breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

ซื้อไม่ได้... แต่เสียหายไม่มาก...

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เป็นสโมสรชั้นนำเพียงทีมเดียวของลีกสูงสุดแดนผู้ดีที่ไม่สามารถคว้านักเตะรายใดเข้ามาได้เลยช่วงซัมเมอร์ 2018... นั่นทำให้พวกเขากลายเป็นสโมสรแรกในศึก พรีเมียร์ลีก เพียงทีมเดียวที่ไม่สามารถซื้อหรือยืมนักเตะรายใดเข้ามาเสริมแกร่งได้เลยนับตั้งแต่ตลาดซื้อขายเริ่มต้นเมื่อปี 2013 แน่นอนส่วนตัวแล้วผมเองก็ไม่คิดว่าแฟนบอลจะมีความสุขนักหรอกกับการทำงานของบอร์ดบริหารที่นิ่งเงียบแบบนี้ ซึ่งก็น่าจะรวมไปถึง เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ด้วยที่ไม่สามารถมองหาการสร้างแนวทางใหม่ๆจากความสามารถของนักเตะใหม่ๆได้เลย... ดูเหมือนว่าการทุ่มเทสร้างสนามใหม่อย่าง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สเตเดี้ยม แม้จะสร้างความตื่นตาตื่นใจครั้งใหญ่มายังแวดงวงลูกหนังผู้ดี แต่ด้วยการหยิบยืมเงินจำนวนมหาศาลต่อค่าใช้จ่ายก็ยิ่งทำให้ ดาเนี่ยล เลวี่ ประธานสโมสรต้องยิ่งรัดเข็มขัดอย่างหนักในตลาดซื้อขายด้วย จำนวนเงินสูงถึง 850 ล้านปอนด์คือสิ่งที่ สเปอร์ส จะต้องใช้จ่ายไปกับการสร้างสนามใหม่ของพวกเขา... งานนี้กุนซืออาร์เจนไตน์ก็คงอยู่ในสถานะที่ "กลืนไม่เข้า คายไม่ออก" บทบาทกุนซือคืองานที่ต้องรับบทบาทหนัก เพราะนอกจากจะต้องดูแลผู้เล่นภายในทีมแล้ว ตัวผู้จัดการทีมเองก็ยังต้องมองหาการเสริมทัพที่สอดคล้องไปกับความเห็นจากบอร์ดบริหารด้วย... ช่วงซัมเมอร์นี้ "ไก่เดือยทอง" ตกเป็นข่าวกับดาวดังทั้ง เลย์แว็ง คูร์กซาว่า, อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล และ แจ็ค กรีลิช แต่สุดท้ายกลับได้ใช้จ่ายเงินไปกับการต่อสัญญาใหม่ให้กับทั้ง แฮร์รี่ เคน, เอริก ลาเมล่า และ ซง เฮือง มิน เสียมากกว่า ส่วนตัวแล้วผมต้องขอชื่นชมทั้ง โปเช็ตติโน่ และบอร์ดบริหารนะ... เพราะแม้ตลาดซัมเมอร์จะกลายเป็นเรื่องน่าผิดหวัง แต่พวกเขาก็ยังรั้งตัวนักเตะสำคัญเอาไว้ได้ ขณะที่ดาวยิงตัวเก่งอย่าง เคน ยังขออยู่โยงกับต้นสังกัดต่อไปนานถึง 6 ปีทีเดียว ภาพสะท้อนจากสัญญาฉบับใหม่มันแสดงถึง "ความจงรักภักดี" ที่ตัวนักเตะมีให้กับสโมสร แน่นอนพวกเขาพร้อมสู้สุดใจไปกับทีม แม้จะไม่มีเครื่องการันตีความสำเร็จด้วยการคว้าถ้วยแชมป์มากเท่ากับทีมระดับท็อปอื่นๆในลีก หากเทียบไปแล้วพวกเขาคือทีมที่กำลังเติบโต... การรั้งตัวนักเตะรายสำคัญไว้ได้ในระยะยาวไม่ใช่เรื่องง่ายๆ... "ผมมีความสุขที่รั้งผู้เล่นทุกคนในทีมเอาไว้ด้วยกันได้" โปเช็ตติโน่ ให้สัมภาษณ์ก่อนปิดตลาดซัมเมอร์ "มันมีข่าวลือมากมายระหว่างช่วงซัมเมอร์เกี่ยวผู้เล่นที่จะย้ายออก ซึ่งทางสโมสรได้ใช้ความพยายามอย่างมากที่จะขยายสัญญานักเตะอย่าง แฮร์รี่ เคน เอาไว้ เขาเป็นหนึ่งในตัวอย่าง แต่มันก็มีตัวอย่างอีกมากด้วย" เห็นได้ชัดว่าแม้ โปเช็ตติโน่ จะไม่สามารถคว้านักเตะรายใดได้ แต่เขาก็โอเคกับการที่นักเตะสำคัญยังอยู่กับสโมสรต่อไป... พวกเขาเสียเพียง คีแนน เบ็นเน็ตตส์ และ แอนตัน วอลเคส สองผู้เล่นดาวรุ่งไปเท่านั้น นั่นหมายความว่าผู้เล่นตัวหลักยังอยู่กันครบครัน!! งานนี้แม้จะไม่มีอะไรใหม่ๆเข้ามาเพิ่ม แต่พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอะไรมากมายไปกับการเตรียมความพร้อมผู้เล่นภายในทีม เพราะนักเตะแต่ละคนต่างทำงานร่วมกันมาก่อนอยู่แล้ว... ทั้ง แฮร์รี่ เคน, เดเล่ อัลลี่, เอริก ดายเออร์, คริสเตียน อีริกเซ่น, ดาวินสัน ซานเชซ, ยาน แฟร์ทองเก้น และ อูโก้ ยอริส ซึ่งล้วนแต่เป็นชื่อที่คุ้นเคยต่างได้ลงเล่นเกมแรกของซีซั่นที่ สเปอร์ส บุกไปเอาชนะ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ได้สำเร็จด้วยสกอร์ 2-1 แต่สิ่งที่น่าเป็นกังวลคงเป็นเรื่องสภาพความฟิตของตัวนักเตะ เพราะผู้เล่นหลายรายของพวกเขาต่างไปลุยศึก ฟุตบอลโลก 2018 ที่ผ่านมากันทั้งสิ้น ความเสี่ยงเรื่องอาการบาดเจ็บย่อมมีให้เห็นได้ทั้งนั้น... ซึ่งส่วนหนึ่งก็ยังเรียกได้ว่าพวกเขายังมีโชคอยู่บ้างที่ 2 เกมแรกไม่ได้เจองานหนักสักเท่าไหร่ เพราะหลังจากการเจอกับ "สาลิกาดง" เกมต่อไปพวกเขาจะได้เล่นในบ้านของตัวเองเผชิญหน้ากับ ฟูแล่ม ก่อนที่จะต้องบุกไปเยือนเกมหนักๆอย่างการพบ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และปลายสัปดาห์ถัดมายังต้องซดกับ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูลด้วย เห็นทีช่วงสองเกมแรกพวกเขาควรจะต้องเน้นไปกับการฟื้นสภาพความฟิตอย่างเต็มที่ให้ได้โดยไว... พูดกันไปแล้วเรื่องนี้ก็เหมือนเป็นความท้าทายครั้งใหม่สำหรับ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ไปเลย... เพราะนอกเหนือจากเรื่องสภาพความฟิตแล้ว เขายังต้องรับมือกับสโมสรอื่นที่มีการคว้านักเตะระดับโลกรายอื่นเข้าสู่ทีมด้วย แต่สิ่งที่ผมรู้สึกชื่นชมต่อกุนซือรายนี้คือเขาไม่ได้แสดงอาการตีโพยตีพายออกมาให้เห็น ถ้าเป็นผู้จัดการทีมบางรายคงบ่นจัดบอกว่า "งบไม่พอ" "ไม่ยอมเปย์เลย" ไปแล้วล่ะ บางทีผมว่าเฮดโค้ชอาร์เจนไตน์รายนี้ดูจะมีเคมีที่เข้ากับ "ไก่เดือยทอง" จริงๆ เพราะนอกจากเขาจะสามารถซื้อใจนักเตะภายในทีมได้แล้ว ยังตอบสนองและยอมรับสิ่งที่บอร์ดบริหารต้องการได้อีกต่างหาก ซึ่งนี่ก็มากกว่า 4 ปีไปแล้วที่เขาย้ายมากุมบังเหียน ทั้งที่ ทิม เชอร์วู้ด และ อันเดร วิลลาส โบอาส แทบจะทำงานได้แบบปีต่อปีเท่านั้นเอง บางทีสิ่งเดียวที่ โปเช็ตติโน่ ยังขาดหายไปกับสโมสรแดนลอนดอนคงจะเป็นการคว้า "ถ้วยแชมป์" เท่านั้นแหละ.... อย่างไรก็ตาม... ทางเราก็ฝาก Mysbo99 ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจเช่นเคย อย่าลืมแอดกันมาได้ที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo หรือโทร 08-0003-1188 / 08-0003-1177 รับรองการดูฟุตบอลของคุณจะสนุกขึ้น ไม่จำเป็นต้องง้อบอร์บริหารแน่นอน!!

เล่นแบบนี้ไม่เต็งแชมป์ได้ยังไง !

จบลงไปแบบทีมอื่นหวาดผวาสำหรับ 2 บิ๊กทีมแห่งพรีเมียร์ลีกที่ลงประเดิมสนามไปแบบเผ็ดร้อนทั้ง ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ในฤดูกาลนี้ผมยกให้พวกเขาทั้งสองทีมเป็นเต็งจ๋าในการขับเคี่ยวคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก เหนือสโมสรอื่นๆในระดับบิ๊ก 6 อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, อาร์เซน่อล, เชลซี และ ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ทำไมน่ะเหรอครับ ? เพราะผมคิดว่าพวกเขามีส่วนผสมที่ค่อนข้างลงตัวในหลายๆอย่างหากจะให้ยกตัวอย่างง่ายๆก็เพราะการก่อร่างสร้างทีมของทั้ง "หงส์แดง" และ "เรือใบสีฟ้า" ค่อนข้างดูดี มีวิสัยทัศน์ และ อนาคตก้าวไกลเอามากๆในทุกตำแหน่งลิเวอร์พูล ของ เยอร์เกน คล็อปป์ ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้วและปีนี้ผมก็คิดว่าทางบอร์ดบริหารของทีมคงจะเห็นอะไรบางอย่างถึงได้ทุ่มซื้อแบบจัดให้เน้นๆสำหรับตำแหน่งที่ต้องการมีปัญหาผู้รักษาประตูเหรอ ? เอาไปเลย อลิสซอน เบ็คเกอร์, มีปัญหาในแดนกลางเพราะ เอ็มเร่ ชาน ย้ายออกเหรอ ? เอาไปเลย นาบี เกอิต้า พ่วง ฟาบินโญ่ หรือมีปัญหาแข้งคอยหมุนเวียน ซาลาห์, มาเน่, ฟีร์มิโน่ เหรอ ? จัดไปครับ เชอร์ดาน ชากีรี่ทุกดีลของ ลิเวอร์พูล ในปีนี้นั้นค่อนข้างแน่และชัวร์มากๆในแต่ละดีลจะมีก็แค่ นาบิล เฟคีร์ เท่านั้นล่ะครับที่ล่มไปเพราะเรื่องการตรวจร่างกายทั้งๆที่มีข่าวหลุดออกมาว่าตัวนักเตะเองสวมเสื้อ "หงส์แดง" ให้สัมภาษณ์อะไรไปเรียบร้อยแล้วน่าเสียดายเหมือนกันนะครับ แต่ก็อาจจะไม่สุดเพราะ ชากีรี่ ที่ได้มาแทนดูทรงแล้วก็ไม่ได้แย่อะไรเลย ความมุ่งมั่นของแข้งมะขามข้อเดียวเยอะกว่าตอนเล่นให้ สโต๊ค ซิตี้ มากๆ แถมราคาถูกกว่า เฟคีร์ เยอะซะด้วยนักเตะใหม่ที่เข้ามาดูเยอะก็จริง แต่ระบบการเล่นของ คล็อปป์ นั้นมันกลับกลายเป็นว่าจับใครมาลงก็เข้าล็อคไปซะอย่างนั้นเกมแรกที่พวกเขาถล่มเอาชนะ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ไปได้ถึง 4-0 เป็นการเปิดหัวที่ดีมากๆ ดีเกินคาดซะด้วยชนะ 4 ตุงเก็บคลีนชีทได้มันเป็นการเปิดหัวในฝันชัดๆ ถึงแม้จะเป็นเกมแรกก็เหอะแต่เชื่อว่า 'เดอะ ค็อป' หลายคนก็ฉลองให้แก่ชัยชนะแห่ง 'ความหวัง' ครั้งนี้ส่วนทางด้าน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ดูจะงานหนักหน่อยๆ เพราะพวกเขาต้องไปเยือน อาร์เซน่อล ที่ เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม เอาจริงผมไม่คิดว่ารูปเกมมันจะออกมาค่อนข้างขาดขนาดนี้เลยด้วยซ้ำเพราะ อูไน เอเมอรี่ เองก็ไม่ใช่กุนซือกะโหลกกะลาอะไร แถมการเปิดหัวเล่นในบ้านภายใต้การกุมบังเหียนของนายใหญ่คนใหม่มันดูจะเหมาะเจาะกับ อาร์เซน่อล มากกว่า ซิตี้ที่ไหนได้ล่ะครับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ทำได้แบบแจ่มจิตต่อแฟนๆ "เรือใบสีฟ้า" ด้วยการเป็นฝ่ายควบคุมเกมเอาไว้ได้ทั้งหมดโอกาสเหน่งๆของ อาร์เซน่อล ที่ผมจำได้เหน่งๆก็คือการหลุดไปยิงของ เอคตอร์ เบลเยริน ที่โดน เอแดร์ซอน ทุบทิ้งออกมาได้แค่นั้นเลยนะครับซิตี้ เล่นได้สมราคาแชมป์เก่าจริงอะไรจริง การครองบอลในบ้านของ อาร์เซน่อล 58% มันเจ๋งมากในมุมมองของผม แถมเกมนี้ถ้าหากผู้รักษาประตูของเจ้าถิ่นไม่ใช่ ปีเตอร์ เช็ก นี่อาจจะโดนไปหลายเม็ดแล้วด้วยซ้ำช็อตการเซฟลูกยิงหลุดเดี่ยวของ เซร์คิโอ อเกวโร่ นี่แน่นอนมากครับ ออกมายืนในตำแหน่งที่ถูก ไม่หุนหันวิ่งออกมาจนปิดมุมเอาไว้ได้หมดแต่ก็นั่นล่ะฮะเพราะจังหวะต่อมา แบร์นาร์โด ซิลวา จัดการซ้ายทะลวงไส้ไปตาข่ายแทบขาด ยิงได้สะใจตะบันได้สะเทือนตีนจริงๆครับจังหวะนี้จะสังเกตได้ว่าประตูที่ ซิตี้ ทำได้นั้นจะเป็นช่วงต้นครึ่งแรกและต้นครึ่งหลัง มันเจ็บแสบนะครับ เพราะเท่ากับว่าแผนที่ เอเมอรี่ เตรียมมาพังไปแล้วในครึ่งแรก และมาครึ่งหลังแผนที่พยายามแก้ก็พังลงไปอีกการได้ประตูในช่วงเวลานี้ถือว่าเป็นข้อได้เปรียบของ "เรือใบสีฟ้า" พอสมควรเลยและพวกเขาก็ไร้ข้อโต้แย้งสำหรับชัยชนะแบบเหนือๆในเกมวันนี้จริงอยู่ครับที่ว่าเกมนี้เป็นเกมแรก และไม่สามารถจะตัดสินอะไรได้เลย แต่มันเป็นแบบนั้นจริงๆเหรอ ? ตัดสินอะไรไม่ได้จริงๆเหรอ ?ไม่งั้นเขาจะมีคำว่า 'เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง' ไปทำไมล่ะ ?ส่วนถ้าใครยังไม่ได้เริ่มต้นอะไรใหม่ๆเพราะเลือกไม่ได้ผมก็มีมานำเสนอครับนั่นก็คือ Sbobet777 มีทุกอย่างให้คุณเริ่มต้น ติดต่อรวดเร็วได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@sbo-777 หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

ทัศนคติอารมณ์กับ "โชเซ่ มูรินโญ่"

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า โชเซ่ มูรินโญ่ ถือเป็นหนึ่งในกุนซือที่มีฝีไม้ลายมือระดับแถวหน้า ซึ่งหากการันตีผลงานจากหลากสโมสรก็คงเอาถ้วยรางวัลมากองได้มากโข.... แน่นอนรูปแบบสไตล์การเล่นคือสิ่งที่ผมไม่อยากจะพูดถึงสักเท่าไหร่ เพราะแม้จะดูน่าเบื่อไปบ้างกับการเน้นเกมรับ แต่ฤดูกาล 2017/18 ก็ยังยึดอันดับรองจ่าฝูงมาได้และยังเสียประตูไปเพียง 28 ลูกเท่านั้น แต่สิ่งหนึ่งที่ดูแล้วเขาจะต้องแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นคงหนีไม่พ้น "ทัศนคติ" ของตัวเอง... เพราะเวลาที่เขาออกมาให้สัมภาษณ์แต่ละทีมักจะถูกสื่อไปเล่นต่อกันเสียสนุก... เอาแค่เฉพาะใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ทางด้าน มูรินโญ่ ก็มักจะมีปัญหากับผู้จัดการทีมสโมสรอื่นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะกับ อันโตนิโอ คอนเต้ และ อาร์แซน เวนเกอร์ ผมไม่ได้บอกว่าใครเริ่มก่อน... แต่ มูรินโญ่ เคยจวกกุนซือเลือดนํ้าหอมมาแล้วไม่ว่าจะเรื่อง ความสำเร็จการคว้าแชมป์ลีก, เรื่องสถิติ หรือแม้แต่เหน็บแนม เวนเกอร์ ว่าเป็นพวกถํ้ามองซะด้วยซํ้าจนมีการขู่ขึ้นโรงขึ้นศาลกันไปแล้ว ขณะที่กรณีของ คอนเต้ นอกจากโดนเรื่องอาการดีใจข้างสนามแล้ว ก็ยังมีโดนเหน็บแนมเรื่องคดีล็อคผลบอลในแดนพาสต้าช่วงปี 2012 อีกต่างหาก ซึ่งทำเอาเฮดโค้ชอิตาเลี่ยนถึงกับฉุนจัดพูดออกสื่อ "ไม่มีวันลืมคำพูดมูรินโญ่" แน่นอน ส่วนการมีปัญหากับนักเตะในรั้ว โอล์ด แทรฟฟอร์ด ก็ได้รับการรายงานไม่น้อยเช่นกัน ทั้งกรณีการดรอป พอล ป็อกบา หรือแม้แต่การวิจารณ์ตำหนิ ลุค ชอว์ ออกสื่อจนเป็นข่าวเก็บกระเป๋าย้ายออกจากทีมตั้งแต่เดือนมีนาคมด้วยซํ้า ย้อนกลับไปอีกสักหน่อยสมัยที่ มูรินโญ่ ยังคุมสโมสร เรอัล มาดริด เรื่องการมีปัญหากับผู้เล่นของเขาก็นับเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ได้รับการพูดถึงบ่อยครั้งเช่นกัน... กุนซือเลือดฝอยทองกุมบังเหียน "ราชันชุดขาว" ระหว่างปี 2010 ถึง 2013 ซึ่งมีรายงานว่าชีวิตบังเหียนในถิ่น ซานเตียโก เบร์นาเบว ส่วนหนึ่งของเขาจบลงมาจากความไม่พอใจจากนักเตะซีเนียร์ภายในทีม ยกตัวอย่างกรณีที่ เปเป้ โดนจวกออกสื่อดูสิ... " เปเป้ มีปัญหาและชื่อนั้นก็คือ ราเฟล วาราน " "นั่นคือเรื่องทั้งหมด มันไม่ง่ายเลยสำหรับนักเตะวัย 31 ปีที่มีประสบการณ์มากมายต้องมาพังเพราะเด็กอายุ 19 ปี ปัญหามันง่ายๆ เพราะชีวิตของ เปเป้ เปลี่ยนไปแล้ว" แถมยังมีกรณีที่ มูรินโญ่ ปฏิบัติกับ อิเกร์ กาซิยาส อดีตยอดนายด่านของทีมด้วยการดรอปออกจากตำแหน่งตัวจริงอีกต่างหากและดูเหมือนว่าจากเหตุการณ์เหล่านี้ก็ทำให้เหล่านักเตะชักจะไม่ลงรอยกับกุนซือมากขึ้นไปทุกที... นอกจากนี้เมื่อถูกนำไปรวมกับฟอร์มที่น่าผิดหวังในซีซั่น 2012/13 สุดท้ายบอร์ดบริหารก็ได้ตัดสินใจแยกทางกับ มูรินโญ่ และเจ้าตัวก็ได้ออกมายอมรับว่าเป็นฤดูกาลดังกล่าวเป็นสิ่งที่แย่ที่สุดของอาชีพ ขณะเดียวกัน มูรินโญ่ ก็ยังเป็นอีกหนึ่งกุนซือที่มักจะโทษนู่นโทษนี่อยู่เสมอ... ถ้าหลายคนยังจำกันได้คดีเคสของ "คุณหมอเอวา" ช่วงปี 2015 นับเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน!! โดยจังหวะปัญหาเกิดขึ้นเกมที่ "สิงห์บลูส์" เสมอกับ สวอนซี ซิตี้ ด้วยสกอร์ 2-2 ซึ่งระหว่างการแข่งขันคุณหมอได้ลงไปปฐมพยาบาล เอแด็น อาซาร์ บนสนาม ก่อนจะถูก มูรินโญ่ จวกการทำหน้าที่ระหว่างการสัมภาษณ์และถึงขั้นถอดชื่อพ้นม้านั่งสำรองอีกด้วย ถัดมายุคปัจจุบันเขาก็ยังโบ้ยนู่นนี่นั่นไม่เลิก.... ใช่ครับ... ช่วงพรีซีซั่นที่สหรัฐอเมริกาหนนี้ "ปีศาจแดง" ส่งนักเตะสำรองและดาวรุ่งลงสนามกันมากมาย ขณะที่นักเตะบางรายก็ยังไม่กลับมาหลังจากศึก ฟุตบอลโลก 2018 ด้วย มูรินโญ่ โอดครวญเรื่องขุมกำลังที่มีภายในทีมและออกมาให้สัมภาษณ์ว่าไม่ได้อะไรจากการทัวร์พรีซีซั่นที่แดนลุงแซมเลยด้วยซํ้า แต่อย่าลืมว่าทีมอื่นๆเขาก็ไม่ได้มีนักเตะแบบจัดเต็มเหมือนกัน มีการสับเปลี่ยนทดลองผู้เล่นกันทั้งนั้น... เกม "แดงเดือดนอกรอบ" ที่พ่ายต่อ ลิเวอร์พูล ไปถึง 1-4 ทำให้เขาได้รับเสียงวิพากย์วิจารณ์อย่างล้นหลาม เขาโทษว่าทีมนี้ไม่ใช่ทีมของเขา... เรื่องแพ้มันไม่เท่าไหร่หรอก แต่อย่าลืมว่า "ทรงบอล" แทบจะสู้กับคู่แข่งตัวฉกาจไม่ได้เลย... สไตล์ทัศนคติของ มูรินโญ่ บางครั้งมันทำให้ผมคิดถึงประโยคที่ว่า "บอลแพ้... คนไม่แพ้" ผมเองก็ไม่ได้มีอคติกับเรื่องทัศนคติของเขามากมายนักหรอก เพราะดูไปเพลินๆตามอ่านกันพลางๆเรื่องนี้โคตรเป็น "สีสัน" ของวงการบอลเลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการกระทำของเขามันสร้างความร้าวฉานตามมาไม่หยุดไม่หย่อน... ซึ่งก็มีรายงานด้วยว่า มูรินโญ่ ชักจะมีความสัมพันธ์ที่ไม่โอเคกับบอร์ดบริหาร "ผี" ซะแล้วและยังกลายมาเป็นเต็งหนึ่งต่อการโดนปลดด้วยซํ้า ขณะเดียวกันเรื่องกระแสความรู้สึกของลูกทีมก็ยังเคยมีรายงานถึงบรรยากาศภายในทีมที่ไม่โอเคนัก เพราะลูกทีมต่างหวาดหวั่นอารมณ์หัวร้อนของ มูรินโญ่ ทั้งสิ้น ทำเอางานนี้โอกาสมีปัญหากับนักเตะภายในทีมเพิ่มเติมก็ค่อนข้างสูงทีเดียว ไม่นานมานี้ผมได้เห็นบทสัมภาษณ์ที่น่าสนใจของ ไบรอัน แม็กแคร์ อดีตนักเตะถิ่น โอล์ด แทรฟฟอร์ด... เขาบอกว่า " มูรินโญ่ ควรจะยิ้มให้มากกว่านี้" แม้จะเป็นเรื่องที่ดูเล็กน้อย แต่ผมเชื่อว่ารอยยิ้มมันจะช่วยลดแรงกดดันและทำให้นักเตะโชว์ฟอร์มออกมาได้ดีกว่าแบกรับความกดดันตลอดเวลา ย้อนกลับไปดู เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน แฟนบอลได้เห็นทุกรูปแบบมาแล้ว... ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่ควันออกหูหรือแม้แต่ช่วงเวลาที่มีความสุขเฮลั่นข้างสนาม ส่วนตัวแล้วผมว่า ภาพลักษณ์, ทัศนคติ และ อารมณ์ ของกุนซือถือเป็นจุดสำคัญที่จะทำให้นักเตะผ่อนคลายและโชว์ผลงานออกมาได้ดีเลยนะ บางทีเรื่องทัศนคติอาจจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ มูรินโญ่ มักกุมบังเหียนได้เฉลี่ยครั้งละสองถึงสามปีก็เป็นได้.... สุดท้ายไม่ต้องปรับทัศนคติหรืออารมณ์ใดๆ เพราะทุกท่านสามารถสนุกกันแบบเต็มอิ่มได้ที่ Sbobet777 รับรองมั่นคง ดูแลบริการฉับไว.... สามารถแอดเพื่อนได้ที่ https://line.me/R/ti/p/@sbo-777 หรือติดต่อ 08-44-9990 77, 88 , 99Credit Pic : Zimbio

เมื่อ 'ภาษี' กลายเป็นปัจจัยทำให้แข้งไหลออกจาก ลาลีกา ?

เป็นหนึ่งในลีกที่ได้รับการย่องย่องขนานนามว่าเป็นลีกที่ดีที่สุดลีกหนึ่งของโลกสำหรับ ลาลีกา สเปน ทั้งๆที่มีการแข่งกันอยู่ราวๆ 2-3 ทีมยักษ์ใหญ่อย่าง เรอัล มาดริด, บาร์เซโลน่า และ แอตเลติโก มาดริด เท่านั้นซึ่งว่ากันตามตรง แอตเลติโก มาดริด ก็เพิ่งจะขึ้นมาเฉิดฉายไฉไลได้ไม่นานมานี้เองทว่าความยิ่งใหญ่ของฟุตบอลแห่งแดน "กระทิงดุ" นั้นถูกครอบงำโดยมหากาฬลูกหนังที่เป็นมากกว่าสโมสรฟุตบอลอย่าง เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลน่า มันก็ดีพอที่จะทำให้ลีกสแปนิชได้รับการยกย่องแล้วซูปเปอร์สตาร์ชื่อดังมากมายมีความใฝ่ฝันตั้งแต่ยังเด็กกับการที่อยากจะมาสวมเสื้อสีขาวราวกับ "ราชัน" หรือเสื้อสี น้ำเงิน-แดงเลือดหมู แห่งความภาคภูมิใจของแคว้นกาตาลันสถานการณ์เรื่องการหนีภาษีที่ถูกสื่อเผยแพร่ออกมามีซูปเปอร์สตาร์ชื่อดังมากมายโดนเรียกเก็บย้อนหลังจากค่าย เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลน่า ซึ่งทุกๆคนมีข้อหาที่เหมือนกันก็คือหลบเลี่ยงลิขสิทธิ์ทางด้านภาพลักษณ์ของตัวเองแน่นอนเรื่องค่าเหนื่อย โบนัส อะไรต่างๆพวกเขาเองก็จ่ายตรงอยู่แล้วกับภาษีที่เสียให้กับรัฐบาลสเปนแต่ในเรื่องของลิขสิทธิ์ภาพลักษณ์นั้นเท่าที่ผมเคยทำข่าวมาส่วนใหญ่จะเป็นการตั้งบริษัทนอกประเทศเพื่อที่จะได้รับเงินที่ไม่ใช่ในประเทศสเปนแต่พวกเขาเล่นในสเปน ยังไงก็ต้องจ่ายให้รัฐบาลสเปน ซึ่งข้อกฏหมายที่นักเตะทุกคนจะต้องเปิดเผยการได้รับเงินจากลิขสิทธิ์ภาพลักษณ์นี้เพิ่งจะมีขึ้นในปี 2006 ที่ผ่านมานี้เองข้อกฏหมายดังกล่าวทางรัฐบาลสเปนมีสิทธิ์ตรวจสอบย้อนหลังได้ถึง 2 ปีทำให้เราจะเห็นข่าวคราวของแข้งที่เลิกไปแล้ว หรือย้ายออกไปแล้วโดนกันจ้าล่ะหวั่นทั้ง ชาบี อลอนโซ่, อังเกล ดิ มาเรีย, ริคาร์โด คาวัลโญ่ หรือแม้แต่ ราดาเมล ฟัลเกาแม้แต่โค้ชอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ ก็โดนเรียกเก็บย้อนหลังในแง่ของลิขสิทธิ์ภาพลักษณ์ดังกล่าวหากมองดูในยุคปัจจุบันก็มีทั้ง อเล็กซิส ซานเชซ, เนย์มาร์, ลีโอเนล เมสซี่, ลูก้า โมดริช และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ไม่ว่าจะด้วยปัจจัยอะไรของรัฐบาลสเปนที่ทำให้จู่ๆมาเก็บกวาดและไล่ตรวจสอบบรรดาซูปเปอร์สตาร์เหล่านี้ มันก็เป็นเรื่องของกฏหมายประเทศเขา เป็นเรื่องที่ต้องทำให้ทุกอย่างถูกต้องและอยู่ในกระบวนการต่างๆอีกทั้งการตั้งข้อหาของอัยการก็ชัดเจนตลอดว่าพวกเขาไม่ได้มีนัยยะทางการเมืองอะไรแอบแฝงเนื่องจากมีครบทั้งแข้งจาก เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลน่า โดยเฉพาะ 2 โคตรคนลูกหนังทั้ง เมสซี่ และ โรนัลโด้เมื่อมีข่าวคราวออกมาทีมันยากที่สโมสรจะออกมาปกป้อง อย่างดีที่สุดก็เห็นทาง บาร์เซโลน่า ประกาศให้การสนับสนุน ลีโอเนล เมสซี่ ในเรื่องนี้หลังจากโดนตั้งข้อหานั่นแหละครับ แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้แข้งที่ถูกตั้งข้อหาสุดท้ายก็มีบทสรุปที่เหมือนกันก็คือจ่ายค่าปรับและจ่ายภาษีย้อนหลังให้ครบแบบเต็มจำนวนพร้อมโทษจำคุกซึ่งตามกฏหมายแล้วถ้าไม่เกิน 2 ปีและเป็นความผิดครั้งแรกก็ไม่ต้องเข้าห้องขังซึ่งการย้ายทีมของ โรนัลโด้ หากยังจำกันได้มันมีข่าวออกมาตั้งแต่เขาโดนสอบเรื่องภาษีจนเป็นข่าวดังไปทั่วทั้งโลกเพราะตัวเลขที่เขาโดนตั้งข้อหาฉ้อโกงภาษีนั้นมันสูงถึง 14.7 ล้านยูโรใช่ครับ 14.7 ล้านยูโรตลอดระยะเวลา 2011-14 ซึ่งตัว โรนัลโด้ เองก็ได้ปฏิเสธมาตลอดแต่สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าตัวเองบริสุทธิ์ในเรื่องนี้จนสุดท้ายก็ต้องยอมรับโทษไปตามระเบียบรายงานที่ออกมานั้น โรนัลโด้ ต้องจ่ายภาษีย้อนหลัง 14.7 ล้านยูโรบวกกับค่าปรับและอัตราดอกเบี้ยต่างๆอีก 5.7 ล้านยูโร พร้อมกับโทษจำคุกอีก 2 ปีเต็มหนักนะครับเอาจริงๆ ซึ่งหลังจากนั้นมันก็มีกระแสมาตลอดว่า โรนัลโด้ เบื่อทางสเปนและอยากจะย้ายออกจาก เรอัล มาดริด แล้วและก็มีข่าวกับทีมเก่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาตลอดเวลาหากยังจำกันได้มีคลิปที่ โรนัลโด้ ให้การต่อศาลโดยพูดว่า"ผมมีคนที่ฉลาดสำหรับการจัดการต่างๆในเรื่องส่วนตัวของผม คนที่ผมจ่ายให้พวกเขาอย่างถูกต้อง ผมไม่ใช่คนฉลาดมากนักหรอก ผมเรียนจบเพียงแค่เกรด 6 เท่านั้น (ป.6 บ้านเรา) ทุกๆสิ่งที่ผมรู้ก็คือการเล่นฟุตบอล""ถ้าหากผมจะต้องจ่ายเพิ่ม ผมก็จะจ่ายให้กับสเปนเพื่อไม่อยากให้มีปัญหา เมื่อผมไปอยู่ที่ไหนผมยินยอมจ่ายเสมอ ผมทำในสิ่งที่ถูกต้อง ผมทำแบบนี้มาตลอดในสเปน ในอังกฤษ ในอิตาลี ผมจะทำในสิ่งที่กฏหมายบอกให้ผมทำ"จุดเริ่มต้นที่ทำให้ โรนัลโด้ ย้ายอาจจะมาจากตรงนี้นั่นแหละ .....จนหวยมาออกที่ ยูเวนตุส นั่นแหละครับส่วนทางด้านอีกหนึ่งสตาร์ดังที่คนทั่วโลกยกย่องอย่าง เมสซี่ เองก็โดนตั้งข้อหาฉ้อโกงภาษีย้อนกลับไปเมื่อปี 2007-09 ซึ่งเจ้าตัวก็คล้ายๆกับ โรนัลโด้ ล่ะครับที่สุดท้ายก็ต้องยอมรับและจ่ายย้อนหลัง 4.1 ล้านยูโรและค่าปรับ 2.09 ล้านยูโร บวกกับโทษจำคุกอีก 21 เดือนเพียงแต่ว่า เมสซี่ นั้นยังคงไม่ได้หนีหายจาก บาร์เซโลน่า ไปไหนแม้ในตอนนั้นกระแสที่ออกมาก็จะคล้ายๆกับ โรนัลโด้ ว่าแข้งชาวอาร์เจนไตน์ค่อนข้างเบื่อกับปัญหานี้และอาจจะตัดสินใจออกไปค้าแข้งต่างแดนซักครั้งในชีวิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนั้น เป๊ป กวาร์ดิโอล่า นายเก่าเข้ามารับงานกุมบังเหียน แมนเชสเตอร์ ซิตี้่ ทำให้มีข่าวลือประโคมออกมาอยู่เรื่อยๆเหมือนกัน แต่ด้วยความผูกพันธ์ล่ะมั้งครับ ที่ทำให้ตัว เมสซี่ เองยังคงเป็น 'พระเจ้า' อยู่ยังถิ่น คัมป์ นู ต่อไปเรื่อยๆ และก็ดูไม่มีทีท่าว่าจะย้ายไปไหนนอกจาก นีเวลล์ โอลด์บอยส์ ทีมเยาวชนของ เมสซี่ ที่ อาร์เจนติน่าตอนนี้ก็มีอีกหนึ่งแข้งที่ดูอยากจะย้ายออกจาก เรอัล มาดริด และโดนคดีหนีภาษีเช่นเดียวกันนั่นก็คือ ลูก้า โมดริช ที่มีรายงานออกมาถี่ยิบว่าเขาอยากไป อินเตอร์ มิลาน ในช่วงตลาดหน้าร้อนนี้เลยห้องเครื่องกัปตันทีมชาติโครเอเชียถูกตั้งข้อหาหนีภาษีในเรื่องลิขสิทธิ์ภาพลักษณ์เช่นเดียวกันโดยเขายอมจ่ายค่าปรับไปแล้วเกือบๆ 1 ล้านยูโรในข้อหาฉ้อโกงภาษีช่วงปี 2013-14หรืออย่างก่อนหน้านักเตะที่โดนเรื่องอะไรแบบนี้ของทางฝั่ง บาร์เซโลน่า พอโดนเสร็จ รับโทษ จ่ายค่าปรับก็ย้ายออกไปตามๆกันทั้ง ฮาเวียร์ มาสเคราโน่ และ เนย์มาร์ นั่นแหละหากจะคิดให้มันดราม่าๆหน่อยอารมณ์แบบทฤษฏีสมคบคิดก็คือสโมสรอาจจะต้องการระบายแข้งเก่าๆบางคนออกไป เพราะอย่างที่เห็นนั่นแหละครับ โดนปุ๊ปก็ย้ายออกจากทีมไปและสโมสรก็จะได้คนที่เข้ามาใหม่มันก็จะดูโหดร้ายไปหน่อยนะแบบนั้น แต่ก็เอาเถอะครับ ในเมื่อมันมีกฏหมาย ยังไงก็คือกฏหมาย และถ้าผิดจริงก็ต้องโดนลงโทษกันไปแต่ถ้าหากยังมีแบบนี้อยู่เรื่อยๆ มันอาจจะทำให้ซูปเปอร์สตาร์บางรายที่ตัดสินใจย้ายเข้ามามีการระแวงกันบ้างล่ะครับว่าจะต้องทำยังไง ค่าเหนื่อยควรจะคิดเผื่อแบบไหน หรือจะสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบไปไหนทิศทางไหนได้บ้างไม่อย่างนั้นถ้าหากย้ายมาแล้วจู่ๆมาโดนจ่ายปรับย้อนหลังนี่บางทีก็ไม่ตลกเหมือนกันทางที่ดีที่สุดก็คงเป็นการทำตามกระบวนการเก็บภาษีของสรรพากรที่สเปนนั่นแหละครับ แต่ก็อย่างว่าอ่ะเนอะ ตัวเงินมันไม่เข้าใครออกใคร มูลค่าลิขสิทธิ์ภาพลักษณ์ของดาวเตะซูปเปอร์สตาร์มันก็มหาศาลมากๆ ทำให้ถ้าหากมีช่องทางล่ะก็บรรดาเอเยนต์หรือทนายส่วนตัวของพวกเขาก็อาจจะยังทำแบบนี้กันต่อไปแล้วมันก็จะวนลูปเดิมล่ะครับส่วนถ้าใครกลัวการหนีล่ะก็ขอแนะนำสิ่งที่ไว้ใจได้ มั่นคง และไม่มีหนีหายไปไหนต้อง Sbobet777 มีทุกอย่างให้คุณเลือก ติดต่อรวดเร็วได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@sbo-777 หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

อาร์แซน เวนเกอร์ กับคำถามตลอดระยะเวลา 22 ปีกับ อาร์เซน่อล

#จะเป็นอะไรมั้ยถ้าหากคุณบอกความผิดพลาดที่ย่ำแย่ที่สุดของตัวเองเวนเกอร์ : อาจจะเป็นการอยู่กับสโมสรเดียวมาตลอด 22 ปีนี่แหละ ผมคือคนที่ไม่ชอบอยู่เฉยๆและผมยังคงชอบความท้าทาย ผมเหมือนกับว่าเป็นนักโทษในความท้าทายของตัวเองบางเวลา#ถ้าคุณสามารถขอโทษใครซักคนได้เวนเกอร์ : ก็ทุกๆคนแหละที่ผมทำให้พวกเขาเจ็บปวด ในงานของผมเราจำเป็นจะต้องมีการตัดสินใจที่สร้างความเจ็บปวดให้กับคนอื่นๆในขณะที่บางคนมีความสุข เมื่อคุณทำงานร่วมกับนักเตะ 25 คนในทีมมันก็แบบนี้ โดยปกติแล้วเราไม่สามารถเลือกนักเตะ 14 คนเข้ามาอยู่ในทีมได้ในทุกๆวันเสาร์หรือวันอังคารนอกจากนี้ยังรวมถึงนักเตะบางคนที่ผมเคยร่วมงานด้วยแต่ไม่สามารถหากุญแจสำคัญที่สามารถช่วยเหลือในศักยภาพของพวกเขาได้ดีพอ#ในปี1996คุณเป็นผู้จัดการทีมต่างชาติคนแรกที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมันทำให้คุณเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกมันมีอะไรที่เซอร์ไพรซ์คุณเกิดขึ้นมั้ยเวนเกอร์ : แน่นอน เพราะในภาพลักษณ์ของอังกฤษตอนนั้นไม่ค่อยมีผู้จัดการทีมต่างชาติคนไหนประสบความสำเร็จเท่าไรนัก ตอนนั้นมีอยู่ 2-3 คนเองมั้งเมื่อร่วมผมด้วย พวกเขาไม่ต้องการผู้จัดการทีมต่างชาติและมันมีเหตุผลหลากหลายมากมายที่ผู้จัดการทีมต่างชาติถูกมองว่าไม่สามารถเอาชนะอะไรได้ 'มันยากเกินไป' อะไรทำนองนั้นผมเข้ามาที่นี่จาก ญี่ปุ่น ผมสนุกกับการได้กลับมายุโรปอีกครั้งแต่เอาตรงๆเถอะผมเองก็เคยคิดอยากกลับไปเหมือนกันนะหากว่าผมไม่ประสบความสำเร็จที่นี่#คุณคว้าแชมป์แบบไร้พ่ายในปี2003-04อะไรคือทีเด็ดในชุดนั้นเวนเกอร์ : เราทำผลงานได้อย่างมีประสิทธิภาพราวๆปีครึ่งหรือ 49 เกม มันมีดีเทลน่าสนใจมากมายเพราะเมื่อเราคว้าแชมป์ปี 2002 ผมบอกผ่านสื่อว่าความฝันของผมคือการคว้าแชมป์แบบไร้พ่ายผมได้รับการตีข่าวว่าเป็นพวกหยิ่งผยองหรือโอ้อวด เราไม่ได้แชมป์ในปีถัดมาเพราะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำได้ซึ่งในฤดูกาล 2003-04 ผมถามนักเตะของตัวเองว่าทำไมเราถึงคว้าแชมป์ไม่ได้ล่ะ พวกเขาตอบสั้นๆว่า 'มันคือความผิดของผม' ผมเลยถามต่อว่าทำไมพวกเขาบอกว่า 'ผมโยนความกดดันไปให้มากเกินไป' ซึ่งมันน่าสนใจนะเพราะผมบอกพวกเขาด้วยเหตุผลที่ผมพูดเพราะผมเชืออย่างบริสุทธิ์ใจว่าพวกเขาทำได้ ซึ่งพวกเขาพิสูจน์แล้วสองอย่างหนึ่ง บางครั้งเราไม่ต้องมีความทะเยอทะยานที่สูงมาก เราไม่ได้ไปท้าทายใคร เรามีความกลัว แต่คุณสามารถสร้างรากฐานความสม่ำเสมอในระดับสูงอยู่ตลอดเท่าที่จะทำได้ สอง บางครั้งคุณก็ต้องหว่านเมล็ดและรอมันเติบโตขึ้นมาก็เท่านั้น#มาพูดถึงปรัชญาฟุตบอลของคุณกันคุณมองเห็นโลกฟุตบอลในช่วงเวลานี้เป็นยังไงบ้างเวนเกอร์ : วิสัยทัศน์ของผมยังคงปกติเหมือนเดิมคือคุณต้องการชัยชนะ และชัยชนะจะต้องมาพร้อมกับสไตล์ ชัยชนะควรมาพร้อมกับผลการนแข่งขันที่มาจากศักยภาพนักเตะและสไตล์การเล่น รวมถึงวิธีที่คุณแสดงออกในสนามตลอดชีวิตของผมต่างมีคนมาบอกว่าผมจะต้องเอาชนะให้ได้ในเกมวันเสาร์นะ ในฐานะโค้ชเอาจริงๆนะผมรู้แหละ แต่ยังไงล่ะ ?ผมชอบที่จะคิดว่าแฟนๆตื่นขึ้นมาตอนเช้าและจ่ายเงินเข้าชมเกมและคิดว่า "อ่า ใช่ ทีมของผมเล่นวันนี้" พร้อมกับเดินทางมาสนามเพื่อทำกิจวัตรประจำวันของตัวเอง และผมพยายามเซ็ตตัวเองให้มีความทะเยอทะยานและมอบความหวัง ความตื่นเต้น ให้กับพวกเขาที่จะมาดูทีมของผมเล่น และผมก็รู้ดีเหมือนกันว่าบางครั้งผมก็ทำให้พวกเขาหัวร้อนคุณไม่สามารถเป็นโค้ชได้ถ้าหากไม่มีความทะเยอทะยานนั้น ไม่อย่างนั้นมันก็จะไม่ทำให้ตัวคุณเองเดินหน้าต่อไป คุณจะต้องทำให้คนอื่นๆสนุกสนานไปกับฟุตบอล#อะไรคือนิยามสำหรับคุณในการเป็นโค้ชหรือผู้จัดการทีมที่ดีเวนเกอร์ : คือบางคนที่สามารถจัดการต่อทีมเพื่อให้ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดต่อสโมสร จากมุมมองต่างๆร่วมกับและผลลัพธ์ที่ออกมา โค้ชที่ดีที่สุดของลีกไม่จำเป็นจะต้องคว้าแชมป์เสมอไป ไม่ มันไม่สามารถมีใครวัดได้หรอก คุณไม่สามารถนำมาวัดหรือเปรียบเทียบอะไรได้ เพราะคุณไม่สามารถไปวัดว่าเขาสามารถจัดการและเข้าถึงทีมของตัวเองได้อย่างเต็มประสิทธิภาพหรือไม่นั่นคือความทะเยอทะยานของผมในการนำทีมคว้าแชมป์ลีกแบบไร้พ่าย#ถ้าหากคุณตอบเราได้อะไรคือการเสียสละที่เสียใจที่สุดในอาชีพนี้เวนเกอร์ : ผมเสียใจที่ต้องเสียสละทุกๆอย่างแหละ ผมทำเพราะผมตระหนักดีว่าผมได้ทำร้ายคนรอบๆข้าง ผมละเลยต่อคนอีกหลายๆคน ผมไม่มีเวลาให้ครอบครัว ผมไม่ได้มีเวลาให้คนใกล้ชิด ข้างใจของผมอาจจะเป็นคนเห็นแก่ตัวที่ต้องการทำในสิ่งที่รักที่สุดหลายต่อหลายครั้งผมมักถูกถามอยู่เสมอว่า เธียร์รี อองรี กับ ปาทริค วิเอร่า จะสามารถเป็นผู้จัดการทีมที่ดีได้หรือไม่ซึ่งคำตอบของผมคือ ใช่ อยู่เสมอ พวกเขามีศักยภาพ พวกเขาฉลาด พวกเขารู้จักฟุตบอล พวกเขามีสกิลที่ยอดเยี่ยม แต่ที่ดีที่สุดคือพวกเขาพร้อมเสียสละในสิ่งที่ตัวเองหลงไหลแบบทั้งวันทั้งคืนคุณสามารถตื่นขึ้นมาตี 3 และคิดถึงการเลือกทีม, แทคติค และ แผนการเล่นต่างๆได้นั่นแหละ ใช่เลย#หลังจาก22ปีกับอาร์เซน่อลอะไรคือจุดหมายต่อไปเวนเกอร์ : ผมถามคำถามกับตัวเองแบบเดียวกับที่คุณถามนี่แหละ ! ผมยังคงอยากทำในสิ่งที่ทำ ผมสามารถที่จะแบ่งปันความรู้หรือประสบการณ์ของผมตลอดหลายปีที่ผ่านมาได้มั้ย ? ในรูปแบบที่แตกต่างออกไปจากนี้ได้หรือไม่ ? นี่คือคำถามที่ผมอยากจะหาคำตอบเหมือนกันในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า#เอาล่ะเราถามกันเร็วขึ้นดีกว่าผู้เล่นคนไหนที่ทำให้คุณประทับใจได้มากที่สุดเวนเกอร์ : ผู้เล่นที่มีพรสวรรค์มากที่สุดตอนที่ผมเป็นโค้ชน่าจะเป็น เธียร์รี่ อองรี#และผู้เล่นที่คุณต้องการจะตบซักฉาดล่ะมีมั้ยเวนเกอร์ : โอ้ มีค่อนข้างน้อยนะ มันอาจจะมีบ้างจากความผิดพลาดในเกมใหญ่ๆ แต่ผมไม่บอกชื่อพวกเขาหรอกเพราะพวกเขาแข็งแรงกว่าผม#โอเคโอเคเอาล่ะแล้วแมตช์ไหนที่ทำให้คุณมีความสุขมากที่สุดล่ะเวนเกอร์ : อาจจะเป็นการเอาชนะ บาร์เซโลน่า ตอนที่พวกเขาอยู่ในจุดโคตรจะพีค พวกเขาเจอเราแบบไร้พ่าย การได้เห็นฟุตบอลจากทั้งสอฝ่ายเป็นอะไรที่มหัศจรรย์มาก#นักเตะคนไหนที่คุณเซ็นสัญญาด้วยแล้วภูมิใจมากที่สุดเวนเกอร์ : นักเตะคนที่ผมภูมิใจคือนักเตะที่มาด้วยชื่อเสียงเล็กๆน้อยๆแต่สามารถถีบตัวเองให้อยู่ในระดับท็อปคลาสได้คือ ตูเร่, อองรี, แคมป์เบลล์ กับ อเนลก้า#แล้วการเซ็นสัญญาที่ย่ำแย่ล่ะเวนเกอร์ : โอ้ มันเยอะเหมือนกันนะ ! นี่เป็นงานที่ค่อนข้างซับซ้อน การประเมิณศักยภาพบางคนที่เข้ามาสู่สโมสรของคุณ กุญแจสำคัญก็คือจะต้องไม่ดันทุรังมากเกินไปและจะต้องรู้ดีว่าถึงความผิดพลาดและอย่างกลัวที่จะเดินหน้าต่อ เราจะต้องไม่กลัวที่จะทำเรื่องผิดพลาดเวนเกอร์ บอกแล้วว่าอย่ากลัวที่จะผิดพลาดซึ่งถ้าหากใครสลัดความกลัวและพร้อมที่จะเผชิญหน้าความท้าทายในสิ่งใหม่ๆไปกับเราก็ขอแนะนำ Mysbo99 สนใจแอดกันได้ที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo หรือโทร 08-0003-1188 / 08-0003-1177

ปากพาซวยของ โชเซ่ มูรินโญ่

เป็นเรื่องเป็นราวดราม่ากันทันทีภายหลังจากจบเกมระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบกับ ลิเวอร์พูล ในศึก อินเตอร์เนชั่นแนล แชมเปี้ยนส์คัพ ซึ่งในเกมนี้พลพรรค "ปีศาจแดง" พ่ายแพ้ไปแบบขาดกระจุย 4-1ถึงแม้จะเป็นแค่เกมอุ่นเครื่องแน่นอนว่าเหล่าสาวก 'เร้ด เดวิลส์' ไม่มีใครชอบหรอกครับเพราะมันเป็นการแพ้ต่ออริตลอดกาลอย่าง ลิเวอร์พูล แบบขาดลอยส่วนอีกฟากฝั่ง 'เดอะ ค็อป' คงยิ้มร่ากันเป็นแถวๆแต่แล้วจะทำยังไงได้ ? ในเมื่อทีมของ โชเซ่ มูรินโญ่ ไม่ใช่ทีมที่ดีที่สุดที่เขามีปราการหลังที่ลงสนามในวันนี้คือ อักเซล ทวนเซเบ้, ทิโมทีย์ โฟซู-เมนซาห์ และ เอริค ไบยี่ ซึ่งในตอนแรกนั้นมีชื่อของ คริส สมอลลิ่ง ลงสนามมาแต่แล้วก็ถูกเปลี่ยนกลางคันเนื่องจาก สมอลลิ่ง มีอาการบาดเจ็บตอนวอร์ดหวยเลยมาออกที่ ไบยี่ ซึ่งหลังจบเกมทาง มูรินโญ่ ก็ยืนยันว่า ไบยี่ มีอาการบาดเจ็บแต่เมื่อปราการหลังชาวแอฟริกันรายนี้เห็น สมอลลิ่ง ไม่พร้อมเลยอาสาลงสนามแทนเพราะไม่อยากเห็นเด็กดาวรุ่งลงสนามในแผงหลัง 3 คนเพื่อเผชิญหน้ากับ ซาดิโอ มาเน่ และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์สุดท้ายก็อย่างที่เห็นๆกันล่ะครับว่า ไบยี่ เล่นเป็นยังไงตัวหลักในวันนี้ของ "ปีศาจแดง" ก็มีทาง อเล็กซิส ซานเชซ, ฆวน มาต้า, อันเดร์ เอร์เรร่า และ เอริค ไบยี่ ที่ได้ลงสนามส่วน มัตเตโอ ดาร์เมียน กับ สก็อตต์ แมคโทมิเนย์ ส่วนใหญ่ก็คือสำรองของทีมมากกว่าเมื่อฤดูกาลที่แล้วและ อันเดรียส เปเรย์ร่า ก็เพิ่งจะกลับมาสู่ทีมอีกครั้งหลังจากโดนยืมตัวไปจะว่าไม่พร้อม ก็คือไม่พร้อม จะว่าต่างจาก ลิเวอร์พูล มั้ยก็ต่างเล็กๆนะครับเพราะทาง "หงส์แดง" มีทั้ง เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค, เจมส์ มิลเนอร์, อดัม ลัลลาน่า, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ ซาดิโอ มาเน่ ลงสนามไหนครึ่งหลังจะมี เชอร์ดาน ชากีรี่, แอนดี้ โรเบิร์ตสัน และ ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ ลงมาสับเปลี่ยนสำรองของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่พอจะมีชื่อหน่อยก็คือ เฟร็ด ห้องเครื่องตัวใหม่นั่นแหละนอกนั้นก็ดาวรุ่งล้วนๆ"นี่ไม่ใช่ทีมของเรา นี่ไม่ใช่ผู้เล่นชุดที่ดีของเรา วันนี้เราเริ่มต้นเกมด้วยผู้เล่นกว่าครึ่งที่อาจจะไม่ได้อยู่กับทีมของเราและในวันที่ 9 สิงหาคม พวกเขาอาจจะไม่อยู่กับเราแล้วก็ได้ ดังนั้นนี่ไม่ใช่ผู้เล่นชุดที่เราต้องการ"คำสัมภาษณ์ของ มูรินโญ่ หลังจบเกมหาพูดแบบนี้จริงมันค่อนข้างรุนแรงเหมือนกันนะครับ เพราะนั่นหมายความว่าบรรดาดาวรุ่งทั้งหลายที่ได้ลงสนามอาจจะระหกระเหินออกจากทีมไปอีกดาร์เมียน นี่ไปแน่ๆแล้วแน่นอน หากมองถึง 30% ของ มูรินโญ่ คือใครบ้างในเกมนี้ก็น่าจะเป็น ลี แกรนท์, เอริค ไบยี่, ฆวน มาต้า, อันเดร์ เอร์เรร่า, สก็อตต์ แมคโทมิเนย์, อเล็กซิส ซานเชซ และ เฟร็ดนั่นคือ 7 จาก 20 คนในทีมชุดนี้ที่ผมคิดว่าคือแข้งที่ มูรินโญ่ ต้องการแต่หากลองเทียบเป็นเปอร์เซนต์จริงๆแล้วมันมากกว่า 30% นะครับ แต่ก็ช่างเหอะคำพูดดังกล่าวมันจะส่งผลกระทบต่อจิตใจบรรดาดาวรุ่งที่ลงนามหรือไม่ ? ผมคิดว่าส่งผลแน่นอน เพราะพวกเขาเองต้องการที่จะผงาดก้าวขึ้นชุดใหญ่ให้ได้และจากบทสัมภาษณ์ที่ออกมามันค่อนข้างแน่นอนแล้วว่าพวกเขาอาจจะไม่ได้อยู่ต่อแข้งอย่าง โฟซู-เมนซาห์ หรือ เปเรย์ร่า ก็อาจจะต้องออกจากทีมไปอีกทั้งๆที่แฟนๆให้ความนิยมและหวังในตัวของแข้งทั้งสองรายนี้อย่างมากว่าจะกลับมาเล่นในทีมชุดใหญ่ได้มูรินโญ่ พยายามอธิบายต่างๆนาๆเกี่ยวกับเกมและผลการแข่งขันที่ออกมา พยายามบอกว่าขาดอันนี้ ตัวหลักไม่ได้ลง ตัวที่ลงมีอาการบาดเจ็บ แต่ไม่ได้กล่าวว่าแทคติคที่เขาใช้นั้นมันดูไม่มีทรงอะไรเลยแม้แต่น้อยแถมยังมีการให้สัมภาษณ์แบบตีโพยตีพายไปอีกว่าแฟนๆไม่น่าจะต้องมาเสียตังแพงๆเพื่อเข้าชมเกมแบบนี้เลยเอาจริงๆผมอ่านครั้งแรกละงงมากครับว่าพูดออกมาแล้วได้อะไร ? การมาทัวร์สหรัฐอเมริกาแน่นอนว่าสโมสรได้ผลประโยชน์มหาศาลจากค่าจ้างและค่าขายของที่ระลึกต่างๆแต่ปากที่ มูรินโญ่ พูดออกไปโดยไม่ให้ความเคารพต่อผู้จัดรวมถึงสโมสรของตัวเองเลยแม้แต่น้อย"บรรยากาศที่นี่ดีนะ แต่ถ้าผมเป็นพวกเขาผมคงไม่เข้ามาดูเกมหรอก ผมคงไม่ใช้เงินแพงๆเพื่อเข้ามาดูทีมแบบนี้""ยกตัวอย่างเลยนะ ผมดูเกมที่ เชลซี พบกับ อินเตอร์ มิลาน ทางโทรทัศน์ในวันนี้ ผู้คนตัดสินใจที่จะไม่เข้ามาดูและปล่อยให้สนามว่างเปล่า""ผู้คนที่มาที่นี่ได้แสดงออกแล้วว่าพวกเขารักสโมสรของตัวเองขนาดไหน พวกเขามาเพราะอยากสนุกไปกับสโมสร และนั่นแหละคือเหตุผลที่ว่าทำไม อันเดร์ เอร์เรร่า ถึงทุ่มเทและมอบความเคารพให้กับแฟนๆอย่างมากในเกมวันนี้"อ้าว ? แล้ว มูรินโญ่ ไม่ให้ความเคารพแฟนๆตัวเองเหรอครับถึงได้จัดแทคติคการเล่นออกมาแบบนี้ มันดูเหมือนว่าทุกคำพูดที่เขากล่าวออกมา เขาไม่ต้องการให้ทีมมาทัวร์ปรีซีซั่นที่สหรัฐอเมริกาเลยแม้แต่น้อยแถมทรงบอลแบบนี้ เน้นรับอย่างเดียวแทบไม่ได้เดินหน้าบุก "หงส์แดง" เลยแม้แต่น้อยทำให้คำพูดของ มูรินโญ่ ยิ่งไม่ถูกจริตแฟนๆเข้าไปอีกคิดแล้วก็เหนื่อยแทนสาวก 'เร้ด เดวิลส์' นะครับที่ต้องมาเจออะไรแบบนี้แต่เมื่อหันมาดู ลิเวอร์พูล ทุกๆอย่างมันยิ่งเข้าที่เข้าทางมากขึ้นเรื่อยๆ การทำทีมของ เยอร์เกน คล็อปป์ ในตอนนี้มันอาจจะเป็นสิ่งที่ มูรินโญ่ กล่าวเอาไว้ก็ได้ครับว่าลงทุนไปขนาดนี้ควรจะมีซักแชมป์ติดไม้ติดมือกับเขาบ้างแล้วสิ่งที่ คล็อปป์ ทำมาตลอดนับตั้งแต่ก้าวเข้ามาสู่บังเหียน "หงส์แดง" ก็คือการพยายามซื้อผู้เล่นในจุดที่เขามองว่าเป็นจุดบอดทันทีโดยไม่มีจำเป็นจะต้องไปเสียเวลาอะไรใดๆทั้งสิ้นโมฮาเหม็ด ซาลาห์ ถูกนำตัวเข้ามาเพื่อปรับเปลี่ยนสัมผัสในเกมรุกเช่นเดียวกับ ซาดิโอ มาเน่ หรือการคว้าตัว เวิร์กิล ฟาน ไดจ์ค เข้ามาในระดับสถิติแพงที่สุดในตำแหน่งกองหลังมันก็พิสูจน์ให้เห็นว่า คล็อปป์ มองถึงจุดอ่อนของทีมตัวเองออกและเขารู้ดีว่าเขากำลังทำอะไรอยู่โดยเฉพาะหน้าร้อนนี้ที่ อลิสซอน เบ็คเกอร์ ตบเท้าเข้ามาสู่ทีมมันอาจจะเป็น 'จิ๊กซอว์' ชิ้นสำคัญที่ทำให้ "หงส์แดง" กลับมาโลดแล่นลุ้นแชมป์ในหลายๆรายการก็เป็นได้นะครับเพราะปีที่ผ่านๆมา ซิมงต์ มิโญเลต์ ได้รับโอกาสไปแล้วก็ทำไม่ได้หรือ ลอริส คาริอุส ที่ใครๆล้อว่าเป็นบุตรของ คล็อปป์ นั้นพลาดแล้วพลาดอีกแต่ก็ยังได้รับโอกาสสุดท้ายก็กลายเป็นว่าเขาน่าจะกลับไปเป็นมือสองของทีมอีกครั้งไหนจะการฉก เชอร์ดาน ชากีรี่ มาจาก สโต๊ค ซิตี้ อีกซึ่งผมคิดว่าเขาไม่น่าจะเป็นตัวจริงหรอกครับ ชากีรี่ น่าจะเป็นตัวสแตนด์บายรอทาง ฟีร์มิโน่, ซาลาห์ หรือ มาเน่ คนใดคนหนึ่งไม่พร้อมและเป็นตัวแก้เกมเมื่อเกมรุกของ "หงส์แดง" ตันๆไปดาวเตะมะขามข้อเดียวก็แสดงให้เห็นทันทีในนัดเปิดตัวด้วยการกระโดดฟาดหยั่งกับเตะตระกร้อทำประตูสุดสวยใส่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปแบบโคตรสะใจแฟนบอล"มันไม่ปกติเลยหลังจากที่เขาเพิ่งเข้ามาอยู่กับทีมได้ 4 วันเท่านั้น เขาปรับตัวได้ไวมากเกี่ยวกับสไตล์การเล่น" คล็อปป์ กล่าวถึง ชากีรี่ตอนนี้ ลิเวอร์พูล ก็เหมือนๆกับ ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ แล้วล่ะครับที่ระบบต่างๆค่อนข้างลงตัว และรูปเกมก็สวยงามเปิดเกมรุกอย่างดุดัน สวนกลับได้โหดนรกแตกแต่อยู่ที่ว่าจะเริ่มนับ 1 คว้าแชมป์เมื่อไรเท่านั้นเองส่วนใครที่อยากจะเริ่มนับหนึ่งใหม่ภายหลังจากที่ผิดหวังจากอะไรเดิมๆขอแนะนำสิ่งใหม่ๆที่ครบครันกับ Sbobet777 มีทุกอย่างให้คุณเลือก ติดต่อรวดเร็วได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@sbo-777 หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99และใครต้องการ หา ทางเข้า sbobet คลิกเลย เรารวบรวมไว้แล้วpic : Scouted Football

การขึ้นหลังเสือครั้งใหม่ของ "เซอร์ดาน ชากิรี่"

ได้เปิดตัวกับ ลิเวอร์พูล ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว... สำหรับ เซอร์ดาน ชากิรี่ นักเตะคนใหม่ที่ช่วยสโมสรเมอร์ซี่ไซด์เอาชนะคู่แข่งตลอดกาลอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปด้วยสกอร์ขาดลอยถึง 4-1 ในศึก อินเตอร์เนชั่นแนล แชมเปี้ยนส์ คัพ เมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ฟอร์มการเปิดตัวของเขาแทบจะเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ หลังมีส่วนช่วยทางด้านเกมรุกอย่างมากและสร้างความปั่นป่วนให้แนวรับได้ไม่น้อย... แม้จะได้ลงมาช่วงครึ่งหลัง แต่เขาก็มีความคิดการตัดสินใจเกมได้ดี... เห็นได้ชัดจากลูกที่เขาช่วยแอสซิสต์ให้ ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ ทำประตูได้สำเร็จ ซึ่งหากเขาหวังโชว์ออฟเล่นเองไปผลคงไม่ออกมาดีแบบนี้... ขณะเดียวกันลูกที่ได้รับเสียงชื่นชมที่สุดคงหนีไม่พ้นการซัด "โอเวอร์เฮดคิก" ปิดท้ายในการแข่งขันครั้งนี้นั่นเอง... ต้องยอมรับว่าส่วนตัวตั้งแต่เนิ่นๆแล้วผมไม่คาดคิดว่าการมายังถิ่น แอนฟิลด์ ของแข้งชาวสวิตเซอร์แลนด์รายนี้จะสามารถสร้างผลกระทบต่อ "หงส์แดง" ได้มากสักเท่าไหร่... แน่นอนแม้จะเป็นนักเตะที่มีชื่อเสียง แต่อย่าลืมว่าเขาเพิ่งพา สโต๊ก ซิตี้ ไม่รอดตกชั้นมาแล้วในซีซั่น 2017/18 ที่ผ่านมา... การตัดสินใจย้ายมาร่วมซบ ลิเวอร์พูล มันเหมือนเป็นความรู้สึกแค่ "หนีตาย" เท่านั้น.... ไม่ใช่ทุกคนที่อยากจะเล่นจากลีกสูงสุดไปยังลีกรองลงมาหรอก... การที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ต้องการดึงตัวดาวเตะรายนี้เข้ามาเสริมทีมก็เหมือนการได้อะไหล่สำรองสำหรับ ซาดิโอ มาเน่ และ โมฮาเม็ด ซาลาห์ เพราะแน่นอนหากวัดจากฟอร์มของสองผู้เล่นถิ่น แอนฟิลด์ แล้วโอกาสที่ ชากิรี่ จะก้าวขึ้นมาเป็นตัวจริงนั้นน้อยเหลือเกิน... ด้วยราคา 13.5 ล้านปอนด์ได้ผู้เล่นระดับทีมชาติของ "แดนนาฬิกา" ก็ถือว่าคุ้มค่าที่จะเสี่ยงมาดึงเป็นตัวช่วยทีมได้อยู่แล้ว แต่หลังจากดูเกมอุ่นเครื่อง "แดงเดือด" ผมก็แทบจะอยากบอกว่ารู้สึกคิดผิด เพราะทั้งทักษะส่วนตัว การตัดสินใจและความเฉียบคมของเขานับเป็นอาวุธสำคัญทีเดียว เผลอๆ... หากรักษาฟอร์มแบบนี้เอาไว้ได้การเบียดแย่งตำแหน่งตัวหลักภายในทีมยิ่งดูมีโอกาสสูงขึ้น นับเป็นเชื้อไฟอย่างดีสำหรับ คล็อปป์ ที่จะช่วยให้เหล่านักเตะภายในทีมต่างหมั่นโชว์ฟอร์มออกมาแข่งขันกันเพื่อแย่งตำแหน่งกันต่อไป... เชื่อว่าหลังจากดูเกมนัดนี้แล้วแฟนบอลบางรายคงจะลืมดีลของ นาบิล เฟเคียร์ เพลย์เมคเกอร์ โอลิมปิก ลียง ไปด้วยซํ้ากระมั้ง... เอาจริงๆด้วยศักยภาพผู้เล่นปัจจุบันก็แทบไม่ต้องหาแข้งใหม่เพิ่มช่วงซัมเมอร์นี้แล้วล่ะ สู้มารอดูกันอีกทีช่วงตลาดหน้าหนาวดีกว่า แต่สิ่งที่น่ากังวลคงหนีไม่พ้นกับสถิติเก่าๆกับการค้าแข้งร่วมทีมใหญ่อื่นๆ... นักเตะวัย 26 ปีรายนี้เคยขึ้นหลังยักษ์อย่าง "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค และ "งูใหญ่" อินเตอร์ มิลาน มาแล้ว... อย่างไรก็ตามแม้จะเคยถูกยกให้เป็นผู้เล่นฝีเท้าดีจาก บาเซิ่ล มาก่อน แต่การต้องมาเจอซูเปอร์สตาร์ในสโมสรเมืองเบียร์ โอกาสที่เขาได้รับก็ดูจะเงียบหายไป ก่อนจะได้ไปอยู่กับทีมแดนพาสต้าในปี 2015 แค่เพียงครึ่งฤดูกาลเท่านั้นและโยกซบ "ช่างปั้นหม้อ" ในเวลาต่อมา เห็นได้ชัดว่านักเตะรายนี้มีประวัติที่ไม่ค่อยดีกับเหล่าสโมสรใหญ่สักเท่าไหร่ อาจจะเรียกได้ว่าไม่ประสบความสำเร็จกับทีมใหญ่ๆจากลีกต่างๆก็ว่าได้... แต่ส่วนหนึ่งที่เขาโชว์ฟอร์มได้เป็นอย่างดีกับทีมในเกมอุ่นเครื่องครั้งนี้ก็อาจจะมาจาก "ความคุ้นเคย" ก็เป็นได้เช่นกัน... แม้จะเป็นการเปิดตัวบนสนามกับ "หงส์แดง" ครั้งแรก กระนั้นอย่าลืมว่าเขาเล่นในลีกสูงสุดแดนผู้ดีมาถึง 3 ปีแล้ว เรื่องการปรับตัวก็คงไม่ต้องทำอะไรมากมายนัก ส่วนตัวผมมองว่าช่วงเวลานี้แหละ... มันจะกลายเป็นโอกาสที่ ชากิรี่ จะได้พิสูจน์ตัวเองครั้งใหม่บนหลังเสือสักที! เจ้าตัวเคยออกมาพูดเองว่า "ที่ สโต๊ก ผมไม่สามารถทำอะไรได้มากมายนัก เพราะผู้เล่นอื่นๆรอบตัวผมยังขาดคุณภาพอยู่" แน่นอนคำพูดนั้นออกแนวสร้างดราม่าได้เลยนะ... แต่หากมองจากภาพรวมแล้วการที่ "พ็อตเตอร์" ต้องตกชั้นไป แม้ ชากิรี่ จะทำได้ถึง 8 ประตู มันก็เป็นสัญญาณที่ชัดเจนจริงๆเกี่ยวกับเรื่องคุณภาพของทีม... มาถึงตอนนี้ศักยภาพตัวผู้เล่นของ "หงส์แดง" หลายๆคน ทางด้าน ชากิรี่ คงจะอ้างเหตุผลเดิมไม่ได้อีกแล้ว ได้เวลาที่เขาจะต้องคว้าโอกาสพิสูจน์ตัวเองแล้วว่ามีคุณภาพมากพอสำหรับสโมสรใหญ่ๆหรือเปล่า? บางทีมันอาจจะเป็นโอกาสขึ้นหลังเสือครั้งสุดท้ายสำหรับเขาแล้วก็ได้.... สุดท้ายขอฝากกับเว็บไซต์แห่งความสนุก ตื่นเต้น ไม่มีปล่อยให้ช้ากับ Mysbo99 บริการดุจญาติพี่น้อง สนใจแอดกันได้ที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo หรือโทร 08-0003-1188 / 08-0003-1177 Credit Pic : Zimbio, Squawka Football, Liverpool FC

เชื้อชาติ ชาติพันธ์ ทำไมโลกฟุตบอลถึงระอุในตอนนี้

กลายเป็นประเด็นใหญ่ ประเด็นร้อนอย่างต่อเนื่องสำหรับปัญหาทางชาติพันธุ์ของนักฟุตบอลระดับโลกที่ไล่เรียงมาตั้งแต่ตอนทีมชาติฝรั่งเศสคว้าแชมป์โลกได้สำเร็จมีบางคนพูดว่าชาวแอฟริกันสามารถคว้าแชมป์โลกได้ใช่ มันเป็นแบบนั้นแหละครับ มันคือสิ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่ากว่าครึ่งค่อนทีมของทัพ "ตราไก่" คือชาวแอฟริกันที่มี "สัญชาติ" เฟร้นซ์ เพราะพ่อแม่บางคนคือผู้อพยพที่เสี่ยงโชคชะตาของตัวเองมายังประเทศซึ่งเจริญกว่าถามว่ามันผิดมั้ย ? มันไม่ได้ผิดหรอกครับ หากมองย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยก่อนว่าฝรั่งเศสล่าอาณานิคมได้มากมายขนาดไหน การเดินทางเข้าออกของคนกลุ่มที่พูดได้ว่าคือชาว 'อพยพ' มันค่อนข้างทำได้แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปก็คือ ฝรั่งเศส มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและพวกเขาก็ยอมรับคนที่มีเชื้อชาติมาจากแอฟริกันให้เป็นสัญชาติเฟร้นซ์ได้อย่างสมบูรณ์โดยไม่มีข้อกังขาใดๆเราต้องแยกให้ออกครับระหว่าง เชื้อชาติ และ สัญชาติ"คือผู้คนต่างบอกว่าพวกเขาไม่ใช่ชาวแอฟริกัน พวกเขาเป็นฝรั่งเศสต่างหาก ผมก็แบบ ทำไมพวกเขาจะเป็นทั้งคู่ไม่ได้ล่ะ? ใช่มั้ย? ใช่มั้ยล่ะ ทำไมการเป็นทั้งสองอย่าง มีแต่เฉพาะคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ? ทำไมพวกเขาเป็นแอฟริกันไม่ได้?""ดังนั้น สิ่งที่พวกเขากำลังอ้างถึงตรงนี้คือ การที่จะเป็นคนฝรั่งเศสได้ คุณต้องลบทุกอย่างที่เป็นแอฟริกันเหรอ เพราะ พวกเขาหมายความว่ายังไง ตอนที่พวกเขาบอกว่านี่เป็นวัฒนธรรมของเรา โน่นนี่ของเรา""ดังนั้น คุณจะเป็นทั้งคนฝรั่งเศสและแอฟริกันในเวลาเดียวกันไม่ได้ ซึ่งผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งเลย"นี่คือคำพูดของพิธีกรรายการโทรทัศน์แห่งประเทศสหรัฐอเมริกาที่ชื่อว่า 'Trevor Noah' เขาโต้แย้งคำวิจารณ์ที่ตนเองเป็นคนเคยพูดเอาไว้ก่อนหน้าว่าทีมจากแอฟริกันคว้าแชมป์โลกได้มันเป็นการมองมุมกลับที่ผมก็ว่า เออ น่าสนใจดี น่าสนใจมากๆในเมื่อสัญชาติของแข้งผิวสีทั้ง พอล ป็อกบา, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, สตีฟ ม็องดองด้า, คีลิยัน เอ็มบัปเป้ คือชาวเฟร้นซ์ ทว่าเชื้อชาติจริงๆของพวกเขาเหล่านี้ไม่ใช่ พวกเขามาจากแอฟริกาและทุกคนก็รู้ดีการเรียกแข้งซูเปอร์สตาร์เกล่านี้ว่าเป็น เฟร้นซ์-แอฟริกัน มันไม่ใช่การเหยียดอะไร แต่มันคือการที่ไม่ให้ลืมรากเหง้าของตัวเอง และคุณก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าฝรั่งเศสชุดนี้มีความสามัคคีกันขนาดไหน แฟนๆสนับสนุนทีมนี้ขนาดไหน มันไม่ได้มีการเหยียดหรือเป็นประเด็นร้อนประเด็นดังอะไรเลยนับตั้งแต่เริ่มการแข่งขันมันเพิ่งมาตอนที่ "ตราไก่" ผงาดคว้าแชมป์โลกนั่นแหละครับ การที่มีคนเริ่มพูดว่าแอฟริกันคว้าแชมป์โลกได้และเริ่มถูกไปอย่างหลากหลายมันจึงกลายเป็นสิ่งที่น่าหัวเราะ หรือสิ่งที่ฝรั่งเศสควรจะแคร์ขนาดหรือไม่ ? ผมว่าไม่หรอกครับ ในเมื่อประเทศของพวกเขามีความหลากหลายทางชาติพันธุ์อยู่แล้วจะไปสนใจทำไม และก็ไม่มีใครออกมาเถียงหรือว่าอะไรด้วยซ้ำอย่าลืมนะครับว่า ซีเนอดีน ซีดาน โคตรลูกหนังแห่งแดนน้ำหอมนี่ก็มีเชื้อชาติมาจากแอลจีเรียด้วยประเด็นเลยเงียบไปและทุกคนต่างให้การยอมรับทว่าเรื่องของสัญชาติ เชื้อชาติ ก็มาแดงขึ้นอีกครั้งจากการประกาศอำลาทีมชาติของ เมซุต โอซีล"ผมคือชาวเยอรมันยามที่เราชนะ แต่ผมคือผู้อพยพยามที่เราแพ้"คำอธิบายสั้นๆแต่สะเทือนหัวใจคือสิ่งที่ โอซีล กลั่นออกมาผ่านทางจดหมายเปิดผนึกเพื่อให้ทุกคนได้รับทราบถึงความน้อยใจของเขาต่อสหพันธ์ฟุตบอลเยอรมันนีขนาดไหนข้อความดังกล่าวถูกเผนแพร่กระจายไปในสื่อสังคมออนไลน์ทั่วโลกทั้ง เฟซบุ๊ค, อินสตราแกม และ ทวิตเตอร์ มันกลายเป็นประโยคที่ทำให้หลายคนรู้สึกสงสารและเห็นใจในตัวของมิดฟิลด์ซ้ายสั่งตายรายนี้สิ่งที่ โอซีล ทำมาตลอดให้กับ "อินทรีเหล็ก" นั้นมันเหนือคำบรรยายและการพบเจออะไรแบบนั้น แบบในสิ่งที่เขาร่ายยาวเปิดใจผ่านตัวอักษรแน่นอนว่าเขาคงรู้สึกผิดหวังอย่างมากทั้งๆที่สิ่งที่เขาลงไปนั้นอาจจะดูเป็นเรื่องเล็กน้อยถามว่าผิดมั้ย ? มันก็ผิดนั่นแหละครับ"สำหรับผม การได้ถ่ายรูปกับประธานาธิบดี เออร์โดกัน ไม่มีความตั้งใจที่จะให้ไปเกี่ยวโยงกับการเมืองหรือการเลือกตั้งอะไร มันเกี่ยวข้องกับความเคารพต่อผู้ที่ดำรงตำแหน่งสูงสุดในประเทศบ้านเกิดของครอบครัวผม"นี่คือคำอธิบายของ โอซีล ในการถ่ายรูปคู่กับประธานาธิบดีของ ตุรกี แต่สถานการณ์ต่างๆระหว่างประเทศของทั้ง เยอรมันนี และ ตุรกี นั้นยิ้มแย้มแจ่มใสให้กันหรือไม่ มันก็ไม่สัญชาติของโอซีลคือเยอรมันแต่เชื้อชาติของเขาคือตุรกี หากเป็นแบบนั้นเขาก็ควรจะให้ความเคารพต่อประเทศที่เขาเกิดและควรจะรู้ตัวว่าทำอะไรอยู่ถึงแม้ว่า โอซีล อาจจะไม่ได้ทำคนเดียวเพราะยังมี อิลกาย กุนโดกัน ไปถ่ายรูปร่วมด้วยอีกคนแต่ทำไม กุนโดกัน ถึงไม่โดนซัดเละเทะแบบนั้น ? ทำไมนักเตะที่มีเชื้อชาติแบบเดียวกับ โอซีล อย่าง ซามี่ เคห์ดิร่า และ เอ็มเร่ ชาน ไม่โดนลูกหลงไปด้วย ?หรือแม้แต่แข้งอย่าง เยโรม บัวเต็ง และ ลูคัส โพดอลสกี้ พวกนี้ก็ไม่ใช่เยอรมันที่แท้จริง แถมเราจะสังเกตเห็นชัดมาตลอดว่าเวลาเพลงชาติเยอรมันนีขึ้นมาแข้งที่ไม่ได้มีเชื้อชาติเป็นเยอรมันแท้ๆจะไม่ร้องเพลงชาติเลยนะครับ (ชมคลิปด้านล่างในคอมเมนท์) ประเด็นนี้ถ้าหากเกิดขึ้นในบ้านเราล่ะก็ละเอียดอ่อนแน่นอนแล้วไง ใครแคร์ ? แฟนๆของ "อินทรีเหล็ก" ไม่ได้มีการประท้วงหรือแอนตี้อย่างชัดเจนเกี่ยวกับการกระทำดังกล่าว ใครคือเยอรมันคนนั้นก็ร้องปกติ หรือถ้าหากจะไม่ร้องก็ขอแค่ทุ่มเทให้เท่านั้นก็พอซึ่งชื่อชั้นแต่ล่ะคนก็ธรรมดาซะที่ไหนล่ะครับ รับใช้ทีมชาติเยอรมันนีกันมากว่าครึ่งค่อนชีวิตพ่อค้าแข้งกันทั้งนั้นแต่เพราะ โอซีล คือแพะ แพะที่ถูกจับจ้อง เพราะเขาคือซูปเปอร์สตาร์ตัวความหวังของ "อินทรีเหล็ก" มาตลอด เขาได้รับการโหวตให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของทีมชาติเยอรมันในปี 2011, 2012, 2013, 2015 และ 2016ได้ติดกันแบบนี้มันไม่ใช่ขี้ๆนะครับ เขาเป็นแข้งที่ได้รับความนิยมอย่างมาก แต่เมื่อผิดพลาดครั้งเดียวกับโดนถล่มแบบไม่มีชิ้นดีใครมันจะไปทนไหวแถมพอประกาศเลิกเล่นไปด้วยบทความที่ดูนะน้อยใจและออกลูกงอแงเล็กๆของ โอซีล สิ่งที่เขาได้รับคือการซ้ำเติมจาก อูลี เออร์เนส ประธานสโมสรผู้เคยติดคุกแห่ง บาเยิร์น มิวนิค และ ฮีโร่ของ "อินทรีเหล็ก" อย่าง โลธาร์ มัทเธอุส"มันเป็นข่าวดีสำหรับทีมชาติ โอซิล เล่นย่ำแย่มาตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาแท็คเกิ้ลเอาชนะครั้งสุดท้ายก่อนฟุตบอลโลก 2014 ทั้งหมดที่เขาทำในสนามเป็นเพียงการผ่านบอล และตอนนี้เขาต้องเก็บตัวเอง และฟอร์มห่วยๆของเขาเอาไว้เบื้องหลังภาพนี้ (จดหมายเลิกเล่นทีมชาติ)""สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือแฟนบอลเด็กๆ 35 ล้านคนของเขาบนโซเชียลมีเดียที่ให้กำลังใจเขาเมื่อใดก็ตามที่เขาเล่นด้วยการผ่านง่ายๆให้กับเพื่อนร่วมทีม ผมดีใจที่สุดท้ายเขาก็เลิกเล่นทีมชาติ ทุกครั้งที่เราเจอกับ อาร์เซน่อล เราโฟกัสเล่นงานเขา เพราะเรารู้ว่าเขาเป็นจุดอ่อน"คำพูดของ เออร์เนส ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ดูบรรดาลูกทีมของ "เสือใต้" เล่นในศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้ยังไงอย่างนั้นมานูเอล นอยเออร์ สมควรเป็นมือหนึ่งมั้ยล่ะ ? หลังจากที่บาดเจ็บมานานจนลืมซึ่ง มาร์ค-อันเดร์ แทร์ สเตเก้น โชว์ฟอร์มได้ดีกับ บาร์เซโลน่า มาตลอดทั้งซีซั่นกลับต้องนั่งกร่อยๆอยู่ข้างสนามสิ่งที่ นอยเออร์ ทำมาก็เหมือนกับ โอซีล นั่นแหละครับคือเป็นฮีโร่ในปี 2014 และเป็นกัปตันต่อจาก ฟิลิปป์ ลาห์ม ที่ประกาศเลิกเล่นไป แต่ถามว่าสมควรไม่ มุมมองผมก็ไม่หรอกครับ แทร์ สเตเก้น สมควรได้รับโอกาสนี้มากกว่าหรืออย่าง โทมัส มุลเลอร์ ฟอร์มหดฟอร์มหายขนาดนั้นในฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย แต่คำวิจารณ์ก็เงียบกริบ เป่าสากเสียงลมบางทีมันยังดังกว่าเลยซึ่งแตกต่างจาก โอซีล ที่ได้บอลก็ดูเหมือนว่าจะโดนด่าซะแล้วน่าเห็นใจแทนเขาเหมือนกันนะครับ ที่ต้องมาเจออะไรแบบนี้ สิ่งที่ โอซีล ทุ่มเทมาตลอดส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับความจริงล่ะครับว่าการเหยียดเชื้อชาตินั้นยังคงดำรงอยู่ต่อไปกับคนบางกลุ่ม แต่ไม่ทั้งหมด สิ่งที่แตกต่างกันในวันนี้ของฝรั่งเศสและเยอรมันนีก็คือ ......ทีมหนึ่งคว้าแชมป์โลก อีกทีมตกรอบแรกและคนที่ซวยที่สุดนั้นก็คือ โอซีล ผู้ที่แบกรับเอาไว้ทุกอย่างอ่านเรื่องเครียดๆกันไปแล้วและถ้าหากเพื่อนๆคนไหนอยากหาสิ่งคลายเครียดล่ะก็ขอแนะนำ Sbobet777 มีทุกอย่างให้คุณเลือก ติดต่อรวดเร็วได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@sbo-777 หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

บทสัมภาษณ์ฉบับเต็มนายด่านความหวังใหม่ 'อลิสซอน เบ็คเกอร์'

ตัดวันพักร้อนเพื่อมาหงส์-ไม่โวเยอะเจ็บคอ-ดีแค่ไหนรอดูในสนาม บทสัมภาษณ์ฉบับเต็มนายด่านความหวังใหม่ 'อลิสซอน เบ็คเกอร์' #รู้สึกยังไงที่ดีลนี้จบและกลายมาเป็นผู้เล่นของลิเวอร์พูลซักที"ผมมีความสุขโคตรๆ มันเหมือนกับฝันที่เป็นจริงในการสวมเสื้อของสโมสรที่เต็มไปด้วยเกียรติและชื่อเสียงขนาดนี้ พวกเขาคือสโมสรที่ต้องการชัยชนะอยู่เสมอ มันเป็นโอกาสที่สำคัญทั้งในชีวิตและอาชีพของผมกับการได้มาเป็นส่วนหนึ่งของสโมสรและครอบครัวแห่งนี้ พวกคุณสามารถมั่นใจได้เลยว่าผมจะทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างที่มี"#มันจริงมั้ยที่คุณยอมตัดวันพักร้อนให้สั้นลงเพื่อบินมาลิเวอร์พูลและปิดดีลทุกอย่าง"ใช่ ผมตัดวันพักร้อนทิ้งไปเลยแต่ผมก็โอเคที่ได้ทำแบบนั้นเพราะว่ามันเป็นการทำให้ฝันของตัวเองเป็นจริงในการก้าวต่อไปในอาชีพนี้ มันเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่และมันก็ทำให้ผมมีความสุข ผมยอมทิ้งครอบครัวเอาไว้ข้างหลังก่อนเพื่อที่จะมายุติปัญหาต่างๆ ตอนนี้ผมก็เป็นตัวแทนของพวกเขาเพราะว่าพวกเขาอยู่ในใจของผมเสมอ ดังนั้นมันไม่ใช่การเสียสละอะไร ผมมีความสุขที่ได้มาอยู่ที่นี่ เพราะมันจะเป็นบ้านใหม่ของครอบครัวผม"#มีข่าวลือของคุณกับสโมสรต่างๆมากมายแต่ทำไมคุณถึงเลือกลิเวอร์พูล"อย่างที่ผมพูดไปก่อนหน้า ลิเวอร์พูล คือทีมที่ต้องการชัยชนะ มีแฟนๆที่คลั่งไคล้คอยสนับสนุนคุณอยู่ข้างหลังในทุกๆเกม การเล่นต่อหน้าพวกเขาใน แชมเปี้ยนส์ลีก เมื่อปีก่อนมันทำให้ผมสัมผัสบรรยากาศในสนามและมันก็มีอิทธิพลต่อผมอย่างมาก ครั้งแรกที่ผมได้ยินว่าพวกคุณสนใจผมก็เริ่มคิดถึงการได้ลงสนามเพื่อลิเวอร์พูลทันที ผมจากสโมสรที่ผมเองก็ลงเล่นด้วยความสุขมา มันทำให้ผมเชื่อว่าผมจะมีความสุขเช่นเดียวกันที่นี่ ผมจะตอบแทนแฟนๆแน่นอนด้วยการเข้าร่วมทีมเพื่อพัฒนาและประสบความสำเร็จไปด้วยกัน พวกเขาเคยไปนัดชิงชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ลีก มาแล้วและนั่นก็เป็นแรงกระตุ้นให้กับผมในการเติมเต็มฟุตบอลระดับสูง""ผมเชื่อนะว่านี่จะเป็นดีลที่ดีในอาชีพอของผม มันจะทำให้ผมเติบโตขึ้น ดังนั้นผมเองก็สามารถจะเพิ่มเติมอะไรบางอย่างลงไปให้กับทีมได้แน่นอนเพราะสโมสรแห่งนี้เป็นสโมสรที่ยิ่งใหญ่"#อิทธิพลจากแฟนๆในค่ำคืนนั้นมันส่งผลทำให้คุณตัดสินใจมาเล่นที่ลิเวอร์พูลงั้นเหรอ"ใช่เลย มันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจมาที่นี่ เมื่อคุณตัดสินใจสิ่งสำคัญอะไรบางอย่างไม่ใช่แค่เพียงการเปลี่ยนสโมสร มันอาจจะเป็นการเปลี่ยนชีวิตของคุณไปเลย ซึ่งผมยังคงได้ชมเกมอื่นๆด้วย ผมเห็นสิ่งที่ คล็อปป์ ทำกับทีมและมันก็ทำให้ผมตื่นเต้นมากๆ""ผมหวังว่าผมจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ที่กำลังจะถูกสร้างขึ้นอีกครั้งที่นี่ การคว้าแชมป์คือโปรเจคท์ที่ถูกผลักดันมาตลอดหลายปีที่ผ่านมาดังนั้นเราจะได้เห็น ลิเวอร์พูล กลับมาผงาดอีกครั้ง"#คุณคาดหวังที่จะนำอะไรบ้างมายังลิเวอร์พูลคุณจะอธิบายตัวเองและสไตล์การเล่นให้พวกเราฟังยังไงบ้าง"ผมชอบที่จะโชว์ศักยภาพของตัวเองบนสนามมากกว่า ผมไม่ใช่คนที่ชอบโชว์ด้วยคำพูด ผมมองหน้าถึงโอกาส ผมเป็นผู้รักษาประตูที่นิ่งและเหนือสิ่งอื่นใดผมมีความกระหายในชัยชนะ เมื่อผมได้ลงสนามผมจะทำทุกๆอย่างเพื่อทีม เพื่อเสื้อตัวนี้ แฟนๆและเพื่อนร่วมทีมสามารถคาดหวังในความทุ่มเทของผมได้บนสนามและการฝึกซ้อมในทุกๆวันแน่นอน""ผมมีความมุ่งมั่นเพื่อฟอร์มที่เพอร์เฟคท์และต้องการจะพัฒนาตัวเองในทุกๆวัน ผมเป็นผู้รักษาประตูที่มีความว่องไวแม้ตัวจะสูงก็ตาม ผมมีทั้งความรวดเร็วและกำลังขาที่ยอดเยี่ยม รวมถึงผมยังเล่นบอลกับเท้าได้ดีและต้องการมีส่วนร่วมกับเกมเสมอ ผมคิดว่าสไตล์ของผมเหมาะสมกับสไตล์ของ คล็อปป์ ผมอยากที่จะรู้ว่าเขาคาดหวังอะไรในตัวผม เพื่อที่จะได้กำหนดสไตล์ของตัวผมเองกับลิเวอร์พูล"#คุณได้คุยกับเพื่อนร่วมชาติโรแบร์โต้ฟีร์มิโน่เกี่ยวกับลิเวอร์พูลมาก่อนหน้านี้มั้ย"แน่นอนผมคุยกับเขา ผมคุยกับเขาก่อนที่ทุกๆอย่างจะเริ่มต้นขึ้นซะอีก เมื่อข้อเสนอเข้ามาอย่างเป็นทางการผมก็คุยกับเขาอีกรอบและผมก็ได้ยินแต่สิ่งดีๆเกี่ยวกับสโมสรและเมืองแห่งนี้ เขาเป็นนักเตะคนหนึ่งที่รู้สึกว่าที่นี่คือบ้าน แฟนๆหลงรักเขาและยังเป็นขวัญใจของเพื่อนร่วมทีมอีก เขาเป็นคนที่ดีและเป็นคนคิดในแง่บวกเสมอ""เขาบอกกับผมว่าถ้าผมมาอยู่ด้วยจริงๆ ผมจะต้องมีความสุขแบบเดียวกัน ช่วงเวลาที่เราเล่นทีมชาติด้วยกันมันทำให้ผมมีความสุขนะกับการได้มาอยู่ทีมเดียวกับเขาและผมก็หวังว่าเราจะพัฒนาไปด้วยกัน"#คุณเป็นผู้รักษาประตูที่มีชื่อเสียงในเรื่องการออกบอลคุณคิดว่าจะช่วยเพื่อนร่วมทีมได้มากแค่ไหนกับสไตล์ที่ลิเวอร์พูลเล่นตอนนี้"ผมหวังว่าจะช่วยได้ ทีมนี้เต็มไปด้วยศักยภาพ ตั้งแต่กองหลังยันกองหน้า ผมหวังว่าสไตล์ของผมจะมีส่วนร่วมกับทีมและผมจะทุ่มเทในทุกๆวัน ด้วยความเคารพต่อทุกๆคน ผมจะทำทุกๆอย่างเพื่อให้ ลิเวอร์พูล เติบโตขึ้น"#คุณได้คุยกับผู้รักษาประตูร่วมชาติอย่างเอแดร์ซอนที่เฝ้าเสาอยู่กับแมนเชสเตอร์ซิตี้ด้วยรึเปล่าและคุณพูดคุยอะไรเกี่ยวกับพรีเมียร์ลีก"ใช่ เรามีการคุยกัน เอาจริงๆผมคุยกับนักเตะทีมชาติทุกคนที่เคยเล่นในพรีเมียร์ลีกเลยแหละ ผมถามเกี่ยวกับลีกนี้เช่นสไตล์การเล่นต่างๆเพราะสิ่งที่ได้เห็นในทีวีกับสิ่งที่เราจะต้องเผชิญหน้าในทุกๆวันมันแตกต่างกัน ผมได้ยินแต่เรื่องดีๆนะ ถ้าหากพรีเมียร์ลีกมันไม่ได้ใหญ่ที่สุดมันก็คือหนึ่งในลีกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกนั่นแหละ""มันมีการแข่งขันสูงและมันก็น่าตื่นเต้นสุดๆ ผมชอบความท้าทาย ผมมาที่นี่เพราะมันมีความท้าทายที่เร้าอารมณ์รอผมอยู่"#ตอนนี้คุณมีผู้จัดการทีมคนใหม่แล้วนั่นก็คือเยอร์เก้นคล็อปป์คุณอยากที่จะร่วมงานกับเขาขนาดไหน"ผมอยากจะร่วมงานกับเขาโคตรๆเลยอ่ะ ผมติดตามเขามาตั้งแต่เขาอยู่ ดอร์ทมุนด์ แล้วเอาจริงๆ ผมยอมรับในสไตล์ของเขาเสมอแม้ตอนที่ผมจะเล่นเผชิญหน้ากับทีมของเขา คล็อปป์ เป็นผู้จัดการทีมที่ฉลาดและมีแทคติคที่ชัดเจนบนสนาม ทีมนี้ยากที่จะหยุดยั้งเพราะพวกเขามีพลังในเกมรุกและเกมรับที่แข็งแกร่ง""ผมหวังว่าจะปรับตัวให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมไม่ได้คิดว่าตัวเองจะมีปัญหาทางด้านภาษหรือสไตล์การเล่นอะไร สิ่งที่แตกต่างใน พรีเมียร์ลีก ก็คือการใช้พละกำลังร่างกายสูงดังนั้นผมจะพัฒนาตัวเองพร้อมๆกับปรับตัวให้เขากับสไตล์การเล่นของที่นี่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้"#คุณได้คุยกับคล็อปป์บ้างรึยัง"เราพูดคุยกันสั้นๆผ่านโทรศัพท์ เขาพูดกับผมถึงทีมและสไตล์ของตัวเอง และก็มีการพูดถึงสิ่งที่ผมสามารถคาดหวังได้ที่ ลิเวอร์พูล เราพูดกันถึงเมืองเช่นเดียวกับสโมสร รวมถึงโปรเจคท์ทางด้านกีฬาต่างๆที่นี่ สโมสรต้องการโทรฟี่ส์และความสำเร็จ""สโมสรพูดถึงในสิ่งที่พวกเขาต้องการ คล็อปป์พูดถึงสไตล์การเป็นโค้ชของเขา มันเป็นการคุยกันสั้นๆอ่ะนะแต่มันทุกๆอย่างก็เป็นไปในแง่บวกและผมก็อยากที่จะพบและรู้จักเขาในฐานะส่วนตัวด้วย ผมยังคงมองหน้าถึงการลงสนามและทำงานร่วมกับเขาพร้อมกับเพื่อนร่วมทีม และผมกำลังมองหน้าถึงสิ่งที่ผมรักที่สุด นั่นก็คือเล่นฟุตบอล"#คุณบอกถึงความรู้สึกในช่วงสองสามวันที่ผ่านมาจนกระทั่งดีลนี้เสร็จสิ้นให้เราฟังหน่อย"มันเป็นดีลที่เต็มไปด้วยห้วงอารมณ์เพราะมีการพูดคุยกันมาอย่างยาวนาน มันไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกแต่ผมเชื่อมั่นใจพระเจ้า ผมศรัทธาต่อพระเจ้า ผมสวดภาวนาและทิ้งช่วงเวลาต่างๆให้ท่านเป็นคนตัดสิน ผมตัดสินใจที่จะมาที่ร่วมกับที่ปรึกษาของผมและแน่นอนครอบครัวของผมด้วยตอนที่พวกเราพักร้อนอยู่""ผมกลับมาคิดถึงสิ่งเหล่านี้มากมายเพราะตอนฟุตบอลโลกผมไม่ต้องการให้อะไรมารบกวนจิตใจของตัวเอง มันทำให้ขณะที่ตัวผมอยู่ในช่วงพักร้อนผมตื่นเต้นมากๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมกลายเป็นว่ากระวนกระวายเกี่ยวกับการตัดสินใจเพราะมันเป็นการตัดสินใจต่อชีวิตทั้งชีวิตผม สุดท้ายผมก็เลือกมาที่นี่เมื่อทุกๆอย่างมันเป็นไปได้ด้วยดีและโรม่าก็ไฟเขียวให้ลิเวอร์พูล มันเป็นช่วงเวลาที่เราทุกคนมีความสุขทั้งครอบครัวและที่ปรึกษาของผม"#สุดท้ายคุณจะทิ้งท้ายอะไรถึงแฟนๆบ้าง"สิ่งที่ผมอยากจะพูดถึงทุกๆคนก็คือผมมีคตวามสุขที่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของทีมและครอบครัวแห่งนี้ ผมเป็นคนที่ชอบและต้องการความสำเร็จในชีวิต ผมเดินมาจากที่ไม่มีอะไรจนกระทั่งมาถึงจุดนี้ของอาชีพ ขอบคุณพระเจ้า พวกคุณมั่นใจได้เลยว่าผมจะทุ่มเททุกอย่างบนสนาม ผมจะทำให้พวกคุณมีความสุข ผมหวังการสนับสนุนจากพวกเขาและผมก็หวังที่จะตอบแทนความคาดหวังที่พวกเขามีต่อตัวผมให้ได้"อลิสซอน ได้เริ่มความท้าทายใหม่ๆให้กับตัวเองไปแล้วและใครที่อยากหาความท้าทายใหม่ๆเหมือนกันล่ะก็ขอแนะนำ Sbobet777 ติดต่อรวดเร็วได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@sbo-777 หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99