breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

คุยกันหลังเกม : เพอร์เฟคแมตช์ของ "หงส์แดง"

เอาจริงๆโมเมนตั้มในตอนแรกนี่มาทาง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หมดเลยนะครับ พวกเขาบุกราวกับสัตว์ป่าที่บ้าคลั่ง โหมกระหน่ำลุยแหลกซัดเข้าใส่เหมือนกับคลื่นทะเลที่โหดร้าย แต่สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้แบบดื้อๆซะอย่างนั้น ต้องยอมรับด้วยนะครับว่าในวันนี้ "หงส์แดง" มาเน้นแบบรับค่อนข้างจะ 'เต็มรูปแบบ' เหมือนกันแต่เกมโต้กลับของพวกเขาค่อนข้างมีทีเด็ดทีขาดซะเหลือเกิน หากเปรียบเสมือนมวยก็เหมือนกับหลังพิงเชือกนั่นแหละครับ แต่ทว่ามีทีเด็ดออกหมัดขวาโป้งเดียวตู้มเท่านั้นแหละ ผมสังเกตุมาตั้งแต่ครึ่งเวลาแรกแล้วกับการที่ เยอร์เก้น คล็อปป์ ให้ ซาดิโอ มาเน่ ลงไปเล่นรับลึกและทิ้ง โรแบร์โต เฟอร์มิโน่ อยู่แถวๆริมเส้นและ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ห้อยเอาไว้ตัวเดียว ครึ่งเวลาแรกอาจจะดูไม่ดีเท่าไรนักกับการสวนกลับแถมยังโดน กาเบรียล เฮซุส ยิงนำไปก่อนตั้งแต่ช่วง 3 นาทีแรกของเกม อันนี้ต้องชมเลยสำหรับหัวจิตหัวใจและสมาธิของขุนพล 'เร้ด แมชชีน' ที่ยังคงแกร่งดังภูเขาที่ไม่ยอมพังทะลายลงมาตามแรงลมและแรงคลื่นที่โหมเข้าใส่แบบไม่ยั้ง การได้เห็น "เรือใบสีฟ้า" บุกแบบนั้นมันก็เพลินนะครับ บรรดาสาวก "หงส์แดง" รอบข้างผมต่างพูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่าลุ้นแบบใจคอไม่ดีมากๆช่วงครึ่งแรก แต่เวลาผ่านไปแล้ว ผ่านไปเล่า ซิตี้ ไม่สามารถทำได้แถมยังเจอลูกหงุดหงิดของกรรมการที่ไม่ยอมเป่าให้ประตูจังหวะของ เลรอย ซาเน่ เข้าไปซะอีก จนถึงตอนนี้ที่ร่ายแป้นคีย์บอร์ดมาพูดคุยกันผมก็ยังไม่มั่นใจเลยว่าจังหวะดังกล่าวมันเป็นการฟาวล์ ลอริส คาริอุส หรือว่าการล้ำหน้า ของ ซาเน่ แบบที่สื่อต่างประเทศเขาตีข่าวว่าเป็นการตัดสินใจที่ตามกฏของผู้ตัดสินแล้ว หัวร้อนกันเลยจริงๆจังหวะนั้น ซึ่งก็จริงครับ ลองคิดดูว่าถ้าเป็นทีมที่คุณเชียร์เจอแบบนั้น ใครบ้างล่ะที่จะไม่หัวร้อน เช่นเดียวกับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่โดนสั่งให้ขึ้นไปนั่งชมบนสแตนด์ซะอย่างนั้น เมื่อทีมไร้นายใหญ่อยู่ข้างสนาม แถมสถานการณ์ต่างๆดูไม่เป็นใจโดยเฉพาะการตัดสินทำให้ครึ่งหลัง "เรือใบสีฟ้า" โดนทีเด็ดจังหวะขลุกขลิกเข้าไปแบบน่าเหลือเชื่อ ต้องยอมครับ ยอมจริงๆกับจังหวะยิงของ ซาลาห์ ที่ชิพแบบเหนือๆเข้าประตูไป อย่างที่ผมบอก เกมนี้ต้องชมหัวจิตหัวใจของบรรดาแข้ง "หงส์แดง" ว่าเกมนี้ถูกปลุกเร้ามาดี และมีความนิ่งกันทุกคน แม้แต่ เดยัน ลอฟเรน ที่โดนด่าอยู่บ่อยครั้งเกมนี้ถ้าหากไม่ได้เขาผมเชื่อว่าดีไม่ดี ลิเวอร์พูล อาจจะเสียประตูเพิ่มซะด้วยซ้ำ รวมไปถึงสองฟูลแบ๊คที่อาจจะดูชื่อเมื่อก่อนรับรองมีหลอนแน่ๆแต่วันนี้ถือว่าทำหน้าที่ได้ดีครับ ทุกๆอย่างมันดูสมบูรณ์แบบไปหมดสำหรับ ลิเวอร์พูล การตั้งรับที่เหนียวแน่นพร้อมกับการสวนกลับที่มีทีเด็ด ไหนแผงหลังของ ซิตี้ เองก็พร้อมจะแจกโชคให้ตลอดเวลาอย่าง นิโกลัส โอตาเมนดี้ ที่ช่วงหลังออกทะเลแบบกู่ไม่กลับซักที ถามว่ามันใช่เรื่องเหลือเชื่อมั้ย ? เออ ก็นิดนึงนะครับเพราะสิ่งที่ผมคาดการณ์เอาไว้อย่างดีก็คือ "หงส์แดง" เข้ารอบด้วยการบุกเสมอหรือไม่ก็แพ้แบบ 1-0 หรือ 2-0 กลายเป็นว่า ซิตี้ คาบ้านซะอย่างนั้น สิ่งที่ คล็อปป์ กำลังตามหาอยู่ในการรั้งบังเหียน ลิเวอร์พูล ก็คือถ้วยแชมป์ครับ และพอผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศใน แชมเปี้ยนส์ลีก ได้เนี่ยมันทำให้พวกเขาฮึกเหิมและมีกำลังใจในรายนี้มากขึ้นเป็นกองแน่นอน น่าสนใจมากๆครับว่าสุดท้ายแล้วแชมป์ยุโรป 5 สมัยอย่าง ลิเวอร์พูล นั้นจะไปได้ไกลซักแค่ไหน ซึ่งถ้าหากแฟนๆอยากที่จะลุ้นไปพร้อมๆกับ ลิเวอร์พูล พร้อมกับการบริการอย่างมืออาชีพ ลุ้นง่าย ฝากง่าย ถอนง่าย สบายๆแล้วล่ะก็ต้องนี่เลย mysbobet เพียงแค่ติดต่อที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbobet หรือโทร 08-0003-1188 / 08-0003-1177

คุยกันหลังเกม : คำว่า 'พลิกนรก' ยังคงใช้ได้กับ 'ปีศาจแดง'

น่าจะเป็นหนึ่งในเกมที่ดุเด็ดเร้าใจมากที่สุดเกมหนึ่งของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สำหรับการบุกไปขยี้ระรัว 3 เม็ดใส่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แบบเผ็ดมันส์ มันเป็นอารมณ์ที่แบบทั้งสะใจ ทั้งยิ้มกรุ้มกริ่ม ทั้งอิ่มเอม ทั้งหลายทั้งแหล่อัดแน่นรวมกันในนัดเดียวจริงๆเพราะฟอร์มการเล่นในช่วงครึ่งเวลาแรกใครล่ะจะไปคิดว่า "ปีศาจแดง" ดีพอกลับมาได้ ก่อนเริ่มเกมรายชื่อของ "เรือใบสีฟ้า" ก็ทำเอาแปลกใจเหมือนกันเมื่อ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เลือกที่จะพัก เควิน เดอ บรอยน์ และ กาเบรียล เฮซุส เอาไว้อยู่ข้างสนามเพราะมีเกมกลางสัปดาห์กับ ลิเวอร์พูล รออยู่ ที่ไหนได้ ซิตี้ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมอีกทั้งแนวรับของ ยูไนเต็ด เองก็ยุ่ยราวกับกระดาษทิชชู่ที่นำไปจุ่มน้ำจนสงสาร ดาบิด เด เคอา เลยทีเดียว ลูกโขกของ แวงซ็อง กอมปานี คนที่สมควรโดนด่ามากที่สุดคงหนีไม่พ้น คริส สมอลลิ่ง ล่ะครับที่ดึงเสื้อเขาแทบขาดแต่ก็เอาไม่อยู่ ส่วนลูกที่สองก็ต้องยอมรับในสกิลของ อิลกาย กุนโดกัน ที่หมุนตัวยิงได้แบบเหนือชั้นมากๆ ถามว่ามันหมดปัญญาจะป้องกันมั้ย ? ใช่หมดสำหรับ เด เคอา ครับแต่แนวรับของ "ปีศาจแดง" ควรจะทำได้ดีกว่านี้ทั้งการประกบตัวหรือการบล็อกจังหวะสำคัญๆ สกอร์ 2-0 เชื่อว่าสาวก 'เร้ด เดวิลส์' หลายคนคงถอดใจและเริ่มด่าทีมรวมถึง โชเซ่ มูรินโญ่ กันระนาวบนโลกโซเชี่ยลกันแล้ว สุดท้ายกลายเป็นว่า "นรกแตก" ซะอย่างนั้นครับ บรรดาขุนพล "ปีศาจแดง" เมื่อกลับมาลงสนามในครึ่งเวลาหลังเหมือนกับว่าไม่มีพระเจ้าอีกต่อไปแล้วบนโลกใบนี้ พวกเขาสามารถฟื้นจากนรกขุมสุดท้ายมาหลอกหลอนได้แบบไม่แคร์อะไรทั้งนั้น พอล ป็อกบา จากที่เงียบๆและทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอันช่วงครึ่งเวลาแรกกลายเป็นคนจุดประกายความหวังซัดตีไข่แตกและเขาก็เป็นคนทำให้ทีมเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ด้วยการโขกประตูตีเสมอ ประตูที่เสมอนั้นผมค่อนข้างชื่นชมนะครับ มันแสดงให้เห็นว่า ป็อกบา คือมิดฟิลด์แบบบ็อกซ์ทูบ็อกซ์มากๆด้วยการจ่ายแล้วไปซึ่ง อเล็กซิส ก็เปิดอัลติเท้าชั่งทองตักไปให้เน้นๆได้แบบสวยสดงดงาม ส่วนประตูชัยที่ได้มานั้นยอมรับเลยว่าไม่น่าเชื่อเหมือนกันที่เป็น คริส สมอลลิ่ง เป็นคนทำได้ ลบข้อผิดพลาดในช่วงครึ่งแรกได้แบบสะอาดเป็นปลิดทิ้ง การแก้เกมของ มูรินโญ่ นั้นมันน่าเหลือเชื่อมากๆ จากเกมรุกที่ดูตันๆกลายเป็นว่ามาระรัวได้ตามที่ต้องการ ซึ่งการกลับมาครั้งนี้มันทำให้เชื่อได้อย่างหนึ่งว่า 'DNA' ที่แท้จริงของ "ปีศาจแดง" ยังไม่ได้เลือนหายไปซะหมด หวังว่าการกลับมาผงาดได้แบบน่าเหลือเชื่อในครั้งนี้จะสามารถปลุกเร้าเอกลักษณ์เดิมๆของสโมสรกลับมาได้บ้างไม่มากก็น้อยครับ กับแนวรุกที่สามารถทำให้แฟนๆส่งเสียงเฮได้เสมอ โดยแฟนๆท่านไหนที่อยากลุ้นแบบสม่ำเสมอพร้อมกับไว้ใจได้ในความเป็นมืออาชีพล่ะก็ต้องนี่เลยครับ Sbobet777 ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@sbobet-777 หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

"ย้อนเส้นทางเดินเรือใบสีฟ้า 2 ทศวรรษก่อนคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก"

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ว่าที่แชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2017-18 นี้ต้องการอีกเพียง 3 เท่านั้นเพื่อขึ้นเถลิงบัลลังก์แชมป์ ซึ่งจะเป็นแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษสมัยที่ 5 ในประวัติศาสตร์ของสโมสร (1936-37, 1967-68, 2011-12, 2013-14) แต่ตอนนี้คู่แข่งที่ขวางหน้า "เรือใบสีฟ้า" อยู่คือคู่ปรับร่วมเมืองแมนเชสเตอร์อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ทั้ง "ซิตี้" และ "ยูไนเต็ด" จะลงทำศึกแมนเชสเตอร์ดาร์บี้แมตช์กันบนสังเวียนเอติฮัด สเตเดี้ยม วันเสาร์ที่ 7 เมษายน 2561 แต่ก่อน "เดอะ ซิตี้เซนส์" จะการันตีตำแหน่งอย่างเป็นทางการ เราไปย้อนเส้นทางเดินเรือใบลำนี้ก่อนจะชูถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้ตลอดช่วงเกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมากัน... -ฤดูกาล 1999-2000 : อันดับ 2 เดอะ แชมเปี้ยนส์ ชิพ แมนฯ ซิตี้ ภายใต้การนำของผู้จัดการทีม โจ รอยล์ ได้จะกลับมาตะบันเพลงแข้งบนเวทีลีกสูงสุดเมืองผู้ดีเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีหลังจบด้วยตำแหน่งรองแชมป์เดอะ แชมเปี้ยนส์ ชิพ ต่อจาก ชาร์ลตัน แอธเลติก -ฤดูกาล 2000-01 : อันดับ 18 พรีเมียร์ลีก ทีมของกุนซือ โจ รอยล์ เอาตัวไม่รอดบนลีกสูงสุด ก่อนต้องกระเด็นตกชั้นไปพร้อมกับ โคเวนทรี ซิตี้ และ แบรดฟอร์ด ซิตี้ จากนั้น "ซิตี้" ก็เลือกปลด รอยล์ ออกจากตำแหน่ง -ฤดูกาล 2001-02 : แชมป์เดอะ แชมเปี้ยนส์ ชิพ เควิน คีแกน ที่ลงจากตำแหน่งเฮดโค้ชทีมชาติอังกฤษถูกดึงมารั้งบังเหียนที่เมน โร้ด และด้วยขุมกำลังในมืออย่าง ฌอน โกเตอร์, ฌอน ไรท์-ฟิลลิปส์, ริชาร์ด ดันน์, สจ๊วต เพียรซ์, ดาร์เรน ฮัคเคอร์บี้, อาลี เบนาร์เบีย, เปาโล วันโชเป้ และ เควิน ฮอร์ล็อค อดีตบอส นิวคาสเซิ่ล ก็สามารถพา "เรือใบสีฟ้า" เลื่อนชั้นในฐานะแชมป์เดอะ แชมเปี้ยนส์ ชิพ -ฤดูกาล 2002-03 : อันดับ 9 พรีเมียร์ลีก "เดอะ ซิตี้เซนส์" ของ เควิน คีแกน จบกลางตาราง และทำผลงานน่าประทับใจพร้อมกับฟอร์มการถล่มประตูของ นิโกล่าส์ อเนลก้า ดาวซัลโวประจำทีม และฤดูกาลนี้ยังเป็นซีซั่นสุดท้ายที่ "ซิตี้" จะเปลี่ยนรังเหย้าหลังใช้งานเมน โร้ด มากว่า 80 ปี -ฤดูกาล 2003-04 อันดับ 16 พรีเมียร์ลีก แม้กุนซือ เควิน คีแกน จะมีขุมกำลังให้เลือกใช้งานทั้ง ฌอน ไรท์-ฟิลลิปส์, ร็อบบี้ ฟาวเลอร์, เทรเวอร์ ซินแคลร์, เปาโล วันโชเป้, อองตวน ซิเบียร์สกี้, โจอี้ บาร์ตัน และ อเนลก้า แต่ "ซิตี้" กลับทำผลงานไม่ดีมากนัก -ฤดูกาล 2004-05 : อันดับ 8 พรีเมียร์ลีก สจ๊วต เพียรซ์ ที่เคยค้าแข้งกับ "ซิตี้" ในฤดูกาล 2001-02 ถูกแต่งตั้งให้มารั้งบังเหียนในถิ่นซิตี้ ออฟ แมนเชสเตอร์ สเตเดี้ยม แทนที่ เควิน คีแกน และฟอร์มที่ยอดเยี่ยมของ ฌอน ไรท์-ฟิลลิปส์, อเนลก้า และ ฟาวเลอร์ ก็ทำให้ปีแรกของอดีตกองหลังทีมชาติอังกฤษไปได้สวย -ฤดูกาล 2005-06 : อันดับ 15 พรีเมียร์ลีก การปรับกองหน้าด้วย แอนดี้ โคล, ดาริอุส วาสเซลล์ และ จอร์จอส ซามาราส เพื่อทดแทน ฌอน ไรท์-ฟิลลิปส์, อเนลก้า และ ร็อบบี้ ที่ย้ายออกไปทำให้ทีมของ สจ๊วต เพียรซ์ ใช้เวลาตั้งตัวค่อนข้างนาน และต้องลุ้นหนักเพื่ออยู่รอดจนถึงช่วงท้ายซีซั่นเลยทีเดียว -ฤดูกาล 2006-07 อันดับ 14 พรีเมียร์ลีก "เดอะ ซิตี้เซนส์" เสริมทัพสู้ศึกฤดูกาลใหม่ด้วย ดีทมาร์ ฮามันน์, อุสมาน ดาโบ, อันเดรียส อีซัคส์สัน และ พอล ดิกคอฟ ทว่าทีมของเทรนเนอร์ สจ๊วต เพียรซ์ ก็ยังเล่นด้วยฟอร์มกระท่อนกระแท่นตลอดทั้งซีซั่น -ฤดูกาล 2007-08 : อันดับ 9 พรีเมียร์ลีก 21 มิถุนายน 2007 ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเข้ามาเทคโอเวอร์ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยวงเงิน 81.6 ล้านปอนด์ พร้อมเลือก สเวน-โกรัน อีริคส์สัน อดีตผู้จัดการทีมชาติอังกฤษมากุมบังเหียน และนำเข้าทั้งแข้งสมาชิกใหม่ เอลาโน่, มาร์ติน เปตรอฟ, เกลสัน แฟร์นานเดส, โจวานนี่, เวดราน ชอร์ลูก้า, วาเลรี่ โบจินอฟ, เฟลิเป้ ไกเซโด้ และ เบนจานี่ เอ็มวารูวารี ทว่าทีมของกุนซือชาวสวิดิชก็มีผลงานไม่คงเส้นคงวามากนัก -ฤดูกาล 2008-09 : อันดับ 10 พรีเมียร์ลีก มาร์ค ฮิวจ์ส ถูกแต่งตั้งเข้ามาทำทีมแทน อีริคส์สัน ก่อนที่วันที่ 1 กันยายน 2008 อาบู ดาบี ยูไนเต็ด กรุ๊ป ของ ชีค มันซูร์ บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน จะซื้อ "ซิตี้" ในมูลค่า 200 ล้านปอนด์ ต่อด้วยการเซ็นสัญญากับ โรบินโญ่ จาก เรอัล มาดริด ด้วยค่าตัวสถิติสูงสุดของเกาะอังกฤษ 32.5 ล้านปอนด์ในวันสุดท้ายของตลาดซื้อ-ขายซัมเมอร์ 2008 ซึ่งก่อนหน้าหัวหอกทีมชาติบราซิลก็มีทั้ง แว็งซ็องต์ ก็องปานี, ปาโบล ซาบาเลต้า, เคร็ก เบลลามี่, ไนเจล เด ยองก์ และการกลับมาของ ฌอน ไรท์-ฟิลลิปส์ ที่ไหลเข้ามายังรั้วซิตี้ ออฟ แมนเชสเตอร์ -ฤดูกาล 2009-10 : อันดับ 5 พรีเมียร์ลีก เมกะโปรเจกต์แรกของ "ซิตี้" เริ่มต้นด้วยเม็ดเงินลงทุ่นเหยียบ 140 ล้านปอนด์สำหรับการคว้าตัว คาร์ลอส เตเวซ, เอ็มมานูเอล อเดบายอร์, แกเร็ธ แบร์รี่, โรเก้ ซานตา ครูซ, โคโล ตูเร่, ซิลวินโญ่, โจลีออน เลสค็อตต์, ปาทริค วิเอร่า และ อดัม จอห์นสัน รวมทั้งการเปลี่ยนกุนซือกลางซีซั่นจาก ฮิวจ์ส มาเป็น โรแบร์โต้ มันชินี่ ในเดือนธันวาคม 2009 ก่อนอดีตเฮดโค้ช อินเตอร์ จะพา "เรือใบสีฟ้า" จอดด้วยอันดับ 5 แบบมีลุ้นพื้นที่แชมเปี้ยนส์ ลีก ยันโค้งสุดท้าย -ฤดูกาล 2010-11 : อันดับ 3 พรีเมียร์ลีก แมนฯ ซิตี้ เสริมทัพหนักต่อเนื่องกว่า 145 ล้านปอนด์เพื่อนำ ยาย่า ตูเร่, เยโรม บัวเต็ง, ดาบิด ซิลบา, อเล็กซานดาร์ โคลารอฟ, มาริโอ บาโลเตลลี่, เจมส์ มิลเนอร์ และ เอดิน เชโก้ มาให้กับ มันโช่ ใช้งาน ด้วยขุมกำลังที่มีประสิทธิภาพแกร่งขึ้นทำให้ "เรือใบสีฟ้า" เบียดกับทีมหัวตารางได้สูสี แม้ยังไม่มีลุ้นแชมป์เต็มตัว แต่ผลงานที่น่าประทับใจเป็นการคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ซึ่งเป็นโทรฟี่แชมป์แรกในรอบ 35 ปีของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ -ฤดูกาล 2011-12 : แชมป์พรีเมียร์ลีก "เรือใบสีฟ้า" ที่มีโปรแกรมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เพิ่มเข้ามาปรับทีมด้วยการมาถึงของ กาแอล กลิชี่, สเตฟาน ซาวิช, ซามีร์ นาสรี่ และ เซร์คิโอ อเกวโร่ "กุน" อย่างไรก็ตาม "ซิตี้" กลับจอดเพียงรอบแบ่งกลุ่ม ยูซีแอล เท่านั้น ทว่าทีมของเทรนเนอร์ชาวอิตาเลียนกลับมาแก้ตัวในลีกด้วยการคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีกเหนือคู่ปรับตลอดกาลอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยเป็นแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษสมัยที่ 3 ในประวัติศาสตร์ของสโมสรที่พวกเขาเฝ้ารอคอยมานานถึง 44 ปี -ฤดูกาล 2012-13 : อันดับ 2 พรีเมียร์ลีก ตลาดซื้อ-ขายซัมเมอร์ 2012 ถือเป็นครั้งแรกที่ "ซิตี้" ภายใต้การบริหารของซิตี้ ฟุตบอล กรุ๊ป ลงทุนเพียงแค่ แจ็ค ร็อดเวลล์, สก็อตต์ ซินแคลร์, มาติย่า นาสตาซิช, ฆาบี การ์เซีย และ ไมค่อน ซึ่งนั่นดูเหมือนจะไม่เพียงพอเมื่อ "เรือใบสีฟ้า" ยืนระยะลุ้นแชมป์ไม่ได้ในลีก รวมทั้งยังไปไม่พ้นจากรอบแบ่งกลุ่มยูซีแอลอีกครั้ง และปราชัยต่อ วีแกน ในนัดชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ อีกด้วย ทำให้ยอดทีมแห่งเมืองแมนเชสเตอร์เลือกแยกทางกับ มันโช่ ขณะที่เหลือโปรแกรมอีก 2 นัดสุดท้ายของซีซั่น -ฤดูกาล 2013-14 : แชมป์พรีเมียร์ลีก แมนฯ ซิตี้ เลือกแต่งตั้ง มานูเอล เปเยกรินี่ กุนซือที่ผ่านประสบการณ์เกือบ 10 ปีในสเปนมารับงานในซีซั่นใหม่ และ "เรือใบสีฟ้า" ก็เริ่มกลับมาใช้งานเงินมือเติบอีกครั้งกับ แฟร์นานดินโญ่, เฆซุส นาบาส, อัลบาโร่ เนเกรโด้, สเตฟาน โยเวติช และ มาร์ติน เดมิเคลิส มูลค่ารวมกันกว่า 90 ล้านปอนด์ และทีมของเทรนเนอร์ชาวชิเลี่ยนที่เล่นด้วยความคงเส้นคงวา และแรงได้ถูกช่วงเวลาก็สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก สมัยที่ 2 พ่วงด้วยโบนัสคือลีก คัพ ส่วนในยูซีแอลก็เข้าถึงรอบน็อคเอาต์ แม้จะต้องตกรอบเพียงรอบ 16 ทีมสุดท้ายก็ตามจากความพ่ายแพ้ต่อ บาร์เซโลน่า -ฤดูกาล 2014-15 : อันดับ 2 พรีเมียร์ลีก "เดอะ ซิตี้เซนส์" เสริมทัพอีก 90 ล้านปอนด์รับฤดูกาลใหม่ด้วย บาการี่ ซาญ่า, แฟร์นานโด, เอเลียควิม ม็องกาล่า, วิลฟรีด โบนี่, วิลลี่ กาบาเยโร่ และ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผลงานในลีกแม้ยอดทีมแห่งเมืองแมนเชสเตอร์เล่นได้ไม่ร้อนแรงเท่าซีซั่นก่อน แต่มีฟอร์มเข้าฝักของ "กุน" ที่รับตำแหน่งดาวซัลโวของฤดูกาลนี้มาช่วยประคองทีม แต่ก็ยังเป็นรอง เชลซี เจ้าของแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ที่สม่ำเสมอมากกว่า ขณะที่ในแชมเปี้ยนส์ ลีก ลูกทีมของ เปเยกรินี่ ก็ต้องมาเผชิญหน้ากับ บาร์ซ่า อีกครั้ง ซึ่งสุดท้าย "อาซูลกราน่า" ก็ผ่าน ซิตี้" ไปได้ และครองบัลลังก์แชมป์ยูซีแอลไปในบั้นปลาย -ฤดูกาล 2015-16 : อันดับ 4 พรีเมียร์ลีก แมนฯ ซิตี้ ภายใต้การคุมทีมปีที่ 3 ของ เปเยกรินี่ เติมขุมกำลังใหม่ด้วย ราฮีม สเตอร์ลิ่ง, เควิน เดอ บรอยน์, นิโคลัส โอตาเมนดี้ และ ฟาเบียน เดลฟ์ แต่ผลงานตลอดครึ่งซีซั่นแรกยังไม่สู้ดีมากนัก ก่อนที่ระหว่างกลางฤดูกาลจะเกิดเปลี่ยนแปลงในชายคาเอติฮัด สเตเดี้ยม เมื่อ "ซิตี้" สามารถบรรลุข้อตกลงดึง โจเซป กวาร์ดิโอล่า ยอดโค้ชแห่งยุคมาบัญชาทัพในฤดูกาล ซึ่งมีส่วนทำให้ทีมของ เปเยกรินี่ เร่งไม่ขึ้นในครึ่งซีซั่นหลังทำให้จบเพียงอันดับ 4 ในลีก แต่ก็ยังคว้าแชมป์ลีก คัพ มาครอง และยังกรุยทางเข้าถึงตัดเชือกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก -ฤดูกาล 2016-17 : อันดับ 3 พรีเมียร์ลีก เฟร์ราน โซเรียโน่ ซีอีโอ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับ ซิกิ เบกิริสไตน์ ผู้อำนวยการกีฬา 2 ผู้บริหารคนบ้านเดียวกับ เป๊ป นำเข้าแข้งใหม่ทั้ง จอห์น สโตนส์, อิลคาย กุนโดกาน, ลีรอย ซาเน่, เคลาดิโอ บราโว่, โนลิโต้ และ กาเบรียล เชซุส มาให้กับอดีตเฮดโค้ช บาร์เซโลน่า และ บาเยิร์น มิวนิค แต่ทีมของบอสชาวคาตาลันที่ออกสตาร์ทฤดูกาลใหม่น่าประทับใจกลับเริ่มแผ่ว และแกว่งไปอย่างต่อเนื่องจนแทบไม่มีโอกาสลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก รวมทั้งตกรอบเรียบทั้งในเอฟเอ คัพ, ลีก คัพ และแชมเปี้ยนส์ ลีก โดยเฉพาะในยูซีแอลที่กระเด็นตั้งแต่รอบ 16 ทีมเท่านั้น -ฤดูกาล 2017-18 : จ่าฝูง หลังจบแบบมือเปล่าเมื่อซีซั่นนี้ "ซิตี้" ทุ่มงบประมาณเสริมทัพมากกว่า 200 ล้านปอนด์เพื่อกวาดต้อน เอแดร์ซอน โมราเอส, ไคล์ วอล์คเกอร์, เบนฌาแม็ง เมนดี้, แบร์นาร์โด้ ซิลวา, ดานิโล่ และ เอมเมอริค ลาปอร์กต์ มาผนึกกำลังกับ เดอ บรอยน์, อเกวโร่, ซิลบา แฟร์นานดินโญ่, โอตาเมนดี้, ก็องปานี, สเตอร์ลิ่ง และ ซาเน่ พร้อมกับขุนพล "เรือใบสีฟ้า" ที่เล่นได้ตามปรัชญาของ เป๊ป ก็เล่นด้วยฟอร์มยอดเยี่ยมสม่ำเสมอมากอย่างต่อเนื่องจนจ่อเข้าป้ายคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้แล้ว รวมทั้งยังเพิ่งซิวแชมป์คาราว คัพ และกำลังอยู่บนเส้นทางลุ้นโทรฟี่ "บิ๊กเอียร์" อีกด้วย พบกับประเด็นน่าสนใจ, ข้อมูลสถิติเชิงลึก และหลากหลายที่เราจะนำมาเสนอกับเราทีมงาน CHEERBALL.com ได้ในทุกสัปดาห์... และหากทุกท่านชื่นชมสถิติเจาะลึกแบบเดียวกันในส่วนของการเดิมพันเกมฟุตบอลมาลองสัมผัสเว็บกีฬา "sbobet777" เว็บไซต์อันดับ 1 ของไทย ที่มีให้เลือกเล่นได้ทุกราคาต่อรอง SBOBET777 ถอนได้ทันทีหลังจบการแข่งขัน ! ติดต่อได้ทั้ง LINE@ : https://line.me/R/ti/p/@sbobet-777 / CALL : 08-44-9990 77, 88 , 99

คุยกันหลังเกม : ราชันที่ยังคงเป็นราชันดับฝัน บุฟฟ่อน ซิว UCL

จบไปแบบเหนือความคาดหมายเหมือนกันครับสำหรับศึกที่น่าจะพูดได้ว่าเป็นศึกใหญ่ที่สุดประจำ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้ายระหว่าง ยูเวนตุส พบกับ เรอัล มาดริด คู่นี้หากยังจำกันได้นี่คือการรีแมตช์นัดชิงชนะเลิศเมื่อฤดูกาลก่อนเป๊ะๆเลยนะครับ และรูปเกมที่ออกมาในบทสรุปมันก็คล้ายๆกันซะด้วย ครึ่งเวลาแรกต่างฝ่ายต่างตันๆกันแต่คราวนี้เป็นทางด้าน "ราชันชุดขาว" ที่ได้ประตูนำตั้งแต่ไก่โห่จาก คริสเตียโน โรนัลโด้ และกลายเป็นว่าเจ้าถิ่นอย่าง "ม้าลาย" ไม่สามารถทำประตูตีตื้นได้ หลังจากนั้นครึ่งหลังก็กลายเป็นว่ายอดแชมป์ยุโรป 12 สมัยบุกกระซวกเข้าใส่ไม่ยั้งและก็ทำสำเร็จจากความผิดพลาดกันเองของแผงหลัง ยูเวนตุส ใช่ครับ อ่านไม่ผิดหรอกมันเกิดขึ้นจากความผิดพลาดกันเองที่เคลียร์ไม่ขาดจนสุดท้ายก็โดนลงโทษจากลูกจักรยานอากาศสุดแสนเพอร์เฟคท์ของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แถม ยูเวนตุส ก็มาซวยอีกต่อเมื่อ เปาโล ดีบาล่า มาโดนเหลืองสองกลายเป็นใบแดงออกไปซะอีก เกมของขุนพล "เบียงโคเนรี่" ใช่ว่าจะสู้ไม่ได้แบบ 100 เปอร์เซนต์นะครับ พวกเขาทำได้ดีในช่วงแรกนะครับแต่พอโดนใบแดงเท่านั้นล่ะไม่โดนมากกว่า 3 เม็ดก็ดีแค่ไหนแล้ว สุดท้ายทุกๆอย่างมันก็ตกเป็นของ เรอัล มาดริด อย่างเต็มตัวพร้อมกับมาบวกประตูเพิ่มได้อีกดอกจากการทะลุเข้าไปยิงของ มาร์เซโล่ ซึ่งจังหวะนี้ต้องชมการแอสซิสต์ของ โรนัลโด้ ด้วยล่ะครับที่ทำได้เฉียบคมดีจริงๆ จังหวะดังกล่าวเขาจะยิงเองก็ได้เพื่อลุ้นแฮตทริคแต่ก็เลือกที่จะแทงทะลุช่องเข้าไปเพื่อโอกาสที่มากกว่าสุดท้ายก็ได้ประตู หรือแม้แต่จังหวะพักบอลแล้วเขี่ยต่อให้ มาเตโอ โควาซิช ซัดไปชนคานออกหากเป็นเมื่อก่อนดีไม่ดี โรนัลโด้ จะหมุนตัวยิงเองด้วยซ้ำไป ซึ่งในนัดนี้เราได้เห็นความเป็นทีมมากขึ้นจากตัวของ โรนัลโด้ นะครับ ซึ่งแฟนๆของ ยูเวนตุส ก็คงเห็นล่ะครับว่าหัวหอกทีมชาติโปรตุเกสรายนี้คือหนึ่งใน 'ของจริง' แห่งวงการลูกหนังซึ่งภายหลังจากประตูจักรยานอากาศบรรดาสาวกของ "ม้าลาย" ก็ปรบมือกึกก้องให้ โรนัลโด้ ทั่วทั้งสนามจนเจ้าตัวเขินอายและยกมือขอบคุณ ภาพแบบนี้เห็นกันได้ไม่บ่อยหรอกครับเอาจริงๆ การที่นักเตะคนนึงจะทำให้แฟนบอลฝ่ายตรงข้ามยอมรับได้ถึงขนาดนี้ สกอร์ 3-0 ถามว่าจบแล้วหรือไม่คงต้องตอบตรงๆครับว่า 'จบ' น่าเสียดายนะครับที่ จานลุยจิ บุฟฟ่อน ต้องแขวนถุงมือไปด้วยการไร้เกียรติยศในถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ใบนี้ น่าเสียดายมากจริงๆเพราะทีมที่ดับฝันของเขาก็คือ เรอัล มาดริด อีกแล้ว บอลมันแพ้ทางกันจนน่าใจหายจริงๆ ส่วนใครที่ไม่อยากใจหายแต่อยากหาสิ่งที่มั่นใจและไว้ใจได้แล้วก็ต้อง เว็บไซด์ mysbobet เลยครับ ลุ้นง่าย ฝากง่าย ถอนง่าย เพียงแค่ติดต่อที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbobet หรือโทร 08-0003-1188 / 08-0003-1177pic : zimbio, mirror

คุยกันหลังเกม : หมดเวลาแล้วสำหรับ คอนเต้ ?

ชัยชนะในรอบ 28 ปีของ ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ เหนือ เชลซี ยังถิ่น สแตรมฟอร์ด บริดจ์ นั้นได้บ่งบอกถึงอะไรหลายๆอย่างเลยนะครับ ผมเชื่อว่าหลายๆคนไม่เฉพาะแฟนของ เชลซี หรอกครับที่สามารถสัมผัสได้ว่า อันโตนิโอ คอนเต้ ค่อนข้างเปลี่ยนและแปลกไป รวมถึงสิ่งที่เขาทำก่อนหน้ามันเหมือนกับการประชดบอร์ดบริหารในหลายๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการส่งดาวรุ่งลงสนามที่ดูจะเหนือความคาดหมายไปหน่อย ซึ่งในส่วนนี้ผมเชื่อว่าเกิดขึ้นจากการประชดที่เขาไม่ได้ตัวผู้เล่นตามที่ต้องการซักเท่าไรนักนับตั้งแต่ตลาดหน้าร้อน ไหนจะข่าวลือที่ออกมาอยู่แทบจะตลอดว่า คอนเต้ คิดเปลี่ยนใจต้องการกลับไปรั้งบังเหียนทีมชาติอิตาลีอีกครั้ง การให้สัมภาษณ์ของเขาในแต่ล่ะทีมมันเหมือนกับว่าหัวใจหัวใจของเขาค่อยๆออกห่างจาก "สิงโตน้ำเงินคราม" มาขึ้นไปทุกที ทุกที มันกลายเป็นว่าตอนนี้ "สิงห์บลูส์" จะวนลูปอีกแล้วแบบนั้นเหรอ ? เพราะดูทรงแล้ว คอนเต้ คงไม่น่ารอดหรอกครับหลังจากจบฤดูกาลนี้เพราะหากไม่ได้ไป ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ก็ไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง 8 คะแนนกับอีก 7 นัดมันถ้าหากมองที่สถิติตัวเลขมันเป็นไปได้อยู่แล้วครับ แต่ถ้าดูเรื่องฟอร์มล่ะก็ทีมอันดับ 4 อย่าง ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ คงจะไม่ยอมแผ่วง่ายๆแน่ ยอดทีมจากลอนดอนเหนือต้องการเป็นขาประจำในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ให้ได้และพวกเขาก็ทำได้ดีมาตลอดในช่วงหลัง เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ายามไร้ แฮร์รี่ เคน หัวหอกตัวเก่งก็สามารถเอาตัวรอดได้ และเป็นการเอาตัวรอดเหนือบิ๊กทีมอย่าง เชลซี อีกต่างหาก ลีลาการเล่นของ ซอน เฮือง มิน ในตอนนี้ผมว่าเขาดูดีและสามารถเทียบชั้น ปาร์ค จี ซุง ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้แล้วนะครับแม้ว่าในเรื่องของความสำเร็จอาจจะยังห่างชั้นกันอยู่ เดเล อัลลี มิดฟิลด์พรสวรรค์ก็สยบข่าววิจารณ์ร่วมถึงกิริยาที่ออกลูกนังเลงบ่อยครั้งด้วยเพลงแข้งที่น่าชื่นชม อีกทั้งการได้ เอริค ลาเมล่า กลับมาลงสนามได้อีกมันเหมือนกับว่าพวกเขาได้แข้งรายใหม่ที่กำลังตามหาอยู่ หลังจากนี้ สเปอร์ มีงานหนักรออยู่คือสองทีมจาก แมนเชสเตอร์ ทั้ง ซิตี้ และ ยูไนเต็ด แต่ถ้าหากเกมที่เหลือพวกเขายังคงสามารถรักษาฟอร์มแบบนี้เอาไว้ได้การไปตะลุย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก อีก 1 ฤดูกาลคงไม่มีพลิกโผอะไร ซึ่งไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรต่างๆนาๆผมเชื่อว่า สเปอร์ จะเป็นทีมที่ได้ไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาลหน้าแน่นอนครับ แต่ถ้าหากคุณกำลังมองหาความแน่นอนที่มั่นใจได้มากกว่า สเปอร์ จะคว้าอันดับที่ 4 นั้นขอแนะนำเลยกับ เว็บไซด์ mysbobet มั่นคง มีความเป็นมืออาชีพ เล่นง่าย ลุ้นง่าย ฝากง่าย ถอนง่าย เพียงแค่ติดต่อที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbobet หรือโทร 08-0003-1188 / 08-0003-1177

คุยกันหลังเกม : ครึ่งแรกอย่างดุครึ่งหลังเหมือนเดิม

ได้ 3 แต้มไปแบบคึกคักสำหรับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ...... งั้นเหรอ ? โอ้โห มาในช่วงครึ่งเวลาแรกว่ากันตามตรงผมค่อนข้างประหลาดใจไม่ใช่น้อยสำหรับรูปแบบการเล่นของ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่จู่ๆก็เพิ่มสปีดมาตั้งแต่ต้นแถมยังได้ประตูนำไวอีกต่างหากจาก โรเมลู ลูกากู อเล็กซิส ซานเชซ แอสซิสต์ด้วยครับ และถ้าหากมองดูก็เหมือนกับว่าเขาเริ่มจะปะติดปะต่อกับเพื่อนได้ 'มากขึ้น' กว่าเดิมนิดๆหน่อยๆ การได้ประตูในช่วงเวลาที่ต้องการนั้นแน่นอนว่ามันทำให้ "ปีศาจแดง" เล่นง่ายและเข้าทางของ มูรินโญ่ อยู่แล้วแต่สิ่งที่มันผิดคาดของผมอีกอย่างก็คือพวกเขาไม่มีทีท่าว่าจะผ่อนเกมลงเหมือนอย่างนัดก่อนๆ พลพรรค "ปีศาจแดง" กลับยังคงเล่นแบบเดิม จังหวะเดิม จนสุดท้ายก็มาทำได้อีกประตูจากการแทงทะลุช่องแบบงามหยดของ เจสซี่ ลินการ์ด ให้ อเล็กซิส ซัดไปแบบเฉียบคมมากๆ โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าจะว่าการหลุดไปจบสกอร์อะไรแบบนี้ อเล็กซิส ค่อนข้างคมกว่า ลูกากู นะครับเพราะหอกร่างยักษ์ทีมชาติเบลเยี่ยมน่าจะเป็นสไตล์หาช่องว่างและเข้าทำจ่อๆมากกว่า อีกทั้งจังหวะการลุ้นประตูที่ ยูไนเต็ด สร้างขึ้นในช่วงครึ่งเวลาแรกมันยังดูสนุกและค่อนข้างเพลินตาดีเหมือนกันครับกับการยิงของทั้ง ลูกากู หรือ ลินการ์ด ที่โผล่มาวับๆแวมๆเรื่อยๆ สุดท้ายก็จบครึ่งแรกด้วยสกอร์ 2-0 และมันกลายเป็นจบเกมไปโดยปริยาย ครับ มูรินโญ่ คงไม่แคร์อะไรหรอกเพราะผมเชื่อว่าสกอร์นี้งานของเขากำลังจะจบลงแล้วและด้วยคนแบบ มูรินโญ่ คงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะสั่งให้ลูกทีมเดินหน้าบุกต่อ ครึ่งหลังกลายเป็นเกมง่วงหนาวหาวและสมควรค่าแก่การนอนเป็นอย่างมากสำหรับคนที่เป็นแฟนของ "ปีศาจแดง" แล้วก็อีหรอบเดิมนั่นแหละครับ หากไม่ได้ ดาบิด เด เคอา เซฟช่วยก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสุดท้ายเกมจะไปจบที่ตรงไหนโดยเฉพาะจังหวะเซฟมือเดียวจากการยิงของ แทมมี่ อับราฮัม ช่วงท้ายๆเราคงสังเกตุกันชัดเจนว่าแฟนๆในสนามต่างลุกออกไปค่อนข้างไวเพราะคงคิดเหมือนๆกับเราแหละครับว่าคงไม่ได้เพิ่มและก็ไม่น่าจะเสียแล้วเนื่องจากศักยภาพของ สวอนซี ซิตี้ เองก็ไม่ได้น่ากลัวหรือกระหน่ำเปิดเกมรุกแลกไม่ยั้งในช่วงท้ายเกม เอาเวลาไปฉลองเข้าผับเข้าบาร์ดื่มเบียร์เพลินๆหรือหนีออกก่อนรถจะติดดีกว่า ถามว่ามันผิดหรือไม่กับแทคติกของ มูรินโญ่ ที่ทำแบบนี้ ตอบตรงๆก็ไม่ผิดหรอกครับเพราะเป้าหมายของทีมก็คือ 3 แต้มและพวกเขาก็กุมมันเอาไว้ในมือตั้งแต่ช่วงครึ่งเวลาแรกแล้ว สไตล์การเล่นแบบเรื่อยๆเอื่อยๆ ช้าๆชัวร์ๆ มันถึงเกิดขึ้นในครึ่งเวลาหลัง ซึ่งเป็นสิ่งที่แฟนๆสามารถเลือกได้มั้ย ? ตอบเลยว่าไม่ หากกุนซือยังชื่อว่า โชเซ่ มูรินโญ่ บรรดาสาวก 'เร้ด เดวิลส์' คงต้องยอมรับสภาพในเรื่องนี้ล่ะครับ แต่แน่นอนว่าด้วยชื่อของ มูรินโญ่ เองเขาก็แทบจะการันตีการคว้าแชมป์ในเกือบทุกฤดูกาลอยู่แล้ว ซึ่งถ้าหากปีนี้ไม่ได้ล่ะก็คงจะถึงเวลามาชำแหละและวิจารณ์แทกติคนี้ของ มูรินโญ่ กันอีกครั้งว่ามันเหมาะสมกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือไม่ และถ้าหากเพื่อนๆกำลังหาสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเองโดยเฉพาะกับการลุ้นที่เหมาะสม ไปได้เรื่อยๆแบบสบายๆ พร้อมกับความมั่นคงและไว้ใจได้แล้วล่ะก็ต้องนี่เลยครับ เว็บไซด์ mysbobet ลุ้นง่าย ฝากง่าย ถอนง่าย เพียงแค่ติดต่อที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbobet หรือโทร 08-0003-1188 / 08-0003-1177pic : Mirror, Manchester Uinited

คุยกันหลังเกม : ป็อกบา ขัดแย้งกับ มูรินโญ่ จริงงั้นเหรอ ?

สามารถเก็บชัยชนะได้แบบเรื่อยๆเรียงๆตามสไตล์ของ โชเซ่ มูรินโญ่ อีกเกมนะครับสำหรับนัดที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดบ้านสอย ไบรท์ตัน&โฮล์ฟ อัลเบี้ยน 2-0 ในศึก เอฟเอ คัพ พร้อมกับผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศสำเร็จ ถามว่ารูปเกมมีอะไรมั้ย ก็อาจจะตอบได้ว่าเหมือนๆเดิมนั่นแหละครับเพียงแต่ว่าพยายามเปิดเกมรุกเข้าใส่มากขึ้นกว่าเดิมหน่อยๆ แต่สิ่งที่อยากจะนำมาพูด มาคุยกันหลังเกมวันนี้ก็คือกรณีของ พอล ป็อกบา ที่ตกเป็นตัวสำรองอีกครั้งแถมยังไม่ได้รับเลือกให้ลงสนามเลยแม้แต่วินาทีเดียวทั้งๆที่ทีมนำ แน่นอนครับ มูรินโญ่ อาจจะพูดได้ว่าเป็นเรื่องของแทคติคหรืออาการบาดเจ็บ 'หรือ' อาจจะเป็นการพักตัวเอาไว้ แต่พักเพื่ออะไรล่ะ ? เพื่อทีมชาติฝรั่งเศสงั้นเหรอ ? ป็อกบา ช่วงหลังแทบจะไม่ได้ลงสนามอยู่แล้วแถมพอได้ลงมาก็ดูเอื่อยเฉื่อยแบบ 'ไร้ใจ' อย่างที่มีแฟนๆวิจารณ์กันขรมตามโลกโซเชี่ยล เอาจริงนะครับแดนกลาง 3 คนทั้ง เนมานย่า มาติช, สก็อตต์ แมคโทมิเนย์ และ ฆวน มาต้า เนี่ยผลงานไม่ได้ขี้เหร่อะไรเลย ลงพร้อมกันออกจะทำผลงานได้ดีซะด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือปล่าวว่า มูรินโญ่ ไม่ค่อยชอบใช้งาน มาต้า เท่าที่ควรแถมเปลี่ยนตัวออกเป็นประจำอีกต่างหาก ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม ในเมื่อเวลาที่ มาต้า อยู่บนสนามดูดีและสามารถสร้างสรรค์โอกาสให้กับทีมได้อย่างสม่ำเสมอ อย่าลืมนะครับแดนกลาง 3 คนดังกล่าวคือแดนกลางที่ มูรินโญ่ ใช้งานในศึก 'แดงเดือด' กับ ลิเวอร์พูล ก่อนจะได้รับชัยชนะในที่สุด ซึ่งในตอนนี้ผมอยากที่จะให้นายใหญ่ชาวโปรตุกีซยึดติดกับ 3 คนนี้ต่อไปเรื่อยๆจนจบฤดูกาลไปเลย ส่วน ป็อกบา น่ะเหรอ ? ยังไงดีล่ะ ? ผมแทบไม่เห็นความหิวกระหายของเขายามลงสนามให้กับ "ปีศาจแดง" เลยแม้แต่น้อยในช่วงหลัง สิ่งที่เขาแสดงออกมามันเป็นแค่การดื้อดึงเท่านั้นซึ่งประเด็นหลักตามความคิดเห็นของผมก็คือเรื่องค่าเหนื่อยนั่นแหละ อเล็กซิส ซานเชซ เข้ามาสู่ทีมพร้อมค่าเหนื่อยก้อนโตทำให้ ป็อกบา ไม่พอใจงั้นเหรอ ? ความคิดนี้มันอาจจะดูแง่ลบไปหน่อยแต่สิ่งที่โชว์ออกมาบนผืนสนามหญ้าก็ไม่ได้โกหกใครว่า ป็อก ฟอร์มดร็อปลงไปจริงๆนับตั้งแต่อดีตหัวหอกของ อาร์เซน่อล ตบเท้าเข้ามาสู่รั้วโรงละครแห่งความฝัน การกระทำแบบนี้มันเหมือนกับว่าไม่ให้เกียรติแฟนๆของตัวเองเลยแม้แต่น้อยหากว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องจริง แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่มีใครสามารถยืนยันได้หรอกครับว่าทำไม ยังไง เพราะอะไร ป็อกบา ถึงเป็นแบบนี้ และสิ่งที่ผมกำลังรอคอยดูอยู่ก็คือช่วงสัปดาห์ทีมชาตินี่ล่ะครับ ถึงแม้ ป็อกบา จะถูก มูรินโญ่ บอกว่ามีอาการบาดเจ็บมาตลอดแต่ ดิดิเยร์ เดชองส์ ก็ไม่พลาดเรียกไปติดทีมและ เดชองส์ ก็ร่วมงานกับ ป็อกบา มานานกว่า มูรินโญ่ เพราะแบบนั้นเขาอาจจะได้ลงสนามในตำแหน่งที่ต้องการหรือถนัดมากกว่าตอนอยู่กับ "ปีศาจแดง" หากว่า ป็อกบา ลงสนามด้วยความมั่นใจและเล่นแบบที่เราไม่ได้เห็นกันในช่วงหลังกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ล่ะก็อดคิดไม่ได้เหมือนกันล่ะครับว่า ป็อกบา มีปากมีเสียงกับ มูรินโญ่ จริงอย่างที่เขาว่ากัน แต่ถ้าเพื่อนๆไม่อยากมีปากมีเสียงกับใคร อยากลุ้นคนเดียวเงียบๆล่ะก็ต้อง เว็บไซด์ mysbobet เลยครับ สมัครง่าย เล่นง่าย ลุ้นง่าย ฝากง่าย ถอนง่าย เพียงแค่ติดต่อที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbobet หรือโทร 08-0003-1188 / 08-0003-1177pic : zimbio

คุยกันหลังเกม : กลิ่นเดิมที่หายไป เสียงโห่ที่เพิ่มมาแทน

คุณคิดว่าเสียงโห่หลังเกมหรือระหว่างเกมเป็นเสียงที่แฟนๆของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โห่ใส่ผู้เล่นของ เซบีย่า กันมั้ยครับ ? ไม่อ่ะ ผมไม่คิดแบบนั้น มันคือเสียงโห่ที่บ่งบอกได้ว่าพวกเขาไม่ต้องการซื้อตั๋วมาเพื่อเผชิญหน้ากับเกมอะไรแบบนี้ เกมที่ไม่กล้าแลก ไม่กล้าได้ ไม่กล้าเสีย ไม่กล้าอะไรเลยซักอย่างจากขุนพล "ปีศาจแดง" ภายใต้การรั้งบังเหียนของ โชเซ่ มูรินโญ่ นับตั้งแต่เริ่มเกมการแข่งขันมาเราแทบจะไม่ได้สังเกตุเลยว่า ยูไนเต็ด มีความหิวกระหายอยากจะเปิดเกมบุก หรือหิวกระหายในการทำประตู พวกเขาเล่นตามเกมไปเรื่อยๆและพยายามที่จะไม่เสีย ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถทำความเข้าใจได้เพราะนั่นคือช่วงครึ่งเวลาแรก แต่พอเปิดเกมมาครึ่งหลัง อ้าวเห้ย ทำไมมันยังไม่มีรูปทรงที่ดีกว่าเดิมหรืออะไรเลยแม้แต่น้อย ความดุดันไล่บี้คู่แข่ง หรือความพยายามจะเปิดเกมรุกเข้าใส่ เซบีย่า ผมเองไม่สามารถสัมผัสได้เลยแม้แต่น้อย จริงๆคือโชคดีมากนะครับที่วันนี้แนวรุกของยอดทีมจากสเปนเหมือนจะไม่ค่อยได้ซ้อมกันมา ไม่แบบนั้นเผลอๆ ยูไนเต็ด โดนทะลวงตาข่ายตั้งแต่ครึ่งเวลาแรกแล้วซะด้วยซ้ำไป ซึ่งเกมมาเปลี่ยนจริงๆก็คือการที่ วินเชนโซ่ มอนเตลลาร์ ตัดสินใจปลดปล่อย วิสแซม เบ็น เย็ดเดอร์ ลงสนามตอนช่วงนาทีที่ 70 นิดๆหน่อยๆ และนั่นก็กลายเป็นหายนะของ "ปีศาจแดง" ในทันที เบ็น เย็ดเดอร์ ยิงได้คมกริบจริงๆ นั่นคือสิ่งที่ต้องยอมรับ แต่สิ่งที่อาจจะทำให้แฟนๆยอมรับไม่ได้ก็คือการเสียประตูที่ 2 แบบเห้ยอะไรวะ ? ผู้เล่นในกรอบเขตโทษของ เซบีย่า มีไม่กี่คนเองนะครับ ? แถมจังหวะโขกของ เบ็น เย็ดเดอร์ แต่ล่ะคนขาตายกันหมดแล้วหากดูจากภาพช้า กลายเป็นสภาพที่เราเห็นกันบ่อยครั้งก็คือ ดาบิด เด เคอา รับเคราะห์กรรมอยู่คนเดียว เสียไปสองประตูช่วงนาทีที่ 70 กว่าๆเกือบ 80 ถามว่าถ้าเป็นเมื่อก่อนสามารถทำได้มั้ย ? ผมเชื่อว่าแฟนๆยังไม่เดินออกจากสนามเหมือนในวันนี้ ผมเชื่อว่าจะไม่มีเสียงโห่ออกมา เอ้อ แล้วเสียงโห่ที่ว่านั่นน่ะเกิดขึ้นก่อนจะเสียประตูแรกด้วยนะครับหากสังเกตุกันในจังหวะครองบอลของ "ปีศาจแดง" ที่จ่ายไปมาแต่ไม่สามารถเปิดเกมรุกเข้าใส่ได้ มันคือสิ่งที่แฟนๆแสดงออกมาตลอดเวลาว่าพวกเขาต้องการเกมรุก และเป็นรุกที่รุกมากๆด้วย ไม่ใช่การมานั่งรอเวลาอะไรแบบนี้ มันกลายเป็นกลิ่นอายเดิมๆได้หายออกไปหมดแล้ว หมดแบบสนิทเลยจริงๆ หากใครเป็นสาวกของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คงจะเห็นเพจแฟนในบ้านเราแชร์รูปทีมที่มีทั้ง จอห์น โอเชีย, ราฟาเอล, ฟาบิโอ, เวส บราวน์, ดาร์รอน กิ๊บสัน ลงสนามพร้อมกันในเกมพบกับ อาร์เซน่อล ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ซึ่งผลที่ออกมานั้น "ปีศาจแดง" เอาชนะไป 2-0 ในยุคของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หมดแล้วจริงๆล่ะครับกับสไตล์บุกตะลุย 'เดินหน้าแล้วฆ่ามัน' ในเมื่อฟุตบอลสมัยใหม่ในความคิดของ โชเซ่ มูรินโญ่ ทำเพื่อเน้นไม่แพ้ไว้ก่อนแต่พลาดทีก็สามารถมีข้อแก้ตัวมาได้เสมอ นี่คือสิ่งที่ตอนนี้แฟนๆของ ยูไนเต็ด จะต้องอดทนกันต่อไปพร้อมๆกับความสำเร็จในถ้วยใหญ่อย่าง พรีเมียร์ลีก และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ห่างออกไปเรื่อยๆ ตอนนี้ทางบอร์ดบริหารทั้งหลายคงจะไม่รู้สึกตัวกันหรอกครับเพราะเรื่องฐานะทางการเงินพวกเขาก็ไม่ได้ย่ำแย่อะไร ผลงานในลีกก็น่าจะติด 1 ใน 4 คว้าตั๋วลุย แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาลหน้าได้ปกติ เงินก็ไหลมาเทมาแบบไร้ข้อกังวลอยู่แล้ว ถึงขนาดยอมจ่ายค่าเหนื่อย อเล็กซิส ซานเชซ ที่ปัจจุบันทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้เลย 5 แสนปอนด์ (เผลอๆมากกว่านั้น) ต่อสัปดาห์ได้เนี่ยก็ถือว่าร่ำรวยมหาศาลแล้วล่ะครับ เพราะเมื่อเทียบคนอื่นๆอย่าง เนย์มาร์ ไอ้หมอนั่นก็ทั้งยิงทั้งแอสซิสต์ให้กับ เปเอสเช ได้ตลอดถึงแม้มาตรฐานลีกจะต่ำกว่า หรือแม้แต่พวกค่าเหนื่อยแพงๆของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อย่าง เซร์คิโอ อเกวโร่ ก็ยิงเรื่อยๆมาเรียงๆ ซึ่งถ้าหากแฟนๆของ Cheerball คนไหนชอบลุ้นเรื่อยๆ สบายๆ แบบมั่นคงและไว้ใจได้ในความเป็นมืออาชีพแนะนำเลยครับ Sbobet777 ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbobet หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99pic : zimbio

คุยกันหลังเกม : นานเท่าไรแล้วไม่ได้เฮแบบนี้

ตอนลูกยิงสนั่นตาข่ายของ เนมานย่า มาติช ซวบเข้าประตูไปนี่เอาจริงๆเลยครับว่าทั้งช็อคทั้งแอบดีใจเพราะการได้เห็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ฆ่าไม่ตาย ถีบไม่ยอมลงหลุมแบบนี้ครั้งล่าสุดด้วยมันสมองอันน้อยนิดของผมแทบจำไม่ได้แล้วว่าเมื่อไร การโคจรมาเจอกับทีมหนีตายอย่าง คริสตัล พาเลซ ในช่วงเวลานี้แน่นอนว่ามันอาจจะดูเป็นเกมที่ไม่ยากแต่ทาง "ปีศาจแดง" ก็ทำให้ยากด้วยแนวรับที่ดูไม่แข็งแกร่งตามสไตล์ของ โชเซ่ มูรินโญ่ เหมือนที่เราเคยเห็นกันกับทีม เชลซี หรือ อินเตอร์ มิลาน เห็นแล้วก็อยากให้ เอริค ไบยี่ กลับมาลงสนามเป็นตัวจริงไวๆเหมือนกันนะครับ เห้อ คริส สมอลลิ่ง คู่กับ วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ ยิ่งเล่นยิ่งลุ้นว่าจะเป็น เวส บราวน์ กับ มิคาเอล ซิลแวสต์ มาจุติรึเปล่าเพราะไม่ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับทีม แฟนบอล และ ดาบิด เด เคอา เลยแม้แต่น้อย ขุนพล "ปีศาจแดง" โดนนำไปก่อนถึง 2-0 หากว่ากันตามตรงในสมัยนี้ สมัยที่ไม่มี เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อยู่ข้างสนามโอกาสกลับมามันแทบจะน้อยกว่า 50% แต่วันนี้เหล่าอสูรแดงสามารถทำได้แบบน่าเหลือเชื่อ ส่วนหนึ่งก็ต้องชมการแก้เกมของ มูรินโญ่ ด้วยนะครับที่กล้าตัดสินใจอะไรว่องไวและสุดท้ายก็เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง มาร์คัส แรชฟอร์ด ลงสนามมาตั้งแต่ช่วงต้นครึ่งหลังเพื่อเดินหน้ารุกเต็มตัวมันเหมือนจะกลายเป็นสิ่งที่พลาดแล้วเพราะพวกเขาโดนประตูที่สองค่อนข้างไว แต่สิ่งที่ มูรินโญ่ ทำหลังจากนั้นก็ต้องชื่นชมด้วยครับว่ากล้าพอสมควร ถอดฟูลแบ๊คสองข้างที่หากพูดตรงๆฟอร์มออกทะเลโดยพร้อมเพรียงกันอย่าง แอชลีย์ ยัง กับ อันโตนิโอ วาเลนเซีย แล้วเสริมเกมรุกอย่าง ฆวน มาต้า และแบ๊คเล่นดีไร้ที่ลง ลุค ชอว์ ลงไปมันเป็นการเติมสีสันในเกมรุกของ "ปีศาจแดง" ได้ตื่นตาตื่นใจขึ้นเรื่อยๆ มาต้า นี่เล่นดีนะครับในความคิดของผม อย่างน้อยๆก็ดูเล่นเข้าขากับทีมมากกว่า อเล็กซิส ซานเชซ ที่เพิ่งย้ายเข้ามาเมื่อช่วงเดือนมกราคมซะอีก ชัยชนะแบบพลิกนรกโค่นสวรรค์ (ของ ลิเวอร์พูล) ครั้งนี้ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั้นแน่นอนว่ามันจะช่วยสร้างเสริมความมั่นใจได้อย่างเต็มเปี่ยมก่อนศึกแดงเดือดที่พวกเขาจะเปิด "โรงละครแห่งความฝัน" ต้อนรับการมาเยือนของ ลิเวอร์พูล วันที่ 10 มีนาคมนี้ไม่น่าจะเดือดธรรมดาซะแล้วนะครับ น่าจะเดือดแบบเดือดจัดๆซะด้วยเพราะทั้งคู่ว่าก็ว่าเถอะฟอร์มการเล่นและทัศนคติต่างๆของนักเตะมันมาอยู่ในจุดที่ลงตัวพอเหมาะพอเจาะกันพอดี ยิ่งพูดก็ยิ่งอยากดูซะแล้วสิ ! แต่ถ้าหากเพื่อนๆดูแล้วชอบลุ้นด้วยก็ต้อง เว็บไซด์ mysbobet เลยครับ สมัครง่าย เล่นง่าย ลุ้นง่าย ฝากง่าย ถอนง่าย เพียงแค่ติดต่อที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbobet หรือโทร 08-0003-1188 / 08-0003-1177pic : Premier League, zimbio