breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

คุยกันหลังเกม : ทุกอย่างเข้าทางสิงโตให้คำราม ?

การตัดสินใจแพ้เบลเยี่ยมให้มันจบๆไปของ แกเร็ธ เซาธ์เกต กำลังจะกลายเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ? คำถามนี้ขึ้นมาในหัวของผมหลังจากที่ เอริค ไดเออร์ สังหารจุดโทษผ่านมือ ดาวิด ออสปิน่า เข้าไปพร้อมกับช่วยให้ทีมชาติอังกฤษทะลุเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายของฟุตบอลโลก 2018 ได้สำเร็จ ตลอดทั้งเกม 90 นาทีเต็ม อังกฤษ ทำหน้าที่ได้ดีตามทรงที่พวกเขาโชว์ให้เห็นตั้งแต่นัดแรก ด้วยอายุที่อาจจะดูเป็นวัยกลัดมันแต่ขุนพล "ทรีส์ ไลออน" กลับสามารถเล่นได้แบบน่าตื่นตาตื่นใจ จุดโทษของ แฮร์รี่ เคน ในเกมการแข่งขันมันเป็นการยิงที่ผมไม่คาดคิดว่า เคน จะทำเลยครับ เพราะการยิงไปกลางประตูนั้นมันไม่ใช่ทางออกเสมอไป หากสังเกตุดีๆขาของ ออสปิน่า ยกมาเกือบถึงอยู่เหมือนกัน ส่วนจังหวะที่ว่าควรได้จุดโทษหรือไม่นั้น ? ผมว่าร้อนละ 90 ล่ะครับ เห็นด้วยกับจุดโทษลูกนี้เพราะทาง คาร์ลอส ซานเชซ ทั้งไถ ทั้งผลัก ทั้งกระโดดใส่ต่อหน้าผู้ตัดสินแบบนั้น รอดยาก ซึ่งประตูดังกล่าวทำให้ เซาธ์เกต ค่อนข้างมั่นใจว่าลูกทีมของเขาปิดจ็อบในเกมนี้ได้เพราะ โคลอมเบีย ยามไร้ ฮาเมส โรดริเกซ นั้นเกมรุกของพวกเขาดูไม่สะเด็ดสะเด่าซักเท่าไรนัก น่าเสียดายแทนขุนพลจากดินแดนแห่งกาแฟเหมือนกันครับ ที่พวกเขาไม่สามารถใช้งานนักเตะซูปเปอร์สตาร์ของตัวเองได้ แต่ความมุ่งมั่นของยอดทีมจากลาตินอเมริกาก็ไม่ได้หมดง่ายๆ พวกเขาลุกขึ้นสู้จนถึงวินาทีสุดท้ายจริงๆ และมันอาจจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของ เยร์รี มีน่า ในทัวนาเมนท์นี้ไปแล้วกับการทะยานขึ้นโขกทำประตูให้ โคลอมเบีย แบบเน้นๆ กำลังใจมาทันทีอย่างเห็นได้ชัด การเล่นของ โคลอมเบีย ดูดีขึ้นผิดหูผิดตาในช่วงต่อเวลาพิเศษครึ่งแรกแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ จนมาช่วงครึ่งหลังของการต่อเวลาพิเศษ อังกฤษ ถึงดูมีรูปมีทรงขึ้นมาสุดท้ายทั้งสองทีมก็ต้องมาตัดสินถึงฎีกาดวลจุดโทษจนได้ สถิติก่อนเกมการแข่งขันทุกอย่างมันไม่เข้าทาง "สิงโตคำราม" เลยแม้แต่น้อยพวกเขาไม่เคยเอาชนะได้เลยในศึกฟุตบอลโลกหากว่ายืดเยื้อมาจนถึงช่วงดวลจุดโทษ ปี 1990 พงกเขาแพ้ในรอบรองชนะเลิศในการดวลกับ เยอรมันตะวันตก ปี 1998 พวกเขาแพ้ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายในการดวลกับ อาร์เจนติน่า ปี 2006 พวกเขาแพ้ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายในการดวลกับ โปรตุเกส อีกทั้ง เซาธ์เกต เองยังเคยมีประสบการณ์ไม่สู้ดีนักกับการดวลจุดโทษ เขาเคยพลาดการยิงให้ทีมชาติอังกฤษครั้งยังเป็นผู้เล่นทำให้ "สิงโตคำราม" แพ้ต่อ เยอรมันนี ในรอบรองชนะเลิศ ยูโร 1996 หากมองถึงอดีตทุกอย่างมันไม่เข้าทาง อังกฤษ เลยแม้แต่น้อย ทว่าสิ่งที่ได้เห็นมันพลิกไปเลย การยิงของแค่ล่ะคนดูแล้วมันชัดเจนมากกว่าซ้อมกันมากอย่างหนักหน่วง ตอน มาร์คัส แรชฟอร์ด ออกมายิงนี่บอกตามตรงผมไม่คิดว่าไอ้หนูนี่จะยิงเข้าซะด้วยซ้ำ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาดูไม่มีความมั่นใจในการสังหารประตูเลยแม้แต่น้อย ทว่าการยิงของหัวหอกจากค่าย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั้นเฉียบคมแบบสุดๆ จอร์แดน พิคฟอร์ด เองก็สร้างประวัติศาสตร์ให้กับตัวเองด้วยเพราะเขาคือผู้รักษาประตูทีมชาติอังกฤษต่อจาก เดวิด ซีแมน ที่สามารถเซฟจุดโทษในทัวนาเมนท์ระดับเมเจอร์ได้ โดย ซีแมน เคยเซฟไว้ตอนปี 1998 นานมั้ยล่ะ ? 20 ปีเลยนะครับ ชัยชนะจุดโทษครั้งนี้ผมว่ามันมีความหมายมากกว่าชัยชนะในเวลา 90 นาทีหรือ 120 ของทีมชาติอังกฤษซะอีก มันได้ทั้งความมั่นใจ รวมถึงการสลัดอดีตอันขมขื่นทิ้งไปโดยมองไปแต่ข้างหน้าเท่านั้น หรือว่านี่อาจจะเป็นโชคชะตาที่ทำให้พลพรรค "สิงโตคำราม" ปลดแอกตัวเองกลับมาคว้าแชมป์โลกได้อีกครั้ง ? ส่วนถ้าใครสนใจในเรื่องโชคชะตาล่ะก็ต้องนี่เลย mysbobet มีทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณต้องการเพียงแค่ติดต่อที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo หรือโทร 08-0003-1188 / 08-0003-1177pic : zimbio

คุยกันหลังเกม : สดุดีหัวใจขุนพล 'ซามูไร'

แว๊บแรกหลังจบเกมการแข่งขันคู่ระหว่าง เบลเยี่ยม พบ ญี่ปุ่น นั้นคือความรู้สึกที่ไม่สุดยังไม่ก็ไม่ทราบครับ ว่ากันตรงๆผมเองเอาใจช่วย "ปีศาจแดงแห่งยุโรป" มาซักพักใหญ่ๆแล้วแต่ทีมชุดนี้ก็ไปไม่ถึงดวงดาวได้ซักทีทั้งในศึกฟุตบอลโลก 2014 และ ยูโร 2016 ทำให้มาในฟุตบอลโลกคราวนี้ผมค่อนข้างหวังกับสไตล์การเล่นที่ โรแบร์โต มาร์ติเนซ วางหมากเอาไว้ เกมนี้ในตอนแรกไม่มีใครคิดเลยว่าจะเป็นงานยากลำบากสำหรับ เบลเยี่ยม เพราะการโคจรมาพบกับ ญี่ปุ่น นั้นดูเรื่องทั้งศักยภาพเอย การเล่นเป็นทีมเอย หรือแม้แต่ความสามารถส่วนบุคคล ขุนพล "เร้ดเดวิลส์" ดูดีกว่าทุกมุมมอง ที่ไหนได้ครับ ที่ไหนได้ โคตรทีมแห่งเอเชียได้พิสูจน์ถึงศักยภาพของพวกเขาออกมาได้แบบเหนือความคาดหมายจริงๆ ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าทาง เบลเยี่ยม จะมีปัญหาในเรื่องของแนวรับทั้งๆที่พวกเขามีแข้งระดับพระกาฬให้เลือกใช้ทั้ง โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์, แวงซ็องต์ กอมปานี, โทมัส แฟร์มาเล่น หรือ แยน แฟร์ทองเก้น โดยเฉพาะในลูกแรก แฟร์ทองเก้น สกัดพลาดแบบไม่น่าให้อภัยมันเลยทำให้ เก็งกิ ฮารากูชิ หลุดเข้าไปยิงผ่านมือ ติโบต์ กูร์กตัวส์ ได้แบบสุดยอด ส่วนลูกที่ 2 ที่พลพรรค "ซามูไรบลูส์" ทำได้นั้นหากย้อนกลับไปดูไฮไลต์ดีๆ กอมปานี มีเหม่อหน่อยๆนะครับ กว่าจะกระตุกขยับตัวพยายามเข้าบล็อคลูกยิงของ ทากาชิ อินูอิ ก็สายไปซะแล้ว ประมาทงั้นเหรอ ? เป็นไปได้นะครับเพราะทีมญี่ปุ่นเป็นทีมที่มาจากเอเชียนี่เนอะ มันต้องมีบ้างอยู่แล้วไม่มากก็น้อยเพราะพวกเขาต่างเป็นนักเตะซูปเปอร์สตาร์ระดับโลก ชัยชนะมันเหมือนกับว่าจะเป็นของชาติจากดินแดนปลาดิบแต่สิ่งที่น่าเหลือเชื่อก็เกิดขึ้นเมื่อ เบลเยี่ยม หันมาเล่นบอลโด่งเปิดเข้ากลางซึ่งก็ประสบความสำเร็จไปด้วยดี การลงสนามมาของ เฟลไลนี่ สร้างความวุ่นวายให้กับแผงหลังของ ญี่ปุ่น อย่างเห็นได้ชัด เอาจริงแผนนี้ใครที่เป็นแฟนๆของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คงได้เห็นกันจนเอียน มาถึงตอนนี้ทางทีมที่มีฉายา "ปีศาจแดง" เหมือนกันก็ได้ฤกษ์ใช้บ้าง เฟลไลนี่ ทำได้ครับ ซึ่งก็ไม่แปลกใจอะไรกับสิ่งที่เขาทำได้เพราะมันเป็นเครื่องหมายการค้าของมิดฟิลด์หัวฟูรายนี้อยู่แล้ว เมื่อถูกตีเสมอ 2-2 ญี่ปุ่น ได้เผยให้เห็นถึงความไม่เขี้ยว ? หรือว่าเผยให้เห็นถึงความใจสู้ ? เพราะลูกที่พวกเขาเสียนั้นมันมาจากจังหวะสวนหลังจากลูกเตะมุม เอาจริงเหอะครับ หากเป็นบางชาตินี่คงกะหวังเสมอต่อเวลาเล่นลูกสั้นไปแล้วแต่นี่ ญี่ปุ่น โยนเข้ากลางมันซะดื้อๆซึ่งสุดท้ายก็เข้ามือ กูร์กตัวส์ และมือกาวจากค่าย เชลซี ก็สวนตู้มเดียว ปึ้ง หงายกันไปเลย เสียดายครับ เสียดายมากๆ เพราะถ้าหากเกมนี้จบลงที่ผลเสมอ 2-2 ช่วงต่อเวลาพิเศษ 30 นาทีอะไรมันก็สามารถเกิดขึ้นได้อยู่แล้วรวมถึงหากยื้อไปถึงช่วงดวลจุดโทษด้วยล่ะก็ทุกๆอย่าง 50-50 หมด การเล่นพยายามบุกเพื่อเอาชนะเป็นสิ่งที่คอลูกหนังอย่างเราต้องการชมอยู่แล้วครับ แต่บางครั้ง บางที บางคราว การเล่นแบบไม่ประมาทก็เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ หาก ญี่ปุ่น เลือกที่จะเล่นเตะมุมสั้นๆหวังให้ผลออกเสมอ 2-2 ล่ะก็นะ โอย คิดแล้วยังเสียดายอยู่เลย ส่วน เบลเยี่ยม ก็ต้องกลับไปทำการบ้านกันต่อ ลูกกลางอากาศในวันนี้พวกเขาประสบความสำเร็จก็จริงแต่อย่าลืมว่ารูปร่างของชาวเอเชียนั้นไม่ได้สูงใหญ่เท่ากับพวกเขาต่อให้เป็น มายะ โยชิดะ ก็เถอะ รอบต่อไปการเผชิญหน้ากับ บราซิล หากว่า มาร์ติเนซ ยังไม่มีแทคติคหรือสร้างหมากใหม่ๆได้ดีพอ ผมว่าทีม 'ยุคทอง' ของ เบลเยี่ยม ชุดนี้น่าจะไปไม่ถึงดวงดาวอีกครั้ง ทว่าใครคนไหนอยากที่จะหลุดทะลุไปถึงดวงดาวกับความมันส์ที่ไร้ขีดจำกัดล่ะก็ขอแนะนำ Sbobet777 ติดต่อรวดเร็วได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@sbo-777 หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

คุยกันหลังเกม : น่ารักน่าลุ้นจริงๆ 'จอมโหด'

ม้ามืดที่แท้จริงได้เผยโฉมออกมาเรียบร้อยแล้วครับสำหรับ อุรุกวัย มีคนคาดมีคนคิดมาก่อนมั้ยว่าพวกเขาจะกระโดดขึ้นมาสร้างสีสันในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซียในครั้งนี้ มันมีแน่นอนล่ะครับ แต่ไม่คิดว่าจะดีขนาดนี้ สองนัดแรกว่ากันตามตรงผมดูไม่ออกเลยว่า "จอมโหด" จะมาไม้ไหนหรือว่ายังไงเหมือนกับว่าพวกเขา 'กั๊ก' อะไรบางอย่างเอาไว้ในเกมกับ อียิปต์ และ ซาอุดิอาระเบีย แนวรับเหนียวแน่นก็จริงแต่แนวรุกยังดูขัดๆเขินๆกันอยู่โดยเฉพาะคู่หูคู่โหดระดับโลกอย่าง หลุยส์ ซัวเรซ กับ เอดินสัน คาวานี่ เมื่อดูสไตล์การเล่นของสองคนนี้มันดูน่าจะเข้าขากันได้เป็นอย่างดีเพราะ คาวานี่ คือหน้าเป้าตัวจบสกอร์แบบธรรมชาติอยู่แล้วส่วน ซัวเรซ คือสามารถโยกไปได้หมดซ้ายขวาหรือจังหวะจบสกอร์ จนนัดที่พวกเขามาพบกับเจ้าภาพนั่นแหละครับถึงได้เห็นเต็มๆตาของความรู้ใจของทั้งคู่ มาถึงนัดกับ โปรตุเกส ลูกแรกที่ คาวานี่ ทำได้ด้วยการเปิดของ ซัวเรซ นั้นมันชัดเจนถึงการฝึกซ้อมมาด้วยกันเป็นอย่างดี สถิติที่ออกมาปรากฏว่าลูกดังกล่าว ซัวเรซ แอสซิสต์ให้ คาวานี่ เป็นครั้งที่ 12 จาก 44 ประตูที่หัวหอกจากค่าย ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ทำให้กับ อุรุกวัย ได้เลยนะครับ 30 เปอร์เซนต์จาก 100 ที่ ซัวเรซ มีส่วนร่วมถวายพานให้ คาวานี่ มันไม่ใช่น้อยๆเลย รวมไปถึงลูกที่สองการจ่ายของ โรดริโก เบ็นทานกูร์ นั้นดีก็จริงแต่นั้นก็เพราะ ซัวเรซ เป็นคนดึงแผงหลัง โปรตุเกส ไปแบบชัดเจน หอกฟันไม่เข้าตัดสินใจข้ามบอลไปให้ คาวานี่ เอี้ยวตัวปั่นแบบเหนือๆเลย แนวรุกมีตัวที่สอดประสานงานได้เป็นอย่างดีแล้ว แนวรับก็ใช่ย่อยที่ไหน ผมไม่คิดเลยนะครับว่าแผงหลังอย่าง มาร์ติน กาเซเรส จะกลับมาเล่นได้ค่อนข้างดีขนาดนี้ทั้งๆที่เขาเองก็ไม่ได้ลงสนามให้ ลาซิโอ มากนักหรือการจับ ดีเอโก ลาซอลต์ ไปเป็นแบ๊คซ้ายแล้วทำผลงานแบบแจ่มสุดๆเนี่ย มันเหนือความคาดหมายของผมเช่นกัน เพราะในเกมแรกและเกมสอง ออสการ์ ตาบาเรซ เหมือนยังหาจุดลงตัวในตำแหน่งแบ๊คซ้ายไม่ได้จนหวยมาออกที่ ลาซอลต์ นั่นแหละครับ ส่วนคู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟก็ไม่ต้องอะไรมากเพราะ ดีเอโก โกดิน กับ โชเซ คิมิเนซ เล่นด้วยกันมาตลอดในสโมสรที่ แอตเลติโก มาดริด ซึ่งมันชัดเจนว่า "จอมโหด" ได้ประโยชน์ในเรื่องนี้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยมาก ลูกล่อลูกชนของสองกำแพงยักษ์แห่งยอดทีมจากลาตินอเมริกายังคงไว้ใจได้อีกทั้ง เฟร์นันโด มุสเลร่า นายด่านวัย 32 ปีค่อนข้างไว้ใจได้เหมือนกันนะแม้จะมีจังหวะเหวอๆอยู่บ้างในเกมแต่จังหวะรับเข้าซอง หรือรับลูกยิงค่อนข้างจะติดมือใช้ได้ จังหวะที่ อุรุกวัย เสียประตูเองก็คงต้องยอมล่ะครับ เพราะเทคนิคการวิ่งของ โรนัลโด้ และ เปเป้ ทำได้ดีเอามากๆ ทุกสิ่งทุกอย่างในวันนี้ต้องขอชม ออสการ์ ตาบาเรซ จริงๆ เขาอยู่กับทีมทีมนี้มาตั้งแต่ปี 2006 และเคยนำ "จอมโหด" ทะลุทะลวงคว้าอันดับที่ 4 ของศึกฟุตบอลโลกได้เมื่อปี 2010 มาแล้ว ซึ่งก็น่าสนใจสุดๆว่าในรอบต่อไปที่พวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับ ฝรั่งเศส นั้นจะเป็นยังไงต่อ ด้วยฟอร์มแบบนี้ ศักยภาพของแต่ล่ะคนที่แสดงออกมาในปีนี้ ผมว่า "ตราไก่" เองก็มีเสียวๆบ้างล่ะ น่ารักน่าลุ้นครับสำหรับ "จอมโหด" ผมเอาใจช่วยเต็มที่เลย ส่วนใครที่อยากลุ้นกันต่อเนื่องนอกเหนือจาก อุรุกวัย ล่ะก็ขอแนะนำ mysbobet เพียงแค่ติดต่อที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbo หรือโทร 08-0003-1188 / 08-0003-1177pic : zimbio

คุยกันหลังเกม : การกู้ศรัทธาของ 'ฟ้าขาว' อาจจอดเมื่อเจอไก่ ?

เป็นเกมที่บีบหัวจิตหัวใจมากที่สุด ณ ตอนนี้สำหรับศึกฟุตบอลโลก 2018 ของผมเลยครับสำหรับการเจอกันของ ไนจีเรีย กับ อาร์เจนติน่า ว่ากันตามตรงก่อนเริ่มเกมผมเทใจให้ขุนพล "ซูปเปอร์อีเกิ้ลส์" เนื่องจากพวกเขาเล่นแบบมีสปิริตและรวมกันเป็นหนึ่งมาตลอดตั้งแต่นัดแรก อีกทั้งการเก็บ 3 คะแนนได้จาก ไอซ์แลนด์ ด้วยฟอร์มเด็ดดวงนั้นมันตึงตาผมซะเหลือเกิน ตรงกันข้ามกับ อาร์เจนติน่า ที่มี ฮอร์เก้ ซามเปาลี ที่ตอนนี้ผมยกให้เป็นนายใหญ่ที่อินดี้ที่สุดคนหนึ่งของโลกไปแล้วทั้งในเรื่องของการเลือกผู้เล่นและการจัดตัว ทั้งก่อนหน้าที่ไม่เรียก เมาโร อีคาร์ดี้ หรือแม้แต่การผลักใสไล่ส่ง เซร์คิโอ โรเมโร่ ออกจากทีมทั้งๆที่นายด่านจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยืนยันจากปากเองแล้วว่าเขาไม่มีอะไรแตกหักและต้องพักอย่างน้อยๆก็ 10 วันเท่านั้น มันอาจจะดูเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดนะครับหากดูกันให้ดี อาร์เจนติน่า จะหวังพึ่งแต่ เมสซี่ ให้ยิงประตูมันก็ไม่ใช่แล้วเป็นไงล่ะ ? กอนซาโล อิกวาอิน กับ เซร์คิโอ อเกวโร่ ไม่ได้ตอบโจทย์อะไรเลยแม้แต่น้อยหากว่า ซามเปาลี พยายามดันลูกรักแบบดันทุรังทั้ง มักซิมิเลียโน เมซ่า หรือ คริสเตียน ปาวอน การเปิดเข้ากลางแล้วมีคนเข้าชาจผมคิดว่า อีคาร์ดี้ คือคำตอบ ไหนจะความผิดพลาดของ วิลลี่ กาบาเยโร่ ในนัดที่เจอกับ โครเอเชีย มันตอกย้ำให้เห็นถึงการไม่เลือกนายด่านที่อาจจะเป็นมือสองแต่เก๋าประสบการณ์ในระดับชาติมากกว่าอย่าง โรเมโร่ มาติดทีมต่อให้ กาบาเยโร่ จะอายุเยอะและผ่านร้อนผ่านหนาวมาไม่น้อยก็จริง แต่นี่คือทัวนาเมนท์ระดับชาติครั้งแรกของเขาก็กลายเป็นฝันร้ายไปซะอย่างนั้น สุดท้ายครับสุดท้าย สุดท้ายในนัดสุดท้าย ซามเปาลี เหมือนแกเพิ่งจะกลับใจได้หรือว่ายังไงไม่ทราบ ผมคิดว่าการใช้ เอแวร์ บาเนก้า มันมีประโยชน์กว่า ลูคัส บีญ่า หรือเข็น เมซ่า ลงสนามซะอีก แอสซิสต์งามๆให้ เมสซี่ หลุดเข้าไปยิงแบบสะใจ เมื่อยิงประตูนำได้ก่อนในใจหลายๆคนคงไม่มีใครคิดว่า ไนจีเรีย จะสามารถกลับมาได้หรอกครับ แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องขอชมเลยว่าการเล่นของยอดทีมแห่งแอฟริกาก็ไม่ได้ลน ไม่ได้ล่ก หรือไม่ได้แม้แต่รีบจนเกินความจำเป็น พวกเขาโดนนำไปตั้งแต่นาทีที่ 14 ก็จริงแต่ก็ยังคงเน้นความรัดกุมและรอโอกาสที่จะฉกฉวยซึ่งก็ทำได้สำเร็จ จุดโทษมั้ย ? จากมุมมองของผมที่มีต่อผู้ตัดสินผมคิดว่าท่านเปามองถึงมุมที่บอลกำลังจะพุ่งเข้าหา บาลากัน แต่ มาสเคราโน่ กอดรัดฟัดและเหวี่ยงจนปราการหลัง ไนจีเรีย ล้มลงไป แปลกมั้ย ? แปลกนิดๆ แต่ให้ได้มั้ย ? ก็ไม่ได้ค้านหัวชนฝาว่าลูกนี้มันใสสะอาดและไม่ควรจะฟาวล์อะไร เมื่อผลเสมอ 1-1 ออกมากลายเป็นว่าพลพรรค "ฟ้าขาว" เร่ง เร่งจนลน ลนมากๆด้วย พวกเขาพยายามเปิดหน้าเข้าใส่จนหลายๆครั้งอาจจะกลายเป็นภัยต่อตัวเองได้ในจังหวะสวนกลับของ ไนจีเรีย อาเหม็ด มูซ่า นี่จี๊ดจ๊าดโดนใจมากครับ เสียดายที่จังหวะสุดท้ายนั้นพวกเขาทำได้ไม่เด็ดขาด โดยเฉพาะลูกของ โอเดียน อิ๊คฮาโล่ ที่วอลเล่ย์เหน่งๆหลุดกรอบออกไปแบบได้แต่ร้อง 'โอ้โห เม่งเอ้ย' เสียดายครับ เสียดายจริงๆลูกนั้น ทว่าด้วยโชคชะตาผนวกกับการบดไล่บี้อย่างหนัก "ฟ้าขาว" ก็สามารถปลดล็อคได้สำเร็จจากการยิงของ มาร์กอส โรโฮ ปราการหลังจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่วิ่งมาซัลโวราวกับเป็นศูนย์หน้าซะอย่างนั้น ชัยชนะ 2-1 อาจจะทำให้ อาร์เจนติน่า เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายก็จริง แต่หากวัดกันที่ฟอร์มการเล่นแล้วล่ะก็ในความคิดของผมตอนนี้คือพวกเขาน่าจะหยุดอยู่แค่นั้นนั่นแหละครับ เพราะในรอบถัดไป "ฟ้าขาว" จะต้องพบกับ "ตราไก่" ทีมชาติฝรั่งเศส ที่ฟอร์มค่อนข้างโอเคในความคิดของผมและถ้าหาก อาร์เจนติน่า ยังคงเล่นได้ 'แค่นี้' อยู่ล่ะก็พวกเขาไม่น่าจะสามารถหักด่านเข้าไปได้ส่วนถ้าใครอยากลุ้นแบบสนุกสนานกันตลอดแบบไม่มีหยุดพักล่ะก็ขอแนะนำ Sbobet777 ครับติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@sbo-777 หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

คุยกันหลังเกม : อินทรีสยายปีกขอล้างอาถรรพ์แชมป์ร่วง

เป็นอีกหนึ่งเกมที่สนุกสนานและลุ้นตลอด 90 นาทีอีกแล้วสำหรับ เยอรมันนี พบกับ สวีเดน ก่อนหน้านี้ทุกคนย่อมรู้ดีว่า "อินทรีเหล็ก" ต้องการ 3 คะแนนเพื่อโอกาสผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายขนาดไหนหลังจากที่พวกเขาพลาดท่าแพ้ต่อ เม็กซิโก ไปแบบสุดเหลือเชื่อ ส่วนทางยอดทีมแห่งแถบสแดนดิเนเวียเองพวกเขาขยี้ เกาหลีใต้ มาได้แล้วทำให้นัดที่สองนี้ 1 แต้มก็ดูน่าจะเพียงพอ ทำให้ความต้องการและเป้าหมายนั้นแตกต่างกัน สวีเดน มาผมดูทรงแล้วต้องการเล่นในรูปแบบเดียวกับ "จังโก้" เลยครับ พวกเขาเน้นตั้งรับและสวนกลับซึ่งดูจะมีทีเด็ดทีขาดไม่ใช่น้อยเหมือนกัน หลังจากพยายามบดอยู่นานทุกอย่างมันดูไม่เข้าทางของ เยอรมัน เลยแม้แต่น้อยโดยเฉพาะในช่วง 15 นาทีสุดท้ายของครึ่งเวลาแรกเมื่อ โอลา ตอยโวเน่น กระดกข้ามศรีษะ มานูเอล นอยเออร์ เข้าไปตุงตาข่าย ทุกๆอย่างเริ่มกดดันและมีแรงถาโถมเข้ามา ช่วงนั้น "อินทรีเหล็ก" เหมือนกับช็อตไปเลย ตี 'อินทรี' ต้องตีให้ 'ตาย' ครับ กลายเป็นว่า สวีเดน เองก็ไม่คิดจะทำอะไรต่อหลังจากนั้นหมดครึ่งแรกพวกเขาค่อนข้างมั่นใจอยู่แล้ว เริ่มครึ่งหลังมาขุนพล "อินทรีเหล็ก" มาได้ประตูที่ต้องการจาก รอยส์ ซึ่งผมหวังว่าหลังจากนี้อาจจะมีเกมที่เปิดแลกมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สวีเดน พวกเขาไม่ได้ตั้งใจจะมาแลกเลยแม้แต่น้อย พวกเขาเน้นตั้งรับเพียงอย่างเดียว ซึ่งผมเห็นด้วยนะกับคอมเมนท์เตเตอร์ในรายการถ่ายทอดสดที่พูดว่าเกมนี้ชี้ให้เห็นถึง 'ดาบสองคม' อย่างแท้จริง การเน้นตั้งรับถ้าหากสำเร็จมันก็ดีไป แต่ถ้าหากไม่ มันต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดที่น่าเสียใจที่สุด จริงอยู่ที่ สวีเดน เองก็มีโอกาส แต่มันก็คือโอกาสฉาบฉวยที่นานๆจะมาทีจากลูกตั้งเตะทว่า มานูเอล นอยเออร์ ก็พิสูจน์ให้ได้เห็นว่าทำไม โยอาคิม เลิฟ ถึงตัดสินใจไม่เลือก มาร์ค-อันเดร์ แทร์ สเตเก้น เป็นตัวจริงในฟุตบอลโลกครั้งนี้ทั้งๆที่เขาลงสนามให้ บาร์เซโลน่า มาตลอดทั้งฤดูกาลแต่ นอยเออร์ ไม่ ความเป็นกัปตัน กระตุ้นตะโกนโหวกเหวกโวยวายแทบจะตลอดเวลา หรือการเซฟจังหวะชีวิตของ "อินทรีเหล็ก" ก็มีให้เห็น สถานการณ์มันอาจจะดูเข้าทาง สวีเดน ไปแล้วแต่ก็ต้องของอนุญาตใช้คำสุดคลาสสิคว่า 'ฟุตบอลมันก็แบบนี้' ล่ะครับ การมาเสียลูกตั้งเตะโดยที่ไม่สมควร จนสุดท้ายมันนำพามาซึ่งความเจ็บปวด เท้าขวาปลิดวิญญาณของ โทนี่ โครส ทำหน้าที่ได้แบบสุดยอดมากๆ ซึ่งเราไม่มีโอกาสได้เห็นแบบนี้ที่ เรอัล มาดริด แน่ๆล่ะครับ มันพิสูจน์เหมือนกันว่าเท้าขวาของ โครส ไม่ได้แค่ชั่งทองได้ แต่ยังสามารถปลิดชีพคู่ต่อสู้ได้แบบเหนือชั้น ชัยชนะและ 3 คะแนนสุดล้ำค่าในนัดนี้มันต่อลมหายใจให้กับ "อินทรีเหล็ก" ได้และก็น่าจะเป็นลมหายในอีกเฮือกใหญ่ๆเลยนะครับ นัดสุดท้ายเราคงต้องมารอลุ้นกันว่า โยอาคิม เลิฟ จะสามารถนำทีมล้างอาถรรพ์ 'แชมป์ร่วง' หรือ แชมป์เก่าที่มักจะร่วงตกรอบแรกอย่าง ฝรั่งเศส, อิตาลี หรือ สเปน ได้หรือไม่นั้น น่าสนใจจริงๆ แต่ถ้าหากนั่นยังทำให้คุณสนไม่มากพอล่ะก็ลอง mysbobet ไหมครับ อาจจะมีสิ่งที่น่าสนใจสำหรับคุณ เพียงแค่ติดต่อที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbobet หรือโทร 08-0003-1188 / 08-0003-1177

คุยกันหลังเกม : สิ้นลาย 'ฟ้าขาว'

ว่ากันตรงๆศึกฟุตบอลโลกปีนี้มีอะไรให้ประหลาดใจค่อนข้างเยอะอยู่เหมือนกันนะครับตั้งแต่นัดแรก โดยเฉพาะชาติยักษ์ใหญ่ต่างๆที่พลาดสะดุดเสมอหรือยังจูนฟอร์มกันไม่ติด อาร์เจนติน่า ก็คือหนึ่งในนั้นตั้งแต่นัดแรก พวกเขาเสมอกับ ไอซ์แลนด์ ไป 1-1 แต่ใครจะไปคิดล่ะครับว่าสุดท้ายแล้วอดีตแชมป์โลก 2 สมัยจะต้องมาหมดสภาพไร้ราศียักษ์ใหญ่เพียงแค่นัดที่ 2 กับ โครเอเชีย เท่านั้น ในเกมดังกล่าวพลพรรค "ตราหมากรุก" เล่นตามแทคติคและแต่ล่ะคนก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยมโดยเฉพาะในแดนกลางที่พวกเขามีทั้ง มาร์เซโล โบรโซวิช, อีวาน ราคิติช และ ลูก้า โมดริช พวกเขาทั้ง 3 คนกลายเป็น 'ทรีโอ' ที่รวมเป็นหนึ่งและรวมเป็นหัวใจหลักของ โครเอเชีย ยันจบ 90 นาที จริงอยู่ที่ครึ่งแรกสถานการณ์ของ "ฟ้าขาว" ค่อนข้างดูดีกว่าแต่ก็นั่นแหละครับ ยิ่งเล่นเหมือนยิ่งกดดัน การได้เพียงแต้มเดียวในนัดแรกมันทำให้พวกเขาค่อนข้างจะลนในเกมวันนี้ สุดท้ายกลายเป็นว่าทุกอย่างเข้าทางของ โครเอเชีย ไปซะหมด 3 ประตูในวันนี้ที่ขุนพล "ตราหมากรุก" ได้มาก็เพราะความผิดพลาดส่วนบุคคล, ความสามารถส่วนบุคคล และ ความใจสู้ที่ไม่หยุดจนกว่ากรรมการจะเป่านกหวีด วิลลี่ กาบาเยโร่ เอาจริงเถอะ ผมชอบเขามากๆนะตอนที่ยังเฝ้าเสาอยู่กับ มาลาก้า ไอ้หมอนี่นี่แหละที่หยุดจังหวะยิงของ ลีโอเนล เมสซี่ และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ มาแล้วหลายต่อหลายครั้งใน ลาลีกา แต่การติดทัพ "ฟ้าขาว" มาสู้ศึกใหญ่ครั้งแรกในชีวิตของเขากลับกลายเป็นฝันร้ายในช่วงบั้นปลายอาชีพแบบน่าเสียใจแทนจริงๆ จริงอยู่ที่ ฮอร์เก้ ซามเปาลี อาจจะตัดสินใจหนีบ เซร์คิโอ โรเมโร่ นายด่านจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาด้วยได้เพราะทาง โรเมโร่ ให้สัมภาษณ์ชัดเจนแล้วว่าเขาเจ็บและต้องพักฟื้นราวๆ 10 วันเท่านั้นซึ่งหมายความว่าหาก ซามเปาลี เชื่อใจ โรเมโร่ จะได้ลงสนามในนัดที่สองกับ โครเอเชีย นี่แหละ อย่าง สเปน ก็หนีบเอา ดาเนี่ยล การ์บาฆัล มาหรือ เบลเยี่ยม นี่หนักเลยหนีบทั้ง แวงซองต์ กอมปานี ที่อาจจะเล่นได้นัดที่ 3 รอบแบ่งกลุ่มและ โทมัส แฟร์มาเล่น ที่อาจจะฟิตทันนัดที่ 2 มา "ปีศาจแดงแห่งยุโรป" เอาผู้เล่นที่ไม่ฟิตติดมาถึง 2 คน มันอยู่ที่ความเชื่อใจล่ะครับซึ่ง ซามเปาลี แสดงถึงจุดยืนของตัวเองมาตลอดเพราะถ้าเลือกกันที่ฝีมือหรือประสบการณ์ล่ะก็ในด้านของ โรเมโร่ ไม่เป็นสองรอง กาบาเยโร่ หรอกครับ แถมประสบการณ์มากกว่าอีกต่างหาก หรือแม้แต่การเมินเรียกตัว เมาโร อีคาร์ดี้ หัวหอกดีกรีดาวซัลโวกัลโชเซเรียอามา ซามเปาลี ก็โดนวิจารณ์มามากพออยู่แล้วและสุดท้าย เซร์คิโอ อเกวโร่ กับ กอนซาโล อิกวาอิน ก็ไม่ได้ตอบแทน ซามเปาลี ซักเท่าไรนัก ลีโอเนล เมสซี่ ผู้ถูกคาดการณ์ว่าจะเป็น "เดอะแบก" ของทีมก็กลับกลายเป็นฉายแสงไม่ออก เขาเหมือนกับคนล่ะคนเมื่อตอนฟุตบอลโลก 2014 ยังไงอย่างนั้น ใจของดาวเตะเหนือมนุษย์อาจจะไม่ได้อยู่ที่ "ฟ้าขาว" แล้วล่ะมั้งครับ การเป็นกัปตันทีมแน่นอนความทุ่มเทในสนามต้องมา แต่การเป็นกัปตันทีมแบบ เมสซี่ ที่โดนยิงแล้วกล้องจับไปก็เงียบ หรือก้มหน้ามองพื้น มันทำให้ความฮึกเหิมในสนามหายไป มันอาจจะเป็นสไตล์ของ เมสซี่ ด้วยนั่นแหละที่เป็นแบบนี้ เขาพยายามจะปลุกเร้าทีมด้วยลีลาการเล่นในสนามมากกว่าคำพูดอย่างที่เราได้เห็นกันบ่อยๆตอนอยู่กับ บาร์เซโลน่า แต่กับ อาร์เจนติน่า เขากลับไม่สามารถทำได้ น่าเห็นใจและน่าสงสารภายในเวลาเดียวกันสำหรับ เมสซี่ เพราะอย่างที่เราทราบกันดีว่าเขาเคยประกาศเลิกเล่นทีมชาติไปแล้วภายหลังจากต้องเจ็บช้ำในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2014 และ โคปา อเมริกา ทั้งในปี 2015 และ 2016 ความพ่ายแพ้ในรอบชิงชนะเลิศทัวนาเมนท์ใหญ่ 3 ปีติดต่อกันมันทำร้ายหัวจิตหัวใจเขามามากพอแล้ว และการมาฟุตบอลโลกครั้งนี้ผลสุดท้ายมันอาจจะเป็นการทำลายจิตใจของเขากับการรับใช้ชาติไปโดยสิ้นเชิงก็ได้หาก "ฟ้าขาว" ต้องมาตกรอบแรก ยังคงมีลุ้นครับ อาร์เจนติน่า หากว่า ไอซ์แลนด์ ไม่สามารถเก็บชัยชนะเหนือ ไนจีเรีย ได้ซึ่งถ้าหากเป็นแบบนั้นมันก็จะทำให้กลุ่ม ดี สนุกสนานในการลุ้นเข้ารอบจนถึงนัดสุดท้าย ส่วนถ้าใครอยากลุ้นแบบสนุกสนานกันตลอดแบบไม่มีหยุดพักล่ะก็ขอแนะนำ Sbobet777 ครับติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@sbobet-777 หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99pic : zimbio

คุยกันหลังเกม : สมเป็นประเทศแห่งภูเขา !

เมื่อพูดถึงการท่องเที่ยวของ สวิตเซอร์แลนด์ เชื่อว่าหลายๆท่านอาจจะคิดถึงทิวทัศน์ของภูเขาและทะเลสาปที่สวยเด่นเป็นสง่าตามรูปที่ออกมาและภูเขาเหล่านั้นก็ดูแข็งแกร่ง สูงใหญ่ตั้งตระหง่านไม่กลัวลมกลัวฝน หากเปรียบก็เหมือนกับเกมรับของ สวิตเซอร์แลนด์ ในเกมกับ บราซิล ล่ะครับ ! (ว่าเข้าไปนั่น) ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเกมที่อาจจะพูดได้เล็กๆว่า 'พลิกล็อค' ที่เต็งแชมป์อย่าง บราซิล ไม่สามารถระเบิดฟอร์มออกมาได้อย่างที่ใครหลายคนคาดหวังเอาไว้โดยพวกเขาทำได้เพียงเสมอไป 1-1 เท่านั้น ผลงานการอุ่นเครื่องที่สวยงามราวกับจัดเรียงเอาไว้เป็นอย่างดีเป็นอันต้องพังทลายลงเพราะแมตช์แรกของฟุตบอลโลก บราซิล ไม่เสียประตูให้ใครมา 5 เกมหลังสุดและพวกเขายังกระหน่ำซัดได้ถึง 9 ประตู เริ่มต้นมาขุนพล "แซมบ้า" ค่อนข้างจะคึกคักด้วยผู้เล่นแนวรุกที่อัดแน่นไปด้วยซูปเปอร์สตาร์ทั้ง เนย์มาร์, กาเบรียล เฮซุส, วิลเลียน หรือแม้แต่ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ที่พยายามเดินหน้าบุกเข้าใส่อยู่ตลอด จนนั่นแหละครับ พวกเขาได้ประตูขึ้นนำจากลูกทีเด็ดที่เราอาจจะเห็นจนชินตาของ คูตินโญ่ การยิงไกลแบบนี้ผมว่ากลายเป็นเครื่องหมายการค้าของแข้ง บาร์เซโลน่า ไปแล้วนะครับ ยิงได้แม่นราวจับวาง ยิงได้แรงราวกดหลังเท้า ต้องเขาคนนี้นั่นแหละ แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขากลับไม่ได้เร่งเดินเกมเพื่อเอาประตูที่สอง แถมโอกาสนับตั้งแต่ประตูของ คูตินโญ่ เท่าที่จำได้ก็มีเพียงการโขกของ ติอาโก ซิลวา เท่านั้นมันเลยทำให้ยอดทีมจาก 'แดนนาฬิกา' ตั้งตัวติด สมาธิของแข้งสวิสดีเยี่ยมครับ กลับมาได้ไวและเล่นกันแบบแข็งแกร่งไล่มาตั้งแต่ตรงกลางที่ กรานิต ชาก้า, วาลอน เบห์รามี่ และ เบลริม เซไมรี่ ทำหน้าที่ได้อย่างดี ถึงดีมากๆซะด้วย พวกเขาสามารถจัดการไม่ให้บอลเข้าไปป้วนเปี้ยนอยู่หน้าประตูตัวเอง โดยเฉพาะกับ เบห์รามี่ ที่ตามยั่วยวนและอัดใส่ เนย์มาร์ ได้เกือบตลอดทั้งเกมจนถูกเปลี่ยนตัวออกเพราะใบเหลืองนั่นแหละ แนวรับของ สวิตเซอร์แลนด์ ถูกขันมาจนแน่น อีกทั้ง แยนน์ ซอมเมอร์ เองก็ไม่ได้มีจังหวะผิดพลาดอะไรออกมาและลูกที่เขาเสียก็จนปัญญาจริงๆ ส่วนประตูตีเสมอของสวิสนั้นก็อย่างที่หลายๆคนเห็นล่ะครับว่า สตีเวน ซูเบอร์ ไปผลัก ชูเอา มิรันด้า จนเสียจังหวะทำให้ไม่สามารถขึ้นโขกได้ ซึ่งตรงจุดนี้ถามว่าฟาวล์ได้ไหม ? ผมว่าพอได้เหมือนกันนะเพราะเมื่อดูภาพช้ามันเป็นจังหวะผลักที่ชัดเจนและทำให้ตัวเองได้เปรียบจริง ซึ่งผู้ตัดสินไม่เรียกใช้ 'VAR' หรือวีดีโอช่วยตัดสินมันเลยทำให้ บราซิล ต้องมาเสียประตูแบบน่าเสียดายอยู่เหมือนกัน หลังจากนั้น บราซิล เดินหน้าบุกแบบวันเวย์แต่การขยับแก้เกมของ ตีเต้ ก็ไม่ได้ส่งผลดีต่อทีมมากนักทั้งการส่ง แฟร์นันดินโญ่ หนือ เรนาโต ออกุสโต้ ลงสนามมาในช่วงนาทีที่ 60 เกมรุกพวกเขาไม่ได้ดีขึ้นซึ่งกว่าจะได้ฤกษ์ในตำแหน่งเกมบุกก็ต้องรอจนนาที 80 ที่ โรแบร์โต ฟีร์มิโน่ ลงมาแทน กาเบรียล เฮซุส ที่ไม่ค่อยมีบทบาทในเกมซักเท่าไร ทั้งนี้ทั้งนั้นข้างสนามของขุนพล "แซมบ้า" ยังมีทาง ดั๊กลาส คอสต้า จรวดทางเรียบเอาไว้ให้ใช้งานอีกรายแต่ ตีเต้ ก็ตัดสินใจไม่ใช้งานเขาในเกมวันนี้ ผลเสมอแน่นอนว่าไม่ใช่สิ่งที่ บราซิล ต้องการแต่ตอนนี้มันกลายเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญและปลดล็อคก้าวต่อไปให้ได้ ดูแล้วมันไม่ใช่งานง่ายเลยสำหรับ ตีเต้ ที่จะนำพลพรรค "เซเรเซา" กลับมาอยู่ในเส้นทางตัวเต็งอีกครั้งถ้าหากว่าทีมของเขายังสามารถเล่นได้เพียงแค่นี้ซึ่งการเจอกับทั้ง คอสตาริก้า และ เซอร์เบีย ก็ไม่ใช่งานปอกกล้วยเข้าปากอยู่แล้ว ต้องรอลุุ้นกันล่ะครับว่า ตีเต้ จะสามารถโชว์กึ๋นของตัวเองได้ดีขนาดไหนซึ่งถ้าหากเขาไม่สามารถรีดเร้นพลังแฝงของตัวนักเตะแต่ล่ะคนออกมาได้ในตอนนี้ล่ะก็เผลอๆสุ่มเสี่ยงต่อการตกรอบแรกเหมือนกัน ส่วนท่านๆที่อาจจะไม่ชอบวัดกึ๋นแต่ชอบวัดในโชคชะตาล่ะก็ขอแนะนำ mysbobet ลุ้นสนุกได้ตลอด 24 ชม.เพียงแค่ติดต่อที่ https://line.me/R/ti/p/@mysbobet หรือโทร 08-0003-1188 / 08-0003-1177pic : zimbio

คุยกันหลังเกม : ฟุตบอลโลกได้เริ่มขึ้นแล้ว

นี่แหละครับเกมใหญ่ที่ทุกคนรอคอยและมันก็คุ้มค่าจริงๆ โปรตุเกส กับ สเปน สองทีมตัวเป้งแห่งยุโรปโคจรมาพบกันในนัดแรกของศึกลูกหนังแห่งมวลมนุษยชาติซึ่งก่อนเริ่มเกมนั้นมันมีปัญหาหลากหลายประเด็นให้ได้พูดถึงโดยเฉพาะฝั่งทัพ "กระทิงดุ" การปลด ยูเลน โลเปเตกี ออกจากตำแหน่งแบบฟ้าผ่ามันเป็นอะไรที่เหนือความคาดหมายและการแต่งตั้ง เฟร์นันโด เอียร์โร่ เข้ามารั้งบังเหียนแทนก็กลายเป็นว่ากึ๋นของอดีตแข้ง เรอัล มาดริด รายนี้จะดีพอรึเปล่า ? ก่อนหน้า เอียร์โร่ รั้งตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการของสหพันธ์ฟุตบอลสเปนและการรับเผือกร้อนมาลุยฟุตบอลโลกนั้นเขาอาจจะต้องใช้ 'บารมี' ตั้งแต่สมัยเป็นพ่อค้าแข้งคุมขุนพล "กระทิงดุ" เอาไว้ให้ได้ เอียร์โร่ ทำได้ดีในระดับหนึ่งเลยนะครับ เขายังคงความเป็นสเปนและแทบไม่ได้ปรับเปลี่ยนแทคติคอะไรเลยจากยุค โลเปเตกี แต่การมาเจอกับเจ้าของแชมป์ ยูโร 2016 ในตอนนี้มันก็ไม่ง่าย เฟร์นันโด ซานโต๊ส เองก็มีการวางหมากที่ไม่ได้ย่อหย่อนไปกว่าใครเท่าไร โดยเฉพาะกับการทำทีมแบบ "เดอะแบกที่แท้จริง" กับ คริสเตียโน โรนัลโด้ เป็นศูนย์กลาง นัดนี้ได้บ่งบอกทุกอย่างแล้วล่ะครับว่าสไตล์ "เดอะแบก" ของ โรนัลโด้ นั้นยังคงพึ่งพาได้เสมอ ไม่ใช่แข้งของ "ฝอยทอง" คนอื่นไม่มีเท้านะครับ แต่พวกเขาคือคนที่สนุบสนุนหลักอย่างเป็นทางการให้ โรนัลโด้ ได้เฉิดฉายซึ่งมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ โรนัลโด้ กลายเป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์ที่สามารถทำแฮตทริคใส่ทีมชาติสเปนได้ในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายโดยมีนายด่านที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดคนหนึ่งของโลกในยุคปัจจุบันอย่าง ดาบิด เด เคอา เฝ้าเสาอยู่ ลูกจุดโทษที่คมกริบ การสังหารนอกเขตโทษด้วยแรง 100 ตีนถีบ รวมไปถึงการปั่นฟรีคิกแบบจับวาง ใครจะไปคิดล่ะครับว่า โรนัลโด้ จะสามารถพีคได้ในระดับบอลทัวนาเมนท์เร็วตั้งแต่นัดแรก อย่าลืมนะครับตอนนี้แข้งจาก เรอัล มาดริด อายุ 33 เข้าไปแล้วซึ่งก่อนหน้าฟอร์มส่วนตัวของเขาในฟุตบอลทัวนาเมนท์ใหญ่แบบนี้ก็ไม่ได้ดีเด่นหรือว่าเปล่งปลั่ง กลายเป็นว่ามากนนี้ โรนัลโด้ จัดให้ตั้งแต่นัดแรกและเป็นการเล่นในนัดระดับ "ซูปเปอร์บิ๊กแมตช์" กับ สเปน อีกต่างหาก ต้องยอมเขาล่ะครับ ยอมแบบยอมเลยจริงๆ คนที่น่าสงสารที่สุดในเกมนี้กลายเป็นว่าคือ ดาบิด เด เคอา ไปโดยปริยายเพราะอย่างที่เราเห็นกันและทราบกันดีตลอดว่าเขากระโดดบินหน้าปากประตูให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แบบโอ้โห ว๊าว ขนาดไหน มานัดแรกก็เจอทีเด็ดเข้าไปซะอีก มันน่ากลัวนะครับ ถ้าหากผลงานในทัวนาเมนท์ของ เด เคอา ออกมาแบบนี้และ "กระทิงดุ" ไปไม่ไกลเท่าที่ควรมันจะกวนจิตใจของเขาเมื่อกลับไปรั้ว "ปีศาจแดง" หรือไม่ ผลเสมอ 3-3 แน่นอนว่ามันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ทั้งสองทีมจากยุโรปต้องการ แต่มันก็ไม่แย่เท่ากับความพ่ายแพ้ เพราะ อิหร่าน กับ โมร็อคโค นั้นเอาจริงๆไม่มีใครคิดหรอกครับว่าทั้งสองชาติจากเอเชียและแอฟริกาจะสามารถหักด่านผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายได้ อีกทั้งในผลเสมอออกมาแบบนี้ทาง สเปน และ โปรตุเกส จำเป็นจะต้องเดินหน้ายิงแหลกเพื่อคงความได้เปรียบในเรื่องลูกได้เสียมันกลายเป็นว่าจะส่งผลร้ายต่อทั้ง อิหร่าน และ โมร็อคโค มากขึ้นไปอีก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการได้เห็นคู่ใหญ่ในศึกฟุตบอลโลกเล่นกันแบบสมน้ำสมเนื้อขนาดนี้ก็คุ้มค่าแล้วล่ะครับ เพราะมันการันตีได้ว่าศึกฟุตบอลโลกได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ศึกฟุตบอลโลกระเบิดความมันขึ้นมาแล้วแต่ถ้าหากใครอยากมันกันแบบต่อเนื่องล่ะก็ขอแนะนำ Sbobet777 ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@sbobet_777 หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99

ขึ้นแบบราชาลงอย่างราชัน

การตัดสินใจประกาศยุติบทบาทตัวเองจากตำแหน่งผู้จัดการทีม เรอัล มาดริด ของ ซีเนอดีน ซีดาน เล่นเอาใครหลายคนช็อคไปตามๆกันแน่นอน ซึ่งการลาจากครั้งนี้ของกุนซือชาวเฟร้นซ์ถือว่าเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายมั้ย ? ผมว่าเหนือนิดๆนะ จริงอยู่ที่ก่อนหน้ามีข่าวว่า ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ตะปลดออกจากตำแหน่งช่วงฟอร์มแกว่งใน ลาลีกา จนหลุดวงโคจรลุ้นแชมป์นั้นแหละ ทว่าโทรฟี่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ก็น่าจะช่วยทำให้ตำแหน่งของเขามีความมั่นคงมากขึ้นกว่าเดิมและน่าจะช่วยโน้มน้าวใจไม่ให้ เปเรซ ปลดเขาออกจากตำแหน่ง สุดท้าย ซีดาน เลือกที่จะก้าวลงจากตำแหน่งเองมันซะดื้อๆ กลิ่นตุๆและบทสัมภาษณ์แปลกๆมันมาหลังจากจบเกมรอบชิงชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ลีก เหมือนกันนะครับกับการที่ คริสเตียโน โรนัลโด้ และ แกเร็ธ เบล พูดเชิงว่าไม่มั่นใจในอนาคตของตัวเอง ซึ่งผมไม่รู้หรอกว่ามันเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของ ซีดาน ในครั้งนี้หรือไม่เหมือนกัน ทาง กีเยม บาลาเก้ กูรูฟุตบอลสเปนชื่อดังของ 'SkySports' ได้เขียนลงในคอลัมภ์ของตัวเขาเองเกี่ยวกับการตัดสินใจครั้งนี้ของ ซีดาน ว่าไม่มีนักเตะคนไหนรู้มาก่อนและทุกๆคนรู้พร้อมกันก็ตอนเช้าของวันพฤหัสบดี วันที่ ซีดาน จัดแถลงข่าวด่วนนั่นแหละครับ คนที่รู้มาก่อนหน้ามีเพียงแค่ตัว ซีดาน เองและ เปเรซ ที่คุยกับนายใหญ่วัย 45 ปีโดยตรงเท่านั้น ทำไมอดีตมิดฟิลด์แชมป์โลกถึงตัดสินใจแบบนั้น ? ผมคิดว่ากรณีนี้มันคล้ายๆกับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่ออกจาก บาร์เซโลน่า เหมือนกันนะครับ สิ่งที่ ซีดาน พูดออกมาในงานแถลงข่าวมันพอจะจับใจความได้แบบนั้น "ทีมนี้ต้องการชัยชนะอย่างต่อเนื่องและทีมนี้ต้องการความเปลี่ยนแปลง หลังจาก 3 ปีผมคิดว่าพวกเขาคงต้องการเสียงใหม่ๆ วิธีในการพูดใหม่ๆ หรือแม้แต่การทำงานแบบใหม่ดูบ้าง" "นั่นคือสิ่งที่ทำไมผมถึงตัดสินใจแบบนี้ ผมรักสโมสรแห่งนี้ ผมรักท่านประธาน เขาได้มอบโอกาสให้กับผมมาตั้งแต่ตอนเป็นนักฟุตบอลจนมาถึงผู้จัดการทีม ผมขอบคุณเขาเสมอมาแต่วันนี้สำหรับตัวผมเองและทุกๆคนต้องการความเปลี่ยนแปลง" ผมว่ามันค่อนข้างชัดพอสมควรเลยนะครับกับสิ่งที่ ซีดาน ใช้ความคิดและกลั่นเป็นคำพูดออกมา ตลอดระยะเวลา 3 ปี ซีดาน ชูโทรฟี่ส์ร่วมกับ "ราชันชุดขาว" 9 โทรฟี่ส์เลยนะครับ ลาลีกา 1 สมัย, ซูปเปอร์ โกปา 1 สมัย, สโมสรโลก 2 สมัย, ยูฟ่า ซูปเปอร์ คัพ 2 สมัย และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก อีก 3 สมัยซ้อน แรงจูงใจที่จะทำให้เขาอยู่ต่อคืออะไร ? โกปา เดล เรย์ งั้นเหรอ ? มันก็ไม่ใช่ เมื่อมันเดินทางมาจนถึงจุดจุดกับทีมที่ซูปเปอร์สตาร์รายล้อมผมเชื่อว่ามันจะมีจุดที่ ซีดาน สามารถรับรู้ได้ล่ะครับว่าตัวเขายังคงส่งอิทธิพลในห้องแต่งตัวมากน้อยแค่ไหน หรือยังสามารถควบคุมนักเตะเอาไว้ได้หรือไม่ การที่เขาย้ำชัดว่าทีมต้องการความเปลี่ยนแปลงรวมถึงสิ่งใหม่ๆ มันน่าจะเป็นเรื่องที่ตอกย้ำได้ดี ซึ่งภายในห้องแต่งตัวนั้นยังไม่มีอะไรหรอกในความคิดของผม แต่เมื่อบรรยากาศหรือความรู้สึกแม้แต่นิดนึงมันดร็อปลงไปบุคคลแบบ ซีดาน จะไม่รู้สึกเลยอย่างนั้นเหรอ ? อย่าลืมนะครับตอนที่ ซีดาน ก้าวขึ้นมารั้งตำแหน่งในตอนนั้นแต่ล่ะคนแทบไม่เชื่อเลยว่าเขาจะนำ "ราชันชุดขาว" ครองความยิ่งใหญ่บนเวทีสโมสรยุโรปได้เหนือชั้นขนาดนี้ อีกทั้งในศึก ลาลีกา ภายหลังจากที่ต้องนั่งมองดูอริตลอดกาลอย่าง บาร์เซโลน่า และคู่ปรับร่วมเมือง แอตเลติโก มาดริด ฉลองแชมป์กันไปมาก็เขานี่แหละที่สามารถเป็นนำ เรอัล มาดริด ผงาดคว้าแชมป์ได้อีกสมัยเมื่อฤดูกาล 2016-17 การเลือกทางลงแบบนี้มันไม่ใช่สิ่งที่ผิด ผมว่ามันคือสิ่งที่ดีซะด้วยซ้ำไปเพราะแฟนๆต่างจะคอยโหยหาและคิดถึงเขาในฐานะผู้จัดการทีมอยู่เสมอ เพียงแค่ว่าในตอนนี้ใจมันหายก็เท่านั้นเอง สถิติกุมบังเหียน 149 นัดชนะ 104 เสมอ 29 แพ้เพียงแค่ 16 เปอร์เซนต์ชัยชนะคิดเป็น 69.80% เลยนะครับในยุคสมัยของ ซีดาน สิ่งต่างๆที่เขาสร้างขึ้นมามันถูกขีดเขียนให้เป็นประวัติศาสตร์ และในตอนนี้ ซีดาน ก็ได้กลายเป็นประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่สำหรับ เรอัล มาดริด ทั้งในฐานะนักฟุตบอลหมายเลข 5 และผู้จัดการทีมผู้ชูถ้วย 'บิ๊กเอียร์' ได้ 3 ปีติดต่อกันกับ "ราชันชุดขาว" การที่เขาเลือกทำแบบนี้มันยังไม่รู้หรอกว่าจะส่งผลดีต่อทีมขนาดไหน แต่ที่แน่ๆการตัดสินใจแบบนี้ กับสิ่งที่อยู่เบื้องหลังมากมายผมก็ยังเชื่อนะว่า ซีดาน ทำเพื่อทีมให้คงความกระหายต่อไป หากจะเปรียบถึง ซีดาน ในการเข้ามาอยู่ เรอัล มาดริด ครั้งนี้ล่ะก็เขาเคยเป็น 'ราชา' ในสนามมาก่อนกับทีมและในตอนนี้เจ้าตัวก็ก้าวลงในฐานะราชันชุดขาวอย่างแท้จริงแล้วล่ะครับ ส่วนใครที่ยังคงกระหายในช่วงฟุตบอลลีกปิดฤดูกาลนั้นลองนี่มั้ยครับ Sbobet777 มีความสนุกหลากหลายให้ท่านเลือกพร้อมกับทีมงานมืออาชีพที่ไว้ใจได้ติดต่อเลยที่ https://line.me/R/ti/p/@sbobet-777 หรือ 08-44-9990 77, 88 , 99