breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

"เปแอสเช" กับโอกาสเป็นจ้าวแห่งนํ้าหอมอีกครา!

กลับมาคว้าแชมป์อีกสมัยได้สำเร็จ สำหรับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง สโมสรเงินถัง ลีก เอิง ฝรั่งเศส ที่จัดการคว้าถ้วยแรกในฤดูกาลนี้มาครองได้เรียบร้อยแล้ว หลังโค่น บาสเตีย ไปด้วยสกอร์ถึง 4-0 ส่งผลให้คว้าแชมป์ เฟร้นช์ ลีก คัพ มาได้สำเร็จและยังเป็นการคว้าแชมป์ครั้งที่ 5 ในรายการนี้อีกด้วย เกมนี้เห็นได้ชัดว่า "เปแอสเช" ครองความได้เปรียบมาตั้งแต่ช่วง 20 นาทีแรก หลัง เซบาสเตียน สกิลลาซี่ โดนใบแดงเข้าอย่างจัง ก่อนจะเป็น ซลาตัน อิบราฮิมโมวิช หัวหอกตัวเก๋าจัดไปสองประตู พร้อมตามมาด้วย เอดินสัน คาวานี่ และ ลูคัส มูร่า อีกคนละตุง ต้องบอกว่ารูปเกมในวันนี้เป็นของแชมป์เก่าอย่างชัดเจนด้วยการครองบอลมากถึง 70% ต่อ 30% นับเป็นการฉลองแชมป์ครั้งยิ่งใหญ่ต่อหน้าผู้ชมมากถึง 75,000 คนเลยทีเดียว เท่ากับว่าสโมสรจากกรุงปารีสมีโอกาสที่จะคว้า "ทริปเปิ้ลแชมป์" ในแดนนํ้าหอมได้สำเร็จเป็นครั้งที่สองติดต่อกัน หลังจากฤดูกาล 2013/14 พวกเขาได้ครองถ้วยทั้ง เฟร้นช์ ลีก คัพ, ลีก เอิง และ ซูเปอร์ คัพ มาครองได้สำเร็จ.... เผลอๆอาจมีคว้า "สี่แชมป์" ได้ด้วยซํ้า! กระนั้นทุกท่านทราบหรือไม่ว่า แม้ฤดูกาลที่แล้วสโมสรสัญลักษณ์ตรา "ไอเฟล" จะทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ในฤดูกาลนี้พวกเขากลับต้องพบกับความยากลำบากในการลุ้นแชมป์ต่างจากที่เคยทำมา.... กองทัพ "ปาริเซียน" เปิดฤดูกาลนี้ได้ไม่ดีนัก หลังพลาดท่าเสมออยู่บ่อยครั้งจนเป็นเหตุให้ทั้ง โอลิมปิก มาร์กเซย และ โอลิมปิก ลียง ก้าวขึ้นมาทัดทานหัวตารางได้อย่างสนุกยันกลางฤดูกาล ซึ่งก็ทำให้ โลร็องต์ บล็องก์ กุนซือใหญ่ประจำสโมสรจำต้องเก้าอี้ร้อนเลยทีเดียว ขณะที่แข้งดังอย่าง เอเซเกล ลาเวซซี่ และ เอดินสัน คาวานี่ ต่างตกเป็นข่าวการย้ายทีมอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ล่าสุดทุกอย่างกลับเปลี่ยนแปลงไปหมดและเป็น "เปแอสเช" ที่ทำผลงานได้ดีขึ้นอย่างเหลือเชื่อจนแซงขึ้นมาบนหัวตารางได้สำเร็จอีกครั้ง ทั้งแซงหน้า "โอแอล" ก้าวขึ้นมายังจ่าฝูงที่ 62 แต้ม ทั้งยังหนีอริเก่าอย่าง โมนาโก มากถึง 4 คะแนนและยังมีการแข่งขันน้อยกว่าหนึ่งนัดอีกต่างหาก ส่งผลให้โอกาสลุ้นแชมป์ลีกปีนี้น่าสนใจขึ้นเป็นอย่างมากทีเดียว ยิ่งหากดูจากเกมที่เหลือในลีกฤดูกาลนี้แล้ว เกมที่ต้องห่วงหนักก็เหลือแค่การเจอกับ ลีลล์ เท่านั้น ขณะที่คู่แข่งตัวฉกาจในฤดูกาลนี้อย่าง "โอแอล" ยังต้องเจอกับทั้ง แซงต์-เอเตียน และ บอร์กโดซ์ ซึ่งหากเหล่าขุนพลของ อูแบร์ ฟูร์กนิเยร์ พลาดท่าหนึ่งในสองเกมนี้ก็มีโอกาสเป็นอย่างมากที่จะพลาดคว้าแชมป์ที่รอคอยมานานถึง 7 ปีด้วยกัน ส่วนอีกทีมหนึ่งที่ทำผลงานได้อย่างน่าสนใจเมื่อช่วงต้นฤดูกาลอย่าง "โอแอม" ที่ตอนนี้ตกไปอยู่ถึง อันดับ 4 เสียอย่างนั้นก็แทบยังมีแต้มถูก "เปแอสเช" ทิ้งห่างที่ 5 คะแนน ซึ่งแม้จะดูไม่เยอะอะไรมากนัก แต่การต้องเจอกับทั้ง บอร์กโดซ์, โมนาโก และ ลีลล์ ก็แทบจะกลายเป็นด่านสำคัญที่มีสิทธิ์ทำหมดลุ้นแชมป์กันเลยทีเดียว ก็คงต้องติดตามกันต่อไปว่าเหล่าแข้ง มาร์กเซย จะฟื้นคืนความฉกาจแซงท้ายโค้งฤดูกาลนี้ได้หรือไม่ ด้าน โมนาโก แทบไม่ต้องพูดถึง อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่าพวกเขาออกสตาร์ทช่วงแรกได้ไม่ดีนัก ส่งผลให้พวกเขาโอกาสลุ้นแชมป์ลีกร่อยหรอไปทุกที แน่นอนว่าสิ่งสำคัญต้องลุ้นให้ "เปแอสเช" สะดุดลงไปเอง แถมยังต้องลุ้นให้ "โอแอล" และ "โอแอม" ไม่แอบผงาดก้าวขึ้นมาอยู่จ่าฝูงแทนที่ด้วย งานนี้ไม่หมูเสียเลยที่จะล่าแชมป์มาได้สำหรับ เลโอนาร์โด ยาร์ดิม แม้ว่าลูกทีมของพวกเขาจะทำผลงานได้ดีขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงหลังก็ตาม ค่อนข้างเห็นกันได้ชัดเจนว่าสโมสรจากรุงปารีสมีโอกาสมากกว่าหัวตารางทีมอื่นๆ เพราะเกมในลีกที่เหลือค่อนข้างจะเป็นงานที่เบากว่าหลายๆทีมทั้งนั้น.... นอกจากนี้พวกเขายังมีโอกาสคว้าแชมป์ เฟร้นช์ คัพ ในรอบ 5 ปีมาได้ด้วยซํ้า หลังเพิ่งโค่น แซงต์-เอเตียน ไปอย่างหฤโหดด้วยกสอร์ 4-1 เมื่อวันพุธที่ 8 เมษายน ที่ผ่านมา โดยจะได้ไปเจอกับ โอแซร์ รอบชิงชนะเลิศ ที่จะมีการแข่งขันในวันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคมนี้อีกด้วย ส่วนในถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ก็ยังคงมีโอกาสได้ลุ้นเช่นกัน แต่การเจอกับ บาร์เซโลน่า ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ก็นับเป็นกำแพงหินเสริมเหล็กกล้าที่แทบจะหาโอกาสที่จะพลิกคว้าชัยชนะได้ลำบากเสียจริง.... ซึ่งในฟุตบอลเวทียุโรปจะผงาดขึ้นมาได้หรือไม่? แฟนคอลูกหนังแดนนํ้าหอมก็คงต้องมาติดตามกันนะครับ!Credit Pic : Goal, Getty Image, Leperician, Coupe de la Ligue, Eurosport

สิ่งที่ ร็อดเจอร์ส กล้าเปลี่ยนและสิ่งที่ต้องทำ

นำ เจอร์ราร์ด ไปสู่ เวมบลีย์ ได้สำเร็จแบบหืดจับพอสมควรสำหรับพลพรรค "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ที่จัดการบุกไปเชือด "กุหลาบไฟ" แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ได้ถึงถิ่น 1-0 มันทำให้พวกเขาเข้ารอบรองชนะเลิศไปพบกับ "สิงห์ผงาด" แอสตัน วิลล่า ที่ เวมบลีย์ เรียบร้อยและแน่นอนว่าเหล่า 'เดอะ ค็อป' ตั้งเป้าคาดหวังในศึก เอฟเอ คัพ ในปีนี้เหลือเกินเพื่อที่จะให้ของขวัญอำลาเล็กๆน้อยๆแก่กัปตันในดวงใจ สิ่งที่ผมเห็นได้ชัดเจนจากเกมรอบ 8 ทีมสุดท้ายนัดแข่งใหม่นั้นคือการได้เห็น แทคติค ใหม่ของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ที่วางหมากมาได้เป็นอย่างดีจากระบบ 3-4-3 ที่ดูพักหลังๆจะฝืดและเพิ่งโดน อาร์เซน่อล ฉีกกระจุยด้วยสกอร์ 4-1 มาหมาดๆ มานัดนี้ 4-3-3 กลายเป็นว่าทุกๆอย่างดูดีและค่อนข้างโอเคพอสมควรกับ 3 ประสานในแดนหน้า ฟิลิปเป้ คูตินโญ่, ราฮีม สเตอร์ลิ่ง และ ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ ผมว่าแจ่มเลยนะ สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนในเกมนี้ก็คือการขาด มาร์ติน สเตอร์เทล ไปส่งผลต่อแนวรับพอสมควรอย่างในนัดก่อนโดน "ปืนใหญ่" กระซวกไป 4 และนัดนี้ก็เกือบจะมาเสียประตูถึง 2 ลูกให้กับ "กุหลาบไฟ" แต่ยังดีที่ช่วงนี้ ซิมงต์ มิโญเลต์ แกองค์ลงอยู่เซฟช่วยทีมเอาไว้ได้หลายต่อหลายครั้ง แต่จุดที่ดูจะกลายเป็นปัญหาก็คือ 'สมาธิ' ของสองกองหน้าที่ค่อนข้างจะมีปัญหาเวลานี้ทั้ง ราฮีม สเตอร์ลิ่ง และ ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ ในส่วนของ สเตอร์ลิ่ง เองเขาโดนทางสื่อเมืองผู้ดีถล่มแหลกในเรื่องของการต่อสัญญากับสโมสรออกไปว่าเป็นพวก 'หน้าเงิน' เกินวัย อีกทั้งการออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อ 'BBC' ก็ดูจะไม่เป็นที่ถูกใจของ ร็อดเจอร์ส มากนัก ไอ้หนูรายนี้ต้องรับมือกับปัญหาและแน่นอนประสบการณ์ยังน้อยแบบนี้ก็ต้องมีหลุดฟอร์มกันบ้างซึ่งก็ต้องอยู่ที่ บีร็อด แล้วล่ะว่าจะ 'ดึงสติ' กลับมาได้ตอนไหน เช่นเดียวกับ สเตอร์ริดจ์ ที่หลังจากหายเจ็บกลับมาก็ยิงไปได้ 4 ประตูเท่านั้น มันไม่ใช่ฟอร์มการเล่นแบบที่แฟนๆคาดหวังเอาไว้ และไม่รู้ว่าจะต้องรออีกนานแค่ไหนกับการกลายมาเป็น 'เครื่องจักร' ถล่มประตูได้อีกหน หรือการขาด หลุยส์ ซัวเรซ ไปก็ยังคงเป็นผลกระทบให้กับดาวยิงทีมชาติอังกฤษรายนี้อยู่ ? บางทีการเปลี่ยนมาเล่นระบบ 4-3-3 ก็อาจจะทำให้ สเตอร์ริดจ์ มีตัวช่วยที่ดีมากขึ้น แน่นอนครับเราต้องคอยดูว่า บีร็อด จะใช้แผนนี้เพื่อเรียกความมั่นใจของ 'หริด' กลับมาได้หรือไม่เค.เค.pic : zimbio

แม้แต่แฟน 'สิงห์บูลส์' อาจจะเชียร์ เคน คว้าดาวซัลโว !!

ไม่รู้โผล่มาจากไหนเหมือนกันสำหรับไอ้หนูวัย 21 ปีที่สามารถก้าวกระโดดสร้างชื่อให้กับตัวเองได้เพียงแค่ปีเดียวกับ "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ส ที่ตอนนี้โด่งดังเป็นพลุแตก และมีคนให้ความสนใจมากที่สุด ! แฮร์รี่ 'เอ็ดเวิร์ด' เคน ครับ ผมพอจะจำได้ลางๆอยู่เหมือนกันว่าไอ้หนูรายนี้ได้รับโอกาสจาก ทิม เชอร์วูด นายเก่าของ "ไก่เดือยทอง" ที่ได้โลดแล่นในศึก ยูโรป้า ลีก เมื่อฤดูกาลที่แล้วแต่ก็เป็นเพียงแค่ตัวสำรองที่ไม่ค่อยมีบทบาทซักเท่าไรนัก แต่เหตุที่ผมจำได้ก็คือในฤดูกาลนี้ภายใต้การนำทีมของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ไอ้หนุ่มนี่สามารถยิงแฮทริคได้ แถมจบแมตช์ด้วยการเป็นผู้รักษาประตูจำเป็นซะอีก ในแมตช์กับ อาสเตราส ยอดทีมจากกรีซ ซึ่ง อูโก้ ยอริส นายทวารกัปตันทีมโดนใบแดงไล่ออกจากสนามในช่วงนาทีที่ 87 ของเกมและ เคน ก็อาสาสมัคร (รึเปล่า ?) มาเป็นนายด่านจำเป็นและทำให้ทีมต้องเสียคลีนชีตไปซะงั้น ชื่อก็โหลๆ เฉยๆ ทั่วไป แถมขึ้นมาก็ไม่ได้โด่งดังเปรี้ยงปร้างอะไร แต่หลังจากนั้น เอ้อ มันยิงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเว้ย เออแหะ น่าจับตามองเหมือนกัน ผมลองไล่ย้อนดูสถิติการยิงประตูของ เคน นับตั้งแต่ปีใหม่มาปรากฏว่า 11 นัดยิงไป 14 ประตูเน้นๆตาผมนี่ลุกวาวเป็นประกายขึ้นมาทันที ซึ่งเหตุที่ผมตาลุกวาวหรือตื่นเต้นขึ้นมานั้นเนื่องจาก เคน เป็นหัวหอกสัญชาติอังกฤษแท้ๆที่กำลังก้าวขึ้นมาท้าชิงตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของ พรีเมียร์ลีก กับ ดีเอโก้ คอสต้า และ เซร์คิโอ 'กุน' อเกวโร่ ครับ ผมย้อนกลับไปไล่ดูผู้ครองตำแหน่งดาวซัลโวของ พรีเมียร์ลีก ปรากฏว่าไม่มีศูนย์หน้าชาวอังกฤษคนไหนแทรกซึม แทรกตัวขึ้นมาคว้ารางวัลนี้ได้เลยนับตั้งแต่ฤดูกาล 1999-2000 โอ้โหตอนนี้ก็ปาไป 15 ปีแล้ว ในฤดูกาลดังกล่าว เควิน ฟิลลิปส์ ยิงไป 30 ประตูจากการลงเล่น 36 นัดกับ ซันเดอร์แลนด์ โคตรจะโหดแต่ใครจะรู้ล่ะว่านับตั้งแต่นั้นไม่มีดาวยิงสัญชาติอังกฤษคนไหนโดดเด่นขึ้นมาได้อีกเลย จะว่าไปก็เป็นปัญหาในนามทีมชาติอังกฤษมานานพอสมควรแล้วเหมือนกัน สำหรับศูนย์หน้าตัวเป้าของ "สิงโตคำราม" ที่ถึงแม้จะมี เวย์น รูนี่ย์ ที่เป้งๆขึ้นมาก็ยังไม่สามารถรั้งตำแหน่งดาวซัลโวได้ แต่ในปีนี้ เคน อังกฤษแท้ๆกำลังมาซึ่งผมก็เชื่อว่าแม้แต่แฟนๆของ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ที่ดูเหมือนจะแบเบอคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ไปแล้วยังแอบเชียร์ เคน อยู่ลึกๆให้เบียดทาง คอสต้า ขึ้นมาเถลิงบัลลังค์นี้กับเขาซักที น่ารักน่าลุ้นจริงๆในปีนี้สำหรับตำแหน่งดาวซัลโว และน่าจับตามองอนาคตของไอ้หนู 'จอมจืด' ที่ฟอร์มไม่จืดอย่าง เคน ด้วยว่าในอนาคตจะสามารถก้าวไปไกลได้ขนาดไหนทำเนียบดาวยิงสูงสุดของ พรีเมียร์ลีก นับตั้งแต่ เควิน ฟิลลิปส์ คว้าได้1999-2000 : เควิน ฟิลลิปส์ (อังกฤษ) - 30 ประตู2000-01 : จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลแบงค์ (เนเธอร์แลนด์) - 23 ประตู2001-02 : เธียรี่ อองรี (ฝรั่งเศส) - 24 ประตู2002-03 : รุด ฟาน นิสเตลรอย (เนเธอร์แลนด์) - 25 ประตู2003-04 : เธียรี่ อองรี (ฝรั่งเศส) - 30 ประตู2004-05 : เธียรี่ อองรี (ฝรั่งเศส) - 25 ประตู2005-06 : เธียรี่ อองรี (ฝรั่งเศส) - 27 ประตู2006-07 : ดิดิเยร์ ดร็อกบา (ไอวอรี่ย์ โคสต์) - 20 ประตู2007-08 : คริสเตียโน่ โรนัลโด้ (โปรตุเกส) - 31 ประตู2008-09 : นิโคลาส์ อเนลก้า (ฝรั่งเศส) - 19 ประตู2009-10 : ดิดิเยร์ ดร็อกบา (ไอวอรี่ย์ โคสต์) - 29 ประตู2010-11 : คาร์ลอซ เตเบซ (อาร์เจนติน่า) - 20 ประตู, ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ (บัลแกเรีย) - 20 ประตู2011-12 : โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ย์ (เนเธอร์แลนด์) - 30 ประตู2012-13 : โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ย์ (เนเธอร์แลนด์) - 26 ประตู2013-14 : หลุยส์ ซัวเรซ (อุรุกวัย) - 31 ประตูเค.เค.pic : zimbio

3 ประเด็นที่น่าสนใจในพรีเมียร์ลีกสัปดาห์ที่ผ่านมา

มาถึงช่วงโค้งสุดท้ายของศึก พรีเมียร์ลีก กันแล้วซึ่งสัปดาห์ก่อนเบรคทีมชาตินั้นผมก็อยากที่จะมาเขียนอะไรเล็กๆน้อยๆที่น่าสนใจมาแบบเล่าสู่กันฟังในฐานะคอลูกหนังด้วยกัน1. สงสาร 'เจอร์ราร์ด' นับตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้วที่ผม 'แอบลุ้น' เล็กๆว่า "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล จะสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาประดับบารมีของมิดฟิลด์กัปตันทีม สตีเวน เจอร์ราร์ด ได้ซักทีแต่ไปๆมาๆด้วยความผิดพลาด 'ลื่นล้ม' ในเกมสำคัญกับ เชลซี ก็ต้องทำให้ทุกๆอย่างพังทะลายลง โอเค ในเกมนั้นผมเข้าใจดีว่า "หงส์แดง" กำลังมีความมั่นใจและเปิดรุกเข้าใส่ "สิงโตน้ำเงินคราม" แทนที่จะเล่นเน้นเสมอและไปเน้นเอาแมตช์หลังจากนี้ดีกว่า แต่ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวของ 'เฮียเจิด' ทำให้ผมเองก็เศร้าเล็กๆเหมือนกัน อันนั้นยังพอเข้าใจได้ว่าทำแทคติกและแผนการเล่นขอ "หงส์แดง" มุทะลุขนาดนั้นและความผิดพลาดมันก็คือความผิดพลาด แต่ครั้งนี้ 'ผมไม่เข้าใจ' กับสิ่งที่ เจอร์ราร์ด ทำลงไปซักเท่าไรเพราะเขาเพิ่งจะลงสนามมาในครึ่งเวลาหลังเท่านั้นซึ่ง อังเดร เอร์เรร่า เข้าหนักก่อนก็จริงแต่มันก็ 'ไม่มีความจำเป็น' ที่จะไปเอาคืนแบบโจ่งแจ้งขนาดนั้น น่าเสียดายนะครับกับสิ่งที่เกิดขึ้นในฤดูกาลอำลาของ เจอร์ราร์ด กับทีมก่อนที่เจ้าตัวจะโยกไปค้าแข้งกับ แอลเอ กาแลคซี่ ที่ เมอเจอร์ลีก สหรัฐอเมริกา2. แฮรี่ เคน เหมาะสมกับตำแหน่งตัวจริงทีมชาติอังกฤษ อย่างที่เกริ่นไปหลังจากจบศึก พรีเมียร์ลีก ที่สัปดาห์ที่ผ่านมาก็ถึงเวลาของทีมชาติและแน่นอนดาวยิงฟอร์มสุดติ่งอย่าง แฮรี่ เคน ก็มีชื่อติดทีมชาติอังกฤษเป็นครั้งแรกในชีวิต ซึ่งดาวเตะของ "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ส รายนี้ก็ฉลองทันทีด้วยการซัด 'แฮทริก' แรกใน พรีเมียร์ลีก ได้สำเร็จ อีกทั้ง เคน ยังมีสิทธิ์ลุ้นสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำเดือนของ พรีเมียร์ลีก ติดต่อกัน 3 เดือน หลังจากที่เขาได้รับมาแล้วในเดือน มกราคม และ กุมภาพันธ์ ด้วยผลงาน 26 นัดยิงไป 19 ประตู แบบนี้คมกริบแบบนี้เขาสมควรที่จะได้เป็น 11 คนแรกในศึกยูโร 2016 รอบคัดเลือกกับ ลิทัวเนีย ถือเป็นโอกาสอันดีในการประเดิมสนามและเผลอๆอาจจะมีประตูเลยก็เป็นได้ในนัดเปิดตัว ส่วนเกมอุ่นเครื่องกับ อิตาลี ก็เป็นโอกาสที่ดีอีกเช่นกันที่ เคน จะได้ลงเล่นกับเหล่าปราการหลังระดับโลก ซึ่งอย่างที่เราๆทราบกันว่าพลพรรค "อัซซูรี่" โดดเด่นขนาดไหนในเรื่องเกมรับ3. 'หงส์' จ๋าอย่าเผลอนะเดี๋ยว 'นักบุญ' จะปาดหน้าเอา เหมือนจะหลุดวงโคจรไปแล้วสำหรับ "นักบุญ" เซาแธมป์ตัน แต่เอ้อ ไปๆมาๆตอนนี้พวกเขามีแต้มตามหลังพื้นที่ไปลุย ยูโรป้า ลีก ที่ ลิเวอร์พูล ครอบครองอยู่เพียงแค่แต้มเดียวเท่านั้น และแน่นอนโปรแกรมในช่วงโค้งหักศอกสุดท้ายนี้ทั้งสองฝ่ายมีทีมสุดหินที่ต้องเจอด้วยกันทั้งหมด เซาท์แธมป์ตัน จะต้องเจอกับ ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ส และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ส่วนทาง ลิเวอร์พูล มีคิวที่จะเจอกับ อาร์เซน่อล และ เชลซี น่ารักน่าลุ้นจริงๆสำหรับพื้นที่ลุยฟุตบอลยุโรปถ้วยเล็กในปีนี้เค.เค.pic :

สูญพันธุ์หมดแล้วทีมจากเกาะอังกฤษ

น่าใจหาย น่าแปลกใจไม่น้อยเมื่อความหวังสุดท้ายของทีมจากแดนผู้ดีอย่าง "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กลับเหลวเป๋วไม่เป็นท่าด้วยการบุกไปแพ้ บาร์เซโลน่า ถึงถิ่น 1-0 และสกอร์รวมก็จัดไปเน้นๆ 3-1 ในเกมนี้ผมค่อนข้างแปลกใจสำหรับการจัดตัวของ มานูเอล เปเยกินี่ ที่มาด้วยระบบ 4-5-1 ในความคิดของผมเนื่องจากมีทาง เซร์จิโอ อเกวโร่ จอมล่าตาข่ายหุ่นมะขามป้อมเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เป็นกองหน้าธรรมชาติจริงๆ ทำไมผมถึงกระเทาะแป้นพิมพ์ออกมาแบบนี้ ? อย่าลืมนะครับว่า "เรือใบสีฟ้า" ต้องการประตูและไม่ใช่ประตูเดียว พวกเขาต้องการ 2 ประตูเพื่อโอกาสในการเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย แตทว่าการจัดตัวแบบนี้ทาง เปเยกินี่ เองอาจจะต้องการเก็บบอลเอาไว้ให้ได้ในแดนกลางมากกว่า แต่พวกเขาก็ทำไม่สำเร็จ ถึงแม้จะมีโอกาสเหน่งจากจุดโทษของ กุน แต่ แตร์ สเตเก้น ที่ได้รับความไว้วางใจให้เป็นมือหนึ่งรายการนี้ก็สามารถเซฟลูกจุดโทษเอาไว้ได้แบบหมดจด แชมป์เก่าพรีเมียร์ลีกตกรอบไปตามระเบียบ ส่วน "ว่าที่แชมป์พรีเมียร์ลีก" ในปีนี้อย่าง "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี อาจจะแลดูเจ็บปวดกว่าใครเพื่อนเพราะว่าตกรอบไปเพราะกฏการยิงประตูทีมเยือน ในเกมแรกพลพรรค "สิงห์บูลส์" บุกไปเสมอมาได้ก่อน 1-1 และตัวผมเองหรืออาจจะใครหลายๆคนด้วยคิดว่าเข้าทางลูกทีมของ โจเซ่ มูรินโญ่ แน่ๆเลยเว้ย เพราะการกลับมาเล่นในถิ่น แสตรมฟอร์ด บริดจ์ นั้นพวกเขาไม่น่าจะพลาด แต่เหตุการณ์กลับพลิกผัน 2 ปราการหลังชาวแซมบ้าโขกสองตุงให้ทีมหอไอเฟลบุกมาเสมอ 2-2 พร้อมกับเขี่ย เชลซี ตกรอบแถมยังทำให้ มูรินโญ่ ฝันสลายในการคว้าถ้วยในนี้มานอนกอดกับทีมที่เขาประกาศชัดเจนแล้วว่า 'รักที่สุด' ทีมนี้ต่อไป ทั้งๆที่กุนซือชาวโปรตุกีซคว้ามาได้แล้ว 2 สมัยกัย ปอร์โต้ และ อินเตอร์ มิลาน มาถึงอีกทีมที่เขามาโลดแล่นได้แค่รอบ 16 ทีมสุดท้ายนั่นก็คือ "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล ที่ตอนแรก 'จับ เสร็จ ยิ้ม' กันตาเยิ้มตาหวาน เนื่องจากพวกเขาถูกจับสลากมาเจอกับ โมนาโก รองแชมป์ลีกเอิงเมื่อฤดูกาลก่อนที่ดูเหมือนจะขาดเขี้ยวเล็บไปพอสมควรในฤดูกาลนี้ ซึ่งมันก็เป็นเพียงแค่ความคิดครับ โมนาโก เล่นได้อย่างดุดันและเหนียวแน่น ผมติดตาตรึงใจกับไอ้หนู แยนนิค เฟร์เรย์ร่า การ์รัสโก้ ที่จี๊ดมากๆ ผมดูๆแล้วจี๊ดกว่า อัตนาน ยานาไซน์ ดาวรุ่งร่วมชาติเบลเยี่ยมที่ได้รับการยกยอปอปั้นมากกว่าซะอีก ไหนจะ ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ ที่เล่นบอลยังคงเนียนตาทั้งการสัมผัสบอลหรือจ่ายบอล แต่การยิงประตูมาเต็มด้วยความหนักแน่นอย่างที่เราได้เห็นหันในนัดแรก เพลินตาดีเหลือเกินครับ ถึงแม้ว่าในนัดที่ 2 "ปืนใหญ่" จะระดมพลบุกไปอัด "กำแพงขาวแดง" ได้ถึงถิ่น 2-0 แต่มันก็ไม่เพียงพอต่อการเข้ารอบเพราะนัดแรกยอดทีมจากลอนดอนแพ้คาถิ่น 3-1 จบเกมการแข่งขัน อาร์แซน เวนเกอร์ บอกว่า โมนาโก ไม่เหมาะกับการเข้ารอบเพราะทีมของเขาชนะได้ถึง 2-0 แต่พี่ครับใจเย็นๆ อย่าลืมว่านัดแรกทีมพี่แพ้คาบ้านมา 3-1 ไป อันนี้แหละประเด็นหลักที่ทำให้ตกรอบเลย ในที่นี้ผมไม่ได้ลืมอีกทีมไปนะครับ แต่ทว่า "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ร่วงกระเด็นไปตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม พวกเขาไม่ได้มีแม้โอกาสการเผชิญหน้าในรอบน็อคเอาท์อันน่าตื่นตาตื่นใจแบบนี้ ถึงแม้ว่าการเจอกับ เบซิคตัส และตกรอบ 32 ทีมสุดท้ายของ ยูโรป้า ลีก จะเป็นน็อคเอาท์เเหย้าเยือนเหมือนกันก็เถอะ แต่บอกเลยบรรยากาศมันค่อนข้างจะแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด เกิดอะไรขึ้นกับทีมจากเกาะอังกฤษ ที่แฟนๆสัญชาติไทยตามดูตามเชียร์กันทุกอาทิตย์ ? มันอาจจะเป็นประเด็นให้ถกเถียงกันขึ้นมาอีกครั้งว่าพวกเขา "แข่งเยอะ" เกินไปหรือไม่ เนื่องจากอย่างที่เราทราบกันว่าในลีกอื่นๆมีช่วงปิดเบรคหนีหนาวให้นักเตะได้พักผ่อนกาย สบายใจกันช่วงระยะเวลาสั้นๆ แต่ที่ อังกฤษ กลับไม่มี พวกเขาเตะกันมาราธอนนับตั้งแต่ คริสมาสต์ จนวันขึ้นปีใหม่ และหากสถานการณ์มันเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ดีไม่ดีทางสมาคมฟุตบอลอังกฤษอาจจะต้องมานั่งจับเข่าคุยเพื่อพิจรณากันอีกรอบ ถึงแม้การเบรคหนีหนาวที่อังกฤษมันอาจจะดูเหมือนว่าได้ขาดหายอะไรไปบางอย่าง แต่มันก็อาจจะถึงเวลาที่ต้องเกิดขึ้นแล้ว ?เค.เค.pic : zimbio

เกมอำลาของ เจอร์ราร์ด

เห็นรายชื่อที่ออกมาแล้วขนาดผมที่ไม่ใช่แฟนบอลของ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล นั้นยังตาลุกวาวเลยครับให้ตายเถอะ !!! สำหรับแมตช์การกุศลที่จะนำทีมของ สตีเวน เจอร์ราร์ด และ เจมี่ คาร์ราเกอร์ มาฟาดแข้งเตะกันยังสนามประวัติศาสตร์ แอนฟิลด์ นั้นมันทำให้อดใจรอไม่ไหวแล้วที่จะได้รับชม ถึงแม้ว่าผู้เล่นบางรายอาจจะอายุอานามโรยรากันไปบ้างแล้วอย่าง เธียรี่ อองรี, หลุยส์ กาเซีย, ยอน อาเน่ รีเซ่ หรือแม้แต่ เดิร์ก เคาท์ แต่ทว่าในแมตช์นี้ยังคงมีเหล่าผู้เล่นยุคปัจจุบันมากมายทั้ง เฟร์นานโด ตอเรส, ชาบี้ อลอนโซ่ และ หลุยส์ ซัวเรส ที่ได้กลับมาถิ่นเดิมอีกครั้ง ครับ ชื่อของ อลอนโซ่ และ ซัวเรส ได้กลับมาที่เกาะอังกฤษอีกครั้ง พวกเขาทั้งสองคนมีความทรงจำที่ดีกับเหล่า 'เดอะ ค็อป' ซึ่ง เจอร์ราร์ด เองก็ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการเลือกสองสตาร์กลับมายังถิ่น แอนฟิลด์ ว่า "ผมคิดว่าชื่อของทั้งสองคน (อลอนโซ่, ซัวเรส) หรือแม้แต่คนอื่นๆพวกเขาไม่ได้มีโอกาสบอกลากับแฟนๆของเรา ผู้เล่นมากมายเหล่านี้ต่างมีความสัมพันธ์ที่ดีกับแฟนๆแต่พวกเขาก็ย้ายจากเราไปอย่างรวดเร็ว พวกเขาไม่ได้มีโอกาสได้รับเสียงปรบมือจากแฟนๆ" "ทำให้เกมนี้พวกเขามีโอกาสที่จะบอก 'ลา' กับแฟนๆของเราทุกคน" สมกับเป็นกัปตันทีมมั้ยล่ะครับ ? นี่คือบทสัมภาษณ์ของ เจอร์ราร์ด ที่ให้สัมภาษณ์ปลุกเร้าอารมณ์แฟนๆก่อนเกมจะเริ่มขึ้น ซึ่งแน่นอนเกมนี้มีชื่อเรียกว่าเป็นเกมการกุศล แต่โดยนัยแล้วนี่อาจจะเป็นแมตช์อำลาอย่างเป็นทางการของ เจอร์ราร์ด ต่อหน้าแฟนๆทุกคน มันอาจจะเศร้าแต่นี่คือความจริง กับเกมที่สุดแสนพิเศษเกมนี้มันจะกลายเป็นแมตช์อำลาสุดยิ่งใหญ่พร้อมกับการบริจาคให้กับโรงพยาบาลเด็ก 'Alder Hey' ที่เป็นองกรค์เพื่อการกุศลในเมือง ลิเวอร์พูล อีกต่างหาก นอกจากจะได้ดูเกมที่พบกับขวัญใจในอดีตยังได้บริจาคก้อนเงินเม็ดใหญ่ๆให้เพื่อซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ให้กับเด็กๆอนาคตอีกด้วย สุดยอดจริงๆ "แน่นอน โรงพยาบาลเด็กอัลเดอร์ เฮย์ เป็นสถานที่ในใจของผมที่นี่คือองกรค์ขนาดใหญ่ที่ต้องการความช่วยเหลือ พวกเขาได้สร้างโรงพยาบาลใหม่ แต่พวกเขายังคงต้องการเครื่องมือทางการแพทย์ที่สำคัญอีกมาก เพื่อที่จะได้ช่วยเหลือเด็กๆอย่างเต็มความสามารถ" เจอร์ราร์ด ให้สัมภาษณ์ "ผมภาคภูมิใจมากๆที่ได้สนับสนุนพวกเขาเช่นเดียวกับผู้เล่นที่มาเล่นรายการนี้ รวมถึงแฟนๆที่ได้กำเงินมาซื้อตั๋วดูเกมฟุตบอล พวกเขาสบายใจได้เลยว่าเงินของพวกเขาจะเดินทางไปยังสถานที่ที่ดีที่สุด" 29 มีนาคม นี้ มันส์แน่ !รายชื่อ 11 ตัวจริงของทีม เจอร์ราร์ด และ คาร์ราเกอร์ทีมเจอร์ราร์ด : แบรด โจนส์, สตีเฟ่น วอร์น็อค, จอห์น เทอรี่, ยอน อาร์เน่ รีเซ่, ชาบี อลอนโซ่, สตีเวน เจอร์ราร์ด, เควิน โนแลน, ไรอัน บาเบล, หลุยส์ ซัวเรส, เธียรี่ อองรี, เฟร์นานโด ตอเรสทีมคาร์ราเกอร์ : โฆเซ่ เรน่า, อัลบาโร่ อาร์เบลัว, เจมี่ คาร์ราเกอร์, มาร์ติน เคลลี่, จอนโจ้ เชลวี่ย์, ราอูล เมเรเลส, หลุยส์ กาเซีย, เคร็ก นูน, เคร็ก เบลลามี่, ดิดิเยร์ ดร็อกบา, เดิร์ก เคาท์pic : mirror

ชีวิตเปลี่ยนเพราะยิง 'เสือ'

ก่อนหน้านี้คงมีคนที่จะรู้จัดชื่อของ บาส โดสต์ หัวหอกชาวดัตช์ของ "หมาป่าเมืองเบียร์" โวล์ฟบวร์ก ครับ เขาแทบไม่ได้รับความสนใจอะไรเลยในช่วงครึ่งฤดูกาลแรกของ บุนเดสลีก้า แต่มาในตอนนี้เขากลับขึ้นแท่นเป็นดาวยิงที่มีความเฉียบคมมากที่สุดของยุโรปเป็นอันที่ 2 รองจาก ลีโอเนล เมสซี่ ในปี 2015 เท่านั้นกับผลงาน 11 ประตูจากการลงเล่น 6 นัดในบุนเดสลีก้า ส่วน เมสซี่ 12 ประตูจาก 9 นัดใน ลาลีก้า เออ เอาสิ หากวัดกันเป็นแมตช์ โดสต์ สถิติดีกว่าซะด้วยซ้ำ ทำไม ? ทำไม ? ในครึ่งฤดูกาลแรกไม่มีใครสังเกตุฟอร์มการเล่นของเขา ? ตอบไม่ยากเลยครับเพราะว่า โดสต์ ยิงไป 2 ประตูเบาๆเท่านั้นให้กับ "หมาป่าเมืองเบียร์" แต่ทว่าในปี 2015 ทุกๆอย่างมันกลับพลิกชีวิต "ทุกๆคนต่างต้องการที่จะเป็นดาวซัลโวสูงสุดของ บุนเดสลีก้า" "แต่มันดูเหมือนว่าไม่น่าจะเป็นไปได้เมื่อคุณยิงไปเพียง 2 ประตูในช่วงครึ่งฤดูกาลแรก บางทีสถานการณ์ต่างๆมันแปรเปลี่ยนได้ภายใน 6 สัปดาห์" นี่คือบทสัมภาษณ์ของ โดสต์ ที่กล่าวเอาไว้กับสื่อประจำเมืองเบียร์ 'Bild' แน่นอนเขาพิสูจน์ได้แล้วว่า 6 สัปดาห์แปรเปลี่ยนชีวิตจริงๆ หัวหอก 6 ฟุต 5 นิ้วรายนี้มาอยู่กับ โวล์ฟบวร์ก ตั้งนานแล้วนะครับตั้งแต่ปี 2012 เนื่องจากที่เขาสามารถระเบิดฟอร์ทให้กับต้นสังกัดเก่าอย่าง ฮีเรนวีน ด้วยผลงาน 32 ประตูจากการลงเล่น 34 นัด โอ้โหเมพขิงๆ แต่มาในฤดูกาลแรกเขากลับไปเปรี้ยงปร้างในบุนเดสลีก้า 28 นัดยิงไป 8 ตุงคือผลงานของเขาทำให้ปีถัดมาในฤดูกาล 2013-14 เขาโดนดร็อปลงไปและได้รับโอกาสลงเล่นเพียง 13 นัดเท่านั้น เช่นเดียวกับในฤดูกาลนี้ โดสต์ เป็นตัวเลือกแทบจะสุดท้าย ในตำแหน่งศูนย์หน้าของ ไดเตอร์ เฮคกิ้ง กุนซือใหญ่เนื่องจากทีมมีทาง อิวาน เปริซิช, อิวิก้า โอลิช และ นิคลาส เบนท์เนอร์ เป็นตัวเลือก ตอนนี้ทุกๆอย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว โดสต์ ได้รับโอกาสลงสนามและเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวังเริ่มต้นจากนัดแรกกับ โคโลญจ์ ที่เจ้าตัวซัดเบิกร่องไปก่อน 1 ตุงก่อนที่จะมาเป็นพลิกโชคชะตาของเขากับ บาเยิร์น มิวนิค โดสต์ ยิงไป 2 ประตูช่วยให้ โวล์ฟบวร์ก เอาชนะ "เสือใต้" ได้ถึง 4-1 ในวันที่ 30 มกราคม 2015 ซึ่งเขาเป็นดาวยิงคนแรกในรอบ 102 เกมที่สามารถทำประตูใส่ บาเยิร์น ได้ถึง 2 ประตู "ผมยิงประตูได้ในเกมแรกหลังจากกลับมาในช่วงเบรคหน้าหนาวใส่ บาเยิร์น และมันทำให้ผมมีความมั่นใจสุดๆ ผมได้บอกกับตัวเองเพื่อที่จะรักษาฟอร์มแบบนี้ หลังจากนั้นผมก็ทำสำเร็จมาเรื่อยๆ" หลังจากนั้นล่ะครับอะไรอะไรก็เปลี่ยนไปตามคำพูดของตัวเขาเอง 11 ประตูจาก 6 นัดใน บุนเดสลีก้า คือสถิติที่ยอดเยี่ยม และผมเชื่อว่าเขาจะเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ "หมาป่าเมืองเบียร์" กลับมาผงาดอีกครั้งในเวทีลูกหนังแชมป์โลก อีกทั้งเขายังทำให้ผมเชื่อว่า 'เบญจเพศ' ก็ไม่ได้มีเรื่องอะไรที่เลวร้ายเสมอไปเพราะ โดสต์ อายุ 25 พอดิบพอดีเค.เค.pic : wolfsburg.sportbuzzer, n-tv, football-oranje

จริงจัง หรือแค่ กวนบาทา ?

ผลตัดสินของสมาคมฟุตบอลอังกฤษหรือ 'เอฟเอ' กับยอดทีมแห่งลอนดอน "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี เล่นเอาทางแฟนๆหงุดหงิดไม่น้อย และที่ดูจะหัวฟัดหัวเหวี่ยงที่สุดก็คือ โจเซ่ มูรินโญ่ กุนซือ 'เดอะ แฮปปี้วัน' จะว่าแปลกมันก็แปลก จะว่าไม่แปลกมันก็ไม่แปลกนะครับ หากเรามองเป็นสองมุมสองด้านกับโทษแบนของมิดฟิลด์ชาวเซิร์บ เนมานย่า มาติช ที่ตบะแตกพุ่งเข้าไปผลักใส่ แอชลี่ย์ บาร์นส์ ล้มทั้งยืน ตามคำแถลงการณ์ของ เอฟเอ ที่ออกมาปรากฏว่าพวกเขาได้อธิบายว่าจังหวะที่ บาร์นส์ ยกเท้าค้างเปิดปุ่มใส่เต็มหน้าแข้งของ มาติช นั้นเป็นจังหวะที่ มาร์ติน แอตกินสัน เชิ๊ตดำประจำแมตช์เห็นอยู่แล้วแต่ไม่มีการลงโทษใดๆซึ่งทาง เอฟเอ จะไม่นำสิ่งที่ผู้ตัดสินเห็นชัดเจนกลับมาลงโทษอีก ทั้งๆที่ก่อนหน้ามีคำวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆนาๆว่าการเข้าบอลแบบนั้นมันอันตรายและเผลอๆอาจจะทำให้ มาติช หน้าแข้งหักเป็นสองส่วนอย่างที่เราได้เห็นกันมาก่อนกับ ฌิบริล ซิสเซ่ หรือ เอดูอาร์โด้ ดา ซิลวา หากเราลองดูภาพช้า หรือภาพนิ่งที่ถูกเผยแพร่มันสยดสยองมากจริงๆกับการเข้าบอลแบบนั้น มูรินโญ่ เองก็ออกมาโจมตีแบบหนักหน่วงว่า บาร์นส์ กระทำแบบนี้มันคืออาชญากรรมชัดๆ เพราะว่ามันสามารถจบอาชีพการค้าแข้งของ มาติช ได้เลย มันคือเหตุผลที่ว่าทำไมแข้งเซิร์บถึงฉุนขาดและรีบลุกขึ้นมาจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด แต่นี่คือเกมฟุตบอลครับ เขาไม่สามารถทำได้ เพื่อนร่วมทีมปรี่เข้ามาห้ามกันชุลมุนสุดท้ายโดนใบแดงโดยตรงก็ 3 นัดไปเลยสิครับแบบนี้ หากจะลองเปรียบเทียบกับกรณีของ ดิเอโก้ คอสต้า ล่ะก็มันไม่ยุติธรรมซักเท่าไรอยู่แล้วล่ะ ใน 'ความคิด' ของผมเองนะครับ เพราะว่ากรณีของ คอสต้า ไปเหยียบเท้า เอ็มเร่ ชาน ของ ลิเวอร์พูล นั้นผมพูดได้เต็มปากว่าน่าเกลียดและสมควรโดนลงโทษ ซึ่ง เอฟเอ ก็จัดการแบนทันที 3 นัด แต่การเข้าของ บาร์นส์ ก็น่าเกลียดไม่แพ้กัน ซึ่งมันน่าเกลียดมากๆด้วย และความต่างก็คือการควบคุมอารมณ์ของทั้ง มาติช และ ชาน โดยในกรณีของ มาติช นั้นชัดเจนว่าเจตนาเข้าบวกแบบโต้งๆ เลยทำให้ แอตกินสัน ไม่มีทางเลือก ทำให้คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดอาจจะเป็น เชลซี ที่ต้องไร้มิดฟิลด์ปิดทองหลังพระระดับเซียนรายนี้ในรอบชิงชนะเลิศ แคปปิตอลวัน คัพ กับ ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ส ในช่วงสุดสัปดาห์ แน่นอนแล้วถึงแม้จะได้รับข่าวดีนิดๆก็คือ เอฟเอ ประกาศลดโทษแบนของ มาติช เหลือ 2 นัดก็ตาม มันอาจจะดูไม่เป็นปัญหาหนักเท่าไรก็จริง แต่เมื่อลองดูลีลาการเล่นแล้ว จอน โอบิ มิเกล ตอนนี้ก็ช้าลงไปค่อนข้างเยอะ ส่วน รามิเลส ดีจริงๆแต่ยังไม่เข้าขั้นระดับเซียนเหมือน มาติช ที่เล่นเนียนตากว่า จนผมนึกว่า โคล้ด มาเกเลเล่ รึเปล่าเนี่ย (ถึงแม้รูปร่างหน้าตา รามิเลส จะเหมือนกว่าก็เถอะ) น่าเสียดาย และแอบหวั่นแทน "สิงโตน้ำเงินคราม" เหมือนกันว่าการขาดหายไปของ มาติช นั้นพวกเขาจะได้ผู้เล่นที่สามารถทดแทนดีพอหรือไม่ ตามลุ้น ตามชมกันล่ะครับเค.เค.pic : zimbio

สังเวียนระห่ำแห่ง 16 ยักษ์ทั่วยุโรป

กำลังจะลงสนามฟาดแข้งกันอีกครั้งสำหรับเวทีแห่ง แชมป์เปี้ยนส์ ศึกชิงแชมป์สโมสรยุโรปหรือ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่ตอนนี้คอลูกหนังทั่วโลกกำลังตั้งหน้าตั้งตารอแบบใจจดใจจ่อกันแล้ว16 โคตรทีมมีใครบ้างเรามาไล่เรียงรายชื่อพร้อมการประกบคู่กันเลยดีกว่าครับปารีส แซงต์ แชร์กแมง (ฝรั่งเศส) - เชลซี (อังกฤษ)ชัคตาร์ โดเนสต์ (ยูเครน) - บาเยิร์น มิวนิค (เยอรมัน)ชาลเก้ 04 (เยอรมัน) - เรอัล มาดริด (สเปน)บาเซิ่ล (สวิตเซอร์แลนด์) - ปอร์โต้ (โปรตุเกส)แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (อังกฤษ) - บาร์เซโลน่า (สเปน)ยูเวนตุส (อิตาลี) - โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ (เยอรมัน)ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น (เยอรมัน) - แอตเลติโก้ มาดริด (สเปน)อาร์เซน่อล (อังกฤษ) - โมนาโก (ฝรั่งเศส) แต่ล่ะคู่น่าดูชมมั้ยล่ะครับ ? ผมคิดว่าแต่ล่ะทีมที่ถูกจับสลากนี่เป็นทีมที่ค่อนข้างจะสมน้ำสมเนื้อ สูสี คู่คี่ ดู๋ดี๋ กันดีเหลือเกินนะครับ คือแบบว่าดูแล้วแต่ละสนามน่าจะซัดกันนัวเลยทีเดียว อาจจะมีบางคู่อย่าง ชัคตาร์ โดเนสต์ พบกับ บาเยิร์น มิวนิค กับ ชาลเก้ 04 พบกับ เรอัล มาดริด ที่จะดูทรงแล้วว่าสองทีมทั้ง "เสือใต้" และ "ราชันชุดขาว" อาจจะนอนมาแน่นอน แต่ก็อย่าลืมว่าฟุตบอลลูกกลมๆอะไรก็เกิดขึ้นได้ แถมเล่นแบบเหย้าเยือนอีกงานนี้มีมันส์แน่นอน สำหรับคู่ที่น่าสนใจที่สุดคงจะหนีไม่พ้น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่จะเจอกับ บาร์เซโลน่า หากจะว่ากันตามประวัติศาสตร์ทาง "เรือใบสีฟ้า" เองเทียบไม่ได้หรอกครับกับยอดทีมจากแคว้นกาตาลุนญ่า นั่นก็เป็นเรื่องประวัติศาสตร์ มาปัจจุบันตอนนี้ "เรือใบสีฟ้า" ค่อนข้างน่ากลัวเมื่อได้ วิลเฟร็ด โบนี่ มายืนค้ำหอกแถม ยาย่า ตูเร่ จอมทัพคนเก่งก็กลับมาปักหลักในแดนกลางอีกครั้ง น่าดูเหลือเกินครับนัดแรกเรียกว่าพลาดไม่ได้ สำหรับทางพลพรรค "อัลซูกราน่า" เองก็จัดหนัด 11 นัดหลังสุดชนะรวดภายใต้การกุมบังเหียนของ หลุยส์ เอ็นริเก้ ที่ลบล้างข่าวลือต่างๆนาๆก่อนหน้าที่ว่าทะเลาะกันกับ ลีโอเนล เมสซี่ ไปซะแบบไร้ข้อครหาด้วยผลงาน 11 นัดยิงไป 41 ลูกเสียไป 9 โคตรโหด นี่หยิบยกมาเพียงแค่คู่เดียวยังน่าดูขนาดนี้ คู่อื่นๆคงไม่น้อยไปกว่านี้หรอกครับ ยังไงแฟนๆลูกหนังก็อย่าลืมตามชมกันสำหรับ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก และติดตามรายงานสดๆกับ cheerball กันด้วยนะครับเค.เค.