breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

คุยกันหลังเกม : ปิโอลี่ ผู้เปลี่ยนงูเขียวให้เป็นพญานาค

จัดหนักชุดใหญ่ไฟกระพริบวิ๊บๆกันไปเลยครับในตอนนี้ทางด้าน "งูใหญ่" อินเตอร์ มิลาน ที่กลับมาผงาดประกาศตัวเป็นเต้ยใน กัลโช่ เซเรีย อา อีกครั้ง หากยังจำกันได้สถานการณ์ของพลพรรค "เนรัซซูรี่" ตกลงแบบฮวบฮาบมาภายหลังจากยุค 'ทริปเปิ้ลแชมป์' ของ โชเซ่ มูรินโญ่ ก็ช่วงปี 2010 โน่นเลยเพราะกุนซือคนถัดมาคือ ราฟาเอล เบนิเตซ ที่ดูเหมือนว่าบรรดานักเตะของ อินเตอร์ จะไม่ค่อยชอบหน้าซักเท่าไร ฟอร์มของพวกเขาค่อนข้างร่อแร่ จากทีมลุ้นแชมป์ในทุกๆปีกลายเป็นทีมระดับกลางตารางหรือไม่ก็ลุ้นไป ยูโรปา ลีก แทนที่จะเป็น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เท่านั้น ที่หนักเลยก็คงเป็นปี 2012-13 ซึ่ง "งูใหญ่" จบอันดับที่ 9 ของตารางภายใต้การกุมบังเหียนของ อันเดรีย สตรามัคโชนี่ และก็ไม่น่าเชื่อในฤดูกาลนั้นประดูได้เสียของพวกเขายังติดลบอีกต่างหาก ประธานสโมสรคนก่อนอย่าง มัสซิโม โมรัตติ พยายามแก้ไขปัญหาแล้วปัญหาเล่าด้วยการเปลี่ยนตัวกุนซือเป็นว่าเล่นนับตั้งแต่หมดยุค โชเซ่ มูรินโญ่ ไล่เรียงมาก็มีทั้ง ราฟา เบนิเตซ, ลีโอนาร์โด, จานปิเอโร่ กาสเปรินี่, เคลาดิโอ รานิเอรี่, อันเดรีย สตรามัคโชนี่, วอลเตอร์ มาซซารี่, โรแบร์โต มันชินี่ และ แฟรงค์ เดอ บัวร์ 7 ปีใช้งานไป 8 คนแต่ที่เป็นชิ้นเป็นอันจริงๆคงมีแต่ ลีโอนาร์โด ล่ะครับที่กุมบังเหียนทีมชุด 'ทริปเปิ้ลแชมป์' ต่อจาก ราฟา จนจบและคว้าอันดับที่ 2 ใน กัลโช เซเรีย อา ไปได้ หลังจากนั้นก็เหลวแหลกกันไปซะหมด ไม่มีลุ้นแชมป์ หรือแม้กระทั่งการไปเล่นใน แชมเปี้ยนส์ลีก เลยแม้แต่คนเดียว เช่นเดียวกันช่วงต้นฤดูกาลกัลผลงานของ แฟรงค์ เดอ บัวร์ ที่เหมือนจะเอาชื่อมาทิ้งขว้างเล่นๆซะอย่างนั้นเพราะผลงานที่ออกมา 14 นัดชนะ 5 เสมอ 2 แพ้ไป 7 มันย่ำแย่แตกต่างจากฝีไม้ลายมือที่เคยทำไว้ก่อนหน้ากับ อาแจ็กซ์ อัมส์เตอร์ดัม ราวฟ้ากับเหว กลายเป็นว่าสุดท้ายบอร์ดบริหารชุดใหม่ที่นำมาโดยทุน อินโดนีเซีย ผนึกกับทุนจาก จีน จิ้มเลือก สเตฟาโน่ ปิโอลี่ นายใหญ่เก๋าประสบการณ์ที่โดนปลดออกจากตำแหน่งข้อหาพ่ายแพ้ต่ออริร่วมเมืองอย่าง โรม่า คาบ้าน 4-1 สิ่งที่น่าเหลือเชื่อก็คือความ 'กล้า' ของ ปิโอลี่ ที่เข้ามารับงานเผือกร้อนแบบนี้เพราะผลงานก่อนหน้าของ "งูใหญ่" ก็ไม่ได้เลิศหรูปูพรมแดงเลยแม้แต่น้อย แต่เขากลับกลายมาเป็นผู้พลิกโฉมหน้าและสไตล์การเล่นของทีมไปแบบชัดเจนมากๆ นับตั้งแต่เข้ามารับงาน ปิโอลี่ นำทีมแพ้ไป 3 นัดแต่เป็นการแพ้ให้กับท็อป 3 ของ กัลโช เซเรีย อา ในตอนนี้อย่าง ยูเวนตุส, นาโปลี และ โรม่า ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใจอะไร ทว่าการเจอกับทีมอื่นๆเขา 'กินเรียบ' เลยนะครับแถมศึก 'มิลาน ดาร์บี้' กับ เอซี มิลาน ก็ยังเสมอได้แบบ "ปีศาจแดงดำ" น้ำตาตกในอีกต่างหาก ส่วนทีมชื่อชั้นในระดับเดียวกันช่วงหลังๆทั้ง ฟิออเรนติน่า กับ ลาซิโอ นี่ก็ชนะได้แบบไร้กังวล เหมือนกับนัดล่าสุดกับ อตาลันต้า ที่ถล่มไปแบบโคตรโหด 7-1 อตาลันต้า ในฤดูกาลนี้ไม่ใช่ขี้หมูขี้หมานะครับ ก่อนที่จะมาเจอกันพวกเขาไม่แพ้ใครมา 7 นัดรวดและรั้งอยู่อันดับที่ 5 ของตารางมีแต้มเหนือ อินเตอร์ มิลาน อยู่ 1 คะแนนด้วยซ้ำไป กลับกลายเป็นว่านัดนี้ "งูใหญ่" สอนเชิงบอลไปแบบเน้นๆเลย ส่วนหนึ่งที่ต้องชื่นชมและไม่กล่าวถึงก็คงไม่ได้นั่นก็คือ เมาโร อิคาร์ดี้ ที่นัดนี้ซัดแฮตทริคได้ด้วย หัวหอกกัปตันทีมโดนกระแสแฟนบอลรุมโห่และกล่าวหาแบบรุนแรงว่าไม่สมควรได้รับตำแหน่งกัปตันทีมของขุนพล "เนรัซซูรี่" ด้วยซ้ำไปจากความผิดพลาดที่ตัว อิคาร์ดี้ เองไปเขียนด่าแฟนบอล "งูใหญ่" ในหนังสืออัตชีวประวัติส่วนตัว มีที่ไหนล่ะครับ ทีมได้จุดโทษ อิคาร์ดี้ รับหน้าที่สังหาร แต่แฟนบอลของตัวเองโห่กดดันไม่อยากให้ยิงเข้า ! สุดท้ายแล้วยังไงล่ะ ? อิคาร์ดี้ ก้มหน้าก้มตาเล่นบอลของตัวเองต่อไป ยิงได้เรื่อยๆนัดละลูกบ้าง สองลูกบ้าง ล่าสุดก็ 3 เม่งไปเลย และตอนนี้เขาก็ก้าวขึ้นมาเป็นรองดาวซัลโวของลีกเรียบร้อยที่ 20 ประตูตามหลัง อันเดรีย เบล็อตติ อยู่ 2 ลูก ปิโอลี่ ทำได้ยังไง ? เขาเข้ามาเปลี่ยนแปลงทัศนคติของทีมได้แบบชัดเจน มันชัดเจนมากๆครับ อย่างในเกมกับ อูดิเนเซ่ และ คิเอโว่ พวกเขาโดนนำไปก่อน 1-0 แต่ก็กลับมารัวแซงคว้า 3 คะแนนเต็มไปดื้อๆ และที่สำคัญทั้งสองนัดเนี่ยเป็นการรัวแซงคว้าชัยช่วง 5 นาทีสุดท้ายซะด้วย ชัยชนะเหนือ อตาลันต้า 7-1 ทำให้ อินเตอร์ มีแต้มตามหลังทีมอันดับที่ 3 อย่าง โรม่า เหลือ 5 คะแนนเท่านั้น ความหวังในการปาดหน้าไปเล่น แชมเปี้ยนส์ลีก ยังคงอยู่ หากยังคงรักษาไว้ด้วยฟอร์มการเล่นแบบนี้ ทัศนคติทีมที่ยอดเยี่ยม การเล่นเป็นทีมที่รวมเป็นหนึ่งอย่างเห็นได้ชัดแบบนี้ก็ได้ลุ้นล่ะครับ มันยากนะครับกับการที่จะทำให้แฟนๆของ อินเตอร์ เข้ามาชมเกมแบบหนาตาในสนาม ซาน ซิโร่ ในช่วงหลังๆ ไม่ว่ากุนซือคนไหนจะเข้ามามันมักจะบางตาอยู่เสมอ แต่ ปิโอลี่ คนนี้แหละครับเขาทำได้เค.เค.pic : zimbio, Squawka Football

คุยกันหลังเกม : หมดแล้วจริงๆเหรอ เวนเกอร์

ยิ่งดูก็ยิ่งปวดหัว ยิ่งดูละก็ยิ่งเศร้าแทนแฟนๆของ อาร์เซน่อล เหมือนกัน ไม่รู้ว่าพวกเขาไปทำเคราะห์ร้ายอะไรมาถึงกลายเป็นว่าโดน บาเยิร์น มิวนิค จัดการฆ่าโหดคาถิ่น เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม แบบไร้ทางสู้ทางต่อกร สกอร์ 5-1 ที่ออกมามันคือความจริงที่ต้องเผชิญ และสกอร์รวม 10-2 มันเป็นสกอร์ที่ไม่รู้จะสงสารหรือยังไงดีเพราะ อาร์เซน่อล ก็ไม่ใช่ทีมเล็ก ไม่ใช่ทีมระดับกลาง แต่พวกเขาเป็นทีมระดับท็อปทีมหนึ่งของยุโรปแท้ๆ อาร์แซน เวนเกอร์ นายใหญ่ผู้ที่ได้ชื่อว่าประสบความสำเร็จมากที่สุดของสโมสรกลับกลายเป็นว่าในตอนนี้เขาโดนบรรดาแฟนบอลขับไล่แบบรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดก็ก่อนเกมฟัด "เสือใต้" นี่แหละครับที่มีการเดินขบวนชูป้าย 'เวนเกอร์ ออกไป' แต่ทรงเกมที่ออกมาในครึ่งเวลาแรก เวนเกอร์ กำลังจะทำให้แฟนๆเหล่านั้นกลายเป็นผู้ที่ 'คิดผิด' เพราะ ธีโอ วัลค็อตต์ ระเบิดฝีตีนยิงยัดแสกหน้า มานูเอล นอยเออร์ เข้าไปดื้อๆ พร้อมกับรอยยิ้มแบบมีเล่ห์นัยของ เวนเกอร์ เมื่อกล้องจับภาพไป ใช่ครับ ประตูนี้มันจุดประกายความหวังของ เวนเกอร์ รวมถึงแฟนๆและตัวนักเตะเองแน่นอนแต่หลังจากนั้นกลายเป็นว่า "ปืนใหญ่" แทบไม่มีโอกาสยิงอีกเลยนอกจาก วัลค็อตต์ ที่ได้จังหวะซัดมุมแคบอีกครั้งแต่คราวนี้ไม่ตรงกรอบ การเสียประตูไวตั้งแต่นาทีที่ 20 มันอาจจะสั่นคลอน บาเยิร์น ได้บ้าง แต่ไม่ใช่การสั่นคลอนแบบสุด "เสือใต้" กลับมามีสมาธิและตั้งรับได้อย่างเหนียวแน่นและรักษาสกอร์ 1-0 เอาไว้จนจบครึ่งแรก มันเลยกลายเป็นว่าวัดใจ เวนเกอร์ ที่จะเดินหน้าบุกอย่างเดียวหรือเน้นเล่นแบบเพลย์เซฟ เรื่อยๆตามเกม ได้ก็ได้ ไม่ได้แค่ขอชนะก็พอจะได้ดูไม่แย่ สุดท้ายจุดเปลี่ยนของเกมก็มาไวกว่าที่ติดเอาไว้เมื่อ โลรองต์ กอสเซียลนี่ ปราการหลังกัปตันทีมไปผลัก โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ในกรอบเขตโทษแถมโดนใบแดงไล่ออกจากสนามอีกต่างหาก ให้ตายเถอะ ผมดูภาพช้าหลายรอบแต่ความคิดของผมนั้นจังหวะนี้ไม่น่าจะถึงใบแดงนะครับ คือมันไม่ได้รุนแรงหรืออะไร แต่ก็ต้องถามใจผู้ตัดสินหลังประตูล่ะครับว่าอะไรดลใจให้ไปกระซิบบอกผู้ตัดสินในสนามจนควักใบแดงไล่ กอสเซียลนี่ ออกไป สุดท้ายเกมมาเสมอและทุกอย่างก็เข้าทาง "เสือใต้" การที่ เวนเกอร์ ไม่รีบสั่งให้ลูกทีมเดินหน้าบุกแบบเต็มตัว แต่กลับเล่นแบบค่อยๆไปเผื่อยิงได้เรื่อยๆและหวังบดเอาในช่วงท้ายนั้นไม่น่าจะเวิร์คเท่าไร เพราะ บาเยิร์น มาเล่นที่นี่พวกเขาต้องการโอกาสแบบนี้อยู่แล้ว โอกาสจากความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆเพียงครั้งสองครั้งที่จะตอกฝาโลงและดึงขวัญกำลังใจของผู้เล่น อาร์เซน่อล ให้จมดิ่งลงไปเหมือนนัดที่แล้ว "เสือใต้" ทำได้ครับ และทำได้ดีเหมือนเดิมซะด้วย ดาวเตะชื่อดังทะยอยยิงประตูเป็นว่าเล่นจากความผิดพลาดที่ บาเยิร์น คาดหวังแค่ครั้งเดียวกลับกลายเป็นว่าในเกมนี้ "ปืนใหญ่" โชว์ความผิดพลาดออกมาจนทำให้สกอร์มันไหลกลายเป็น 5-1 ทำไม เวนเกอร์ ถึงไม่แก้หมากหรือปรับอะไรให้ไวกว่านี้ตั้งแต่ช่วงต้นครึ่งหลัง ? เพราะทีมนำอยู่และรายชื่อตัวสำรองก็มี ลูคัส เปเรซ กับ เมซุต เออซิล รออยู่ แต่ทำไมไม่ขยับซักทีจนสุดท้าย กอสเซียลนี่ โดนไล่ออกและก็สายเกินไปที่จะแก้เกมอะไร หลังจากนี้กระแสขับไล่ เวนเกอร์ คงจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และก็ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วนายใหญ่ชาวเฟร้นซ์จะสามารถทนอยู่ได้อีกนานแค่ไหน และสภาพภายในทีมจะเป็นยังไงต่อไป การลุ้นอันดับที่ 4 เหมือนเดิมกลายเป็นเรื่องยากขึ้นเรื่อยๆ และถ้าหากตำแหน่งนี้หลุดไปและ อาร์เซน่อล ไม่ได้ไป แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาลหน้าเนี่ย ไม่ว่าจะยังไง เวนเกอร์ ก็คงไม่ได้อยู่ในตำแหน่งต่อไปแล้วล่ะครับ จนถึงตอนนี้สถานการณ์ของเขามันก็แย่จนเกินรับไหวอยู่แล้ว ทุ่มเทให้สโมสรมาแทบจะทั้งชีวิต แต่ผลงานกลับไม่เป็นอย่างที่หวัง เฮ้อเค.เค.pic : zimbio

คุยกันหลังเกม : นักบุญ หรือจะสู้ พระเจ้า

เปิดหัวนายใหญ่คนใหม่กันไปสวยๆบ้างสำหรับ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในยุคหลัง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ซึ่ง โชเซ่ มูรินโญ่ ก็ทำให้เหล่าสาวก 'เร้ด เดวิลส์' ยิ้มออกกันบ้างไม่มากก็น้อยล่ะ จะบอกว่า มูรินโญ่ เองเน้นถ้วยนี้มั้ย ? เมื่อย้อนกลับไปดูรายชื่อผู้เล่นแล้วผมว่า 'เน้น' เหมือนกันนะ จะมีก็แต่นัดแรกที่เจอกับ นอร์ทแฮมป์ตัน ล่ะครับที่ใช้ตัวสำรองเป็นหลัก แต่หลังจากนั้นพวกเขาต้องพบกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยล่ะมั้งเลยไม่เน้นไม่ได้ และนับตั้งแต่เอาชนะ "เรือใบสีฟ้า" มาได้ มู ก็จัดชุดใหญ่ลงเล่นตลอดไม่เว้นแม้แต่รอบรองชนะเลิศนัดที่ 2 กับ ฮัลล์ ซิตี้ ที่โดยส่วนตัวแล้วผมก็คิดว่านั่นคือ 'ชุดใหญ่' การโคจรมาเจอกับ เซาธ์แฮมป์ตัน ไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอนเมื่อดูจากสถิติต่างๆ "นักบุญ" รายมนต์กำราบทั้ง อาร์เซน่อล และ ลิเวอร์พูล เข้ามาได้แถมไม่เสียประตูเลยแม้แต่ลูกเดียวเลยในรายการ แต่ก็เป็นแค่ 'นักบุญ' ล่ะมั้งครับเลยไม่อาจต้านทาน 'พระเจ้า' ได้ในเกมนี้ 'เดอะ ก็อด' วัย 35 ปีได้โชว์ให้เห็นถึงความคุ้มค่าในวัย 35 กระรัตออกมาแบบชัดเจน ซึ่งนัดนี้เป็นนัดใหญ่ นัดชิงชนะเลิศ ผมเชื่อว่าหลายๆทีมต้องการนักเตะแบบนี้แหละครับ คนที่พร้อมจะสร้างความแตกต่างในเกมได้เสมอ ใครจะไปคิดล่ะว่า ซลาตัน อิบราฮิมโมวิช จะยิงฟรีคิกเข้า ผมดูมาตลอดกับเกม "ปีศาจแดง" ส่วนใหญ่ อิบรา เนี่ยจะยิงติดกำแพงตลอดแต่คราวนี้มันไซด์เข้าไปแบบยอมใจ อีกทั้ง "ปีศาจแดง" ยังมีทีเด็ดที่ต่อให้จะเล่นกะโหลกกะลามายังไงแต่ ลินการ์ด บุตรแห่ง เวมบลีย์ ก็สามารถยิงประตูได้ทุกทีที่ลงเล่นสนามแห่งนี้ภายใต้สีเสื้อของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นับตั้งแต่ เอฟเอ คัพ นัดชิงชนะเลิศฤดูกาลที่แล้ว มาจน คอมมิวนิตี้ ชิลด์ ต้นฤดูกาล ล่าสุดก็นี่แหละครับ อีเอฟแอล คัพ รอบชิงชนะเลิศพี่แกก็ยิงได้อีก เออ ดี ทำไมไม่ถูกโฉลกกับ โอล แทร็ฟฟอร์ด กับเขามั่งวะ ?! นำ 2-0 เหมือนจะสบายๆ ใสใส ไร้ปัญหานะครับ จากที่คิดว่า "นักบุญ" จะถอดใจมั้ยเพราะต้นเกมน่าจะได้ประตูขึ้นนำแต่ ไลน์แมน กลับเส้นกระตุกยกให้ มาโนโล กับเบียดินี่ ล้ำหน้าไปซะอย่างนั้น ไม่เลยครับ ลูกทีมของ โคล้ด ปูเอล ยังคงเล่นแบบเดิม เล่นเรื่อยๆ ไม่หัวร้อนแม้จะโดน 2-0 จนได้ประตูในช่วงนาทีสำคัญท้ายครึ่งเวลาแรกจากหัวหอกชาวอิตาเลียนที่ทำตัวคุ้มราคาค่าตัวขึ้นเรื่อยๆ หมดครึ่งแรกไปด้วยสกอร์ 2-1 มันดูดีและได้ใจกว่า 2-0 มากๆนะครับ และก็เป็นแบบนั้นแหละ เปิดหัวมาในครึ่งเวลาหลัง กับเบียดินี่ คนเดิมก็ทำแสบซัลโวอีกหนึ่งตุงช่วยให้ทีมจากแดนใต้ตีเสมอได้สำเร็จ แถมหลังจากนั้นรูปเกม เซาธ์แฮมป์ตัน ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ เล่นแบบมีชีวิตชีวาและได้ลุ้นอยู่เสมอ บวกกับเกมรับ "ปีศาจแดง" ก็ดูจะถดถอยไปหน่อยอีกทั้งเกมรุกก็ดูเหมือนจะเริ่มตันๆไปบ้าง เมื่อพูดถึงเกมรับ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ขอชม ซลาตัน นิดนึงครับ พี่แกนอกจากจะมีสัญชาตญาณกองหน้าแล้ว เกมรับก็ยังมีอีก จะสังเกตุได้ว่าตอนเตะมุมของ เซาธ์แฮมป์ตัน แกเคลียบอลได้ดีมากเลยทีเดียว ในเมื่อรับดีแล้ว และจังหวะสวนกลับก็ยังทำได้อีก จริงอยู่ที่ว่า ซลาตัน แก่แล้ว ลูกสวนกลับที่ "ปีศาจแดง" ได้ประตูจะเห็นว่าหัวหอกสวีดิชสปีดค่อนข้างช้าและสุดท้ายก็ต้องจ่ายให้ มาร์คัส แรชฟอร์ด ไปดุ้นๆเอาดาบหน้า ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่ค่อยได้ผลเท่าไร แต่ยังดีที่คราวนี้บอลมันพลิกแพลงหลายตลบจนมาเข้าทาง เอร์เรร่า (ดีนะที่ไม่ใช่ วาเลนเซีย) เปิดแบบเท้าชั่งทองให้ อิบรา กระโดดโขกเน้นๆแบบไม่มีใครประกบเลย แปลกใจอยู่เหมือนกันครับกับลูก 3-2 ที่แผงหลังของ "นักบุญ" จู่ๆก็เสียกระบวนการตั้งรับจาก อิบรา ไปดื้อๆ แถมในช่วงนาทีท้ายๆซะด้วย นี่แหละครับเมื่อสมาธิแตกไปเพียงชั่วพริบตา นั่นหมายถึง 'โอกาส' ที่จะเสีย ประตู และ ซลาตัน ก็ฉกฉวยมันมาได้สำเร็จพร้อมกับนำพาถ้วย อีเอฟแอล คัพ ไปประดับวางไว้เก๋ๆที่ โรงละครแห่งความฝัน ได้เป็นสมัยที่ 5 ของสโมสร คุ้มมั้ยกับหัวหอกที่เซ็นมาฟรีๆ จ่ายค่าเหนื่อยราวๆ 150,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ว่ากันตรงๆ ก็เออ คุ้มนะเค.เค.pic : zimbio

คุยกันหลังเกม : บทจะได้ก็ได้แบบนี้ก็เอาแชมป์ไปเลย !

ยังคงไว้ลายสไตล์ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ได้เหมือนเดิมครับกับการโชว์ฟอร์ม 'แชมป์' ออกมาให้เห็นอีกครั้งในเกมที่พบกับ สวอนซี ซิตี้ ฟอร์มแชมป์คืออะไร ? มันเป็นการเล่นแบบตันๆที่ไม่สามารถยิงประตูได้แต่สุดท้ายก็ทำได้โดยมีทั้งความสามารถเฉพาะตัวนักเตะ หรือแม้แต่โชคเข้ามาช่วยจนทีมได้รับแต้มสำคัญนั่นแหละครับ นั่นคือ ฟอร์มแชมป์ สำหรับผม อีกอย่างการกลับมาเลือกใช้บริการของ เชส ฟาเบรกาส อย่างเต็มตัวผมคิดว่ามันเพิ่มมิติในเกมรุกของ "สิงห์บลูส์" ได้นิดๆหน่อยๆเพราะการใช้งาน เนมานย่า มาติช และ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ แน่นอนว่ารับอาจจะเหนียวแน่นแต่ก็ไม่เพลินตาในเกมรุกเท่ากับตอน เชส ลง นัดนี้ห้องเครื่องชาวสแปนิชพิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งแล้วว่าเขามีความกระหายในการลงเล่นเพื่อททีมขนาดไหน แถมยังซัด 1 แอสซิสต์ได้อีก 1 ซะด้วย ส่วนประตูตีที่ถูกตีเสมอคงจะเป็นการบ้านของ อันโตนิโอ คอนเต้ ต่อไปนะครับว่าทำไมถึงประกบตัวได้พลาดขนาดนั้น อีกทั้งหัวหอกอย่าง เฟร์นานโด ยอเรนเต้ ที่ตัวนายใหญ่ชาวอิตาเลียนคุ้นเคยดีสามารถโขกทำประตูได้อีก มันกลายเป็นจุดที่น่าจะรู้ดีแต่กลับกลายเป็นจุดบอดในเกมซะอย่างนั้น น่าแปลกใจดีเหมือนกันครับ ซึ่งลูกโขกของ ยอเรนเต้ ก็ต้องยอมรับเลยว่าหัวเรดาร์จริงอะไรจริง โหม่งได้แรงหยั่งกับใช้เท้ายิง แหม่ การได้ประตูตีเสมอในช่วงท้ายครึ่งแรกมันเปรียบเสมือนการต่อชีวิตของ "หงส์ขาว" ออกไปอีกหน่อย เพราะเริ่มครึ่งหลังมาเจ้าถิ่นตื้อไปเลย แถมทรงก็เหมือนจะไม่สามารถเจาะได้ทั้งการที่ ลูคัสซ์ ฟาเบียนสกี้ โชว์เซฟหลายหนแถมจังหวะยิงก็ถากไปถากมาซะอีก แต่ก็นั่นล่ะครับอย่างที่บอกข้างต้น เชลซี ในตอนนี้ราศีจับก็เพราะมี 'ฟอร์มแชมป์' อยู่ ลูกยิงผีจับยัดของ เปโดร โรดริเกซ ใครจะไปนึกว่าบอลจะพุ่งเข้าไปกระทบตาข่ายทั้งๆที่ก่อนหน้า ฟาเบียงสกี้ นี่เหมือนจะองค์ลงซะด้วยซ้ำ เหมือนกับฟ้าเป็นใจนั่นแหละครับ ฝนตกลงมา สนามลื่น มือลื่น ลอดเข้าไปได้มันเฉยๆเลย จากนั้น คอนเต้ ก็เล่นแบบ 'เพลย์เซฟ' และต้องการรักษา 3 แต้มอันล้ำค่าเอาไว้ให้ได้ เขาได้แสดงถึงความเคี่ยวออกมาแบบชัดเจนเมื่อส่ง มาติช ลงมาแทนคนยิงประตูขึ้นนำอย่าง เปโดร แถมในตอนหลังยังอัด เคิร์ต ซูม่า ลงสนามมาแพคเกมรับอีกภายหลังจากที่ อาซาร์ ใช้ความสามารถเฉพาะตัวทะลุสุดเส้นหลังหักกลับมาให้ ดีเอโก คอสต้า วอลเล่ย์ ปิดบัญชี เก็บทุกเม็ด เน้นชัวร์ทุกนัด ฟอร์มแชมป์บังเกิด ดาวเตะเข้าฟอร์ม ฟ้าฝนเป็นใจ ตอนนี้ เชลซี กลายเป็นทีมที่น่าอิจฉาที่สุดซะแล้วสิเค.เค.pic : zimbio

คุยกันหลังเกม : ดูอืดๆง่วงๆแต่ก็ชนะ

ไม่รู้เป็นที่ช่วงเวลา หรือเป็นที่เกมการเล่น ไม่ว่าจะเป็นเพราะอะไรก็ตามแต่การดู แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บดเอาชนะ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ได้มันไม่ค่อยมันซักเท่าไร ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะขุนพล "ปีศาจแดง" กรำศึกหนักมาตลอดลงเล่นสุดสัปดาห์ มากลางสัปดาห์ อะไรประมาณนี้เลยอาจจะทำให้ดูดาวเตะบางรายดูเมื่อยล้าไปซักนิด แม้ว่าในเกมนี้ โชเซ่ มูรินโญ่ จะเลือกสลับสับเปลี่ยนผู้เล่นกว่า 7 คนจากเกมที่พบกับ แซงต์-เอเตียน เมื่อวันพฤหัสบแล้วก็ตามที ที่เห็นได้ชัดเลยก็คือ อ็องโตนีย์ มาร์กซิยัล นี่แหละแทบจะหาจังหวะเข้ามาสู่เกมหรือจังหวะลากเลื้อยงามๆไม่ได้เลย รวมถึงลูกที่เสีย คริส สมอลลิ่ง ก็ช้าจนน่าให้ เซร์คิโอ โรเมโร่ วิ่งมาเขกกะโหลกซะเหลือเกิน เพราะสถิติของนายด่านอาร์เจนไตน์รายนี้สามารถรักษาคลีนชีทมาได้ 6 นัดตลอดการลงเล่นในฤดูกาลนี้ น่าเสียดายจริงๆที่ต้องมาเสียสถิติให้กับ "กุหลาบไฟ" แต่ก็นะ จังหวะน้ัน มาร์วิน เอ็มเนส ทำได้สวยจริงๆและ เกรแฮม ก็พลิกตัวได้ว่องไวเล่นเอาปราการหลังดีกรีทีมชาติอังกฤษเสียเชิงไปเลย การได้ประตูขึ้นนำไปก่อนของ แบล็คเบิร์น มันอาจจะเป็นการกระตุกหนวดเสือ เพราะหลังจากนั้น "ปีศาจแดง" เริ่มเดินเครื่องแบบเต็มตัวและจริงจังมากขึ้นกว่าเดิม เฮนริค มคิห์ทาร์ยาน ก็ได้พิสูจน์อีกครั้งว่าจังหวะคิลเลอร์พาสของเขามันเฉียบคมแค่ไหน หากลูกนั้นหัวหอกปืนฝืดอย่าง แรชฟอร์ด ยิงไม่เข้าผมว่าได้กลายเป็นประเด็นให้สาวก "ปีศาจแดง" ด่าแน่นอน เพราะไอ้หนูรายนี้ช่วงหลังๆได้รับโอกาสลงสนามทีไรใจคอไม่ค่อยดีเพราะการันตีเรื่องความสากอยู่ในตอนนี้ รวมถึง เจสซี่ ลินการ์ด ที่ได้ลงแล้วก็ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นไม่ได้เท่าไร มาครึ่งหลังรูปเกมของผู้มาเยือนดูดีกว่าอยู่แล้วแต่ทำยังไงก็เจาะไม่เข้าและเราก็ได้เห็นการแก้เกมที่รวดเร็วอีกครั้งของ มูรินโญ่ ด้วยการตัดสินใจส่ง 2 สตาร์ ซลาตัน อิบราฮิมโมวิช กับ พอล ป็อกบา ลงสนาม แล้วก็ได้เรื่องทันที ป็อกบา โชว์ความเป็น 'เท้าชั่งทอง' ให้เราได้เห็นอีกครั้งหนึ่ง ผมเชื่อว่าใครที่ติดตามและชมเกมของ ยูไนเต็ด มาตลอดจะเห็นว่าห้องเครื่องจอมตัดผมจะชิพบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษให้เพื่อนวอลเล่ย์ได้บ่อยครั้ง แต่ก็ไม่ค่อยสำเร็จซักเท่าไร มาในนัดนี้เป้าหมายของ ป็อกบา คือ อิบราฮิมโมวิช และคราวนี้หอก 35 กระรัตก็ไม่ทำให้ ป็อกบา ผิดหวังครับ รอบจังหวะลูกตกแบบเก๋าๆก่อนจะซัดเล่นทางเข้าประตูไป ส่งมาเร่ง ส่งมาแก้เกม เพราะไม่อยากจะต้องเสียเวลาไปเล่นนัดรีเพลย์ "ปีศาจแดง" ทำได้สำเร็จ แต่ก็มีเกือบๆไปเหมือนกันในช่วงท้ายที่ โรเมโร่ รับบอลกระฉอกแต่ยังโชคดีที่ปฏิกิริยายังไวออกมาบล็อคตอนโดนซ้ำได้ทัน ถือว่าทำพลาดและแก้ตัวได้ไว ก็โอเคนะครับสำหรับผู้รักษาประตูระดับนี้ และมันก็ทำให้บรรดา 'เร้ด อาร์มี่ส์' ค่อนข้างอุ่นใจไม่น้อยเหมือนกันกับการที่มีนายทวารที่ไว้ใจได้อยู่ในทีม 2 คน เสร็จสิ้นภารกิจในฟุตบอลถ้วยไปอีก 1 รายการและก็ยังทำให้เส้นทางการลุ้นคว้าแชมป์ 3 บอลถ้วย เอฟเอ คัพ, อีเอฟแอล คัพ และ ยูโรปา ลีก ยังคงดำเนินต่อไป และในสัปดาห์หน้านี่แหละครับเราจะได้รู้กันซักทีว่า "ปีศาจแดง" จะเริ่มต้นนับถ้วยที่ 1 ได้หรือไม่เค.เค.pic :

คุยกันหลังเกม : เปเอสเช แจ่มแมวหรือเกิดอะไรขึ้นกับ บาร์ซ่า ?

นับตั้งแต่ดูเกมจบปุ๊ปมีสิ่งต่างๆพรั่งพรูเข้ามาในหัวของผมซะเหลือเกินครับกับคู่บิ๊กแมตช์ประจำวันอย่าง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง พบกับ บาร์เซโลน่า ว่ากันตามตรงก่อนเกมผมคิดว่า บาร์ซ่า อย่างห่วยๆเลยคงจะแพ้ไปแบบเฉียดฉิวไม่เกินลูกน่า แต่ที่ไหนได้พี่แกโดนยับเลย 4-0 มันมีอะไรในหัวมากมายที่อยากจะระบายผ่านแป้นพิมพ์ออกมาแต่ไม่รู้จะไปเริ่มตรงไหน จับจุดยังไง กับฟอร์มการเล่นที่แจ่มแมวมากๆของ เปเอสเช และการเล่นที่ห่วยที่สุดนับตั้งแต่ผมดู บาร์ซ่า มา ก่อนเกมสถิติเก่าของ อูไน เอเมอรี่ กับการเจอ บาร์ซ่า ก็ไม่ได้ดีอะไรเลยเขาคุมทีมเอาชนะได้แค่ครั้งเดียวจากการคุมทีมเจอกัน 23 นัดแถมเป็นการเสมอ 6 แพ้ถึง 16 อีกต่างหาก มาในนัดนี้พี่แกโชว์กึ๋นและมันสมองออกมาในชนิดที่ว่า หลุยส์ เอ็นรีเก้ กลับบ้านที่แคว้นกาตาลันแทบไม่เป็น สกอร์ 4-0 ไม่ใช่โชคช่วย ไม่ใช่เพราะความโชคดี แต่เป็นเพราะการเล่นที่รัดกุมและแน่นหนาของ เปเอสเช ซึ่งเครดิตส่วนหนึ่งคงต้องยอมรับว่าเป็นที่แทคติกของ เอเมอรี่ เมื่อ บาร์ซ่า ได้บอลจะสังเหตุว่าทุกๆคนของ เปเอสเช ลงมารับในแดนตัวเองกันหมดแม้กระทั่งแนวรุกอย่าง ชูเลียน แดร็กซ์เลอร์, อังเกล ดิ มาเรีย และ เอดินสัน คาวานี่ การลงมารับไม่ใช่รับแบบขอไปทีเหมือนแนวรุกทั่วไปนะครับ มันเห็นได้ชัดๆเลยว่า แดร็กซ์เลอร์ เอง ดิ มาเรีย เองนี่วิ่งไล่บอลบริเวณริมเส้นและยังทำหน้าที่เป็นตัวซ้อนแบ๊คทั้งสองข้างแบบทำตามแทคติกโค้ชทุกระเบียบนิ้ว ไหนจะการเล่นของ 3 มิดฟิลด์ที่ควบคุมเกมเอาไว้ได้อยู่หมัดทั้ง แบรส มาตุยดี้, อาเดรียน ราบิโอล และ มาร์โก แวร์รัตติ ทุกๆอย่างมันลงตัวจริงๆ เปรสเนล คิมเปมเบ้ ก็ยังทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยม ไอ้หนูวัย 21 ปีนี่แหละครับคือคนที่ขึ้นมาจากทีมชุดเยาวชนและทำให้ เปเอสเช ตัดสินใจปล่อย ดาวิด ลุยซ์ กลับบ้านเก่าที่ เชลซี ทำไม ? เพราะอะไร เปเอสเช ถึงพุ่งกระฉูดได้ขนาดนั้น ? แล้ว บาร์เซโลน่า ล่ะ ? พูดถึง บาร์ซ่า ก็คิดถึง 'MSN' ใช่มั้ยครับ ? วันนี้ ลีโอเนล เมสซี่, เนย์มาร์ และ หลุยส์ ซัวเรซ แทบถูกปิดตายในการใช้ความสามารถเฉพาะตัวหรือการเล่นเป็นทีมไปเลย สิ่งที่น่าแปลกก็คือทำไม เมสซี่ จู่ๆถึงเล่นไม่เอาเลยแบบนี้ ? ไร้ความจี๊ดจ๊าด ได้บอลก็เสียบอลจนเป็นภัยต่อทีมตัวเอง เห้ย เราไม่ได้เห็นหัวหอกอาร์เจนไตน์รายนี้เสียบอลง่ายๆมานานแค่ไหนแล้ว ? เมื่อ เมสซี่ ทำเกมไม่ได้ ซัวเรซ ก็เงียบ จะมีก็แต่ เนย์มาร์ ที่ดูจะพริ้วไหวและได้รับอิสระในการเล่นได้มากกว่าใครเพื่อนแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลยเพราะกลางของ บาร์ซ่า ไม่ทำงาน อันเดรส อิเนียสต้า จู่ๆก็ดับวูบไปแบบไร้ซึ่งเหตุและผลเหมือนกับ เมสซี่ ส่วน อันเดร โกเมส ผมเชื่อว่าเขาไม่น่าจะเหมาะเป็นตัวจริงในเกมระดับนี้มั้งครับ ทั้งๆที่มี อิวาน ราคิติช อยู่แต่ทำไมไม่ส่งลงอันนี้ผมก็ไม่เข้าใจ เอ็นรีเก้ เหมือนกันเกี่ยวกับการตัดสินใจแบบนี้ มันเหมือนกับปัญหาคาราคาซังอะไรบางอย่างที่ทำให้ ราคิติช จู่ๆกลายเป็นตัวสำรองเลยทำให้สุดท้ายกลาง บาร์ซ่า ยวบและไม่มีใครคอยตัดเกมหรือหยุดการบุกตะลุยของ เปเอสเช ได้อย่างเป็นรูปธรรม เห็นตอน ราคิติช ลงมามั้ยครับ ? เกมรุกและรับของ บาร์ซ่า ดูกระเตื้องขึ้นมานิดนึงเลยนะ แถมมีจังหวะเชื่อมบอลกับแดนหน้าและตัดเกมไม่ให้เสียลูกที่ 5 ได้ด้วยนะครับ แต่ทำไมเขาไม่ได้รับเลือกให้เป็นตัวจริงล่ะ ? แต่ทำไมเขาถึงไม่ถูกส่งลงสนามลงมาในฐานะตัวสำรองคนแรก กลับเป็น ราฟินญ่า ที่ลงมาแล้วก็หายแว้บออกจากเกมไปเลย มันก็น่าแปลกนะครับ น่าแปลกจริงๆ ด้วยสกอร์ 4-0 แน่นอนมันดูยากมากๆในการกลับมา และมันยากเป็นทวีคูณหากว่า บาร์ซ่า ยังเล่นแบบนี้ด้วยตัวผู้เล่นอย่างนี้ และ เมสซี่ เล่นเหมือนไร้ใจไปดื้อๆ ไร้ใจดื้อๆยังไงน่ะเหรอ ? สถิติจาก 'opta' ที่ออกมามันน่าใจหายนะครับเมื่อปรากฏว่า เมสซี่ ไม่สามารถนำบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษของทีมคู่แข่งได้เลยแม้แต่จังหวะเดียวเค.เค.pic : zimbio

คุยกันหลังเกม : เล่นแบบสมควรตกชั้น

ยิ่งเล่นยิ่งดูแย่ ยิ่งเล่นยิ่งดูหาหนทางแก้ไขไม่ได้ซะอย่างนั้นสำหรับ เลสเตอร์ ซิตี้ แชมป์เก่าที่สิ้นลายสุดๆ นับตั้งแต่เปิดหัวฤดูกาลมาพลพรรค "จิ้งจอกสยาม" ก็ไม่ได้โชว์ฟอร์มเป็นชิ้นเป็นอันใน พรีเมียร์ลีก แต่แรกอยู่แล้วนะครับซึ่งในตอนนั้น เคลาดิโอ รานิเอรี่ ผู้จัดการทีมก็พร่ำบอกมาตลอดเวลาทีมแพ้หรือเสมอว่าขอมุ่งสมาธิใน แชมเปี้ยนส์ลีก ก่อนเพราะไม่รู้จะได้มาเล่นอีกหรือไม่ และผลงานของพวกเขาใน แชมเปี้ยนส์ลีก มันก็ดีจริงๆนั่นแหละ เลสเตอร์ สามารถผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายได้เป็นครั้งแรก จากการเข้ามาเล่นในรายการนี้เป็นหนแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร ซึ่งมันก็ควรจะมามุ่งมั่นมีสมาธิในเกม พรีเมียร์ลีก ตามคำบอกของ รานิเอรี่ ได้แล้วใช่มั้ยล่ะครับ ? แต่มันไม่เป็นแบบนั้น ผลงาน 5 นัดหลังสุดพวกเขาแพ้แบบเก็บ 'คลีนชีท' ได้ทุกนัดเลยนะครับ แต่เป็น คลีนชีท ในแง่ของยิงฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ ! ซึ่งมันเป็นปัญหาคาราคาซังมายาวนานเกินกว่า 10 ชั่วโมงเข้าไปแล้ว หรือจะคิดเป็นนัดก็ 6 นัดที่ "สุนัขจิ้งจอก" ตัวนี้ฝังเขี้ยวใส่คู่ต่อสู้ไม่ได้ โดยเฉพาะกับนัดล่าสุดกับ "หงส์ขาว" สวอนซี ซิตี้ ที่ยิ่งดูยิ่งสะเทือนใจแฟนๆของ เลสเตอร์ พวกเขาเล่นแบบไร้จินตนาการในเกมรุกมากๆ และเกมรับก็ไม่ได้เหนียวแน่นเหมือนอย่างเคย คิดไม่ออกโยนบอลไปที่ว่างให้ วาร์ดี้ วิ่งไปมันใช้ไม่ได้แล้วในฤดูกาลนี้ หรือกระทั่งปีก 2 ข้างที่เคยจี๊ดจ๊าดเปิดแม่นราวจับวางอย่าง มาห์เรซ หรือ อัลไบรตัน ตอนนี้พอบอลออกจากเท้าก็ได้แต่กุมขมับ ตัวสำรองที่เคยลงมาพลิกเกมได้แทบจะตลอดอย่าง ชินจิ โอกาซากิ ก็ฟอร์มหายไปดื้อๆส่วน ลีโอนาร์โด อูลยัว ก็งอนสโมสรหลังจากไม่ให้ย้ายทีมก็ประกาศจะไม่ลงเล่นอีกทำให้ รานิเอรี่ ไม่ได้มีตัวเลือกมากนัก อิสลาม สลิมานี่ ที่เคยคิดว่าจะดีตอนนี้ก็พอๆกับ วาร์ดี้ คือำม่สามารถทำอะไรได้เพราะบอลจาก หลังมาหน้า หรือ กลางมาหน้า แทบจะไม่สามารถกดดันคู่แข่งได้เลย ยิ่งเล่นยิ่งปวดหัว ยิ่งเล่นยิ่งตกต่ำ แถมในนัดนี้ เลสเตอร์ ก็ทำสถิติมากมายนะครับ-เป็นแชมป์เก่าทีมแรกที่ไม่สามารถยิงประตูได้ 6 นัดติดต่อกันในลีก-ยิงไม่ได้ติดต่อกันยาวนานเกิน 10 ชั่วโมง-เสียประตูในช่วง 15 นาทีก่อนหมดครึ่งแรกไปแล้ว 15 ลูก-เลสเตอร์ ไม่ชนะในลีกเกมเยือนมาแล้ว 14 นัดหรือตั้งแต่เดือน เมษายน ปีที่แล้ว (เสมอ 5 แพ้ 9) แถมในตอนนี้ เลสเตอร์ เล่นไปแล้ว 25 เกมแพ้ไปถึง 14 นัด เกมลดน้อยลงเรื่อยๆ ความกดดันเริ่มถาโถมเข้ามา ซึ่งใน 13 นัดสุดท้ายของ เลสเตอร์ นั้นพวกเขาต้องเจอทีมบิ๊ก 6 ถึง 4 ทีมเลยนะครับ ลิเวอร์พูล, อาร์เซน่อล, ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แน่นอนแต่ล่ะทีมต้องการแต้มเพื่อลุ้นพื้นที่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก หรือถ้าหากทีมไหนพลาดเผลอๆจะไม่ได้ไปแม้กระทั่ง ยูโรปา ลีก ซะด้วยซ้ำ หากว่า "จิ้งจอกสยาม" แพ้หมดทั้ง 4 เกมพวกเขาก็จะเสียไปถึง 12 คะแนน นี่ยังไม่รวมถึงทีมระดับกลางๆแต่แข็งโป๊กอย่าง เวสต์แฮม ยูไนเต็ด และ เอฟเวอร์ตัน ที่พวกเขาก็จะต้องเจอเหมือนกันอีก เอาจริงๆอะไรที่ไม่ไหวแล้วมันก็สมควรจะเปลี่ยนหรือเปล่า ? เคลาดิโอ รานิเอรี่ ทำทีมคว้าแชมป์ได้ก็จริง แต่มันมาถึงทางตันแล้วหรือไม่ ? เมื่อถึงเวลาที่บิ๊กบอสชาวอิตาเลี่ยนโดนปลดจริงๆคงจะใจหายไม่น้อยเหมือนกัน แต่ฟุตบอลก็คือฟุตบอล ทุกอย่างต้องเดินหน้าต่อไปเค.เค.pic : zimbio

คุยกันหลังเกม : ไก่กระต๊ากโดนเชือดนิ่มเฉยเลย

มันคงเป็นรูปเกมและผลการแข่งขันที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะออกมาแบบนี้แน่นอนครับ สำหรับศึกใหญ่ประจำสัปดาห์ของ พรีเมียร์ลีก ระหว่าง ลิเวอร์พูล พบกับ ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ สกอร์ 2-0 มันไม่ดูเกินจริงเลยและผมคิดว่ามันสมควรจะได้มากกว่านั้นซะด้วยซ้ำไป ก่อนเริ่มเกมรายชื่อประกาศออกมาผมคิดว่าเหล่า 'เดอะ ค็อป' คงมีเหวงๆกันบ้างเพราะ เยอร์เก้น คล็อปป์ เลือก ลูคัส เลว่า ลงสนามมาเป็นปราการหลังตัวกลางเพื่อเผชิญหน้ากับแนวรุกอย่าง แฮร์รี่ เคน, เดเล อัลลี และ ซอน เฮือง มิน แต่บอกเลยฟอร์มโคตรแจ่ม ติดตากันมั้ยครับกับการสกัดลูกโขกของ อัลลี ช่วงต้นเกม ไม่มีประสบการณ์ตัดสินใจยากนะครับกับจังหวะแบบนั้น แผนของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ที่เตรียมมาในเกมนี้มันเหมือนกับว่า ประมาท ? หรือว่าไม่ได้ดูเกมของ ลิเวอร์พูล มาเลยในช่วงหลัง ? หรือว่ายังไง ผมก็ไม่มั่นใจเหมือนกัน นัดนี้คือ ลิเวอร์พูล ยังไงก็ต้องมาเต็มแน่ๆเพราะฟอร์มพวกเขาไม่ได้ดีอะไรเลย ออกแนวห่วยซะด้วยซ้ำไป "หงส์แดง" ต้องการอะไรบางอย่างและพร้อมจะวิ่งสู้ฟัดให้ลืมตายยิ่งกว่าเดิมอยู่แล้ว แน่นอน "หงส์แดง" ขึ้นชื่ออยู่แล้วเรื่องการเล่นแบบเพรสซิ่งเร็ว ต่อบอลกันเร็ว และใช้ความเร็วของแนวรุกฉีกกองหลังคู่ต่อสู้ (ถึงแม้ช่วงหลังจะไม่ค่อยได้เห็นก็เถอะ) นัดนี้ "ไก่เดือยทอง" โดนไปเต็มๆน่ะแหละครับ ซาดิโอ มาเน่ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทำไมเหล่า 'เดอะ ค็อป' ทั่วโลกถึงโหยหากันมาตลอดนับตั้งแต่เขาไปเล่น แอฟริกัน คัพ ออฟ เนชั่นส์ ความเร็วนี่กินขาด ขาดถึงขนาดกดดัน เอริค ดายเออร์ ปราการหลังที่ได้ชื่อว่านี่แหละอนาคตของทีมชาติอังกฤษโชว์เหวอไปเลย คือจังหวะนั้นน่ะ ดายเออร์ ก็จับบอลลงมาธรรมดาๆแหละครับแต่ ซาเน่ อยู่ใกล้ๆจู่ๆพี่แกเร่งสปีดมาจากข้างหลังฉกเข้าไปดื้อๆ เลยและสุดท้ายก็เป็นคนยิงวอลเล่ย์ซ้ำเข้าไปอีก ส่วนประตูแรกคงไม่ต้องอะไรมาก นี่คือจุดขายของ มาเน่ อยู่แล้วสำหรับความเร็วที่พร้อมจะฉีกแนวรับของคู่ต่อสู้เมื่อเช็คล้ำหน้าพลาด น่าเสียดายนิดๆนะครับที่นัดนี้แบ๊คซ้ายดันเป็น เบ็น เดวี่ส์ ที่ค่อนข้างช้า ถ้าหาก แดนนี่ โรส ไม่เจ็บนี่อาจจะได้สู้กับ มาเน่ พอฟัดพอเหวี่ยงมากกว่านี้หน่อย นี่อะไร ความเร็วคนล่ะขั้วเลย ตอนนี้ "หงส์แดง" ปลดล็อคทุกๆอย่างแล้วนะครับ นี่คือชัยชนะนัดแรกของปี 2017 และเป็นชัยชนะเหนือทีมบิ๊ก 6 อีกต่างหาก พวกเขาปลดล็อคจากความกดดันที่ก่อนหน้าสามารถสร้างโอกาสได้มากมายแต่ทำประตูได้อย่างมากก็ 1 ลูกหรือไม่ก็ยิงนกตกปลาไม่เข้ามันดื้อๆซะอย่างนั้น รวมถึงการที่สามารถเก็บคลีนชีทได้อีกครั้งในรอบ 4 นัดหลังสุด กับเกมรับที่โดนด่ามาตลอดว่าทำไมถึงเล่นแบบนี้ หรือไม่ก็เล่นแบบนี้ไงทีมเลยแพ้ วันนี้แผงหลังของทีมทำงานกันอย่างหนักและก็ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า สถิติโค่นไม่ลงมีอยู่จริงเหมือนกันนะครับเพราะความพ่ายแพ้นัดนี้ของ สเปอร์ มันเป็นนัดที่ 10 ติดต่อกันแล้วที่พวกเขาไม่สามารถเอาชนะได้เลยแม้แต่นัดเดียว และ เมาริซิโอ โปเช็ตติ นับตั้งแต่เขาเข้ามารับงานไม่ว่าจะเจอกุนซือคนไหนของ "หงส์แดง" นั้นก็ไม่เคยเอาชนะได้เลยเช่นกันเค.เค.pic : zimbio

คุยกันหลังเกม : เสือโคร่ง คำรามครั้งนี้ไม่ใช่แค่ 'ฟลุ๊ค'

ยิ่งเล่นยิ่งดี ยิ่งเล่นยิ่งน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆสำหรับ "เสือโคร่ง" ฮัลล์ ซิตี้ ในยุคของ มาร์โก ซิลวา นายใหญ่ชาวโปรตุกีซที่เข้ามารับงานชนิดที่หลายคน งงๆ ว่าเขาคนนี้คือใคร ? แม้แต่ตัวผมเองยังอดสงสัยไม่ได้เลยว่า ฮัลล์ ไม่เฟ้นหาผู้จัดการทีมคนนี้มาจากไหน แถมอายุอานามยังเพียงแค่ 39 ปีเท่านั้นทว่าฝีไม้ลายมือรวมถึงกึ๋นที่ออกมามันค่อนข้างมั่นคง และทำให้ "เสือโคร่ง" เล่นแบบมีทรงมากๆ แถมในช่วงตลาดซื้อขายหน้าหนาวที่ผ่านมา ฮัลล์ เป็นทีมที่ขยับขยายจับผู้เล่นมาจรดน้ำหมึกได้อาจจะมากที่สุดรึเปล่าอันนี้ผมไม่ค่อยแน่ใจนัก แต่คนที่เข้ามาอย่างที่เราเห็นกันในเกมกับ ลิเวอร์พูล เล่นดีหมดเลยแหะ อันเดรีย ราน็อคเคีย ปราการหลังชาวอิตาเลี่ยนรายนี้เคยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกัปตันของทีมยักษ์หลับอย่าง อินเตอร์ มิลาน เลยนะครับและในเกมกับ "หงส์แดง" เขาก็โชว์ฟอร์มในแบบที่แฟนๆ "งูใหญ่" ต้องการจะเห็นแต่ไม่ได้เห็นออกมา แน่นอนจุดอ่อนของ ราน็อคเคีย คือความเชื่องช้าแต่นัดนี้เขากลับสามารถสยบผู้เล่นความเร็วจัดของ ลิเวอร์พูล ได้เป็นอย่างดี ไหนจะจอมทัพชาวบราซิเลี่ยนคนใหม่ เอวานโดร ที่โชว์ฟอร์มได้ไม่เลวเลย ทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ที่เขาแสดงออกมามันค่อนข้างดีรวมถึง คามิล โกรซิคกี้ นี่มาแบบจี๊ดๆเลยครับ เล่นงาน เจมส์ มิลเนอร์ ได้พอสมควรเลยทีเดียว รวมถึง อัลเฟร็ด เอ็นเดียเย ที่เป็นคนยิงเบิกร่องให้กับทีมนำไปก่อนยังทำหน้าที่เป็นผึ้งงานตรงกลางได้แบบประทับใจ นอกจากนี้ โอมาร์ อลับเดลลาอุย ก็เล่นได้ค่อนข้างมั่นคงในตำแหน่งแบ๊คขวา ที่น่าแปลกใจที่สุดของผมก็คือ อูมาร์ นิอาซ นี่แหละครับ หัวหอกร่างยักษ์ถูก เอฟเวอร์ตัน ซื้อมาด้วยค่าตัวถึง 13.5 ล้านปอนด์ในสมัย โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ แต่พอผลัดเปลี่ยนมาเป็น โรนัลด์ คูมัน เขากลับโดนดองไม่ให้ลงสนามและลดชั้นไปเล่นกับทีมชุดอายุไม่เกิน 23 ปีซะอย่างนั้น การได้มาโลดแล่นบนผืนหญ้าต่อหน้าคนดูเป็นหมื่นอีกครั้ง การได้ลงเล่นในระดับที่เขาต้องการ มันเลยทำให้ นิอาซ สามารถฉายแสงของตัวเองออกมาได้ ผมเชื่อเลยว่าแฟนๆของ ลิเวอร์พูล ต้องจำชื่อไอ้หมอนี่ได้แหละเพราะ นิอาซ คือคนที่ยิงประตูชัยดับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2-1 ในศึก อีเอฟแอล คัพ รอบรองชนะเลิศนัดที่ 2 แต่ก็ต้องตกรอบไปเพราะประตูรวม มาในวันนี้ นิอาซ ก็ทำแสบกับทีมใหญ่อีกครั้งด้วยการยิงฝัง ลิเวอร์พูล ไม่ให้มีโอกาสสยายปีกกลับมาตีเสมอหรือพลิกชนะได้สำเร็จ คือสิ่งที่ มาร์โก ซิลวา ทำในตอนนี้คือการพยายามจะให้ดาวเตะหน้าใหม่ๆค่อยๆซึมซับและเรียนรู้ใน พรีเมียร์ลีก ไปเรื่อยๆและผมว่ามันก็ดีนะ และสิ่งที่ต้องชื่นชม ซิลวา เลยก็คือเขากล้าที่จะเข้ามารับเผือกร้อนโคตรๆในการช่วยไม่ให้ ฮัลล์ ตกชั้นและถ้าหากดูตารางแล้วล่ะก็หากใจไม่แข็งจริงนี่เซ็นสัญญาไม่ได้หรอกครับ เขาเข้ามาประเดิม พรีเมียร์ลีก ด้วยการเอาชนะ บอร์นมัธ ไปได้ 3-1 แต่มันคือเกมที่ดูดีที่สุดแล้ว เพราะหลังจากนั้น ซิลวา ต้องนำทีมเจอทั้ง เชลซี, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล และ อาร์เซน่อล ตอนนี้เป็นไงครับ ? แพ้ เชลซี ว่ากันตามตรงไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะทีมนี้เขามาดีจริงแต่หลังจากนั้น "เสือโคร่ง" สามารถบุกไปยันเสมอ "ปีศาจแดง" ได้กลับมาเปิดถ้ำขย้ำ "หงส์แดง" ได้แบบเหนือๆอีกด้วย เหยื่อรายต่อไปคือ "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล ที่เพิ่งจะแพ้ เชลซี มาหมาดๆมันทำให้น่าสนใจเหมือนกันว่า ซิลวา จะสามารถสร้างเซอร์ไพรซ์ได้อีกหรือไม่เค.เค.pic : zimbio