breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

คุยกันหลังเกม : ผู้ปลุก 'โรงละครแห่งความฝัน' ให้กลับมามีชีวิต

ยังจำในช่วงฤดูกาลก่อนกับเกมช่วงท้ายๆของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ลงเล่นในถิ่น โอล แทร๊ฟฟอร์ด หรือ 'โรงละครแห่งความฝัน' กันได้หรือไม่ครับ ? ผู้คนโหลงเหลง แฟนบอลไม่เข้ามาชม เสียงเชียร์ไร้อารม สุดแสนจะทนกับวิถี 'ปรัชญา' ของ หลุยส์ ฟาน กัล แน่นอนครับตอนนั้นเหล่าสาวก 'เร้ด เดวิลส์' ถึงขนาดทนไม่ได้มีเสียงโห่ออกมาชนิดที่ว่าดังออกกล้องแบบชัดเจน ตอนนี้มันแตกต่างออกไปแล้ว การเข้ามาของ โชเซ่ มูรินโญ่ นั้นผมว่าเท่านี้ก็เพียงพอต่อการเรียกแฟนๆให้กลับมาเต็มความจุของสนาม โอล แทร๊ฟฟอร์ด ได้อีกครั้ง แต่ถึงกระนั้นนายใหญ่ชาวโปรตุกีซก็ดึงดูดแฟนๆด้วยการซื้อนักเตะระดับโลกอย่าง ซลาตัน อิบราฮิมโมวิช และ ปอล ป็อกบา เข้ามาสู่ทีมได้อีก ไหนจะ เอริค ไบญี่ ที่โดดเด่นเหลือเกินหรือแม้แต่ เฮนริค มคิห์ตาร์ยาน ที่แฟนๆต่างอยากเห็นเขาลงเป็นตัวจริงเต็มๆซักเกมให้รู้แล้วรู้รอด แถมก่อนเกมที่จะโม่แข้งกับ "นักบุญ" เซาท์แฮมป์ตัน เนี่ย มูรินโญ่ ยังได้ปลุกใจเร้าแฟนๆให้ส่งเสียงเชียร์ตลอดทั้งเกมอีกต่างหาก ก็นั่นแหละครับนี่คือสไตล์ของ มู ที่เราได้เห็นกันมาตลอดว่าเขาไม่ได้มีดีแค่ปาก รวมถึงนักเตะสไตล์เดียวกันอย่าง อิบราฮิมโมวิช ที่ไม่ได้มีดีแค่ปากเช่นกัน หัวหอกไร้ค่าตัวรายนี้ยิงไป 3 จากการลงเล่น 2 นัดในพรีเมียร์ลีก เฮ้ย ! นี่คือศูนย์หน้าที่ผ่านร้อนผ่านหนาว นี่คือศูนย์หน้าที่ประสบความสำเร็จมาแบบนับไม่ถ้วนจริงๆเหรอ ? ยิ่งเล่นก็เหมือนยิ่งเป็นการตอกหน้า อาร์แซน เวนเกอร์ อยู่เหมือนกันนะครับที่เคยค่อนขอด อิบรา ว่าอาจจะแก่เกินไปสำหรับ พรีเมียร์ลีก ไม่ใช่แค่ ซลาตัน ครับที่ฟอร์มแจ่ม แต่การเข้ามาของ มูรินโญ่ เนี่ยมันเสมือนกับซื้อนักเตะใหม่ครบทั้ง 10 ตำแหน่งเลยก็ว่าได้ (เว้น เด เคอา ไว้คนนึงไอ้หมอนี่หนึบยังไงเหนียวอย่างนั้น) แฟนๆเห็น อันโตนิโอ วาเลนเซีย กับ ลุค ชอว์ เล่นมั้ยล่ะครับ ? หรือยกตัวอย่างชัดๆเลยอ่ะ มารูยาน เฟลไลนี่ ห้องเครื่องหัวฟูรายนี้โดดเด่นขึ้นมั้ย ? นี่แหละครับมิดฟิลด์ตัวรับ ตัวตัดเกมขนานแท้และผมก็คิดว่า มูรินโญ่ ไม่น่าจะขายออกจากทีมแล้วเพราะยิ่งเล่นยิ่งดีขนาดนี้ ขายยังไงไหวอ่ะ ? ที่ซวยก็น่าจะเป็นพวก มอร์กกาน ชไนแดร์ลิน หรือ อังเดร์ เอร์เรร่า ล่ะครับว่าจะอยู่หรือไปเพราะ ไมเคิ่ล คาร์ริค เพิ่งต่อสัญญาและก็ไม่มีวี่แววว่าจะต้องเก็บกระเป๋าออกจากทีมแต่อย่างใด ลองคิดดูการมีทั้ง ป็อกบา, คาร์ริค, เฟลไลนี่, ชไนแดร์ลิน และ เอร์เรร่า ส่วนตัวผมคิดว่ามันอาจจะมากไปนิดนึงสำหรับผู้เล่นในตำแหน่งเดียวกัน หากเก็บไว้หมดก็คงมีใครคนใดคนหนึ่งได้รับโอกาสลงสนามน้อยแบบน้อยมากๆ ตอนนี้การได้ดู ยูไนเต็ด เล่นมันเหมือนกับว่าเห็นดอกไม้ที่เหี่ยวเฉาและบอบช้ำกลับมาบานสะพรั่งอีกครั้ง ผ่านไป 2 นัดทำผลงานได้ดีขนาดนี้มีจุดติจุดด่าน้อยขนาดนี้ เห้ย ทำได้ไงอ่ะ ? คือทีมมันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากรึเปล่า ลองเทียบกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ครับง่ายๆเลยฟากโน้น เป๊ป กวาดิโอล่า ซื้อตัวมากระจุยกระจาย ถลุงเงินเป็นว่าเล่นเพื่อสร้างทีมใหม่แต่ มูรินโญ่ สร้างทีมจากฐานเดิมแถมทำให้แข็งแกร่งขึ้นอีกต่างหาก เออถึงแม้จะผ่านไปแค่ 2 นัดในลีกแต่ผมก็เริ่มจะยอมรับในตัวเฮียแกแล้วล่ะครับว่า "ไม่ได้มีดีแค่ปาก"เค.เค.pic : zimbio

คุยกันหลังเกม : อีหรอบเดิมอีกละ เวนเกอร์

เปิดฤดูกาลมาทีไร ทีมอื่นจะเดินหน้าไปขนาดไหน สุดท้ายเราก็ยังคงได้เห็นวังวนเดิมๆจากสโมสรที่คุ้นเคยอย่าง "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล นะครับ กี่ครั้งแล้วที่เราเห็นยอดทีมจากลอนดอนเหนือนิ่งเงียบในตลาดซื้อขาย คว้ามาได้ก็ดาวรุ่งรอวันเจิดจรัสหรือไม่ก็ดับวูบลงไป มีดีหน่อยที่คราวนี้พวกเขาคว้า กรานิต ชาก้า มาได้แต่หัววัน ทว่าแล้วยังไงต่อ ? แถมเกมนี้ก็ให้ประเดิมด้วยการเป็นตัวสำรองด้วย ตัวเดียวใช่ว่าจะอยู่เราเห็นแบบนี้มาก็แทบจะทุกฤดูกาล หรือจะยกตัวอย่างให้เห็นๆเลยซึ่งผมก็เชื่อว่าสาวก 'เดอะ กูนเนอร์ส' ทุกคนจำได้ติดตาติดใจเลยในฤดูกาล 2011-12 ตอนที่ทีมมีปัญหาหลายจุดแต่ อาร์แซน เวนเกอร์ ก็ไม่ซื้อตัวมาเสริมซักที สุดท้ายโดน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถลุงโหดไป 8-2 ในวันที่ 28 สิงหาคมก่อนตลาดจะปิด และสุดท้ายวันตลาดปิด 31 สิงหาคม ในปีนั้น เวนเกอร์ ก็จัดการกระชากตัวทั้ง ปาร์ค ชู-ยอง (คนนี้ 30 สิงหาคม), อังเดร ซานโต๊ส, แพร์ เมเตอร์ซัคเกอร์ และ มิเกล อาร์เตต้า มาร่วมทัพได้ทั้งหมด นั่นมันคืออะไร ? คือ อาร์เซน่อล เนี่ยค่อนข้างมีศักยภาพในตลาดซื้อขายนักเตะนะครับ แต่พวกเขาแค่ไม่เดินหน้าเท่านั้นเอง เวนเกอร์ ออกมาพร่ำบอกเสมอว่าหากใช่จริงๆก็พร้อมที่จะทุ่ม ไหนล่ะครับที่ใช่จริงๆ ? กอนซาโล่ อิกวาอิน ที่ตกเป็นข่าวกับ อาร์เซน่อล ตลอดสุดท้ายก็แล้วไงครับ ไหนล่ะกล้าทุ่ม ? ดู ยูเวนตุส สิครับรายนั้นกล้าจริงอะไรจริง 90 ล้านยูโรจิ๊บๆแค่นี้เอง มันบ่งบอกได้ว่าคำพูดของ เวนเกอร์ เนี่ยสุดท้ายแล้วไม่รู้จะเชื่อดีหรือไม่แต่ที่แน่ๆผมเชื่อเหลือเกินว่าในตอนนี้แฟนๆของ "ปืนใหญ่" 'บางคน' คงนึกเห็นด้วยกับคำพูดของ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่ค่อนขอด เวนเกอร์ มาตลอด อย่างในนัดเปิดหัวกับ ลิเวอร์พูล เนี่ยแน่นอน เวนเกอร์ รู้ดีกว่าทีมของเขามีปัญหาในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟเพราะว่า แพร์ เมเตอร์ซัคเกอร์ กับ กาเบรียล เปาลิสต้า เจ็บส่วน โลรองต์ กอสเซียลนี่ เองก็เพิ่งจะรับใช้ชาติมายังไม่ฟิตพอสำหรับการลงสนาม ไงล่ะครับ คาลัม แชมเบอร์ส กับ ร็อบ โฮลดิ้ง โดนไปเน้นๆ 4 ประตู ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ กับ ซาดิโอ มาเน่ ฉีกขาดกระจุย นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2009 นะครับที่ อาร์เซน่อล เสียประตูใน เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ถึง 4 ลูก แต่นัดนี้ผมก็ขอชื่นชมเลยครับว่าบรรดาขุนพล "ปืนใหญ่" สู้ไม่มีย่อท้อจริงๆเพราะการโดนไป 4-1 แล้วไล่มาเป็น 4-3 ได้เนี่ยจิตใจพวกเขาต้องแข็งแกร่งพอสมควร ส่วนฟาก "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ของ เยอร์เก้น คล็อปป์ ขอบอกเลยว่าดูเจ๋งสุดๆในจังหวะเปิดเกมรุกเข้าใส่ การได้ ซาดิโอ มาเน่ เข้ามานั้นวูบวาบหวือหวาไม่ใช่น้อยแถมตัว คูตินโญ่ เองก็เจิดจรัสตั้งแต่นัดแรกแบบนี้ลุ้นกันยาวๆล่ะครับว่าจะรักษาฟอร์มได้หรือไม่ ที่ตกเป็นจุดน่าติเล็กๆน้อยๆก็คงเป็นฟอร์มของ โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่ ล่ะครับที่ดูจะไม่เข้าขากับทาง 2 คนแรกซักเท่าไรเหล่า 'เดอะ ค็อป' คงต้องลุ้นให้ ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ หายกระดูกยุงซักทีหรือไม่ก็ให้ คล็อปป์ ดัน ดิว็อค โอริกี้ ขึ้นมาแทนไปให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย เปิดหัวมาได้สนุกตื่นเต้นและเร้าใจขนาดนี้ผมเชื่อว่าแฟนๆของ "หงส์แดง" จะชอบนะครับ มันอาจจะเป็นความรู้สึกให้กลับมาสดใสสดชื่นและคึกคักตั้งแต่ต้นฤดูกาลอีกครั้ง ผมไม่รู้นะครับว่าปีนี้พวกเขาจะสามารถทะยานขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้ท้าชิงแชมป์พรีเมียร์ลีกได้หรือไม่ แต่ที่รู้ๆคือตอนนี้ "ปืนใหญ่" คงต้องขยับขยายเดินหน้าในตลาดซื้อขายนักเตะให้ไวและถูกจุดที่สุด ไม่เช่นนั้นก็คงวนเวียนอีหรอบเดิมล่ะครับลุ้นที่ 4 ของตารางแน่ๆ และเสียงโห่จากแฟนๆหลังจากความพ่ายแพ้ใน เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ก็อาจจะดังมากกว่านัดนี้ก็เป็นได้เค.เค.pic :

คุยกันหลังเกม : เกือบไม่รอดแล้ว เป๊ป

เปิดหัวมาก็น่านิ่วคิ้วขมวดเป็นเลข 8 ซะแล้วสำหรับ เป๊ป กวาดิโอล่า กุนซือใหญ่ป้ายแดงของ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ดูเหมือนว่าอะไร อะไร ยังไม่เข้าที่เข้าทางตามที่ต้องการมากนัก ถึงอย่างนั้น 3 คะแนนที่ล้ำค่าก็ตกเป็นของ "เรือใบสีฟ้า" ได้ตามเป้าหมาย แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าแทคติกหรือรูปเกมจะเป็นไปตามที่นายใหญ่ชาวสแปนิชต้องการมากน้อยแค่ไหนเหมือนกัน เริ่มมานัดนี้เราก็ได้เห็นความเด็ดขาดของ เป๊ป อีกครั้งกับการตัดสินใจดร็อป โจ ฮาร์ท นายทวารดีกรีมือหนึ่งทีมชาติอังกฤษให้นั่งจับเจ่าอยู่ข้างสนามและส่ง วิลลี่ กาบาเยโร่ จอมหนึบชาวอาร์เจนไตน์เฝ้าเสาแทนในทันที รวมไปถึงการที่ไร้ชื่อของ ยาย่า ตูเร่ ทั้งตัวจริงและตัวสำรองซึ่งก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าสุดท้ายแล้วห้องเครื่องมันสมองรายนี้จะโยกย้ายไปอยู่กับสโมสรไหนเพราะว่าอายุอานามก็ไม่ใช่น้อย หุ่นก็เริ่มแผละขึ้นเรื่อยๆ แถมค่าเหนื่อยยังมหาศาลอีก น่าเห็นใจทีมรับเซ้งเหมือนกันนะครับ สิ่งที่แปลกใจมีเพียงอย่างเดียสำหรับนัดนี้กับ 11 ตัวผู้เล่นของ เป๊ป นั้นผมคิดว่าหลายๆคนน่าจะเห็นจุดเดียวกันนั่นก็คือตำแหน่ง เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ ที่เขาเลือกใช้บริการของ อเล็กซานเดอร์ โคลารอฟ แทนที่จะเป็น นิโกลาส โอตาเมนดี้ หรือ เฟร์นานโด ที่มีข่าวก่อนหน้า เอาน่ะ อย่างน้อยก็ทำหน้าที่ได้ค่อนข้างโอเคทดแทนตัวเจ็บที่หายไปอย่าง แวงซองต์ กอมปานี ได้ไหนจะได้เห็นปราการหลังคนใหม่ จอห์น สโตนส์ ที่ก็ดูไม่ตื่นสนามและทำท่าว่าจะเล่นเข้าระบบของ เป๊ป ได้แบบไม่เคอะเขินด้วย ส่วนที่น่าตกตะลึงอีกอย่างก็คือฟอร์มการเล่นที่จี๊ดจ๊าดได้ผิดจากฟอร์มที่เราเห็นใน ยูโร 2016 พอสมควรจนเป็นที่มาของประตูแรกและแน่นอน เฆซุส นาบาส ดาวเตะที่ดูเหมือนจะไร้อนาคตกลับกลายมาสดใสอีกครั้งหลังจากที่ลงมาแล้วอาจจะพูดได้ว่า 'เปลี่ยนเกม' จน ซิตี้ บดเอาชนะได้ และผู้เล่นที่เจิดจรัสที่สุดในสายตาของผมกับทีมนี้ของ เป๊ป นั้นคงเป็น แฟร์นันดินโญ่ ล่ะครับที่ลงมาช่วยเกมรับได้สุดติ่ง ควบคุมจังหวะของเกมเอาไว้ได้ ตำแหน่งที่เขาเล่นน่าจะดูคล้ายๆ ชาบี้ อลอนโซ่ ที่ บาเยิร์น มิวนิค นั่นแหละ ตำแหน่งนี้ค่อนข้างสำหรับคัญนะครับและหาก แฟร์นันดินโญ่ ดึงศักยภาพของตัวเองออกมาได้ตามที่ เป๊ป ต้องการเขาจะกลายเป็นสตาร์เกรด A ได้แบบง่ายๆเลยทีเดียว การได้รับชัยชนะหืดจับแบบนี้มันก็ใช่ว่าลูกทีมของ เป๊ป เล่นไม่ดี ไม่เป็นระบบหรืออะไร แต่ส่วนหนึ่งต้องยกเครดิตให้กับ เดวิด มอยส์ กุนซือใหม่ของ ซันเดอร์แลนด์ ด้วยเช่นกัน พวกเขาไม่มีลนลานอะไรแม้ว่าจะโดนนำไปก่อนตั้งแต่ 4 นาทีแรกจากลูกจุดโทษ พลพรรค "แมวดำ" ตั้งหน้าตั้งตาเล่นกันต่อไปแบบมีสมาธิโดยเฉพาะกับคู่ปราการหลัง ยูเนส กาบลู และ ลามิเน่ โกเน่ บอกเลยครับว่าแข็งแกร่งจริงๆ และถ้าหากทั้งสองคนรักษาฟอร์มได้แบบนี้เรื่อยๆนะครับ ปีนี้ยอดทีมจากแดนอีสานคงไม่ลุ้นหนีตกชั้นแบบที่ผ่านๆมาแน่ เอาล่ะครับ ถึงแม้ว่าการเปิดตัว เป๊ป ในพรีเมียร์ลีกมันอาจจะดูไม่ค่อยหวือหวา หรือเป็นไปในแบบที่แฟนๆต้องการมากนัก อย่างน้อยๆก็ได้ 3 แต้มมาตุนเอาไว้ในกระเป๋าก่อนก็ถือเป็นเรื่องดีแล้วล่ะครับเค.เค.pic : zimbio

7 เรื่องที่ไม่รู้ก็ได้กับ แซม อัลลาไดซ์

หลังจากที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการทีมชาติอังกฤษทาง 'SkySports' เขาก็ได้รวบรวมข้อมูลของ แซม อัลลาไดซ์ มาและผมก็ขอหยิบยกมาให้ได้อ่านเล่นๆเพลินๆกับบิ๊กบอสป้ายแดงแห่งขุนพล "สิงโตคำราม" กันครับ1. พ่อและแม่ของ แซม เป็นคนสก็อตดิช ใช่ครับ ถึงแม้ว่าประสบการณ์ที่ผ่านมาของ 'บิ๊กแซม' จะอยู่แต่ในอังกฤษมาทั้งชีวิตทั้งในฐานะนักฟุตบอลและผู้จัดการทีมแต่ถึงอย่างนั้น โรเบิร์ต และ แมร์รี่ พ่อกับแม่ของ แซม คือชาวสก็อตดิช2. เคยคุมทีมคู่รักคู่แค้นมา 2 ครั้ง 2 ครา อัลลาไดซ์ อาจจะไม่ใช่กุนซือที่คุมทีมระดับยักษ์ใหญ่แต่อย่างใดทว่าเขากลับเคยคุมทั้ง นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด และ ซันเดอร์แลนด์ ที่เป็นอริร่วมภูมิภาคเช่นเดียวกับ โบลตัน วันเดอร์เรอร์ส และ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ที่ไม่ได้ถูกกันแต่อย่างใด3. ลูกของ แซม ก็เคยเป็นอดีตนักฟุตบอล เคร็ก อัลลาไดซ์ ลูกชายสุดที่รักของ แซม เคยเป็นนักฟุตบอลให้กับ เปรสตัน และ แบล็คพูล แต่ก็ไม่สามารถเอาดีทางนี้ได้จนต้องแขวนสตั๊ดไปและตอนนี้ เคร็ก ก็ทำหน้าที่เป็น เอเยนต์นักฟุตบอลแทนแล้ว4. เป็นคนชอบเซ็นสัญญากับนักเตะเก่าๆ ตอน แซม เข้ามาคุม เวสต์แฮม เขาก็รีบเซ็นสัญญากับ โจอี้ โอไบรอัน และ อับดุลลาย ฟาย อดีตนักเตะของเขาที่ โบลตัน หรืออย่างตอนไป นิวคาสเซิ่ล และ เวสต์แฮม "บิ๊กแซม" ก็หนีบ เควิน โนแลน ไปด้วย5. สมัยเป็นนักฟุตบอลติดทีมยอดเยี่ยมของ PFA เป็นอย่างนั้นจริงๆ "บิ๊กแซม" ติดทีมยอดเยี่ยมสำหรับ 'ดิวิชั่น 4' ของ PFA สมัยลงเล่นให้กับ เปรสตัน ซึ่งในฤดูกาลนั้นเขาสามารถช่วยให้ทีมเลื่อนชั้นได้สำเร็จ6. ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ชีวิตของ "บิ๊กแซม" นั้นไม่ใช่ว่าจะมีแต่ฟุตบอลอย่างเดียว เมื่อครั้งยังเป็นนักฟุตบอล แซม เคยซื้อที่ดินขนาดเล็กๆก่อนที่จะขายออกเมื่อได้ผลกำไรที่ดีกว่า นอกจากนี้เขายังมีร้านขายอะไหล่รถยนต์และร้านอาหารเปียโนด้วย7. เคยทำทีมตกชั้นเหมือนกัน อย่างที่สื่อเคยประโคมไปชัดเจนว่า "บิ๊กแซม" ไม่เคยทำทีมไหนตกชั้นจากพรีเมียร์ลีกแต่ถึงอย่างนั้นเขาเคยคุมช่วงเวลาที่ น็อตต์ เคาท์ตี้ ตกชั้นแต่เขาก็เข้ามาสู่ทีมตอนที่ไม่สามารถคว้าชัยชนะได้เลยตลอด 18 นัดทว่า แซม กลับอยู่กับทีมต่อและสามารถพา น็อตต์ เคาท์ตี้ เลื่อนชั้นด้วยการเป็นแชมป์ดิวิชั่น 3 ได้ในฤดูกาลถัดไปในทันทีเค.เค.pic : zimbio, express

โชคชะตาของ โปรตุเกส ทั้งๆที่ทีมนี้ถูกเมิน ?

มันน่าประหลาดใจสุดๆสำหรับการผงาดคว้าแชมป์ ยูโร 2016 ของทีมชาติโปรตุเกส ทั้งๆที่ทีมชุดนี้ถูกมองว่าขี้เหร่ที่สุดในรอบ 10 ปีเลยก็ว่าได้ของพวกเขา แถมตัวโค้ชเองชื่อชั้นก่อนจะเข้ามารับงานก็ไม่ได้ดีอะไรเลย ครับ เฟร์นานโด ซานโต๊ส ที่ก็มีเทพนิยายคล้ายๆกับ เคลาดิโอ รานิเอรี่ เหมือนกันนะ ก็เพราะว่า ซานโต๊ส โดนไล่ออกจาก กรีซ นี่แหละครับ รานิเอรี่ เลยได้เข้าไปสานงานต่อซึ่งแน่นอนว่าทั้งคู่ทำผลงานได้ค่อนข้างแย่กับทีมจากแดนเทพนิยาย ทำให้มีเสียงวิจารณ์สุดโต่งเหมือนกันสำหรับการที่สมาคมฟุตบอลโปรตุเกสเลือก ซานโต๊ส เข้ามารับงานต่อจาก เปาโล เบ็นโต้ ว่าไม่มีคนที่ดีกว่านี้แล้วจริงๆเหรอ ? แถมผลงานในช่วงแรกของรอบแบ่งกลุ่มยังลุ่มๆดอนๆจะตกรอบเอาซะด้วยซ้ำนะครับสำหรับทีมของ ซานโต๊ส แต่ก็สามารถเอาตัวรอดมาได้ดื้อๆจากการเปลี่ยนกฏ 16 ทีมเป็น 24 ทีมของ ยูฟ่า นั่นแหละดวงเริ่มเข้าทางพวกเขาแล้วนิดๆตั้งแต่เปิดหัว ทีมชุดนี้มีดีอะไรเหรอ ? เออนั่นสิดียังไงฟะ ? หัวหอกหมายเลข 9 อย่าง เอแดร์ เนี่ยนะ ? หรือตำแหน่งปราการหลังที่เปรียบเสมือนบ้านพักคนชราที่มีทั้ง เปเป้ (33 ปี), ริคาร์โด คาร์วัลโญ่ (38 ปี), บรูโน่ อัลเวส (34 ปี), โชเซ่ ฟอนเต้ (32 ปี) และ เอลิซู (32 ปี) โอ้โหกันไปสิ หรือแม้กระทั่งตัวทำเกมหมายเลข 10 ที่ ซานโต๊ส เลือกใช้บริการของ ชูเอา มาริโอ เพลย์เมคเกอร์จาก สปอร์ติ้ง ลิสบอน ที่เชื่อว่าคอลูกหนังชาวไทยแทบจะไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำ จะมีก็แต่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ นั่นแหละครับที่พอเชิดหน้าชูตาได้บ้างเพราะเมื่อพูดถึงทีมชาติโปรตุเกสก็นึกถึงไอ้เจ็ทโด้เนี่ยแหละ มันเทียบอะไรกับพวกตัวเก่าๆที่โดนเรียกว่า 'ยุคทอง' ของวงการลูกหนังโปรตุเกส ไม่ได้เลยแม้แต่เสี้ยวนะครับหากดูถึงชื่อชั้น ..... แต่ยุคทองดังกล่าวทะลึ่งแพ้ต่อ กรีซ ในรอบชิงชนะเลิศปี 2004 นั่นแหละ มีใครบ้างน่ะเหรอ ? ก็พวก เดโก้, นูโน่ วาเลนเต้, เฟร์นานโด เคาโต้, เดโก้, เปาเลต้า, หลุยส์ ฟิโก้ และ รุย คอสต้า เท่านั้นแหละ ! ไหนจะมี คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับ ริคาร์โด คาร์วัลโญ่ 2 ดาวเตะที่หลงเหลือมาถึงปัจจุบันสมัยยังหนุ่มยังแน่นอีกต่างหาก ส่วนโค้ชก็เอ้อ หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ บุคคลที่เพิ่งพาทีมชาติบราซิลคว้าแชมป์โลกปี 2002 นั่นแหละครับ มองมุมไหนมันก็ไม่ใช่เนอะ ? อีกทั้งโมเมมตั้มของ ฝรั่งเศส ยังมาเต็มอีกต่างหากทั้ง กรีซมันน์, ชิรูด์ ไหนจะ มุสซ่า ซิสโซโก้, ดิมิทรี่ ปาเยต และ แบรส มาตุยดี้ ที่วิ่งหยั่งกะม้าตกมัน แต่ที่สุดแล้วเป็นยังไงล่ะครับ โปรตุเกส ซิวแชมป์ไปต่อหน้าต่อตาของแฟนๆชาวเฟร้นซ์ยังสนาม สต๊าด เดอ ฟรองค์ เฉยเลยแถมคนที่ยิงประตูชัยนี่ก็ เอแดร์ ซะด้วยนะ นี่แหละครับโลกฟุตบอลสมัยนี้ คุณไม่จำเป็นจะต้องเล่นต่อบอลสวยงามหรืออะไรก็ตามแต่ ด้วยความทุลักทุเลของ โปรตุเกส ที่ทะลึ่งหักด่านเข้าชิงแถมยิ่งกว่านั้นยังได้แชมป์อีก คงเป็นคำตอบได้ดีล่ะครับ ว่าโชคชะตานำพา และไม่อยู่ที่ชื่อชั้นของนักเตะ เพราะทุกๆอย่างมันอยู่ด้วย "ใจ" นั่นแหละเค.เค.pic : zimbio

รวมทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับชายที่ชื่อ ไรอัน กิ๊กส์

สำนวนทีท่ว่า 'งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา' ยังคงใช้ได้เสมอไม่ว่ายุคสมัยไหน ไม่ว่าจะเหตุการณ์อะไร และตอนนี้มันก็เกิดขึ้นกับชายที่มอบหัวใจให้กับสโมสรหนึ่งเดียวมาตลอดทั้งชีวิตที่ชื่อว่า ไรอัน กิ๊กส์ ตลอดระยะเวลาที่เจ้าตัวก้าวเข้ามาเป็นดาวเตะอคาเดมี่ของสโมสร ประสบความสำเร็จในฐานะนักเตะ และผันตัวมาเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีม แถมยังได้รับโอกาสก้าวขึ้นไปรั้งบังเหียนผู้จัดการทีมในช่วงระยะเวลาสั้นๆอีกต่างหาก หลายๆคนคงเข้าใจและรู้ดีว่าทุกวันนี้วงการลูกหนังมันเปลี่ยนแปลงไปยังไง แน่นอนมันหายากมากๆที่จะได้เห็นนักเตะซักคนอยู่กับทีมมาอย่างยาวนาน เอาจริงๆเมื่อพูดถึงตอนนี้ผมนึกออกแค่ ดานิเอเล่ เด รอซซี่ กับ ฟรานเชสโก้ ต๊อดติ ของ โรม่า นั่นแหละครับ เพราะซูปเปอร์สตาร์หลายคนเมื่อถึงบั้นปลายอาชีพพวกเขาเริ่มที่จะเลือกไปกอบโกยเงินทั้งในลีกสหรัฐอเมริกา ในจีน หรือแม้แต่ลีกตะวันออกกลางอย่างที่เราได้เห็นกันตามหน้าเวบไซด์กีฬาชื่อดังทั่วโลก เอาจริงๆผมก็แอบสงสัยเหมือนกันนะว่าทำไมอดีตดาวเตะเจ้าของฉายาอย่าง "ปีกพ่อมด" ไม่เคยมีข่าวหลุดออกมาในช่วงบั้นปลาย หรือเรื่องการย้ายทีมที่ผมจำได้แค่ว่า อินเตอร์ มิลาน พยายามจะคว้าตัวไปแค่ทีมเดียวเท่านั้น จะว่าฝีเท้าไม่ถึงก็ไม่ใช่ แต่มันก็เป็นคำถามที่ไม่จำเป็นจะต้องไปหาคำตอบ กิ๊กส์ ก็คือ กิ๊กส์ เขาเป็นบุคคลที่สมควรจะจบชีวิตการค้าแข้งในถิ่น โอล แทร๊ฟฟอร์ด แบบนี้แหละครับ แถมด้วยการซึมซับเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการเป็นโค้ช เป็นผู้จัดการทีมแล้วอีกต่างหาก การเลือกเดินออกไปในคราวนี้มันอาจจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องก็ได้นะครับภายหลังจากการอยู่ใน โรงละครแห่งความฝัน มา 29 ปีเต็มหากว่าในอนาคตเป้าหมายของ กิ๊กส์ คือขึ้นแท่นมาเป็นผู้จัดการทีมของสโมสรที่เปรียบเสมือนส่วนหนึ่งของชีวิตแล้วล่ะก็ ประสบการณ์นี่แหละครับคือตัวสำคัญและ กิ๊กส์ ก็จำเป็นจะต้องก้าวออกไปเมื่อกุนซือใหญ่ที่ชื่อ โชเซ่ มูรินโญ่ เข้ามา ทำไมถึงต้องเป็น มู เหรอ ? คิดในแง่ดีก็คือชื่อชั้นของ มูรินโญ่ เนี่ยมันแน่นอนครับว่าคือ 'ความสำเร็จ' และ กิ๊กส์ ก็ได้ผ่านงานผู้ช่วยมาแล้ว 3 ปีเต็มๆกับ เดวิด มอยส์ และ หลุยส์ ฟาน กัล ซึ่งหากจะให้อยู่ต่อเรื่อยๆมันก็ใช่เรื่อง ถึงเวลาแล้วครับที่จะให้บุคคลประวัติศาสตร์ของสโมสรออกไปหาประสบการณ์ เพื่อที่จะกลับมาเป็นตำนานอีกครั้งหากว่า 'โอกาส' นั้นมาถึงสถิติทุกสิ่งทุกอย่างของ ไรอัน กิ๊กส์แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก (2 สมัย) : 1998–99, 2007–08พรีเมียร์ลีก (13 สมัย) : 1992–93, 1993–94, 1995–96, 1996–97, 1998–99, 1999–2000, 2000–01, 2002–03, 2006–07, 2007–08, 2008–09, 2010–11, 2012–13เอฟเอ คัพ (4 สมัย) : 1993–94, 1995–96, 1998–99, 2003–04ลีก คัพ (4 สมัย) : 1991–92, 2005–06, 2008–09, 2009–10ยูฟ่า ซูปเปอร์ คัพ : 1991อินเตอร์คอนติเนนทัล คัพ : 1999 (สโมสรโลกเดิม)ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ : 2008คอมมิวนิตี้ ชิลด์ (9 สมัย) : 1993, 1994, 1996, 1997, 2003, 2007, 2008, 2010, 2013รางวัลส่วนตัวผู้เล่นยอดเยี่ยมของ PFA : 2008-09ผู้เล่นดาวรุ่งของ PFA (2 สมัย) : 1991–92, 1992–93ทีมยอดเยี่ยมของ PFA (6 สมัย) : 1992–93, 1997–98, 2000–01, 2001–02, 2006–07, 2008–09ทีมยอดเยี่ยมของศตวรรษของ PFA : 1997–2007เซอร์ แมตต์ บัสบี้ อวอร์ด : 1997-98ผู้เล่นยอดเยี่ยมของเวลส์ (2 สมัย) : 1996, 2006ผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำเดือนของ พรีเมียร์ลีก : กันยายน 1993, สิงหาคม 2006, กุมภาพันธ์ 2007สถิติและเกร็ดต่างๆ- ลงเล่นเยอะที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร 963 นัด- ยิงไป 168 ประตู- สัญญาฉบับแรกของ กิ๊กส์ เซ็นกันวันที่ 9 กรกฏาคม 1990- และสัญญาอาชีพฉบับแรกเกิดขึ้นตอนเขาอายุครบ 17 ปีในวันที่ 29 พฤศจิกายน 1990- ลงสนามครั้งแรกแทนที่ของ เดนิส เออร์วิน ที่บาดเจ็บในเกมพบกับ เอฟเวอร์ตัน เดือนมีนาคม 1991 - เกมนั้น ยูไนเต็ด แพ้ 1-0- กิ๊กส์ ยิงประตูแรกได้ในการลงสนามเป็นตัวจริงครั้งแรกในเกมพบกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และทีมชนะไป 1-0 ใน โอล แทร๊ฟฟอร์ด- หากรวมการลงสนามใน ดิวิชั่น 1 กิ๊กส์ จะลงเล่นให้ ยูไนเต็ด ทั้งหมด 672 นัด- กิ๊กส์ ลงสนามใน พรีเมียร์ลีก ไปทั้งหมก 632 นัดมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของเกาะอังกฤษ- กิ๊กส์ ยิงประตูต่อเนื่องกัน 22 ฤดูกาล แต่ในปีสุดท้ายที่ลงเล่น (2013-14) เขาไม่สามารถยิงได้- ภายหลังจากที่ กิ๊กส์ ได้รับตำแหน่งแทน เดวิด มอยส์ เขาเลือกที่จะเปลี่ยนตัวเองลงสนามในเกมที่พบกับ ฮัลล์ ซิตี้ และเป็นนัดสุดท้ายของตนเองในฐานะนักฟุตบอล- ในเกมที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เอาชนะ เชลซี ได้ในรอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก คือเกมที่ กิ๊กส์ ทำสถิติลงสนามเทียบเท่า เซอร์ บ๊อบบี้ ชาร์ลตัน- กิ๊กส์ คว้าถ้วยรางวัลได้ 34 โทรฟี่ส์ เยอะที่สุดในประวัติศาสตร์ของฟุตบอลอังกฤษ- 13 ประตูคือจำนวนที่ กิ๊กส์ ยิงได้เยอะที่สุดต่อ 1 ฤดูกาล (1993-94)- แชมป์แรกของ กิ๊กส์ คือ ยูโรเปี้ยน ซูปเปอร์ คัพ ในเกมที่ ยูไนเต็ด ชนะ เร้ด สตาร์ เบลเกรด ปี 1991- แชมป์สุดท้ายคือ คอมมิวนิตี้ ชิลด์ ในปี 2013- กิ๊กส์ ได้ใบแดงจากการเล่นให้ทีมชาติเวลส์ในปี 2001 ก่อนที่เขาจะโดนใบแดงจากการเล่นให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด- กิ๊กส์ เป็นนักเตะเพียงคนเดียวที่ยิงประตูใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้ 16 ฤดูกาล- กิ๊กส์ ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น OBE ในปี 2007- กิ๊กส์ มีเทสติโมเนี่ยลแมตช์ของตัวเองกับ กลาสโกว์ เซลติก ซึ่งตอนนั้นเขาอายุเพียง 29 ปีเค.เค.pic : Mirror

4 เรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้นใน ยูโร 2016

การแข่งขัน ยูโร 2016 ได้ดำเนินไปพ้นรอบแบ่งกลุ่มเรียบร้อย ซึ่งเวลานี้ทุกท่านก็คงทราบกันไปแล้วว่ามีทีมใดบ้างที่ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ กระนั้นนอกเหนือไปจากความสนุกบนพื้นสนามแล้ว การแข่งขันในครั้งนี้ยังมีสิ่งที่น่าไม่น่าเกิดขึ้น ซึ่งสะท้อนเรื่องระบบการรักษาความปลอดภัยของรายการใหญ่ครั้งนี้ด้วยเช่นกัน โดยจะมีอะไรบ้างมารับชมกันเลยครับ...1.แฟนบอลตีกัน แน่นอนฟังดูแล้วอาจจะเป็นเรื่องธรรมดาๆ แต่หากดูกันตามความเป็นจริงแล้วเรื่องของแฟนบอลตีกันนับเป็นสิ่งที่สะท้อนเรื่องการดูแลรักษาความปลอดภัยในศึก ยูโร 2016 เลยก็ว่าได้ ซึ่งตั้งแต่เริ่มนัดแรกมาจนถึงปัจจุบันก็มีข่าวแฟนบอลตีกันเกิดขึ้นหลายต่อหลายหน เริ่มตั้งแต่การทะเลาะกันกลางเมืองอย่างดุเดือดของแฟนบอล อังกฤษ และ รัสเซีย จนตำรวจต้องใช้แก๊สนํ้าตาเพื่อรักษาความสงบอีกด้วย อย่างไรก็ตามแม้จะดูเหมือนว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยความสงบแล้ว แต่หลังจากนั้นไม่นานนักเกมการเจอกันระหว่าง "ทรีไลออนส์" พบกับ "หมีขาว" ก็เกิดความโกลาหลขึ้นอีก เมื่อแฟนบอลชาวรัสเซียได้โหมเข้าใส่แฟนบอลของแดนผู้ดีอย่างหนักช่วงท้ายการแข่งขัน ส่งผลให้เกิดเสียงวิพากย์วิจารณ์ขึ้นมาอย่างหนักและทาง สหพันธ์ลูกหนังยุโรป (ยูฟ่า) ก็ได้จัดการคาดโทษพร้อมปรับเงินเป็นที่เรียบร้อยด้วยเช่นกัน2. การจุดพลุแฟร์ การจุดพลุแฟร์กลายเป็นเรื่องที่เห็นได้บ่อยครั้่งมากในการแข่งขัน ยูโร ครั้งนี้ หลังแฟนบอลจากหลากหลายเชื้อชาติต่างพร้อมใจพากันนำเอาพลุเจ้าปัญหาเข้าไปในสนามและบางครั้งก็สร้างความวุ่นวายให้กับเกมบนสนามด้วยการขว้างปาไปยังพื้นหญ้าอีกด้วย เรื่องนี้นับเป็นอีกสิ่งที่น่าสนใจว่าเหล่าการ์ดรักษาความปลอดภัยปล่อยให้นำเข้ามาได้อย่างไร ทั้งที่พวกเขาเฝ้าระวังอย่างหนัก หลังถูกก่อการร้ายเมื่อปลายปีที่แล้วแท้ๆ... ส่วนจังหวะที่ติดตามากที่สุดคงหนีไม่พ้นเกมที่ โครเอเชีย เสมอกับ เช็ก ไปด้วยสกอร์ 2-2 ซึ่งในแมทช์นั้นทาง "ตราหมากรุก" เกือบจะคว้าชัยชนะเหนือคู่แข่งได้สำเร็จอยู่แล้ว กระนั้นอยู่ๆแฟนบอลชาวโครแอตกลับขว้างพลุแฟร์ลงมากลางสนามจนเป็นเหตุให้การแข่งขันต้องหยุดลงกลางคัน ระยะหนึ่ง ก่อนท้ายที่สุดเป็น โทมาส เนซิด ที่ซัดจุดโทษช่วย เช็ก ตีเสมอไว้ได้ในนาทีสุดท้าย นับว่าแฟนบอลของแข้ง โครเอเชีย ทำให้ชาติของตัวเองต้องมาเสียจังหวะได้เปรียบไปเองจริงๆและสุดท้ายก็ได้แค่เพียงแบ่งแต้มกันไปเท่านั้น3. แฟนบอลบุกสนาม แน่นอนว่าแฟนบอลจากทั่วทุกมุมโลกยิงรักลูกหนังมากเท่าไหร่ก็ยิ่งอยากจะแชะภาพร่วมกับนักเตะในดวงใจกันทั้งนั้น เช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่มีแฟนบอลรายหนึ่งวิ่งเข้ามาบนสนามเพื่อทำการถ่ายภาพร่วมกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดาวยิงของ เรอัล มาดริด ก่อนจะถูกหามตัวออกไปตามระเบียบ ซึ่งนอกจากสร้างความอิจฉาให้แฟนบอลคนอื่นๆแล้ว ยังเป็นการสร้างความลำบากใจต่อสมาคมฟุตบอลของแดนฝอยทองด้วย เนื่องจากโดน "ยูฟ่า" สั่งปรับไปเป็นที่เรียบร้อยนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีแฟนบอลชาวโครแอตอีกหนึ่งรายด้วยเช่นกัน ที่ตัดสินใจวิ่งฝ่าแนวกั้นและการ์ดเข้ามาบนสนามเพื่อแสดงความดีใจต่อ "ตราหมากรุก" หลัง ลูก้า โมดริช ทำประตูใส่ ตุรกี คว้าชัยเกมแรกไปได้สำเร็จ ซึ่งแม้จะสร้างความฮือฮาได้อย่างมาก แต่มันก็สะท้อนเรื่องความปลอดภัยได้เป็นอย่างดี ลองคิดดูว่าหากเป็นผู้ร้ายถือของมีคมกระซวกเข้าไปคาคอของนักเตะมันจะเป็นอย่างไรบ้าง....4. การเสียชีวิต มาถึงเรื่องสุดท้ายที่ดูจะไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับเรื่องระบบรักษาความปลอดภัยสักเท่าไหร่ แต่ค่อนข้างเป็นอุทาหรณ์ต่อแฟนบอลหลายท่านได้เป็นอย่างดี เมื่อมีแฟนบอลชาวไอร์แลนด์เหนือได้เสียชีวิตลงไปเซ่นการแข่งขันรายการนี้ หลังรายแรกเป็น ดาร์เรน ร็อดเจอร์ส ชายหนุ่มวัย 24 ปีได้พลาดพลัดตกรั้วกั้นชายหาดสูงถึง 8 เมตร ขณะที่หนุ่มใหญ่วัย 60 ปีได้เกิดเหตุหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันขึ้น ซึ่งแม้จะได้รับการปฐมพยาบาลในทันที แต่สุดท้ายก็ยื้อชีวิตเอาไว้ไม่ได้ นับเป็นอีกเรื่องน่าเศร้าที่ไม่น่าเกิดขึ้นเลยจริงๆ....Credit Pic : Zimbio, PA, The Sun,BBC

คุยกันหลังเกม : ประสบการณ์ของ 'อัซซูรี่' เม่งโคตรเจ๋ง

ก่อนการแข่งขันศึกชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปว่ากันตามตรงผมไม่ได้มอง อิตาลี อยู่ในสายตาเลยด้วยซ้ำว่าจะเป็นเต็งคว้าแชมป์ได้ หรือแม้แต่ผ่านเข้ารอบลึกๆก็ตาม มองว่าเป็นม้ามืดกลายๆซะด้วยซ้ำไป ทำไมน่ะเหรอ ? เห้ย ดูแต่ล่ะตัวสิอายุอานามปาไปเท่าไรแล้ว ? ลงเล่นมาแล้วตั้งเท่าไร แถมนัดแรกเจอพลังหนุ่มของ เบลเยี่ยม อีกจะไปเหลืออะไรล่ะพี่น้อง 11 ผู้เล่นที่ลงสนามมาอีกโห 4 แก่คุมหลัง บุฟฟ่อน, บาร์ซาญี่, คิเอลลินี่, โบนุชชี่ มีระส่ำบ้างล่ะมาเจอ ลูกากู, เดอ บรอยน์ และ อาซาร์ เห้ยหรือแบบคู่หน้านี่อะไร ? ศูนย์หน้าตัวรับนี่หว่า เอแดร์ สากแห่งงูใหญ่หรือ เปลเล่ ที่ยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ ผมคิดผิดหมดเลยครับ ระบบ ระเบียบ ความมุ่งมั่น ไม่เคยจางหายไป ทุกๆคนมุ่งมั่นเกินร้อยเมื่อได้รับการแต่งตั้งเป็น 23 คนสุดท้ายในฐานะขุนพล "อัซซูรี่" คนที่ไม่คาดคิดว่าจะยิงประตูได้ คนที่ผมคิดว่าส่งลงมาไมนิ ? อย่าง จัคเครินี่ กลับทำผลงานได้งามๆเลยครับจับบอลได้นิ่มนวลแถมยิงอย่างมั่นคง โอ้โหนี่น่ะเหรอดาวเตะที่สโมสรเคยอยู่กับ ซันเดอร์แลนด์ และล่าสุดก็กับ โบโลญ่า อันโตนิโอ คอนเต้ มีวิธีใช้จริงๆ สิ่งที่ได้เห็นในวันนี้แบบจ่ะๆเต็มสองตาคือ 4 แก่ที่ผมกล่าวไปข้างต้นล่ะครับ โคตรเหนียว เหนียวแน่นจริงๆ เจาะกำแพงเหล็กยังง่ายกว่านี้เลยผมว่า การตั้งรับของ อิตาลี เป็นระบบและเป็นระเบียบมากๆเมื่อได้เกมรุกพวกเขาจะปรับไปเป็น 3-5-2 แต่เมื่อเกมรับแล้ว 5-3-2 ในทันที วิงแบ็คสองข้างก็ทำหน้าที่ได้อย่างรู้งานและไม่เคอะเขิน ไหนจะตัวอย่าง ปาโรโล่ กับ จัคเครินี่ ลงมาไล่บอลอีก พร้อมกับการที่พวกเขามี ดานิเอเล่ เด รอซซี่ เปรียบเสมือนเขื่อนที่คอยตัดน้ำไม่ให้ผ่านเข้าไปถึง บาร์ซาญี่, คิเอลลินี่ และ โบนุชชี่ เร็วจนเกินไป ทุกๆอย่างมันคือระบบ ทุกๆอย่างมันคือ อิตาลี ที่คุ้นเคย ทุกคนทำตัวเป็นประโยช์ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ อย่าง เอแดร์ ที่ผมแซวไปจังหวะตัดเกมของแกนี่ต้องยกให้เลยจริงๆแถมโดนเหลือง คอนเต้ ก็เปลี่ยนตัวออกทันทีอีกต่างหาก สำหรับ "ปีศาจแดงแห่งยุโรป" ในนัดนี้ทำอะไรก็ดูเหมือนจะพลาดกันไปหมดจะมีเข้าตาก็แค่ เอแด็น อาซาร์ ที่จี๊ดจ๊าดไม่เปลี่ยนรวมถึง เควิน เดอ บรอยน์ ที่จังหวะโยนเข้าไปกลางยังคงได้ลุ้นเสมอ แต่นัดนี้บุคคลอย่าง โทบี้ อันเดอร์ไวเรลด์ ไม่เตะตาเลยรวมทั้ง โรเมลู ลูกากู ที่เล่นไปเรื่อยๆทำท่าว่าจะเป็นการลดค่าตัวของเขาเองซะอย่างนั้น จับบอลลั่น ทำบอลออก ยิงไปติด ล่กไปหมด คือ ลูกากู ในนัดนี้ แม้ว่า มาร์ค วิลม็อตส์ จะส่ง โอริกี้ ลงมาแก้เกมแต่หัวหอกจาก ลิเวอร์พูล ก็ไม่ได้ทำอะไรได้ดูดีขึ้นเลยแถมมีช่วงที่ไปขัดจังหวะเพื่อนแบบเน้นๆถึง 2 ครั้ง 2 คราอีกต่างหาก คือทำอะไรก็ดูติดโน่นนั่นนี่ไปหมด ต่างจาก อิตาลี จริงๆครับที่ไม่ว่าใครก็ดูทำงานได้ดีไปหมดแม้แต่ มัตเตโอ ดาร์เมียน ที่แทบจะไม่ได้เห็นเขาโผล่ออกมาเลยแต่อย่าลืมครับว่า "อัซซูรี่" คือทีมที่เป็นทีมจริงๆ อิตาลี ก็ยังคงเป็น อิตาลี อยู่วันยังค่ำ เจ๋งจริงๆยอมรับเลยเค.เค.pic : zimbio

คุยกันหลังเกม : สิงห์สนามจริงต้อง "อินทรีเหล็ก"

เมื่อผมกางดูโปรแกรมที่ผ่านมาของทีมชาติเยอรมันนีในเกมลับเกือกก่อนการแข่งขัน ยูโร 2016 ก็ได้แต่อุทานเบาๆว่า "อะไรวะ" ออกมาตลอด พวกเขาแพ้สลับชนะมาตลอดจนถึงเกมสุดท้ายที่ทะลึ่งล่มคาบ้านต่อ สโลวาเกีย แบบเหลือ เชื่อ 3-1 มันทำให้ผมคิดว่านี่น่ะเหรอแชมป์โลก ? มันทำให้ผมคิดว่า โยอาคิม เลิฟ คงจะหาตัวตายตัวแทนดาวเตะรุ่นเก๋าอย่าง ฟิลิปป์ ลาห์ม, มิโลสลาฟ โคลเซ่ กับ แพร์ เมเตอร์ซัคเกอร์ ไม่ได้แล้วล่ะมั้ง อีกทั้งการเรียกตัวที่แบบ เห้ย อะไรเหรอ ? บาสเตียน ชไวนสไตรเกอร์ ที่เจ็บมาทั้งฤดูกาลเนี่ยนะ ? มัทส์ ฮุมเมลส์ ที่ไม่ฟิตน่ะเหรอ ? อ้าวแล้วทำไม มาร์โก รอยส์ ถึงโดนตัดชื่อล่ะ ? มันยังคงใจของผมมาตลอดเหมือนกัน แต่พอมาดูในเกมแรกของศึกชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปจริงๆแล้วมันไม่ใช่แบบนั้นเลย อุ่นเครื่องก็คืออุ่นเครื่องครับ "อินทรีเหล็ก" ยังคงเป็นสิงห์สนามจริงเสมอเมื่อถึงทัวนาเมนท์ระดับนานาชาติ เบเนดิคท์ โฮเวเดส เล่นในตำแหน่งแบ๊คขวาแทนที่ ลาห์ม อาจจะดูไม่ค่อยเข้าที่ก็จริงเพราะก่อนหน้าเขาถูก เลิฟ เล่นในตำแหน่งแบ๊คซ้ายมาตลอดในช่วงฟุตบอลโลก 2014 ส่วนปราการหลังตัวกลางนั้นถึงแม้ช่วงหลังจะโดนวิจารณ์พอสมควรเหมือนกันกับรอยรั่วที่ยากจะแปะไว้ไม่ว่าจะเป็นการยืนคู่ของ เยโรม บัวเต็ง กับ มัทส์ ฮุมเมลส์ ก็ตามที อุ่นเครื่องทีไรเสียประตูทุกนัด เก็บคลีนชีทไม่ได้เลยให้ตายเถอะ ! แต่ไปๆมาๆนัดนี้ บัวเต็ง เข้าฟอร์มแหะ มีลูกเคลียร์สวยๆให้ได้เห็นจ่ะๆเลยส่วน ชาโคดราน มุสตาฟี่ จังหวะเซ็ตพีชน่ากลัวจริงๆ ประตูแรกในนามทีมชาติของเขาเกิดในทัวนาเมนท์ใหญ่แบบนี้แจ่มจริงๆพ่อคุณ งานนี้เล่นเอาเจ้าของตำแหน่งที่ยังไม่ฟิตอย่าง ฮุมเมลส์ คงมีหวั่นๆบ้างล่ะ เห้ย มันก็เล่นกันได้นะแถมดีด้วยโดยเฉพาะกับ มานูเอล นอยเออร์ ที่แสดงให้เห็นว่าผู้รักษาประตูระดับโลกเป็นยังไง และการเซฟช่วยทีมนั้นเป็นแบบไหน นัดนี้คงจะประจักษ์เต็มสองตาล่ะครับ จะมีก็แต่ตำแหน่งศูนย์หน้านี่ล่ะครับที่งงๆเล็กน้อยเพราะ เลิฟ จับ เกิร์ทเซ่ ไปเล่นแต่ก็เข้าใจได้ว่า มาริโอ โกเมซ ไม่ได้เข้าตาแต่อย่างใดในช่วงหลายนัดที่เขาได้โอกาส ซึ่งผมคิดว่ายังดีไม่พอจะมาแทนที่ของ โคลเซ่ เลยใช้ตัวที่ดูเหมือนจะ 'เข้าระบบ' มากกว่าไปยืนแทนทั้ง ดรั๊กซ์เลอร์ กับ เกิร์ทเซ่ อย่างที่เห็นนั่นแหละ อีกอย่างนึงที่ผมคลายความสงสัยแบบสนิทใจก็คือจังหวะสวนกลับช่วงท้ายเกมที่ บาสเตียน ชไวน์สไตรเกอร์ ยิงได้นั่นแหละครับ เออ หายเจ็บแล้วจริงๆด้วย วิ่งหยั่งกับม้าศึกขึ้นไปเติมจนสามารถกระทุ้งประตูได้ซะอย่างนั้น งานนี้เล่นเอาผมกลับไปสงสัย หลุยส์ ฟาน กัล แทนเลยว่าตกลง 'มะรึง' ใช้ศิษย์ก้นกุฏิรายนี้เป็นหรือไม่เป็นฟะ ? เอาจริงๆที่ผ่านมา "อินทรีเหล็ก" อาจจะดูเป็น 'หมูสนามซ้อม' เพราะแพ้ทั้ง ฝรั่งเศส, อังกฤษ และ สโลวาเกีย แต่พอแข่งแล้วเนี่ยโคตรจะพญาอินทรีเลยให้ตายเถอะเค.เค.pic : zimbio