breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

อาถรรพ์หมายเลข 9 แห่ง 'สิงห์บูลส์' ที่ใครใส่ 'บู่' ทุกคน

กลายเป็นหมายเลขอาถรรพ์ที่ตอนนี้ยังไม่มีใครจับใครจองสวมใส่ในทีม "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี เลยเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมาสำหรับหมายเลข 9 ซึ่งก่อนหน้ามีดาวเตะหลากหลายคนผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันใส่มาแล้วฟอร์มบู่ทุกคน แต่จะมีใครกันบ้างนั้นมาดูกันเลยครับ4. คาห์ลิด บูลาห์รูซ หากยังจำกันได้สำหรับปราการหลังอินดี้ที่สวมเสื้อหมายเลข 9 ลงสนามให้กับ เชลซี เขาย้ายออกมาจาก ฮัมบูร์ก ด้วยค่าตัว 8.5 ล้านปอนด์ซึ่งในตอนแรก โจเซ่ มูรินโญ่ กล่าวชื่นชมดาวเตะชาวดัตช์รายนี้เป็นอย่างมากแต่สุดท้ายจากอาการบาดเจ็บหัวเข่าและหัวไหล่ทำให้ บูลาห์รูซ ลงสนามให้กับ เชลซี ไป 13 นัดเท่านั้นในฤดูกาล 2006-07 ก่อนที่ 2007-08 จะถูกส่งให้ เซบีย่า ยืมตัวและย้ายออกจากถิ่น สแตรมฟอร์ด บริดจ์ ในปีถัดมา3. สตีฟ ซิดเวลล์ อีกหนึ่งผู้เล่นที่หาญกล้าใส่หมายเลข 9 ต่อจาก บูลาห์รูซ โดย ซิดเวลล์ เข้าร่วมทัพ "สิงห์บูลส์" แบบฟรีๆในฤดูกาล 2007-08 มันประจวบเหมาะกับการที่เจ้าของหมายเลขเดิมนั้นย้ายไป เซบีย่า แต่สุดท้าย ซิดเวลล์ ก็อยู่ยังถิ่น สแตรมฟอร์ด บริดจ์ ได้เพียง 1 ฤดูกาลเท่านั้นและได้รับโอกาสลงสนามไปเพียง 25 นัดในทุกรายการ2. ฟรังโก ดิ ซานโต้ เจ้าของหมายเลข 9 คนถัดมากลายเป็นดาวรุ่งที่ว่ากันว่าจะโดดเด่นและเจิดจรัสมากที่สุดคนหนึ่ง แต่แล้วเขาก็กลายเป็นดาวรุ่งที่ไม่สามารถไขว่คว้าโอกาสเอาไว้ได้เพราะตลอดการลงเล่น 8 นัดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2008-09 ดิ ซานโต้ ไม่สามารถยิงประตูได้เลยแม้แต่ลูกเดียวรวมถึงการลงเล่นในฟุตบอลถ้วยอื่นๆด้วยจนสุดท้ายเขาก็ออกจาถิ่น สแตรมฟอร์ด บริดจ์ ไปด้วยสถิติยิงประตูเป็น 0 แบบน่าเศร้า1. เฟร์นานโด ตอเรส หลังจากการย้ายของ ดิ ซานโต้ หมายเลข 9 ของ เชลซี ก็ว่างลงถึง 1 ฤดูกาลครึ่งจนในที่สุดก็ได้คนที่มาสานต่อหมายเลขนี้ซึ่งเป็นดาวดัง ฟอร์มจัดจ้านอย่าง ตอเรส ที่เข้ามาสู่ทีมช่วงตลาดหน้าหนาวของฤดูกาล 2010-11 ด้วยค่าตัวกว่า 50 ล้านปอนด์ และก็อย่างที่ทราบกันว่า ตอเรส ย้ายมาเขาโดนบ่นโดนด่าขนาดไหน ซึ่งสุดท้ายแล้วหัวหอกกระทิงดุก็อำลาทีมไปด้วยสถิติ 45 ประตูจากการลงเล่น 172 นัด จนถึงปัจจุบันหมายเลข 9 ยังถิ่น สแตรมฟอร์ด บริดจ์ ยังคงว่างอยู่ ไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร แต่จากที่ดูฟอร์มของดาวเตะในอดีตที่ผ่านมาอย่าง 4 รายดังกล่าวนั้นดูแล้วบรรดาแข้งใหม่อาจจะเลือกที่จะสวมใส่เบอร์อื่นเพื่อถือเคล็ดก็เป็นได้เค.เค.pic : zimbio, butfootballclub

น้ำตาแห่งความยินดีถึงเวลาแล้ว ? ที่ ราฟา จะได้กลับ 'บ้าน'

ชีพจรลงเท้าไป 21 ปีพร้อมกับสั่งสมประสบการณ์สร้างชื่อให้กับตัวเองได้มากมายสำหรับ ราฟาเอล เบนิเตซ และมาจนถึงตอนนี้เขาก็ได้กลับสถานที่ที่เรียกว่า 'บ้าน' อีกครั้ง ทำไมถึงเรียกว่า 'บ้าน' ? ราฟา เกิดที่กรุงมาดริดประเทศสเปนครับ ทั้งตอนยังค้าแข้งเขายังเล่นให้กับ เรอัล มาดริด กาสตีญ่า อีกต่างหากเรียกได้ว่าคลุกคลีกับยอดทีมระดับ 'ราชัน' มานานนมแล้ว รวมถึงจุดเริ่มต้นของอาชีพการเป็นโค้ชนั้น ราฟา ก็เริ่มต้นกับ เรอัล มาดริด ด้วยนะครับแต่ก็เป็นทีมชุดบีหรือ กาสตีญ่า นั่นแหละครับก่อนที่จะโยกออกไปหาประสบการณ์กับสโมสรอื่นๆ และแน่นอนที่ที่เขาอยากจะนั่งกุมบังเหียนอยู่ข้างสนามมากที่สุดในชีวิตก็คงหนีไม่พ้นเก้าอี้ที่ ซานติเอโก้ เบร์นาเบว ฝีมือของบิ๊กบอสรายนี้ไม่ธรรมดานะครับ ไปไหนมาไหนก็มีถ้วยมาประดับบารมีให้กับตัวเองอยู่ตลอดนับตั้งแต่การคุม เรอัล มาดริด ชุดเยาวชน ราฟา พาคว้าแชมป์ลีก ยู-19 ได้และเป็นแชมป์แรกของตัวเขาเองด้วย หลังจากนั้นเขาก็สร้างชื่อเสียงกับ "ไอ้ค้างคาว" บาเลนเซีย ด้วยการนำทีมผงาดคว้าแชมป์ลีกในฤดูกาล 2001-02 และ 2003-04 โดยที่สองยักษ์ใหญ่อย่าง เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลน่า ได้แต่มองตาปริบๆ ถัดมากับ ลิเวอร์พูล แน่นอนครับ ราฟา เป็นผู้จัดการทีมที่ถูกยกย่องมากที่สุดคนหนึ่งในฐานะแม่ทัพผู้พา "หงส์แดง" ผงาดคว้า ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก สมัยที่ 5 ได้สำเร็จ หรือแม้แต่ทีมที่ตัวเขาเองไม่ได้รับการยอมรับอย่าง อินเตอร์ มิลาน และ เชลซี ก็ยังมีถ้วยมาให้ชูเล่นทั้ง ซูปเปอร์โคปปา, ฟุตบอลสโมสรโลก กับ "งูใหญ่" และ ยูโรป้า ลีก กับ "สิงโตน้ำเงินคราม" ไปไหนไม่มีร้างหรือห่างแชมป์ครับ และนั่นอาจจะเป็นที่ต้องการของ เรอัล มาดริด เพราะประธานสโมสร ฟลอเรนติโน่ เปเรซ เองก็ได้พูดชัดเจนตอนแถลงข่าวปลด อันเชล็อตติ ว่าทีมระดับ "ราชัน" จำเป็นต้องมีถ้วยเสมอ แต่ก็อย่าว่าหยั่งงั้นหยั่งโง้นเลยครับ เก้าอี้ตัวนี้ค่อนข้างมีอาถรรพ์ ต่อให้จะทำทีมผลงานดีแค่ไหนก็ตามสุดท้ายก็โดนไล่ออกอยู่ดี แปลกแต่จริงเหมือนกันนะครับ ยกตัวอย่างง่ายๆกับการปลกโค้ชบรรลือโลกของ "ราชันชุดขาว" ก็คือไล่ บิเซนเต้ เดล บอสเก้ ออกจากตำแหน่งในปี 2003 ทั้งๆที่ผลงานเหนือคำบรรยายมากๆ แชมป์ ลาลีก้า 2 สมัย, ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก 2 สมัย, ซูปเปอร์โกปา 1 สมัย, ยูฟ่า ซูปเปอร์คัพ 1 สมัย และ แชมป์สโมสรโลก 1 สมัย ยังโดนปลด พร้อมกับเลือกเอา คาร์ลอส เคย์รอส ที่ตอนนั้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมของ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เข้ามาขึ้นแท่นกุมบังเหียนแทน ไม่ 'บ้า' จริงทำไม่ได้นะครับบอกเลย นอกจากนั้นก็มีกุนซือระดับโลกหมุมเวียนเข้ามารับงานที่ เรอัล มาดริด อยู่ตลอดไม่ขาดสายทั้ง วันเดอร์เลย์ ลุกซ์ชอมบูร์โก้, ฆวนเต้ รามอส, ฟาบิโอ คาเปลโล่, แบรนด์ ชูสเตอร์ หรือแม้แต่ โจเซ่ มูรินโญ่ ก็เป็นอันต้องระหกระเหินไปทั้งหมด ในรอบ 10 ปีนี้กับตำแหน่งผู้จัดการทีมของ มาดริด ก็มีแต่ มูรินโญ่ นี่แหละครับที่ได้รับโอกาสอยู่เมืองหลวงของสเปนนานที่สุดก็คือ 3 ปี ส่วนนอกนั้นก็กระเด็นออกไปไวเหมือนโกหก ต้องตามลุ้นกันต่อล่ะครับว่า ราฟา จะได้อยู่ยังที่ที่เรียกว่า 'บ้าน' นานขนาดไหน จะครบตามสัญญา 3 ปีหรือไม่นั้นคงมีคำตอบอีกในไม่ช้านี้เค.เค.pic : zimbio, fusion, bleacherreport

อันเช่ ทำอะไรผิด ? แม้แต่คำถามนี้ เปเรซ ก็ยังตอบไม่ได้

งงครับกับกระแสที่ออกมาอย่างต่อเนื่องกับข่าวคราวของ คาร์โล อันเชล็อตติ ที่สื่อทั้งหลายต่างประโคมกันว่าจะพ้นออกจากตำแหน่งหลังจากจบฤดูกาลนี้ในช่วงเวลาที่ตอนนั้นพวกเขายังมี 'โอกาส' ลุ้นแชมป์ ลาลีก้า อยู่แท้ๆ และแล้วมันก็เป็นความจริง ค่ำคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสรของ "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด ออกมาแถลงข่าวด้วยตนเองว่ากุนซือใหญ่ชาวอิตาเลี่ยนได้พ้นจากตำแหน่งผู้จัดการทีมไปแล้ว เล่นเอาใจหายและงงพอสมควร เพราะเมื่อฤดูกาลที่แล้ว อันเช่ เพิ่งจะทำทีมคว้า 'ดับเบิ้ลแชมป์' ทั้ง โกปา เดล เรย์ และ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก มาครองได้แท้ๆ แต่ก็อย่างว่าล่ะครับ "ราชัน" ก็คือ "ราชัน" เรื่องการปลดโค้ชแบบไร้ซึ่งเหตุผลและหาคำอธิบายใดๆมาประติดประต่อไม่ได้พวกเขาขึ้นชื่อลือชาอยู่แล้ว ในปี 2003 มาดริด ตัดสินใจปลด บิเซนเต้ เดล บอสเก้ ด้วยผลงานการคุมทีม 3 ปีครึ่งคว้าแชมป์ได้ทั้ง ลาลีก้า 2 สมัย, ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก 2 สมัย อีกทั้ง ยูฟ่า ซูปเปอร์คัพ และ ฟุตบอลสโมสรโลก อีกต่างหาก แต่มันก็ยังไม่ดีพอสำหรับ มาดริด งั้นเหรอ ? และยิ่งมาดูผลงานการคุมทีมของ อันเช่ ล่ะก็มันยิ่งชวนให้สงสัยว่า 'ปลดทำไมฟะ' เข้าไปใหญ่เนื่องจาก อันเช่ นำ "ราชันชุดขาว" เอาชนะคู่แข่งได้โดยคิดเป็นเปอร์เซนต์ 75 เปอร์เซนต์ เทียบเท่า มานูเอล เปเยกรินี่ เลยทีเดียวนะครับ พอพูดถึง เปเยกรินี่ รายนั้นนำ มาดริด ทำแต้มสูงสุดในประวัติศาสตร์สโมสรแต่ก็ยังมิวายโดนปลดเนื่องจาก บาร์เซโลน่า ทำได้มากกว่า แหม่ ก็แล้วแต่เฮียเลยถ้าจะขนาดนี้ ในงานแถลงข่าว เปเรซ ก็พูดเองชัดๆเลยเกี่ยวกับการปลด อันเชล็อตติว่า "มันเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก มันขึ้นอยู่กับความต้องการของสโมสรเพราะว่า มาดริด ต้องการคว้าแชมป์อยู่เสมอ" "อะไรคือสิ่งที่ อันเชล็อตติ ทำผิด ? ผมไม่รู้ มันขึ้นอยู่กับความต้องการของ เรอัล มาดริด ที่มีสูงมากๆ" แหม่ ท่านประธานยังไม่รู้ แล้วใครจะไปรู้ได้ล่ะครับ ซึ่งจากเท่าที่ผมอ่านๆมาก็คือความต้องการล้วนๆครับ เมื่อไร้แชมป์คุณก็ต้องออกไป ต่อให้ผลงานจะดีขนาดไหน สถิติจะเหนือขนาดไหน แต่ที่สัมผัสได้คือแชมป์ครับ และ "ราชันไร้ถ้วย" มันย่อมไม่ได้เป็น "ราชัน" ตามความคิดของยอดทีมจากเมืองหลวงทีมนี้ ปัญหาต่อจากนี้มันไม่ใช่ผลงานของ อันเชล็อตติ แล้วครับ เพราะว่านายใหญ่รายนี้ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมแต่ปัญหาจริงๆคือจะเอาใครเข้ามาแทนที่มากกว่า แน่นอนกระแสของ ราฟาเอล เบนิเตซ กำลังมาแรงในการเข้ามาแทนที่ ซึ่ง เปเรซ ดูเหมือนว่าจะชอบฝีไม้ลายมือของอดีตบิ๊กบอสของ บาเลนเซีย มานานมากแล้วนะครับ แต่ก็ไม่ได้ร่วมงานกันซักที ขออย่างเดียวครับตอนนี้ ขออย่าให้นักเตะไม่ยอมรับในตัวนายใหญ่คนใหม่และดวงจะซวยตกไปอยู่กับ เบนิเตซ เหมือนเดิมตอนที่ก้าวเข้าไปรับงานกับ อินเตอร์ มิลาน หากพูดถึงกึ๋น แทคติค จริงๆของ ราฟา ล่ะก็ไม่เป็นสองรองใครหรอกครับเขาเคยพา บาเลนเซีย คว้าแชมป์ลาลีก้าได้เหนือ เรอัล มาดริด ที่มีทั้ง ซีดาน, โรนัลโด้ บราซิล, หลุยส์ ฟิโก้ และเหนือ บาร์เซโลน่า ที่มีทั้ง โรนัลดินโญ่, พาทริค ไคลเวิร์ต ได้สำเร็จ แถมตอนมาคุม ลิเวอร์พูล ราฟา เองก็เคยนำทัพ "หงส์แดง" โค่น บาร์เซโลน่า จนตกรอบ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก มาด้วยแล้วนะครับไม่ใช่เล่นๆหรอกกับกุนซือที่แฟนๆบางคนอาจจะยี้คนนี้ ขอแค่เพียงให้โอกาสเท่านั้นแหละครับ อะไรอะไรมันอาจจะดีแบบน่าใจหายก็เป็นได้เค.เค.pic : zimbio, forum.kooora, rafabenitez, docentrenadores

ซึ้งจริง! ควันหลงแข้งดัง 'หงส์แดง' อำลา เจอร์ราร์ด

จัดพิธีอำลากันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อช่วงคํ่าคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา สำหรับ สตีเว่น เจอร์ราร์ด กัปตันทีมคนสำคัญของ ลิเวอร์พูล ที่กำลังจะลาจากถิ่น แอนฟิลด์ ในช่วงซัมเมอร์นี้ หลังรับใช้ "หงส์แดง" มานานถึง 17 ปีด้วยกัน ซึ่งแม้เวลาจะล่วงเลยผ่านไปแล้ว แต่บรรยากาศสุดซึ้งและแสนเศร้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและคราบนํ้าตาก็ยังคงตึงตาตึงใจทุกคนไม่น้อย วันนี้ผมจึงมีควันหลงจากการกล่าวอำลาของเหล่าแข้งทั้งอดีตและปัจจุบัน ลิเวอร์พูล รวมไปถึงภาพบรรยากาศบนหน้าหนังสือพิมพ์ต่างๆมาให้ได้รับชมกันครับ... "ขอบคุณนะเพื่อนสำหรับทุกอย่าง นายคือหนึ่งในคนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเลย" - หลุยส์ ซัวเรซ "มันยังเป็นเรื่องยากที่จะเชื่อว่านายได้เล่นเกมสุดท้ายให้กับทีมในแอนฟิลด์ไปแล้ว แต่มันก็เป็นสิทธิพิเศษเลยนะที่ได้เล่นเคียงข้างนาย" - เดิร์ก เคาท์ "ผมจะมีความภูมิใจเสมอที่ได้เล่นไปกับคุณ จงรักษาความสุขเอาไว้กับก้าวต่อไปในชีวิตของคุณนะ" - อัลเบิร์ต ริเอร่า "ความสุขที่แท้จริงคือการได้ดูนายลงเล่นและแม้แต่การได้เล่นกับนายมากขึ้น ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะกัปตัน" - เฟร์นานโด ตอร์เรส "เป็นเรื่องเยี่ยมที่ได้เล่นกับเขา แต่มันก็เป็นสิ่งที่น่ากลัวกับการต้องมาเจอกับเขานะ!!" - เอมิล เฮสกี้ "มันเป็นความสุขที่แท้จริงที่ได้เล่นเคียงคู่กับตำนานรายนี้ ขอให้โชคดีใน แอลเอ #Legend" ( เฮสกี้ กล่าวเสริม) "ขอบคุณสำหรับทุกปีเหล่านี้และการเป็นแบบอย่างที่ดีนะ ขอให้นายโชคดีกับอนาคตข้างหน้า" - ลูคัส เลว่า(ภาพจากสื่อดังอย่าง Telegraph)(ภาพจากสื่อชั้นนำจากเมืองเบียร์ Bild)(ภาพของสื่อจากประเทศตุรกี)(ภาพจากสื่อแดนกระทิงดุ)ชมคลิปพิเศษของสตีเว่น เจอราร์ด คลิกที่นี่(ภาพอำลาของ China Daily)Credit Pic : Twitter

เปิดอาถรรพ์ UCL ต่อให้โคตรทีมแค่ไหนก็ไม่อาจป้องกันแชมป์ !

นับตั้งแต่เริ่มการแข่งขันมา มันก็เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อเหมือนกันว่าโคตรถ้วย 'หูใหญ่' ที่บรรดาสโมสรระดับพระกาฬแย่งชิงแทบเป็นแทบตายอย่าง ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก นั้นยังไม่มีสโมสรไหนสามารถก้าวขึ้นมาป้องกันแชมป์ได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว รับตั้งแต่เปลี่ยนชื่อจาก ยูโรเปี้ยน คัพ มาเป็น ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก ในปี 1993 จนถึงปัจจุบันไม่ว่าโคตรทีมแค่ไหนก็ไม่อาจต้านแรงอาถรรพ์นี้ได้ มาครับผมจะเจาะเวลาย้อนอดีตมาให้แฟนๆ 'Cheerball' ทุกๆท่านได้อ่านกัน ปี 1993-94 และ 1994-95 มิลาน ยุคเรืองรอง ในอดีต เอซี มิลาน เป็นอีกหนึ่งทีมที่สามารโชว์ผลงานได้อย่างน่าประทับใจในถ้วยใบนี้ซึ่งพวกเขาก็สร้างสถิติเข้าชิงชนะเลิศ 3 ปีติดต่อกันภายใต้การคุมทีมของ ฟาบิโอ คาเปลโล่ แต่ทว่าสุดท้ายก็ประสบความสำเร็จเพียงแค่สมัยเดียว เข้าชิงครั้งแรก มิลาน พ่ายแพ้ให้กับ โอลิมปิค มาร์กเซย์ ในปี 1992-93 แต่ทว่าในฤดูกาลถัดมาด้วยการนำของ มาร์เซล เดอไซยี่, เดเมทริโอ อัลแบร์ตินี่, เปาโล มัลดินี่ และ เดยัน ซาวิเซวิช ก็ถล่ม บาร์เซโลน่า ที่มีทั้ง โรนัลด์ คูมัน, เป๊ป กวาดิโอล่า และ โรมาริโอ ในรอบชิงชนะเลิศถึง 4-0 แต่ความแรงของพวกเขาก็ยังมีอย่างต่อเนื่องและถูกคาดหมายว่าจะป้องกันแชมป์ได้สำเร็จด้วยตัวผู้เล่นเกือบจะชุดเดิมเพิ่มเติมมาคือ ซโวนิมีร์ โบบัน ที่เข้ามาแทน เดบัน ซาวิเซวิช นั้นกลับต้องพ่ายแพ้ให้กับ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัมไป นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของอาถรรพ์ ! เพราะปีถัดมา อาแจ็กซ์ ทีมเดิมไม่มีเพิ่มเติมไม่ใส่อะไร ยารี่ ลิตมาเน่น, เอ็นวานโก้ คานู และ โรนัลด์ เด บัวร์ กลับต้องพ่ายแพ้ให้แก่ ยูเวนตุส ความขลังเริ่มมาขึ้นเรื่อยๆ ครับถัดมาอีกปี ยูเว่ ก็เข้าชิงครับฤดูกาล 1996-97 แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ให้แก่ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ไปแบบเหลือเชื่อ รุนแรง แรงจริงๆ หลังจากนั้นก็ดูเหมือนว่าทีมแชมป์ในปีก่อนๆจะรับรู้ถึงอาถรรพ์นี้ ต่างทะยอยกันตกรอบไปก่อนถึงรอบชิงชนะเลิศกันไปซะหมดไม่เว้นแม้กระทั่ง บาร์เซโลน่า ยุคที่ได้ชื่อว่าแหล่มแมวที่สุดของ เป๊ป กวาดิโอล่าช่วงระหว่างปี 2005 ครับ บาร์ซ่า ที่มีทั้ง ซามูเอล เอโต้, โรนัลดินโญ่, คาร์เลส ปูโยล คว้าแชมป์ได้สำเร็จช่วงปี 2005-06 แต่ฤดูกาลถัดมาพวกเขาตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วยฝีเท้าของ ลิเวอร์พูล แหม่ ที่ใกล้เคียงที่สุดในยุคสมัยนี้ .... คงไม่มีแล้วมั้งครับ กับการผ่านเข้ามาชิงชนะเลิศในฐานะแชมป์เก่า เพราะส่วนใหญ่ตกรอบไปซะหมด ในฤดูกาลนี้ผมก็แอบลุ้นนะครับว่าจ้าวแห่งยุโรป 'ราชันชุดขาว' ที่รั้งบัลลังค์ 10 สมัยนั้นจะผงาดขึ้นมาได้สำเร็จ แต่แล้วก็โดนทาง "ม้าลาย" ยูเวนตุส กำหราบซะหงายเก๋ง ทั้งๆที่ยอดขุนพลจากเมืองหลวงแห่งสเปนเป็นหนึ่งในทีมที่เคยป้องกันแชมป์ได้ในสมัยยังใช้ชื่อว่า ยูโรเปี้ยนส์ คัพ มันมีเรื่องให้ได้ติดตามตลอดจริงๆสำหรับวงการลูกหนัง ไม่ใช่เฉพาะทีมที่ชอบ ทีมที่เชียร์ แต่ยังมีเกร็ดเล็กๆน้อยๆ หรือแม้แต่อาถรรพ์แบบนี้ขึ้นมาให้ได้ติดตาม ซึ่งมันก็สนุกไม่หยอกเหมือนกัน นี่แหละครับมนต์เสน่ห์ของกีฬาที่ได้รับความนิยมไปทั่วทุกมุมโลกเค.เค.pic : zimbio, vtv, propaganda.photoshelter

พลิกปูม เดปาย มีอะไรดี 'ผี' ถึงฉกเข้ารัง

จัดการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่คว้าตัวดาวเตะมาเสริมทัพรายแรกได้สำเร็จกับ เมมฟิส เดปาย ปีกมหาประลัยแห่งทีมชาติเนเธอร์แลนด์ด้วยค่าตัว 25 ล้านปอนด์จาก พีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น ด้วยอายุเพียงแค่ 21 ปีไม่ต้องสงสัยเลยว่าความหนุ่ม ความหิวกระหายมีมาเต็มแน่นอนอีกทั้งในฤดูกาลที่ผ่านมาของ เอเรดิวิซี่ ลีก เดปาย กระหน่ำไป 21 ประตูจากการลงเล่น 28 นัดเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ พีเอสวี กลับมาครองบัลลังค์คว้าแชมป์ได้อีกครั้ง และนี่คือจุดเด่นๆของ 'เดปาย' ที่ผมคิดว่าเหล่าสาวก 'เร้ด เดวิลส์' ทุกๆคนน่าจะอยากรู้ที่มาที่ไปว่าปีกจอมถล่มประตูรายนี้คือใคร มาจากไหน !เดปาย เป็นลูกครึ่ง ดาวเตะรายนี้มีพ่อเป็นชาวกาน่าและแม่เป็นชาวดัตช์ ซึ่งผู้ที่มีอิทธิพลต่อตัวเขามากที่สุดกลับเป็นคุณตาถึงขนาดนี้ว่าตัว เดปาย เองสักแขนข้างซ้ายพร้อมกับข้อความที่หมายถึงคุณตาว่า "ผู้ชายคนนี้ได้มอบความแข็งแกร่งให้กับผมมากๆ" เมมฟิส คือชื่อบนหลังเสื้อ หลายๆคนอาจจะคิดว่านามสกุล เดปาย ก็ต้องใช้ชื่อ เดปาย ตามหลังเสื้อเหมือนดาวเตะทั่วๆไปแต่ทว่าเขากลับเลือกที่จะใช้ชื่อ เมมฟิส ตั้งแต่ปี 2012 ก็เพราะว่า เดปาย คือนามสกุลของพ่อที่เจ้าตัวไม่ได้พูดคุยอะไรกันมานานแล้วเป็นปีก แต่ยิงไม่ยั้ง ตลอดการลงเล่นชุดใหญ่ให้กับ พีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น เดปาย ซัลโวไป 42 ประตูจากการลงสนาม 104 นัด โดยประตูแรกที่เจ้าตัวทำได้เกิดขึ้นจากการเปิดตัวในชุดใหญ่ไปเพียง 20 นาทีเท่านั้นในปี 2011 และหลังจากนั้นสไตล์การถล่มประตูและลีลาที่สุดจี๊ดทำให้ เดปาย โดนเปรียบเทียบกับ อาร์เยน ร็อบเบน และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เลยทีเดียวหากดังแล้วส่อแววย้ายไป เรอัล มาดริด แน่นอน เปิดตัวอย่างชัดเจนมาก่อนสำหรับ เดปาย ที่เขาเคยทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า 'Hala Madrid' หลังจากที่ เรอัล มาดริด เอาชนะ บาร์เซโลน่า ได้ในศึก โกปา เดล เรย์ ปี 2013 งานนี้หากไอ้หนูรายนี้แจ้งเกิดล่ะก็มีสิทธิ์ตามรอยรุ่นพี่ 'ผี' ทั้ง เดวิด เบ๊คแฮม หรือ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แน่นอนแฟนๆ "ปีศาจแดง" เผลอๆต้องทำใจล่วงหน้านิดนึงสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ยิงประตูได้ในนามทีมชาติเนเธอร์แลนด์ เพิ่งจะสร้างประวัติศาสตร์มาหมาดๆสำหรับ เดปาย ในการแข่งขันฟุตบอลโลกที่ บราซิล เมื่อหน้าร้อนปี 2014 เขาก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ทำประตูได้ของทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ในเกมที่เอาชนะ ออสเตรเลีย ไป 3-2 โดดเด่นในนามทีมชาติตั้งแต่อายุ 16 เดปาย สร้างชื่อให้กับตัวเองตั้งแต่อายุ 16 ปี ในนามขุนพล "อัศวินสีส้ม" ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ โดยเขาเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ทีมสามารถคว้าแชมป์ ยูโร 2011 ชุดอายุไม่เกิน 17 ปีได้สำเร็จ แถมยังยิงประตูในนัดชิงชนะเลิศใส่ เยอรมัน ได้อีกด้วย นี่ก็เป็นเพียงแค่เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่หยิบยกนำมาฝากๆแฟนๆ "ปีศาจแดง" กัน ซึ่งอาจจะบ้าเห่อไปนิดหน่อยซะด้วยซ้ำเพราะว่า เดปาย จะได้โชว์ลีลาฝีเท้ายังถิ่น โอล แทร๊ฟฟอร์ด ฤดูกาลหน้า แต่ฤดูกาลนี้มันยังไม่จบซะด้วยซ้ำ !เค.เค.pic : zimbio, Mirror

4 เหตุผลของ 4 พระกาฬทำไมถึงสมควรคว้าแชมป์ UCL

ฝ่าฟันผ่านร้อนผ่านหนาวกันจนมาถึงรอบรองชนะเลิศของ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก แล้วซึ่ง 4 ทีมที่ดีที่สุดของยุโรปในเวลานี้เชื่อว่าคอลูกหนังทุกคนแทบจะอดใจรอไม่ไหวในการนั่งลุ้นอยู่หน้าจอทีวีแล้ว เรอัล มาดริด, บาร์เซโลน่า, บาเยิร์น มิวนิค และ ยูเวนตุส ทั้ง 4 สโมสรมีจุดที่โดดเด่นและไม่เป็นสองรองใครแน่นอน มาในวันนี้ผมก็จะขอหยิบยกนำเสนอถึงเหตุผลที่สำคัญของทั้ง 4 ทีมพระกาฬนี้ว่า "ทำไม" ถึงเหมาะสมในการคว้าแชมป์หูใหญ่ในฤดูกาลนี้ !เรอัล มาดริด : ป้องกันแชมป์ได้เป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ มีการแข่งขันกันมาอย่างยาวนาน แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับว่าในศึก แชมป์เปี้ยนส์ลีก ยังไม่มีสโมสรของยุโรปสามารถก้าวขึ้นมาป้องกันบัลลังค์แห่งความยิ่งใหญ่นี้ได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งทีมที่ครองแชมป์ได้มากที่สุด 10 สมัยอย่าง "ราชันชุดขาว" เองก็ไม่เคยทำได้ มาในปีนี้แม่ทัพใหญ่ คาร์โล อันเชล็อตติ ดูเหมือนจะเน้นมากๆ และเขาก็ต้องการสร้างประวัติศาสตร์ให้กับสโมสร ด้วยขุมกำลังที่แทบจะไม่แตกต่างจากเดิม การขาดหายไปของ อังเกล ดิ มาเรีย ก็ถูกทดแทนได้อย่างดีด้วย โทนี่ โครส (ฤดูกาลที่แล้ว ดิ มาเรีย เล่นกลาง) ความเข้าใจกัน ความเป็นทีมเวิร์ค มาเต็มแน่นอน อีกทั้งฟอร์มการเล่นในฤดูกาลนี้ก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ จะมีก็แค่ปัญหาอาการบาดเจ็บของดาวเตะอย่าง ลูก้า โมดริช, แกเร็ธ เบล และ คาริม เบนเซม่า ในช่วงเวลานี้เท่านั้น และด้วยความมันสมองของ อันเชล็อตติ ผมเชื่อครับว่าเขา 'เก๋า' พอในรายการนี้ และมีดีพอที่จะนำทีมผงาดป้องกันแชมป์ได้เป็นสโมสรแรกของยุโรปยูเวนตุส : การรอคอยในรอบเกือบ 20 ปี กับถ้วยที่หายไปของ บุฟฟ่อน ยูเวนตุส ชื่อนี้เรารู้กันดีว่าพวกเขาเจ๋งแค่ไหนในลีกของตัวเอง แต่ทว่าผลงานใน ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก ในแต่ละปีนั้นสุดบู่เหนือคำบรรยายจริงๆ ยกตัวอย่างใกล้ๆก็ฤดูกาลที่แล้วภายใต้การคุมทีมของ อันโตนิโอ คอนเต้ "ม้าลาย" ตกรอบแรกไปแบบสุดช็อก ครับ ครั้งล่าสุดที่พลพรรค "เบียงโคเนรี่" คว้แชมป์ได้ในรายการนี้ก็ต้องย้อนกลับไปเกือบๆ 20 ปีในฤดูกาล 1995-96 ซึ่งครั้งนั้นอดีตกุนซืออย่าง คอนเต้ ยังลงเล่นอยู่เลย และมันเป็นการรอคอยที่นานแสนนาน นานมากจริงๆ และสิ่งที่อาจจะสำคัญเลยก็คือนายทวารระดับตำนานของสโมสรอย่าง จานลุยจิ บุฟฟ่อน ยังไม่เคยได้แชมป์รายการนี้ "ผมฝันอยู่ตลอดว่าจะชนะ แชมป์เปี้ยนส์ลีก และตอนนี้ผมก็ยังฝันอยู่ถึงแม้อายุผมจะเยอะแล้วก็ตาม ผมฝันเกี่ยวกับรายการนี้มาตั้งแต่อายุ 17 ปี มันคือเป้าหมายหลักของหมดซึ่งมันจะช่วยเติมเต็มชีวิตการค้าแข้งของผมได้" บุฟฟ่อน ให้เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้บาร์เซโลน่า : 'MSN' ร้อนแรงเหนือคำบรรยาย ปฏิเสธไม่ได้ว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาพลพรรค "อัลซูกราน่า" บาร์เซโลน่า วนเวียนเข้ามาหยิบยกชูถ้วย "หูใหญ่" ได้บ่อยครั้งในปี 2006, 2009 และล่าสุด 2011 และในปีนี้จากฟอร์มการเล่นอันร้อนแรงทั้งในลีก และ แชมป์เปี้ยนส์ลีก มันดูราวกับว่าพวกเขาจะสามารถกลับขึ้นบัลลังค์ได้อีกครั้ง 3 ประสาน 'MSN' ยิ่งเล่นยิ่งโดดเด่น ยิ่งเล่นยิ่งช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ลีโอเนล เมสซี่, หลุยส์ ซัวเรส และ เนย์มาร์ กระหน่ำรวมกันไปแล้ว 102 ประตูรวมกันทุกรายการในฤดูกาลนี้ มันทำให้เกมรุกของพวกเขาดูโดดเด่นและน่าหวาดผวาขึ้นมาทันที แต่ไม่ใช่แค่นั้นครับ ในเกมรับ บาร์ซ่า ภายใต้ยุคของ หลุยส์ เอ็นริเก้ เพิ่งจะเสียไป 19 ประตูจากการลงเล่น 34 นัดใน ลาลีก้า และ แชมป์เปี้ยนส์ลีก เสียไป 7 จากการเล่นไป 10 นัด ครับ นี่แหละคือเบื้องหลังของความสำเร็จทุกๆอย่าง เกมรับแน่น เกมรุกเยี่ยม ทุกๆอย่างมันสมดุลกัน ทุกๆคนโชว์ฟอร์มออกมาได้เด็ดดวงแบบไม่ได้นัดหมาย และทีมนี้แหละคือเต็งหนึ่งในใจของผมบาเยิร์น มิวนิค : การรอคอยของ เป๊ป กับสโมสรใหม่ เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วถึงความสามารถของ เป๊ป กวาดิโอล่า ว่ามีมากมายขนาดไหน และเขาสามารถนำอดีตสังกัดเก่าอย่าง บาร์เซโลน่า คว้าแชมป์ได้มากมายก่ายกองนับไม่ถ้วน รวมถึง แชมป์เปี้ยนส์ลีก ที่ บาร์ซ่า ชนะเลิศถึง 2 ครั้งในยุคสมัยของเขา เช่นเดียวกันกับการโยกมากุมบังเหียนของยอดทีมแห่งเมืองเบียร์อย่าง "เสือใต้" เป๊ป สามารถคว้าแชมป์หลักๆมาครองได้ตั้งแต่ปีแรกทั้ง บุนเดสลีก้า และ เดเอฟเบ โพคาล แน่นอน ในเยอรมันไม่มีใครสามารถต่อกรได้สูสีกับ บาเยิร์น อีกต่อไปแล้ว แต่ในยุโรปนั้น เป๊ป ยังไม่สามารถพิสูจน์กับต้นสังกัดใหม่ได้ แถมเมื่อปีก่อนยังโดนทาง เรอัล มาดริด ถลุงเละในรอบรองชนะเลิศด้วยสกอร์รวม 5-0 หมดสภาพความแข็งแกร่งที่เราเห็นกันในลีกเยอรมันอารมณ์เหมือน 'เสือสิ้นลาย' มาในปีนี้ เป็นปีที่ 2 ของเขาความคาดหวังในรายการระดับยุโรปก็ต้องสูงขึ้นเป็นธรรมดา จากปีที่แล้วเข้ารอบรองชนะเลิศ และครั้งนี้อาจจะมากกว่านั้นก็เป็นได้เค.เค.pic : zimbio

สืบเนื่องมาจากการอำลาของ 'คล็อปป์'

เริ่มจะซาๆลงไปบ้างแล้วนะครับสำหรับกระแสการตัดสินใจยื่นใบลาออกเองของ เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือบ้าดีเดือดแห่ง "เสือเหลือง" โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ นั่นแหละครับ หลังจากที่เจ้าตัวประกาศลาออกก็มีข่าวลือต่างๆนาๆแพร่สะพัดออกมาว่านายใหญ่รายนี้จะไปกุมบังเหียนทีมระดับโคตร 'บิ๊ก' และมีเงินให้จับจ่ายใช้สอยหลายต่อหลายทีม และสโมสรที่ตกเป็นเป้ามาที่สุดก็คงหนีไม่พ้น "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ส่อแววจะปลด มานูเอล เปเยกินี่ หลังจากจบฤดูกาลด้วยมือเปล่า หรือขนาดที่ว่า คล็อปป์ จะโยกไปยังสเปนเพื่อรับงานที่ "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด เนื่องจาก คาร์โล อันเชล็อตติ นั้นกำลังจะตัดสินใจย้ายไปรับงานที่ ซิตี้ ทำให้ตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ของยอดทีมจากเมืองหลวงกำลังจะว่างลง มโนกันไปต่างๆ นาๆ ถึงขนาดนั้นนะครับ "ตอนนี้ผมยังไม่มีเวลาที่จะไปคิดอะไรเกี่ยวกับอนาคตของผม" "มันไม่ใช่เรื่องที่สำคัญอะไรในตอนนี้ ผมต้องการใช้เวลาที่นี่ไปจนวินาทีสุดท้ายและทุกๆอย่างมันสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ ตัวผมและสต๊าฟอาจจะหยุดพักเป็นเวลา 1 ปี แต่ในเวลานี้ยังไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น" คำให้สัมภาษณ์ของ คล็อปป์ หลังจบเกมที่เขานำ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เอาชนะ พาเดอร์บอร์น มาได้ 3-0 ซึ่งเป็นนัดแรกหลังจากที่เขาประกาศอำลาสโมสรอย่างเป็นทางการ มันพิสูจน์อะไรได้หลายๆอย่างนะครับว่าตัวนักเตะเองยังคง 'สู้' เพื่อกุนซือรายนี้อยู่ และที่ผ่านๆมาก็คงจะมีปัญหา 'อะไรบางอย่าง' จริงๆที่ทำให้ฟอร์มการเล่นถึงออกทะเลแบบนี้ แน่นอนครับมันอาจจะเป็นปัญหาที่พูดไม่ได้ แต่การสื่อออกมาในสนามแบบนี้คือคำตอบที่ดีที่สุด อย่าลืมนะครับว่า คล็อปป์ เป็นกุนซือที่นำ "เสือเหลือง" ประสบความสำเร็จมากที่สุดรองจาก อ็อตมาร์ ฮิตซ์เฟล เลยนะครับ คล็อปป์ นำ "เสือเหลือง" คว้า บุนเดสลีก้า 2 สมัย, เดเอฟเบ โพคาล 1 สมัย, เดเอฟเบ ซูปเปอร์ คัพ 1 สมัย พร้อมกับนำทีมเข้าชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก อีก 1 ครั้ง ฮิตซ์เฟล ก็คล้ายๆแบบนี้แหละครับแต่ทว่าเขาสามารถนำ "เสือเหลือง" เถลิงบัลลังค์คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก ได้ในปี 1997 เท่านั้นเอง ! โชคชะตาขีดให้เดินหน้าต่อไปพร้อมกับการพักผ่อนที่อาจจะถึง 1 ปีของ คล็อปป์ นั้นมันก็เสมือนกับกุนซือที่จะเข้ามารับงานต่อจากเขาอย่าง โทมัส ทูเคิ่ล แบบเป๊ะๆเหมือนกัน ทูเคิ่ล เป็นโค้ชเยาวชนชุด 19 ปีของ ไมนซ์ 05 อยู่ในสมัยที่ คล็อปป์ ยังอยู่ยังถิ่น โคเฟซ อารีน่า แน่นอนทั้งคู่อาจจะรู้จักกันเป็นการส่วนตัว และนี่อาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไม "เสือเหลือง" เลือกที่จะให้ ทูเคิ่ล มาสานงานต่อจาก คล็อปป์ เพราะตั้งแต่ คล็อปป์ ออกจาก ไมนซ์ 05 ไป ทูเคิ่ล ทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจมากๆ เริ่มตั้งแต่ 7 เกมแรกในฤดูกาล 2010-11 ที่เขาเพิ่งรับงานเป็นนายใหญ่เต็มตัวกับสโมสรในบุนเดสลีก้าครั้งแรกในชีวิต ทูเคิ่ล นำทีม 'ชนะรวด' พร้อมกับผงาดนำทีมเล็กๆอย่าง ไมนซ์ ไปโลดแล่นในศึก ยูโรป้า ลีก ได้อีกต่างหาก และในฤดูกาลเดียวกัน คล็อปป์ ก็สร้างชื่อด้วยการนำ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ผงาดคว้าแชมป์บุนเดสลีก้า ได้สำเร็จและเป็นการปลดแอกอำนาจของ บาเยิร์น มิวนิค อีกด้วย หลังจากนั้น ทูเคิ่ล ก็สามารถนำ ไมนซ์ ไปโชว์เพลงแข้งใน ยูโรป้า ลีก ได้อีกสมัยในฤดูกาล 2013-14 แต่เจ้าตัวก็อินดี้หรืออย่างไรไม่ทราบ เขาต้องการที่จะลาออกจากตำแหน่งด้วยการฉีกสัญญาทิ้งแต่ทว่าทาง ไมนซ์ ไม่ยอมทำให้เจ้าตัวต้องอยู่เฉยๆ เปล่าๆ แบบที่ไม่สามารถรับงานกับสโมสรอื่นได้ 1 ปีเต็มตามสัญญาที่เหลือ พรหมลิขิตชัดๆแบบนี้สัญญาของ ไมนซ์ กับ ทูเคิ่ล จะจบลงในช่วงหน้าร้อนนี้พอดี และเขาก็ได้รับงานต่อจาก คล็อปป์ อดีตกุนซือรุ่นพี่ที่เดินตามรอยกันมา ตลกดีเหมือนกันกับช่วงชีวิตของ 2 กุนซือหนุ่มที่เปรียบเสมือนเพชรเม็ดงามแห่งวงการเยอรมันเค.เค.pic : Borussia Dortmund, dfb, bundesliga

คำพูดชวนอึ้ง ! จากปาก คล็อปป์ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

ประกาศอำลา "เสือเหลือง" โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ อย่างเป็นทางการแล้วสำหรับ เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่จะออกจากสโมสรหลังจากจบฤดูกาลนี้ทั้งๆที่เขานำทีมประสบความสำเร็จมามากมาย มาในวันนี้ผมก็รวบรวมประโยคเด็ดๆจากปากกุนซือมาดระห่ำจาก 'bleacherreport' มาให้แฟนๆได้อ่านกันแบบเน้นๆไปเลยครับพูดถึงข่าวลือที่ แมตส์ ฮุมเมลส์ จะย้ายไป แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด"ถ้าหากเรื่องนี้มันไม่เป็นเรื่องบ้าบอคอแตกล่ะก็ ผมจะกินไม้กวาดเลยเอ้า"อีกครั้งกับการพูดถึง ฮุมเมลส์ ตอนที่ปราการหลังรายนี้บาดเจ็บ"เราจะต้องรอเขาเหมือนกับภรรยาที่ดีรอคอยสามีที่อยู่ในคุก !"พูดถึงข่าวลือการไปปลูกผมของตัวเอง"ใช่ มันคือเรื่องจริงผมไปปลูกผมมา และผมก็คิดว่าผลที่ออกมาเม่งโคตรเจ๋งเลย คุณว่าไงล่ะ ?"เปรียบเทียบสไตล์ตนเองกับ อาร์แซน เวนเกอร์"เขาชอบการครองบอล เล่นฟุตบอลกับการส่งที่สวยงามเหมือนกับ ออเคสตร้า แต่มันมีความเงียบสงบมากเกินไป ผมชอบแนว เฮวี่ เมทัล มากกว่า"ให้สัมภาษณ์หลังเล่น แชมป์เปี้ยนส์ลีก นัดชิงชนะเลิศ"มันเยี่ยมมากๆ อากาศดี ทุกๆอย่างโอเค มีเพียงผลการแข่งขันเท่านั้นที่โคตรห่วย มันทำให้ผมไม่สามารถ .... ทุกๆอย่างสิ่งๆอื่นๆมันดีหมด"สอนสื่ออังกฤษให้เรียนรู้ภาษาเยอรมัน"คุณไม่เข้าใจผมเหรอ ? คุณจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้อะไรบ้างนะ มันมีคำภาษาเยอรมันที่อธิบายปัญหาของเราได้ดี แต่ผมไม่รู้หรอกว่าในภาษาอังกฤษพูดว่ายังไง"พูดหลังจากผลงานย่ำแย่ตลอดปี 2014"ข่าวดีของเราวันนี้ก็คือฟุตบอลในปี 2014 จบลงไปแล้ว คำวิจารณ์ที่เรากำลังโดนในขณะนี้มันยุติธรรมแล้ว เราเหมือนกับคนโง่ที่ยืนอยู่บนความผิดพลาดของตัวเอง"พูดถึงการซื้อขายแข่งกับ บาเยิร์น มิวนิค"เรามีคันธนูและลูกศรและเรามีเป้าหมาย เราสามารถยิงเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ แต่ บาเยิร์น มี บาซูก้า พวกเขาน่าจะมีโอกาสพุ่งเข้าหาเป้าหมายได้สูงกว่า แต่แล้วไง โรบิน ฮู้ด ก็ประสบความสำเร็จได้"พูดถึงการย้ายของ เกิร์ทเซ่ ไปหา กวาดิโอล่า"เกิร์ทเซ่ ไปเพราะว่า กวาดิโอล่า ได้เลือกที่จะเซ็นสัญญากับเขาและเขาก็ต้องการเล่นกับ กวาดิโอล่า ในสไตล์ของเขา ผมไม่สามารถทำให้ตัวเองเตี้ยลง 15 เซนติเมตรและพูดภาษาสเปนได้หรอก"ชัยชนะเหนือ บาเยิร์น มิวนิค ยังถิ่น อัลลิแอ๊นซ์ อารีน่า ในรอบ 19 ปี"โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ชนะครั้งล่าสุดที่นี่เมื่อ 19 ปีที่แล้ว ลูกทีมของๆส่วนใหญ่ยังดูดนมแม่อยู่เลยมั้ง"ให้สัมภาษณ์ภายหลังจากความพ่ายแพ้"ระหว่างการสัมภาษณ์ครั้งแรกผมโคตรผิดหวัง ระหว่างการให้สัมภาษณ์ครั้งต่อมาผมรู้สึกดีขึ้นนะ และถ้าหากผมรอจากนี้อีกครึ่งชั่วโมง ผมว่าผมอาจจะรู้สึกว่าตัวเองชนะ"พูดถึงการเจอโปรแกรมที่ลงเล่นเยอะเกินไป"มันเหมือนกับว่าบางคนกำลังจะลงเล่นหมากรุกชิงแชมป์โลกหลังจากที่อดหลับอดนอนมา 72 ชั่วโมงนั่นแหละ"พูดถึง ยูเวนตุส ก่อนศึก ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก"เรากำลังเจอกับความท้าทายที่เจ๋งที่สุดในฟุตบอล เรากำลังเล่นกับทีมจากอิตาเลี่ยนที่ต้องการแค่ผลเสมอ"บทสัมภาษณ์แรกของ คล็อปป์ ตอนเข้ามารับงานที่ ดอร์ทมุนด์ ปี 2008"แฟนๆของเราควรจะตระหนักถึงสีเสื้อ เหลือง-ดำ แม้ว่าบางทีเราอาจจะลงเล่นในสีแดง ทุกๆคนในสนามควรจะคิดว่า 'ว๊าว นี่แหละคือ เบฟาเบล'"เค.เค.pic : bleacherreport, joe