breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

เลือดข้น คนวาง(แผน)

คืนคริสมาสต์ปี 2001 ระหว่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เผลอหลับไปบนโซฟาที่บ้านพักเขาต้องดีดตัวเองขึ้นมานั่งเมื่อรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างมาสัมผัสที่ปลายเท้าพอลืมตามองดูถึงเห็นว่าเป็นเคธี ภรรยาบังเกิดเกล้าที่ร่วมหัวจมท้ายต่อสู้อุปสรรคกันมาตั้งแต่สมัยเขาเป็นนักเตะอาชีพมาสะกิดปลุกให้ตื่นขึ้นมาซะอย่างนั้น"ฉันมีเรื่องจะคุยด้วยนะ เราปรึกษากันแล้วว่า คุณยังไม่ต้องวางมือจากผู้จัดการทีมหรอก สุขภาพยังแข็งแรงดีอยู่ และมีไฟที่จะทำงาน ที่สำคัญฉันไม่อยากให้คุณมาเกะกะอยู่บ้านให้รำคาญกันเปล่า""เรา" ที่ เคธี หมายถึงนอกจากตัวเธอแล้ว ยังมีลูกชายอีก 3 คนประกอบไปด้วย มาร์ค , ดาร์เรน และ เจสัน โดย 2 คนหลังนี่เป็นแฝดที่ลืมตาดูโลกในช่วงเวลาใกล้เคียงกันก่อนหน้านี้ เฟอร์กี้ มีแผนจะเกษียณตัวเองจากการทำงานตามเกณฑ์ปกติในวัย 60 ปีเหมือนชาวบ้านทั่วไป อีกทั้งบทบาทผู้จัดการทีมนี้ก็เป็นมาตั้งแต่วัยแค่ 32 โน่น มันนานเกือบ 30 ปีและน่าจะสมควรแก่เวลาจะล้างมือในอ่างทองคำอีกทั้งคำพูดบางอย่างของ มาร์ติน เอ็ดเวิร์ดส์ ประธานสโมสรในเวลานั้นก็ทำให้บรมกุนซือสก๊อตติชไม่ค่อยพอใจเท่าไรนัก ซึ่งทำให้เขาเชื่อว่าเมื่อผ่านปีมหัศจรรย์ 1999 มาแล้ว ควรจะเบรกตัวเองลงพักผ่อน ไปจิบไวน์ที่ชอบและเดินทางเที่ยวรอบโลกในวันที่ยังมีแรงอยู่แต่แล้ว เฟอร์กี้ ไม่คิดหรอกว่าการหลับไปแค่ 5 นาที มันจะทำให้เขาตื่นมาแล้วต้องทำงานอีก 11 ปีด้วยกันกระทั่งพฤษภาคม 2013 เฟอร์กี้ ประกาศรีไทร์ตัวเองหลังจบฤดูกาล ท่ามกลางความเซอร์ไพรส์และเศร้าใจของแฟน แมนฯยูไนเต็ด ทุกคนเขาให้เหตุผลว่าหลังจากน้องสาวของ เคธี ที่สนิทแนบแน่นกันมากเสียชีวิตลง ไม่อยากเห็นภรรยาสุดที่รักต้องเหงาเหี่ยวเฉากับช่วงบั้นปลายอีก ฉะนั้นจึงต้องตัดสินใจครั้งสำคัญและเขาเลือกภรรยาคู่ชีวิตการมีเวลาให้กับคนที่เรารักและรักเรา นั่นคือสิ่งยิ่งใหญ่สุดอย่างไม่ต้องสงสัยแต่ เฟอร์กี้ อาจไม่รู้ว่าการตัดสินใจเปิดหมวกลาในคราวนั้น มันจะหมายถึงการสิ้นยุคยิ่งใหญ่เกรียงไกรของปีศาจแดงด้วย------------------------ความจริงแล้ว เฟอร์กี้ วางแผนหลายอย่างไว้คร่าวๆ หากตัวเองจะต้องเกษียณอย่างจริงๆ ไม่กลับมาทำงานอีกอย่างแรกที่เขาวิตกกังวลก็คือ ใครกันแน่ที่จะมาเป็นทายาทสืบสานความสำเร็จและรักษารากฐานอันแข็งแกร่งที่ได้วางเอาไว้มาเป็นเวลานานมีชื่อหลายคนน่าสนใจ แต่ เฟอร์กี้ ให้ความสนใจและแสดงท่าทีเชื่อมั่น เดวิด มอยส์ มากเป็นพิเศษ ด้วยคุณสมบัติต่างๆ ที่คล้ายกันตนเอง เหมือนมองสะท้อนจากระจกเงา ความอดทน ใจสู้ ทำงานหนัก มุ่งมั่น ไหนจะคนบ้านเดียวกันอีก น่าจะคุยกันรู้เรื่องข้อเสนอแรกคือ เฟอร์กี้ จะให้ มอยส์ ซึ่งตอนนั้นกุมบังเหียน เอฟเวอร์ตัน ลาออกมาแล้วรับบทมือขวาของเขา เพื่อเรียนรู้งานกระบวนต่างๆ หนึ่งซีซั่นด้วยกัน ก่อนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นมือหนึ่งอย่างเต็มตัวมอยส์ ที่เวลานั้นคือกุนซือได้รับการยกย่องมากคนหนึ่งของวงการ เบ้ปากส่ายหน้าไม่เห็นด้วย เพราะเชื่อว่าฝีมือความสามารถที่ฝากไว้กับทอฟฟี่สีน้ำเงินน่าจะดีพอสำหรับการก้าวมาเป็นเต้ยของ แมนฯยูไนเต็ด แล้ว ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้หรือพิสูจน์อะไรอีกเรื่องนี้ถกกันอยู่พักใหญ่และยังได้คำตอบเหมือนเดิม จน เฟอร์กี้ เองก็ต้องยอมตามนั้น ไปคุยกับบอร์ดบริหารอีกรอบว่า มอยส์ น่าจะเหมาะสมมากสุดแล้ว นั่นแหล่ะการเจรจาทางการจึงเกิดขึ้น อันนำไปสู่การแต่งตั้งผู้จัดการทีม แมนฯยูไนเต็ด คนใหม่นับตั้งแต่ปี 1986หลายต่อหลายคนรวมทั้งสาวกปีศาจแดงเองต่างใจชื้นพอสมควรและเชื่อมั่นว่าน่าจะต่อยอดความสำเร็จได้ไม่ยาก เพราะ มอยส์ มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับ เฟอร์กี้ เรื่องราวต่างๆ น่าจะถูกถ่ายทอดถึงกันไม่ยาก อีกทั้งคุ้นเคยกับพรีเมียร์ลีกอย่างดี ไม่น่ามีปัญหาอะไรแต่การที่ มอยส์ ดื้อดึงไม่ค่อยฟังเสียงทัดทานหรือตักเตือนจากใครเปลี่ยนแปลงทีมงานหรือสต๊าฟฟ์เกือบทั้งชุด แทบไม่เหลือคนเก่าเอาไว้ให้ปรึกษา คืออีกหนึ่งเหตุสำคัญนำมาซึ่งความตกต่ำอย่างคาดไม่ถึงลำพังแค่ความมั่นใจตัวเองว่าเป็นผู้จัดการดีสุดคนหนึ่งในพรีเมียร์ลีก ทั้งที่ไม่เคยประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรมกับ เอฟเวอร์ตัน เลยสักครั้งเดียว บอลถ้วยอะไรก็ไม่เคยพาไปถึงแชมป์ หลงระเริงเตลิดไปคำเยินยอเกินจริง มันส่งผลกระทบต่อการก้าวมาคุม แมนฯยูไนเต็ด ด้วยสิ่งที่ควรคำนึงคือ โครงสร้างหรือระบบต่างๆ ของ แมนฯยูไนเต็ด ย่อมแตกต่างจาก เอฟเวอร์ตัน มากมายนัก ขนาดของสโมสรเอย รูปแบบการบริหารเลย ไม่นับรวมความคาดหวังอันสูงลิบ เพราะ เฟอร์กี้ เสกความสำเร็จและเกียรติยศเอาไว้อย่างมากมายมอยส์ คงคิดไปว่าการเป็นกุนซือ แมนฯยูไนเต็ด มันง่ายมากหรือไม่คิดอะไรออกก็น่าจะยกหูปรึกษา เฟอร์กี้ ได้สุดท้ายอย่าว่าแต่ครบเทอมตามสัญญาเลย เพราะซีซั่นแรกยังไม่ทันรูดม่าน ปิดฉากดีเหลืออีก 4 นัด มอยส์ ก็โดนปลดอย่างหมดสภาพไม่หลงเหลือริ้วรอยความโอหังที่มีในตอนมาคุมใหม่ๆ เลยไม่ผิดนักหากจะบอกว่า มอยส์ คือทายาทของความสำเร็จที่นำความล้มเหลวมาสู่สโมสร..--------------------------------แกรี่ เนวิลล์ ลูกหม้อผู้คุ้นเคยและรู้จักแมนฯยูไนเต็ด ไม่น้อยกว่าใครเพิ่งหล่นความเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า ปมหลักที่ทำให้ทีมตกอยู่ในสภาพทรุดโทรมเสื่อมถอยอย่างที่เห็นตอนนี้ จุดเริ่มต้นมาจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดของบอร์ดบริหารในปี 2013นั่นคือเลือก มอยส์ มาเป็นผู้จัดการทีมแต่หากยอมรับกันตรงๆ แกรี่ ก็น่าจะรู้ดีกว่าใครว่า การเลือกในครั้งนั้นมี เฟอร์กี้ เจ้านายที่เคารพนับถือของตนอยู่เบื้องหลังด้วยตอนที่ เฟอร์กี้ คุยกับบอร์ดบริหารถึงแผนการอำลานั้น เขาได้รับปากว่าจะช่วยหาคนที่ใช่และเหมาะสมมาทำหน้าที่ต่อ ซึ่งหากไม่ใช่เพราะเขาแล้ว ว่ากันตามตรงเลยว่าคุณสมบัติ มอยส์ ไม่ผ่านเกณฑ์สำหรับ แมนฯยูไนเต็ด แน่นอนถ้า แกรี่ จะโยนความผิดพลาดให้บอร์ดบริหารอย่างเดียว ก็ดูจะใจร้ายเกินไปหน่อย เพราะเราต่างก็รู้กันอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้นแม้จะไม่เคยพูดอะไรออกมาเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่เราก็น่าจะพอเดาได้ว่า เฟอร์กี้ ก็ย่อมรู้สึกผิดกับการตัดสินในครั้งนั้นไม่น้อยไปกว่ากันเราเห็นกันแล้วว่าก่อนสุขภาพจะทรุดหนักจนต้องเข้าโรงหมอเยียวยากันนานหลายเดือน ก่อนนั้น เฟอร์กี้ แทบไม่พลาดเข้ามาชมเกมนัดเหย้าของ แมนฯยูไนเต็ด เป็นประจำมีไม่น้อยที่ฟอร์มไม่เอาไหนแล้วกล้องจับไปที่เขา จะเห็นเลยว่านั่งหน้าเครียดอย่างมาก แววตากังวล ห่วงใย ทั้งที่ตัวเองก็วางมือไปตั้งแต่ปี 2013 แล้วเพราะ เฟอร์กี้ รู้ดีว่า เขามีส่วนด้วยที่ทำให้สโมสรอันเป็นที่รักต้องตกอยู่ในชะตากรรมเช่นนี้ โดยที่ตัวเองก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้มากนัก นอกเหนือไปจากส่งกำลังใจเท่านั้นด้วยเลือดที่ข้น ด้วยความที่รัก ทำให้ เฟอร์กี้ อยากจะทำทุกอย่างให้ แมนฯยูไนเต็ด ยืนหยัดอยู่กับความยิ่งใหญ่ต่อไปตราบนานเท่านานเขาจึงต้องวางแผนเองเกือบทั้งหมด ในวันที่เดินถอยออกมาจากตำแหน่งผู้จัดการทีม โดยที่ไม่รู้เลยว่ามันจะเป็นแบบนี้แบบที่ไม่มีใครรู้เลยว่า แมนฯยูไนเต็ด จะเป็นอย่างไรต่อไป...อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน แม้เราคิดว่าตัวเองเก่งแค่ไหนก็อาจจะมีพลาดพลังได้...ให้ Sbobet777 เป็นเพื่อนช่วยคิด รับรองไม่มีผิดหวัง ติดต่อได้ที่ https://line.me/R/ti/p/@777sb หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

ซีดานกับผี..เรื่องนี้จะเกิดขึ้น ?

"ขอไม้ 10 ท่อนกับ ซีเนดีน ซีดาน 1 คน ผมจะเอาแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก มาให้ดู" ข้างบนคือประโยคที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน สรรเสริญ ซีเนดีน ซีดาน ในแบบเวอร์วังอลังการเกินจริง แต่ เฟอร์กี้ แค่อยากจะเปรียบเทียบให้คนฟังเห็นภาพที่ง่ายขึ้นเท่านั้นเอง ซีดาน กับใครก็ได้อีก 10 คน เท่านี้ก็พอที่จะทำทีมให้ประสบความสำเร็จได้แล้ว มันสะท้อนให้เห็นเลยว่าระดับบรมกุนซือลองยกย่องใครขนาดนี้จริง นักเตะคนนั้นย่อมมีความพิเศษเหนือคนทั่วไป ไม่ใช่แค่ เฟอร์กี้ แต่แข้งพระกาฬทั้งหลายต่างก็เห็นไม่ต่างกันว่าความสามารถในเชิงลูกหนังของ ซิซู เป็นเต้ยในยุทธจักรจริง - ซลาตัน อิบราโมวิช นิยามว่า "มาจากนอกโลก" - เดวิด เบ็คแฮม หล่นความเห็นสั้นๆ แต่ชัดเจนว่า "เจ๋งสุดตลอดกาล" - ชาบี เอร์นานเดซ ให้ขอบเขตว่า "ดีสุดในยุคกลาง 90 ถึงต้น 2000" - โรนัลดินโญ่ เล่าว่า "แค่สัมผัสบอลก็งดงามเกินบรรยาย นี่คือไอดอลของผม" - เอแด็น อาซาร์ ยืนยันว่า "แค่จ้องหน้าจอทีวีดูเขาเล่นก็เหมือนมีพลังบางอย่าง" นี่แค่ส่วนหนึ่งของเสียงชื่นชม คงไม่ต้องมานั่งบรรยายสรรพคุณให้เสียเวลาหรือเปลืองหน้ากระดาษกันอีก สมัยเป็นนักเตะอาชีพเขากวาดความสำเร็จมามากมายทั้งในระดับทีมชาติ สโมสรและส่วนตัว ครบครันอันพึงมี เราควรถามในมุมกลับว่าอะไรบ้างที่เขาไม่เคยได้ พอผันตัวมาเป็นกุนซือ ความสำเร็จก็สยบไว้แทบเท้าเขาอีกเช่นกัน อายุแค่ 44 พา เรอัล มาดริด ครองยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อายุ 46 ทำสถิติเป็นกุนซือคนแรกที่ผงาดเจ้ายุโรป 3 สมัยติดต่อกัน ก่อนจะบ้าบิ่นตัดสินใจในสิ่งที่โลกต้องตะลึง ลุกจากเก้าอี้หลังจาก 5 วันที่สร้างประวัติศาสตร์สำเร็จ ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนถึงเหตุผล ซีดาน คือคนที่คาดเดาลำบาก คุณไม่อาจล่วงรู้ได้เด็ดขาดว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่แม้กระทั่งจะคิดว่าพุ่งเอาหัวขวิดใส่หน้าอก มาร์โก มาเตราซซี่ เต็มๆ ในนัดชิงบอลโลก 2006 เราเพียงแค่เชื่อว่า ซีดาน อิ่มตัวกับราชันชุดขาว ไม่มีอะไรให้ท้าทายอีกต่อไปแล้ว แผนการทุกอย่างถูกว่างเอาไว้ล่วงหน้าหมดแล้ว เพียงแต่ไม่ได้ตีปี๊บหรือต้องตะโกนบอกใคร ประเด็นน่าสนใจคือ ซิซู แค่ทิ้งปริศนาไว้ว่า ขอเว้นวรรคแล้วจะกลับมาอีกครั้ง ไฟไม่ได้มอด มันยังลุกโชน เพียงแต่ขอเลือกสิ่งที่ต้องการและคิดว่าเหมาะสมเท่านั้น หมายความว่าเขาจะกลับมาอีกครั้งในบทบาทกุนซือ... ในช่วงที่วิกฤตกลับมาเยือน แมนฯยูไนเต็ด อีกครั้ง ชื่อของ ซีดาน ย่อมผุดขึ้นมาบนความรู้สึกของใครต่อใครมากมาย หากว่า ซิซู รออะไรบางอย่างอยู่ล่ะก็ เราอาจตีความไปกันเองได้ว่านั่นคือ แมนฯยูไนเต็ด ปะเหมาะเจาะจงเหลือเกินที่สโมสรใหญ่ทั้งหลาย ต่างเข้าที่เข้าทางหรือไม่ก็เพิ่งมีการเปลี่ยนแปลงกุนซือ ตัวเลือกที่น่าจะเยอะก็บีบเหลือแค่ปีศาจแดงเพียงอย่างเดียว ยิ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ซีดาน ได้รับเชิญมางานพรมแดงประจำปีของฟีฟ่าที่ลอนดอน ยิ่งสนับสนุนความเชื่อนี้ให้มีน้ำหนักมากขึ้น แค่ถ่ายรูปกับตู้โทรศัพท์สีแดงอันเป็นสัญลักษณ์ ยกหูเหมือนคุยกับใคร แล้วอัพลงในโซเชี่ยล เพียงเท่านี้ก็มีอิทธิพลมากพอที่จะทำให้บริษัทรับพนันถูกกฎหมายและสื่อทั้งหลาย ต้องขยับตัวกันพัลวัน จากนั้นข่าวลือก็เกิดขึ้นตามมาติดๆ ทั้งจากฝั่ง สเปน ฝรั่งเศส และ อังกฤษ ที่เกี่ยวข้องกับเขาโดยตรง การอ้างแหล่งข่าววงในกลายเป็นเรื่องปกติ เรื่องอย่างนี้ไม่อาจเปิดเผยได้ นักข่าวจำต้องเซฟแหล่งข่าวของตัวเอง จรรยาบรรณจำต้องศักดิ์สิทธิ์ แต่ในอีกด้านมันกลายเป็นจุดโหว่ที่ให้ใครต่อใครอ้างอะไรก็ได้เป็นคุ้งเป็นแคว โดยให้ที่มาว่า "แหล่งข่าววงใน" เท่านั้นเอง ด้วยว่า ซีดาน เป็นเหมือนศิลปิน พูดน้อย ทำงานหนักเป็นการตอบคำถามมาตลอด ความสำเร็จล้วนแต่เป็นคำตอบ มันบากมากๆ ที่เขาจะเผยเรื่องสำคัญให้ใครต่อใครู้พร่ำเพรื่อ ถ้าความลับมีอยู่ในโลกจริง โคตรคนเชื้อสายแอลจีเรี่ยนรายนี้ก็คงเป็นหนึ่งใน "ผู้รักษา" อย่างไม่ต้องสงสัย ไม่มีทางที่เราจะง้างปากให้เขาพูดเรื่องแบบนี้ บทสัมภาษณ์พิเศษแต่ละครั้งก็ล้วนแต่เป็นคำถามที่ได้รับการกลั่นกรอง ส่วนการตอบก็แบบกลางๆ ไม่ได้มีอะไรหวือหวาถึงขนาดสื่อจะสามารถจับความระหว่างบรรทัดไปขยายประเด็นเล่นเป็นข่าวได้ ส่วนคนใกล้ชิดทั้งหลายที่ไม่ใช่ครอบครัว อาจรู้ข้อมูลลึกบ้าง แต่ลองถ้าคุณได้รับความไว้วางใจจาก ซีดาน แล้ว จะกล้าเปิดเผยในสิ่งที่ควรปิดง่ายๆ หรือ อย่างไรก็ตามไม่ต้องสงสัยเลยว่าสาวกปีศาจแดงทั้งหลาย กำลังเฝ้ารอการมาของ ซีดาน นานวันเข้าความไว้เนื้อเชื่อใจในตัว โชเซ่ มูรินโญ่ ยิ่งเหือดแห้งลงเข้าไปทุกที ไม่มีแม้แต่ความหวังริบหรี่ให้เห็น ซีดาน จึงเป็นทางเลือกเดียวเพียวๆ สำหรับแฟนผีที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ชนิดที่ว่าไม่สนใจคนอื่นอีกต่อไป แล้ว ซีดาน ล่ะ อยากจะมารับเผือกร้อนหรือนั่งเก้าอี้ที่โยกคลอน รวมถึงยังต้องมาแบกรับความกดดันอันมหาศาลอีกด้วยหรือเปล่า? ว่ากันตามปูมหลัง การเปลี่ยนครั้งสำคัญ โดยเฉพาะผู้จัดการทีมกับ แมนฯยูไนเต็ด นั้นใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้แบบฉบับพลันทันทีทันใด หลายต่อหลายอย่างต้องได้รับการไตร่ตรองให้ดีก่อน ต้องไม่ลืมว่าในรอบหลายปีที่ผ่านมานี่คือสโมสรที่มีรายรับมากสุดต่อเนื่องมาตลอด ต่อให้ร้างความสำเร็จหรืออยู่ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดแค่ไหนก็ตาม ฉะนั้นการปรับเปลี่ยนย่อมต้องมีตัวแปรหลายอย่างมาประกอบกัน ยิ่งเรื่องของการตลาดที่สโมสรแห่งนี้ใช้เป็นเหมือนแสงไฟส่องนำทางด้วยแล้ว จะต้องพิจารณากันเป็นพิเศษ เท่านั้นไม่พอตลาดหุ้นในนิวยอร์คก็ยังต้องนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงอะไรหลายอย่างภายในสโมสรด้วย พวกเกลเซอร์จะไม่ยอมให้ตัวเลขบนกระดานหุ้นนิวยอร์คร่วงเด็ดขาด ไม่ว่าจะในสถานการณ์ไหนก็ตาม แล้วทีนี้ลองหลับตานึกไปว่า ซีดาน ได้รับการประกาศแต่งตั้งเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ของ แมนฯยูไนเต็ด ขึ้นมาล่ะ ตัวเลขหุ้นที่นั่นจะต้องขานรับกับเรื่องนี้อย่างไม่ต้องสงสัย มันจะพุ่งทะยานเชิดหน้าขึ้นและทำรายได้อีกมากมายให้กับพวกเกลเซอร์ สำหรับ แมนฯยูไนเต็ด ในยุคอเมริกันครองอำนาจเด็ดขาด จะขยับเปลี่ยนแปลงเรื่องแบบนี้ ใช่ว่าจะทำได้แบบปุบปับอย่างที่บอกนั่นแหล่ะ กลับกันถ้าวันนี้พวกเขาเข่น บาเลนเซีย ลงได้สำเร็จ กระแสปลด มูรินโญ่ และการมาของ ซีดาน อาจจะซาลงไปอีก ไม่อยากเชียร์ให้ทีมรักตัวเองชนะ -- อารมณ์นี้อาจเกิดขึ้นกับสาวกหลายคน มันช่างลักลั่นสับสนจับต้นชนปลายไม่ถูกจริงๆ เลย แต่ไม่ว่าเก้าอี้ใครจะสั่นเปลี่ยนไปสักเท่าไหร่ ที่นี่เรายังอยู่เหมือนเดิมกับ MYSBOBET รับรองสนุก บริการรวดเร็ว มาจอยกันได้ที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177

การเมืองเรื่องฟุตบอล

ทันทีที่ อเล็กซานเดอร์ เชเฟริน ประธานยูฟ่าประกาศออกมาว่า เยอรมัน ได้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปหรือยูโร 2024 เสียงวิจารณ์ก็อื้ออึงขึ้นเด้งรับกระแส มีหลายประเด็นต้องให้ถกต้องให้พูดถึงอย่างช่วยไม่ได้จริงๆ ยิ่งเมื่อมองว่าคู่แข่งในรอบสุดท้ายที่ เยอรมัน เอาชนะได้คือ ตุรกี แล้วด้วย ความขัดแย้งของทั้ง 2 ชาติในเรื่องเชื้อชาติและความอ่อนไหวในเรื่องสิทธิมนุษยชนถูกปัดฝุ่นมาโยงอย่างช่วยไม่ได้ อย่างที่เรารับรู้กันก่อนหน้านี้ว่า เยอรมัน กับ ตุรกี ฮึ่มฮั่มใส่กันมาก่อน โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากชาวเคิร์ด ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยอาศัยตามพรมแดนของตุรกี พยายามจะแยกตนมาปกครองเอง แต่ก็เจอปราบอย่างหนัก ใครจะปล่อยให้ง่ายๆ จากนั้นชาวเคิร์ดที่อพยพไปตั้งรกรากในเมืองโคโลญจน์ก็ออกมาประท้วงกันเย้วๆ ซึ่งทางรัฐบาลเยอรมันก็ไม่ได้ขัดขวางอะไร ปล่อยเลยตามเลย โดยอ้างว่าเป็นเรื่องสิทธิตามธรรมดาสามัญ ในขณะเดียวกันเมื่อ เรเซ็ป ตายยิป แอร์โดอาน ประธานาธิบดีของตุรกี ต้องการจะหาเสียงในเยอรมันตามกระบวนการประชาธิปไตย เพราะที่นั่นมีชาวเติร์กไปทำมาหากินอยู่มาก แต่กลับโดนขัดขวาง ก่อนหน้าท่านผู้นำเตอร์กิชที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเผด็จการตัวเอ้ ก็เคยจับนักข่าวชาวเยอรมันไปขังคุกไว้ ด้วยข้อหาเป็นภัยต่อชาติบ้านเมือง ไม่นับว่ารัฐบาลตุรกีเคยชี้หน่าต่อว่าเยอรมัน อยู่เบื้องหลังความพยายามในการทำรัฐประหารเพื่อล้มล้าง เออร์โดอาน อีก ความสัมพันธ์ของสองชาตินี้จึงเปราะบางเหลือเกิน ทั้งที่มีชาวเติร์กมากถึง 2.5 ล้านคนอพยพไปอยู่ที่นั่นจนได้สัญชาติ เป็นอันดับสองรองจากโปลหรือพวกโปแลนด์ ไม่นับพวกไปขุดทองทำงานกันอีก มันยิ่งเปราะบางเข้าไปใหญ่ เพราะเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เออร์โดอาน เดินทางไปลอนดอนและ เมซุต โอซิล กับ อิลคาย กุนโดกัน 2 แข้งทีมชาติเยอรมัน แต่มีสายเลือดเติร์กเต็มขั้นได้ไปต้อนรับ พูดคุยทักทายตามประสาคนบ้านเดียวกันไม่เท่าไร นี่แชะภาพถ่ายรูปคู่ มอบเสื้อกันเป็นที่ระลึก แล้วไปอัพลงโซเชี่ยลอีก แถมมีแคปชั่นติดมาด้วยว่า "My President" หรือประธานาธิบดีของผมอีก ทั้ง โอซิล และ กุนโดกัน จึงโดนชาวเยอรมันโจมตีอย่างหนัก เพราะไม่ควรทำอย่างนี้ในสถานการณ์ที่อ่อนไหว ขณะเดียวกันก็ควรสำนึกบุญคุรประเทศที่ตัวเเองเกิดมาและให้อะไรต่อมิอะไรมากมาย จนผลักดันให้กลายเป็นนักเตะชั้นนำด้วย กุนโดกัน เลือกที่จะเงียบ ไม่ตอบโต้ต่อปากต่อคำ แต่ โอซิล กลับทำในตรงกันข้าม คือออกมาพูดเพื่อปกป้องตัวเอง หลังจากเจอผลกระทบเข้าไปเต็มๆ ในฟุตบอลโลกที่ผ่านพ้นไป เยอรมันในฐานะแชมป์เก่าร่วงรอบแรกพร้อมทั้งจมบ๊วยของกลุ่ม ก่อน โอซิล จะกลายเป็นเหยื่ออันโอชะ เขาโดนแฟนบอลตัวเองจวกยับสับแหลกว่าไม่ทุ่มเท วิ่งเหยาะแหยะ ก่อนจะลากไปสู่เรื่องเชื้อชาติและประเด็นเก่าที่ถูกเพ่งเล็งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จากประโยคที่ว่า "ถ้าผมชนะ ผมเป็นเยอรมัน ถ้าผมแพ้เป็นพวกอพยพ" ที่ โอซิล พูดไว้ทำให้ทุกอย่างหนักข้อไปกว่าเดิม ดาวเตะอาร์เซน่อลยังโดนแรงกดดันจาก ไรน์ฮาร์ด กรินเดล ประธานสหพันธ์ลูกหนังเยอรมันอีก เลยตัดสินใจประกาศหย่าขาดลาทีมชาติทันที หลังรับใช้มายาวนาน 9 ปี ทิ้งผลงาน 23 ประตูจาก 92 ไว้เป็นฉากหลังที่ไม่น่าจดจำอย่างยิ่ง แต่เรื่องมันไม่จบแค่ตรงนั้น เพราะ เยอรมัน กับ ตุรกี ดันมาเป็นคู่แข่งแย่งชิงสิทธิ์เจ้าภาพยูโร 2024 ในรอบสุดท้ายด้วยนี่แหล่ะ ตุรกี เลยพยายามใช้แผนชกใต้เข็มขัด หยิบยกเรื่องการเหยียดเชื้อชาติมาโจมตี ในขณะที่เยอรมันก็งัดเรื่องสิทธิมนุษยชนมาคานงัด จากบอร์ดยูฟ่าซึ่งมีทั้งหมด 19 เสียง ห้าม ไรน์ฮาร์ด กรินเดิล ประธานสหพันธ์ฟุตบอลเยอรมนี กับ เซร์เวต ยาร์ดิมซี่ รองประธานสหพันธ์ฟุตบอลตุรกี โหวตตามกฏ ผลคือ เยอรมัน ชนะท่วมท้น 12 : 4 ก่อนที่ชาวเติร์กจะออกมาโวยวายตามเว็บบอร์ดและโซเชี่ยลอัด เยอรมัน อีกรอบ ด้วยเรื่องเดิมๆ เก่าๆ แถมเพิ่มเติมมาที่การล็อบบี้วิ่งเต้นต่างๆ ซึ่งเยอรมันเองก็เคยด่างพร้อยมาแล้ว เท่านั้นไม่พอชาติมหาอำนาจในยุโรปยังโดนจัดหนักเรื่องความเห็นแก่ตัวอีก เพราะเคยเป็นเจ้าภาพทัวร์นาเม้นต์ใหญ่มานับไม่ถ้วนในช่วงหลัง ทั้งฟุตบอลโลก 1974, ยูโร 1988 และ ฟุตบอลโลก 2006 ไม่นับที่เคยจัดฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลกมาแล้วในปี 2011 ส่วน ตุรกี นั้นเล่าฟาดแห้วมาตลอด เคยบิดขอเป็นเจ้าภาพศึกโอลิมปิกฤดูร้อนถึง 5 ครั้ง ในปี 2000, 2004, 2008, 2012 และล่าสุด 2020 ก็แพ้โตเกียวของญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังเสนอตัวขอจัดศึกยูโรมาแล้ว 3 ครั้ง ในปี 2008 (ร่วมกับกรีซ), 2012 และ 2016 (แพ้ฝรั่งเศสคะแนนเดียว) ตอนที่ยูฟ่าเปิดให้สมัครเป็นเจ้าภาพยูโร 2020 ซึ่งเป็นศึกยูโรทั้งทวีปใน 12 เมืองใหญ่ ของ 12 ประเทศ ตุรกีก็เคยสนใจก่อนจะถอนตัวไปเพื่อตั้งเป้าลุ้นบิดเดี่ยว จัดศึกยูโร 2024 นี่แหล่ะ แต่ก็เถอะนะ ว่ากันตามเนื้อผ้าแล้วในเรื่องความพร้อมต่างๆ ตุรกี เป็นรอง เยอรมัน หลายกระบวนเพลงเหลือเกิน ไล่ตั้งแต่ความพร้อมสนาม ซึ่งทางฝั่งตุรกีต้องสร้างใหม่และบูรณะของเก่า แต่เยอรมันนั้นไม่ต้อง 10 เมือง 10 สนามที่เสนอมานั้นใช้งานได้เลย ไหนจะขนส่งมวลชน ซึ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับทัวร์นาเม้นต์อย่างนี้ การเดินทางไม่ว่าบนบกหรืออากาศ ตุรกี ก็ต้องไปทุ่มงบปรับปรุงใหม่อีกมากมาย ส่วนเยอรมันมีเพียบพร้อมหมดแล้ว สิ่งที่ตุรกีมีอย่างเดียวคือ "ความเห็นใจ" แต่นั่นคงใช้ไม่ได้กับโลกแห่งความจริง ที่ต้องคัดกรองเลือกฝั่งที่พร้อมกว่าไว้ก่อน ท่านผู้นำ เออร์โดอาน ก็พยายามลดความตึงเครียดขอเดินทางมากระชับความสัมพันธ์กับ เยอรมัน ตั้งแต่วันที่ 27 ที่ผ่านมาด้วย แต่หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องเองก็ไม่อยากจะต้อนรับสักเท่าไร อย่างที่รู้กันสภาพเศรษฐกิจของตุรกีแย่ลงมากเรื่อยๆ เกิดภาวะเงินเฟ้อ ค่าเงินก็ตกต่ำอย่างน่าใจหาย จนทำให้ เออร์โดอัน ต้องฟื้นฟูและหวังจะให้การเยือนเยอรมันเที่ยวนี้ฉุดให้ดีขึ้น เขาไม่จำต้องสนใจเจ้าภาพยูโร 2024 อีกต่อไปแล้ว จริงๆ น่าจะพอรู้แล้วว่าแพ้ตั้งแต่ในมุ้ง ขอเอาปัญหาเฉพาะไว้ก่อนแล้วกัน น่าสนใจไม่น้อยว่าท้ายที่สุดดราม่าระหว่างสองประเทศนี้จะลงเอย สำหรับใครที่เศรษฐกิจการเงินส่วนตัวฝืดเคือง อยากหาช่องทางใหม่ๆ ก็ลองมาติดตาม MYSBOBET รับรองสนุก บริการรวดเร็ว มาจอยกันได้ที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177

มหากาพย์ ป็อกบา VS ผี (ตอนจบ)

-- (4) แม้วัยจะเพียงแค่ 20 กว่าๆ ยังดิบ ยังห่าม ขาดประสบการณ์ กระนั้นผลงานในยูนิฟอร์มยูเวนตุสของ ป็อกบา เก่งกล้าเกินวัยเหลือเกิน การันตีได้จากรางวัล "โกลเด้นบอย" หรือสุดยอดดาวรุ่งยุโรปปี 2013 ซึ่งโหวตโดยนักข่าวสายฟุตบอลหลายสำนัก ฤดูกาลแรกของเขากับไอ้ม้าลายช่างชื่นมื่นยิ่งนัก 9 ประตู พร้อมกับแชมป์สคูเด็ตโต้ รวมทั้งทะลุถึงรอบรองชนะเลิศยูโรปา ลีกอีกต่างหาก ไม่นับปีถัดมาที่กวาดรางวัลสำเร็จมากมายทั้งกับทีมและส่วนตัว โดยเฉพาะผงาดแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา 4 สมัยรวดและถูกบรรจุชื่อไว้ในทีมยอดเยี่ยมลีกสูงสุดแดนรองเท้าบู้ตอีก 3 ฤดูกาลติดต่อกัน ยังมีดาวรุ่งยอดเยี่ยมเวิล์ด คัพ 2014 , ทีมยอดเยี่ยมยูฟ่าปี 2015 , อันดับ 15 บัลลงดอร์ ปีเดียวกัน ชื่อของ ป็อกบา จึงกรุ่นหอมถูกรุมตอมจากบรรดายักษ์ใหญ่มากมาย ก่อนเขาจะเลือกกลับ แมนฯยูไนเต็ด ในวันที่ เฟอร์กี้ ไม่ได้นั่งเก้าอี้ผู้จัดการทีมอีกต่อไป ค่าตัว 89 ล้านปอนด์หรือ 105 ล้านยูโรทุบสถิติโลกในปี 2016 บวกโบนัสอีก 5 ล้านยูโร โดยที่ ไรโอล่า ฟัน "เงินกินเปล่า" ไปเหนาะๆ 27 ล้านยูโรด้วยกัน ตัวเลขการคืนถิ่นของ ป็อกบา จึงมากมายหลายรูปแบบเหลือเกิน ว่ากันว่าบอร์ดบริหาร แมนฯยูไนเต็ด พยายามอย่างมากที่จะให้ดีลนี้ประสบความสำเร็จ โดยเริ่มเดินหน้าคุยนับตั้งแต่ เฟอร์กูสัน ล้างมือในอ่างทองคำ เอ็ด วู้ดเวิร์ด หัวหน้าผู้บริหารรู้ดีว่าถ้าบรมกุนซือสก๊อตติชยังอยู่ ไม่มีทางที่เรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้น เพราะเขาเกลียดชังขยะแขยง ไรโอล่า อย่างมาก แต่พอทางโล่งแล้วจึงกลับมาสานสัมพันธ์กับเอเยนต์อ้วนอีกครั้ง ไม่น่าแปลกใจเลยว่านักเตะภายใต้การดูแลของ ไรโอล่า ทั้ง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช และ เฮนริค มคิทาร์ยาน ที่เดินทางมาเปิดตัวก่อนหน้านี้ ทำไมถึงย้ายมาปีศาจแดงแบบไม่ยากเย็นอะไรนัก โต๊ะเจรจาถูกกางตั้งมานานแล้ว ซึ่ง ไรโอล่า แฮปปี้มากที่ได้ทำธุรกิจกับ แมนฯยูไนเต็ด หนึ่งในสโมสรที่ร่ำรวยสุดในโลก อันหมายถึงเงินจำนวนมหาศาลจะไหลเข้าบัญชีของเขาด้วย ในขณะที่ โชเซ่ มูรินโญ่ บิ๊กบอสที่เพิ่งมาใหม่ก็พอใจอย่างมาก ที่สโมสรทำตามความต้องการ กระชากมิดฟิลด์ทีมชาติฝรั่งเศสมาได้สำเร็จ โดยเขาเชื่อมั่นว่านี่จะเป็น "จิ๊กซอว์" นำไปสู่เป้าหมาย ความหวังอันเรืองของเร้ด อาร์มี่จึงถูกจุดประกายขึ้นมาอีกครั้ง เพราะนับตั้งแต่ เฟอร์กี้ สละเรือแล้ว ก็ได้แต่มองทีมอื่นฉลองกันตาปริบๆ-- (5) ป็อกบา รับบทบาทห้องเครื่องของทีมเป็นพลังขับเคลื่อนในแดนกลาง ทั้งเชื่อมเกม คุมจังหวะและผุดไอเดียนำไปสู่ประตู แต่ฟุตบอลอังกฤษได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเวทีปราบเซียน แม้จะเคยคุ้นมาก่อน แต่นั่นเล่นให้กับทีมเยาวชนและทีมสำรองเป็นหลัก เขาแทบไม่ได้สัมผัสเกมกับทีมซีเนียร์เลยในช่วงแรกกับ แมนฯยูไนเต็ด หลายเกมที่เขาโดนวิจารณ์อย่างหนัก อาจด้วยเพราะความคาดหวังอันสูงลิบและค่าตัวสถิติโลกที่วางอยู่บนบ่าสองข้าง กลายเป็นตัวฉุดรั้งสำคัญไม่อาจผลักให้ไปข้างหน้าได้อย่างที่ควร มูรินโญ่ เองออกหน้าปกป้อง "กล่องดวงใจ" ของตัวเองเสมอและให้โอกาสเรื่อยมา จนกระทั่งจบฤดุกาลแรกด้วยแชมป์ลีกคัพและยูโรปาลีก ซึ่ง ป็อกบา มีส่วนสำคัญไม่น้อย ก่อนเขาจะได้รางวัลแข้งยอดเยี่ยมในถ้วยเล็กยุโรปด้วย รางวัลมีติดมือ แต่นั่นยังไม่ใช่เป้าหลัก สำหรับ แมนฯยูไนเต็ด แล้วพรีเมียร์ลีกับยูฟ่า แชมเปี้ยนส์คือธงที่ปักเอาไว้และต้องไปให้ถึง กุนซือโปรตุกีสเองก็ปลุกเร้ากระตุ้นเต็มที่ หวังจะรีดศักยภาพนักเตะที่เขาเคยเปรียบเป็น "ไอน์สไตน์สลูกหนัง" ออกมาให้สุด แต่ออกแรงรีดเท่าไร กลับกลายเป็นว่าว่างเปล่าเท่านั้น...-- (6) ไลฟ์สไตล์หรือการใช้ชีวิต ป็อกบา ถูกวิจารณ์และตั้งข้อสังเกตุกันมากว่า เป็นตัวการทำให้เสียสมาธิ ไม่อยู่กับร่องกับรอย มัวแต่กังวลในเรื่องไม่เป็นเรื่อง นอกสนามกลับสำคัญกว่าในสนาม ทรงผมใหม่ที่เปลี่ยนอยู่ตลอด ลีลาท่าเต้นต่างๆ ที่อัพลงโซเชี่ยลหรือฉลองการทำประตูด้วยท่าพิศดารพันลึก ล้วนแต่เป็นยาขมของ ป็อกบา ทั้งสิ้น ซีซั่นที่สองของเขาถือว่าเหลวเป๋วไม่เป็นท่า "ดับเบิ้ลรองแชมป์" คือพรีเมียร์กับเอฟเอคัพฟังดูดี แต่ไม่ใช่สิ่งที่คู่ควรเลยสักนิด โลกไม่จดจำผู้แพ้ในเกมนัดชิงเด็ดขาด อย่างไรก็ตามแชมป์โลก 2018 กับ ฝรั่งเศส พร้อมกับเป็นแกนหลัก ยิงได้ในเกมชิงดำ ล้วนแต่ช่วยขับให้ ป็อกบา กลับมาดูสง่างามเหมือนเคย หลายคนเชื่อว่าเขาจะเปรี้ยงกับ แมนฯยูไนเต็ด บ้าง มูรินโญ่ เองยังพร้อมสนับสนุนเต็มที่ เห็นได้จากการมอบตำแหน่งรองกัปตันทีมให้ ถ้าไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันจริง ระดับเขาไม่ยื่นข้อเสนอนี้ให้ใครแน่ ลึกๆ แล้วกุนซือโปรตุกีสหวังว่า ป็อกบา จะเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น มีสมาธิกับเกมกว่าเดิม อย่างน้อยปลอกกัปตันที่รัดอยู่ตรงต้นแขนน่าจะมีส่วนช่วยย้ำเตือนได้ แต่วิธีการซื้อใจของ มูรินโญ่ กลับล้มเหลว นับตั้งแต่ม่านฤดูกาลชัดเปิดขึ้นมา ป็อกบา ยังไม่ได้แสดงอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย ไม่ต้องไปนับเกมเจอ ยัง บอยส์ เบิร์น ห่างชั้นกันหลายขุม วัดไม่ได้หรอก เพราะหลังจากนั้นเจอ วูล์ฟแฮมป์ตัน ในลีก ก็เป็นเขาไม่ใช่เหรอที่เสียการครองบอล หวังแต่จะโชว์ลีลา เล่นเพื่อตัวเองไม่สนใจทีม จนนำไปสู่การเสียประตู แม้คลิปตอนซ้อมที่สกาย สปอร์ตส์ มาอัพลงนั้นจะเป็นแค่ส่วนเดียวเหมือนเสี้ยมให้เจ้านายลูกน้องคู่นี้มีปัญหากัน ทั้งที่จริงไม่ได้ดูน่ากลัวขนาดนั้น เป็นเพียงแค่ถามเรื่องการลงคลิปในไอจีก็จริง แต่การริบตำแหน่งรองกัปตันคืน มันก็พอจะตอกลิ่มซ้ำว่า มีอะไรซ่อนอยู่ฉากหลัง ซึ่ง มูรินโญ่ พูดสั้นๆ แค่เรื่องเดียวเท่านั้น ทว่าไม่ต้องการพูดออกมา คาดเดากันว่าคงน่าเป็นเรื่องความต้องการย้ายไป บาร์เซโลน่า ซึ่งลือกันว่า ป็อกบา พูดออกมาเอง แถมยังมีคนอย่าง ไรโอล่า หนุนหลังอีก นี่คือสิ่งที่ มูรินโญ่ ไม่พอใจและไม่คิดว่าคนอย่างนี้จะเหมาะกับรองกัปตันอีกต่อไป หลายต่อหลายครั้งที่ ป็อกบา แสดงให้เห็นว่าไม่ได้สู้เพื่อทีม แต่ทำเพื่อตัวเอง ไม่ภูมิใจในยูนิฟอร์มที่สวมอยู่และขาดความเคารพอย่างมาก โดยเฉพาะข่าวการย้ายทีมที่โผล่มาอยู่ทุกวี่วัน ถ้าคุณรักสโมสรและมีใจให้ ข่าวมันจะไม่ออกมาแน่ เพราะแค่คุณพูดว่า "ไม่" คลื่นลมก็จะสงบทันที ความทะเยอทะยานที่ผิดบิดเบี้ยวนี้เอง ทำให้ ป็อกบา ยิ่งดูแย่หนักลงเรื่อยๆ ซึ่งการย้ายไป บาร์เซโลน่า ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะประสบความสำเร็จ ทีมที่มีรากฐานจากวินัย การเล่นเป็นทีม เคร่งครัดกับแท็คติกอย่างบาร์ซ่า คิดว่า ป็อกบา เข้าใจพอที่จะไปเป็นส่วนหนึ่งหรือ น่าเสียดายพรสวรรค์และความสามารถที่มีอยู่ในตัวมากๆ "นายเป็นนักเตะที่ดี แต่ไม่ใช่คนที่มีความพิเศษ" เล่าต่อกันมาว่านี่คือประโยคที่ มูรินโญ่ บอกกับ ป็อกบา ซึ่งมันชัดเจนมากอยู่แล้ว และเชื่อว่าอีกไม่นานภาค 2 ของเขากับ แมนฯยูไนเต็ด น่าจะถึงกาลอวสานแน่นอน หลังอ่านเรื่องดราม่ากันไปสองตอนติดต่อกันแล้ว อย่าลืมมาเปลี่ยนอารมณ์ไปกับ MYSBOBET รับรองสนุก บริการรวดเร็ว มาจอยกันได้ที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177

มหากาพย์ดราม่า ป็อกบา VS ผี (ตอนแรก)

-- (1) "มีเอเยนต์ฟุตบอล 1 หรือ 2 คนที่ผมเกลียดเข้าไส้ และ มิโน่ ไรโอล่า ก็คือหนึ่งในนั้น กรณีของ ปอล ป็อกบา น่ะเหรอ ? คือเขาน่ะมีเอเยนต์ที่เหมือนไอ้ถุงขี้ชัดๆ" คนพูดคือ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ส่วน "ไอ้ถุงขี้" นี่ จะเป็นใครไม่ได้เลยนอกจาก มิโน ไรโอล่า เอเยนต์อ้วนซ่าหน้าเลือดนั่นเอง ด้วยความที่จัดอยู่ในโหมดเด็กอัจฉริยะคนหนึ่งของโลกลูกหนัง ป็อกบา จึงถูกจับตามากเป็นพิเศษ ตั้งแต่เมื่อครั้งเล่นบอลโต๊ะเล็กหรือ 6 คนกับสโมสรทอร์ซี่ แต่เขาเลือกไปเป็นแข้งฝึกหัดของ เลอ อาฟร์ ก่อนได้รับเลือกให้เป็นกัปตันทีมรุ่นอายุต่ำกว่า 16 ปี ด้วยเทคนิคอันแพรวพราวและสปีดอันรวดเร็ว ส่งให้แมวมองจากทั่วโลกมาส่องฟอร์มแทบทุกวัน ไม่เว้นกระทั่งทีมงานของ แมนฯยูไนเต็ด เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้รับรายงานพร้อมดูเทปจากที่แมวมองจัดหามาให้แล้วติดใจไม่น้อยเช่นเดียวกัน จึงสั่งเดินเรื่องให้ไปคว้ามาจากอ้อมอก เลอ อาฟร์ ทันที เพราะยิ่งช้าเท่าไรโอกาสจะหลุดมือก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ด้วย ป็อกบา ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะย้ายทีมได้และ เลอ อาฟร์ คงไม่ยินยอมพร้อมปล่อยให้ง่ายๆ แผนการ "ตีท้ายครัว" จึงเกิดขึ้น ตัวแทนของปีศาจแดงรุดคุยกับพ่อแม่เองเลย ด้วยรู้จุดอ่อนดีกว่าชีวิตของครอบครัวที่อพยพหนีความอดอยากแร้นแค้นมาจากินีนั้น ย่อมต้องการเงินก้อนใหญ่มาจุนเจือให้ลืมตาอ้าปากกันได้ เงินจำนวน 180,000 ปอนด์และบ้านอีกหลังถูกยื่นมาให้ตรงคำหน้า พร้อมทั้งตัว ป็อกบา จะฟันอีกเดือนละ 16,500 ปอนด์ เมื่ออายุครบ 17 ปีขึ้นทะเบียนนักเตะอาชีพได้แล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าข้อเสนอจะทำให้ครอบครัวป็อกบาตาวาวและพยักหน้ารับทันที เพียงแต่ฝั่ง เลอ อาฟร์ โกรธแค้นอย่างมาก พยายามหาหลักฐานมาฟ้องร้องให้ได้ เพราะเจอฉกเด็กที่อุตส่าห์ฟูมฟักปลุกปั้นมาอย่างนี้ มันช่างน่าเจ็บปวดยิ่งนัก ก่อนฟีฟ่าที่เข้ามาไกล่เกลี่ยตามกฏจะให้ ป็อกบา ย้ายไปร่วมก๊วนปีศาจแดงได้ แต่ต้องควักค่าสินไหมชดเชยจ่ายให้ เลอ อาฟร์ 2 ล้านปอนด์ ถือเป็นค่าน้ำค่าข้าวที่เลี้ยงดูอุ้มชูมา เรื่องจึงได้เงียบลง ป็อกบา เลยได้เป็นแข้ง แมนฯยูในเต็ด สมใจในปี 2009-- (2) 7 ประตูจาก 21 เกมในทีมชุดอายุต่ำกว่า 18 ปีไม่เลวเลยทีเดียวสำหรับนักเตะในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลาง หลังจากที่ย้ายมาช่วงแรก จากนั้นปี 2010 ไต่ระดับขึ้นมาเล่นทีมสำรอง แค่นัดแรกก็โชว์การส่องไกลใส่โบลตัน เป็นประตูที่ทำให้หลายคนถึงกับอ้าปากค้างและมั่นใจว่า ป็อกบา จะต้องก้าวขึ้นมาเขย่าวงการแน่ เข้าสู่ปล่อยฤดูหนาวกุมภาพันธ์ 2011 เฟอร์กี้ ดันเด็กจากอะคาเดมี่ขึ้นมาสู่ชุดใหญ่ของ แมนฯยูไนเต็ด และมีกองกลางฝรั่งเศสเป็น 1 ใน 4 ซึ่งเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง เขาได้สวมเสื้อเบอร์ 42 และมีชื่ออยู่วนทีมชุดขย่ม ครอวลี่ย์ ทาวน์ ทีมสมันน้อยในเกมเอฟเอคัพ รอบ 5 แม้จะไม่ได้ลงเล่น แต่มันก็สร้างความปลาบปลื้มและภูมิใจให้ไม่น้อย พอฤดูกาล 2011-12 เฟอร์กี้ ประกาศเลยว่า ป็อกบา จะมีชื่อในทีมชุดใหญ่อย่างเป็นทางการ พร้อมสำทับว่าพัฒนาการอันยอดเยี่ยมในช่วง 2 ปีนั้น มีความชอบธรรมมากพอ เขาได้ลงเล่นเกมแรกทางการในศึกลีกคัพเจอกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด โดยลุกจากม้านั่งสำรองมาช่วยให้ทีมมีชัย 3-0 จากนั้นในถ้วยนี้แหล่ะรอบ 4 ดวลกับ อัลเดอร์ช็อต ทาวน์ ก็ยังได้ลงเย่ออีก แต่กว่าที่จะได้สัมผัสเกมลีกก็ต้องรอจนมกราคม 2012 ป็อกบา ถูกส่งลงไปแทน ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ "ชิชาริโต้" แมตช์พบ สโต๊ค โดยมีเวลาอยู่ในสนาม 12 นาที มันเป็นความทรงจำที่แสนหวานสำหรับเด็ก 19 ปีที่ได้รับเกียรติขนาดนี้-- (3) แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าความหวานนั้นมันจะแสนสั้นนัก ซัมเมอร์ปีเดียวกันนั้นเอง เฟอร์กี้ ออกมายืนยันว่า ป็อกบา จะอำลาทีม หลังการเจรจาสัญญาฉบับใหม่ไม่ลงตัว เรื่องนี้ทำบรมกุนซือหัวเสียอย่างมาก ออกมาโวยว่า ป็อกบา ไม่เคารพสโมสร เลือกเงินมากกว่าที่จะเลือกอนาคตที่ดี ซึ่งถือเป็นความน่าอดสูอย่างมากสำหรับนักเตะรุ่นใหม่ที่มีพรมแดงปูรออยู่ข้างหน้า ส่วน ป็อกบา อ้างว่าเขามีความทะเยอทะยาน มีความกระหายที่จะลงเล่นอย่างต่อเนื่อง ในบางเกมทีมขาดกองกลางเห็นๆ แต่ทำไมบอสถึงเลือกใช้นักเตะตำแหน่งอื่นมาเล่นแทนล่ะ ตัวเขาก็นั่งหัวโด่อยู่นี่ทำไมไม่ให้โอกาส หลังจากนั้นไม่นาน ยูเว่ ก็คอนเฟิร์มว่า ป็อกบา จะย้ายมาร่วมทีมด้วย มีการเปิดเผยภายหลังว่าค่าจ้าง 20,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ที่ให้นั้น มากกว่าที่ปีศาจแดงเสนอมาให้เพื่อขยายต่อเกือบครึ่ง มันจริงอยู่แล้วที่ เฟอร์กี้ จะไม่พอใจอย่างมาก เขาเชื่อว่า ไรโอล่า คือผู้อยู่เบื้องหลังและเงินน่าจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญในการย้าย หาใช่เรื่องความถี่ที่ได้ลงเล่นแต่อย่างใด ตั้งแต่นั้นมา เฟอร์กี้ ก็เข็ดขยาดกับเอเยนต์ตัวแสบนี้มาก ประกาศเลยว่าไม่ให้มาเหยียบโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดอีก หากเขายังมีอำนาจอยู่ นั่นจึงเป็นที่มาขอวลี "ไอ้ถุงขี้" นั่นแหล่ะ อย่างไรก็ตามหากมองมุมกลับ แมนฯยูไนเต็ด เองก็ใช้เงินฟาดหัว เพื่อดึง ป็อกบา มาจาก เลอ อาฟร์ ไม่ใช่หรือ ทั้งบ้านทั้งเงินคือสิ่งยั่วยวนชวนเคลิ้ม ทำให้พ่อแม่ของป็อกบาสนับสนุนเต็มที่เพื่อให้ลูกชายคนนี้ ย้ายข้ามห้วยมาเล่นในอังกฤษ เหมือนโดนไอ้ม้าลายย้อนศรกลับมา เพราะข้อเสนอที่งดงามกว่าทาง แมนฯยูไนเต็ด ย่อมทำให้ครอบครัวป็อกบาปฏิเสธไม่ลงด้วยเช่นเดียวกัน ไม่นับเงื่อนไขโอกาสได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่องอีก รวมไปถึงการได้เล่นร่วมกับ อันเดรีย ปีร์โล่ และเรียนรู้จากแข้งระดับโลก เป็นสิ่งที่ ป็อกบา ปรารถนาเช่นเดียวกัน แมนฯยูไนเต็ด แพ้เกมบนกระดานนี้ เพราะชะล่าใจเกินไป ไม่เฉลียวว่าจะมีคนแอบย่องมาตีท้ายบ้าน คิดเพียงแค่ว่ารับมือได้อยู่หมัด อีกทั้งยังปล่อยให้ยืดเยื้อ ไม่รีบปิดจ๊อบการต่อสัญญาให้เสร็จ นี่จึงเป็นบทเรียนสำคัญของปีศาจแดงในยุคที่ เฟอร์กี้ กุมบังเหียน ที่สำคัญไม่มีใครคาดคิดว่าอีกเพียงปีเดียว เฟอร์กี้ จะล้างมือในอ่างทองคำ และไม่คาดคิดเช่นเดียวกันว่าอีก 4 ปี ป็อกบา จะย้ายกลับมา แมนฯยูไนเต็ด ด้วยค่าตัวเป็นสถิติโลก มหากาพย์แห่งดราม่าจึงเกิดขึ้นมาตามมา.. (ติดตามต่อตอนต่อไป) หลังจากอ่านมหากาพย์ยิ่งกว่าไตรภาคของ ป็อกบา ไปแล้ว.... อย่าลืมมาติดตาม Sbobet777 พร้อมดูแลทุกท่านทุกเวลายิ่งกว่าร้านสะดวกซื้อ เพิ่มเพื่อนกันได้ที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือโทร 08-44-9990 77, 88 , 99

คำถามถึงซาลาห์

ดราม่าประตูยอดเยี่ยมประจำปีของฟีฟ่าหรือรางวัลปุสกัส อะวอร์ดส์นั้นกลายเป็นประเด็นร้อนเหลือเกิน โดยเฉพาะในโซเชี่ยล การที่ประตู โม ซาลาห์ ซึ่งยิงใส่ เอฟเวอร์ตัน ก่อนเสมอกัน 1-1 ได้รับคะแนนมากสุดนั้น ถ้าวัดกันที่ความสวยงาม ความสมบูรณ์แบบในการทำประตูแล้ว ต้องยอมรับเลยว่าสู้ลูกลังกาของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับ แกเร็ธ เบล ไม่ได้.. ฟื้นความทรงจำกันหน่อย ประตูของ โรนัลโด้ เกิดขึ้นในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกรอบ 8 ทีมสุดท้าย เรอัล มาดริด บุกไปเยือน ยูเวนตุสที่ตูริน ก่อนดาวยิงไฟพะเนียงโปรตุกีสจะโชว์ถึงความแข็งแกร่งร่างกายเทคตัวสูงจากพื้นถึง 2.38 เมตร แล้วกลับหลังฟาดลูกหนังผ่านมือ จานลุยจิ บุฟฟ่อน จมวาบกระทบตาข่าย ซีเนดีน ซีดาน ที่ยืนอยู่ข้างสนามถึงกับอ้าปากค้าง ในขณะที่แฟนยูเว่เองพอตั้งสติได้ก็ลุกขึ้นยืนปรบมือให้ หลังจากนั้น โรนัลโด้ เปิดใจว่านี่คือประตูที่ดีสุดในอาชีพค้าแข้งของตนเลยทีเดียว ส่วนของ เบล หลายคนจำได้แม่นว่าเกิดขึ้นนัดชิงถ้วยใหญ่ยุโรป จังหวะกระโดดสองขาลักษณะไขว้เหมือนกรรไกรแล้วยิงให้บอลมุดเสียบตาข่ายนั้นมันยากถึงยากที่สุด แต่สุดท้ายแล้วจากการโหวตของแฟนๆ กว่า 5 แสนคน ก็อย่างที่เรารับรู้กัน เพจลูกหนังบางเจ้าเอารูปช็อตที่ ซาลาห์ ปั่นด้วยซ้ายใส่ เอฟเวอร์ มาลง พร้อมกับแคปชั่นจิกกัดว่า "ประตูนี้ อาร์เยน ร็อบเบน ทำได้ปีละ 6-7 ลูก" ก่อนจะใส่อิโมจิหัวเราะทั้งน้ำตาแนบมาด้วย เชื่อกันว่าพลัง "เดอะค็อป" ทั่วโลกที่มีมากมายหลายร้อยล้านน่าจะเทคะแนนให้กับ ซาลาห์ อย่างไม่ต้องคิดอะไรมาก แค่นี่คือนักเตะของลิเวอร์พูลและควรจะได้รางวัลอะไรติดไม้ติดมือบ้าง หลังจากโชว์ฟอร์มระเบิดระเบ้อเมื่อซีซั่นที่แล้ว.. เท่านั้นไม่พอยังมีแรงผลักดันจากมุสลิมทั่วโลกอีก เพราะ "บังโม" เสมือนตัวแทนของอิสลามิกชนทั้งโลก โดยเฉพาะทางแอฟริกาเหนือไม่ใช่แค่อิยิปต์อย่างเดียว แอลจีเรีย โมร็อกโก และ ตูนิเซีย ก็ร่วมด้วยช่วยกันคนละเสียง นอกจากนั้นฝั่งอาหรับก็นิยมชื่นชม ซาลาห์ ด้วยเช่นเดียวกัน ไม่แปลกใจที่ผลออกมาเลยท่วมท้นฟันไปถึง 38 เปอร์เซนต์ด้วยกัน จริงๆ ไม่ใช่แค่เรื่องของสโมสร เชื้อชาติ ศาสนาที่เป็นตัวแปรในการตัดสินใจเท่านั้น ยังมีนิสัยส่วนตัวของเขาที่บวกเข้ามาเสริมอีกแรงด้วย อย่างที่เรารับรู้จากสื่อทั้งหลายว่า ซาลาห์ เป็นคนใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ไม่หรูหรา ไม่มีรอยสัก ไม่แดนซ์อัพคลิปลงโซเชี่ยล ไม่มีท่าดีใจพลิกแพลงแหวกแนวยามยิงประตูได้ อีกทั้งยังเป็นมสุลิมที่เคร่งครัด ซาลาห์ ยังแสดงน้ำใจด้วยการบริจาคเงินช่วยเหลือองค์กรการกุศลที่เมืองนากริกบ้านเกิดด้วย ไม่ว่าจะเป็นซื้อรถให้โรงพยาบาล อุปกรณ์ทางการแพทย์ เพราะรู้ว่าการเข้าถึงเรื่องรักษาพยาบาลคือพื้นฐานที่จำเป็น แต่ในเมืองบ้านเกิดยังขาดแคลนอยู่อีกมาก นอกจากนี้ยังซื้อที่ดินอีก 3 แสนปอนด์บริจาคให้ภาครัฐเพื่อสร้างโรคบำบัดน้ำเสีย ซึ่งน้ำคือปัจจัยที่จำเป็นต่อชีวิตมากสุด โดยเฉพาะประเทศที่ร้อนแร้งเต็มไปด้วยทะเลทรายอย่างอียิปต์ จำต้องมีระบบพื้นฐานเรื่องน้ำที่ดี ชัดเจนเลยว่า ซาลาห์ เข้าใจและบริจาคเงินช่วยเหลือสิ่งที่ผู้คนในบ้านเกิดต้องการจริงๆ เรื่องเหล่านี้ล้วนแต่น่ายกย่องสรรเสริญอย่างมาก อย่างไรก็เถอะ มันต้องมี "แต่" มาขัดแย้งด้วยเสมอ.. แม้จะสำนึกรักบ้านเกิดเมืองนอน แต่เขากลับมีปัญหากับสหพันธ์ฟุตบอลอียิปต์ มาตั้งแต่ช่วงฟุตบอลโลก 2018 ลากยาวมากระทั่งตอนนี้ ช่วงที่ทัพมัมมี่ยกพลไปเข้าแคมป์เพื่อโม่แข้งรอบสุดท้าย ได้ลงหลักปักฐานแถวๆ เมืองกรอซนี่ ซึ่งใกล้กับสาธารณรัฐเชเชนหรือที่เราคุ้นเคยว่าเชชเนีย อันเป็นส่วนหนึ่งภายใต้การปกครองของรัสเซีย เหตุผลเลือกที่นั่น ส่วนหนึ่งน่ามาจากชาวเชชเนียส่วนมากเป็นมุสลิม เหมือนกับอียิปต์ อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์แนบแน่นกันดีเป็นทุนเดิม แล้วชาวเชชเนียนี่คลั่งเกมลูกหนังกันครึ่งค่อน ก็ย่อมจะหลงรัก "บังโม" ด้วยเช่นเดียวกัน มีอยู่วันหนึ่งในช่วงที่เก็บตัวนั้น ทางส.บอลของอียิปต์ได้พานักเตะของทีมและเจ้าหน้าที่ไปดินเนอร์กับ ราชัม กอดีรอฟ นายกรัฐมนตรีของเชชเนียถึงที่ทำเนียบ ซึ่งมีพิธีการต้อนรับใหญ่โต อีกทั้ง กอดีรอฟ ยังขอนั่งชิดกับ ซาลาห์ เพื่อคุยเป็นการส่วนตัว รวมไปถึงแชะภาพถ่ายรูปเป็นที่ระลึกอีกหลายช็อต เรื่องนี้ทำดาวถล่มประตูหงส์แดงไม่พอใจอย่างมาก ต่อว่าส.บอลมัมมี่ว่าใช้ตนเป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์บางอย่างทางการเมือง เพราะรัฐบาลอียิปต์เองใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกามากกว่าและไม่ค่อยลงรอยกับพญาหมีขาวเท่าไรนัก เชชเนียเองก็อยากจะแยกตัวออกมาจากรัสเซีย ปกครองตัวเองไม่ต้องไปอยู่ใต้อำนาจของรัสเซียอีก แต่รับรองว่ามันไม่เกิดขึ้นง่ายๆ แน่ แล้วผู้นำอย่าง กอดีรอฟ เองก็โดนโลกประณามว่าเป็นเผด็จการเต็มขั้น ตั้งตนเป็นอริกับพวกเพศที่สาม ประกาศล้างบางให้หมด ก้าวล่วงสิทธิมนุษย์ชน ไม่สนใจในความเป็นคน ซาลาห์ เลยเคืองประเทศตนอย่างมาก จากนั้น "บังโม" ได้ทำเรื่องไปยังส.บอลอียิปต์ เพื่อขอให้จัดการเรื่องลิขสิทธิ์ภาพลักษณ์ เพราะเห็นว่านำรูปตนไปขึ้นป้ายคัตเอาท์ใหญ่ๆ โปรโมตแบบพร่ำเพรื่อ รวมถึงให้คุ้มครองความปลอดภัยเวลาที่ต้องออกไปรับใช้ชาติ สิ่งที่เขาต้องการก็อย่างเช่นการห้ามเจ้าหน้าที่ของอีเอฟเอหรือส.บอลอียิปต์ ไปขอถ่ายรูปหรือขอลายเซ็น ห้ามมีการโทรศัพท์เข้าไปที่ห้องพักในโรงแรม และขอให้มีบอร์ดี้การ์ด 2 คนมาช่วยอารักขาที่สนามซ้อม และในวันที่มีเกมลงเล่น ก่อนทางอีเอฟเอจะแถลงตอบโต้กลับมาว่า นักเตะทุกคนที่รับใช้ชาติมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน ไม่มีใครเหนือกว่าใครและฟุตบอลเล่นกันเป็นทีม หาใช่ความพยายามของใครคนเดียว ง่ายๆ คือต่อให้ ซาลาห์ เป็นดาวเด่นค้างฟ้าแค่ไหน ก็ไม่มีทางได้อภิสิทธิ์มากกว่าเพื่อนคนอื่น ซึ่งว่าไปแล้วนี่คือเรื่องที่ถูกต้อง เพื่อรักษาทีมสปิริตและไม่ให้มีความเหลื่อมล้ำ ในขณะเดียวกันเขาก็โดนวิจารณ์เรื่องแสดงท่าทีเฉยเมยไม่จับมือกับ เซร์คิโอ รามอส ซึ่งเคยมีปมดราม่าในเกมนัดชิงดำถ้วยใหญ่ยุโรป ทั้งที่กองหลังเรอัล มาดริดแตะไหล่ทักทายมาก่อนแล้วในงานจับติ้วยูซีแอลเมื่อไม่นานนี้ โดยที่ก่อนหน้านั้นก็ให้สัมภาษณ์ในทำนองไม่ให้อภัย รามอส ทั้งที่ว่าไปแล้วเราก็บอกไม่ได้ว่ากัปตันทีมชุดขาวจงใจจะทำร้ายให้มันบานปลายขนาดนี้หรือไม่ ซึ่งเต็มที่น่าแค่เบรกเกมธรรมดา มันควรเป็นจังหวะในเกมทั่วไปมากกว่า รวมถึงงานพรมแดงฟีฟ่าล่าสุด แกรี่ เนวิลล์ ซึ่งไปเป็นพิธีกรของสกาย สปอร์ตส์ เห็น ซาลาห์ เดินผ่านมาเลยทักทายและขอสัมภาษณ์สั้นๆ แต่สตาร์อิยิปต์กลับแค่จับมือแล้วรีบเดินฉากออกไป โซเชี่ยลก็เลยวิจารณ์ไปว่า น่าจะเป็นเพราะความเป็นแดงเดือดนั่นแหล่ะ ทำให้ดาวซัลโวหงส์แดงมีท่าทีเช่นนั้น.. แน่นอนว่าโลกนี้ไม่มีความสมบูรณ์แบบ ไม่มีใครดีที่สุด เราทุกคนต่างก็มีด้านมืดทั้งสิ้น มากบ้างน้อยบ้างขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของชีวิตแต่ละคน ลองกลับมานึกดูนักฟุตบอลอาชีพหลายต่อหลายคนก็ใจบุญสุนทาน บริจาคเงินไม่น้อยช่วยเหลือองค์กรการกุศลหรือผู้ยากไร้ ไม่ได้แตกต่างจาก ซาลาห์ เลย.. การตั้งคำถามในเรื่องนี้กับ ซาลาห์ ก็ย่อมเกิดขึ้นได้เช่นกัน แต่ย้ำเลยว่าเป็นแค่การตั้งคำถามตามน้ำหนักเรื่องราวที่เกิดขึ้น แล้วคุณล่ะ !! มีคำถามแบบนี้บ้างหรือเปล่า..? หลังอ่านเรื่องดราม่ากันไปแล้ว มาเจอกับความสนุกไม่ติดดราม่า ไม่ต้องร้อนรนกันดีกว่ากับ MYSBOBET รับรองสนุก บริการรวดเร็ว มาจอยกันได้ที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทรที่ 08-0003-1188 / 08-0003-1177

ตกลงจริงๆแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ?

เป็นชัยชนะที่สวยสดงดงามในรอบหลายเดือนของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็จริงแต่หลังจากจบเกมกับ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด นั้นมันมีคำถามตัวเป้งที่ผุดชึ้นมาว่า 'จริงๆแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ?'กระแสถาโถมมาตลอดตั้งแต่ฟอร์มของ "ปีศาจแดง" ดิ่งลงเหวเรื่อยๆ โดยเฉพาะกับความปราชัยในบ้านต่อ ดาร์บี้ เคาท์ตี้ ในศึก คาราบาว คัพ ที่ถึงแม้จะเป็นการดวลจุดโทษแต่มันก็ไม่สมควรเกิดขึ้นด้วยประการทั้งปวงนอกเหนือจากฟอร์มที่ตกเอาและไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นก็มีเรื่องราวกอสซิปภายในหลุมผีว่า พอล ป็อกบา กับ โชเซ่ มูรินโญ่ มีความขัดแย้งกันมาตลอดไม่ว่าจะด้วยคลิปที่หลุดออกมา หรือลักษณะท่าทางในหลายๆอย่างมันทำให้ดูเหมือนว่าเป็นแบบนั้นจริงๆก่อนเริ่มเกมกับ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด มีข่าวมาตั้งแต่เช้าตรู่ว่า มูรินโญ่ จะโดนปลดออกจากตำแหน่งไม่ว่าผลกับ "สาลิกาดง" จะเป็นตายร้ายดียังไงมาจาก 'Mirror'อย่างไรก็ตามสองสำนักที่ไว้ใจได้ทั้ง 'BBC' และ 'SkySports' ก็รายงานเป็นเสียงเดียวกันว่าบอร์ดบริหารยังคงให้การสนับสนุนตัวกุนซือชาวโปรตุกีซอยู่อย่างไม่เสื่อมคลายข่าวมันค่อนข้างสับสนและมึนงงมากๆ แน่นอนคิดว่าเหล่านักฟุตบอลในสมัยนี้มันจะไม่รู้เรื่องเลยหรือยังไง ? เพราะแต่ล่ะคนก็มีโซเชี่ยลและช่องทางการรับข่าวสารเป็นของตัวเองอยู่แล้วครึ่งเวลาแรกที่ "ปีศาจแดง" โดน นิวคาสเซิ่ล บุกมาสอยไปก่อน 2-0 บอกตามตรงครับว่ากากที่สุด กากมากๆ เล่นกันไม่เป็นชิ้นเป็นอัน สมาธิไม่มี ความกระหายในชัยชนะก็ดูเหมือนจะเป็นกระหายในการนอนกันซะมากกว่าอีกทั้ง เอริค ไบยี่ นี่คือแพะรับบาปชัดๆในช่วงต้นเพราะ 2 ลูกที่เสียไปในฐานะปราการหลังตัวกลางพี่แกวิ่งเหมือนจะสับสนในช่วงชีวิตว่าลงสนามไปทำไมมากๆเอาจริงๆการตัดสินใจของ มูรินโญ่ ที่เอา ไบยี่ ออกในทันทีมันกลับกลายเป็นว่าถูกต้องเพราะคนที่ลงไปอย่าง ฆวน มาต้า นี่แหละครับคือตัวพลิกเกมได้อย่างแท้จริงมาต้า เป็นคนที่ใช้สื่อโซเชี่ยลพูดคุยกับแฟนบอลค่อนข้างบ่อยหลังจบเกมการแข่งขัน และก็เป็นอีกหนึ่งแข้งที่ไม่ว่าจะอยู่ทีมไหนก็ทุ่มเทเกินร้อยเสมอและนัดนี้เขาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งฟรีคิกกระตุ้นต่อมผีของ มาต้า มันเป็นเหมือนประตูที่ทำให้อาดรีนาลีนของแข้ง "ปีศาจแดง" ถูกปลุกขึ้นมาภายในตัวโดยผสมจิตวิญญาณที่แทบจะสูญสลายออกไปจากโรงละครแห่งความฝันเข้าไปแล้วเขย่าให้เข้ากันอีกครั้งจู่ๆแข้งของ ยูไนเต็ด ก็คึกในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนับตั้งแต่เปิดฤดูกาล การต่อบอลของพวกเขาค่อนข้างยอดเยี่ยมและดูออกว่ามีการซ้อมกันมาจริงไม่เหมือนนัดก่อนๆการวิ่งหาช่องของนักเตะในแดนหน้าทั้ง มาต้า, มาร์กซิยัล หรือแม้แต่ตัวลงมาใหม่อย่าง อเล็กซิส ก็ทำได้ค่อนข้างดีและป่วนแนวรับของ นิวคาสเซิ่ล จนหัวหมุนได้ตอนแรก โมเมนตั้ม มันอาจจะเข้าทาง "สาลิกาดง" บ้างเล็กน้อยด้วยลีลาการเซฟของ มาร์ติน ดูบราฟก้า ที่องค์ลงซะอย่างนั้นทว่าสุดท้ายวันนี้เราได้เห็น 'ปีศาจ' ในแบบฉบับที่เหมือนว่าถูกขุดลึกมาจากอดีตกาลอีกครั้งปีศาจตัวนั้นก็คือไม่ว่านายด่านเม่งจะองค์ลงแค่ไหน เซฟจนมือบวมยังไงพวกเขาก็จะทะลวงเข้าไปอย่างไม่หยุดยั้งจนลูกบอลเข้าไปสู่ก้นตาข่ายได้สำเร็จใช่ครับ วันนี้เราได้เห็นแล้วจริงๆทำไมล่ะ ? ทำไมไม่ทำแบบนี้ตั้งแต่แรกมันคือคำถามที่ก้องอยู่ในหัวผมตลอดนับตั้งแต่ผู้ตัดสินเป่านกหวีดหมดเวลาการแข่งขันไปพร้อมๆกับการที่ "ปีศาจแดง" คว้า 3 แต้มกับเขาได้ซักทีแล้วตกลงปัญหาระหว่าง ป็อกบา กับ มูรินโญ่ นี่ได้บทสรุปกันแล้วอย่างนั้นเหรอ ? เพราะในเกมนี้สถิติของ ป็อกบา ที่ออกมานี่โคตรท็อปฟอร์มเลยนะครับและแฟนๆของ ยูไนเต็ด ก็โหวตให้เป็น แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ซะด้วยซึ่งเราเห็นกันได้อยู่แล้วล่ะในเกมว่า ป็อกบา แกทุ่มเทขนาดไหน แม้แต่นักเตะเอื่อยๆเฉื่อยๆ และโดนแฟนผีด่าว่าไร้ใจมากที่สุดคนหนึ่งอย่าง มาร์กซิยัล ยังวิ่งพล่านป่วนเกมรับของ นิวคาสเซิ่ล ได้แบบมันส์ตีนมากๆการเล่นของไอ้หมากกับ ชอว์ เริ่มเข้าขากันเรื่อยๆหากเราสังเกตุกัน จังหวะรอจังหวะตะลุยเองมันค่อนข้างลงล็อคดีซะเหลือเกินแม้แต่ครับเกมนี้ แม้แต่คนที่ไม่ยิงเม่งมาเป็น 800 กว่านาทีอย่าง อเล็กซิส ซานเชซ ยังทะลึ่งยิงได้แถมเป็นการโขกซะอีกมันไม่ได้มีอะไรน่าตื่นตาตื่นใจแบบนี้มานานมากๆแล้วกับทีมอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่เกมนี้เกมเดียวพวกเขาก็จัดให้เห็นซะเต็มสองตาแบบถึงข่าถึงตะไคร้อยากรู้มากๆครับ อยากรู้สุดหูรูดไปเลยว่าในช่วงพักครึ่งนั้นเกิดอะไรขึ้น เพราะเราก็เห็นกันแล้วว่านักเตะของ ยูไนเต็ด ต่างรีบวิ่งเข้าอุโมงค์ไปห้องแต่งตัวเช่นเดียวกับ มูรินโญ่ ที่ก็วิ่งเข้าไปเช่นกัน"ในช่วงพักครึ่งเรามีการพูดคุยที่ดี เราไม่ได้สัญญากันว่าจะกลับมาเอาชนะแมตช์นี้ได้ เราสัญญาแค่ว่าจะกลับลงไปโดยไม่มีความกลัวอะไรอีกต่อไป ลงไปโดยไม่มีความกดดัน เพียงแค่ความกดดันมันหายไปพวกเขาก็ทุ่มลงไปทุกๆอย่าง ทุกอย่างจริงๆ""เราต่อสู้กันอย่างหนัก พวกเขาสมควรได้รับสิ่งนี้แม้เกมอาจจะจบที่ 2-2 ความรู้สึกมันควรเป็นแง่บวกมากๆ เพราะในตอนแรกเราไม่มีใครพูดถึงในเรื่องของการกลับมาชนะ"มันเป็นบทสัมภาษณ์ที่ทำให้อยากรู้เข้าไปใหญ่ว่าจริงๆแล้วมันเกิดอะไรขึ้นภายในกันแน่ การไม่มี อันโตนิโอ วาเลนเซีย ทั้งตัวจริงและสำรองมันส่งผลขนาดนี้เลยอย่างนั้นเหรอ ?การเรียกสปิริตของทีมกลับคืนมาในแบบที่เป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในยุคดั้งเดิมนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายนับตั้งแต่หมดยุค เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน แต่ในตอนนี้ มูรินโญ่ ทำมันได้แล้วชัยชนะนัดนี้ผมเชื่อว่าบรรดา 'เร้ด เดวิลส์' คงภาวนาให้เป็นการเริ่มต้นใหม่ของทั้งตัวนักเตะและ มูรินโญ่ นั่นแหละครับและถ้าใครเบื่อกับสิ่งเดิมๆแต่ยังอยากหาความท้าทายอยู่ลองมาเริ่มใหม่กับอะไรที่สนุก เร้าใจ พร้อมกับไว้ใจได้ต้องนี่เลย Sbobet777 ที่เต็มไปด้วยทีมงานคุณภาพ ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

มีแต่ราคา คุณค่าเป็นศูนย์

ในขณะที่ลอนดอนกลายเป็นแหล่งชุมนุมพยัคฆ์ลูกหนัง ในงานใหญ่ประจำปีของฟีฟ่าเมื่อคืนวันจันทร์มีการมอบรางวัลให้กับนักเตะที่ทำผลงานได้เยี่ยมยอดในรอบปีที่ผ่านมา แม้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับ ลิโอเนล เมสซี่ 2 แข้งที่ผูกขาดรางวัลนี้ (ตั้งแต่ตอนรวมกันก่อนแยก) ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา จะไม่ได้เดินทางมาร่วมด้วย แต่ก็ยังมีชื่อถูกโหวตให้ติด 11 แข้งส่วนนักเตะค่าตัวแพงสุดในโลก 222 ล้านยูโรอย่าง เนย์มาร์ กลับไร้ทั้งชื่อไร้ทั้งตัวตน ไม่มีส่วนร่วมในงานใหญ่สุดของโลกลูกหนังเลยสักนิดเดียว มันขัดแย้งอย่างมากอีกทั้งไม่มีใครพูดถึง ไม่มีใครสนใจ เนย์มาร์ เหมือนส่วนเกิน โลกลูกหนังแทบจะลืมชื่อผู้เล่นมูลค่าประวัติศาสตร์นี้เลยก่อนงานพรมแดงของฟีฟ่าจะเริ่มขึ้นไม่กี่ชั่วโมง โจอี้ บาร์ตัน จอมห่ามคนหนึ่งของวงการ จัดหนักชุดใหญ่ใส่ซูเปอร์สตาร์แซมบ้าว่าเปรียบไปก็เหมือน คิม คาร์ดาเชี่ยน ของฟุตบอล เพราะพยายามทำตัวให้เด่นดัง แต่ความจริงแล้วไร้ค่า ไม่มีผลงานอะไรให้น่าชื่นชมยกย่องเลยสักนิด เก่งแต่ในยูทิวบ์เท่านั้นเอง พวกการตลาดดีๆนี่เอง...ก่อนตอกหมุดย้ำแผลด้วยประโยคที่ว่า ยังไม่ได้กระผีกของ โรนัลโด้ กับ เมสซี่ หรือนักเตะบางคนด้วยซ้ำเนย์มาร์ ได้ยินเข้าคงเจ็บปวดไม่น้อยเลยเหมือนกัน...----------------------------------แต่ว่าไปแล้วบางทีดาวเตะแซมบ้าอาจจะชาชิน เพราะในรอบ 3-4 ปีที่ผ่านมาเขาเจอกับเสียงถล่มมากมาย จนแทบจะตั้งการ์ดป้องกันไม่ไหวเอาแค่เวิล์ดคัพฉบับหมีขาวที่เพิ่งปิดฉากไปไม่นาน เนย์มาร์ ได้ก่อวีรเวรไว้มากมายหลายช็อตเหลือเกินไล่ตั้งแต่ในรอบแรกที่ดวล เซอร์เบีย เพียงแค่โดน อาเด็ม ลายิช จิ้มนิดเดียวก็กลิ้งหลุนๆ ร้องโอยโอยไม่เป็นท่า ราวกับว่ามีส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายบุบสลายเสียหายจากนั้นเจอ คอสตาริก้า ก็แสดงความไร้น้ำใจไม่มีสปิริต ถูก จิอันคาร์โล กอนซาเลซ เหนี่ยวเพียงแค่เล็กน้อย แต่แข้งบราซิเลี่ยนกลับ "โอเวอร์แอ็คติ้ง" ร้องจะเอาจุดโทษ ทั้งที่เมื่อย้อนไปดูซูเปอร์สโลโมชั่นทางหน้าจอ มันฟ้องเลยว่าเขาจงใจจริงๆ อ้างอย่างอื่นไปไม่ได้เลยเช่นเดียวกับในรอบ 16 ทีมสุดท้ายเซิ้ง เม็กซิโก เพียงแค่ มิเกล ลายุน ปรี่มาดึงบอลจากมือและกระแทกไปนิดหน่อย แต่ เนย์มาร์ ดิ้นพล่านๆ เหมือนโดนค้อนปอนด์กระหน่ำลงมาที่ข้อเท้ายังมีอีกในเกมกับ คอสตาริก้า เหตุการณ์เกิดขึ้นในนาทีที่ 83 มีผู้เล่นกล้วยหอมเตะบอกออกข้างให้เมื่อทาง เนย์มาร์ ได้รับบาดเจ็บ ตามสปิริตคิดแบบไม่ยากเลย ติอาโก้ ซิลวา เลยแสดงน้ำใจส่งบอลคืนให้เนย์มาร์ เห็นอย่างนั้นเข้าก็เดือดดาล ตะโกนด่าเพื่อนรุ่นพี่ เพราะคิดว่าตนถูกฟาวล์จริงและบราซิลควรได้ครองบอลมาเล่นต่อมีเสียงเล่าจากในแคมป์แซมบ้าว่า บรรยากาศตึงเครียดมาก เพราะ ติอาโก้ เองเสียความรู้สึกกับการกระทำของรุ่นน้อง ซึ่งเล่นอยู่ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง สโมสรเดียวกันอีกต่างหากรักเหมือนน้องเหมือนนุ่ง แต่กลับมาเจออย่างนี้ ติอาโก้ น่าปวดใจไม่น้อย..จากนั้นพอ บราซิล จอดป้ายแค่รอบ 8 ทีมสุดท้ายหลังพ่ายศึกให้ เบลเยี่ยม ทัพนักเตะก็เดินทางกลับมาตุภูมิตามปกติ แต่แฟนจำนวนไม่น้อยที่แห่ไปต้อนรับให้กำลังยังสนามบิน กลับต้องผิดหวังที่ปราศจากเงาร่างของ เนย์มาร์ ซึ่งหลายคนหวังว่าจะได้แชะภาพคู่หรือขอลายเซ็นไอดอลตัวเองมีการเปิดเผยภายหลังว่าทันทีที่เท้าแตะพื้นสนามบิน เนย์มาร์ ก็หลบออกจากประตูด้านหลัง ไม่ยอมปรากฏตัวต่อหน้าสื่อและแฟนบอล ซึ่งเชื่อกันว่าอาจกระดากอายทั้งพฤติกรรมส่วนตัวที่ก่อไว้มาก รวมถึงผลงานไม่เปรี้ยงในบอลโลกด้วยสื่อบราซิเลี่ยนบางเจ้าจี้ให้ เนย์มาร์ ออกมาแถลงหรือแสดงความรับผิดชอบ ขอโทษเนย์มาร์ ทำอย่างนั้นจริง แต่ถูกแฉภายหลังอีกว่ามีการจัดฉากกันขึ้นมาทั้งสิ้นเขาออกมานั่งเก้าอี้ออกสื่อขอโทษขอโพยการกระทำอันน่ารังเกียจต่างๆ ของตัวเองในช่วงบอลโลก ไม่ว่าจะในสนามหรือนอกสนาม ก่อนเรื่องจะปูดภายหลังว่าแท้จริงแล้ว เกรย์ (Grey) บริษัทในเครือของ ยิลเล็ตต์ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนส่วนตัวแข้งดัง จัดการเขียนสคริปต์ให้พูดเสร็จสรรพ พร้อมทั้งให้ค่าเสียเวลาอีก 200,000 ปอนด์ด้วยแม้จะไม่มีการยืนยันว่าเรื่องนี้จริงหรือเปล่า แต่อย่างหนึ่งที่สะท้อนได้ก็คือ ไม่ว่าจะสื่อหรือคนบราซิเลี่ยนทั่วไป หาได้ประทับใจในตัว เนย์มาร์ เลย ต่อให้เป็นซูเปอร์สตาร์ค่าตัวแพงสุดในโลกก็ตามยังมีอีกหลายคดีของ เนย์มาร์ สร้างเอาไว้ให้โลกด่าจนจมหู ไม่ว่าจะเป็นโชว์ลีลาเลี้ยงบอลโต๊ะเล็กแล้วเจอเด็กแย่ง ก่อนจะไล่อัดน่าเกลียดเพื่อเอาบอลคืนมา เหมือนกับว่าตัวเองเสียฟอร์มเลยต้องย้อนกลับมาเล่นงานหรือการดูถูก แอนโธนี่ ราสส์ตัน กองหลังยังบลัดของ กลาสโกว์ เซลติก ในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หลังโดนทำฟาวล์ก็ลุกขึ้นมาชู 3 นิ้วเยอะเย้ย หมายถึงสกอร์ที่ เปแอสเช นำอยู่ ส่วนหลังจบเกมก็ไม่ยอมจับมืออีก แกล้งเฉไฉไปกอดกับเพื่อนร่วมทีมแทนทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ทำให้ เนย์มาร์ โดนวิจารณ์ว่าเป็น "เด็กโข่ง" ไม่รู้จักโต เอาแต่ใจตัวเอง พยายามที่จะเป็นที่หนึ่ง ดิ้นรนทำทุกอย่างเพื่อจะเป็นผู้ชนะ อยากมีชื่อเสียงโดยไม่สนวิธีการที่ได้มา จนควบคุมอารมณ์และความรู้สึกตัวเองไม่ได้มีการแนะนำว่า เนย์มาร์ ควรใช้จิตแพทย์เข้ามาช่วยเหลือเยียวยา ซึ่งเขาก็เคยพึ่งพาวิธีนี้เหมือนกันแต่ไม่ได้ทำให้ดีขึ้นอย่างใด แถมมาพีกเอามากๆ ในช่วงบอลโลกนี่แหล่ะ !!หนักไปถึงการที่ครอบครัวของเขาโดนหางเลขตามไปด้วย ว่าตามใจลูกชายคนนี้จนเสียผู้เสียคน โอ๋จนราวกับว่าเป็นเทวดาตัวน้อย เข้าข้างเสมอไม่ว่าลูกจะอยู่ในสถานการณ์ใดจากเสียงสะท้อนที่ดังก้องมากๆ ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าจะปลุกให้ เนย์มาร์ ตื่นขึ้นรับรู้อยู่บ้างเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ติเต้ กุนซือบราซิลยอมเดิมพันมอบปลอกแขนกัปตันทีมชาติอย่างเป็นทางการให้ เพื่อจะหวังให้แข้งรายนี้เป็นผู้ใหญ่ เลิกอมมืองอแงเสียทีเนย์มาร์ เองก็เด้งรับลูก ยืนยันว่าภาระรับผิดชอบที่แบกอยู่นี้ น่าจะช่วยส่งให้เขามีวุฒิภาวะมากขึ้นเกมลีกเอิงที่ เปแอสเช บุกไปเยือน นีมส์ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น หลังสิ้นเสียงนกหวีดยาว มีเด็กน้อยรายหนึ่งวิ่งเข้ามาในสนามเพื่อขอสัมผัส เนย์มาร์ ตัวเป็นๆ ก่อนการ์ด 4-5 คนจะปรี่หาคุ้มกันน่าเหลือเชื่อแทนที่ เนย์มาร์ จะเดินหนี กลับดึงเด็กมาโอบกอด พร้อมทั้งถอดเสื้อให้เป็นที่ระลึกอีกด้วยในโลกที่นิยมความดราม่า เนย์มาร์ ย่อมได้รับคำชมไม่น้อยกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป คนทำดีก็ต้องมีเสียงแซ่ซ้องเป็นธรรมดา จะให้ด่าก็กระไรว่ากันในเชิงการตลาดที่ทีมงานของเขาถนัด ถึงเวลาจำเป็นจริงๆ แล้วที่ เนย์มาร์ ต้องเปลี่ยนตัวเอง หากไม่อยากตำต่ำจมลึกไปกว่านี้ ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง เขาต้องคอนโทรลตัวเองให้ได้ เพื่อไม่ให้มูลค่าดร็อปลงไปที่น่าสนใจกว่าคือ เขาจะเปลี่ยนตัวเองได้จริงหรือไม่? นี่เป็นคำถามที่หลายคนคนอยากรู้ ว่าแท้จริงแล้วเป็นแค่สร้างภาพหรือออกมาจากก้นบึ้งจริงกันแน่..คงมีเพียงแค่เวลาเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์เวลาพิสูจน์ม้า การเวลาพิสูจน์คน แต่ถ้าอยากพิสูจน์ดวงชะตาให้ติดต่อมาที่ Sbobet777 เราพร้อมจะช่วยให้เงินในบัญชีของคุณมีค่ามากกว่าศูนย์https://line.me/R/ti/p/@777sbo หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

เกือบดีแล้วแต่มันไม่ใช่แนว

กลายเป็นว่าฟอร์ม 3 นัดล่าสุดของ ลิเวอร์พูล มีแต่ทรุดกับทรงซะอย่างนั้นเลยครับมันน่าแปลกใจนิดหน่อยเพราะตอนเริ่มต้นฤดูกาลพวกเขาพุ่งทะยานราวกับไฟที่ไม่มีวันมอดไหม้ และในตอนนี้ด้วยโปรแกรมสุดหรรษาที่แฟนๆคงจะทราบกันดีว่าโหดหินยังไงก็เริ่มทำพิษซะแล้วความพ่ายแพ้ต่อ เชลซี ในศึก คาราบาว คัพ อ่ะโอเค หยวนๆได้ถัดมาก็เสมอในเกมลีก อ่ะ ก็พอรับได้อีกเพราะแบ่งกันไปคนละแต้มสนุกสนานมาล่าสุดที่เพิ่งจบไปหมาดๆนี่กลายเป็นว่า เยอร์เก้น คล็อปป์ อาจจะคิดมากหลายตลบไปนิดนึงเพราะแผนการเล่นของ "หงส์แดง" กับ นาโปลี ผมสามารถพิมพ์ได้อย่างเต็มนิ้วเต็มมือว่าพวกเขามาเล่นแบบ 'รถบัส' จริงอะไรจริงแปลกครับ แปลกมากๆ เพราะมันไม่ใช่สไตล์ของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย ทำให้เกมนี้ดูครึ่งแรกไปก็เอื่อยๆ ฝืนๆ ไม่เป็นธรรมชาติซักเท่าไรเลยผู้มาเยือนจาก เมอร์ซีย์ ไซด์ ทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอันแม้แต่น้อย แดนหน้าที่ว่าสะเด็ดสะเด่าก็เงียบกริบเลยในวันนี้โดยเฉพาะ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่ดูแล้วความมั่นใจหดหายลงไปอย่างเห็นได้ชัดทรงแบบนี้น่าเป็นห่วงเหมือนกันครับ หัวหอกจากดินแดนแห่งฟาโรห์จำเป็นจะต้องรีบเค้นฟอร์มการเล่นของตัวเองออกมาให้ได้อีกครั้ง ไม่แบบนั้นอาจจะส่งผลกระทบระยะยาวต่อทีมแดนกลางจริงอยู่ที่ นาบี เกอิต้า เจ็บออกไปแต่ช่วงหลังๆ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ก็ไม่ได้ขี้เหร่เท่าไร เพียงแต่ว่าแทคติคในเกมนี้ของ คล็อปป์ มันแตกต่างออกไปจากเคยอลิสซง กลายเป็นเกมโชว์เดี่ยวของเขาไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ หรือปราการหลังดาวรุ่งที่ตอนนี้เชื่อว่า 'เดอะ ค็อป' ไว้ใจมากกว่าเซ็นเตอร์ฮาล์ฟระดับโลก (อิอิ) อย่าง เดยัน ลอฟเรน ไปแล้วก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้เจิดจรัสมาเพื่อแต้มเดียวจริงๆครับ เอาตรงๆมีช่วงหนึ่งที่ผมตัดสินใจย้ายไปชมคู่ระหว่าง ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ พบกับ บาร์เซโลน่า ก็เออสนุกกว่ามาก มากจริงๆ เกมที่ เวมบลีย์ นี่ระดับ 5 ดาวเลยทีเดียวขุนพล "ไก่เดือยทอง" เล่นแบบผลัดกันรุกผลัดกันรับใส่ บาร์ซ่า ได้อย่างตื่นเต้นและต้องขอชมลูกทีมของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ด้วยว่าทำหน้าที่ของตัวเองได้แบบไม่มีท้อแท้เอาล่ะ กลับมาเรื่องของ ลิเวอร์พูล กันต่อดีกว่าครับเกมนี้สถิติที่ออกมาน่าใจหายสุดๆเพราะ "หงส์แดง" ยิงไม่ตรงกรอบเลยแม้แต่ครั้งเดียวตลอด 90 นาทีน่าเป็นห่วงเหมือนกันครับ น่าเป็นห่วงแต่ส่วนหนึ่งก็ต้องชมกุนซือลุคเจ้าพ่ออย่าง คาร์โล อันเชล็อตติ ด้วยว่าเก๋าจริงอะไรจริงมีข้อถกเถียงกันอยู่ตลอดว่านายใหญ่ชาวอิตาเลียนรายนี้หมดยุคไปแล้วเพียงแต่ว่าผลงานและผลการแข่งขันรวมถึงแทคติกต่างๆที่ออกมาแฟนๆของ นาโปลี เถียงจนเจ็บคอแน่นอนว่าไม่ใช่แบบนั้นทรงบอลของพลพรรค "อัซซูร่า" ดีขึ้นเรื่อยๆและตอนนี้พวกเขาก็รั้งตำแหน่งรองจ่าฝูงของ กัลโช เซเรีย อา อยู่จริงอยู่ที่พวกเขาเพิ่งแพ้ในเกมลีกต่อ ยูเวนตุส แบบหมดสภาพแต่การกลับมาเล่นในนัดนี้ต่อหน้าแฟนๆชาว เนเปิ้ลส์ มันก็เหมือนกับว่าเกมดังกล่าวไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นมาเลยแม้แต่น้อยคู่กลาง มาเร็ค ฮัมซิค กับ อัลแลน เล่นได้โดดเด่นมากๆ การขาด จอร์จินโญ่ ไปในฤดูกาลนี้ อันเช่ เองก็สามารถแก้หมากวางตัวให้ทีมเดินหน้าต่อไปได้แบบไร้รอยต่อตลอดทั้ง 90 นาที นาโปลี พยายามเดินหน้าเข้าทำให้ "หงส์แดง" อย่างไม่หยุดหย่อน รวมถึงช่วงท้ายเกมที่แม้ว่าสกอร์จะตัน 0-0 มานานพวกเขาก็ขยี้เอาจนได้การเล่นเนือยๆแบบนี้ของ ลิเวอร์พูล นั้นส่วนหนึ่งในความคิดของผมก็เพราะว่าพวกเขามีเกมกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ รออยู่ในสุดสัปดาห์นี้ก่อนเบรคทีมชาติการเผชิญหน้ากับ "เรือใบสีฟ้า" ในเกมนี้ค่อนข้างสำคัญเพราะพวกเขามีคะแนนเท่ากันอยู่และถ้าหากใครสามารถเก็บ 3 แต้มได้ก็จะนำเป็นจ่าฝูงเดี่ยวๆ เท่ๆ นั่นแหละครับความกังวลเข้ามาทำให้สมาธิของนักเตะแต่ล่ะคนดูกลายเป็นว่าเล่นนัดนี้แบบเอาตัวรอดมากเกินไปซักนิด โปรแกรมโหดในช่วงนี้มันกลายเป็นว่าได้ทำลายฟอร์มที่ คล็อปป์ ปลุกปั้นขึ้นมาช่วงต้นฤดูกาลไปจนหมดสิ้น และหลังจากเกมนี้งานช้างงานยักษ์ก็รออยู่แน่นอนเพราะการเจอกับ ซิตี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแม้แต่น้อยขุนพล "หงส์แดง" จำเป็นจะต้องกลับเข้าสู่สิ่งที่ควรเป็นให้ได้เร็วที่สุด ควรจะเรียกความมั่นใจกลับมาให้ได้อีกครั้ง และแน่นอนว่าถ้าหากพวกเขาแพ้ให้กับทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ล่ะก็อาการอาจจะเข้าขั้นน่าเป็นห่วงมากกว่านี้ส่วนใครที่อยากจะร่วมสนุกแบบไร้ห่วงไร้กังวลไปกับเว็บไซด์ที่ไว้ใจได้ล่ะก็ขอแนะนำ MYSBOBET ที่คุณสามารถไว้ใจได้แน่นอนในทุกๆเรื่อง หากสนใจก็ติดต่อเลย https://line.me/R/ti/p/@mysbo9 หรือโทร 08-0003-1188 / 08-0003-1177