breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

คุยกันหลังเกม : เสือโคร่ง คำรามครั้งนี้ไม่ใช่แค่ 'ฟลุ๊ค'

ยิ่งเล่นยิ่งดี ยิ่งเล่นยิ่งน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆสำหรับ "เสือโคร่ง" ฮัลล์ ซิตี้ ในยุคของ มาร์โก ซิลวา นายใหญ่ชาวโปรตุกีซที่เข้ามารับงานชนิดที่หลายคน งงๆ ว่าเขาคนนี้คือใคร ? แม้แต่ตัวผมเองยังอดสงสัยไม่ได้เลยว่า ฮัลล์ ไม่เฟ้นหาผู้จัดการทีมคนนี้มาจากไหน แถมอายุอานามยังเพียงแค่ 39 ปีเท่านั้นทว่าฝีไม้ลายมือรวมถึงกึ๋นที่ออกมามันค่อนข้างมั่นคง และทำให้ "เสือโคร่ง" เล่นแบบมีทรงมากๆ แถมในช่วงตลาดซื้อขายหน้าหนาวที่ผ่านมา ฮัลล์ เป็นทีมที่ขยับขยายจับผู้เล่นมาจรดน้ำหมึกได้อาจจะมากที่สุดรึเปล่าอันนี้ผมไม่ค่อยแน่ใจนัก แต่คนที่เข้ามาอย่างที่เราเห็นกันในเกมกับ ลิเวอร์พูล เล่นดีหมดเลยแหะ อันเดรีย ราน็อคเคีย ปราการหลังชาวอิตาเลี่ยนรายนี้เคยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกัปตันของทีมยักษ์หลับอย่าง อินเตอร์ มิลาน เลยนะครับและในเกมกับ "หงส์แดง" เขาก็โชว์ฟอร์มในแบบที่แฟนๆ "งูใหญ่" ต้องการจะเห็นแต่ไม่ได้เห็นออกมา แน่นอนจุดอ่อนของ ราน็อคเคีย คือความเชื่องช้าแต่นัดนี้เขากลับสามารถสยบผู้เล่นความเร็วจัดของ ลิเวอร์พูล ได้เป็นอย่างดี ไหนจะจอมทัพชาวบราซิเลี่ยนคนใหม่ เอวานโดร ที่โชว์ฟอร์มได้ไม่เลวเลย ทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ที่เขาแสดงออกมามันค่อนข้างดีรวมถึง คามิล โกรซิคกี้ นี่มาแบบจี๊ดๆเลยครับ เล่นงาน เจมส์ มิลเนอร์ ได้พอสมควรเลยทีเดียว รวมถึง อัลเฟร็ด เอ็นเดียเย ที่เป็นคนยิงเบิกร่องให้กับทีมนำไปก่อนยังทำหน้าที่เป็นผึ้งงานตรงกลางได้แบบประทับใจ นอกจากนี้ โอมาร์ อลับเดลลาอุย ก็เล่นได้ค่อนข้างมั่นคงในตำแหน่งแบ๊คขวา ที่น่าแปลกใจที่สุดของผมก็คือ อูมาร์ นิอาซ นี่แหละครับ หัวหอกร่างยักษ์ถูก เอฟเวอร์ตัน ซื้อมาด้วยค่าตัวถึง 13.5 ล้านปอนด์ในสมัย โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ แต่พอผลัดเปลี่ยนมาเป็น โรนัลด์ คูมัน เขากลับโดนดองไม่ให้ลงสนามและลดชั้นไปเล่นกับทีมชุดอายุไม่เกิน 23 ปีซะอย่างนั้น การได้มาโลดแล่นบนผืนหญ้าต่อหน้าคนดูเป็นหมื่นอีกครั้ง การได้ลงเล่นในระดับที่เขาต้องการ มันเลยทำให้ นิอาซ สามารถฉายแสงของตัวเองออกมาได้ ผมเชื่อเลยว่าแฟนๆของ ลิเวอร์พูล ต้องจำชื่อไอ้หมอนี่ได้แหละเพราะ นิอาซ คือคนที่ยิงประตูชัยดับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2-1 ในศึก อีเอฟแอล คัพ รอบรองชนะเลิศนัดที่ 2 แต่ก็ต้องตกรอบไปเพราะประตูรวม มาในวันนี้ นิอาซ ก็ทำแสบกับทีมใหญ่อีกครั้งด้วยการยิงฝัง ลิเวอร์พูล ไม่ให้มีโอกาสสยายปีกกลับมาตีเสมอหรือพลิกชนะได้สำเร็จ คือสิ่งที่ มาร์โก ซิลวา ทำในตอนนี้คือการพยายามจะให้ดาวเตะหน้าใหม่ๆค่อยๆซึมซับและเรียนรู้ใน พรีเมียร์ลีก ไปเรื่อยๆและผมว่ามันก็ดีนะ และสิ่งที่ต้องชื่นชม ซิลวา เลยก็คือเขากล้าที่จะเข้ามารับเผือกร้อนโคตรๆในการช่วยไม่ให้ ฮัลล์ ตกชั้นและถ้าหากดูตารางแล้วล่ะก็หากใจไม่แข็งจริงนี่เซ็นสัญญาไม่ได้หรอกครับ เขาเข้ามาประเดิม พรีเมียร์ลีก ด้วยการเอาชนะ บอร์นมัธ ไปได้ 3-1 แต่มันคือเกมที่ดูดีที่สุดแล้ว เพราะหลังจากนั้น ซิลวา ต้องนำทีมเจอทั้ง เชลซี, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล และ อาร์เซน่อล ตอนนี้เป็นไงครับ ? แพ้ เชลซี ว่ากันตามตรงไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะทีมนี้เขามาดีจริงแต่หลังจากนั้น "เสือโคร่ง" สามารถบุกไปยันเสมอ "ปีศาจแดง" ได้กลับมาเปิดถ้ำขย้ำ "หงส์แดง" ได้แบบเหนือๆอีกด้วย เหยื่อรายต่อไปคือ "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล ที่เพิ่งจะแพ้ เชลซี มาหมาดๆมันทำให้น่าสนใจเหมือนกันว่า ซิลวา จะสามารถสร้างเซอร์ไพรซ์ได้อีกหรือไม่เค.เค.pic : zimbio

ไม่คาดหวังกลับดี คาดหวังกลับแย่

ผ่านมาก็เกินครึ่งฤดูกาลแล้วนะครับสำหรับ พรีเมียร์ลีก ของอังกฤษ ลีกที่คอลูกหนังชาวสยามให้ความสนใจมากที่สุดลีกหนึ่ง จะว่าแปลกใจมั้ย สำหรับความคิดของผมคือค่อนข้างแปลกใจเหมือนกันสำหรับอันดับที่ 1 ของตารางในตอนนี้กับ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ภายใต้การกุมบังเหียนของ อันโตนิโอ คอนเต้ ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อมือของกุนซือชาวอิตาเลี่ยนรายนี้นะ แต่ว่าทุกๆอย่างมันเหนือความคาดหมายไปหน่อย คอนเต้ สามารถนำ ยูเวนตุส เถลิงบัลลังก์ กัลโช่ เซเรีย อา มาได้เป็นว่าเล่นก็จริง ไหนจะนำทีมชาติอิตาลีชุดที่สื่อเคยยกว่าเป็นชุดที่ 'แย่' ที่สุดเท่าที่เคยพบเจอตะลุยเข้าไปจนถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ ประสบการณ์ ความเก๋า และไม่เชื่อว่าแทคติคที่เป็นของเลื่องลือเลื่องชื่ออิตาลีนั้นจะสามารถนำมาปรับใช้ได้เป็นอย่างดีที่ พรีเมียร์ลีก เพราะก่อนเปิดฤดูกาล เชลซี เสริมทัพได้แบบ อ่าว ??? แค่นี้เองเหรอ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ กลายเป็นตัวหลักเด่นๆเลยที่ "สิงห์บลูส์" เติมเข้ามารวมถึง มิชี่ย์ บาตซัวยี่ ที่ตอนแรกคาดว่าจะมาทดแทน ดีเอโก คอสต้า ในยามฟอร์มสากแต่ไปๆมาๆหัวหอก 2 สัญชาติกลับทะลึ่งพรวดยิงเอา ยิงเอา มันก็น่าแปลกเหมือนกันนะครับที่ว่า คอสต้า สากในยุคของ มูรินโญ่ มีข่าวคราวว่าต้องการจะย้ายทีมกลับไปยังบ้านเก่า แอตเลติโก มาดริด ทว่าสุดท้ายแล้ว คอนเต้ กลับมีวิธีรีดเร้นศักยภาพในตัวของเขาออกมาได้แบบสุดติ่ง ยิ่งผลงานในช่วงแรกของ "สิงโตน้ำเงินคราม" ดูค่อนข้างเป๋ๆซะด้วยซ้ำไม่ว่าจะเป็นความพ่ายแพ้ต่อ ลิเวอร์พูล และ อาร์เซน่อล แต่เห้ยพวกเขาก็กลับมาได้ แถมกลับมาแบบโคตรผงาดอีกต่างหาก ด้วยแทคติกใหม่ที่ คอนเต้ ปิ๊งไอเดียกับระบบ 3-4-2-1 มันดูดี มันลงตัว มันกลายเป็นแผนที่ทำให้ดาวเตะในถิ่น สแตรมฟอร์ด บริดจ์ โชว์ศักยภาพออกมาได้สุดหูรูด เอาตรงๆเลยนะครับผลงานของ คอนเต้ มันทำให้ประหลาดใจและผมก็เชื่อว่าสาวกของ "สิงห์ไฮโซ" เองก็เซอร์ไพรซ์ไม่น้อยกับผลงานแบบนี้ ลองตัดภาพมาดูทีมมีชื่ออย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ ลิเวอร์พูล ที่แฟนบอลต่างคาดหวังสุดๆในฤดูกาลนี้ ยังไงครับ เป๊ป กวาดิโอล่า เข้ามา โอ้โหยอดกุนซือ มาแน่นอนติกี้ตาก้า คัดสรรผู้รักษาประตูที่เน้นใช้เท้าได้มาสู่ทีม แถมผลงานในลีก 6 นัดแรกชนะรวดอีก สุดท้ายตอนนี้ก็เป๋ซะอย่างนั้น เคลาดิโอ บราโว่ ก็กลายเป็นประตูน้ำเต็มตัว ตอนนี้ก็เป็นมือสองของ วิลลี่ กาบาเยโร่ ไปแล้วซะอีก ผลงานของพวกเขาเคยไม่ชนะใครถึง 6 นัดรวดเลยนะครับ จากลุ้นแชมป์กลายเป็นลุ้น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ไปซะแล้ว แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็เช่นกัน โชเซ่ มูรินโญ่ เข้ามาบรรดา 'เร้ด เดวิลส์' เองก็ตาลุกวาวไม่น้อยเพราะคาดหวังว่ายุคแห่งความสำเร็จจะกลับมาอีกครั้งแบบเต็มตัวซักที มันกลายเป็นว่า มูรินโญ่ เข้ามาแล้วก็ต้องวารากฐาน วางระบบกันใหม่ เริ่มมาก็ค่อนข้างกระท่อนกระแท่น พวกเขาเป็นทีมสามนัดดีสามนัดห่วยแบบไม่น่าเชื่อ อันนี้ก็เข้าใจได้ในบางมุมนะว่าผู้จัดการทีมใหม่ อะไรก็ใหม่ แต่หากตัดภาพไปที่ คอนเต้ ล่ะ ? จริงอยู่ที่ตอนนี้ "ปีศาจแดง" กลายเป็นทีมที่ไม่แพ้ใครในลีกมาแล้ว 14 นัดติดต่อกันแต่เป็นการเสมอไปซะ 7 นัดเลยนะครับ มันครึ่งต่อครึ่งเลยและเป็นการเสมอแบบที่ไม่น่าจะเสมอซะด้วยซ้ำ พวกเขาจบสกอร์กันไม่เด็ดขาดเอง ซลาตัน อิบราฮิมโมวิช บางนัดก็โผล่มายิง บางนัดก็เหมือนไม่ได้ลงเล่น เข้าใจอยู่ว่าหัวหอกชาวสวีดิชคือคนพิเศษ แต่บางทีบางอารมณ์แฟนๆคงอยากจะเห็นเขาโดนเปลี่ยนตัวออกบ้างล่ะ ต่อมากับ ลิเวอร์พูล ความคาดหวังจากเหล่า "เดอะ ค็อป" มากสุดๆในฤดูกาลนี้เพราะการมาของ เยอร์เก้น คล็อปป์ ตั้งแต่เมื่อฤดูกาลที่แล้วมันดูโคตรจะมีอนาคตเลย อารมณ์แบบปีนี้มาแน่ มาจริงๆ มาของจริงเลย ใช่ ตอนต้น "หงส์แดง" มาแน่จริงๆฟอร์มโคตรโหด ยิงกระจาย ซัดกระจุย คงเส้นคงวาเล่นยังไงก็ชนะ แต่เมื่อถึงช่วงเวลา คริสมาสต์ คาบเกี่ยว ปีใหม่ ยอดทีมจาก เมอร์ซี่ย์ ไซด์ สะดุดหัวทิ่มแบบที่ไม่นึกไม่ฝันเหมือนกัน 9 นัดชนะได้นัดเดียวและเป็นเกมที่พบกับ พลีมัธ ทีมจาก ลีกทู ในรอบรีเพลย์ เอฟเอ คัพ เนี่ย มันไม่ใช่ผลงานที่ดีมากนัก ตกรอบฟุตบอลถ้วยไป 2 ถ้วยติดต่อกันมันไม่ใช่เรื่องดีและ คล็อปป์ ก็ต้องรีบแก้ไขโดยด่วน ส่วน ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ กับ อาร์เซน่อล ที่ไม่ได้พูดถึงเท่านี่เพราะส่วนตัวคิดว่าพวกเขาทำได้ตามเป้านะ "ไก่เดือยทอง" ยังคงรักษาระดับของตัวเองได้ในปีนี้แต่ที่น่าติงหน่อยๆก็คือขวนขวายไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก แต่พอเข้าไปโลดแล่นจริงๆทะลึ่งตกรอบแรกลงมาเล่น ยูโรป้า ลีก เก๋ๆซะงั้นเลย สำหรับ อาร์เซน่อล ก็คงไม่อะไรมากภายใต้การนำของ อาร์แซน เวนเกอร์ วนลูปแบบนี้ไม่รู้กี่ฤดูกาลแล้วนายใหญ่ชาวเฟร้นซ์รายนี้จะทำให้ทีมมีความหวังลุ้นแชมป์และแฟนๆก็เริ่มคาดหวัง สุดท้ายก็ตกลงไปครองอันดับที่คุ้นเคยอย่างอันดับที่ 4 อยู่ดี แถมการเสริมทัพซื้อตัวก็บอกมาตลอดว่าทำงานอย่างหนัก หาผู้เล่นที่ดีที่สุด พร้อมใช้เงินเสมอ แล้วยังไงนิ ? ล่าสุดก็ออกมาบอกว่าเคยยื่นซื้อ เอ็นโกโล ก็องเต้ แต่ก็พลาดไป ออกมาพูดแบบนี้สาวก "ปืนใหญ่" คงชินล่ะครับเพราะ เวนเกอร์ พูดแบบนี้ไม่รู้ต่อกี่รอบกับโอกาสการคว้าดาวเตะที่สามารถเป็น 'เสาหลัก' ของทีมได้แต่สุดท้ายก็พลาดไปแบบดื้อๆ แถมปัญหาคาราคาซังกับสัญญาของสองซุปตาร์ เมซุต โอซีล กับ อเล็กซิส ซานเชซ ยังไม่ได้บทสรุปอีก เห้อเค.เค.pic : zimbio

คุยกันหลังเกม : ว่ากันตรงๆ บาสตี้ ดูดีกว่า ป็อกบา ซะอีก

ภายหลังจากที่ โชเซ่ มูรินโญ่ ตัดสินใจกลับลำหันมาให้โอกาส บาสเตียน ชไวน์ สไตรเกอร์ เชื่อว่าแฟนๆ "ปีศาจแดง" หลายต่อหลายคนอยากที่จะเห็นฝีเท้าของห้องเครื่องแชมป์โลกวาดลวดลายให้เต็มๆตาซักที ฤดูกาลก่อน บาสตี้ เองก็แทบจะไม่ได้ลงเล่นเลยเพราะอาการเจ็บออดๆแอดๆมาตลอด ไหนจะการขาย มอร์กกาน ชไนเดอร์ลิน ออกจากทีมไปมันหมายถึงโอกาสอันเปิดกว้างของ บาสตี้ ที่จะได้สวมเสื้อของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ลงเล่นต่อหน้าแฟนๆอีกครั้ง และเกมกับ วีแกน แอธเลติก นี่แหละเหมาะที่สุดแล้วสำหรับโอกาสของ ชไวนี่ ในการลงมาและงัดฟอร์มเด็ดให้ทุกๆคนได้เห็นโดยเฉพาะกับ มูรินโญ่ ที่ดูเหมือนจะลดทิฐิลงมาบ้างทั้งๆที่ตอนแรกข่าวกระพือมาแบบอดสงสารอดีตแข้ง บาเยิร์น มิวนิค ไม่ได้ จริงอยู่ที่ว่ามันเป็นเพียงแค่การเผชิญหน้ากับ วีแกน แอธเลติก ทีมหนีตายใน เดอะ แชมเปี้ยนส์ชิพ เท่านั้น มันเลยกลายเป็นว่า บาสตี้ เจิดจรัสดีเหลือเกินทั้งในการควบคุมเกมรับส่ง เคลื่อนที่แบบเหนือชั้นจริงๆ แถมสลับกันเติมเกมบุกกับ มารูยาน เฟลไลนี่ ได้แบบเนียนตาอีกต่างหาก อย่างในจังหวะลูกแรกนี่ 'เท้าชั่งทอง' เลยนะครับที่ทาง บาสตี้ เปิดไปให้ เฟลไลนี่ โขกเน้นๆ แน่นอนครับตำแหน่งของ บาสตี้ นั้นอาจจะสอดแทรกตัวจริงในเกม 'สำคัญๆ' ค่อนข้างยากเพราะในสายตาของ มูรินโญ่ ตอนนี้มีทาง ไมเคิ่ล คาร์ริค, อันเดร์ เอร์เรร่า และ ปอล ป็อกบา เป็นตัวเลือกก่อนหน้า ดีไม่ดี เฟลไลนี่ อาจจะอยู่เหนือกว่าซะด้วยซ้ำ แต่ถ้าหากลองดูฟอร์มในช่วงหลังของ ป็อกบา ล่ะ ? ของ คาร์ริค ล่ะ ? ถ้าจะลองใช้งาน ชไวนี่ ในเกม 'หลัก' บ้างมันก็ไม่น่าจะเสียหายเหมือนกันนะครับ เอาไว้สลับสับเปลี่ยนเหมือนที่ทำกับ เฟลไลนี่ บ้างก็ได้นะครับ ด้วยประสบการณ์และความเก๋าของ ชไวนี่ ผมเชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับวันที่ ป็อกบา โดนแฟนบอลด่ายับ หรือในวันที่ คาร์ริค ล้าและเล่นช้าจนเกินไป หรือวันที่ เอร์เรร่า วิ่งเป็นม้าคึกไล่บอลได้อย่างเดียวแต่ทำอย่างอื่นไม่เป็น มันก็น่าลองเสี่ยงใช้ประสบการณ์ของ ชไวนี่ ดูเหมือนกัน เหมือนกับที่ มู เลือกที่จะเก็บเขาเอาไว้อยู่ในทีมต่อเค.เค.pic : zimbio

คุยกันหลังเกม : นักบุญ ทิ้งเอฟเอแบบนี้ก็เข้าทาง ปืน ยิงจัดหนัก

ตั้งแต่ผลการจับสลาก เอฟเอ คัพ รอบที่ 4 เสร็จสิ้นลงคู่ที่น่าสนใจที่สุดคงจะเป็นคู่นี้แหละครับ การโคจรมาพบกันอีกครั้งของ เซาธ์แฮมป์ตัน กับ อาร์เซน่อล ซึ่งก่อนหน้า "นักบุญ" ก็เป็นฝ่ายทำแสบเขี่ย "ปืนใหญ่" ร่วงไปใน อีเอฟแอล คัพ รอบก่อนรองชนะเลิศถึงถิ่น เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม มาในคราวนี้ เซาธ์แฮมป์ตัน ได้เล่นในบ้าน เซนท์ แมรี่ ซะด้วยและมันก็น่าตื่นเต้นตรงที่พวกเขาโชว์ฟอร์มได้เด็ดดวงเอาชนะ ลิเวอร์พูล ได้ทั้งเหย้าและเยือนใน อีเอฟแอล คัพ รอบรองชนะเลิศ ไหนเกมลีกเพิ่งจะอัด เลสเตอร์ ซิตี้ มา 3-0 อีกต่างหาก แต่พอเห็น 11 ตัวจริงที่ออกมาผมเองถึงกับผงะเลยครับว่าไอ้นี่มัน 'ใครวะ' ? โคล้ด ปูเอล แสดงออกอย่างเห็นได้ชัดว่าพวกเขา 'ไม่เอา' แล้วกับ เอฟเอ คัพ ขอไปมุ่งสมาธิใน พรีเมียร์ลีก ดีกว่าและอย่างน้อยๆก็ได้เข้าไปเล่นใน เวมบลีย์ กับรอบชิงชนะเลิศ อีเอฟแอล คัพ ที่จะพบกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เขาจัดการเปลี่ยนตัวผู้เล่นจากเกมที่ฟัดกับ ลิเวอร์พูล ไปถึง 10 คนเหลือไว้เพียงไอ้หนูดาวรุ่ง แจ็ค สตีเฟนส์ ปราการหลังที่เคยเล่นคู่กับ มายะ โยชิดะ ได้แบบแข็งแกร่งแต่มานัดนี้ก็เจอกับกระบวนท่าของยอดทีมแห่งลอนดอนไปซะ 5 ดอก จริงอยู่ที่ว่า ยอร์ดี้ คลาซี่ กับ ปิแอร์ ฮอยเบิร์ก ได้ลงสนามแต่พวกเขาช่วงหลังๆก็ได้แค่สลับกันลงสนามเท่านั้นเพราะตัวหลักจริงๆของ ปูเอล นั้นคือ โอริโอล โรเมอู กับ สตีเวน เดวิส ส่วน เชน ลอง นั้นนับตั้งแต่ เจย์ โรดริเกซ หายเจ็บกลับมาพวกเขาทั้งคู่ก็ได้ลงสนามแบบสับเปลี่ยนหมุนเวียนตามโอกาสและแทคติคของแต่ล่ะเกม มันเลยกลายเป็นทุกๆอย่างเข้าทาง อาร์เซน่อล ไปหมดพวกเขาอาจจะหมุนเวียนเอาดาวรุ่งอย่าง ร็อบ โฮลดิ้ง, เจฟฟ์ เรเน่-อเดไลเด และ แอชลีย์ เมตแลนด์-นิลส์ ลงสนามมาให้แฟนๆได้เชยชมบ้างแต่ก็ไร้ปัญหา การเล่นของพวกเขายังคงลื่นไหลและเป็นไปตามแบบฉบับของ "ปืนใหญ่" ที่เราเราได้เห็นกันมาตลอดและที่สำคัญเลยก็คือมันกลายเป็นเกมเรียกความมั่นใจขนานใหญ่ของ 'ท่านมหาเทพ เวลเบลิอุส' ที่กลับมาเป็นตัวจริงอีกครั้งในรอบ 265 วัน ! ไหนจะ ธีโอ วัลค็อตต์ กระหน่ำแฮตทริคได้อีกต่างหากแถมเกมรับก็สามารถเก็บคลีนชีทได้อีกด้วย แถมนัดนี้ อาร์แซน เวนเกอร์ ผู้จัดการทีมยังโดนแบนห้ามคุมทีมข้างสนามอีกต่างหาก มันเลยทำให้ดูเหมือนว่า "ปืนใหญ่" ได้รับผลประโยชน์จากเกมนี้ไปเต็มๆจากการโยนโอกาสลุ้นถ้วย เอฟเอ คัพ ทิ้งไปแบบไม่แยแสของ ปูเอล แต่เชื่อว่าหลังจากจบเกมมันก็เหมือนวินวินกันไปทั้งสองฝ่าย "นักบุญ" เองก็กำลังมีความสุขกับการได้กลับไป เวมบลีย์ อีกครั้งส่วน "ปืนใหญ่" ก็ผ่านเข้ารอบที่ 5 ไปล่าแชมป์ เอฟเอ คัพ อีกครั้งเค.เค.pic : zimbio

คุยกันหลังเกม : ผลแบบนี้ 'สิงห์บลูส์' ก็ยิ้มสิ

บอกตามตรงเลยว่าในศึกบิ๊กแมตช์ประจำวันเสาร์ระหว่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พบกับ ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ ในช่วงครึ่งเวลาแรกค่อนข้างน่าเบื่อพอสมควรแต่ไปๆมาๆมันกลับกลายเป็นเกมที่เปิดแลกกันอย่างสนุก ทีมเยือนฟอร์มดีแบบสุดๆชนะในทุกรายการมา 7 นัดรวดและการมาเจอกักบ "เรือใบสีฟ้า" ที่ฟอร์มเป๋แบบไม่น่าให้อภัยด้วยการแพ้ เอฟเวอร์ตัน ไป 4-0 นั้นแน่นอนว่าก่อนเริ่มเกม "ไก่เดือยทอง" ภาษีดีกว่านิดๆ แต่พอเล่นเข้าจริงๆลูกทีมของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ เน้นรับแบบรัดกุมก่อนแถมรายชื่อที่ออกมาก็เหมือนจะใช้ 3-5-2 ซะด้วยซ้ำไปแต่สุดท้ายก็เล่นในระบบเดิม 4-4-2 เกมครึ่งแรกผมขอผ่านไปโดยไม่พูดถึงอะไร เพราะมันไม่มีอะไรให้พูดถึง เราเลยข้ามมาในช่วงครึ่งเวลาหลังแทนเลยแล้วกันครับ นัดนี้ ซิตี้ ครองบอลได้มากกว่าแถมเปิดหัวมาในครึ่งหลังก็ได้ประตูจากความผิดพลาดของนายทวารดีกรีมือหนึ่งทีมชาติฝรั่งเศสอย่าง อูโก้ ยอริส ที่ตอร์ปิโดบกแบบ 'ว่าว' เน้นๆเลยทำให้ ซาเน่ พักอกเข้าไปยิงง่ายๆสบายๆ จังหวะนี้ยอมใจการเปิดของ เควิน เดอ บรอยนด์ จริงๆครับ เด็กคนนี้มันเท้าชั่งทองจริงๆ ซึ่งผมก็ไม่รู้หรอกว่าเขาจะตั้งใจอะไรยังไงแต่การเปิดครั้งนี้ของเพลย์เมคเกอร์ทีมชาติเบลเยี่ยมมันข้ามศรีษะของแผงหลัง สเปอร์ พร้อมๆกับทำลายจังหวะของ ยอริส ทำให้ ซาเน่ ได้ส้มหล่นไปเต็มๆ เจอแบบนี้ไปก็เสียความมั่นใจสิครับ ด้วยตำแหน่งและชื่อชั้นของ ยอริส เขาน่าจะกลับมามีสมาธิได้มากกว่านี้แต่แล้วเขาก็ 'ปล่อยไก่' ออกมาอีกจากการที่น่าจะรับลูกเปิดปกติธรรมดาของ สเตอร์ลิ่ง เอาไว้ได้แต่ทะลึ่งกระฉอกเข้าทาง เดอ บรอยด์ ยิงเข้าไปง่ายๆเลย แน่นอนครับ ความผิดพลาดสามารถเกิดขึ้นได้ทุกคน ทุกที่ ทุกเวลา ไม่เชื่อลองไปถาม เคลาดิโอ บราโว่ ดูสิ ! เอาจริงๆเมื่อเอ่ยชื่อ บราโว่ ออกมาแล้วมันก็อดที่จะพูดถึงไม่ว่าในนัดนี้สถิติที่ออกมาคือ "ไก่เดือยทอง" ยิงตรงกรอบ 2 ครั้งนะครับ และพวกเขาก็ได้ไปเลย 2 ประตูจาก อัลลี และ ซอน จริงอยู่ที่จังหวะของ อัลลี นั้นมันสุดปัญญารวมไปถึงจังหวะของ ซอน ด้วยแต่ มันก็อดไม่ได้ล่ะครับกับฉายาของ บราโว่ ในตอนนี้ที่โดนกล่าวขานว่า 'ตรงเป็นตุง' มันเป็นจริงซะอีก 1 นัด ผลเสมอในนัดนี้ของทั้งสองทีมไม่ได้ดีอะไรเลยนะครับ ซิตี้ เองก็โดนทาง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไล่บี้มาเหลือ 2 คะแนนเท่านั้นส่วน สเปอร์ เองก็มีแต้มตามหลัง เชลซี จ่าฝูง 6 คะแนนโดยแข่งเยอะกว่า 1 นัด คนที่ยิ้มก็น่าจะหนีไม่พ้น เชลซี ของ อันโตนิโอ คอนเต้ ที่มีคิวจะฟาดแข้งในวันอาทิตย์กับ ฮัลล์ ซิตี้ และหากไม่มีอะไรผิดพลาดจบนัดที่ 22 ของพรีเมียร์ลีก "สิงโตน้ำเงินคราม" จะมีคะแนนนำแบบเดี่ยวๆ 9 คะแนนเต็ม สดใสจริงๆ ส่วน ซิตี้ ในฤดูกาลนี้ต้องระวังดีๆเพราะพวกเขายังมีเกมที่จะพบกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล, อาร์เซน่อล และ เชลซี อยู่ เรียกได้ว่าแทบจะครบท็อป 6 เลยทีเดียว ดีไม่ดีในฤดูกาลแรกของ เป๊ป กวาดิโอล่า เขาอาจจะ "ไม่สามารถ" นำทีมไปลุย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ก็ได้นะครับ ซึ่งถ้าหากผลออกมาเป็นแบบนั้นจริงๆล่ะก็ น่าสนใจเหมือนกันว่าบอร์ดบริหารของ "เรือใบสีฟ้า" จะเดินหมากไปทางไหนต่อเพราะขนาดกุนซือที่ว่าแน่นำทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้อย่าง โรแบร์โต้ มันชินี่ และ มานูเอล เปเยกรินี่ ยังทะลึ่งโดนปลดเอาดื้อๆเลยเค.เค.pic : zimbio

คุยกันหลังเกม : ปีนี้กินกันไม่ลง

ความมันส์ในศึกแดงเดือดรอบนี้ต่างจากนัดแรกชนิดที่เทียบกันไม่ติดเลยทีเดียวนะครับ หากใครยังจำได้ในเกมแรกนั้นทาง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปเล่นที่สนาม แอนฟิลด์ นั้นเน้นรับขนาดไหนแต่มาในเกมนี้ "ปีศาจแดง" เป็นเจ้าถิ่นและประกาศโต้งๆแบบชัดเจนเลยว่าเกมนี้พวกเขาต้องการ 3 คะแนน ส่วนทีมเยือนของ เยอร์เก้น คล็อปป์ นั้นก็มาตามสไตล์ครับ ไม่มีผิดหวัง ไม่มีต้องมานั่งคิดเล็กคิดน้อยตั้งรับอุดไว้ก่อน พวกเขาก็พร้อมเปิดแลกเช่นเดียวกันและก็ทำได้ 'เกือบ' ดีซะด้วย การสวนแต่ละตูมของ "หงส์แดง" มันน่ารักน่าลุ้นและสุดท้ายจากความผิดพลาดของ ปอล ป็อกบา ที่ทะลึ่งไปตัดผมใหม่ก่อนเกมเลยทำฟอร์มร่วงไปพร้อมๆกับผมที่หลุดออกไปกระโดดชูไม้ชูมือโดนจับแฮนด์บอลมันดื้อๆอย่างนั้นแหละ ก็คือโดนเต็มๆน่ะแหละครับเน้นๆเลย ในกรอบเขตโทษชูไม้ชูมือแบบนี้ก็โดนสถานเดียวอย่างที่เราได้เห็นกันบ่อยๆว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจแต่หากมีส่วนร่วมกับเกม 'ส่วนใหญ่' แล้วผู้ตัดสินจะเป่าแทบทุกครั้ง ก่อนหน้าที่จะทำผิดพลาด ป็อกบา ก็ส่งบอลเสีย เลี้ยงกระฉอก ทะลวงไม่ผ่านมาซักพัก อันนี้ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเขากดดันตัวเองมากเกินไปหรือเปล่าในเกมนี้ ทีมเยือนได้ประตูออกนำไปก่อน และสถานการณ์ของเจ้าถิ่นก็ไม่สามารถเร่งเครื่องแก้คืนได้ภายในครึ่งเวลาแรก เปิดหัวมาครึ่งหลังนี่บรรดา 'เร้ด เดวิลส์' น่าจะตาลุกวาวพร้อมๆกันนะครับกับการเปลี่ยนตัวแบบสู้ได้สู้เสียของ มูรินโญ่ ที่ส่ง รูนี่ย์ ลงแทน คาร์ริค ที่ดูจะช้าไปเลยสำหรับเกมที่สวนกันระเบิดระเบ้อแบบนี้ เข้าใจได้ครับในวัย 35 ปี ยูไนเต็ด โหมกระหน่ำเข้าใส่แบบไม่หยุดยั้งแต่ขอบอกเลยว่าการเลือกเปลี่ยนผู้รักษาประตูไปมาของ คล็อปป์ มันเริ่มส่งผลดีแล้วนะครับ ลอริส คาริอุส ก็เล่นดีในฟุตบอลถ้วย มาวันนี้ มิโญเลต์ ก็องค์ลงแบบชัดเจนมากๆซะอีก อุ่นใจได้ในระดับหนึ่งภายหลังจากที่หวิวๆมาหลายนัด สุดท้ายและท้ายที่สุด ไพ่ใบสุดท้ายที่อาจจะเป็นหนึ่งในเหตุผลว่าทำไม มารูยาน เฟลไลนี่ ยังคงได้อยู่ในทีมต่อไปและ มูรินโญ่ เลือกปล่อย ชไนเดอร์ลิน ออกจากทีม ให้ตายเถอะ ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองคนเดียวหรือไม่เพราะ เฟลไลนี่ ลงสนามมาผมว่าไอ้หนุ่มหัวฟูวันนี้มันเล่นดีกว่า ป็อกบา ตลอด 90 นาทีซะอีก การโขกชงบอล พักบอล จ่ายบอล แซะบอล ตั้งรับ เฟลไลนี่ ทำได้แบบหาที่ติแทบไม่เจอเหมือนกัน จำได้มั้ยครับตอนต้นฤดูกาลนที่ เฟลไลนี่ ได้โอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่องพี่แกก็เล่นแบบนี้แหละก่อนจะโดนอาการบาดเจ็บพรากตัวพร้อมๆกับกระชากฟอร์มให้หลุดหายออกไปด้วย มาในวันนี้ฟอร์มแบบต้นฤดูกาลกลับมาแล้วครับ แต่ก็นะผมคิดว่ายังไงก็สำรองอดทน หรือเป็นตัวลงมาปิดเกม พลิกเกมในแบบบอลโยนอย่างนี้ดีกว่าออกสตาร์ทเป็นตัวจริง หากลูกที่ เฟลไลนี่ โขกเข้าไปนี่เม่งโคตรจะฮีโร่เลยนะครับ ฟอร์มผู้ร้ายที่โดนแฟนๆเหยียดหยาม โดนด่า โดนล้อ โดนแซว จะดูดีหล่อเงียบแบบ 'พี่ติ๊ก' เจษฎาภรณ์ ผลดี เลยนะครับ พอดีโชคไม่เข้าข้างและก็กลายเป็น 'พระเจ้า' ที่ประกาศวาจาก่อนหน้าไปว่าเขาพิชิต พรีเมียร์ลีก ได้เรียบร้อยแล้วและเขาก็ทำประตูในเกมใหญ่ระดับนี้ได้จริงๆซะด้วย ว่ากันตรงๆลูกนั้นโหม่งให้เข้ากรอบยากโคตรๆเลยนะครับ จ่อๆประตูกับบริเวณเสาแรกพี่แกเปลี่ยนทางบอลให้ย้อยหนีมือ มิโญเลต์ เข้าเสาสองได้นี่ไม่ธรรมดาสุดๆ ฝีตีนว่าดีแล้ว ศรีษะยังเรดาห์อีก แหม่ ถือว่าสมน้ำสมเนื้อจริงๆในฤดูกาลนี้ของศึก 'แดงเดือด' ที่ใน พรีเมียร์ลีก สิ้นสุดลงไปแล้วและก็ต้องรอลุ้นดูว่าพวกเขาจะได้เจอกันใน อีเอฟแอล คัพ รอบชิงชนะเลิศตามนัดหรือไม่ ถ้าหากโคจรมาพบกันจริงๆล่ะก็เราจะได้เห็นเกมระดับพระกาฬแบบนี้อีก แค่คิดก็น่าสนุกแล้วเค.เค.pic : zimbio

คุยกันหลังเกม : สิ้นลายแชมป์เก่าหนีตายคือเป้าหมายตอนนี้ !

สิ้นสภาพจริงๆ สิ้นสภาพสุดๆ นี่คือสิ่งที่ตัวผมคิดภายหลังจากได้รับชมเกมของ เลสเตอร์ ซิตี้ เปิดบ้านพบกับ เชลซี อย่างที่ทราบกันดีว่าเมื่อฤดูกาลที่แล้วพลพรรค "จิ้งจอกสยาม" ไว้ลายสู้ตายขนาดไหนซึ่งพวกเขาก็สามารถสร้างสิ่งที่น่าเหลือเชื่อได้ด้วยการผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก แต่มาในตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างมันเหมือนกับพังลงไปทั้งๆที่ทีมแทบไม่ต่างจากเดิม จริงอยู่ที่ว่า เอ็นโกโล่ ก็องเต้ เป็นส่วนที่โคตรจะสำคัญแต่ว่ากันตามตรงผมไม่คิดว่ามันจะส่งผลถึงขนาดทำให้ทั้งทีมปั่นป่วนและหาทางออกไม่ได้แบบนี้ ก่อนเกมการแข่งขันผมแอบลุ้นลึกๆเหมือนกันว่า "จิ้งจอกสยาม" จะทำเซอร์ไพรซ์เพราะคู่แข่งอย่าง เชลซี โดนสื่อโหมกระหน่ำเล่นข่าวที่ ดีเอโก้ คอสต้า ไม่ได้เดินทางมากับทีมด้วยเพราะไปทะเลาะกับ อันโตนิโอ คอนเต้ ผู้จัดการทีมและโค้ชฟิตเนสของพวกเขา ไปๆมาๆระบบของ คอนเต้ ที่ก่อร่างสร้างตัวในฤดูกาลนี้มันแข็งแกร่งจนแทบไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน ระบบของ คอนเต้ อัดระบบของ เคลาดิโอ รานิเอรี่ ไปแบบยับเยินเหลือเกิน มีอยู่ช่วงหนึ่งตอนที่ "สิงโตน้ำเงินคราม" ยังนำอยู่ 1-0 รานิเอรี่ พยายามจะปรับเปลี่ยนไปใช้สไตล์ 3-4-3 บ้างนะครับด้วยการเอา ชินจิ โอกาซากิ ลงสนามมาแต่มันไม่ช่วยให้ทีมดีขึ้นเลย มันกลับทำให้แผงหลังสับสนและปั่นป่วนมากกว่าเดิมจนสุดท้ายก็โดนสอยประตูที่สองและสามตามลำดับจนสุดท้าย รานิเอรี่ ต้องกลับมาใช้แผน 4-4-2 เหมือนเดิมแต่ก็นั่นล่ะฮะ เกมได้จบลงไปแล้ว ตอนนี้คงเป็นปัญหาแบบสมองจะระเบิดของ รานิเอรี่ ล่ะครับว่าจะปรับเปลี่ยน จะจุดไฟในใจของทีมขึ้นมาอีกครั้งได้ยังไงเพราะสิ่งทีท่แสดงออกมามันราวกับฟ้ากับเหวเลยนะครับหากมองย้อนดูฤดูกาลก่อน หัวจิตหัวใจของ เลสเตอร์ ที่วิ่งไม่หยุดไม่ยอมแพ้ง่ายๆแต่มาในเกมนี้ลองดูสิครับว่าพวกเขาสร้างโอกาสให้ ติโบต์ กูร์กตัวส์ ออกแรงเซฟได้กี่ครั้ง ? ผมคิดออกสองครั้งคือจังหวะช่วงต้นเกมเลยของ มูซ่า และช่วงปลายๆที่ ฟุคช์ วอลเลย์ไปเข้ามือ เกมรุกมีปัญหาเกมรับก็ไม่แข็งแกร่ง ทุกอย่างมันดูยวบลงไปแบบน่าใจหายแถมหลังจากนี้ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ก็กำลังจะเข้ามารบกวนจิตใจของ เลสเตอร์ อีกครั้ง สิ่งที่ รานิเอรี่ พยายามจะอธิบายมาตลอดก่อนหน้าคือพวกเขาหวังมุ่งเน้นผ่านเข้ารอบ แชมเปี้ยนส์ลีก ให้ได้และพอจบรอบแบ่งกลุ่มก็จะมามุ่งเน้นเต็มที่ใน พรีเมียร์ลีก แต่มันไม่ใช่ล่ะครับในตอนนี้ มันเหมือนกับพวกเขาเล่นไปคนละทิศละทางแบบจับจุดไม่เจอเลย ต่างจาก เชลซี ที่ยิ่งเล่นราศีแชมป์ก็ยิ่งจับขึ้นเรื่อยๆ หากไม่มีอะไรผิดพลาดหรือยังไงผมว่าปีนี้ถ้วย พรีเมียร์ลีก จะกลับไปอยู่ลอนดอนล่ะเค.เค.pic : zimbio

คุยกันหลังเกม : เล่นแบบมั่นคง

เห็นมาเงียบๆเรียงๆนี่กวาดแต้มไปแบบเต็มอิ่มจุใจเหมือนกันนะครับสำหรับ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ช่วงนี้ ล่าสุดก็จัดการบุกไปขยี้ "ขุนค้อน" เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ได้ถึงถิ่น ลอนดอน สเตเดี้ยม แบบที่พูดได้ว่าอาจจะไม่สวยงามมากนักเพราะทั้งเกมมันมีจุดให้เป็นประเด็นเกี่ยวกับผู้ตัดสินอยู่เหมือนกัน จังหวะใบแดงคงไม่พูดถึงก็ไม่ได้ล่ะครับงานนี้เพราะเมื่อดูภาพช้าแล้วยังไงก็ไม่สมควรจะเป็นใบแดงของ โซเฟียเน่ เฟคฮูลี่ แบบเด็ดขาดเพราะเขาไม่ได้เขาแบบ 2 เท้าเหมือน มาร์กอส โรโฮ ในนัดก่อนๆที่สมควรจะได้ด้วยซ้ำไป ก็อย่างว่าล่ะครับ ผู้ตัดสินไม่มีภาพช้าให้เราดูและท่าทางของ ฟิล โจนส์ หากว่ากันตามตรงก็เอาไปเลย 10 คะแนนทั้งๆที่เขาเป็นคนเข้าบอลช้ากว่า เฟคฮูลี่ ซะด้วยซ้ำ ใจของเจ้าถิ่นนี้สู้สุดใจเหมือนกันเพราะด้วยตัวผู้เล่น 10 คนพวกเขาเป็นฝ่ายเดินหน้าลุยเข้าใส่ "ปีศาจแดง" ได้แบบสมน้ำสมเนื้อ เล่นราวกับมี 11 คนซะด้วยซ้ำไป โอกาสของ มิเชล อันโตนิโอ หากผมเป็น สลาเวน บิลิช คงเขกกะโหลกไปเพี๊ยะสองเพี๊ยะเหมือนกันนะครับเพราะเป็นการดวลเดี่ยวๆกับ ดาบิด เด เคอา แล้วแต่ทะลึ่งยิงไปให้เซฟซะอย่างนั้น ความตรึงเครียดเริ่มครอบงำในทีม "ปีศาจแดง" แต่สไตล์ของ โชเซ่ มูรินโญ่ ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้วครับ เขาเดินหน้าลุยทันทีซึ่งเราเห็นกันตั้งแต่เปลี่ยน ฆวน มาต้า ลงมาตั้งครึ่งเวลาหลัง แถมจัดการถอดคนที่เล่นไม่ได้เรื่องในสายตาของบรรดา 'เร้ด อาร์มี่ส์' ออกไปแบบได้ใจอย่าง เจสซี่ ลินการ์ด และนำ มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่วูบวาบกว่าลงสนามมา และสุดท้ายพวกเขาก็สามารถปลดล็อคของตัวเองได้สำเร็จด้วยตัวที่ มูรินโญ่ ปรับเปลี่ยนแก้เกมลงมาอย่าง มาต้า นั่นแหละครับ ส่วนประตูที่ 2 ก็อย่างที่เห็นกันว่า ซลาตัน ล้ำหน้าค่อนข้างชัดเจนเหมือนกันซึ่ง ยูไนเต็ด เองก็ได้ประตูราวๆนี้มาก่อนหน้าก็คือ 'สกอร์เปี้ยน คิก' ของ เฮนริค มคิห์ทาร์ยาน มันเป็นเรื่องที่แฟนๆ ยูไนเต็ด คงค่อนข้างชอบใจอยู่เหมือนกันนะครับที่ได้เห็นทีมรักทีมโปรดกระหน่ำบุกลุยเข้าใส่แบบไม่เกรงกลัวอย่างนี้ ทั้งๆที่ในตอนต้นฤดูกาลมันไม่ใช่แบบนี้เลย ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ 5 นัดช่วงเทศกาลเตะกระจายแบบนี้พวกเขาได้เต็ม 15 คะแนนเค.เค.pic : zimbio

บ็อกซ์ซิ่ง เดย์ คืออะไรมาทำความรู้จักกัน !

เหลือเพียงแค่ลีกเดียวที่ยังคงฟาดแข้งกันแบบไม่มีหยุดยั้งสำหรับ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ และคำว่า บ็อกซ์ซิ่ง เดย์ หลายๆคนคงเคยได้ยินกันมาแทบทุกปีวันนี้ผมก็ขอนำประวัติเกร็ดเล็กๆน้อยๆมาให้คอลูกหนังได้ทราบกันว่าทำไมถึงมีวันนี้ขึ้นบ็อกซ์ซิ่ง เดย์ คืออะไร ? - มันคือวันแกะกล่องของขวัญของสหราชอาณาจักรและเป็นวันหยุดยาวต่อเนื่องในช่วงเทศกาลคริสต์มาสนั่นเองครับ ซึ่งคนทั่วทั้งเกาะบริเตนก็จะอาศัยช่วงเวลานี้พักผ่อนกับครอบครัว ไม่เว้นแม้แต่ห้าง ร้านค้าต่างๆที่แทบจะไม่เปิดเลย - โดยหนึ่งในเหตุผลที่นำฟุตบอลลีกมาเตะกันก็เพราะไม่ให้มันเงียบเหงาเกินไปนั่นแหละครับ ตามที่มีบันทึกมา บ็อกซ์ซิ่ง เดย์ คู่แรกในประวัติศาสตร์คือการพบกันของ เชฟฟิลด์ เอฟซี กับ ฮัลแลม เอฟซี ในปี 1860 โน่นเลยทีเดียว - หลังจากนั้นก็เริ่มมีการจัดแมตช์บนลีกสูงสุดอย่างเป็นทางการในฤดูกาล 1888-89 เกมระหว่าง เปรสตัน นอร์ทเอน พบกับ ดาร์บี้ เคาท์ตี้ และได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจึงกลายเป็นธรรมเนียมเรื่อยมาจนปัจจุบัน - อีกทั้งเมื่อก่อนยังมีการจัดแข่งเกมกีฬาในวันคริสมาสต์เลยด้วยซ้ำแต่ภายหลังจากปี 1950 ทุกๆอย่างก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากต่างฝ่ายต่างคิดเห็นตรงกันว่าวัน คริสต์มาส ควรจะใช้เวลาอยู่กับครอบครัวมากกว่า - ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดการออกกฏชัดเจนในฤดูกาล 1957-58 ว่าห้ามมีการแข่งขันในวันที่ 25 ธันวาคม และเลื่อนมาเป็น 26 ธันวาคม เป็นต้นไปแทน - นอกเหนือจากการแข่งขันฟุตบอลที่สหราชอาณาจักรยังมีการแข่งขันกีฬาอื่นๆในวัน บ็อกซ์ซิ่ง เดย์ ด้วยนะครับอย่างเช่น รักบี้ หรือ ม้าแข่ง - การแข่งขันกีฬาในวัน บ็อกซ์ซิ่ง เดย์ ไม่ได้มีแค่อังกฤษนะครับ ใน ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์ หรือ แอฟริกาใต้ ก็มีเช่นกันแต่ทั้ง 3 ประเทศดังกล่าวจะเป็นการแข่ง คริกเก็ตpic : Kaiser Football, britannia.reblog.hu, Fox, heraldsun