นทีมอย่าง เชลซี กระทุ้ง สโต๊ค ซิตี้ ไป 5-0 แถมคู่ปรับด้านฝีปากอย่าง ลิเวอร์พูล ยังพลิกนรกแซง เลสเตอร์ ซิตี้ ได้ 2-1 อีกต่างหาก นั่นหมายความว่าสถานการณ์ก่อนเกม ยูไนเต็ด โดน เชลซี แซงขึ้นไปรั้งอันดับที่ 2 แล้วและ ลิเวอร์พูล ก็ทำแต้มไล่จี้เหลือแค่ 2 คะแนนเท่านั้น ตอนแรกก็ว่าจะหยิบจับประเด็นในเรื่องของพลพรรค "หงส์แดง" ที่แนวรุกยังคงสะเด็ดสะเด่าเหมือนเดิมรวมทั้งเกมรับที่มีความผิดพลาดให้เห็นแต่ก็ได้ เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค เข้ามาสู่ทีมแล้ว แต่เสียงโห่ใน 'โรงละครแห่งความฝัน' ในช่วงหมดเวลาการแข่งขันนั้นทำให้ผมเปลี่ยนใจแบบเร่งด่วน ปรากฏการณ์เสียงโห่นั้นอย่างที่ทราบกันดีว่าเคยเกิดขึ้นมาแล้วในยุคสมัยของ หลุยส์ ฟาน กัล ที่แทคติกน่าเบื่อ ส่งบอลไปมาๆหน้าประตูตัวเองเท่านั้น ซึ่งก็ไม่แปลกอะไร ที่แปลกสำหรับเรื่องนี้คือทำไมนักเตะของ "ปีศาจแดง" ถึงทำตัวเหมือนพนักงานบริษัททั่วไปอย่างที่ โชเซ่ มูรินโญ่ เคยให้สัมภาษณ์ว่าลูกทีมตัวเองผ่านสื่อ เฮนริค มคิห์ทาร์ยาน ที่อุตส่าได้รับโอกาสก็โยนทิ้งโยนขว้างแบบน่าเหลือเชื่อ จริงๆช่วงแรกก็เข้าใจได้อ่ะครับว่าเปิดด้วยเท้าซ้ายข้างไม่ถนัดแต่พี่แกก็ไม่ค่อยล็อคเข้าขวาแล้วเปิดซะด้วยสิ จะสังเกตุได้ว่าหากล็อกเข้าขวาเปิดจะได้ลุ้นกว่าเยอะแต่ 'มิคกี้' ก็ตั้งหน้าตั้งตาโยนด้วยเท้าซ้ายแบบนั้นเพื่ออะไร ? เกมรุกของพวกเขาเปิดเข้าใส่ทาง "นักบุญ" ได้ก็จริงแต่มันดูสะเปะสะปะมากเหลือเกิน ถ่ายออกข้างโยนเข้ากลางแล้วยังไง ? ขนาดมี โรเมลู ลูกากู อยู่ด้วยบางครั้งยังโขกไม่ได้ค่อยได้เลย นี่จะมาหวังพึ่งศูนย์หน้าไร้สัญชาตญาณอย่าง มาร์คัส แรชฟอร์ด เหรอ ลืมไปได้เลยครับ มันน่างงเหมือนกันที่ว่าเมื่อรู้แล้วว่าโยนติดตลอดแบบนี้แต่ทำไมไม่คิดจะเล่นมิติอื่นบ้างทั้งๆที่มีตัวจี๊ดอย่าง ลินการ์ด ที่พร้อมเล่นแบบจ่ายแล้วไปในกรอบเขตโทษซึ่งเราจะเห็นได้เสมอๆว่าเป็นหนึ่งในทีเด็ดของเขาเหมือนกัน หรือแม้แต่ อ็องโตนีย์ มาร์กซิยัล ที่ลงมาพร้อมกับเสียงเชียร์แต่ก็ไม่สามารถเจาะทลวงแนวรับไปได้เลย เอาจริงภาพการเซฟของ อเล็กซ์ แมคคาร์ทีย์ นายด่านของ เซาธ์แฮมป์ตัน นั้นผมกลับกลายเป็นว่าจำไม่ได้แต่การเซฟของ ดาบิด เด เคอา กลับจำได้ซะงั้นทั้งๆที่ "ปีศาจแดง" รูปเกมโหมบุกอยู่ตลอด นั่นอาจหมายความว่าพวกเขาบุกแบบน้ำๆไม่มีเนื้อเลย มันเหมือนกับมนุษย์เงินเดือนที่เตรียมจะลาออกจากที่เก่าไปหาที่ใหม่และทำงานให้จบๆไปเท่านั้น แต่เห้ย นี่คือทีมที่นักเตะได้รับค่าเหนื่อยสูงที่สุดในพรีเมียร์ลีกนะ สูงกว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซะอีก ทำไมมันถึงเกิดเรื่องแบบนี้ได้ อีกทั้งคนที่ค่าเหนื่อยสูงที่สุดกลับกลายเป็นว่าพยายามจะโขมยซีนลูกยิงของ เนมานย่า มาติช ด้วยการแหย่เท้ามันดื้อๆซะอย่างนั้น ทั้งๆที่เขาอยู่ได้ตำแหน่งล้ำหน้า ช็อตนี้ มาร์ติน คีโอว์น อดีตปราการหลังของ อาร์เซน่อล ถึงกับวิจารณ์ผ่านสื่อว่า ป็อกบา ไม่มีความเป็นมืออาชีพแม้แต่น้อย จริงอยู่ที่ว่าตอนนั้นไม่มีใครทราบหรอกว่าลูกมันจะพุ่งเข้าประตูมั้ย แต่จากมุมของ ป็อกบา นั้นเราจะเห็นได้ชัดว่าเขาน่าจะมองออกแหละว่าบอลมันกลิ้งเข้ากรอบหรือไม่ เสียงโห่ที่ดังกึกก้องในถิ่น โอล แทร็ฟฟอร์ด อีกครั้งนั้นบอกตามตรงผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเกิดขึ้นเพราะไม่พอใจนักเตะหรือไม่พอใจในตัว โชเซ่ มูรินโญ่ ทว่าภาพรวมที่ออกมานั้นมันก็ไม่ได้แปลกใจหรือประหลาดใจซักเท่าไรกับการกระทำครั้งนี้ของเหล่า 'เร้ด อาร์มี่ส์' ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลโค้ชหรือว่านักเตะ หวังว่าเสียงโห่ที่ได้ยินจะสามารถเปลี่ยนให้เป็นพลังในการกลับมาของขุนพล "ปีศาจแดง" ได้นะครับ ซึ่งถ้าหากไม่ทุกอย่างมันคงจะแย่ลงไปมากกว่านี้แน่ๆpic : zimbio

ใครจะหยุดเรือใบในตอนนี้ ?

มันมีคำถามที่ก้องอยู่ในหัวของผมตลอดเวลาที่ได้รับชม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ลงสนาม หรือแม้แต่การพยายามไม่ดูและเอาใจแช่งอย่างเนืองๆแต่พอเปิดมาดูสกอร์ก็ได้แต่ถอนหายใจ จะแข็งแกร่งอะไรขนาดนั้น พลพรรค "เรือใบสีฟ้า" ในตอนนี้กวาดชัยชนะได้ 18 นัดรวดเข้าไปแล้วจากการลงสนาม 20 นัด มันโหดเหนือมนุษย์มนาไปแล้วและสิ่งนี้คือสิ่งที่เราแทบจะไม่เห็นมาก่อนใน พรีเมียร์ลีก ยุคหลัง แต่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า สามารถทำได้ แถมทำได้ชนิดที่ดูเป็นเรื่องง่ายอีกต่างหาก ในตอนนี้เท่าที่ผมสามารถจำได้ในสมองมีผู้จัดการทีมอยู่ 3 คนที่พูดทำนองว่าทีมของพวกเขาหมดลุ้นแชมป์ไปแล้วก็คือ อันโตนิโอ คอนเต้, เยอร์เก้น คล็อปป์ และ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ส่วน อาร์แซน เวนเกอร์ แม้จะไม่ได้พูดออกมาตรงๆแต่หลังจากอ่านบทสัมภาษณ์ที่ออกมาในช่วงหลังๆตัวเขาเองก็ยอมรับอยู่เนืองๆแหละครับว่าปีนี้ พรีเมียร์ลีก 'สีฟ้า' แน่นอน อะไรคือปัจจัยหลักในความสำเร็จครั้งนี้ของ เป๊ป ทั้งๆที่เขาเข้ามารั้งบังเหียนในฤดูกาลที่ 2 เท่านั้น ? ในความของผม 1. เลยก็คือการที่นักเตะ 'คนสำคัญ' ไม่มีอาการบาดเจ็บเข้ามาให้ปวดหัว ดูอย่าง เควิน เดอ บรอยน์, กาเบรียล เฮซุส, กุน อเกวโร่, ราฮีม สเตอร์ลิ่ง หรือ นิโกลัส โอตาเมนดี้ สิครับ ลงแล้วลงอีก 2. นักเตะที่ได้รับโอกาสทำผลงานได้ประทับใจมากๆอย่างเช่น ฟาเบียน เดลฟ์ ที่ไม่รู้ทำอีท่าไหนได้รับเลือกจาก เป๊ป ให้เล่นแบ๊คซ้ายทั้งๆที่ตอนแรกควรจะใช้ ดานีโล่ ซะด้วยซ้ำแต่ เดลฟ์ ก็ไม่ทำให้นายใหญ่จากแคว้นกาตาลันผิดหวัง หรือแม้แต่ตอน ดาบิด ซิลบา มีปัญหาไม่ได้อยู่กับทีมตอนนี้ อิลกาย กุนโดกัน ก็ฟิตเต็มถังช่วย "เรือใบสีฟ้า" ได้แบบไม่ขัดเขินอีกต่างหาก แวงซ็อง กอมปานี กลายเป็นเจ้าประจำโรงหมอแต่ อีเลียควิม ม็องกาล่า แข้งที่แฟน ซิตี้ เคยยี้แต่กลับกลายมาผนึกเกมรับกับ โอตาเมนดี้ ได้เฉยเลย 3. แข้งหลักเข้าฝักพร้อมกัน อันนี้ผมเชื่อว่ากุนซือหลายๆท่านคงอยากจะให้ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นในทีมเหมือน ซิตี้ คุณลองดู เดอ บรอยน์ จ่ายแต่ล่ะลูกสิ เขาสามารถทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้ในทุกๆนัด คุณดู แฟร์นันดินโญ่ เล่นสิ วิ่งพล่านได้ไม่มีหมดในทุกๆนัด คุณดู กาเบรียล เฮซุส สิปั่นป่วนแผงหลังของคู่แข่งได้ตลอดเวลา (แถมปั่นหัว กุน ได้ด้วยอีกเอ้า) จนตอนนี้แทบจะได้รับความไว้วางใจจาก เป๊ป ให้เป็นหอกตัวหลักไปแล้ว แม้แต่ เคลาดิโอ บราโว่ มือกาวชีวิตเปลี่ยนที่มาอังกฤษปีก่อนเหวอแล้วเหวออีกมาปีนี้ใน คาราบาว คัพ แกยังเซฟจุดโทษส่งทีมเข้ารอบรองชนะเลิศมันซะดื้อๆ 4. ยิ่งเล่นยิ่งมั่นใจ แน่นอนว่านี่คือผลดีภายในทีมมากๆ แข้งของ "เรือใบสีฟ้า" เล่นกันสนุกแถมไม่มีคำว่ายอมแพ้จนถึงวินาทีสุดท้ายของจริง อีกทั้งเวลาทีมอื่นสะดุดหัวทิ่มหัวตำแต่พวกเขาก็ไม่เคยที่จะสะดุดตาม มันเลยทำให้ความมั่นใจของนักเตะแต่ล่ะคนเพิ่มสูงขึ้นจนน่าใจหาย ยิ่งเล่นยิ่งดูดี ช่วงเวลาคริสมาสต์แบบนี้บางทีมอาจจะเป๋หล่น สลับกันรั้งจ่าฝูงอย่างสนุก แต่พวกเขา 'ไม่' 5. ซิตี้ ของเป๊ป 'ไม่เชิง' ต้องพึ่งนักเตะเพียงคนเดียว จริงอยู่ที่ เดอ บรอยน์ คือกุญแจหลักแต่ด้วยสไตล์หรือรูปแบบการเล่นนั้นมันทำให้ภาพคติมายาต่างๆที่การพึ่งนักเตะเพียงคนเดียวนั้นหมดไปอย่างสิ้นเชิง แต่ถึงอย่างนั้นข้อนี้คงต้องรอดูอีกรอบในวันที่เพลย์เมคเกอร์ทีมชาติเบลเยี่ยมรายนี้หายออกจากทีมไป เอาล่ะครับ ตอนนี้ พรีเมียร์ลีก ก็ผ่านมาแล้วครบ 20 นัด เหลืออีก 18 นัดกับแต้มที่ ซิตี้ ห่างจากทีมอันดับ 2 อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 15 คะแนนเต็ม ว่ากันตรงๆแบบไม่มีอ้อมตอนนี้คงเหลือแต่เพียงแค่การนับถอยหลังไปเรื่อยๆรอวันชูถ้วยแชมป์สำหรับขุนพล "เรือใบสีฟ้า" และผมก็ขอยืนยันอีกครั้งว่าหากไม่มีอะไรผิดพลาดเช่น เดอ บรอยน์ พักยาว, กอมปานี-โอตาเมนดี้-สโตนส์-มองกาล่า ทะลึ่งเจ็บพร้อมกัน หรือ เป๊ป ตัดสินใจลาออก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกแบบไร้พ่าย เรามารอดูกันเค.เค.pic : zimbio

จอร์แดน พิคฟอร์ด ถึงเวลาขึ้นมือ 1 สิงโตคำราม

ในอดีต อังกฤษ คือดินแดนที่เคยสร้างผู้รักษาประตูมือดีๆขึ้นมาประดับโลกลูกหนังอย่างต่อเนื่อง ไม่น่าเชื่อถึงวันนี้พวกเขากลับเผชิญหน้ากับวิกฤติการขาดแคลนนายทวารมือดีอย่างแท้จริง ซึ่งไม่รู้เกิดอะไรขึ้นกับพัฒนาการของผู้เล่นตำแหน่งสำคัญนี้ ทั้งๆที่เมื่อก่อนพวกเขาเคยขึ้นชื่อลือชาว่าเป็นดินแดนที่อุดมไปด้วยสุดยอดนายทวารอย่างแท้จริง หากย้อนเวลากลับไป "สิงโตคำราม" ไม่เคยสิ้นไร้ยอดนายทวาร สมัยทศวรรษ 60 ยุคนั้นเป็นยุคทองของกอร์ดอน แบงค์สที่พา “สิงโตคำราม” เป็นแชมป์โลกได้ในปี 1966 แถมยังมีตัวสำรองที่ไว้ใจได้อย่าง “ไอ้แมวป่า” ปีเตอร์ โบเน็ตติ ถัดมาในยุคทศวรรษ 90 "สิงโตคำราม" ก็ยังมีตัวเลือกให้ใช้งานไม่ขาดสาย ตั้งแต่ คริส วู้ดส์, ทิม ฟลาวเวอร์ส, ไนเจล มาร์ติน ไปจนถึงเดวิด ซีแมน แต่พอมาถึงในปัจจุบันกลายเป็นว่า ทีมชาติอังกฤษอยู่ในภาวะที่ขาดแคลนประตูมือดีอย่างแท้จริง แม้ว่าจะมีนายด่านที่ประสบการณ์สูงอย่าง โจ ฮาร์ท ที่รั้งมือ 1 อยู่ แต่กับฟอร์มในจุบันแต่นั่งสำรองยาวไม่ได้เล่น ส่วน แจ็ค บัตแลนด์ กับ เฟรเซอร์ ฟอร์สเตอร์ โดนทะลวงเป็นประตูน้ำ หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าวิกฤตินี้อาจเป็นเพราะบรรดาทีมยักษ์ใหญ่ในพรีเมียร์ชิปไม่มีความเชื่อมั่นในฝีมือนายทวารท้องถิ่น ต่างหันไปพึ่งบริการของนายทวารต่างชาติกันเป็นส่วนใหญ่ หรือมองในทางกลับกันก็คือเพราะไม่มีผู้รักษาประตูอังกฤษฝีมือดีจริงๆขึ้นมาให้ใช้งาน สโมสรจึงต้องไปเลือกนายทวารต่างชาติแทน ถึงตอนนี้มีเพียงชื่อของ จอร์แดน พิคฟอร์ด นายด่านเอฟเวอร์ตัน ที่โชว์ฟอร์มพระเอกอยู่คนเดียว ยิ่งภายหลังที่นายด่านดาวโรจน์ที่ช่วยให้ 'ทอฟฟี่' สามารถเจ๊ากับ เชลซี 0-0 จนได้รับเสียงเชียร์ให้มีชื่อเป็น 23 ผู้เล่น 'สิงโตคำราม' ร่วมกับ แจ็ค บัตแลนด์ และ โจ ฮาร์ท ถึงขนาดที่ กอร์ดอน แบงก์ส ตำนานผู้รักษาประตูทีมชาติอังกฤษ ออกมาแนะนำให้ทีมสิงโตคำรามควรปรับเปลี่ยนนายด่านมือหนึ่งได้แล้ว โดยบอกว่า แจ็ค บัตแลนด์ สมควรที่จะได้รับโอกาสมากกว่า โจ ฮาร์ท ที่ก่อความผิดพลาดนับครั้งไม่ถ้วน แม้ฤดูกาลที่แล้ว พิคฟอร์ด จะเสียประตูแบบเทน้ำเทท่ากับทีมซันเดอร์แลนด์ แต่ พิคฟอร์ด ก็โชว์ซูเปอร์เซฟเอาไว้เยอะไม่แพ้กัน และนั่นเองที่ไปเตะตา เอฟเวอร์ตัน ที่ยอมจ่ายสูงถึง 25 ล้านปอนด์ (ที่จะเพิ่มเป็น 30 ตามเงื่อนไข) กับการเซ็นสัญญายาว 5 ปี ในฤดูกาลนี้ พิคฟอร์ด ถูกเลือกเป็นมือ 1 แทน มาร์เทน สเตเคเลนเบิร์ก และกลายเป็นผู้รักษาประตูที่ลงเฝ้าเสาทุกนัดในพรีเมียร์ลีกจนถึงครึ่งทางของฤดูกาลนี้ ทำให้ปี 2017 เป็นปีทองของประตูวัย 23 ปีอย่างไม่ต้องสงสัย เซาธ์เกต เรียกตัว พิคฟอร์ด ไปทดลองฝีมือกับ สิงโตคำราม ชุดใหญ่มาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกต้องถอนตัวเพราะบาดเจ็บ ส่วนครั้งหลังได้ประเดิมเฝ้าเสาแถมยังเป็นตัวจริงด้วย ในเกมอุ่นเครื่องที่ เวมบลีย์ เสมอ เยอรมนี 0-0 เป็นเกมที่มีจังหวะเซฟสวยๆ เยอะ และพูดได้เต็มปากว่า เป็นการประเดิมสนามในฝัน แม้ว่าในอดีต พิคฟอร์ด เคยฝันร้ายมาแล้วกับการรับใช้ อังกฤษ ชุดยู-17 ทำศึกเวิลด์คัพ ปี 2011 ที่ เม็กซิโก เป็นเจ้าภาพ ด้วยการพลาดปล่อยให้ลูกสาวยาวครึ่งสนามกระดอนพื้นกระเด้งข้ามหัวเข้าไปแบบไม่น่าเชื่อและกลายเป็นประตูแรกที่นายด่านทำประตูได้ในทัวร์นาเมนต์รอบสุดท้ายของ ฟีฟ่า ด้วย แต่ประตูนั้นก็ไม่ได้ทำให้ พิคฟอร์ด จิตตก กลับกันเขายิ่งมุ่งมั่นก้าวต่อไปเรื่อยๆ จนกระเตื้องขึ้นสู่ทัพ ทรี ไลออนส์ ชุดยู-21 และในที่สุดโอกาสสำคัญก็มาถึง นั่นคือมือ 1 ของ ซันเดอร์แลนด์ ในพรีเมียร์ลีก ซีซั่นที่แล้ว ข้ามผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ในอดีต จนถึงเวลานี้ พิคฟอร์ด กลายเป็นตัวเลือกที่เตะตาที่สุดของ เซาธ์เกต ที่เกมล่าสุดก็มานั่งชมอยู่บนอัฒจันทร์ที่ กูดิสัน พาร์ค และเห็นผลงานแบบเต็มๆ สองลูกกะตา "ผมแค่ต้องรักษาผลงานกับ เอฟเวอร์ตัน ส่วนเรื่องอื่นอยู่เหนือการควบคุมของผม แน่นอนหากได้มีชื่อขึ้นเครื่อง (ไปรัสเซีย) คงจะดีมาก มันคงเป็นประสบการณ์ที่พิเศษส่วนตัว แต่การชิงตำแหน่งมันก็หนักหนา นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ไม่อยากใส่ใจกับเรื่องนี้มากเกินไป" พิคฟอร์ดกล่าว ขณะที่มือ 1 ของ เซาธ์เกต ที่เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้อย่าง ฮาร์ท กำลังนั่งสำรองในพรีเมียร์ลีกติดต่อกันหลายนัดแล้ว อาจต้องรอโอกาสอีกทีเอาในเกมเอฟเอ คัพ รอบ 3 ต้นปีหน้านู้น ยกเว้นแต่ว่า อาเดรียน จะฟอร์มหลุดเสียก่อน ส่วนคนอื่นๆ อาการหนักทั้ง บัตแลนด์ และ ฟอร์สเตอร์ ต่างโชว์ฟอร์มต่ำกว่ามาตรฐาน โดยเฉพาะผู้รักษาประตู สโต๊ค ที่ฟอร์มออกทะเล กลายเป็นประตูน้ำพระอินทร์ไปแล้ว หลังจากนี้อีกประมาณ 5 เดือนเศษๆ ดูแล้วนี่คืออีกหนึ่งการบ้านสำคัญของ แกเร็ธ เซาธ์เกต กุนซือสิงโตคำรามที่ต้องตัดสินใจ ว่าใครคู่ควรกับมือหนึ่งทีมชาติอังกฤษ

สรุปสถานการณ์ 3 ลีกแถวหน้าแดนยุโรปช่วงคริสต์มาส

เข้าสู่ช่วงคริสต์มาสเป็นที่เรียบร้อยกับการแข่งขันฟุตบอลแถบยุโรปซีซั่น 2017/18 ซึ่งลีกใหญ่ๆชั้นนำทั้ง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ, กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี และ ลา ลีกา สเปน ต่างก็ขับเคี่ยวกันอย่างหนักทีเดียว แต่สถานการณ์ปัจจุบันจะเข้าทางทีมใดบ้าง แชมป์ครึ่งซีซั่นแรกจะเป็นใครมาติดตามกันได้เลยครับ!1. พรีเมียร์ลีก อังกฤษ มาเริ่มกันที่ตาราง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กันก่อน แน่นอนสถานการณ์ในตอนนี้ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คือทีมที่คว้าจ่าฝูงไปได้แบบไร้ข้อกังขา หลังพวกเขาเอาชนะมาได้ถึง 18 เกมและไม่พ่ายแพ้ต่อทีมใดเลย ซึ่งทิ้งห่างอันดับ 2 อย่าง "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มากถึง 13 คะแนนด้วยกัน ขณะที่อันดับ 3 ถึง 7 ค่อนข้างแข็งขันกันแบบถึงพริกถึงขิงในช่วงคริสต์มาส เนื่องจากความห่างสูงสุดระหว่างกันมีไม่ถึง 7 แต้มเท่านั้น โดยเรียงลำดับเป็น เชลซี, ลิเวอร์พูล, สเปอร์ส, อาร์เซน่อล และที่ทำผลงานได้เยี่ยงม้ามืดอย่าง เบิร์นลี่ย์ เห็นได้ชัดว่าปีนี้โควต้าฟุตบอลยุโรปคงมีความแปลกใหม่ให้ลุ้นกว่าเดิมไม่น้อย.... อย่างไรก็ตามทีมที่คงต้องดิ้นรนหนีตกชั้นที่สุดคงหนีไม่พ้น บอร์นมัธ, เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยบน และ สวอนซี ซิตี้ ที่จมอยู่ท้ายตารางด้วยคะแนนอันน้อยนิด ขณะที่ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ที่ทุ่มงบคว้าผู้เล่นไปเยอะ แต่ผลงานไม่ตอบโจทย์ก็ด้วยเช่นกัน โดย "ขุนค้อน" มีแต้มทิ้งห่างโซนแดงเพียง 1 คะแนนเท่านั้น2. กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี มาพูดถึงลีกดังจากแดนพาสต้ากันบ้าง ฤดูกาลนี้ถือได้ว่าเป็นการขับเคี่ยงอย่างหนักบนส่วยหัวตารางของจริงก็ว่าได้ เพราะ นาโปลี แม้จะสะดุดไปบ้าง แต่กลับทำผลงานได้อย่างอยดเยี่ยต่อเนื่องด้วยการนำโด่งหัวตารางที่ 45 คะแนน ขึ้นนำแชมป์เก่าอย่าง ยูเวนตุส ที่ 1 แต้มเป็นเหตุให้ 18 นัดแรกเป็นแชมป์ช่วงคริสต์มาสไปก่อนแล้ว ขณะเดียวกันทั้ง อินเตอร์ มิลาน, โรม่า และ ลาซิโอ ต่างก็เบียดเสียดในตำแหน่ง 3 ถึง 5 ตามลำดับ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ "หมาป่า" และ "อินทรีฟ้าขาว" ยังแข่งน้อยกว่า 1 นัด ส่งผลให้ทั้งสองทีมต่างมีลุ้นปาดขึ้นไปอันดับ 3 กันทั้งคู่ช่วงจบครึ่งซีซั่นแรก ซึ่งเกมถัดไปของ "งูใหญ่" ยังเป็นการเปิดบ้านรับมือ ลาซิโอ เสียด้วย อีกหนึ่งทีมที่น่าสนใจคงหนีไม่พ้นสถานการณ์ของ เอซี มิลาน ที่ช่วงซัมเมอร์ทุ่มงบสูงกว่า 230 ล้านยูโรทีเดียว แต่ผลงานของพวกเขากลับไม่ตอบโจทย์นัก ส่งผลให้ วินเซนโซ มอนเตลล่า ต้องถูกปลดออกจากตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายนและล่าสุดพวกเขาก็อยู่เพียงอันดับ 11 เท่านั้น สำหรับโซนตกชั้น เบเนเวนโต้ อยู่ในอันดับบ๊วยของตารางด้วยคะแนนที่น้อยเหลือเชื่อ 1 แต้มเท่านั้น ส่วน เฮลลาส เวโรน่า และ สปาล ต่างอยู่ในโซนแดงเช่นกัน3. ลา ลีกา สเปน สุดท้ายขอปิดด้วยการแข่งขัน ลา ลีกา สเปน ซึ่ง บาร์เซโลน่า ยังคงไร้พ่ายและคว้าชัยชนะไปถึง 14 นัดจาก 17 เกม ส่งผลให้ขึ้นนำที่ 45 แต้มและทิ้งห่างอันดับสองอย่าง "ตราหมี' แอตเลติโก มาดริด ถึง 9 คะแนนด้วยกัน ขณะที่อันดับ 3 ของตารางค่อนข้างพลิกโผเพราะ บาเลนเซีย เป็นฝ่ายคว้าตำแหน่งไปแทนที่ของ เรอัล มาดริด ที่น่าจะเกาะกลุ่มลุ้นแชมป์ ซึ่ง "ราชันชุดขาว" หลังจากพ่ายเกม 'เอล กลาซิโก' พวกเขามีคะแนนตามหลัง "เจ้าบุญทุ่ม" ถึง 14 แต้มไปแล้ว แม้จะแข่งขันน้อยกว่า 1 เกมก็ตาม ส่วนสถานการณ์ทางฝั่งท้ายตารางเป็นทาง ลาส ปัลมาส, มาลาก้า และ เดปอร์ติโบ ลา กอรุนญ่า ที่ติดโซนแดงเรียงจากด้านล่างขึ้นมา ขณะที่ เดปอร์ติโบ อลาเบส ก็ไม่ได้น่าหายห่วงเท่าใดนัก เพราะมีคะแนนเทียบเท่าอันดับ 18 ที่ 15 แต้มนั่นเองCredit Pic : Zimbio, Google

คุยกันหลังเกม : เมื่อไรจะตื่นซักทีอสูรแดง

ยิ่งดูยิ่งนอยด์ใช่มั้ยล่ะครับสำหรับฟอร์มการเล่นในตอนนี้ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โน่นนิด นี่หน่อย พลาดแบบไม่น่าพลาด ลูกน่าจะได้ก็ไม่ได้ ทำอะไรขาดๆเกินๆมันไปซะหมด มันทำให้จิตหงุดเงี้ยวไม่ใช่น้อยเหมือนกันสำหรับใครที่เป็นสาวกของพลพรรคปีศาจแดง การได้ พอล ป็อกบา กลับมาโลดแล่นอยู่กลางสนามในเกมกับ เลสเตอร์ ซิตี้ มันดูเหมือนจะดีขึ้นนะครับ แต่แล้วยังไงสุดท้ายก็ยังคงพลาดซ้ำๆแบบอีหรอบเดิมมันดื้อๆ ด้วยการเล่นแบบใจไม่มั่นคงแบบนี้ เชื่อเถอะครับว่าส่วนหนึ่งมันเกิดขึ้นมาจากการเล่นที่เอาช้างมาฉุดก็ไม่อยู่ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยซึ่งก่อนหน้าเหล่าขุนพล "เรือใบสีฟ้า" ก็ถล่มชนะ บอร์นมัธ ไปได้ 4-0 นั่นแหละ ยิ่งเล่นเหมือนยิ่งห่างแบบนี้จิตใจนักเตะของ "ปีศาจแดง" ว่ากันตรงๆคงมีฝ่อกันบ้าง น่าเสียดายนะครับที่ โชเซ่ มูรินโญ่ ไม่สามารถปลุกความเป็นปีศาจออกมาได้แบบเต็มลิมิตเพราะเกมรุกของพวกเขาก็ไม่ได้ดูขี้เหร่เลยซักนิดแม้ว่าในเกมจะโดนนำไปก่อนก็ตาม การยิงแซง 2-1 ของ ยูไนเต็ด ทำผมค่อนข้างแปลกใจอยู่เหมือนกันเพราะไม่ได้เห็นอะไรแบบนี้มาซักพักแล้วกับการที่โดนคู่ต่อสู้ยิงนำแล้วพลิกกลับมาด้วยสกอร์ที่ดีกว่า แต่ประตูที่ 3 ก็ไม่มา ..... ไม่มาแบบน่าเสียดายซะด้วย ซึ่งการไม่มานั้นมันก็กลายเป็นความเอือมระอาของแฟนๆทุกคนต่อ โรเมลู ลูกากู หัวหอกที่ตอนนี้กลายเป็นหัวหอกเจ้าปัญหาไปซะแล้ว สิ่งที่ไม่เข้าใจก็คือการพยายามเข็น ลูกากู ลงสนามอย่างต่อเนื่องทั้งๆที่ผลงานก็ไม่ได้ดีเด่นหรือดีเลิศแบบน้ำตาแทบแตกกระชากหัวใจหรือไม่ลงทีมระส่ำอะไรทำนองนั้น มันไม่ใช่เลย ไม่ลงยังดีซะกว่าด้วยมั้ง อีกคนที่ทำผมช็อคก็คือ มาร์คัส แรชฟอร์ด ตอนช่วงทดเวลาการแข่งขันที่เขาหลุดไปเดี่ยวๆจะเข้ากรอบเขตโทษอยู่แล้วแต่ชะงักกะถ่วงเวลามันดื้อๆซะอย่างนั้น เห้ย คุณเล่นอยู่ในฐานะนักเตะ "ปีศาจแดง" ไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงทำแบบนั้น ? ทำไมไม่กระชากเข้าไปยิง มันน่าหงุดหงิดแทนมั้ยล่ะครับ ? หรือจะสังเกตุง่ายๆหากใครรับชมถ่ายทอดสดคุณอานักพากย์ที่เป็นแฟนปีศาจแดงตัวยงคงจะหงุดหงิดทีมรักของตนเองไม่น้อย ถึงกับขนาดโพล่งวลีเด็ดออกมาว่า เลสเตอร์ 10 คน แมน ยูไนเต็ด 10 คนครึ่ง นี่ต้องหัวร้อนใช่เล่นเหมือนกันนะครับ เข้าใจครับ เข้าใจความรู้สึกเลย การมาเจอทีมรักตัวเองเล่นแบบนี้ กับสไตล์การเล่นของโค้ชที่น่าหงุดหงิด สิ่งที่สาวก "ปีศาจแดง" เจอมาหลังยุคของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน นี่มีแต่เรื่องน่าเจ็บปวดนะครับเค.เค.pic : zimbio

มีกึ๋นมั้ย....โซรัน ยานโควิช

ภายหลังจากที่ "ช้างศึก" ทีมชาติไทย ชุดยู-23 ทำผลงานได้ไม่ดีนักในศึก M-150 Cup 2017 โดยจุดสำคัญคือแพ้เวียดนามคู่ปรับร่วมอาเซียนในนัดชิงที่ 3 ทำให้หลังจบเกม แฟนบอลช้างศึกในโลกโซเชียล ต่างสวดยับ ถึงฟอร์มการเล่นของนักเตะไทย และรวมถึงกึ๋นการวางแผนแก้เกมของโค้ช โซรัน ยานโควิช ที่ถูกมองว่า "ระดับถึงมั้ย" แม้ว่าทีมชุดนี้จะเปิดหัวในนัดแรกได้อย่างสุดยอด บดเอาชนะญี่ปุ่นมาได้ 2-1 ซึ่งทำให้กลายเป็นภาพลวงตาระยะสั้น ที่ทำให้แฟนๆ ช้างศึก มองเห็นอนาคตของทีมชุดนี้ในศึกชิงแชมป์เอเชีย ที่กำลังจะเข้าสู่รอบคัดเลือก แต่เหมือน เสียงเพลง "ตาสว่าง" จะดังขึ้นทันที ภายหลังจบเกม 90 นาที ในนัดชิงอันดับ 3 ที่พ่ายให้กับเวียดนาม 1-2 มีคำถามเกิดขึ้นในหัวทันทีว่า เวียดนามชนะเราครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่กัน ? ซึ่งการพ่ายแพ้ของ ไทย ต่อ เวียดนาม ครั้งล่าสุด ต้องย้อนไปเมื่อปี 2008 ในนัดชิงชนะเลิศ เอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ จนมาถึงวันนี้ ความแค้นของ เวียดนาม ก็ได้รับการชำระแล้ว แม้จะผ่านเวลามาถึง 9 ปีเต็มก็ตาม นอกเหนือจากสกอร์ที่เวียดนามชนะเรา ต้องยอมรับว่า เวียดนาม ทำได้ดีกว่า ไทย ในหลายๆ จุด สปีดบอล การยืนตำแหน่งเกมรับ จังหวะสร้างสรรค์เกม บอลยาวจากหลังไปหน้าแล้วเสียเองซ้ำๆ เหมือนภาพเกมที่ชนะญี่ปุ่นในนัดแรกถูกรีเซตไปหมด ทรงบอลไม่ต่างจากการกรอเทปกลับไปตอนซีเกมส์ ว่ากันตามทักษะ ความสามารถเฉพาะตัว ช้างศึกมีดีกว่าทุกชาติในอาเซียน แต่ความย้อนแย้งเกมนี้คือ นอกจากระบบทีมที่เป็นรองแล้ว แนวรุกยังไม่สามารถสร้างความต่างได้ กลับเป็น เวียดนาม ที่สอนสิ่งนั้นเราเสียเอง โดยเฉพาะจังหวะดวลกัน 1-1 เราแทบเลี้ยงไม่ผ่านเขาเลย!! ในทางกลับกัน นักเตะ เวียดนาม มักจะเลี้ยง จะลุย ผ่านนักเตะไทยไปได้เกือบตลอด นอกจากนั้น จังหวะต่อบอล เท้า-ต่อ-เท้า ผมยังมองว่า ไทย เป็นรอง เวียดนาม ชุดนี้ และที่สำคัญที่สุดคือ จังหวะจบสกอร์!! เหงียน คอง เฟือง โชว์ให้เห็นว่าเจ้าตัวเหมาะสมกับหมายเลข 10 แห่งทัพดาวทองแค่ไหน โดยเฉพาะจังหวะชิงเหลี่ยมแนวรับไทยกดไซส์ก้อยหนีมือ นนท์ ม่วงงาม ประตูที่สอง คือผลลัพธ์ของความร้ายกาจอีกข้อสิ่งที่ โซรัน ยานโควิช เฮดโค้ชทีมพูดมาตลอดสองเกมคือ "มีปัญหาเรื่องการปิดสกอร์" นั่นคือปัญหาที่แฟนบอลทั่วไปต่างมองเห็น คำถามคือแล้วเหตุใดถึงเรียกกองหน้าตัวเป้ามาเพียง 2 คน คือเจนรบ สำเภาดี, สิทธิโชค กันหนู จากเกมที่จบลงไป ผมคิดว่า โซรัน ยานโควิช คงมีการบ้านให้ทำอีกพอสมควร เพราะต้องไม่ลืมว่าอีกไม่ถึง 1 เดือนข้างหน้า ทีมชาติไทยชุดนี้ จะต้องไปแข่งชิงแชมเอเชีย ที่ประเทศจีน คู่แข่งของเรา ก็แข็งแกร่งกว่า เวียดนาม ทั้งนั้น เพราะ ไทย ต้องอยู่ร่วมสายกับ ญี่ปุ่น,เกาหลีเหนือ และ ปาเลสไตน์ ลืมภาพความหอมหวานตอนซีเกมส์ ลืมเกมชนะญี่ปุ่นไป เมื่อผลการแข่งขันที่เราถูกยัดเยียดใส่วันนี้ คือคำตอบที่เสียงดังว่าเรายังมีจุดที่ต้อง "ปรับปรุง" อีกเยอะ หลายคนบอก เปลี่ยนกุนซือจาก "โค้ชโย่ง" วรวุธ ศรีมะฆะ มาเป็น โซรัน ยานโควิช ก็ยังไม่เห็นความแตกต่างที่เกิดขึ้นชัดเจน ซึ่งหาก โซรัน ยานโควิช ยังแก้ไขจุดอ่อนของไทยไม่ได้ และไปเล่นระดับเอเชียด้วยฟอร์มแบบนี้ มองแล้วนายกสมาคมฟุตบอลฯ อาจะได้เอ่ยวลีเด็ด "อาย" เหมือนแมตช์ฟุตบอลโลก อีกครั้งภาพ : FA Thailand

เก่งจังครับซิตี้

คงเป็นอีกหนึ่งแมตช์ที่ไม่ได้ดั่งใจกองแช่งสำหรับนัดที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เปิดบ้านถลุงเอาชนะ ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ แบบยำใหญ่ใส่ไข่ด้วยถึง 4 ประตูต่อ 1 ฟอร์มกำลังอยู่ในช่วงพีคถึงพีคมากจริงๆสำหรับพลพรรค "เรือใบสีฟ้า" ของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่ยังคงรักษาสถิติชัยชนะต่อไปได้เรื่อยๆและยังมองไม่เห็นว่าใครจะมาเป็นคนหยุดพวกเขาลงได้ใน พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ ความแข็งแกร่งของ ซิตี้ มันไม่ได้เกิดมาเพราะโชคช่วยซึ่งรากฐานหรือระแบบที่ เป๊ป วางเอาไว้มันเริ่มงอกเงยขึ้นมาแบบเห็นเด่นชัดมากขึ้นในทุกๆนัด ไม่ว่าจะเจอทีมไหน ยังไง สิ่งที่ไม่เปลี่ยนเลยคือการที่ เป๊ป สามารถทำให้ทีมของเขานั้นดูเหมือนว่าส่งผู้เล่นลงสนามมากกว่า 11 คน เมื่อฝ่ายตัวเองได้บอลทีมของ เป๊ป จะสามารถหาพื้นที่และจะมีนักเตะว่างพร้อมเล่นบอลอยู่เสมอ หรือแม้แต่ตอนเสียบอลที่ไล่บีบแปปเดียวก็สามารถกดดันจนอีกฝ่ายเหวอได้ภายในพริบตา ในเกมกับ "ไก่เดือยทอง" จะสังเกตุได้ในตอนนี้ ซิตี้ นำอยู่เพียงแค่ลูกเดียวซึ่งพวกเขาพยายามเข้าบีบไวมากจริงๆจนเล่นเอาบางจังหวะลูกทีมของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ตันไปเหมือนกัน ยิ่งเล่นยิ่งดุดัน ยิ่งเล่นยิ่งเสริมความแข็งแกร่งของทีมตัวเองได้ดีขึ้นเรื่อยๆ มันธรรมดาซะที่ไหน แถมจะหยิบจับเอาใครลงสนามมันก็ดูเหมือนว่าลงล็อคไปซะหมดเลย อย่าง อีเลียควิม ม็องกาล่า นี่เมื่อก่อนลงทีไรเสียวแว้บทุกทีมาตอนนี้ จอห์น สโตนส์ เจ็บ แวงซ็องต์ กอมปานี เจ็บก็ต้องพึ่ง ม็องกาล่า แล้วยังไง ? มันก็ไม่ได้สร้างปัญหาอะไรซักเท่าไร หรือ ดาบิด ซิลบา เจ็บแต่มี อิลกาย กุนโดกัน ที่แม้จะเจ็บบ่อยแต่แล้วยังไง ? มาอยู่ในมือ เป๊ป เจ็บบ่อยแต่ความมั่นใจไม่ได้หดหายเลยซักนิด อีกทั้งลูกที่ กุนโดกัน ทำให้ ซิตี้ ออกนำ 1-0 นั้นผมถึงอุทานออกมาอย่างชัดเจนว่า 'หลังสเปอร์เม่งประกบยังไงของมันวะ' เห้ย เอาจริงดิทำไมปล่อยให้มิดฟิลด์ลูกครึ่ง อินทรี-เติร์ก รายนี้เดิมดุ่มๆมาโขกได้เน้นๆขนาดนั้น มันอยู่ในแผนของ เป๊ป เหรอ ? หรือยังไง ? ผมว่าส่วนหนึ่งมันเกิดขึ้นมาจากความมั่นใจของนักเตะเองด้วยนะครับ กุนโดกัน ไม่ใช่มิดฟิลด์จอมโขกเหมือน มารูยาน เฟลไลนี่ อะไรเลยแต่เขากลับหาพื้นที่และหลุดเล็ดลอดสายตาจากแนวรับของ สเปอร์ มาได้นี่ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งเกิดขึ้นเพราะความมั่นใจอย่างแท้จริง ยังมองไม่ออก ..... มองไม่ออกจริงๆว่าในปีนี้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะแพ้ยังไง และแพ้ให้กับทีมไหนใน พรีเมียร์ลีก ชนะ ลิเวอร์พูล 5-0, ชนะ เชลซี 1-0, ชนะ อาร์เซน่อล 3-1, ชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็้ด 2-1 และ ชนะ ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ 4-1 มันเป็นการเก็บทีมในระดับ 'บิ๊ก 6' ด้วย 3 คะแนนแบบครบถ้วน โอ้โห มอบแชมป์เลยมั้ยล่ะครับ ? ยอมจริงๆสำหรับฝีไม้ลายมือและมันสมองที่กลั่นออกมาจากชายแห่งแคว้นกาตาลันคนนี้ ปีแรกแชมป์ว่าวโดนวิจารณ์หนักแบบสุดๆ แต่มาปีนี้ทุกอย่างดูสดใสและราบรื่น พร้อมกับนำทีมระเบิดฟอร์มออกมาได้แบบไม่เกรงใจคนอื่นโดยเฉพาะเพื่อนบ้านสีแดง ยอมใจแกจริงๆเค.เค.pic : Premier League, Sky Sports PL

ยินดีกับเรือใบสีฟ้า

เรื่องลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกจบลงแล้ว.... นี่คือสิ่งที่แฟนบอลหลายคนบอก "ความจริงที่ต้องยอมรับ" ภายหลังจบศึกดาร์บี้ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ทำให้ศึกพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ทำท่าจะจบลงเช่นกัน เมื่อ "เรือใบสีฟ้า" บุกมาฉก 3 แต้ม ที่ ย้ำแค้นให้กับ "ปีศาจแดง" อีกครั้ง อีกทั้งเสียสถิติไม่แพ้ในบ้านที่ 41 นัด ตลอด 90 นาที ลูกทีมของ "เป๊ป" กวาร์ดิโอลา สมควรเป็นผู้ชนะมากกว่าจากรูปเกม จากการครองบอล จากการบุก และจากจังหวะทำลายตาข่ายที่มากกว่า แม้จะเล่นนอกบ้าน ผิดกับ ลูกทีมของ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่เล่นแบบกล้าๆ กลัวๆ ไม่มีลูกหนักแบบถึงลูกถึงเมีย หรือการเล่นแบบโรคจิตเลย ส่งผลให้ แมนฯ ซิตี้ เล่นง่าย ต่อบอล ทำชิ่งกันสนุกสนาน เท่านั้นไม่พอ คือโดนนำแล้วก็ยังบุกไม่ขึ้น กดดันคู่แข่งไม่ได้เท่าไหร่ ถ้าทำได้แค่นี้ก็สมควรแพ้ ก่อนหน้าเกมระดับ 5 ดาวที่ "โรงละครแห่งความฝัน" ยังมีความเห็นที่แตกต่างอยู่บ้าง บ้างก็ว่า ฤดูกาลจบแล้ว บ้างก็ว่า ฤดูกาลยังไม่จบ เพราะเพิ่งผ่านไป 15 นัด แต้มห่างกันอยู่ 8 คะแนน แต่พอหลังจบเกมที่ 16 ระยะห่างถูกยืดออกไปเป็น 11 คะแนน เชื่อว่า หลายๆ ความคิดเห็นน่าจะเริ่มมองไปในทิศทางเดียวกันบ้างแล้ว ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ชี้ชัดได้ว่าพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้จบลงรึยัง? นั่นคือเรตราคาต่อรองแชมป์ของบรรดาบริษัทรับพนันถูกกฎหมายในต่างประเทศ ที่จะถูกปล่อยออกมาหลังจากมีการวิเคราะห์อย่างจากดีจากผู้เชี่ยวชาญ โดยก่อนเกม บริษัทรับแทงดังอย่าง แพดดี้ พาวเวอร์ ใจถึงประกาศจ่ายคนแทง ทีม "เรือใบสีฟ้า" คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ตั้งแต่ผ่านไป 15 นัด ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้จริง แต่มันคือสิ่งที่เกิดขึ้น อาจมองดูว่าเสี่ยง แต่หากพิจารณาถี่ถ้วนแล้วว่ายังไงมีโอกาสจ่ายสูง ก็สู้ซื้อใจลูกค้าตั้งแต่ตอนนี้เลยดีกว่า เพราะเมื่อข่าวถูกประโคมออกไป เชื่อว่าฐานลูกค้าจะขยายเพิ่มขึ้นอีก และดูเหมือนการใจถึงของ แพดดี้ พาวเวอร์ เริ่มเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง เพราะหลังจบเกมที่ โอลด์ แทร๊ฟฟอร์ด ก็มีอีกหลายเจ้า พากันปิดรับแทงทีมแชมป์ไปเรียบร้อย อาทิ เบท 365, สปอร์ติ้งเบท, เบทแฟร์, เบทเฟรด, บีวิน, เบทเวย์ แต่ก็ยังมีเจ้าดังๆ บางที ที่ต้องยอมเสี่ยงเพื่อชื่อเสียง อาทิ วิลเลียม ฮิลล์, แลดโบร๊คส์, โครอล, ยูนิเบท 4 เจ้านี้ เปิด แมนฯ ซิตี้ แชมป์ที่ แทง 16 จ่าย 1 ส่วน สกายเบท แทง 25 จ่าย 1, เบทวิคเตอร์ แทง 33 จ่าย 1 ขณะที่ แพดดี้ พาวเวอร์ ปิดรับแทง แมนฯ ซิตี้ ทีมเดียว เพราะเคลียร์ตังค์ไปแล้ว นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับวงการรับพนัน (ถูกกฏหมาย) ที่อยู่คู่ฟุตบอลอังกฤษมาอย่างช้านาน เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดเหตุการณ์เหมือนที่ เรือใบสีฟ้า กำลังทำอยู่ นั่นคือ 16 นัด ชนะ 15 เสมอ 1 ไม่มีแพ้เลย หากลองย้อนกลับไปดูซีซั่นก่อนๆ หลังผ่าน 16 นัดแรก ไม่มีจ่าฝูงทีมไหน ที่ทำแต้มได้มากกว่า "เรือใบสีฟ้า" ที่กวาดไปแล้ว 46 คะแนน และจากเกมเมื่อวันอาทิตย์ แมนฯ ซิตี้ ก็เพิ่งทาบสถิติชนะเกมพรีเมียร์ลีกติดต่อกัน 14 นัด เท่ากับที่ อาร์เซน่อล เคยทำเอาไว้ระหว่างฤดูกาล 2001-02 ไปถึง 2002-03 ซึ่งหากนับเฉพาะในฤดูกาลนี้ ลูกทีมของ "เป๊ป" ก็สามารถทำลายสถิติ 13 นัดของ เชลซี ที่เคยทำเอาไว้ฤดูกาล 2016-17 หรือซีซั่นก่อนลงไปเรียบร้อย และมีโอกาสแซงผ่านสถิติ 14 นัดของ ปืนใหญ่ ลงด้วย เพราะโปรแกรมกลางสัปดาห์นี้ มีคิวบุกเยือน สวอนซี ซิตี้ ในวันพุธ นอกจากนั้นด้วยฟอร์มการเล่นแบบนี้ พวกเขามีสิทธิสร้างสถิติชนะรวดเพิ่มขึ้นอีกต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งเชื่อว่าเวลานี้ไม่มีอะไรเรียกว่า 'หนัก' แล้วสำหรับทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า หลังผ่านเกม 'แมนเชสเตอร์ดาร์บี้' นี่คือปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเจอมาก่อนในพรีเมียร์ลีก ที่ "พลพรรคเรือใบสีฟ้า" ทำได้ ซึ่งสุดท้ายคงต้องบอกว่า "ขอแสดงความยินดีสำหรับแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2017-18"

สโมสรโลกถ้วยเสริมบารมีของราชันชุดขาว

มีหลายฝ่ายว่ากันว่า ศึกชิงแชมป์สโมสรโลก 'ฟีฟ่า คลับ เวิลด์คัพ' ที่ถูกออกแบบมาโดย ฟีฟ่า เพื่อเป็นการเสริมบารมีให้กับ แชมป์ยุโรป ซึ่งนับตั้งแต่เริ่มทัวร์นาเมนต์นี้ ขึ้นมาเมื่อปี 2000 ในชื่อ "ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ" และห่างหายไป 4 ปี ก่อนกลับมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2005 แชมป์ยุโรป เคยเสียท่าเพียง 4 ครั้ง คือ 3 ครั้งแรก ปี 2000, 2005, 2006 และในปี 2012 โดยตลอดมา FIFA พยายามปรับเปลี่ยนสิ่งต่างๆ เพื่อความเหมาะสมมาโดยตลอด แต่อย่างเดียวที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ คือความห่างระหว่างคุณภาพทีมของยุโรป และทวีปอื่นๆและนี่คือโฉมหน้าของ 7 สโมสรที่เข้าร่วม 'ฟีฟ่า คลับ เวิลด์คัพ 2017' เรอัล มาดริด แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก จากสเปน เกรมิโอ แชมป์ โกปา ลิเบร์ตาดอเรส จากบราซิเลียโร่ บราซิล อูราวะ เร้ด ไดมอนด์ส แชมป์ เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก จากญี่ปุ่น วีดาด คาซาบลังก้า แชมป์ ซีเอเอฟ แชมเปี้ยนส์ ลีก จาก โมร็อกโก ปาชูก้า แชมป์ คอนคาเคฟ แชมเปี้ยนส์ ลีก จาก เม็กซิโก อ็อคแลนด์ ซิตี้ แชมป์ โอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก จาก นิวซีแลนด์ และตัวแทนชาติเจ้าภาพ อัล-จาซีร่า แชมป์ ยูเออี โปรลีก จาก ยูเออี จากโปรแกรมปี 2017 นี้ FIFA ก็ยังคงรูปแบบเดิมเอาไว้ทุกประการ สองทีมที่อ่อนที่สุด อ็อคแลนด์ จาก นิวซีแลนด์ ต้องไปเล่นเพลย์ออฟกับ อัล-จาซีร่า จาก ยูเออี เพื่อหาผู้ชนะเข้าสู่รอบควอเตอร์ไฟนอลหน้าตาของสายบน อูราวะ จะพบกับ ทีมชนะจากรอบเพลย์ออฟ และผู้ชนะจะเข้าไปชนเรอัล มาดริด ที่ยืนรออยู่ในรอบรองชนะเลิศ ส่วนสายล่าง ปาชูก้า จะตัดกับ วีดาด คาซาบลังก้า ก่อนกรุยทางเข้าไปเจอ เกรมิโอ ซึ่งหากไม่มีเซอร์ไพรส์ คู่ชิงชนะเลิศในปี 2017 ก็น่าจะเป็น เรอัล มาดริด พบ เกรมิโอ เพราะจากในอดีต ยุโรป กับ อเมริกาใต้ เข้าชิงกันถึง 9 จาก 13 ครั้ง ซึ่งหลายฝ่ายคิดว่าเป็นการวางโปรแกรมไว้ล่วงหน้าของ FIFA ไว้แล้ว แต่นั่นก็เป็นแค่การคาดการณ์เท่านั้น เพราะอย่างปีที่แล้ว คาชิมา แอนท์เลอร์ส สร้างเซอร์ไพรส์ผ่านเข้าถึงรอบชิงฯ และยื้อกับ "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด ถึงช่วงต่อเวลามาแล้ว ทั้งที่เป็นตัวแทนชาติเจ้าภาพ ก็เหมือนๆ กับปี 2013 ที่ ราชา คาซาบลังก้า เคยทะลุชิงกับ บาเยิร์น มิวนิค มองแล้วสำหรับปีนี้ ก็คงไม่แตกต่างอะไรจากปีก่อนๆ ความสนใจจะเริ่มต้นในรอบรองชนะเลิศ โดยเฉพาะสายบน ไม่ว่า เรอัล มาดริด จะเจอกับ อูราวะ, อ็อคแลนด์ หรือ อัล-จาซีร่า ก็ตาม นี่คือช่วงเวลาที่หนักอึ้งสำหรับ เรอัล มาดริด ของกุนซือหัวเหม่ง ซีเนอดีน ซีดาน เพราะเวลานี้ใน ลาลีกา หล่นไปอยู่อันดับ 4 ตามหลังจ่าฝูง บาร์เซโลน่า ถึง 8 คะแนน ซึ่งโปรแกรมนัดต่อไปในสุดสัปดาห์นี้ ราชันชุดขาว จะพลาดอีกไม่ได้แล้ว และเป็นเกมหนักซะด้วย เปิดรัง ซานติอาโก้ เบร์นาเบว รับมือ เซบีย่า ขณะที่ บาร์ซ่า ก็หนัก บุกเยือน บียาร์เรอัล จึงมีความเป็นไปได้ทุกทาง ที่ มาดริด อาจตาม 8 เท่าเดิม หรืออาจลดช่างว่างลงเหลือ 5 หรือ 7 หรือในทางเลวร้าย อาจจะตามเพิ่มเป็น 9 หรือ 11 ไปเลย เกมสุดสัปดาห์นี้จึงเป็นเกมที่จะส่งผลต่อสภาพจิตใจของ มาดริด เป็นอย่างมาก ก่อนออกเดินทางไป ยูเออี เพื่อเตรียมลงเตะนัดแรกวันพุธที่ 13 ธันวาคม ที่บอกว่าส่งผลต่อสภาพจิตใจ เพราะกลับจากศึก 'ฟีฟ่า คลับ เวิลด์คัพ' แล้ว จะเป็นเกม 'เอส กลาซิโก้' ในรัง ซานติอาโก้ เบร์นาเบว พบกับ บาร์ซ่า วันเสาร์ที่ 23 ธันวาคม ทำให้ 2 สัปดาห์เศษๆ ต่อจากนี้ จึงเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากของ เรอัล มาดริด ในฤดูกาลนี้ และเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของ ซีดาน เลยก็ว่าได้ การมาเยือน ยูเออี หนนี้ จึงต้องหยิบแชมป์ 'ฟีฟ่า คลับ เวิลด์คัพ' ให้ได้สถานเดียวเท่านั้น มิเช่นนั้นก็จะบั่นทอนกำลังใจในการลุ้นป้องกันแชมป์ ลาลีกา เข้าไปใหญ่