breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

คุยกันหลังเกม : ใครจะสู้

น่าเสียดายนะครับ เสียดายจริงๆสำหรับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ในฤดูกาลนี้พวกเขาต้องมาพลาดสะดุดล้มไม่เป็นท่าเกมตกรอบ เอฟเอ คัพ โดยแพ้ต่อ วีแกน แอธเลติก ไป 1-0 ไม่อย่างนั้นได้ลุ้นการคว้า 4 แชมป์กันแบบยาวๆเลย ฟอร์มในตอนนี้ของพลพรรค "ซิตี้เซ็น" มันบ่งบอกถึงความเข้าใจในแทคติกของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่ป้อนลงไปในตัวของผู้เล่นแต่ล่ะคนแบบน่าเหลือเชื่อ เพราะไม่ว่าจะหยิบจับใครมาเล่นยังไงตรงไหนก็สามารถโดดเด่นแบบสุดยอด อย่าง โอเล็กซานดาร์ ซินเชนโก้ นี่อย่าลืมนะครับว่าตำแหน่งเดิมเขาคือมิดฟิลด์รวมถึง ฟาเบียน เดลฟ์ นี่ก็มิดฟิลด์เก่าที่ถูกจับมาเล่นแบ๊คซ้ายเหมือนกัน เล่นเอา ดานีโล่ ที่ซื้อมาด้วยตอนแรกที่หวังจะมาสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนในตำแหน่งแบ๊คซ้ายแทบจะไม่ค่อยได้เห็นหรือ เบ็นจาแมง เม็นดี้ ที่เจ็บยาวไปก็กลายเป็นว่าแทบไม่ส่งผลกระทบอะไรต่อทีมเลย มันเหมือนกับว่าตอนนี้ เป๊ป สามารถหยิบเลือกจับใครก็ได้มาลงสนาม ทำได้ยังไง ? อย่างตอนที่พลพรรค "เรือใบสีฟ้า" แพ้ต่อ วีแกน เนี่ยนัดต่อมาคือนัดชิงชนะเลิศ คาราบาว คัพ กับ อาร์เซน่อล นะครับแต่พวกเขาก็วกกลับเข้ามาวงโคจรชัยชนะได้แบบที่เหมือนว่าไม่ได้แพ้มาก่อนหน้า ในตอนนี้ เป๊ป เริ่มออกมายอมรับเป็นนัยๆแล้วนะครับว่าแชมป์พรีเมียร์ลีกอยู่ในมือของพวกเขา และมันก็กลายเป็นเหมือนแรงผลักดันให้ลูกทีมเข้าไปอีก การออกมาพูดแต่ล่ะครั้งของ เป๊ป มันเหมือนกับถูกที่ถูกเวลาเสมอ หากใครได้ตามข่าวก็น่าจะจำกันได้ว่าตอนแรกเลย เป๊ป กล่าวมาตลอดว่า ซิตี้ คือทีมที่แพ้เป็นเพื่อเตือนสติลูกทีม ถัดมาก็เป็นอารมว่าการแข่งขันยังคงอีกยาวไกลเพื่อไม่ให้ลูกทีมเสียสมาธิ ต่อมาก็คือยังไม่ได้เป็นแชมป์เพราะโลกฟุตบอลอะไรก็เกิดขึ้นได้เพื่อกระตุ้นลูกทีมต่อไป จนล่าสุดเนี่ยแหละครับที่เขาบอกว่าตอนนี้ถ้วย พรีเมียร์ลีก คงไม่ไปไหนแล้วหากว่า "เรือใบสีฟ้า" ยังรักษาฟอร์มเอาไว้ได้ มันเหมือนกับการจุดไฟให้ลูกทีมเร่งเครื่องในทางตรง 9 นัดสุดท้ายให้ปิดจ็อบโดยไว อย่าลืมนะครับว่า ซิตี้ เองก็แอบหวัง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก อยู่ห่างๆอย่างห่วงๆเหมือนกัน ถ้าพวกเขาจบงานในลีกเร็วได้เท่าไรย่อมส่งผลดีต่อการโรเตชั่นตัวผู้เล่นมากเท่านั้น แชมป์พรีเมียร์ลีกคงจะไม่มีอะไรพลิกแล้วล่ะครับสำหรับแฟนๆของ ซิตี้ และต่อจากนี้ก็ขอให้รอลุ้น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ดีกว่า แต่ถ้าหากแฟนๆคนไหนชอบลุ้นล่ะก็แนะนำเลยครับ Sbobet777 ที่มั่นคงและไว้ใจได้ในความเป็นมืออาชีพ ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbobet หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

คุยกันหลังเกม : สนามโล่งไม่ใช่เพราะสภาพอากาศแต่เพราะ เวนเกอร์ ?

ใครจะไปคาดคิดล่ะครับว่าศึกบิ๊กแมตช์อย่าง อาร์เซน่อล พบกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ นั้นบรรดาสาวก 'เดอะ กันเนอร์ส' จะดูบางตาแบบน่าใจหาย ซึ่งก็เข้าใจล่ะครับว่ามันเป็นเพราะอะไรในแว้บแรกหลายๆคนอาจจะคิดว่าเป็นเพราะหิมะที่ถล่มกรุงลอนดอนรึเปล่าแต่พอมองไปที่สแตนด์ฝั่งทีมเยือนแล้วเห็นแฟนๆของ "เรือใบสีฟ้า" มากันแบบแน่นสุดๆเพราะงั้นเรื่องสภาพอากาศอะไรก็ตามแต่คงไม่ใช่เหตุผลหลักที่สนาม เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ไม่มีที่นั่งมีแต่ที่นอนซึ่งมันเป็นการประท้วงสโมสรแบบไม่ได้นัดหมายรึเปล่า ? ถ้าเกิดเป็นแบบนั้นจริงๆมันก็น่าเศร้านะครับ มันหมายความว่าแฟนๆไร้ซึ่งศรัทธาในทีม มันเป็นเรื่องที่น่าเจ็บปวดเหลือเกินสำหรับสโมสรที่ขึ้นชื่อว่า 'ยักษ์ใหญ่' ทีมหนึ่งของพรีเมียร์ลีกอังกฤษเป็นนักฟุตบอลคงใจหายล่ะครับ เมื่อเดินออกจากสนามมาวอร์มก็ยังโอเคนะ อาจจะคิดว่ารอเกมใกล้เริ่มก่อนคนอาจจะเยอะแต่พอเอาจริงๆแล้วก็ยังโล่งอยู่แรงกระตุ้นหรือความมั่นใจมันต้องหดหายลงกันบ้างล่ะครับเพราะสาเหตุที่ทำให้แฟนๆไม่เดินทางเข้ามาในสนามเนี่ยมันจะมีซักกี่เหตุผลเชียวและหนึ่งในนั้นก็เรื่องฟอร์มการเล่นนี่แหละมาในเกมนี้ "เรือใบสีฟ้า" ยังคงทำผลงานได้แข็งแกร่งแบบไร้ที่ติเหมือนเดิม เหมือนกับนัดชิงชนะเลิศศึก คาราบาว คัพ แต่คราวนี้พวกเขาอัดแหลกใส่เกียร์ห้าแบบไร้รอยต่อใส่เจ้าถิ่นไม่ยั้งตั้งแต่ครึ่งเวลาแรกเลรอย ซาเน่ ฉายแสงออกมาได้แบบเจิดจรัสในเกมวันนี้ซึ่งแนวรับของ "ปืนใหญ่" ก็ถูกฉีกเป็นชิ้นๆอีกเช่นเดิมแถม ปิแอร์-เอเมอร์ริค โอบาเมย็อง ยังพลาดโอกาสที่เหมือนจะชุบชีวิตทีมด้วยการยิงจุดโทษไม่เข้าตั้งแต่ต้นครึ่งเวลาหลัง ทุกอย่างมันเลยพังลงไปเรื่อยๆแบบ เรื่อยๆจริงครับหากยังจำกันได้ โอบาเมย็อง ก็พลาดโอกาสงามๆตั้งแต่ต้นครึ่งแรกในนัดชิง คาราบาว คัพ ไปซึ่งเชื่อว่าด้วยผลงานแบบนี้เผลอๆแฟนๆบางคนคิดถึง โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ซะด้วยซ้ำสิ่งที่น่าแปลกอีกอย่างก็คือเกมนี้ อาร์แซน เวนเกอร์ เลือกที่จะไม่เปลี่ยนตัวสำรองคนไหนลงสนามมาเลยแม้แต่คนเดียวและพอมองรายชื่อสำรองเท่านั้นแหละก็ถึงกับผงะไปเหมือนกันดาวิด ออสปิน่า, ร็อบ โฮลดิ้ง, อเล็กซ์ อีโวบี้, คัลลัม แชมเบอร์ส, แอชลีย์ เมลต์แลนด์-นีลส์, โมฮาเหม็ด เอลเนนี่ และ เอ็ดเวอร์ด เอ็นเคเทียห์ เห้ยเอาจริงดิ ? นี่คือขุมกำลังในซุ้มม้านั่งสำรองของ อาร์เซน่อล งั้นเหรอครับ ? มันไม่มีชื่อที่แบบพอจะแว้บขึ้นมาในหัวได้ว่าไอ้ตัวนี้แหละจะสามารถลงมาช่วยทีมหรือเป็นแรงกระตุ้นให้กับทีมได้เลยแม้แต่น้อยคิดแล้วก็สงสาร เวนเกอร์ เหมือนกันนะครับ เพราะปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นเนี่ยส่วนหนึ่งผมเชื่อว่าเหล่า 'กันเนอร์ส' ทั้งหลายไม่โยนความผิดไปให้เขาคนเดียวหรอก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นก็คือบรรดาพวกบอร์ดบริหารที่นิ่งนอนใจในทุกๆเรื่องเอาจริงนะกับผลงานแบบนี้ถ้าบอร์ดบริหารใส่ใจหน่อยผมว่า เวนเกอร์ โดนเด้งตั้งแต่ปีก่อนแล้วมั้งครับเพราะแม้แต่สิทธิ์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ยังไม่สามารถนำทีมไปเล่นได้เลยคุณลองดู แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลุยส์ ฟาน กัล นำทีมคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ได้แล้วไงอ่ะ ? โดนไล่ออกอยู่ใช่ว่าในตอนนี้กุนซือดีมีราคาจะไม่มีว่างเป็นตัวเลือก เพียงแต่ อาร์เซน่อล คือสโมสรใหญ่และสามารถทำรายได้อย่างต่อเนื่องอีกทั้ง เวนเกอร์ ก็ยังสามารถประคับประคองทีมไปได้แบบนี้แม้จะกระท่อนกระแท่นก็เถอะจะปลดทำไมให้เสียตังฟรีๆล่ะใช่มั้ย ?เสียงบ่นด่า สแตน โคเอนเก้ มีมากขึ้นเรื่อยๆเพราะพี่แกมาหวังสูบเลือดสูบเนื้อ อาร์เซน่อล อย่างแท้จริง จนตอนนี้ดูสภาพทีมสิครับไปไม่ทันคู่แข่งทีมอื่นๆอย่าง ลิเวอร์พูล, เชลซี, แมนฯ ซิตี้, แมนฯ ยูไนเต็ด หรือแม้แต่อริร่วมลอนดอนเหนืออย่าง ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ในใจของบรรดาคอลูกหนัง "ปืนใหญ่" ตอนนี้คงอยากจะเอาทั้ง เวนเกอร์ ทั้งบอร์ดบริหารของ โคเอนเก้ ออกไปซะให้พ้นๆเต็มแก่แล้วล่ะมั้งครับ แต่ทำไงได้ ? เดินประท้วงก็แล้ว เขียนป้ายด่าก็แล้ว ก็ไม่ไปไหนซักทีคงต้องรอให้สโมสรขาดทุนและหาเงินจากการขายนักเตะไม่ได้แล้วก่อนล่ะมั้งครับถึงจะคิดได้แต่สำหรับเพื่อนๆที่อยากหาเงินหรือหาแหล่งลงทุนที่ไว้ใจได้แล้วล่ะก็ลอง Sbobet777 สิครับที่มั่นคงและไว้ใจได้ในความเป็นมืออาชีพ ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@777sbobet หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

คุยกันหลังเกม : ครึ่งแรก-ครึ่งหลัง ที่แตกต่าง

เป็นอีกหนึ่งเกมที่ได้เห็นถึงความแตกต่างกันระหว่างช่วงครึ่งเวลาแรกโดยที่ไม่สามารถทราบสาเหตุที่แท้จริงได้เลยแม้แต่น้อย เพราะช่วงครึ่งเวลาแรกอย่างที่ได้เห็นกันว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เล่นได้ 'เหมือนเดิม' แทบจะไม่เปลี่ยนแปลงเลยแม้ว่าพวกเขาได้เล่นในบ้านก็ตามคือเน้นตั้งรับเป็นหลักและรอสวนกลับแบบบุกไม่เป็น แน่นอนมันน่าเบื่อมากครับหากว่าใครเป็นแฟนตัวยงของ "ปีศาจแดง" ที่เล่นเหมือน 'รอโดน' ยังไงอย่างนั้น สุดท้ายก็โดนจริงๆครับจากจังหวะสวนตู้มเดียวหายของ เชลซี และจังหวะนี้ของ วิลเลี่ยน ก็ต้องยอมรับเลยครับว่ามิดฟิลด์บราซิเลี่ยนยิงได้สะใจมากจริงๆ มันเป็นการยิงยัดเข้าผ่านมือผู้รักษาประตูอย่าง ดาบิด เด เคอา ที่ช่วงหลังถูกยกย่องว่าให้เป็นมือกาวอันดับ 1 ของโลกเลยนะครับ และอย่าลืมว่าการยิงลูกนี้ไม่ใช่ครึ่งหลังที่มีแสงแดดส่องตาของ เด เคอา ตลอดเวลา พอเห็นลูกนั้นเสร็จผมก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆล่ะครับ เพราะมันเหมือนกับว่ามาทรงเดิมอีกแล้วและในช่วงหลังเมื่อ "ปีศาจแดง" โดนใครยิงนำก่อนก็กลับมายากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา เกมนี้มันกลับกลายเป็นว่าไม่ใช่อย่างนั้น อีกไม่กี่อึดใจพวกเขาก็กลับมาได้จากการยิงของ โรเมลู ลูกากู ! เชื่อเถอะครับว่าตั้งแต่เริ่มต้นจังหวะดังกล่าวไม่มีใครคาดคิดว่าจะเป็นประตูหรอกครับแม้แต่แผงหลังของ เชลซี ในช่วงเวลานั้นก็่ตามเพราะสังเกตุดีๆคือ ลูกากู แกจับบอลลั่น โขกบอลเหมือนปลาแซลม่อนกระโดด และอีกมากมายที่พี่แกโชว์ออกมาแบบเงอะๆงะๆ สุดท้ายบอลเป็นใจ โชคเข้าข้างชิ่งไปมาหลุดไปยิงตู้มเดียวเสมอ 1-1 ได้สำเร็จ พอกลับมาไวทุกอย่างมันก็เลยหายเครียดเร็วขึ้น ช่วงพักครึ่งเอาจริงๆผมไม่มีความคิดที่ว่า "สิงโตน้ำเงินคราม" จะพยายามผ่อนเกมหรืออะไรเมื่อเริ่มครึ่งหลัง หรือแม้แต่จะคิดว่า โชเซ่ มูรินโญ่ จะพยายามสั่งให้ลูกทีมเดินหน้าลุยมากยิ่งขึ้น แต่สิ่งที่คิดมันกลับกลายเป็นตรงกันข้ามเมื่อ เชลซี ดูเหมือนจะช็อตกันเองมันซะดื้อๆซะอย่างนั้น รูปแบบการทำเกมรุกแทบไม่มีอะไรรวมถึงมีจังหวะส่องนอกกรอบให้ได้ลุ้นบ้างนิดๆหน่อยๆเท่านั้น กลับกันเป็นทาง "ปีศาจแดง" ที่เดินหน้าพยายามทำเกมบุกที่เหมือนไม่ค่อยได้ฝึกซ้อมกันมาจนต้องส่ง เจสซี่ ลินการ์ด มาแทน อ็องโตนีย์ มาร์กซิยัล ที่ทำผลงานได้ไม่ดีเท่าไรนัก สำเร็จผลเฉยเลยครับ ลินการ์ด กลายเป็นซูปเปอร์ซับของทีมได้สำเร็จจากการโขกเล่นทางแบบเหนือๆ เป็นการแซงนำที่เหลือเชื่อเหมือนกันนะครับของ "ปีศาจแดง" ซึ่งเหลือเชื่อในความหมายของผมนั้นมาจากฟอร์มที่ผ่านมาๆของ ยูไนเต็ด รวมถึงแทคติกของ มูรินโญ่ ด้วย แปลกแต่จริงครับในวันนี้ หลังจากนั้นก็แน่นอนว่าสไตล์ของ มูรินโญ่ เน้นตั้งรับด้วยการส่ง เอริค ไบยี่ ลงสนามมาเพื่อแพคเกมรับให้เหนียวแน่นมากยิ่งขึ้นแต่แนวรุกของ เชลซี ที่ อันโตนิโอ คอนเต้ พยายามจะเปลี่ยนโมเมนตั้มด้วยการส่งทั้ง เปโดร โรดริเกซ หรือ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ลงมาก็ไม่ได้ช่วยให้ดูดีขึ้นซักเท่าไร เนมานย่า มาติช กับไอ้หนู สก็อตต์ แมคโทมิเนย์ ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีมากๆครับ จะว่ากันตรงๆ แมคโทมิเนย์ ในมุมมองของผมนั้นดูดีกว่า ลูกากู ที่ทำ 1 ประตูกับอีก 1 แอสซิสต์ซะอีก ชัยชนะในครั้งนี้ของ ยูไนเต็ด ค่อนข้างสำคัญรวมถึงความพ่ายแพ้ของ เชลชี ที่เริ่มจะน่าวิตก พลพรรค "ปีศาจแดง" ปาดหน้า ลิเวอร์พูล ขึ้นไปรั้งเป็นอันดับที่ 2 ของตารางได้อีกครั้งหลังจากที่โดนล้อ 'ใต้ตีน' ได้ไม่ถึง 24 ชั่วโมง ส่วน "สิงห์บลูส์" หลุดตำแหน่งท็อป 4 ไปซะแล้วและมีแต้มตามหลัง ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ ถึง 2 คะแนนด้วยกัน จะว่าไปอันดับ 2, 3, 4 และ 5 ในฤดูกาลนี้ขับเคี่ยวกันมันส์เดือดปุดปุดดีเหลือเกินนะครับส่วน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจแล้วกันรวมถึง อาร์เซน่อล ที่ดูตามสภาพแล้วไล่อันดับที่ 5 ยังยากเลย ! แต่ถ้าหากเพื่อนไม่ชอบอะไรยากๆและต้องการหาสิ่งง่ายๆเหมือนปลอกกล้วยเข้าปากล่ะก็ต้องสมัครเว็บไซด์ mysbobet.com เลยครับ สมัครง่าย เล่นง่าย ฝากง่าย ถอนง่าย เพียงแค่ติดต่อที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbobet หรือโทร 08-0003-1188 / 08-0003-1177pic : zimbio

คุยกันหลังเกม : ปืนใหญ่เติมกระสุนสุดเด็ดดวง

ทำไมมันเล่นดีจัง ทำไมดีกว่าชาวบ้านเขา ! พอผมได้รับชมคู่ อาร์เซน่อล พบกับ เอฟเวอร์ตัน ซึ่งเป็นแมตช์ใหญ่ประจำวันเสาร์คำคำนี้มันก็ผุดขึ้นมาในหัวเลยครับและคนที่ทำให้มันผุดขึ้นมาก็คือ เฮนริค มคิห์ทาร์ยาน เพลย์เมคเกอร์ชาวอาร์เมเนียนนั่นแหละ นึกว่าเป็นคนล่ะคนกับตอนที่เล่นให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ให้ตายเถอะพ่อคุณ พี่แกเล่นซัด 3 แอสซิสต์ในเกมเดียวธรรมดาซะที่ไหนกันล่ะ แถม ปิแอร์-เอเมอร์ริค โอบาเมย็อง ก็เบิกร่องเปิดซิงสกอร์ให้กับ "ปืนใหญ่" ได้ตั้งแต่นัดแรกที่ลงเล่น มันจะมีอะไรสวยหรูไม่กว่านี้อีกมั้ยล่ะครับ ? เอ้อ อย่างน้อยๆก็ดีกว่าเพื่อนสนิทอย่าง 'มิกกี้' นั่นแหละที่เปิดตัวนัดแรกทีมทะลึ่งแพ้เฉย การเล่นในรูปแบบนี้ของ อาร์เซน่อล เหมือนกับว่าเราจะไม่ได้เห็นมาซักพักแล้วกับการจ่ายบอลที่ลื่นไหล การเล่นเป็นทีมที่ดูสะอาดตาและชัดเจน เออ การได้นักเตะเพิ่มมา 2 คนกลับกลายเป็นว่าอาจจะพลิกทีมก็เป็นได้ ไหนจะการต่อสัญญาของ เมซุต โอซีล อีกที่มันเหมือนกับว่าทุกๆอย่างสามารถผ่อนสภาวะความตึงเครียดที่ทีมเสีย อเล็กซิส ซานเชซ ออกไปได้สำเร็จแล้วเรียบร้อย ถามว่าคุ้มมั้ยกับการเสีย อเล็กซิส หากดูในตอนนี้ ? ผมคิดว่ามันวินวินทั้งคู่เหมือนกันนะ จะว่าตามตรง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เองก็ต้องการใครมาเติมเต็มแนวรุกเพราะอย่างที่เห็นๆกันว่า โรเมลู ลูกากู สากขนาดไหน จะพึ่ง เจสซี่ ลินการ์ด ทุกนัดไปก็คงไม่ไหวเหมือนกัน ส่วน "ปืนโต" เองแม้ว่าจะมี โอซีล อยู่แล้วแต่การไปของ อเล็กซิส มันเหมือนกับว่าจะเป็นการทำให้เขาแบกภาระมากจนเกินจำเป็นซึ่งการได้ตัว มิกกี้ เข้ามามันทำให้ทีมมีทางเลือกมากขึ้น แถมยังสามารถเล่นด้วยกันได้อีกนั่นน่ะ อีกทั้งการเข้ามาของ โอบาเมย็อง เองก็ยังคงต้องรอดูกันอีกซักหน่อยว่าจะเป็นยังไงเพราะอย่างประตูที่เขาทำได้มันก็นะ ล้ำหน้าชัดเจนอยู่เหมือนกันแถมครึ่งหลังก็ค่อนข้างเงียบ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะแทคติกที่เน้นรัดกุมมากกว่าเดินหน้าบุกแหลก แต่สิ่งที่ผมอยากเห็นในตอนนี้ของ อาร์เซน่อล ก็คือการที่ เวนเกอร์ กล้าส่ง อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ ลงคู่ โอบาเมย็อง นั่นแหละครับ ตอนแรกตั้งหน้าตั้งตารอเลยนะเอาจริงๆ สุดท้ายพ่อมหาเทพ อเล็กซ์ อีโวบี้ ได้ลงซะอย่างนั้นเลย โอ้โห แหม่ อีกคนที่ไม่พูดถึงก็ไม่น่าจะได้นั่นก็คือ อารอน แรมซีย์ ที่จังหวะสอดขึ้นมานั้นค่อนข้างแพรวพราว หาช่องว่างในเกมรับของ เอฟเวอร์ตัน ได้ดีจริงอะไรจริง มิดฟิลด์ซัดแฮตทริคอ่ะครับคุณ ไม่หลังฝ่ายตรงข้ามรั่วเองก็ตัวนักเตะเข้าขั้นพีค ซึ่งนัดนี้ผมว่าทั้งสองอย่างนะเพราะหลัง "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" เองก็เล่นกันมั่วๆมึนๆยังไงไม่รู้ อาจเพราะเสียประตูไว แถมเสียงต่อเนื่องอย่างไม่มีหยุดยั้งความมั่นใจอาจจะหายไปซะหมด การโชว์ฟอร์มได้ผงาดค้ำลอนดอนนัดนี้ของ อาร์เซน่อล ถือว่ามาถูกเวลาเหมือนกันนะครับ เพราะนัดต่อไปพวกเขาจะเจอกับอริร่วมกรุงอย่าง ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ ฮัดช่า อยากดูซะแล้วสิครับฟุตบอลเกมรุกมาเจอกัน มันส์หยดติ๋งทุกทีไปเค.เค.pic : zimbio

คุยกันหลังเกม : อเล็กซิส ไปฟอร์มดีผิดหูผิดตา

กลายเป็นทีมม้านอกสายไปโดยปริยายสำหรับ อาร์เซน่อล ภายหลังจากที่มีข่าวคราวว่าจะต้องสูญเสียซูปเปอร์สตาร์คนดังอย่าง อเล็กซิส ซานเชซ แถมก่อนเกมกับ คริสตัล พาเลซ กูรูที่เกาะอังกฤษบางคนยังทำนายว่า "ปืนใหญ่" จะแพ้อีกต่างหาก ทว่าผลปรากฏที่ออกมามันตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง การไม่มี อเล็กซิส อยู่ในทีมของ อาร์เซน่อล ในวันนี้ทุกคนดูเล่นเหมือน 'โล่ง' กับบางสิ่งบางอย่างมากขึ้นซะด้วยซ้ำ ผมจำได้ลางๆเหมือนกับเคยอ่านหรือไม่ก็เคยได้ยินที่ไหนมาว่าบรรดาแข้ง "ปืนใหญ่" ไม่ค่อยเอา อเล็กซิส แล้วนะครับส่วนหนึ่งก็เพราะพฤติกรรมต่างๆที่อาจจะดูอยากย้ายมาเกินไป นักวิเคราะห์คนดังกล่าวซึ่งผมจำได้ไม่ชัดเจนนักว่าใช้ เธียร์รี่ อองรี หรือไม่นั้นได้มองเอาไว้ตอนที่ อเล็กซิส ดีใจยิงประตูได้แต่แทบจะไม่มีแข้ง อาร์เซน่อล คนไหนวิ่งหรือเดินมาดีใจกับเขาเลย ถึงขนาดบางนัด อเล็กซิส ต้องกวักมือเรียกให้มาด้วยซ้ำไป การเปิดหัวดีย่อมมีชัยไปกว่าครึ่งอันนั้นจริง แต่ฟอร์มของ อาร์เซน่อล ในช่วงหลังต่อให้เปิดหัวดียังไงก็อันตรายอยู่ดีนั่นแหละครับจริงมั้ย ? เกมที่ออกมามันทำให้ใครหลายคนผิดคลาด กับข่าวลือที่ออกมา ข่าวเกี่ยวกับการเสียซูปเปอร์สตาร์ ข่าวในเรื่องของการต่อสัญญาต่างๆ หรือความดื้อดึงของ อาร์แซน เวนเกอร์ นายใหญ่ที่มีให้เห็นมาตลอดในช่วงหลัง มันกลับกลายเป็นว่าในตอนนี้ 'อาจจะ' เป็นฟ้าหลังฝนของ อาร์เซน่อล ซะแล้ว เมซุต โอซีล กลายเป็นศูนย์กลางแห่งดวงดาวของ "ปืนใหญ่" อย่างแท้จริงในเกมนี้ ซึ่งก่อนแมตช์กับ คริสตัล พาเลซ ทาง 'SkySports' ก็รายงานว่า โอซีล ใกล้ที่จะบรรลุสัญญาใหม่กับทีมแล้วอีกต่างหาก อันนี้ถือเป็นข่าวดีมากๆ ส่วนหนึ่งที่ฟอร์ม โอซีล ดีวันดีคืนอาจจะเป็นเพราะแบบนี้ก็ได้นะครับเมื่อทุกๆอย่างคืบหน้าไปได้ด้วยดี นักเตะลงเล่นด้วยใจเต็มร้อย ทุกอย่างมันจะตามมาเอง อีกคนที่โดดเด่นและกำลังต้องการสัญญาใหม่เช่นกันอย่าง แจ็ค วิลเชียร์ นั้นฟอร์มตอนนี้ได้ใจเหล่า 'เดอะ กูนเนอร์ส' ไปแบบเต็มๆเช่นกัน นับตั้งแต่ได้รับโอกาสเขาก็คว้ามันเอาไว้และจนถึงตอนนี้มันก็ยังไม่ได้หลุดมือแต่อย่างใด ประเคนสัญญางามๆให้ได้ก็จัดเถอะครับหากว่า 'เจ้าแจ็ค' ยังทำได้ดีขนาดนี้ รวมไปถึงอีกหนึ่งหน่อที่น่าจะได้ความมั่นใจกลับมาสำหรับ อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ ที่ยิงประตูได้ซักทีในรอบ 9 นัดหรือ 600 นาที ก็หวังว่าการทะลวงตาข่ายในครั้งนี้จะทำให้หัวหอกชาวเฟร้นซ์มีความมั่นใจมากขึ้น อาร์เซน่อล กลับมาเล่นเป็น อาร์เซน่อล อีกครั้ง ด้วยการจ่ายบอลที่เป็นรูปเป็นร่าง มีแบบแผนในความคิดและความสร้างสรรค์ รวมถึงการเล่นเป็นทีมอย่างมีเอกลักษณ์ สไตล์แบบนี้ว่ากันตามข่าวลือที่ออกมา เฮนริค มคิห์ทาร์ยาน กับ ปิแอร์-เอเมอร์ริค โอบาเมย็อง นี่ค่อนข้างเหมาะกับสไตล์นี้มากๆนะครับ จังหวะติ๊ดชึ่งของ "ปืนใหญ่" เหมาะสมกับอดีตดาวเตะของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ด้วยประการทั้งปวงและก็แทบไม่อยากจะคิดเลยว่า 4 ประสานในแนวรุกของ อาร์เซน่อล จะโหดเหี้ยมขนาดไหน ลากาแซตต์ หน้าเป้าพร้อมตัวหนุนอย่าง โอซีล, มคิห์ทาร์ยาน และ โอบาเมย็อง มันฟังดูสะเด็ดสะเด่าและเร้าใจไปทุกรูขุมขนไหมล่ะครับ ? ถ้าหากว่าได้ 2 คนนั้นมาจริงๆการเสีย อเล็กซิส ออกจากทีมไปทำไมถึงจะไม่คุ้มค่าล่ะ ? จริงมั้ย ?เค.เค.pic : zimbio

ช่วงลำบากที่'เจ'ต้องก้าวข้ามให้ได้

ช่วงนี้ไม่มีเรื่องกีฬา (และบันเทิง) ใดที่เป็นประเด็นใหญ่มากไปกว่าการเลิกรากันของ เจ-ชนาธิป กับ เมย์-พิชญ์นาฎ อีกแล้ว นี่คือคนดังของ 2 วงการทั้งกีฬาและบันเทิงที่มีข่าวคู่กันโดยตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมาหลังตกลงคบหาดูใจกันในฐานะ "แฟน" ข่าวของ เจ กลายเป็นข่าวบันเทิงไปด้วยเพราะมีชีวิตผูกติดกับ เมย์ และข่าวของ เมย์ ก็มาอยู่ในเซกชั่นกีฬาจนเป็นเรื่องปกติในฐานะหวานใจของซูเปอร์สตาร์ลูกหนัง การคบหากันระหว่าง เจ กับ เมย์ ยิ่งเหมือนเส้นทางนักกีฬาและเซเล็บคนดังเหมือนนอกที่เมื่อมาบรรจบกันแล้วก็ต่างทำให้ชื่อของแต่ละคนถูกพูดถึงมากยิ่งขึ้น และกลายเป็นข่าวกีฬา-บันเทิง บันเทิง-กีฬา แบบเนื้อเดียวกันแนบสนิท การเลิกรากันของทั้งคู่จึงเป็นข่าวใหญ่ที่หลายคนสนใจต่อให้บางคนมองว่าไม่น่าเซอร์ไพรส์อะไรเพราะคาดเดาเอาไว้แล้วก็ตาม เหตุผลที่ทำให้ต้องสวมคอนเวิร์สทางใครทางมันขออนุญาตไม่ก้าวก่ายเพราะเคารพในการตัดสินใจของทั้งคู่ คนสองคนเมื่อตั้งใจจะใช้ชีวิตด้วยกัน มันก็มีปัจจัยอื่นมาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ แค่ความรักอย่างเดียวอาจไม่พอ เจ มีเหตุผลของ เจ เมย์ ก็มีเหตุผลของ เมย์ นอกจากนี้ครอบครัวของทั้งสองฝ่ายก็มีมุมมองของตัวเอง ถ้าทุกฝ่ายสอดคล้องไปด้วยกันได้ก็มีชีวิตครอบครัวที่ราบรื่น แต่ถ้าไม่ ก็ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายนึงยอมปรับตัว ปรับใจ ถ้ายังยึดหลักเหตุผล ความคิดของตัวเองอยู่ร่ำไป ก็มีแต่พังกับพัง จะเลือกพังตอนนี้ หรืออยู่แบบฝืดใจแล้วพังยิ่งกว่าที่คิดในอนาคตก็เลือก ซึ่งความรักของ เจ-เมย์ ก็เลือกที่จะหยุดไว้เพียงแค่นี้ มีรัก มีเลิก เป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งสำคัญคือ ชีวิตที่เหลือต่อจากนี้ สำหรับ เมย์ ผู้มีประสบการณ์ด้านความรักและการใช้ชีวิตมากกว่า ไม่ได้หมายความว่าเธอมีภูมิคุ้มกันมากกว่าจนไม่รู้เจ็บปวดกับความรักที่พังลง ยังไงก็เป็นผู้หญิงที่อารมณ์ความรู้สึกมักสะท้อนออกมามากมายเสมอ แต่ก็อย่างที่บอก ชีวิตต้องเดินหน้าต่อไป เช่นเดียวกับ เจ ที่หน้าที่สำคัญคือ การเป็นนักฟุตบอลในสนาม ตอนนี้ เจ อายุ 24 ปีแล้ว ถือว่าเป็นช่วงสำคัญของชีวิตเหมือนกัน หากดูตามความเชื่อแบบไทยๆ ก็กำลังเข้าสู่วัยเบญจเพศที่มักต้องมีเรื่องอะไรบางอย่างมากระทบจิตใจ ถ้าผ่านได้ก็น่าจะมีแต่เรื่องดีๆ เข้ามา แต่ถ้าไม่ก็น่าห่วงเหมือนกัน ช่วงที่ผ่านมา สิ่งที่ เจ พิสูจน์ตัวเองได้คือ ความรักนอกสนามไม่ได้ทำให้ผลงานในสนามดร็อปลงอย่างที่หลายคนหวั่นใจ ว่ากันแบบไม่ได้เยินยอ ฟอร์มการเล่นของ เจ นับตั้งแต่คบกับ เมย์ ดีขึ้นต่อเนื่องด้วยซ้ำ เด่นทั้งในระดับทีมชาติและสโมสรจนได้กระทั่งได้โอกาสไปค้าแข้งในลีกชั้นนำของเอเชียอย่าง เจลีก ญี่ปุ่น ช่วงที่อยู่ไกลถึงแดนอาทิตย์อุทัยยิ่งเป็นการพิสูจน์ทั้งกายว่าไหวหรือไม่กับลีกที่มืออาชีพมากกว่าไทย และพิสูจน์ทั้ง "ใจ" ว่าเมื่อต้องอยู่ห่างไกลแฟนสาวคนดัง เจ สอบผ่านทั้งสองเรื่อง เรื่องห่างไกลคนรักอาจมีผลสะสมจนเป็นอีกหนึ่งเหตุผลในการเลิกราหรือไม่ไม่สำคัญเพราะวัดกันที่ผลงานสนามจนจบฤดูกาลล่าสุดกับ คอนซาโดเล่ ซัปโปโร่ ก็สอบผ่านฉลุย แต่ชีวิตต่อจากนี้แหละที่สำคัญ ช่วงที่ความรักหวานชื่อ เจกับเมย์ ช่วยกันประคับประคอง และเปลี่ยนความสงสัยของหลายคนเป็นแรงผลักดันให้เล่นฟุตบอลให้ดี ตรงนี้น่ายกย่องเพราะทั้งคู่ก็ไม่ต้องการให้ใครมาดูถูกว่ามีความรักแล้วส่งผลต่อหน้าที่สำคัญที่มีอยู่ แต่เมื่อไม่มี เมย์ ข้างกายแล้ว เจ จะยังคงทำได้ดีเหมือนเดิมหรือไม่ในสนาม ผลกระทบต่อจิตใจมีแน่นอน คนเราต่อให้แข็งแกร่งเพียงใด ก็มีความรู้สึกเสมอ ยิ่งรักมากก็ยิ่งเจ็บมากที่ต้องเลิก นักฟุตบอลดังในต่างแดนหลายคนฟอร์มวูบหายไปดื้อๆ เลยเมื่อมีเรื่องผู้หญิงมาเกี่ยวข้องทั้งตอนเริ่มต้นปลูกต้นรัก และต้นรักหักโค่นลงไป สิ่งที่ เจ ต้องพิสูจน์คือ ก้าวข้ามอีกช่วงสำคัญของชีวิตนี้ให้ได้เพราะเส้นทางค้าแข้งยังอีกหลายปี คนเราเสียใจได้ ผิดหวังได้ แต่ต้องรีบลุกขึ้นยืน ซึ่งสำหรับ เจ แล้วเขาไม่ได้ยืนเพื่อตัวเองอย่างเดียวซึ่งยังมีความฝันให้เดินตาม แต่ต้องยืนเพื่อครอบครัว เพื่อคนรอบข้าง และแฟนบอลชาวไทยอีกหลายล้านคน เอาใจช่วย "เจ" ให้ก้าวข้ามอีกหนึ่งช่วงลำบากที่ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้

คุยกันหลังเกม : นี่แหละคือ 'พรีเมียร์ลีก' จริงๆที่ เป๊ป ต้องการ

โคตรคุ้มค่าจริงๆครับบอกเลยสำหรับศึกบิ๊กแมตช์ประจำสัปดาห์ที่ ลิเวอร์พูล เปิดบ้านเบียดเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไปได้แบบสุดบันเทิงเริงใจ 4-3 เกมนี้เป็นเกมที่ไม่น่าเบื่อเลยครับทั้งสองทีมมาดีมากโดยเฉพาะกับพลพรรค "หงส์แดง" ที่เชื่อว่าบรรดา 'เดอะ ค็อป' รุ่นเก่ารุ่นใหม่คงคิดในใจว่าทำไมไม่เล่นให้ได้แบบนี้ในทุกๆนัด เครื่องจักรสีแดงของ เยอร์เก้น คล็อปป์ ทำงานได้เป็นอย่างดีในเกมรุกและเล่นได้ใจแฟนๆที่ แอนฟิลด์ จนบรรยากาศน่าขนลุกสุดๆ หากใครได้รับชมการถ่ายทอดสดคงจะได้ยืนเสียงเหล่า 'เดอะ ค็อป' ที่อยู่ในสนามตะโกนเชียร์ ตะโกนเฮ ทะลุภาพออกมาโดยเฉพาะตอนที่ทีมนำ 3-1 และ 4-1 มันเหมือนกับเป็นการเติมเชื้อเพลิงให้แข้ง "หงส์แดง" เหมือนกัน เติมยังไงเหรอ ? ยกตัวอย่างง่ายๆก็ตอนที่ แอนดรูว โรเบิร์ตสัน วิ่งไล่จากฝั่งซ้ายยันฝั่งขวานั่นแหละครับ โอ้โห โคตรดีดอ่ะบอกตามตรง ทางฝั่ง ซิตี้ เองก็ได้โชว์คาแรคเตอร์ของพวกเขาออกมาเหมือนกันครับเพราะทีมที่โดนทะลวงไป 4 เม็ดเน้นๆ แถมโดนนำห่าง 3 ประตูโดยเหลือเวลาอีก 10 นาทีสุดท้ายหลายๆทีมอาจจะถอดใจไปแล้วก็ได้ แต่กลับกลายเป็นว่าขุนพล "เรือใบสีฟ้า" เดินหน้าไล่บี้หวังกระซวกประตูเพิ่มให้ได้เยอะที่สุด และมันเกือบจะเสมออีกต่างหาก สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือ "หงส์แดง" ไม่ได้ขับรถบัสมาจอดหน้าประตูแม้ตอนนำอยู่ 4-1 ซึ่งตรงจุดนี้แหละครับคือสิ่งที่คอลูกหนังทั่วไปอยากจะชม การเปิดแลกหมัดจนวินาทีสุดท้าย หากยังจำกันได้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือของ ซิตี้ เคยสัมภาษณ์ว่าอยากให้ทุกๆทีมหันมาเปิดเกมรุกเข้าใส่กันมากกว่าที่จะมาเน้นตั้งรับเพียงอย่างเดียว ผมก็ไม่ทราบหรอกครับว่าเขาแขวะหรือแซะใครรึเปล่า แต่วันนี้ เป๊ป ได้เจอทีมนั้นแล้ว ลิเวอร์พูล จัดให้เต็มที่ครับ การขาด ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ไปในตอนแรกทำให้หลายคนอาจเป็นห่วงเป็นใยแต่ไม่น่าเชื่อครับว่า อเล็ก อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน จะมารับบทบาทในตำแหน่งนี้ซึ่งทั้งๆที่ตอนแรกผมคิดว่าน่าจะเป็น อดัม ลัลลาน่า ซะด้วยซ้ำ อ็อกซ์เลด ไม่ทำให้ผิดหวังครับ การยิงไกลของเขาเบิกร่องให้กับทีมได้ดีซึ่งตลอดทั้งเกมมิดฟิลด์ทีมชาติอังกฤษเล่นได้ผสมกลมกลืนกับ 3 หัวหอกความเร็งสูงอย่าง โรแบร์โต เฟอร์มิโน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ ซาดิโอ มาเน่ กลายเป็นว่า 4 แนวรุกสุดมหัศจรรย์ของ "หงส์แดง" ตอนนี้ยิงไปคนละตุง คงจะทำให้แฟนๆทำใจกับการเสีย คูตินโญ่ ไปได้ไม่มากก็น้อยล่ะครับ ส่วนเกมรับก็ยังเหมือนเดิมนั่นแหละ การขาด เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค ในนัดนี้มันฉุละหุกเหมือนกันแต่พวกเขาก็สามารถผ่านแนวรุกของ ซิตี้ ไปได้โดยที่มีลูกรักอย่าง ลอริส คาริอุส ยืนเฝ้าเสา ก็พอกรุ่มกริ่มแหละน่า เนอะ ส่วนความพ่ายแพ้ในเกมนี้ของ ซิตี้ จะทำให้พวกเขาขาดความมั่นใจ สะดุดหัวทิ่ม มั้ยน่ะเหรอ ? ผมว่าไม่อ่ะ ไม่มีทางเลย หากความมั่นใจของขุนพล "เรือใบสีฟ้า" จะหดหายจริงๆสกอร์คงไม่ตามมาเป็น 4-3 หรอกครับ พวกเขาคงจะเล่นแบบถอดใจไปแล้ว แต่นี่ไม่เลย ซิตี้ ความมั่นใจยังคงมีอยู่เต็มเปี่ยม เผลอๆความพ่ายแพ้ครั้งนี้จะกลายเป็นแรงผลักดันให้นัดที่เหลือของ ซิตี้ ผ่านฉลุยซะด้วยซ้ำไปครับ คาแรคเตอร์ของทีมที่ เป๊ป สร้างขึ้นมาในปีนี้มันทำให้ผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆ และก็ยังคงต้องขอยืนยันคำเดิมว่าแชมป์พรีเมียร์ลีกคงไม่หลุดมือฝั่ง 'สีฟ้า' แห่งเมืองแมนเชสเตอร์ไปไหนหรอกครับเค.เค.pic : zimbio, Mirror

โหนกระแส มูรินโญ่

ในยุคที่ชี้วัดด้วยผลงานและความสำเร็จ ทำให้อายุงานของกุนซือทุกคน (ไม่ว่าจะดังมากน้อยแค่ไหน) สั้นลงกว่าเมื่อก่อน จึงเป็นหตุผลที่ทำให้บรรดาผู้จัดการทีมต้องงัดมันสมองออกมาแบบไม่มีเม้ม ต่างไปจากยุคก่อนๆที่กุนซือทุกรายมีเวลาทำทีมถึงที่สุด ซึ่งหากไม่ไหวจริงๆก็ค่อยมานั่งจับเข่าคุยกันถึงปัญหา ทว่าตอนนี้หากทำอะไรไม่พอใจ กุนซือคนนั้นๆ ก็อาจจะตกงานไปแบบไม่รู้ตัว แฟนบอลก็ไม่ต่างกัน ในยุคที่การสื่อสารพัฒนาไปไกล เพียงแค่จบเกม ไม่สิ ... ระหว่างเกมก็เกิดการหยอกล้อและทับถมกันชนิดที่แทบจะฆ่ากัน บางคนหัวร้อนที่ทีมแพ้ พอไม่รู้จะเอาไปลงที่ไหนก็มาลงกับทีมตนเอง (ซะงั้น) นั่น (อาจจะ) มีสาเหตุมาจากการที่โลกหมุนเร็วขึ้น และวิถีการทำทีมฟุตบอลที่เปลี่ยนไปทำให้แต่ละทีมพยายามเดินหน้าหาความสำเร็จ ซึ่งนั่นทำให้ในช่วงปลายปีที่ผ่านมาลากยาวถึงปัจจุบันกระแสข่าวถึงความไม่แน่นอนของ โชเซ่ มูรินโญ่ ออกมาโดยตลอด สื่อผู้ดีพยายามเล่นข่าวเรื่องสัญญาของกุนซือชาวโปรตุเกส โดยเอาไปโยงกับผลงานในช่วงปลายเดือนธันวาคมทั้งการตกรอบ คาราบาว คัพ หรือการเสมอ 3 เกมรวดในช่วงปลายปี ถือเป็นเรื่องปกติของบรรดาสื่อมวลชนเมือง 'ผู้ดี' ที่มักจะโหนกระแส และ โหมกระพือข่าวลักษณะนี้ตลอดเวลา ยิ่งมีชื่อของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บวกกับ มูรินโญ่ มันเป็นการเรียกแขกได้ดีเลยทีเดียว มีการรายงานออกมาว่า บอร์ดบริหารของ ปิศาจแดง ไม่พอใจกับทิศทางที่ทีมกำลังดำเนินไปเพราะทุ่มเงินไปมากมายมหาศาลแต่กลับได้ผลตอบแทนที่ไม่คุ้มค่า แม้ว่า มูรินโญ่ จะออกย้ำชัดเจนว่ายังเหลือสัญญากับทีมและตนก็เคารพกับเรื่องดังกล่าวด้วยการพร้อมทำงานหนักกับทีมต่อไป "ผมมีสัญญา ความจริงก็คือผมอยู่ในช่วงกลางของสัญญา ผมไม่ได้เหลือสัญญาอยู่อีกแค่ 2 เดือนสุดท้าย" "ผมปรารถนาที่จะอยู่ มันเป็นแค่คำถามของสโมสร เจ้าของทีม ผู้บริหารอย่าง วู้ดเวิร์ด และสิ่งที่พวกเขาต้องการ หากพวกเขาต่างพอใจกับความทุ่มเทของผม และ พวกเขาอยากให้ผมอยู่จนจบสัญญา แต่แน่นอน ผมอยากอยู่ที่นี่" เดอะสเปเชียล วัน ย้ำชัดเจนว่ายังเหลือสัญญากับทีมและตนก็เคารพกับเรื่องดังกล่าวด้วยการพร้อมทำงานหนักกับทีมต่อไป โดยให้นิยาม "ขยะ" กับข่าวล่าสุดถึงสถานการณ์การเป็นกุนซือ แมนฯ ยูไนเต็ด นั่นคือการเล่นข่าวของสื่ออังกฤษที่ยกอ้างแหล่งข่าวต่างๆนานา ออกมาเป็นว่าเล่น แต่ก็มีบางสื่อที่สวนกระแสระบุว่า ปีแดง ยังวางใจ 'มูรินโญ่' และพร้อมต่อสัญญา ไม่ต่างไปจากแฟนบอล ปิศาจแดง ที่ตอนนี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยฝ่ายแรกยังคงเชื่อใจกับการนำทัพของชายที่ชื่อ มูรินโญ่ พร้อมกับให้โอกาสและเวลากับกุนซือคนนี้ทำทีมต่อไป รูปเกมอาจจะไม่ตื่นเต้นหวือหวาเหมือนอดีตแต่ผลที่ได้รับมาก็ถือว่าเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งหลักฐานที่ทำให้แฟนบอลกลุ่มนี้ยังคงปักใจเชื่อว่า มูรินโญ่ นี่แหละคือคนที่พาทีมกลับไปทวงความยิ่งใหญ่ในระยะยาวคือการพาทีมคว้า 2 แชมป์ ได้ตั้งแต่ฤดูกาลแรก แม้จะเป็นรายการลูกเมียน้อยอย่าง ลีก คัพ หรือ ยูโรปา ลีก แต่นั่นก็ทำให้แฟนบอลกระชุ่มกระชวยหัวใจอยู่มิน้อย แต่อีกฝ่ายกลับไม่คิดแบบนั้นเพราะสไตล์การเล่นในบางนัดที่เน้นรับเกินไป จนแฟนบอลก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำแบบนั้น นัดที่ต้องบุกแลกกลับเน้นผลการแข่งขัน ยื่งการเจอกับทีมใหญ่ด้วยกันยิ่งเห็นชัดเจนว่า มูรินโญ่ จัดทีมและวางแทคติกแบบขอไม่แพ้ไว้ก่อน จึงทำให้แฟนบอลกลุ่มหลังไม่พอใจและด่ากราดอยู่เสมอยามที่ทีมทำผลงานต่ำกว่ามาตรฐาน หรือเล่นแบบขัดหูขัดตา บางนัดนำแล้วเน้นผล บางเกมเน้นรับแบบไม่มีใจสู้ เลยเป็นที่มาของฉายา "ผัวเจ๊เกียว" ที่มีอยู่ในปัจจุบัน แฟนบอลเองก็อยากจะเห็นผลงานหรือรูปทรงของทีมในทิศทางที่ตนอยากจะเห็น บางคนชอบให้ทีมเปิดเกมรุกโดยไม่สนใจว่าผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไร หรือที่เรียก 'กูขอมันไว้ก่อน' ส่วน บางคนไม่สนใจว่าจะเล่นแบบไหน 'กูขอชนะไว้ก่อน' เป็นดี หรือบางคนก็ต้องการทั้งสองคือ 'เล่นมัน' แถมได้ 'ผลงาน' ที่ดีกลับออกมาในทุกๆเกม ถึงตรงนี้อยู่ที่แฟนบอลเองแล้วล่ะว่าอยากจะเชื่อหรือให้เป็นไปในทิศทางไหน บางครั้งเราก็หมุนไปตามสิ่งที่สื่อพยายามจะให้เป็นไป ทั้งที่ไม่มีอะไรในกอไผ่ บรรดาทฤษฎีสมคบคิดทั้งหลายต่างเกิดขึ้นอยู่เสมอ และมันมักจะเป็นเรื่องที่ทำให้ทุกคนเหลียวมอง ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับแต่ละท่านว่าจะมองต่างหรือเห็นด้วยมากน้อยเพียงใด ทีนี้ก็อยู่ที่คุณแล้วล่ะว่า จะเลือกเชื่อแบบไหน และอยากให้เป็นไปในทิศทางใด?

เสียงโห่ที่สมควรแล้ว

เอาตรงๆการเขียนเกี่ยวกับประเด็นในเรื่องของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ช่วงหลังๆนี่ก็ไม่รู้จะร่ายแป้นพิมพ์ยังไงแล้วเหมือนกันนะครับ เพราะมันดูซ้ำๆเดิมๆไม่มีเพิ่มเติมอะไรเลยแม้แต่น้อย ง่ายๆก็เบื่อจะด่าจะกระแซะกระแนะกระแหนนั่นแหละครับ ก่อนเกมที่ "ปีศาจแดง" จะเปิดรังต้อนรับการมาเยือนของ เซาธ์แฮมป์ตัน นั้นทีมอย่าง เชลซี กระทุ้ง สโต๊ค ซิตี้ ไป 5-0 แถมคู่ปรับด้านฝีปากอย่าง ลิเวอร์พูล ยังพลิกนรกแซง เลสเตอร์ ซิตี้ ได้ 2-1 อีกต่างหาก นั่นหมายความว่าสถานการณ์ก่อนเกม ยูไนเต็ด โดน เชลซี แซงขึ้นไปรั้งอันดับที่ 2 แล้วและ ลิเวอร์พูล ก็ทำแต้มไล่จี้เหลือแค่ 2 คะแนนเท่านั้น ตอนแรกก็ว่าจะหยิบจับประเด็นในเรื่องของพลพรรค "หงส์แดง" ที่แนวรุกยังคงสะเด็ดสะเด่าเหมือนเดิมรวมทั้งเกมรับที่มีความผิดพลาดให้เห็นแต่ก็ได้ เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค เข้ามาสู่ทีมแล้ว แต่เสียงโห่ใน 'โรงละครแห่งความฝัน' ในช่วงหมดเวลาการแข่งขันนั้นทำให้ผมเปลี่ยนใจแบบเร่งด่วน ปรากฏการณ์เสียงโห่นั้นอย่างที่ทราบกันดีว่าเคยเกิดขึ้นมาแล้วในยุคสมัยของ หลุยส์ ฟาน กัล ที่แทคติกน่าเบื่อ ส่งบอลไปมาๆหน้าประตูตัวเองเท่านั้น ซึ่งก็ไม่แปลกอะไร ที่แปลกสำหรับเรื่องนี้คือทำไมนักเตะของ "ปีศาจแดง" ถึงทำตัวเหมือนพนักงานบริษัททั่วไปอย่างที่ โชเซ่ มูรินโญ่ เคยให้สัมภาษณ์ว่าลูกทีมตัวเองผ่านสื่อ เฮนริค มคิห์ทาร์ยาน ที่อุตส่าได้รับโอกาสก็โยนทิ้งโยนขว้างแบบน่าเหลือเชื่อ จริงๆช่วงแรกก็เข้าใจได้อ่ะครับว่าเปิดด้วยเท้าซ้ายข้างไม่ถนัดแต่พี่แกก็ไม่ค่อยล็อคเข้าขวาแล้วเปิดซะด้วยสิ จะสังเกตุได้ว่าหากล็อกเข้าขวาเปิดจะได้ลุ้นกว่าเยอะแต่ 'มิคกี้' ก็ตั้งหน้าตั้งตาโยนด้วยเท้าซ้ายแบบนั้นเพื่ออะไร ? เกมรุกของพวกเขาเปิดเข้าใส่ทาง "นักบุญ" ได้ก็จริงแต่มันดูสะเปะสะปะมากเหลือเกิน ถ่ายออกข้างโยนเข้ากลางแล้วยังไง ? ขนาดมี โรเมลู ลูกากู อยู่ด้วยบางครั้งยังโขกไม่ได้ค่อยได้เลย นี่จะมาหวังพึ่งศูนย์หน้าไร้สัญชาตญาณอย่าง มาร์คัส แรชฟอร์ด เหรอ ลืมไปได้เลยครับ มันน่างงเหมือนกันที่ว่าเมื่อรู้แล้วว่าโยนติดตลอดแบบนี้แต่ทำไมไม่คิดจะเล่นมิติอื่นบ้างทั้งๆที่มีตัวจี๊ดอย่าง ลินการ์ด ที่พร้อมเล่นแบบจ่ายแล้วไปในกรอบเขตโทษซึ่งเราจะเห็นได้เสมอๆว่าเป็นหนึ่งในทีเด็ดของเขาเหมือนกัน หรือแม้แต่ อ็องโตนีย์ มาร์กซิยัล ที่ลงมาพร้อมกับเสียงเชียร์แต่ก็ไม่สามารถเจาะทลวงแนวรับไปได้เลย เอาจริงภาพการเซฟของ อเล็กซ์ แมคคาร์ทีย์ นายด่านของ เซาธ์แฮมป์ตัน นั้นผมกลับกลายเป็นว่าจำไม่ได้แต่การเซฟของ ดาบิด เด เคอา กลับจำได้ซะงั้นทั้งๆที่ "ปีศาจแดง" รูปเกมโหมบุกอยู่ตลอด นั่นอาจหมายความว่าพวกเขาบุกแบบน้ำๆไม่มีเนื้อเลย มันเหมือนกับมนุษย์เงินเดือนที่เตรียมจะลาออกจากที่เก่าไปหาที่ใหม่และทำงานให้จบๆไปเท่านั้น แต่เห้ย นี่คือทีมที่นักเตะได้รับค่าเหนื่อยสูงที่สุดในพรีเมียร์ลีกนะ สูงกว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซะอีก ทำไมมันถึงเกิดเรื่องแบบนี้ได้ อีกทั้งคนที่ค่าเหนื่อยสูงที่สุดกลับกลายเป็นว่าพยายามจะโขมยซีนลูกยิงของ เนมานย่า มาติช ด้วยการแหย่เท้ามันดื้อๆซะอย่างนั้น ทั้งๆที่เขาอยู่ได้ตำแหน่งล้ำหน้า ช็อตนี้ มาร์ติน คีโอว์น อดีตปราการหลังของ อาร์เซน่อล ถึงกับวิจารณ์ผ่านสื่อว่า ป็อกบา ไม่มีความเป็นมืออาชีพแม้แต่น้อย จริงอยู่ที่ว่าตอนนั้นไม่มีใครทราบหรอกว่าลูกมันจะพุ่งเข้าประตูมั้ย แต่จากมุมของ ป็อกบา นั้นเราจะเห็นได้ชัดว่าเขาน่าจะมองออกแหละว่าบอลมันกลิ้งเข้ากรอบหรือไม่ เสียงโห่ที่ดังกึกก้องในถิ่น โอล แทร็ฟฟอร์ด อีกครั้งนั้นบอกตามตรงผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเกิดขึ้นเพราะไม่พอใจนักเตะหรือไม่พอใจในตัว โชเซ่ มูรินโญ่ ทว่าภาพรวมที่ออกมานั้นมันก็ไม่ได้แปลกใจหรือประหลาดใจซักเท่าไรกับการกระทำครั้งนี้ของเหล่า 'เร้ด อาร์มี่ส์' ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลโค้ชหรือว่านักเตะ หวังว่าเสียงโห่ที่ได้ยินจะสามารถเปลี่ยนให้เป็นพลังในการกลับมาของขุนพล "ปีศาจแดง" ได้นะครับ ซึ่งถ้าหากไม่ทุกอย่างมันคงจะแย่ลงไปมากกว่านี้แน่ๆpic : zimbio