breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

10 ข้อกับ เฮอร์วิ่ง โลซาโน่ ไอ้หนู 'ชัคกี้' ผู้หลอกหลอนบอลโลก

เฮอร์วิ่ง โลซาโน่ นักเตะดาวรุ่งของ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น นับเป็นหนึ่งแข้งอายุน้อยที่ถูกจับตามองเป็นอย่างมากในศึก ฟุตบอลโลก 2018 ที่ผ่านมา หลังเจ้าตัวเป็นผู้พังตาข่ายให้ "จังโก้" เอาชนะ "อินทรีเหล็ก" แชมป์เก่าไปด้วยสกอร์ 1-0 ซึ่งสไตล์ความรวดเร็วของเขาก็กลายมาเป็นแรงดึงดูดหลายทีมยักษ์ใหญ่จำนวนมาก งานนี้เราจึงมารู้จักกับเขากันสักหน่อย...-ลูกเต้าเหล่าใคร? เฮอร์วิ่ง โลซาโน่ เกิดเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 1995 เกิดที่ เม็กซิโก ซิตี้ ประเทศเม็กซิโก เป็นลูกชายของ เฮซุส โลซาโน่ และ อานา มาเรีย บาเฮด้า ซึ่งน้องชายของเขา ไบรอัน เมาริซิโอ โลซาโน่ บาเฮด้า ก็เป็นนักฟุตบอลเช่นเดียวกัน ด้วยการเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ให้กับ คลับ ยูเวอร์ซิดาด นาซิอองนาล นั่นเอง-จุดเริ่มต้นค้าแข้ง! พ่อหนุ่มน้อยหน้ามนต์รายนี้เริ่มต้นชีวิตการค้าแข้งของตัวเองไปกับ ปาชูก้า สโมสรลีกบ้านเกิดด้วยการเข้าร่วมทีมเยาวชนในปี 2009 ก่อนที่ 5 ปีต่อมาจะเลื่อนขั้นเข้าสู่ทีมชุดใหญ่ -เริ่มต้นได้อย่างเฉิดฉาย! โลซาโน่ สามารถเปิดตัวในรายการ ลีกา เอ็มเอ็กซ์ ได้อย่างถึงพริกถึงขิง หลังได้ลงสนามในฐานะตัวสำรองพร้อมซัดตาข่ายให้ ปาชูก้า เอาชนะ คลับ อเมริกา ไปได้สำเร็จช่วงปี 2014 ทั้งยังพาต้นสังกัดคว้าแชมป์ คอนคาเคฟ แชมเปี้ยนส์ลีก มาแล้วซีซั่น 2016/17 ด้วยการเป็นดาวซัลโวสูงสุดซัดไปถึง 8 ประตู-ฉายา 'ชัคกี้' มีที่มา... เฮอร์วิ่ง โลซาโน่ ได้ถูกตั้งชื่อเล่นว่า 'El Chucky' หลังในวัยเด็กมักจะแกล้งเพื่อนร่วมทีมด้วยการซ่อนอยู่ใต้เตียงและโผล่ขึ้นมาหลอกเพื่อนร่วมทีมนั่นเอง-การเริ่มต้นกับทีมชาติ... หลังจากทำผลงานได้ดีในระดับสโมสร เขาได้ถูกเรียกตัวรับใช้ ทีมชาติเม็กซิโก รุ่นยู 20 ซึ่งได้ไปเล่นในรายการ คอนคาเคฟ ยู 20 แชมเปี้ยนชิพ ในปี 2015 อีกด้วย ก่อนจะพาทีมกลายเป็นแชมป์ด้วยการขึ้นแท่นท็อปสกอร์ 5 ประตูด้วยกัน ขณะที่ ราอูล กูเตียร์เรซ ไม่รอช้ารีบดึงตัว โลซาโน่ ก้าวขึ้นมาเล่นในชุด ยู 23 เพื่อไปเล่น โอลิมปิก รอบคัดเลือก โซนคอนคาเคฟ ซึ่งก็ยังพาทีมคว้าแชมป์ได้อย่างฉลุยและยังเป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำรายการอีกด้วย-ก้าวย่างสำคัญแห่งชีวิต! พ่อหนุ่มน้อยชาวเม็กซิกันได้ตัดสินใจอนาคตครั้งใหญ่ของตัวเองด้วยการตอบตกลงย้ายไปเล่นกับ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ช่วงปี 2017 ด้วยสัญญานานถึง 6 ปี หลังมีการเจรจากันอย่างยาวนานถึง 6 เดือนทีเดียว-ก้าวแรกกับต้นสังกัดใหม่ การลงเล่นนัดแรกของเขากับ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น อาจจะเรียกได้ว่าน่าผิดหวังสักหน่อย เนื่องจากต้องพ่ายต่อ โอซิเย็ก สโมสรจาก โครเอเชีย ในศึก ยูโรปา ลีก รอบคัดเลือก ด้วยสกอร์รวม 0-2 กระทั่งการเจอกับ อาแซด อัลค์มาร์ ในวันที่ 12 สิงหาคมปีเดียวกันดูเหมือนว่าเขาจะปรับตัวได้ดีขึ้นด้วยการมีชื่อเป็นผู้ทำประตูและช่วยต้นสังกัดคว้าชัยด้วยสกอร์ 3-2 ซึ่งสุดท้ายซีซั่นดังกล่าวก็ได้ลงเล่นในลีกไปทั้งสิ้น 29 นัด พร้อมทำได้ 17 ประตูทีเดียว-หนึ่งในยอดแข้งที่ดีที่สุดเกิดหลัง 1994 ! นิตยสารรายสัปดาห์ชื่อดังจากแดนกระทิงดุอย่าง Don Balon ได้เคยยกให้ เฮอร์วิ่ง โลซาโน่ เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ดีที่สุดของโลกที่เกิดหลังปี 1994 มาแล้วเมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา-บทบาทสำคัญกับทีมชาติชุดใหญ่ โลซาโน่ ได้ถูกเรียกตัวติดทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรกช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2016 ภายใต้การคุมทีมของ ฮวน คาร์ลอส โอโซริโอ ก่อนจะได้ลงเล่นเกมแรกอุ่นเครื่องเจอกับ เซเนกัล ด้วยการช่วย โรดอลโฟ ปิซาร์โร่ ทำประตูได้สำเร็จ ก่อนจะจบเกมไปด้วยสกอร์ 2-0 และแล้วสุดท้ายเขาก็ถูกเรียกตัวติด 1 ใน 23 ผู้เล่นลุยศึก ฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย ซึ่งประตูแรกและประตูเดียวของเขานับเป็นสิ่งที่สำคัญต่อ "จังโก้" ทีเดียว เพราะเป็นการเอาชนะแชมป์เก่า เยอรมัน ได้สำเร็จด้วยสกอร์ 1-0 ถือเป็น 3 แต้มที่สำคัญที่สุดนั่นเอง-ชีวิตหลังศึกฟุตบอลโลก หลังจากการเปิดตัวของเขาในศึก เวิล์ดคัพ 2018 เจ้าหนูวัย 22 ปีได้กลายมาเป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูกกล่าวถึงบนหน้าสื่ออย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะข่าวคราวการย้ายไปร่วมซบ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ด้วยความสนใจจากทั้ง เอฟเวอร์ตัน, ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กระนั้นดูเหมือนโอกาสเกิดขึ้นเร็วๆนี้จะไม่ง่ายนัก "ผมไม่ได้คิดถึงเรื่องการย้ายของ โลซาโน่ เลย พวกเราไม่ตองการเสียเขาไป ซึ่งพวกเราจะปฏิเสธข้อเสนอ 40 หรือ 50 ล้านยูโรไหม? ใช่ มันเป็นไปได้" มาร์ค ฟาน บอมเมล เฮดโค้ช พีเอสวี ให้สัมภาษณ์เอาไว้เมื่อวันที่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา สุดท้ายขอฝาก Mysbo99 ชื่อนี้รับประกันความสนุกให้กับคุณได้อย่างตื่นเต้นเร้าใจ อย่าลืมแอดเพื่อนกันได้ที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo หรือโทร 08-0003-1188 / 08-0003-1177 รับรองสะดวกรวดเร็วทันใจแน่นอน!Credit Pic : Zimbio, Mexfoto, Mirror, PSV

คุยกันหลังเกม : อึดอัด อึดอัด และ อึดอัด

เมื่อเดินทางมาถึงรอบรองชนะเลิศแล้วก็พอจะเข้าใจได้ล่ะครับว่าต่างฝ่ายต่างต้องการรัดกุม และเล่นแบบเน้นที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมดูแล้วอึดอัดนะ ค่อนข้างอึดอัดเลยในเกมระหว่าง ฝรั่งเศส พบกับ เบลเยี่ยม ฝั่งหนึ่งก็มีความผิดหวังใน ยูโร 2016 ที่แบกอยู่บนบ่ามาเพราะพวกเขาได้เป็นเจ้าภาพแต่ไม่สามารถคว้าแชมป์ต่อหน้าแฟนๆได้ ส่วนอีกฝั่งหนึ่งก็แบกความหวังด้วยคำว่า 'ยุคทอง' เอาไว้และอาจจะเป็นยุคทองที่ไม่เคยประสบความสำเร็จในรายการจะดับเมเจอร์เลยก็เป็นได้ ซึ่งอันนี้ก็น่าเสียดายอยู่เหมือนกัน การปรับวางหมากของ โรแบร์โต มาร์ติเนซ ในเกมนี้ก็คือการส่ง มุสซ่า เด็มเบเล่ ลงสนามแทนโดยเอา นาเซอร์ ชาร์ดลี่ ไปเล่นแบ๊คขวาแทนที่ของ โทมัส มูนิเยร์ ที่น่าจะมีอาการบาดเจ็บเพราะเขาไม่มีชื่อแม้กระทั่งเป็นตัวสำรอง เข้าใจได้ครับในการเอา เด็มเบเล่ ลงสนามมาซึ่งผมคิดว่า มาร์ติเนซ น่าจะเอามาชนพวก พอล ป็อกบา, เอ็นโกโล่ ก็องเต้ และ แบรส มาตุยดี้ ทว่าสิ่งที่เขาคิดไว้มันดันไม่เป็นดั่งหวัง 3 มิดฟิลด์ดังกล่าวของฝรั่งเศสแข็งโป๊กจริงๆให้ตายเถอะ พวกเขาเล่นสอดประสานกันได้อย่างยอดเยี่ยมและลงตัว บวกกับสองปีกความเร็วจัดทั้ง คีลิยัน เอ็มบัปเป้ และ อ็องตวน กรีซมันน์ ที่ทำให้หลังของ เบลเยี่ยม ระส่ำได้ทุกเมื่อ การดัน มารูยาน เฟลไลนี่ ขึ้นไปด้านบนมากกว่าเดิมคอยปะทะกับ 3 ทรีโอ้มิดฟิลด์ "ตราไก่" และมีลุ้นในจังหวะโยนเข้ากลางกลับกลายเป็นว่าหลังฝรั่งเศสเองก็สามารถจัดได้อยู่หมัด จะสังเกตุได้เลยว่า โรเมลู ลูกากู เหมือนไม่ได้ลงสนามให้กับ "ปีศาจแดงแห่งยุโรป" เลยนะครับ บอลไปถึงหัวหอกจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด น้อยมากๆ และสิ่งที่ค่อนข้างน่าผิดหวังสำหรับ เบลเยี่ยม ในเกมนี้ก็คือการเสียประตูจากลูกโด่ง จังหวะที่พวกเขาเสียประตูนั้นจะสังเกตุได้ว่า โทบี้ อันเดอร์ไวเรลด์ ตามทิศทางการวิ่งของ ซามูเอล อุมตีตี้ ไม่ทันจนกลายเป็นเรื่อง ปราการหลังจาก บาร์เซโลน่า โฉบเข้ามาโหม่งได้ก่อน เฟลไลนี่ ซึ่งกว่าที่มิดฟิลด์หัวฟูจะรู้ตัวก็ช้าเกินไปแล้ว อันเดอไวเรลด์ กับ เฟลไลนี่ ไม่ใช่ไก่กาในลูกโด่งหรอกครับ ช็อตนี้ต้องขอชมเลยกับการฝึกซ้อมและทำงานอย่างหนักของขุนพล "ตราไก่" ในจังหวะเซ็ตพีชแบบนี้ มันเป็นจังหวะที่ซ้อมกันมาแน่นอนครับ เพราะที่ผ่านๆในเกมกับ บราซิล เราจะเห็นได้ชัดเจนว่า เฟลไลนี่ ยืนคุมโซนเสาแรกในจังหวะลูกเตะมุมอยู่ตลอด ซึ่งส่วนใหญ่แกก็เก็บกินนั่นแหละ ฝรั่งเศส ทำได้แล้วครับ พวกเขาทำได้แต่ เบลเยี่ยม ทำไม่ได้ การส่ง ดรีส์ เมอร์เทนส์ ลงสนามมาก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก การเปิดเข้าไปกลางแทบจะกดดัน ฝรั่งเศส ไม่ได้เลยแม้พวกเขาจะมีทั้ง ลูกากู และ เฟลไลนี่ ก็ตาม สุดท้ายกลายเป็นว่า มาร์ติเนซ ก็ทิ้งใบสุดท้ายจนกลายเป็นไม่ได้อะไรเพราะการส่ง ยานนิค เฟร์เรย์ร่า การ์รัสโก้ ลงสนามมาพยายามจะใช้ลูกบนพื้นมันไม่ช่วยอะไรเพราะแผงมิดฟิลด์ทั้ง 3 รายของ "ตราไก่" ยังคงทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี แถม เดชองส์ ยังส่ง สตีเวน เอ็นซ็องซี่ ลงสนามไปแพคแดนกลางอีก และแม้ว่า มาตุยดี้ จะเจ็บไปแต่ โคเรนติน โทลิสโซ่ ลงสนามมาก็ไม่ได้ทำรูปกระบวนเสียหายในช่วงท้ายแต่อย่างใด สุดท้ายเกมระดับบิ๊กแมตช์ที่ทั้งสองฝ่ายแทบไม่ได้โชว์ความผิดพลาดของตัวเองออกมาก็ตัดสินด้วยจังหวะเพียงเสี้ยววินาที ถึงแม้เกมจะอึดอัด กดดัน แต่ดูรูปเกมโดยรวมแล้วคงต้องบอกล่ะครับว่า "ตราไก่" นี่แหละเหมาะสมแล้วกับการผ่านเข้าไปไล่ล่าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 2 ของพวกเขา สำหรับใครที่อยากจะไล่ล่าความสำเร็จและลองอะไรใหม่ๆที่ไม่จำเจล่ะก็ขอแนะนำ mysbobet มีทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณต้องการเพียงแค่ติดต่อที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo หรือโทร 08-0003-1188 / 08-0003-117pic : zimbio

คุยกันหลังเกม : สุดแห่งเกมฟุตบอลแบบนี้แหละที่ต้องการ

รัสเซีย เจอกับ โครเอเชีย เหรอ ? หึ เกมนี้ไม่ค่อยน่าดูเท่าไรแหะคงไม่มีไรมากนักหรอกใครจะผ่านก็เหมือนๆกันแหละ มีใครคิดแบบนี้บ้างมั้ยครับ ? มีผมล่ะคนนึงที่หลังจากจบเกมระหว่าง สวีเดน พบ อังกฤษ ที่ต้องดู รัสเซีย พบ โครเอเชีย ไปอย่างนั้นเพราะหน้าที่การงานทว่าที่ไหนได้เกมที่ออกมามันคือเกมลูกหนังอย่างสมบูรณ์แบบ ครบทุกรสชาติ และเชื่อว่าเกมนี้คือสิ่งที่แฟนๆกีฬาฟุตบอลต้องการชม ทำไมน่ะเหรอ ? ทั้งสองชาติต่างฝ่ายต่างรุกและรับอย่างสุดความสามารถ นักเตะวิ่งใส่กันจนไร้เรี่ยวไร้แรง โค้ชวางหมากแก้แทคติคกันจนหัวร้อน อีกทั้งบรรยากาศในสนามมันน่าขนลุกอีกต่างหาก ไม่มีใครคิดหรอกครับว่า รัสเซีย จะสามารถผ่านเข้ามายังรอบ 8 ทีมสุดท้ายได้ ว่ากันตามตรงผมคิดว่าพวกเขาอาจจะตกรอบแรกซะด้วยซ้ำไป การทะลุเข้ามารอบนี้ต้องขอบอกเลยว่าพลพรรค "หมีขาว" เข้ามาด้วยฝีตีนตัวเอง, หัวใจ และ สปิริต ทีมล้วนๆ ไม่ใช่เพราะอะไรบางอย่างหากคุณมองย้อนกลับไปในปี 2002 สตานิสลาฟ เชอร์เชซอฟ ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีมากๆตั้งแต่นัดแรกจนถึงนัดนี้กับ โครเอเชีย มีแข้งที่สามารถแจ้งเกิดและทำผลงานได้อย่างโดดเด่นมากมายและมันก็อาจจะทำให้เราเห็นแข้งจาก รัสเซีย มาโลดแล่นในลีกใหญ่ๆของยุโรปอีกครั้งไม่ว่าจะเป็น เดนิส เชอรีเชฟ, อเล็กซานดาร์ โกโลวิน, อาร์เต็ม ซูบา หรือแม้แต่ มาริโอ เฟร์นันเดส ส่วน โครเอเชีย เองใช่ว่าจะมาแบบเตรียมพร้อมนะครับ ซลัตโก ดาลิช นายใหญ่คนปัจจุบันของพวกเขาเพิ่งเข้ามารับงานในรั้วทีมชาติเมื่อเดือนตุลาคม 2017 นี้เอง การเตรียมทีมแบบไม่ถึงปีแต่มาไกลได้ขนาดนี้มันก็โอเคล่ะครับที่เราได้เห็นน้ำตาลูกผู้ชายของเขาในเกมวันนี้หลังการดวลจุดโทษ สิ่งที่มันเกิดขึ้นในเกมวันนี้มันทำให้ผมตื่นตาตื่นใจอย่างมาก เกมฟุตบอลเป็นไปในแบบที่มันควรจะเป็น ไม่มีการตุกติก สำออย อะไรให้เห็นออกมาเลย ทุกคนตั้งหน้าตั้งตาซัดใส่กันเพื่อชาติเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ล่ะคนทำหน้าที่ของตัวเองและเป็นเกมฟุตบอลที่ใสสะอาดเกมหนึ่งเลยก็ว่าได้ ประตูที่ทาง รัสเซีย กับ โครเอเชีย ทำได้มันลงล็อคไปซะทุกๆอย่าง ลูก้า โมดริช คือฟันเฟืองทุกสิ่งทุกอย่างของขุนพล "ตราหมากรุก" อย่างแท้จริง หากใครได้รับชมคงได้เห็นจังหวะที่ห้องเครื่องจาก เรอัล มาดริด สปรินต์ช่วงต่อเวลาพิเศษและผู้บรรยายทั้งสองท่านตกตะลึงแบบแทบไม่เชื่อสายตา ผมเองก็ไม่เชื่อครับ คนอะไรมันจะฟิตได้ขนาดนั้น สุดท้ายด้วยความที่เกมมันสนุก เกมมันเร้าใจ เกมมันคือหนังชีวิตที่คู่ควรกว่าการดู เนย์มาร์ ลงไปกลิ้งนอนกับพื้น จุดโทษก็บังเกิด ช่วงเวลาการดวลเป้าขนาดผมเป็นเพียงแค่คนดูนอกสนามอันห่างไกลจากประเทศรัสเซียยังรู้สึกกดดันอย่างบอกไม่ถูกเลยครับ มันบีบไปซะหมดแถมไม่รู้จะเชียร์ใครดีอีกต่างหาก สิ่งที่น่าเสียดายก็คือ มาริโอ เฟร์นันเดส แข้งโอนสัญชาติของ "หมีขาว" ที่จาก ฮีโร่ กลายเป็น ซีโร่ แบบสุดสงสารเลยให้ตายเถอะ จังหวะโขกประตูตีเสมอว่าพีคแล้วแต่การสังหารจุดโทษพลาดนั้นพีคกว่า น้ำตาของ เฟร์นันเดส ที่ออกมามันทำให้ผมเชื่อว่าหัวจิตหัวใจส่วนหนึ่งเขาเป็นชาวรัสเซียนไปแล้ว แม้ในทางการเขาจะเป็นคนบราซิเลี่ยนก็ตาม ตอนนี้เราก็ได้ 4 ทีมที่ทะลุเข้ารอบรองชนะเลิศไปเรียบร้อยแล้วนะครับ และมันก็กลายเป็นศึกชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปไปโดยปริยาย และทุกทีมที่ผ่านเข้ามาได้นั้น เอาล่ะโอเคอาจจะมีทีมชาติอังกฤษที่เล่นแบบพูดกันตรงๆก็คือน่าเบื่อนิดหน่อย แต่ก็ขอยืนยันว่าทั้ง 4 ชาติสมควรพร้อมกับเหมาะสมที่สุดในการผ่านเข้ามาลุ้นโทรฟี่ที่มีค่ามากที่สุดแห่งวงการลูกหนัง ส่วนใครที่กำลังมองหาสิ่งเหมาะๆหรือคู่ควรกับตัวเองในการลุ้นอย่างสนุกล่ะก็ขอแนะนำ Sbobet777 ติดต่อรวดเร็วได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@sbo-777 หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

คุยกันหลังเกม : เนย์ไม่มาแต่เบลเยี่ยมมาว่ะ

ในที่สุด "ปีศาจแดงแห่งยุโรป" ก็สามารถหักด่านโค่นหนึ่งในมหาอำนาจลูกหนังกับเขาได้ซักที ซึ่งมันอาจจะเป็นการนำพาให้พวกเขาปลดแอกตัวเองกับสิ่งที่ถูกเรียกมาตลอดว่าชุดนี้ของพวกเขาคือ 'ยุคทอง' ของทีมชาติเบลเยี่ยม การเล่นในเกมกับ บราซิล ครั้งนี้มันใช่เลยครับ มันถูกแล้วกับฉายายุคทองที่ว่า เพราะในหลายๆตำแหน่งมันลงตัว และก็ดูหิวกระหายสำหรับความสำเร็จในระดับชาติ ก่อนเริ่มเกมมีสิ่งที่ทำให้ผมแปลกประหลาดใจเล็กน้อยกับการจัดทัพใหม่ของ โรแบร์โต มาร์ติเนซ ที่ไม่เหมือนกับแผนที่เขาใช้ในช่วงต้นของทัวนาเมนท์และในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายกับ ญี่ปุ่น สิ่งที่แตกต่างออกไปก็คือ แยนนิค เฟร์เรย์ร่า การ์รัสโก้ และ ดรีส์ เมอร์เทนส์ โดนดร็อปไปและ นาเซอร์ ชาร์ดลี่ กับ มารูยาน เฟลไลนี่ ได้ลงสนามแทน กลายเป็นว่าการวางหมากแบบนี้ของ มาร์ติเนซ มันเหมือนกับถูกหวย 2 ตัวเน้นๆครับเพราะทั้งคู่ค่อนข้างทำได้ดีถึงดีมากเลยทีเดียว ชาร์ดลี่ เป็นคนเปิดลูกเตะมุมจังหวะที่ทำให้ เบลเยี่ยม ขึ้นนำไปก่อน 1-0 จากการทำเข้าประตูตัวเองของ แฟร์นันดินโญ่ ซึ่งในเกมก่อนๆหน้าปีกจาก เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน นั้นไม่ได้เป็นตัวเลือกแรกๆของทีม ส่วน เฟลไลนี่ ผมเชื่อว่าใครที่รับชมเกมการแข่งขันคงจะได้เห็นถึงความสมบูรณ์แบบในการที่เขาลงสนามเล่นคู่กับ อักเซล วิตเซล คู่หูหัวฟูในแดนกลางของ เบลเยี่ยม ทำหน้าที่ได้ตามเป้า .... ไม่สิ ผมคิดว่าอาจจะเกินเป้าของ มาร์ติเนซ ซะด้วยซ้ำไปกับการหยุด เนย์มาร์ และ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ มันเด็ดขาดมากๆครับสำหรับสองคนนี้ในแดนกลาง นอกเหนือจากนี้ แวงซ็องต์ กอมปานี ยังทำหน้าที่ของตัวเองได้เป็นอย่างดี ปราการหลังจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ รายนี้ทำผลงานได้ค่อนข้างประทับใจผมเป็นการส่วนตัวเหมือนกัน สำหรับคนที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ ติโบต์ กูร์กตัวส์ ครับ วันนี้แกองค์ลงจริงๆไม่ว่าจะเป็นการยิงจากนอกกรอบเขตโทษของ คูตี้ หรือ เนย์มาร์ เขาปัดป้องเอาไว้ได้หมด แถมไม่มีรับกระฉอกเลยนะครับ เบลเยี่ยม ทำในสิ่งที่ผมแปลกใจแล้วผลงานออกมาดีแต่ บราซิล ทำให้ผมแปลกใจแต่เป็นการแปลกใจเรื่องอื่น ดั๊กลาส คอสต้า หรือ โรแบร์โต ฟีร์มิโน่ ผมคิดว่าพวกเขาสมควรจะเป็นตัวจริงมากกว่านั่งอยู่ในม้านั่งสำรองเพื่อลงมาเปลี่ยนเกม อย่างที่หลายคนวิจารณ์ล่ะครับว่า กาเบรียล เฮซุส เล่นไม่ออกเลยแม้แต่น้อยในทัวนาเมนท์นี้แต่ ตีเต้ ก็ยังไว้เนื้อเชื่อใจไม่มีการปรับทัพอะไร ซึ่งเขาอาจจะได้ใจผู้เล่นแต่อย่าลืมว่านี่เป็นการแข่งขันแบบทัวนาเมนท์ ถ้าไม่กล้าเปลี่ยนสิ่งเดิมๆก็จะยังคงอยู่ ฟีร์มิโน่ ไม่ได้รับโอกาสเขาก็ไม่อาจจะฉายแสงได้ เช่นเดียวกับ คอสต้า ครับ ผมเข้าใจว่าก่อนหน้านั้นเขามีอาการบาดเจ็บแต่การลงมาเล่นแบบปีกจรวดตามเครื่องหมายการค้าของเขาในวันนี้มันดูฟิตปั๋งเต็ม 100 ซะเหลือเกินแต่ตำแหน่งของเขากับการที่ วิลเลี่ยน ได้ลงสนามและทดแทนได้ดีอันนี้ยังพอทำความเข้าใจได้ แต่ เฮซุส กับ ฟีร์มิโน่ นี่คือสิ่งที่ผมค่อนข้างสงสัยมากที่สุดว่าทำไมถึงไม่ยอมเปลี่ยนซักที ประเด็นเล็กๆน้อยๆก็มีให้พูดถึงบ้างเหมือนกันนะครับสำหรับ เนย์มาร์ ที่สังเกตุได้ชัดเจนว่าในเกมนี้เขาไม่ถูกแตะตัวแล้วล้มเหมือนกับที่ผ่านๆมา เสียงวิจารณ์อย่างกว้างขวางทั้งในหน้าสื่อต่างๆ หรือบนโลกโซเชี่ยลมีเดียนั้นค่อนข้างประสบความสำเร็จเพราะจู่ๆในเกมนี้หอกจาก ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ดูจะแข็งแกร่งขึ้นมาทันตาเห็น จะมีจังหวะเดียวที่เขาทำแบบเดิมๆก็คือการลากขาตัวเองไปเกี่ยวขา เฟลไลนี่ ในกรอบเขตโทษนั่นแหละครับ ทว่าพอโดนผู้ตัดสินชี้หน้าและยื่นคำขาดหลังจากนั้นเขาก็กลายเป็นคนล่ะคนกันเลยทีเดียว ทำแบบนี้แต่แรกก็ไม่มีใครแซวใครด่าแล้ว เนย์ เอ๊ย และการตกรอบของ บราซิล นั้นก็ทำให้ศึกฟุตบอลโลกในครั้งนี้กลายเป็นศึกชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปไปโดยปริยายครับ เนื่องจากทีมจากทั้ง เอเชีย, แอฟริกา, อเมริกาใต้ หรือ คอนคาเคฟ ปิ๋วตกรอบไปหมดครบทุกชาติแล้ว ปีนี้ยุโรปแข็งแกร่งจริงๆ ส่วนถ้าหากใครที่กำลังมองหาเว็บไซด์สุดแข็งแกร่งและไว้เนื้อเชื่อใจได้พร้อมกับรับรองว่าจะไม่จากคุณไปไหนล่ะก็ขอแนะนำ mysbobet มีทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณต้องการเพียงแค่ติดต่อที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo หรือโทร 08-0003-1188 / 08-0003-1177

คุยกันหลังเกม : ทุกอย่างเข้าทางสิงโตให้คำราม ?

การตัดสินใจแพ้เบลเยี่ยมให้มันจบๆไปของ แกเร็ธ เซาธ์เกต กำลังจะกลายเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ? คำถามนี้ขึ้นมาในหัวของผมหลังจากที่ เอริค ไดเออร์ สังหารจุดโทษผ่านมือ ดาวิด ออสปิน่า เข้าไปพร้อมกับช่วยให้ทีมชาติอังกฤษทะลุเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายของฟุตบอลโลก 2018 ได้สำเร็จ ตลอดทั้งเกม 90 นาทีเต็ม อังกฤษ ทำหน้าที่ได้ดีตามทรงที่พวกเขาโชว์ให้เห็นตั้งแต่นัดแรก ด้วยอายุที่อาจจะดูเป็นวัยกลัดมันแต่ขุนพล "ทรีส์ ไลออน" กลับสามารถเล่นได้แบบน่าตื่นตาตื่นใจ จุดโทษของ แฮร์รี่ เคน ในเกมการแข่งขันมันเป็นการยิงที่ผมไม่คาดคิดว่า เคน จะทำเลยครับ เพราะการยิงไปกลางประตูนั้นมันไม่ใช่ทางออกเสมอไป หากสังเกตุดีๆขาของ ออสปิน่า ยกมาเกือบถึงอยู่เหมือนกัน ส่วนจังหวะที่ว่าควรได้จุดโทษหรือไม่นั้น ? ผมว่าร้อนละ 90 ล่ะครับ เห็นด้วยกับจุดโทษลูกนี้เพราะทาง คาร์ลอส ซานเชซ ทั้งไถ ทั้งผลัก ทั้งกระโดดใส่ต่อหน้าผู้ตัดสินแบบนั้น รอดยาก ซึ่งประตูดังกล่าวทำให้ เซาธ์เกต ค่อนข้างมั่นใจว่าลูกทีมของเขาปิดจ็อบในเกมนี้ได้เพราะ โคลอมเบีย ยามไร้ ฮาเมส โรดริเกซ นั้นเกมรุกของพวกเขาดูไม่สะเด็ดสะเด่าซักเท่าไรนัก น่าเสียดายแทนขุนพลจากดินแดนแห่งกาแฟเหมือนกันครับ ที่พวกเขาไม่สามารถใช้งานนักเตะซูปเปอร์สตาร์ของตัวเองได้ แต่ความมุ่งมั่นของยอดทีมจากลาตินอเมริกาก็ไม่ได้หมดง่ายๆ พวกเขาลุกขึ้นสู้จนถึงวินาทีสุดท้ายจริงๆ และมันอาจจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของ เยร์รี มีน่า ในทัวนาเมนท์นี้ไปแล้วกับการทะยานขึ้นโขกทำประตูให้ โคลอมเบีย แบบเน้นๆ กำลังใจมาทันทีอย่างเห็นได้ชัด การเล่นของ โคลอมเบีย ดูดีขึ้นผิดหูผิดตาในช่วงต่อเวลาพิเศษครึ่งแรกแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ จนมาช่วงครึ่งหลังของการต่อเวลาพิเศษ อังกฤษ ถึงดูมีรูปมีทรงขึ้นมาสุดท้ายทั้งสองทีมก็ต้องมาตัดสินถึงฎีกาดวลจุดโทษจนได้ สถิติก่อนเกมการแข่งขันทุกอย่างมันไม่เข้าทาง "สิงโตคำราม" เลยแม้แต่น้อยพวกเขาไม่เคยเอาชนะได้เลยในศึกฟุตบอลโลกหากว่ายืดเยื้อมาจนถึงช่วงดวลจุดโทษ ปี 1990 พงกเขาแพ้ในรอบรองชนะเลิศในการดวลกับ เยอรมันตะวันตก ปี 1998 พวกเขาแพ้ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายในการดวลกับ อาร์เจนติน่า ปี 2006 พวกเขาแพ้ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายในการดวลกับ โปรตุเกส อีกทั้ง เซาธ์เกต เองยังเคยมีประสบการณ์ไม่สู้ดีนักกับการดวลจุดโทษ เขาเคยพลาดการยิงให้ทีมชาติอังกฤษครั้งยังเป็นผู้เล่นทำให้ "สิงโตคำราม" แพ้ต่อ เยอรมันนี ในรอบรองชนะเลิศ ยูโร 1996 หากมองถึงอดีตทุกอย่างมันไม่เข้าทาง อังกฤษ เลยแม้แต่น้อย ทว่าสิ่งที่ได้เห็นมันพลิกไปเลย การยิงของแค่ล่ะคนดูแล้วมันชัดเจนมากกว่าซ้อมกันมากอย่างหนักหน่วง ตอน มาร์คัส แรชฟอร์ด ออกมายิงนี่บอกตามตรงผมไม่คิดว่าไอ้หนูนี่จะยิงเข้าซะด้วยซ้ำ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาดูไม่มีความมั่นใจในการสังหารประตูเลยแม้แต่น้อย ทว่าการยิงของหัวหอกจากค่าย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั้นเฉียบคมแบบสุดๆ จอร์แดน พิคฟอร์ด เองก็สร้างประวัติศาสตร์ให้กับตัวเองด้วยเพราะเขาคือผู้รักษาประตูทีมชาติอังกฤษต่อจาก เดวิด ซีแมน ที่สามารถเซฟจุดโทษในทัวนาเมนท์ระดับเมเจอร์ได้ โดย ซีแมน เคยเซฟไว้ตอนปี 1998 นานมั้ยล่ะ ? 20 ปีเลยนะครับ ชัยชนะจุดโทษครั้งนี้ผมว่ามันมีความหมายมากกว่าชัยชนะในเวลา 90 นาทีหรือ 120 ของทีมชาติอังกฤษซะอีก มันได้ทั้งความมั่นใจ รวมถึงการสลัดอดีตอันขมขื่นทิ้งไปโดยมองไปแต่ข้างหน้าเท่านั้น หรือว่านี่อาจจะเป็นโชคชะตาที่ทำให้พลพรรค "สิงโตคำราม" ปลดแอกตัวเองกลับมาคว้าแชมป์โลกได้อีกครั้ง ? ส่วนถ้าใครสนใจในเรื่องโชคชะตาล่ะก็ต้องนี่เลย mysbobet มีทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณต้องการเพียงแค่ติดต่อที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo หรือโทร 08-0003-1188 / 08-0003-1177pic : zimbio

คุยกันหลังเกม : สดุดีหัวใจขุนพล 'ซามูไร'

แว๊บแรกหลังจบเกมการแข่งขันคู่ระหว่าง เบลเยี่ยม พบ ญี่ปุ่น นั้นคือความรู้สึกที่ไม่สุดยังไม่ก็ไม่ทราบครับ ว่ากันตรงๆผมเองเอาใจช่วย "ปีศาจแดงแห่งยุโรป" มาซักพักใหญ่ๆแล้วแต่ทีมชุดนี้ก็ไปไม่ถึงดวงดาวได้ซักทีทั้งในศึกฟุตบอลโลก 2014 และ ยูโร 2016 ทำให้มาในฟุตบอลโลกคราวนี้ผมค่อนข้างหวังกับสไตล์การเล่นที่ โรแบร์โต มาร์ติเนซ วางหมากเอาไว้ เกมนี้ในตอนแรกไม่มีใครคิดเลยว่าจะเป็นงานยากลำบากสำหรับ เบลเยี่ยม เพราะการโคจรมาพบกับ ญี่ปุ่น นั้นดูเรื่องทั้งศักยภาพเอย การเล่นเป็นทีมเอย หรือแม้แต่ความสามารถส่วนบุคคล ขุนพล "เร้ดเดวิลส์" ดูดีกว่าทุกมุมมอง ที่ไหนได้ครับ ที่ไหนได้ โคตรทีมแห่งเอเชียได้พิสูจน์ถึงศักยภาพของพวกเขาออกมาได้แบบเหนือความคาดหมายจริงๆ ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าทาง เบลเยี่ยม จะมีปัญหาในเรื่องของแนวรับทั้งๆที่พวกเขามีแข้งระดับพระกาฬให้เลือกใช้ทั้ง โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์, แวงซ็องต์ กอมปานี, โทมัส แฟร์มาเล่น หรือ แยน แฟร์ทองเก้น โดยเฉพาะในลูกแรก แฟร์ทองเก้น สกัดพลาดแบบไม่น่าให้อภัยมันเลยทำให้ เก็งกิ ฮารากูชิ หลุดเข้าไปยิงผ่านมือ ติโบต์ กูร์กตัวส์ ได้แบบสุดยอด ส่วนลูกที่ 2 ที่พลพรรค "ซามูไรบลูส์" ทำได้นั้นหากย้อนกลับไปดูไฮไลต์ดีๆ กอมปานี มีเหม่อหน่อยๆนะครับ กว่าจะกระตุกขยับตัวพยายามเข้าบล็อคลูกยิงของ ทากาชิ อินูอิ ก็สายไปซะแล้ว ประมาทงั้นเหรอ ? เป็นไปได้นะครับเพราะทีมญี่ปุ่นเป็นทีมที่มาจากเอเชียนี่เนอะ มันต้องมีบ้างอยู่แล้วไม่มากก็น้อยเพราะพวกเขาต่างเป็นนักเตะซูปเปอร์สตาร์ระดับโลก ชัยชนะมันเหมือนกับว่าจะเป็นของชาติจากดินแดนปลาดิบแต่สิ่งที่น่าเหลือเชื่อก็เกิดขึ้นเมื่อ เบลเยี่ยม หันมาเล่นบอลโด่งเปิดเข้ากลางซึ่งก็ประสบความสำเร็จไปด้วยดี การลงสนามมาของ เฟลไลนี่ สร้างความวุ่นวายให้กับแผงหลังของ ญี่ปุ่น อย่างเห็นได้ชัด เอาจริงแผนนี้ใครที่เป็นแฟนๆของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คงได้เห็นกันจนเอียน มาถึงตอนนี้ทางทีมที่มีฉายา "ปีศาจแดง" เหมือนกันก็ได้ฤกษ์ใช้บ้าง เฟลไลนี่ ทำได้ครับ ซึ่งก็ไม่แปลกใจอะไรกับสิ่งที่เขาทำได้เพราะมันเป็นเครื่องหมายการค้าของมิดฟิลด์หัวฟูรายนี้อยู่แล้ว เมื่อถูกตีเสมอ 2-2 ญี่ปุ่น ได้เผยให้เห็นถึงความไม่เขี้ยว ? หรือว่าเผยให้เห็นถึงความใจสู้ ? เพราะลูกที่พวกเขาเสียนั้นมันมาจากจังหวะสวนหลังจากลูกเตะมุม เอาจริงเหอะครับ หากเป็นบางชาตินี่คงกะหวังเสมอต่อเวลาเล่นลูกสั้นไปแล้วแต่นี่ ญี่ปุ่น โยนเข้ากลางมันซะดื้อๆซึ่งสุดท้ายก็เข้ามือ กูร์กตัวส์ และมือกาวจากค่าย เชลซี ก็สวนตู้มเดียว ปึ้ง หงายกันไปเลย เสียดายครับ เสียดายมากๆ เพราะถ้าหากเกมนี้จบลงที่ผลเสมอ 2-2 ช่วงต่อเวลาพิเศษ 30 นาทีอะไรมันก็สามารถเกิดขึ้นได้อยู่แล้วรวมถึงหากยื้อไปถึงช่วงดวลจุดโทษด้วยล่ะก็ทุกๆอย่าง 50-50 หมด การเล่นพยายามบุกเพื่อเอาชนะเป็นสิ่งที่คอลูกหนังอย่างเราต้องการชมอยู่แล้วครับ แต่บางครั้ง บางที บางคราว การเล่นแบบไม่ประมาทก็เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ หาก ญี่ปุ่น เลือกที่จะเล่นเตะมุมสั้นๆหวังให้ผลออกเสมอ 2-2 ล่ะก็นะ โอย คิดแล้วยังเสียดายอยู่เลย ส่วน เบลเยี่ยม ก็ต้องกลับไปทำการบ้านกันต่อ ลูกกลางอากาศในวันนี้พวกเขาประสบความสำเร็จก็จริงแต่อย่าลืมว่ารูปร่างของชาวเอเชียนั้นไม่ได้สูงใหญ่เท่ากับพวกเขาต่อให้เป็น มายะ โยชิดะ ก็เถอะ รอบต่อไปการเผชิญหน้ากับ บราซิล หากว่า มาร์ติเนซ ยังไม่มีแทคติคหรือสร้างหมากใหม่ๆได้ดีพอ ผมว่าทีม 'ยุคทอง' ของ เบลเยี่ยม ชุดนี้น่าจะไปไม่ถึงดวงดาวอีกครั้ง ทว่าใครคนไหนอยากที่จะหลุดทะลุไปถึงดวงดาวกับความมันส์ที่ไร้ขีดจำกัดล่ะก็ขอแนะนำ Sbobet777 ติดต่อรวดเร็วได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@sbo-777 หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

คุยกันหลังเกม : น่ารักน่าลุ้นจริงๆ 'จอมโหด'

ม้ามืดที่แท้จริงได้เผยโฉมออกมาเรียบร้อยแล้วครับสำหรับ อุรุกวัย มีคนคาดมีคนคิดมาก่อนมั้ยว่าพวกเขาจะกระโดดขึ้นมาสร้างสีสันในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซียในครั้งนี้ มันมีแน่นอนล่ะครับ แต่ไม่คิดว่าจะดีขนาดนี้ สองนัดแรกว่ากันตามตรงผมดูไม่ออกเลยว่า "จอมโหด" จะมาไม้ไหนหรือว่ายังไงเหมือนกับว่าพวกเขา 'กั๊ก' อะไรบางอย่างเอาไว้ในเกมกับ อียิปต์ และ ซาอุดิอาระเบีย แนวรับเหนียวแน่นก็จริงแต่แนวรุกยังดูขัดๆเขินๆกันอยู่โดยเฉพาะคู่หูคู่โหดระดับโลกอย่าง หลุยส์ ซัวเรซ กับ เอดินสัน คาวานี่ เมื่อดูสไตล์การเล่นของสองคนนี้มันดูน่าจะเข้าขากันได้เป็นอย่างดีเพราะ คาวานี่ คือหน้าเป้าตัวจบสกอร์แบบธรรมชาติอยู่แล้วส่วน ซัวเรซ คือสามารถโยกไปได้หมดซ้ายขวาหรือจังหวะจบสกอร์ จนนัดที่พวกเขามาพบกับเจ้าภาพนั่นแหละครับถึงได้เห็นเต็มๆตาของความรู้ใจของทั้งคู่ มาถึงนัดกับ โปรตุเกส ลูกแรกที่ คาวานี่ ทำได้ด้วยการเปิดของ ซัวเรซ นั้นมันชัดเจนถึงการฝึกซ้อมมาด้วยกันเป็นอย่างดี สถิติที่ออกมาปรากฏว่าลูกดังกล่าว ซัวเรซ แอสซิสต์ให้ คาวานี่ เป็นครั้งที่ 12 จาก 44 ประตูที่หัวหอกจากค่าย ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ทำให้กับ อุรุกวัย ได้เลยนะครับ 30 เปอร์เซนต์จาก 100 ที่ ซัวเรซ มีส่วนร่วมถวายพานให้ คาวานี่ มันไม่ใช่น้อยๆเลย รวมไปถึงลูกที่สองการจ่ายของ โรดริโก เบ็นทานกูร์ นั้นดีก็จริงแต่นั้นก็เพราะ ซัวเรซ เป็นคนดึงแผงหลัง โปรตุเกส ไปแบบชัดเจน หอกฟันไม่เข้าตัดสินใจข้ามบอลไปให้ คาวานี่ เอี้ยวตัวปั่นแบบเหนือๆเลย แนวรุกมีตัวที่สอดประสานงานได้เป็นอย่างดีแล้ว แนวรับก็ใช่ย่อยที่ไหน ผมไม่คิดเลยนะครับว่าแผงหลังอย่าง มาร์ติน กาเซเรส จะกลับมาเล่นได้ค่อนข้างดีขนาดนี้ทั้งๆที่เขาเองก็ไม่ได้ลงสนามให้ ลาซิโอ มากนักหรือการจับ ดีเอโก ลาซอลต์ ไปเป็นแบ๊คซ้ายแล้วทำผลงานแบบแจ่มสุดๆเนี่ย มันเหนือความคาดหมายของผมเช่นกัน เพราะในเกมแรกและเกมสอง ออสการ์ ตาบาเรซ เหมือนยังหาจุดลงตัวในตำแหน่งแบ๊คซ้ายไม่ได้จนหวยมาออกที่ ลาซอลต์ นั่นแหละครับ ส่วนคู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟก็ไม่ต้องอะไรมากเพราะ ดีเอโก โกดิน กับ โชเซ คิมิเนซ เล่นด้วยกันมาตลอดในสโมสรที่ แอตเลติโก มาดริด ซึ่งมันชัดเจนว่า "จอมโหด" ได้ประโยชน์ในเรื่องนี้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยมาก ลูกล่อลูกชนของสองกำแพงยักษ์แห่งยอดทีมจากลาตินอเมริกายังคงไว้ใจได้อีกทั้ง เฟร์นันโด มุสเลร่า นายด่านวัย 32 ปีค่อนข้างไว้ใจได้เหมือนกันนะแม้จะมีจังหวะเหวอๆอยู่บ้างในเกมแต่จังหวะรับเข้าซอง หรือรับลูกยิงค่อนข้างจะติดมือใช้ได้ จังหวะที่ อุรุกวัย เสียประตูเองก็คงต้องยอมล่ะครับ เพราะเทคนิคการวิ่งของ โรนัลโด้ และ เปเป้ ทำได้ดีเอามากๆ ทุกสิ่งทุกอย่างในวันนี้ต้องขอชม ออสการ์ ตาบาเรซ จริงๆ เขาอยู่กับทีมทีมนี้มาตั้งแต่ปี 2006 และเคยนำ "จอมโหด" ทะลุทะลวงคว้าอันดับที่ 4 ของศึกฟุตบอลโลกได้เมื่อปี 2010 มาแล้ว ซึ่งก็น่าสนใจสุดๆว่าในรอบต่อไปที่พวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับ ฝรั่งเศส นั้นจะเป็นยังไงต่อ ด้วยฟอร์มแบบนี้ ศักยภาพของแต่ล่ะคนที่แสดงออกมาในปีนี้ ผมว่า "ตราไก่" เองก็มีเสียวๆบ้างล่ะ น่ารักน่าลุ้นครับสำหรับ "จอมโหด" ผมเอาใจช่วยเต็มที่เลย ส่วนใครที่อยากลุ้นกันต่อเนื่องนอกเหนือจาก อุรุกวัย ล่ะก็ขอแนะนำ mysbobet เพียงแค่ติดต่อที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo หรือโทร 08-0003-1188 / 08-0003-1177pic : zimbio

คุยกันหลังเกม : การกู้ศรัทธาของ 'ฟ้าขาว' อาจจอดเมื่อเจอไก่ ?

เป็นเกมที่บีบหัวจิตหัวใจมากที่สุด ณ ตอนนี้สำหรับศึกฟุตบอลโลก 2018 ของผมเลยครับสำหรับการเจอกันของ ไนจีเรีย กับ อาร์เจนติน่า ว่ากันตามตรงก่อนเริ่มเกมผมเทใจให้ขุนพล "ซูปเปอร์อีเกิ้ลส์" เนื่องจากพวกเขาเล่นแบบมีสปิริตและรวมกันเป็นหนึ่งมาตลอดตั้งแต่นัดแรก อีกทั้งการเก็บ 3 คะแนนได้จาก ไอซ์แลนด์ ด้วยฟอร์มเด็ดดวงนั้นมันตึงตาผมซะเหลือเกิน ตรงกันข้ามกับ อาร์เจนติน่า ที่มี ฮอร์เก้ ซามเปาลี ที่ตอนนี้ผมยกให้เป็นนายใหญ่ที่อินดี้ที่สุดคนหนึ่งของโลกไปแล้วทั้งในเรื่องของการเลือกผู้เล่นและการจัดตัว ทั้งก่อนหน้าที่ไม่เรียก เมาโร อีคาร์ดี้ หรือแม้แต่การผลักใสไล่ส่ง เซร์คิโอ โรเมโร่ ออกจากทีมทั้งๆที่นายด่านจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยืนยันจากปากเองแล้วว่าเขาไม่มีอะไรแตกหักและต้องพักอย่างน้อยๆก็ 10 วันเท่านั้น มันอาจจะดูเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดนะครับหากดูกันให้ดี อาร์เจนติน่า จะหวังพึ่งแต่ เมสซี่ ให้ยิงประตูมันก็ไม่ใช่แล้วเป็นไงล่ะ ? กอนซาโล อิกวาอิน กับ เซร์คิโอ อเกวโร่ ไม่ได้ตอบโจทย์อะไรเลยแม้แต่น้อยหากว่า ซามเปาลี พยายามดันลูกรักแบบดันทุรังทั้ง มักซิมิเลียโน เมซ่า หรือ คริสเตียน ปาวอน การเปิดเข้ากลางแล้วมีคนเข้าชาจผมคิดว่า อีคาร์ดี้ คือคำตอบ ไหนจะความผิดพลาดของ วิลลี่ กาบาเยโร่ ในนัดที่เจอกับ โครเอเชีย มันตอกย้ำให้เห็นถึงการไม่เลือกนายด่านที่อาจจะเป็นมือสองแต่เก๋าประสบการณ์ในระดับชาติมากกว่าอย่าง โรเมโร่ มาติดทีมต่อให้ กาบาเยโร่ จะอายุเยอะและผ่านร้อนผ่านหนาวมาไม่น้อยก็จริง แต่นี่คือทัวนาเมนท์ระดับชาติครั้งแรกของเขาก็กลายเป็นฝันร้ายไปซะอย่างนั้น สุดท้ายครับสุดท้าย สุดท้ายในนัดสุดท้าย ซามเปาลี เหมือนแกเพิ่งจะกลับใจได้หรือว่ายังไงไม่ทราบ ผมคิดว่าการใช้ เอแวร์ บาเนก้า มันมีประโยชน์กว่า ลูคัส บีญ่า หรือเข็น เมซ่า ลงสนามซะอีก แอสซิสต์งามๆให้ เมสซี่ หลุดเข้าไปยิงแบบสะใจ เมื่อยิงประตูนำได้ก่อนในใจหลายๆคนคงไม่มีใครคิดว่า ไนจีเรีย จะสามารถกลับมาได้หรอกครับ แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องขอชมเลยว่าการเล่นของยอดทีมแห่งแอฟริกาก็ไม่ได้ลน ไม่ได้ล่ก หรือไม่ได้แม้แต่รีบจนเกินความจำเป็น พวกเขาโดนนำไปตั้งแต่นาทีที่ 14 ก็จริงแต่ก็ยังคงเน้นความรัดกุมและรอโอกาสที่จะฉกฉวยซึ่งก็ทำได้สำเร็จ จุดโทษมั้ย ? จากมุมมองของผมที่มีต่อผู้ตัดสินผมคิดว่าท่านเปามองถึงมุมที่บอลกำลังจะพุ่งเข้าหา บาลากัน แต่ มาสเคราโน่ กอดรัดฟัดและเหวี่ยงจนปราการหลัง ไนจีเรีย ล้มลงไป แปลกมั้ย ? แปลกนิดๆ แต่ให้ได้มั้ย ? ก็ไม่ได้ค้านหัวชนฝาว่าลูกนี้มันใสสะอาดและไม่ควรจะฟาวล์อะไร เมื่อผลเสมอ 1-1 ออกมากลายเป็นว่าพลพรรค "ฟ้าขาว" เร่ง เร่งจนลน ลนมากๆด้วย พวกเขาพยายามเปิดหน้าเข้าใส่จนหลายๆครั้งอาจจะกลายเป็นภัยต่อตัวเองได้ในจังหวะสวนกลับของ ไนจีเรีย อาเหม็ด มูซ่า นี่จี๊ดจ๊าดโดนใจมากครับ เสียดายที่จังหวะสุดท้ายนั้นพวกเขาทำได้ไม่เด็ดขาด โดยเฉพาะลูกของ โอเดียน อิ๊คฮาโล่ ที่วอลเล่ย์เหน่งๆหลุดกรอบออกไปแบบได้แต่ร้อง 'โอ้โห เม่งเอ้ย' เสียดายครับ เสียดายจริงๆลูกนั้น ทว่าด้วยโชคชะตาผนวกกับการบดไล่บี้อย่างหนัก "ฟ้าขาว" ก็สามารถปลดล็อคได้สำเร็จจากการยิงของ มาร์กอส โรโฮ ปราการหลังจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่วิ่งมาซัลโวราวกับเป็นศูนย์หน้าซะอย่างนั้น ชัยชนะ 2-1 อาจจะทำให้ อาร์เจนติน่า เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายก็จริง แต่หากวัดกันที่ฟอร์มการเล่นแล้วล่ะก็ในความคิดของผมตอนนี้คือพวกเขาน่าจะหยุดอยู่แค่นั้นนั่นแหละครับ เพราะในรอบถัดไป "ฟ้าขาว" จะต้องพบกับ "ตราไก่" ทีมชาติฝรั่งเศส ที่ฟอร์มค่อนข้างโอเคในความคิดของผมและถ้าหาก อาร์เจนติน่า ยังคงเล่นได้ 'แค่นี้' อยู่ล่ะก็พวกเขาไม่น่าจะสามารถหักด่านเข้าไปได้ส่วนถ้าใครอยากลุ้นแบบสนุกสนานกันตลอดแบบไม่มีหยุดพักล่ะก็ขอแนะนำ Sbobet777 ครับติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@sbo-777 หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

คุยกันหลังเกม : อินทรีสยายปีกขอล้างอาถรรพ์แชมป์ร่วง

เป็นอีกหนึ่งเกมที่สนุกสนานและลุ้นตลอด 90 นาทีอีกแล้วสำหรับ เยอรมันนี พบกับ สวีเดน ก่อนหน้านี้ทุกคนย่อมรู้ดีว่า "อินทรีเหล็ก" ต้องการ 3 คะแนนเพื่อโอกาสผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายขนาดไหนหลังจากที่พวกเขาพลาดท่าแพ้ต่อ เม็กซิโก ไปแบบสุดเหลือเชื่อ ส่วนทางยอดทีมแห่งแถบสแดนดิเนเวียเองพวกเขาขยี้ เกาหลีใต้ มาได้แล้วทำให้นัดที่สองนี้ 1 แต้มก็ดูน่าจะเพียงพอ ทำให้ความต้องการและเป้าหมายนั้นแตกต่างกัน สวีเดน มาผมดูทรงแล้วต้องการเล่นในรูปแบบเดียวกับ "จังโก้" เลยครับ พวกเขาเน้นตั้งรับและสวนกลับซึ่งดูจะมีทีเด็ดทีขาดไม่ใช่น้อยเหมือนกัน หลังจากพยายามบดอยู่นานทุกอย่างมันดูไม่เข้าทางของ เยอรมัน เลยแม้แต่น้อยโดยเฉพาะในช่วง 15 นาทีสุดท้ายของครึ่งเวลาแรกเมื่อ โอลา ตอยโวเน่น กระดกข้ามศรีษะ มานูเอล นอยเออร์ เข้าไปตุงตาข่าย ทุกๆอย่างเริ่มกดดันและมีแรงถาโถมเข้ามา ช่วงนั้น "อินทรีเหล็ก" เหมือนกับช็อตไปเลย ตี 'อินทรี' ต้องตีให้ 'ตาย' ครับ กลายเป็นว่า สวีเดน เองก็ไม่คิดจะทำอะไรต่อหลังจากนั้นหมดครึ่งแรกพวกเขาค่อนข้างมั่นใจอยู่แล้ว เริ่มครึ่งหลังมาขุนพล "อินทรีเหล็ก" มาได้ประตูที่ต้องการจาก รอยส์ ซึ่งผมหวังว่าหลังจากนี้อาจจะมีเกมที่เปิดแลกมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สวีเดน พวกเขาไม่ได้ตั้งใจจะมาแลกเลยแม้แต่น้อย พวกเขาเน้นตั้งรับเพียงอย่างเดียว ซึ่งผมเห็นด้วยนะกับคอมเมนท์เตเตอร์ในรายการถ่ายทอดสดที่พูดว่าเกมนี้ชี้ให้เห็นถึง 'ดาบสองคม' อย่างแท้จริง การเน้นตั้งรับถ้าหากสำเร็จมันก็ดีไป แต่ถ้าหากไม่ มันต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดที่น่าเสียใจที่สุด จริงอยู่ที่ สวีเดน เองก็มีโอกาส แต่มันก็คือโอกาสฉาบฉวยที่นานๆจะมาทีจากลูกตั้งเตะทว่า มานูเอล นอยเออร์ ก็พิสูจน์ให้ได้เห็นว่าทำไม โยอาคิม เลิฟ ถึงตัดสินใจไม่เลือก มาร์ค-อันเดร์ แทร์ สเตเก้น เป็นตัวจริงในฟุตบอลโลกครั้งนี้ทั้งๆที่เขาลงสนามให้ บาร์เซโลน่า มาตลอดทั้งฤดูกาลแต่ นอยเออร์ ไม่ ความเป็นกัปตัน กระตุ้นตะโกนโหวกเหวกโวยวายแทบจะตลอดเวลา หรือการเซฟจังหวะชีวิตของ "อินทรีเหล็ก" ก็มีให้เห็น สถานการณ์มันอาจจะดูเข้าทาง สวีเดน ไปแล้วแต่ก็ต้องของอนุญาตใช้คำสุดคลาสสิคว่า 'ฟุตบอลมันก็แบบนี้' ล่ะครับ การมาเสียลูกตั้งเตะโดยที่ไม่สมควร จนสุดท้ายมันนำพามาซึ่งความเจ็บปวด เท้าขวาปลิดวิญญาณของ โทนี่ โครส ทำหน้าที่ได้แบบสุดยอดมากๆ ซึ่งเราไม่มีโอกาสได้เห็นแบบนี้ที่ เรอัล มาดริด แน่ๆล่ะครับ มันพิสูจน์เหมือนกันว่าเท้าขวาของ โครส ไม่ได้แค่ชั่งทองได้ แต่ยังสามารถปลิดชีพคู่ต่อสู้ได้แบบเหนือชั้น ชัยชนะและ 3 คะแนนสุดล้ำค่าในนัดนี้มันต่อลมหายใจให้กับ "อินทรีเหล็ก" ได้และก็น่าจะเป็นลมหายในอีกเฮือกใหญ่ๆเลยนะครับ นัดสุดท้ายเราคงต้องมารอลุ้นกันว่า โยอาคิม เลิฟ จะสามารถนำทีมล้างอาถรรพ์ 'แชมป์ร่วง' หรือ แชมป์เก่าที่มักจะร่วงตกรอบแรกอย่าง ฝรั่งเศส, อิตาลี หรือ สเปน ได้หรือไม่นั้น น่าสนใจจริงๆ แต่ถ้าหากนั่นยังทำให้คุณสนไม่มากพอล่ะก็ลอง mysbobet ไหมครับ อาจจะมีสิ่งที่น่าสนใจสำหรับคุณ เพียงแค่ติดต่อที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbobet หรือโทร 08-0003-1188 / 08-0003-1177