breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

กำลังรออะไรอยู่ ?

แปลกใจอยู่เหมือนกันกับผลงาน 3 นัดแรกของ เยอร์เก้น คล็อปป์ กับการโดดมารับงานกุมบังเหียน "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ซึ่งมันไม่ได้เป็นไปตามที่เหล่าสาวก 'เดอะ ค็อป' หลายต่อหลายคนวาดฝันเอาไว้ซักเท่าไรผลเสมอรวด ในนัดแรกยังพอจะเข้าใจได้ว่าการบุกไปเยือน "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย การนำ 1 คะแนนออกมาจากถิ่น ไวท์ ฮาร์ทเลน นั้นเป็นการเปิดตัวที่ไม่เลวนักแต่ใน ยูโรป้า ลีก กลางสัปดาห์กับ รูบิน คาซาน มันก็เริ่มเหม่งๆออกไป การได้ลงเล่นในบ้านครั้งแรก ภายใต้การกุมบังเหียนของกุนซือใหม่ชัยชนะคือสิ่งที่สำคัญที่สุดครับแต่ 'หงส์แดง' กลับทำได้เพียงแค่เสมอทีมจาก รัสเซีย 1-1 เท่านั้นมันทำให้ชัยชนะครั้งแรกยังคงต้องรอต่อไป มาในแมตช์ล่าสุดกับ เซาแฮมป์ตัน แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่แล้วในการโค่น "นักบุญ" ที่มี โรนัลด์ คูมัน นั่งรั้งบังเหียนอยู่แต่ผมเชื่อว่า 'เดอะ ค็อป' คงแอบลุ้นอะไรบางอย่างที่มันจะต้องออกมาจากตัว คล็อปป์ ในการปลุกเร้าอารมณ์ลูกทีมอย่างที่เราได้เห็นกันบ่อยๆตอนสมัยคุม โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ปรากฏว่ามันไม่ใช่เลย เกมมันทื่อ ไร้ความดุดันจริงๆ ดิว็อค โอริชี่ หัวหอกความหวังของ "หงส์แดง" ก็ทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน เปรียบเทียบก็เสมือนกับ เวย์น รูนี่ย์ ของคู่ปรับตลอดกาล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังไงอย่างนั้นแต่ คล็อปป์ ก็ดูออกจริงๆเพราะเปิดหัวมาครึ่งเวลาหลังเขาส่ง คริสติย็อง เบนเตเก้ ลงสนามในทันที และก็เป็นดาวยิงทีมชาติเบลเยี่ยมรายนี้เบิกสกอร์ให้กับ "หงส์แดง" ได้แต่สุดท้ายก็ต้องมาเหลวกับแนวรับที่พลาดในการประกบตัวจน ซาดิโอ มาเน่ วิ่งเข้ามาชาทสุดตัวไปแบบเจ็บปวดช่วงนาทีที่ 87 มันยังคงทำให้เหล่าสาวก 'เดอะ ค็อป' ต้องรอ 3 คะแนนต่อไปแบบเซ็งๆ แถมรูปแบบการเล่นก็ไม่ได้ตื่นเต้นเร้าใจอะไร ..... ก็พอจะยอมรับได้นะครับว่า คล็อปป์ เพิ่งเข้ามา กำลังสร้างอะไรใหม่ๆ กำลังปรับตัวกับอะไรใหม่ๆกับสิ่งที่ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ทิ้งเอาไว้ให้ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดีครับ ผมคิดว่าดาวเตะแต่ล่ะคนที่ บีร็อด เลือกเข้ามามันค่อนข้างโอเคฝีไม้ลายมือระดับ คล็อปป์ ที่เราเคยเห็นและจดจำกับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ นั้นยังไง ยังไง มันก็น่าจะออกมาดีกว่านี้สิ ? ผมได้ไปอ่านข่าวหนึ่งที่ เจมี่ คาราเกอร์ ออกมาบ่นกับฟอร์มการเล่นของ ลิเวอร์พูล ภายใต้การกุมบังเหียนของ คล็อปป์ แล้วก็อดเอามาคิดไม่ได้เหมือนกัน "ผมดู ลิเวอร์พูล ในยุคของ เยอร์เก้น คล็อปป์ มาตลอด 2 นัดครึ่ง" คาราเกอร์ กล่าวกลางรายการของ 'SkySports' ขณะช่วงพักครึ่งของเกมที่ ลิเวอร์พูล พบกับ เซาแฮมป์ตัน "เขาอาจจะเข้ามาพร้อมๆกับแนวฟุตบอลที่บอกว่าเป็นเฮวี่เมทัล แต่ผมดูมาตลอด 2 เกมครึ่งมันกลับมองเป็นว่านี่คือการร้องเพลงประสานเสียงในโบสถ์" "เชื่องช้า น่าเบื่อ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีความตื่นตัว เอ้อ ทุกๆอย่างโอเคเนอะ" ครับ นี่คือความในใจของอดีตปราการหลังแห่งถิ่น แอนฟิลด์ซึ่งมันก็อาจจะไปตรงใจใครหลายคนซะด้วยซ้ำ นี่คือนัดที่ 3 แต่ยังไม่เห็นการจูนระบบและสร้างฐานใหม่พอเป็นรูปเป็นร่างซักที กลางสัปดาห์นี้ (วันพุธที่ 28 ตุลาคม) ลิเวอร์พูล มีคิวจะพบกับ บอร์นมัธ ในศึก แคปปิตอลวัน คัพ แน่นอนว่านัดนี้ยังไงก็ต้องชนะครับ ซึ่งผมว่าอาจจะชนะชัวๆซะด้วยซ้ำไป นี่อาจจะเป็นนัดที่สิ้นสุดการรอคอยซักที แต่หลังจากนั้นเนี่ยน่าสนใจพอตัวเลยครับ หลังจากเล่นแคปปิตอลวัน คัพ ไปแล้ว "หงส์แดง" จะต้องออกไปเยือน "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ที่ฟอร์มบู่ถึงถิ่น สแตรมฟอร์ด บริดจ์ มันน่าสนใจหลากหลายเรื่องเลยทีเดียว 'แฮปปี้วัน' โชเซ่ มูรินโญ่ กับ 'นอร์มอลวัน' เยอร์เก้น คล็อปป์ มาปะทะกันในเกมที่ทั้งสองสโมสรต่างต้องการ "ชัยชนะ" ใน พรีเมียร์ลีก ให้ได้ทั้งคู่ แค่คิดก็มันส์แล้วเค.เค.pic : zimbio

ยลโฉม ! 18 ทีมตีตั๋วโชว์เพลงแข้งแดน 'ตราไก่' ศึก ยูโร 2016

เสร็จสิ้นกันไปซักทีสำหรับสัปดาห์แห่งทีมชาติซึ่งไคลแม็กซ์ของคอลูกหนังแห่งสยามประเทศอาจจะไปสนใจเกี่ยวกับพลพรรค "ช้างศึก" ทีมชาติไทย ที่บุกไปถล่ม "ดาวทอง" ทีมชาติเวียดนาม แบบไม่ไว้หน้า 3-0 ก็จริงแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมก็ขอทำสกู๊ปพิเศษเกี่ยวกับ 18 ชาติยุโรปที่ได้ไปเล่น ยูโร 2016 ที่ฝรั่งเศสแล้วกันนะครับกลุ่ม เอ มากลุ่มแรกก็มีเซอร์ไพรซ์เล็กๆเลยสำหรับรอบคัดเลือกคราวนี้เพราะว่า "อัศวินสีส้ม" เนเธอร์แลนด์ ตกรอบไปด้วยฟอร์มการเล่นแบบไม่น่าให้อภัยด้วยประการทั้งปวงแถมยังโดน สาธารณรัฐเช็ก บุกมาเชือดถึงถิ่น 3-2 ในนัดสุดท้ายผงาดคว้าแชมป์กลุ่มไปครองได้สำเร็จ ด้านอันดับที่ 2 อย่าง ไอซ์แลนด์ ต้องบอกเลยว่าตระกูล 'สัน' ทั้งหลายโชว์ฟอร์มได้ดีจริงๆและคู่ควรกับการเข้ารอบแล้ว และ ตุรกี เองก็มาแรงปลายปาดหน้า "อัศวินสีส้ม" ได้สิทธิ์ไปเล่นรอบเพลย์ออฟในที่สุดกลุ่ม บี เล่นได้สมราคากับการเป็นเจนเนอร์เรชั่นใหม่ที่น่าจับตามองสำหรับ "ปีศาจแดงแห่งยุโรป" ทีมชาติเบลเยี่ยม ที่สามารถรั้งอันดับที่ 1 ของกลุ่มนี้ได้สำเร็จซึ่งมันก็น่ารักน่าลุ้นเหมือนกันว่าพวกเขาจะไปได้ไกลขนาดไหนกับการแข่งรอบสุดท้ายปีหน้า สำหรับอันดับที่ 2 ในที่สุดพวกเขาก็ทำสำเร็จซักทีทางด้าน "มังกรแดง" ทีมชาติเวลส์ ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัยสตาร์ดังมากมายก็ไม่อาจผ่านเข้าไปเล่นรายการเมเจอร์ได้ซักทีจนสุดท้ายพวกเขาก็ปลดล็อคตีตั๋วเข้าไปโลดแล่นได้สำเร็จนับตั้งแต่ปี 1958 และอันดับที่ 3 ถึงแม้ว่า อิสราเอล จะดูมีลุ้นนิดๆแต่สุดท้ายก็เป็นทาง บอสเนียและเฮอร์เซโกวิน่า ที่ได้รับสิทธิ์ไปเล่นรอบเพลย์ออฟในที่สุดกลุ่ม ซี เต็งจ๋ามาแบบใสๆกันไปเลยสำหรับในกลุ่มนี้ที่ไม่พลิกโผเมื่อ "กระทิงดุ" ทีมชาติสเปน ผ่านข้าสู่รอบสุดท้ายได้ด้วยการเป็นแชมป์ของกลุ่มด้วยผลงานชนะ 9 แพ้ไปนัดเดียวเท่านั้น ส่วนอันดับที่ 2 อาจจะดราม่าซักเล็กน้อยเมื่อเป็นทางด้าน สโลวาเกีย หนึ่งเดียวในกลุ่มที่สามารถโค่น สเปน ไปได้ซึ่งพวกเขาสามารถเก็บชัยชนะในนัดสุดท้ายเหนือ ลักซ์แซมเบิร์ก 4-2 คว้า 3 แต้มตีตั๋วไปเล่นรอบสุดท้ายได้สำเร็จ ในกลุ่มนี้อันดับที่ 3 คือ ทีมชาติยูเครน จะได้รับสิทธิ์ไปเล่นในรอบเพลย์ออฟต่อไปกลุ่ม ดี กลุ่มแห่งความดราม่าจริงๆถึงแม้ว่าโคตรทีมดีกรีแชมป์โลกอย่าง "อินทรีเหล็ก" เยอรมันนี จะเข้าป้ายมาเป็นอันดับที่ 1 ด้วยผลงาน ชนะ 7 เสมอ 1 แพ้ 2 แต่เมื่อลองดูแต้มแล้วเบียดกันแบบยิกๆๆเลยทีเดียว โดยอันดับที่ 2 เหมือนกับเป็นโชคชะตาเพราะ โปแลนด์ กับ ไอร์แลนด์ ต้องมาตัดกันเองในนัดสุดท้ายหากใครชนะได้ผ่านรอบสุดท้ายเข้าไปเล่นที่ฝรั่งเศสซึ่งก็เป็นทางด้าน โปแลนด์ ที่บดเอาชนะไปได้แบบสนุกสนาน 2-1 และ "ยักษ์เขียว" ก็ต้องไปเล่นเพลย์ออฟตามระเบียบกลุ่ม อี มาแบบเหนือๆ ถึงแม้ว่าในกลุ่มนี้ "สิงโตคำราม" ทีมชาติอังกฤษ จะเป็นตัวเต็งอยู่แล้วแต่คงไม่มีคาดคิดหรอกครับว่าพวกเขาจะสามารถเก็บชัยชนะได้ 10 นัดรวดแบบนี้ แถมสถิติเสียไปเพียงแค่ 3 ประตูอีกต่างหากโหดจริงอะไรจริง อันดับที่ 2 ในกลุ่มนี้ก็ไม่พลิกอีกเช่นกันเพราะ สวิตเซอร์แลนด์ ถูกคาดหมายอยู่แล้วว่าน่าจะเบียดกับ อังกฤษ ชิงแชมป์ในกลุ่มนี้ ถึงแม้ว่าจะทำได้ไม่ค่อยลุ้นเท่าไรแต่ก็ตามเป้ายอดทีมจากแดนนาฬิกาตีตั๋วเข้ารอบได้สำเร็จ โดยมีทาง สโลเวเนีย รั้งที่ 3 ได้สิทธิ์ไปเล่นเพลย์ออฟกลุ่ม เอฟ จะบอกว่าพลิกล็อคเล็กๆก็ว่าได้สำหรับกลุ่มนี้เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ไอร์แลนด์เหนือ สามารถผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายได้ในฐานะแชมป์ของกลุ่มและเป็นการเข้าไปเล่นในทัวนาเมนท์ระดับเมเจอร์รอบ 30 ปีของพวกเขาเลยทีเดียว มาถึงอันดับที่ 2 คือ โรมาเนีย ที่เป็นหนึ่งชาติไม่แพ้ใครในรอบคัดเลือกถึงแม้ว่าจะชนะ 5 เสมอ 5 ก็ตามและ ฮังการี่ เป็นชาติที่ได้เข้าไปเล่นในรอบเพลย์ออฟ แต่กลุ่มนี้อดีตแชมป์เมื่อปี 2004 อย่างกรีซตกรอบไปแบบน่าละเหี่ยใจเหลือเกินกับการเป็นอันดับสุดท้ายด้วยผลงานชนะเพียงแค่นัดเดียวเท่านั้นกลุ่ม จี จัดหนักใส่เต็มและร้อนแรงเหลือเกินสำหรับ ออสเตรีย ที่โชว์ฟอร์มได้พลุ่งพล่านมากๆชนะ 9 เสมอ 1 ไม่แพ้ใครเลยเข้ารอบไปแบบสบายๆซึ่งจริงๆแล้วก็ผิดคาดผมเหมือนกันเพราะในตอนแรกผมมอง รัสเซีย กับ สวีเดน มากกว่าแต่เมื่อ ออสเตรีย ทำแบบนี้ก็ต้องยอมล่ะครับ ด้านอันดับที่ 2 ก็ได้แก่ รัสเซีย ที่เบียด สวีเดน เข้าวินตีตั๋วโดยไม่ต้องเหนื่อยในรอบเพลย์ออฟในที่สุดกลุ่ม เอช ไม่มีพลิกเช่นเดียวกันในกลุ่มนี้ที่ "อัซซูรี่" อิตาลี ที่เจ้ารอบไปด้วยสถิติไม่แพ้ใครแต่มันดราม่าตรงที่พวกเขาเอาชนะ นอร์เวย์ ไปได้ในนัดสุดท้ายส่งผลให้ โครเอเชีย ทำแต้มเบียดเข้ารอบสุดท้ายได้สำเร็จในฐานะอันดับที่ 2 ทั้งๆที่พวกเขาโดน ยูฟ่า ตัดไป 1 แต้มข้อหามีลายสวัสดิกะอยู่บนสนาม น่าเสียดายแทน นอร์เวย์ เหมือนกันที่ต้องมาเจอกับ อิตาลี ในนัดสุดท้ายพวกเขาจึงได้สิทธิ์ไปเล่นเพลย์ออฟแทนกลุ่ม ไอ แน่นอนว่ากลุ่มนี้ตัวเต็งก็สามารถเข้ารอบได้ตามระเบียบนั่นก็คือทีมชาติโปรตุเกส แต่ที่น่าชื่นชมก็คือ อัลแบเนีย พวกเขาสามารถผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายในรายการระดับเมเจอร์ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์จากชัยชนะเหนือ อาร์เมเนีย 3-0 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาทั้งๆที่เกิดเรื่องเกิดราวกับ เซอร์เบีย ซูฮกหัวใจจริงๆ ด้านอันดับที่ 3 ก็คือทีมจากแดนโคนม ทีมชาติเดนมาร์ก ที่ก็ไม่พลิกอะไรเท่าไรเพราะทาง เซอร์เบีย โดนตัดแต้มจนหมดลุ้นไปได้ซักพักแล้วกับเกมที่เกิดจราจลนัดที่พบกับ อัลแบเนีย ทำให้ไม่ได้มีดราม่าในนัดสุดท้ายอะไร สำหรับในรอบเพลย์ออฟนั้นการจับสลากจะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม นี้ส่วนการแข่งขันนั้นนัดแรกจะเล่นกันในวันที่ 12/13/14 พฤศจิกายน และนัดที่สองก็ตามมาติดๆในวันที่ 15/16/17 พฤศจิกายน ที่จะถึงนี้ *(อ้างอิงตามเว็บไซด์ 'uefa.com')เค.เค.pic : zimbio, UEFA EURO 2016

คำพูดของ มูรินโญ่ ที่สื่อได้หลายอย่าง ?

ควานหาชัยชนะไม่เจอเป็นนัดที่ 3 ติดต่อกันในทุกรายการเข้าไปแล้วสำหรับ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ภายใต้การกุมบังเหียนของ 'เดอะ แฮปปี้วัน' โชเซ่ มูรินโญ่ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่แทบจะไม่ได้เกิดขึ้นในสารระบบของกุนซือใหญ่ชาวโปรตุกีซนี้เลยแม้แต่น้อย ผมจำไม่ได้จริงๆครับว่าครั้งล่าสุดที่ มูรินโญ่ กุมบังเหียนไม่ว่าจะทีมไหนก็ตามผลงานตกต่ำแบบน่าใจหายขนาดนี้เกิดขึ้นล่าสุดเมื่อไรและกับทีมอะไร เพราะภาพลักษณ์ที่เราเห็นเขามาตลอดคือความยียวนพร้อมกับชัยชนะที่ได้มา ในพรีเมียร์ลีก 5 นัดหลังสุดพวกเขาชนะได้เพียงแค่นัดเดียวเท่านั้น ครับนัดเดียวเหนือ อาร์เซน่อล แต่นอกนั้นแพ้ไปถึง 3 เสมอ 1 มันเกิด 'เห้' อะไรขึ้น !? เท่าที่ผมสังเกตและติดตามผลงานของ เชลซี มาเกือบทุกนัดนั้นปรากฏว่าแผงหลังที่ได้ชื่อว่าเป็นต้นตำหรับ 'รถบัส' นั้นยุ่ยและแตกกระเจิงไม่มีชิ้นดีเลยครับ จอห์น เทอร์รี่ โรยราแบบชัดเจน บรานิสลาฟ อิวาโนวิช กลายเป็นบ่อน้ำมันตัวพ่อ แกรี่ เคฮิลล์ ก็กลายเป็นพึ่งอะไรไม่ได้ คูร์ท ซูม่า ฟอร์มก็ไม่เหมือนตอนถูกดันขึ้นมาใหม่ๆ .... มันทะลึ่งมาตกพร้อมกันแบบนี้จะทำยังไงได้ล่ะครับ ? อย่าว่ากระนั้นเลยกุนซือมากประสบการณ์อย่าง มูรินโญ่ จะทำอะไรไม่ได้จริงเหรอ ? จิตวิทยาที่บิ๊กบอสรายนี้แสดงออกมาผมคิดว่าเขาน่าจะกระตุ้นแผงหลังระดับประสบการณ์สูงแทบจะทุกคนแบบนี้ได้ไม่ยาก แต่ทำไมยิ่งกลับยิ่งออกทะเล ? ยิ่งคิดก็ยิ่งสงสัยล่ะครับว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับแคมป์ของ "สิงห์บลูส์" ตอนนี้ คำพูดของ มูรินโญ่ หลังเกมที่เปิดบ้านแพ้ให้กับ เซาแฮมป์ตัน นัดล่าสุดเล่นเอาผมอึ้งไปเหมือนกันเพราะว่ามันค่อนข้างจะตีความไปได้หลายรูปแบบ "มันเป็นช่วงเวลาประวัติศาสตร์ของสโมสรแห่งนี้เพราะว่าถ้าหากพวกเขาตัดสินใจไล่ผมออกพวกเขาจะไล่ผู้จัดการทีมที่ดีที่สุดเท่าที่สโมสรเคยมีมา" นี่คือคำพูดของ 'เดอะ แฮปปี้วัน' ที่โพล่งออกมา ซึ่งผมไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นประโยคแบบนี้ ก็จริงอยู่ที่ว่ามันเป็นตามสไตล์ของ มูรินโญ่ ผู้ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจในตัวเองแต่อีกนัยนึงคือสะกิดบอร์ดบริหารว่า 'อย่าเพิ่งปลดตนเองเลยนะ' ไม่มีใครเถียงหรอกครับว่าเขาคือผู้จัดการทีมที่ดีที่สุดของ เชลซี จริงๆเพราะกุนซือที่เข้ามารับงานแล้วคว้าแชมป์ได้เลยใน พรีเมียร์ลีก เนี่ยถ้าจำไม่ผิดก็ มู เนี่ยแหละที่สามารถทำได้เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ทั้งๆที่มีตัวพ่ออย่าง เซอร์ อเล็กส์ เฟอร์กูสัน และ อาร์แซน เวนเกอร์ ขวางทางอยู่ในตอนนั้น การออกมาพูดแบบนั้นมันอาจจะตีความได้ว่าเริ่มมีการถกเถียงหรือตัดสินใจอะไรบางอย่างเกี่ยวกับอนาคตของ มูรินโญ่ แล้วแบบนั้นเหรอ ? อีกทั้งกุนซือที่ว่างงานตอนนี้ก็มีทั้ง เจอร์เก้น คล็อปป์, คาร์โล อันเชล็อตติ, ฟาบิโอ คาเปลโล่ แต่ล่ะคนบิ๊กเนมสุดๆ .... มันเป็นคำถามที่แฟนของ เชลซี ไม่กล้าถามตัวเองมากที่สุดคำถามหนึ่งล่ะครับว่า "ต้องการให้ มูรินโญ่ ออกจากทีมหรือไม่ ?"เค.เค.pic : zimbio

ราฟา พร้อมแล้วรึยังที่จะทวงบัลลังให้ 'ราชัน' ?

การกลับบ้านเก่าของชายที่ชื่อว่า ราฟาเอล เบนิเตซ กลายเป็นประเด็นหลักในช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมาพร้อมกับข้อครหาที่ถาโถมเข้ามาใส่อยู่ตลอดว่า 'ดีพอ' แล้วงั้นเหรอสำหรับโคตรทีมอย่าง "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด สำหรับตัวผมนั้นก็เฉยๆนะครับ หากยังจำกันได้ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ เคยคลั่งคว้า คาร์ลอซ เคยรอซ ผู้ช่วยของ เซอร์ อเล็กส์ เฟอร์กูสัน ไปกุมบังเหียนโดยที่ยังไม่มีบารมีใดๆเลย ฉะนั้นกรณีของ ราฟา มันก็น่าลองดูเหมือนกัน อย่างที่ผมเคยเขียนไปแล้วว่า 'เอล บอส' หรือ ราฟา เนี่ยเป็นลูกหม้อแบบต้นตำหรับของ "ราชันชุดขาว" ตัวจริงเสียงจริงเพราะเขาเริ่มต้นอาชีพนักฟุตบอลก็กับสโมสรแห่งนี้ รวมทั้งงานโค้ชก็เริ่มต้นกับสโมสรแห่งนี้ แล้วทำไมเขาถึงจะหวนมารับเกียรติสูงสุดของอาชีพตัวเองไม่ได้ ? แต่หนทางมันก็ไม่ได้เดินด้วยกลีบกุหลาบ การเข้ามาของ ราฟา กลายเป็นว่าไม่มีสตาร์ดังเข้าสู้ เรอัล มาดริด เลยนะครับเมื่อลองเปิดดูการซื้อขายของ "ราชันชุดขาว" ในช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมา กีโก้ กาซิลญ่า, มาเตโอ โควาซิช และ ดานิโล่ คือผู้เล่นที่เข้ามาใหม่จริงๆจังๆ นอกเหนือจากนั้นพวก คาเซไมโร่, ลูคัว บาซเกซ, เดนิส เชอรีเชฟ คือเมื่อฤดูกาลที่แล้วส่งให้ทีมอื่นยืมตัวทั้งหมด มันก็น่าแปลกเหมือนกันที่ยังคงไว้ซึ่งผู้เล่นหน้าเดิมๆแถมอาจจะลดขนาดทีมซะด้วยซ้ำ ? การจากไปของ อิเกร์ กาซิยาส เป็นที่กล่าวขวัญทั่วโลก รวมถึงการปล่อยสตาร์ที่ไม่อยู่ในแผนการทำทีมอย่าง ฟาบิโอ โคเอนเทรา, ซามี่ เคห์ดิร่า, ลูคัส ซิลวา และ อาเซียร์ อิยาราเมนดี้ ออกไป มันก็เหมือนๆกับว่าปีนี้ "ราชันชุดขาว" ไม่ได้ทุ่มงบอะไรเลย ต่างจากกุนซือคนก่อนหน้าทั้ง โชเซ่ มูรินโญ่ และ คาร์โล อันเชล็อตติ เหมือนกันนะครับ ที่ในช่วงเวลานั้นซื้อแล้วซื้ออีก อยากได้ใคร เปเรซ จัดให้หมด เช่นตอนที่ มูรินโญ่ เข้ามาปีแรกฤดูกาล 2010-11 เปเรซ ก็รับขวัญด้วยการคว้า อังเกล ดิ มาเรีย, เมซุต โอซีล และ ซามี่ เคห์ดิร่า มาให้เลือกใช้งานและปรับจูนทีมใหม่กันส่วนตอน อันเชล็อตติ อย่างที่ทราบดีว่า แกเร็ธ เบล คือดาวเตะปีกพ่อมดก็ถูกซื้อมารับขวัญเช่นกัน ข้อจำกัดมันดูแตกต่างกันนะครับ หรือนี่คือสิ่งที่ ราฟา เลือกเองผมก็ไม่อาจทราบได้ แต่การที่สามารถรวมทีมโดยใช้ผู้เล่นแกนหลักชุดเดิมเกือบทั้งหมด แถมยังมีคนที่ออกมาเสียใจกับการจากไปของ อันเช่ แบบโต้งๆทั้ง เซร์คิโอ รามอส กลับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ อีกมันไม่ใช่เรื่องง่าย หากคุณไม่มีจิตวิทยาหรือบารมีที่ดี ดูเหมือนว่าในนัดแรก ราฟา จะยังทำไม่ได้ ผลเสมอกับน้องใหม่ สปอร์ติ้ง กิฆ่อน แบบ 0-0 ทำให้เขาโดนด่ายับ โดนด่าเละเทะ แถมยังมีข่าวขัดหูขัดตาออกมาตลอดอีกว่า ซุป'ตาร์ คนเก่ง โรนัลโด้ ไม่ยอมรับในตัว ราฟา มาเป็นระรอกๆอีก มันดูไม่สวยเอาซะเลย อืม .... แล้วยังไงต่อ ? หลังจากนั้น "ราชันชุดขาว" ชนะรวด 5 นัดติดต่อกันในทุกรายการยิงไป 18 เสียไปเพียงแค่ลูกเดียวและข่าวลือที่ออกมาในช่วงต้นก็ค่อยๆหายเข้ากลีบเมฆซะอย่างนั้น ครับ ต้องยอมรับเลยว่าตอนนี้ ราฟา สามารถ 'ทำได้' สามารถทำ เรอัล มาดริด ได้แถมยังทำสไตล์เดิมด้วยก็คือแผน 'โรเตชั่น' นักเตะอีกต่างหาก ตอนนี้ราชันกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่สวยหรูรั้งอยู่ในอันดับที่ 1 ของศึก ลาลีก้า ด้วยประตูได้เสียดีกว่า (แหงล่ะพี่แกล่อซักไป 14 เสียลูกเดียว) เซลต้า บีโก้ ที่มีคะแนนเท่ากัน ดูดีสดใสมีอนาคตเหมือนกันนะครับ ซึ่งก็ต้องติดตามรอดูว่าการกลับมาบ้านเก่าครั้งนี้ของราฟา และการเริ่มต้นที่ดูเหมือนว่าจะ 'สวยงาม' ครั้งนี้จะทำให้ เรอัล มาดริด ขึ้นมาครองบัลลังค์ลาลีก้า สเปน ได้อีกครั้งในรอบ 3 ปีได้หรือไม่ น่าลุ้นจริงจริงเค.เค.pic : zimbio

2 ประตูจากอนาคตและปัจจุบัน

ยินดีด้วยครับ ยินดีด้วยจริงๆสำหรับ เวย์น รูนี่ย์ หัวหอกกัปตันทีมของ "สิงโตคำราม" ทีมชาติอังกฤษ ที่สามารถทำลายสถิติอันอยู่ยั้งยืนยงของ เซอร์ บ๊อบบี้ ชาร์ลตัน ลงได้สำเร็จในวันอังคารที่ 8 กันยายน 2015 ด้วยวัยเพียง 29 ปีของ รูนี่ย์ เองและสถิติที่ 50 ประตูก็ดูเหมือนว่าจะยังคงเดินหน้าไปต่อได้เรื่อยๆเหมือนกันสำหรับประวัติศาสตร์ดาวยิงสูงสุดของดาวเตะจากค่าย "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รายนี้หลังจากที่รับใช้ทีมชาติมาอย่างยาวนาน 13 ปีเต็ม รูนี่ย์ ถูกเรียกติดธง 'ทรี ไลออนส์' ตั้งแต่ปี 2003 ด้วยวัย 17 ปีกับอีก 111 วันจากการให้โอกาสของ สเวน-โกรัน อิริคสัน และนับตั้งแต่ตอนนั้น 'หมูรูน' ก็ทำสถิติหน้าใหม่ให้กับวงการลูกหนังแดนผู้ดีด้วยการเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ยิงประตูให้กับทีมชาติอังกฤษได้ด้วยอายุ 17 ปี 317 วัน และประตูนั้นก็เกิดขึ้นในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปรอบคัดเลือกเหมือนกัน ประวัติศาสตร์การกระซวกประตูของดาวยิง 'หัวล้านใจน้อย' รายนี้เริ่มต้นได้อย่างมีมนต์ขลังและก็เดินหน้าต่อด้วยการพังประตูสำคัญๆช่วยให้ ทีมชาติอังกฤษ ทำผลงานได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะกับการแข่งขัน ยูโร 2016 รอบคัดเลือก ผลงานแข่ง 8 นัดชนะรวด 8 นัดเป็นอะไรที่โคตรจะดุดันและสุดยอดมากๆแถมการกระทุ้งตาข่ายไป 26 ดอกเน้นๆพร้อมกับเสียไปอีก 3 ลูกมันไม่ธรรมดาเลยครับสำหรับทีมชาติอังกฤษและมันน่าจับตามองขึ้นเรื่อยๆมา รอย ฮอดจ์สัน จะทำได้ดีต่อเนื่องขนาดไหน ตอนนี้ดูเหมือนทุกๆอย่างจะดำเนินไปอย่างราบเรียบราวกับโรยด้วยกลีบกุหลาบนะครับ เพราะสัญญาณที่ดีไม่ใช่เพียงแค่ รูนี่ย์ พังประตูประวัติศาสตร์แต่ยังคงมีศูนย์หน้าสายเลือดใหม่ที่ฟอร์มกำลังร้อนแรงและน่าจับตามองอยู่เหมือนกันสำหรับ แฮร์รี่ เคน ของ "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ เคน โชว์ฟอร์มได้ปรี๊ดปร๊าดมากยังถิ่น ไวท์ ฮาร์ทเลน จนยกระดับตัวเองจากศูนย์หน้าแบบ 'ธรรมดา' ทั่วไปก้าวขึ้นมาติดทีมชาติอังกฤษได้สำเร็จแถมสถิติยังยอดเยี่ยมไม่แพ้กับ รูนี่ย์ ด้วยนะเอ้อ 4 นัดจัดไป 3 ประตู ธรรมดาที่ไหนล่ะสำหรับพ่อหนุ่มวัย 22 ปีรายนี้ น่าจับตาครับ น่าจับตามองมากๆกับ สองดาวยิงที่เกิดทันเล่นในยุคเดียวกัน คนหนึ่งเดินหน้าล่าสถิติไปเรื่อยๆนับจากนี้ และอีกคนหนึ่งกำลังก้าวขึ้นมาอย่างเต็มตัวพร้อมกับมีแรงบันดาลใจ แรงกระตุ้นในการรับใช้ชาติอย่างเต็มเปี่ยมอยู่ใกล้ๆตัวแบบนี้ ขออย่างเดียวครับ ขอให้ เคน ยืนระยะตัวเองเอาไว้ให้ได้ อย่าเป็นเพียงผู้เล่นที่เดินเข้ามาแล้วจากไปเฉยๆโดยทิ้งความหวังจากแฟนๆเอาไว้ข้างหลัง ซึ่งถ้าหากทำได้ ยืนระยะได้เทียบเท่ากับ รูนี่ย์ เผลอๆ เคน นี่แหละครับจะขึ้นมารั้งตำแหน่งประวัติศาสตร์นี้แทน เพราะผมดูแล้วความเป็นเพชรฆาตของดาวยิงจาก สเปอร์ นั้นดูจะมีราศีกว่า รูนี่ย์ ซะอีกเค.เค.pic : Premier League, Mirror, zimbio, Telegraph Football

จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายก่อนตลาดปิด ?

ตลาดซื้อขายนักเตะใกล้ที่จะปิดตัวลงทุกทีแล้วนะครับ แฟนๆของบรรดายอดสโมสรชั้นนำในลีกยุโรปคงจะลุ้นหัวหมุนกันเลยในช่วงเวลานี้ หลายๆทีมเริ่มจะปิดตลาดของสโมสรกันไปบ้างแล้วแต่อีกหลายทีมนั้น 'ยัง' โดยเฉพาะกับบรรดายักษ์ใหญ่ในพรีเมียร์ลีกที่ตอนนี้ยิ่งเล่นก็เหมือนจะยิ่งแย่ทั้ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เชลซี และ อาร์เซน่อล ที่ต้องแก้ไขในจุดที่โดนแฟนๆของตัวเองด่ามาโดยตลอด สำหรับ ลิเวอร์พูล นั้นเหล่า 'เดอะ ค็อป' คงต้องลุ้นให้ทีมปรับสภาพเข้าหากันโดยไวเพราะ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ประกาศชัดแล้วว่าไม่น่าจะมีใครเข้ามาเสริมทัพอีกในตลาดหน้าร้อนครั้งนี้ แต่กับ "ปีศาจแดง" ที่แฟนๆต่างร้องขอศูนย์หน้าปิดบัญชีคนใหม่ที่ดีพอจะเข้ามาแย่งหรือไม่ก็ถีบ เวย์น รูนี่ย์ ให้กระเด็นหลุดออกจากตำแหน่งไปซักทีหลังกัปตันทีมรายนี้โชว์ฟอร์มแบบไม่กลับเข้าฝั่งซะอย่างนั้นในศึกพรีเมียร์ลีก ซัดแฮทริกใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ไม่ได้ช่วยให้ รูนี่ย์ มีความมั่นใจมากขึ้นแต่อย่างใดเลย การเล่นกับ สวอนซี ที่ผ่านมายังคงดูเก้ๆกังๆและ 'พึ่งพา' ไม่ได้ หากไม่ใช้ ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ที่รายนี้ความมั่นใจไม่เหลือแล้วก็ซื้อใหม่เถอะครับ เช่นเดียวกับ "ปืนใหญ่" ที่ดูเหมือนว่าตอนนี้จะเป็นกระแสเดียวกันคือ 'ยี้' ศูนย์หน้าของตัวเอง โอลิวิเยร์ ชิรูด์ สรุปได้ตอนนี้ว่าหล่อแต่หน้าตาทว่าลีลากับไม่เด็ดตาม ! สิ่งที่หายไปของ อาร์เซน่อล ในตอนนี้ก็คือการยิงประตู นับตั้งแต่หมดยุคพวก เอียน ไรท์, เธียรี่ อองรี, เดนนิส เบิร์กแคมป์ และ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ย์ ไปก็ไม่มีใครกระหน่ำชนิดที่ว่า 20 ตุงต่อฤดูกาลให้กับทีมได้อีก ซึ่งทีมระดับท็อปแบบ "ปืนใหญ่" สมควรที่จะมีนะครับศูนย์หน้าแบบนี้ที่ไม่ใช่ทั้ง ชิรูด์, วัลค็อตต์ หรือแม้แต่ เวลเบ๊ค ก็ตามที ด้าน เชลซี ที่เหมือนว่าจะลงล็อคไปก่อนชาวบ้านชาวช่องแต่ไปๆมาๆตำแหน่งปราการหลังตัวกลางกลับเป็นที่ต้องการในขณะนี้เพราะ จอห์น เทอร์รี่, คูร์ท ซูม่า และ แกรี่ เคฮิลล์ ทะลึ่งฟอร์มดร็อปพร้อมๆกัน อย่างที่เราได้เห็นในเกมพลิกแพ้ คริสตัล พาเลซ คาบ้านตัวเอง จอห์น สโตน เป้าหมายหลักทาง เอฟเวอร์ตัน ก็ดูเหมือนจะไม่ขาย งานนี้สุดท้ายไม่รู้จะหวยไปออกที่ใครแต่ทีมระดับ เชลซี ไม่น่าจะปล่อยให้ช่องโหว่ตรงนี้ไม่ถูกเติมเต็มเด็ดขาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้การกุมบังเหียนของ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่ยิ้มกริ่มมาเลยและอาจจะเพิ่งได้ตัว 'จิ๊กซอว์' คนสุดท้ายในฤดูกาลนี้ไปก็คือ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่คว้าตัว เควิน เดอ บรอยด์ กลับมาโลดแล่นใน พรีเมียร์ลีก ได้อีกครั้ง ลองนึกภาพตามนะครับ เดอ บรอยด์ ที่ฟอร์มยิ่งเล่นยิ่งฉายแสงมาผนึกในแดนกลางร่วมกับ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง และ ดาบิด ซิลบา โดยมี เซร์คิโอ อเกวโร่ ค้ำอยู่ในแดนหน้า แจ่มสุนัขสุดๆ เอ้อ แล้วยังมีมิดฟิลด์แบบ 'บ็อกซ์ ทู บ็อกซ์' อย่าง ยาย่า ตูเร่ อยู่ด้านหลังอีก อะไรมันจะกลมกลืนขนาดนั้น แค่ลองคิดดูก็ยิ่งอยากเห็น "เรือใบสีฟ้า" ชุดนี้เล่นด้วยกันแล้วครับ แต่เสียดายที่ตอนนี้ต้องมาโดนขั้นด้วยสัปดาห์ทีมชาติ เอาน่ะ ถึงแม้ตลาดกำลังจะปิดลงแต่สิ่งนี้มันหมายถึงว่าการแข่งขันที่ร้อนระอุกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้วเค.เค.pic : zimbio, Manchester City FC ‏

คุยกันหลังเกม : แบบนี้สิสมเป็นหมายเลข 7 !!

เชื่อว่าแฟนๆของ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อาจจะห่อเหี่ยวกับหมายเลขที่มีผู้สืบทอดมาแบบเจิดจรัสเปล่งประกายแสงมาตลอดอย่างหมายเลข 7 ที่ไล่เรียงมาในยุคที่ผมจำความได้ก็มี ไบรอัน ร็อบสัน, อิริค คันโตน่า, เดวิด เบ๊คแฮม และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ทั้งหมดที่กล่าวมาคือดาวเตะระดับดาวค้างฟ้าในนามสโมสร "ปีศาจแดง" ไปแล้วก่อนจะได้ ไมเคิ่ล โอเว่น เข้ามาสานต่อซึ่งเอาจริงๆผมคิดว่าไม่ขี้เหร่เท่าไรนะ เพียงแต่เขาไม่ได้เป้งป้างแบบตัวท็อปด้านบนแค่นั้นเอง ก่อนจะมาล้มเหลวโดยสิ้นเชิงกับ อันโตนิโอ วาเลนเซีย และ อังเกล ดิ มาเรีย ในรายแรกนั้นความกดดันเยอะไปแกไม่ชอบส่วนรายหลังนี่ช่างหัวมันเถอะครับ มาในฤดูกาลนี้ผู้รั้งตำแหน่งหมายเลข 7 คนใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้นและเป็นการกำเนิดแบบ 'วอนนาบี' ซะด้วยสิ เพราะอย่างที่ทราบกันว่าส่วนใหญ่นักเตะที่ใส่ก่อนหน้าจะเป็น 'ผู้ถูกเลือก' ซะมากกว่า 'ผู้เลือก' ล่ะครับ เมมฟิส เดอปาย ชูมือขึ้นสูงๆกับ หลุยส์ ฟาน กัล ออดอ้อนขอหมายเลขนี้ทันทีเมื่อรู้ว่า ดิ มาเรีย ออกไปหากินกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เรียบร้อยและเมื่อผมอ่านข่าวก็เอ้อไอ้นี่แปลกดี พร้อมที่จะรับความกดดันขนาดนี้กับฤดูกาลแรกเลยทีเดียว ซึ่งในงานเปิดตัว เดอปาย ก็ประกาศกร้าวชัดๆแล้วว่าอยากที่จะเป็นตำนานของโรงละครแห่งความฝันซึ่งเขาตัดสินใจเลือกเบอร์นี้ก็ไม่ผิดอะไร ผลงาน 2 นัดแรกใน พรีเมียร์ลีก อาจจะดูฝืดๆไปพอสมควรกับ เดอปาย ที่ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันซักเท่าไรก่อนที่จะมาเป้งตู้มเดียว 2 ดอกเน้นๆกับ คลับ บรูซ ในศึก ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก ซึ่งเป็นการยิงสไตล์แบบที่เราเคยเห็นกันบ่อยๆตอน แอชลี่ย์ ยัง รุ่งเรือง เลี้ยงด้านซ้ายล็อคเข้ากลางซัดด้วยขวาซุกก้นตาข่าย ดีครับ ถือว่าลีลาเด็ดอยู่เหมือนกันซึ่งในเกมกับ คลับ บรูซ ผมเริ่มได้เห็นการตัดสินใจที่แน่วแน่อีกครั้งของ หลุยส์ ฟาน กัล แล้ว ไมเคิ่ล คาร์ริค ทำเข้าประตูตัวเองและสิ่งที่ 'อ้วนปรัชญา' ลงโทษนั้นก็เปลี่ยนตัวออกตั้งแต่เริ่มครึ่งหลังโดยส่ง บาสเตียน ชไวสไตรเกอร์ ลงทำหน้าที่แทนทันที และนี่แหละครับมันจะช่วยกระตุ้นนักเตะในทีมทุกๆคนว่า 'อย่าพลาดนะมึง' เพราะว่าถ้าพลาดเมื่อไรมีคนพร้อมจะเสียบแทนแน่ๆ ต่างจาก เวย์น รูนี่ย์ เหมือนกันที่ดูเหมือนว่าจะโดดเดี่ยวในแดนหน้าและไร้คู่แข่งในตำแหน่งนี้เพราะ ฮาเวียร์ เอร์นานเดส หรือ เจมส์ วิลสัน ไม่ได้กดดันอะไรกัปตัน 'ล่องหน' เลยแม้แต่น้อยและ ฟาน กัล ก็คงไม่มีตัวเลือกมากนักหากคิดจะดร็อป รูน ให้รู้สึกตัวบ้าง คงต้องหาศูนย์หน้าเข้ามาบีบบังคับให้ รูนี่ย์ ถูกกระตุ้นบ้างละครับไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดปัญหาในระยะยาวก็เป็นได้เหมือนกัน ส่วน อัตนาน ยานาไซน์ พอได้รับโอกาส ยิงประตู ก็ได้ลงต่อเนื่องเป็นนัดที่สองแล้วและสถานการณ์นี้อย่างที่ผมบอกไปว่า 'อย่าพลาดนะมึง' ซึ่ง แอชลี่ย์ ยัง ก็ต้องนั่งตบยุงข้างสนามมา 2 นัดติด อีกทั้งในประเด็นของ ดาบิด เด เคอา ที่ 'อ้วนปรัชญา' ไม่ง้อจะไปก็คือไปแต่ถ้าไม่ไปก็ไม่ได้ลง เฉียบขาดจริงๆครับกับทีเด็ดในการคว้าตัว เซร์คิโอ โรเมโร่ เข้ามาซึ่งดีกรีที่ผ่านมาของเขานั้นไม่ธรรมดาและฝีมือเหนียวหนึบพอสมควรอย่างที่เราได้เห็นไป การตัดสินใจเด็ดขาดขึ้น พยายามเล่นระบบเดิมทุกนัด และเปลี่ยนแปลงผู้เล่นให้น้อยที่สุด ดูจะเริ่มต้นได้ค่อนข้างสวยเหลือเกินสำหรับ "ปีศาจแดง" แต่ก็ต้องตามกันยาวๆล่ะครับว่า หลุยส์ ฟาน กัล จะทำได้ดีขนาดไหน จะมีเสียงบ่นด่ามาให้เราเห็นกันเหมือนเดิมหรือไม่ แต่ตอนนี้ขอแสดงความยินดีล่วงหน้าละกันนะครับที่ "ปีศาจแดง" ได้เข้าไปโลดแล่นในรอบแบ่งกลุ่มอย่าง "ไม่เป็นทางการ" ซึ่งในนัดที่สองหากฟอร์มไม่ออกทะเลจริงๆพวกเขาคงไม่แพ้ คลับ บรูซ ถึง 2 ประตูแน่นอนเค.เค.pic : zimbio

3 กุนซือพรีเมียร์ลีกส่อโดนเด้งต้นฤดูกาลหากทีมฟอร์มกาก

กำลังจะระเบิดศึกฟาดแข้งกันในฤดูกาลใหม่กันแล้วสำหรับ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ซึ่งมาในวันนี้ผมก็ขอรวบรวม 3 ผู้จัดการทีมที่เก้าอี้ร้อนโดนเด้งตั้งแต่ยังไม่เปิดฉากมาให้ได้แฟนๆ 'Cheerball' คิดไปตามๆกันว่า จริงหรือไม่ ใช่หรือมั่ว ครับ3. โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ : เอฟเวอร์ตัน หลายๆคนอาจจะสงสัยว่าทำไมชื่อนี้ถึงโผล่ขึ้นมาได้ ซึ่งผมคิดว่าภาพที่เราติดตากันของ มาร์ตี้ นั้นคือในฤดูกาลแรกที่เข้ามาแทนตำแหน่งของ เดวิด มอยส์ ซะมากกว่าปี 2013-14 นั้นเขานำทีมผงาดรั้งอันดับที่ 5 บนตารางพรีเมียร์ลีก แต่ฤดูกาลล่าสุดมันกลับไม่ได้ดีต่อเนื่อง มาร์ตี้ ทำทีมได้เพียงแค่จบด้วยอันดับ 11 ของตารางแถมฟุตบอลถ้วยในประเทศก็ตกรอบไปอย่างไว อีกทั้ง ยูโรป้า ลีก ได้ลึกสุด 16 ทีมสุดท้ายเท่านั้นและมาในปีนี้ "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" เสริมทัพด้วยการคว้า ทอม เคฟเวอร์รี่ย์ กับ เคราร์ด เดโลเฟว เข้ามาความคาดหวังก็ต้องสูงขึ้นกว่าเดิมแน่นอน ซึ่งถ้าหากทำไม่ได้ก็น่าคิดเหมือนกันล่ะครับว่าอนาคตของ มาร์ตี้ จะยังอยู่ดีหรือไม่2. มานูเอล เปเยกรินี่ : แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คนนี้ไม่ต้องบอกก็พอจะรู้กันแน่ๆสำหรับนายใหญ่แห่ง "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เมื่อฤดูกาลที่แล้วกินแห้วหมดครบทุกการแข่งขันโดยเฉพาะกับ เอฟเอ คัพ และ แคปปิตอลวัน คัพ ที่ตกรอบ 4 ทั้งคู่ มันไวเกินกว่าที่ควรจะเป็น อีกทั้งกระแสข่าวการเข้ามากุมบังเหียนของ เป๊ป กวาดิโอล่า ที่ถาโถมเข้ามาตลอดตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว เพียงแต่ว่าผลงาน 'ดับเบิ้ลแชมป์' ในปี 2013-14 ยังคงทำให้เก้าอี้ของนายใหญ่ชาวชิลีรายนี้ไม่เด้งไปไหน แต่ถ้าหากเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ย่ำแย่สะดุดแบบสม่ำเสมอล่ะก็ผมคิดว่าไปแน่นอน1. เบรนแดน ร็อดเจอร์ส : ลิเวอร์พูล ไม่ต้องสืบไม่ต้องเดากันแล้วสำหรับเต็ง 1 ที่มีแรงกดดันมาจากเหล่า 'เดอะ ค็อป' ทั่วทุกสารทิศสำหรับ บีร็อด ที่ฤดูกาลก่อนคว้าน้ำเหลวในการคว้าสิทธิ์ไปเล่น ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก แบบโดนด่าทั่วโลก เพราะว่าการเสริมทัพถึง 7 รายแต่เสียตัวเป้งๆอย่าง หลุยส์ ซัวเรซ ไปเพียงแค่คนเดียวความคาดหวังของแฟนๆจึงไม่น่าจะแตกต่างอะไรกับปีที่พวกเขาคว้ารองแชมป์ได้ มาในปีนี้ "หงส์แดง" ยังคงจัดการเสริมทัพแบบเน้นๆเช่นเดิม 8 ราย (รวม ดิวอค โอริชี่ ที่เข้าสู่ทีมอย่างเป็นทางการ) พร้อมกับ 'โอกาส' ที่ได้รับจากทางบอร์ดบริหารหลังจากที่โดนกระหน่ำด่าแบบยับเยินช่วงปลายฤดูกาลที่แล้ว หากเริ่มต้นไม่สวย ฟอร์มบู่ อีกผมว่าชะตาของ บีร็อด ไม่น่าจะอยู่ยั้งยืนยงจนจบฤดูกาลแน่ จะสังเกตุได้ชัดเจนว่า 3 กุนซือที่ผมหยิบยกมานั้นจะเป็นผลพวงจากฤดูกาล 2013-14 ที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนทำให้เมื่อปีที่แล้วแฟนๆคาดหวังมากขึ้นแต่กลับคว้าน้ำเหลวไม่เป็นท่าจนโดนด่า โดนกดดันต่างๆนาๆ แต่ด้วยบุญบารมีทำให้พวกเขายังคงได้รับโอกาสและอยู่รอดมาได้ ซึ่งฤดูกาลนี้แหละครับจะเป็นตัวตัดสินชัดเจนเลยว่า 3 กุนซือจะ 'อยู่' หรือ 'ไป'เค.เค.pic : zimbio

ลองเอาเครื่องคิดเลขมาคิดตาม มูรินโญ่ !

เป็นประเด็นจุดไฟให้ร้อนรุ่มกันเลยทีเดียวเมื่อ โจเซ่ มูรินโญ่ ออกมาแขวะทาง อาร์แซน เวนเกอร์ ว่าช่วงนี้ใช้เงินเยอะเหมือนกันนะครับเจ๊ ! พร้อมกับท้าทายให้นักข่าวหรือผู้จัดการทีมคนอื่นๆที่สงสัยเอาเครื่องคิดเลขมาคิดฤดูกาลต่อฤดูกาลได้เลย อืม มันก็แปลกนะครับ เพราะในสายตาคอลูกหนังอย่างผมนี่ เวนเกอร์ คือกุนซือที่ขี้เหนียวที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นเลยนะครับ จะแตกต่างผู้จัดการทีมคนอื่นๆที่ถลุงเงินแล้ว ถลุงเงินอีก คว้านักเตะมากมายเข้าสู่ทีมแต่ก็ไม่ได้เรื่องอะไรเลย ผมไม่ได้หมายถึง ลิเวอร์พูล เลยแม้แต่นิดเดียวนะครับ แหม่ มาต่อเรื่อง มูรินโญ่ กัน นายใหญ่ชาวโปรตุกีซรายนี้ได้ยกตัวอย่างเป้งๆมาทั้งนั้นเกี่ยวกับการใช้สอยของ อาร์เซน่อล อย่าง อเล็กซิส ซานเชส, คาลัม แชมเบอร์ส, มาติเยอ เดอบูชี่ เป็นต้น ซึ่งก็จริงครับ "ปืนใหญ่" ถลุงเงินไปเยอะเลยทีเดียวเอาล่ะ ผมได้ลองเช็กข้อมูลเปิดเทียบกันปีต่อปีเลยนะครับ ผมจะนับตั้งแต่ฤดูกาล 2013-14 ที่ มูรินโญ่ กลับคืนสู่ พรีเมียร์ลีก อีกครั้ง ปีแรก เชลซี ภายใต้การกุมบังเหียนของ มูรินโญ่ จัดหนักคว้าตัวทั้ง อังเดร ชูร์เล่ 18.7 ล้านปอนด์, มาร์โก ฟาน กิงเกล 8 ล้านปอนด์, วิลเลี่ยน 30 ล้านปอนด์, คริสเตียน อัตซู 3.5 ล้านปอนด์ และ ซามูเอล เอโต้ 2 ล้านปอนด์ ในหน้าร้อน หน้าหนาวก็ยังคงจัดหนักอย่างต่อเนื่องทั้ง เนมานย่า มาติช 21 ล้านปอนด์, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ 11 ล้านปอนด์ และ คูร์ต ซูม่า 12.5 ล้านปอนด์ ส่วน อาร์เซน่อล ในฤดูกาล 2013-14 นั้นพวกเขาคว้า เมซุต โอซีล มาคนเดียวเป้งๆประมาณ 42.5 ล้านปอนด์ นั่นแหนะ เริ่มคิดกันแล้วล่ะสิครับว่า มูรินโญ่ นี่พูดเรื่อยเปื่อยรึเปล่า ในปีต่อมา 2014-15 เชลซี ยังคงเสริมโหดอยู่ดี เชส ฟาเบรกาส 27 ล้านปอนด์, ดีเอโก้ คอสต้า 32 ล้านปอนด์, ฟิลิเป้ หลุยส์ 15.8 ล้านปอนด์ และ โลอิค เรมี่ 10.5 ล้านปอนด์ อีกทั้งยังมี ฮวน กวาดาโด้ ในหน้าหนาวที่ 23.3 ล้านปอนด์อีก มาฟาก อาร์เซน่อล เมื่อปีที่ผ่านมานั้นน่าเหลือเชื่อเหมือนกันที่ เวนเกอร์ ทุ่มไม่ยั้งคว้า อเล็กซิส ซานเชส 30 ล้านปอนด์, มาติเยอ เดอบูชี่ 12 ล้านปอนด์, ดาวิด ออสปิน่า 3.2 ล้านปอนด์, คาลัม แชมเบอร์ส 16 ล้านปอนด์, แดนนี่ เวลเบ๊ค 16 ล้านปอนด์, คริสเตียน เบลิค 2.4 ล้านปอนด์ และ กาเบรียล เปาลิสต้า 11.3 ล้านปอนด์ มาครับถึงเวลากดเครื่องคิดเลขกันแล้ว ใน 2 ฤดูกาลหลังสุด มูรินโญ่ ถลุงเงิน เชลซี ไป 215.3 ล้านปอนด์ ส่วนทาง เวนเกอร์ ทุบกระปุก อาร์เซน่อล ไป 133.4 ล้านปอนด์ (***** ในทีนี้ราคาค่าตัวบางผู้เล่นทางสโมสรไม่เปิดเผยจึงขอหยิบยกการคาดการณ์ของสื่อมาใช้ประกอบซึ่งราคาที่แท้จริงไม่น่าจะผิดไปมากไปกว่านี้เท่าไร) ชัดเจนนะครับ ผมไม่รู้ว่า มูรินโญ่ พูดออกมาทำไมในเมื่อคิดออกมา "สิงห์บูลส์" ถลุงเงินแบบเทกระจาด ถ้าเกิดพูดกับทีมอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรือ ลิเวอร์พูล ก็ว่าไปอย่าง เพราะว่าทั้ง 3 สโมสรดังกล่าวใช้เงินซื้อตัวผู้เล่นตั้งแต่ตอน มูรินโญ่ กลับมาเยอะมากๆครับซึ่งถ้าหากลองคิดกันจนถึงปัจจุบันเนี่ย ยังไงก็เยอะกว่าแน่นอน แต่ผมขอข้ามไปเพราะ มู พูดถึง อาร์เซน่อล เท่านั้น ส่วนทาง เวนเกอร์ เองก็ไม่ได้น้อยหน้านะครับ ออกมาสวน มู เหมือนกันว่าปั้นนักเตะได้เท่าตนเองรึเปล่า ไม่ใช่ซื้อมาแล้วใช้งานให้ดูดีเพียงอย่างเดียว หมัดต่อหมัด กันก่อนศึก คอมมิวนิตี้ ชิลด์ ที่จะฟาดแข้งกันในวันที่ 2 สิงหาคม แบบนี้น่าสนใจดีนะครับ ทำให้เกมน่าดูขึ้นเยอะเลย !เค.เค.pic : zimbio