breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

ชีวิตเปลี่ยนเพราะยิง 'เสือ'

ก่อนหน้านี้คงมีคนที่จะรู้จัดชื่อของ บาส โดสต์ หัวหอกชาวดัตช์ของ "หมาป่าเมืองเบียร์" โวล์ฟบวร์ก ครับ เขาแทบไม่ได้รับความสนใจอะไรเลยในช่วงครึ่งฤดูกาลแรกของ บุนเดสลีก้า แต่มาในตอนนี้เขากลับขึ้นแท่นเป็นดาวยิงที่มีความเฉียบคมมากที่สุดของยุโรปเป็นอันที่ 2 รองจาก ลีโอเนล เมสซี่ ในปี 2015 เท่านั้นกับผลงาน 11 ประตูจากการลงเล่น 6 นัดในบุนเดสลีก้า ส่วน เมสซี่ 12 ประตูจาก 9 นัดใน ลาลีก้า เออ เอาสิ หากวัดกันเป็นแมตช์ โดสต์ สถิติดีกว่าซะด้วยซ้ำ ทำไม ? ทำไม ? ในครึ่งฤดูกาลแรกไม่มีใครสังเกตุฟอร์มการเล่นของเขา ? ตอบไม่ยากเลยครับเพราะว่า โดสต์ ยิงไป 2 ประตูเบาๆเท่านั้นให้กับ "หมาป่าเมืองเบียร์" แต่ทว่าในปี 2015 ทุกๆอย่างมันกลับพลิกชีวิต "ทุกๆคนต่างต้องการที่จะเป็นดาวซัลโวสูงสุดของ บุนเดสลีก้า" "แต่มันดูเหมือนว่าไม่น่าจะเป็นไปได้เมื่อคุณยิงไปเพียง 2 ประตูในช่วงครึ่งฤดูกาลแรก บางทีสถานการณ์ต่างๆมันแปรเปลี่ยนได้ภายใน 6 สัปดาห์" นี่คือบทสัมภาษณ์ของ โดสต์ ที่กล่าวเอาไว้กับสื่อประจำเมืองเบียร์ 'Bild' แน่นอนเขาพิสูจน์ได้แล้วว่า 6 สัปดาห์แปรเปลี่ยนชีวิตจริงๆ หัวหอก 6 ฟุต 5 นิ้วรายนี้มาอยู่กับ โวล์ฟบวร์ก ตั้งนานแล้วนะครับตั้งแต่ปี 2012 เนื่องจากที่เขาสามารถระเบิดฟอร์ทให้กับต้นสังกัดเก่าอย่าง ฮีเรนวีน ด้วยผลงาน 32 ประตูจากการลงเล่น 34 นัด โอ้โหเมพขิงๆ แต่มาในฤดูกาลแรกเขากลับไปเปรี้ยงปร้างในบุนเดสลีก้า 28 นัดยิงไป 8 ตุงคือผลงานของเขาทำให้ปีถัดมาในฤดูกาล 2013-14 เขาโดนดร็อปลงไปและได้รับโอกาสลงเล่นเพียง 13 นัดเท่านั้น เช่นเดียวกับในฤดูกาลนี้ โดสต์ เป็นตัวเลือกแทบจะสุดท้าย ในตำแหน่งศูนย์หน้าของ ไดเตอร์ เฮคกิ้ง กุนซือใหญ่เนื่องจากทีมมีทาง อิวาน เปริซิช, อิวิก้า โอลิช และ นิคลาส เบนท์เนอร์ เป็นตัวเลือก ตอนนี้ทุกๆอย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว โดสต์ ได้รับโอกาสลงสนามและเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวังเริ่มต้นจากนัดแรกกับ โคโลญจ์ ที่เจ้าตัวซัดเบิกร่องไปก่อน 1 ตุงก่อนที่จะมาเป็นพลิกโชคชะตาของเขากับ บาเยิร์น มิวนิค โดสต์ ยิงไป 2 ประตูช่วยให้ โวล์ฟบวร์ก เอาชนะ "เสือใต้" ได้ถึง 4-1 ในวันที่ 30 มกราคม 2015 ซึ่งเขาเป็นดาวยิงคนแรกในรอบ 102 เกมที่สามารถทำประตูใส่ บาเยิร์น ได้ถึง 2 ประตู "ผมยิงประตูได้ในเกมแรกหลังจากกลับมาในช่วงเบรคหน้าหนาวใส่ บาเยิร์น และมันทำให้ผมมีความมั่นใจสุดๆ ผมได้บอกกับตัวเองเพื่อที่จะรักษาฟอร์มแบบนี้ หลังจากนั้นผมก็ทำสำเร็จมาเรื่อยๆ" หลังจากนั้นล่ะครับอะไรอะไรก็เปลี่ยนไปตามคำพูดของตัวเขาเอง 11 ประตูจาก 6 นัดใน บุนเดสลีก้า คือสถิติที่ยอดเยี่ยม และผมเชื่อว่าเขาจะเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ "หมาป่าเมืองเบียร์" กลับมาผงาดอีกครั้งในเวทีลูกหนังแชมป์โลก อีกทั้งเขายังทำให้ผมเชื่อว่า 'เบญจเพศ' ก็ไม่ได้มีเรื่องอะไรที่เลวร้ายเสมอไปเพราะ โดสต์ อายุ 25 พอดิบพอดีเค.เค.pic : wolfsburg.sportbuzzer, n-tv, football-oranje

จริงจัง หรือแค่ กวนบาทา ?

ผลตัดสินของสมาคมฟุตบอลอังกฤษหรือ 'เอฟเอ' กับยอดทีมแห่งลอนดอน "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี เล่นเอาทางแฟนๆหงุดหงิดไม่น้อย และที่ดูจะหัวฟัดหัวเหวี่ยงที่สุดก็คือ โจเซ่ มูรินโญ่ กุนซือ 'เดอะ แฮปปี้วัน' จะว่าแปลกมันก็แปลก จะว่าไม่แปลกมันก็ไม่แปลกนะครับ หากเรามองเป็นสองมุมสองด้านกับโทษแบนของมิดฟิลด์ชาวเซิร์บ เนมานย่า มาติช ที่ตบะแตกพุ่งเข้าไปผลักใส่ แอชลี่ย์ บาร์นส์ ล้มทั้งยืน ตามคำแถลงการณ์ของ เอฟเอ ที่ออกมาปรากฏว่าพวกเขาได้อธิบายว่าจังหวะที่ บาร์นส์ ยกเท้าค้างเปิดปุ่มใส่เต็มหน้าแข้งของ มาติช นั้นเป็นจังหวะที่ มาร์ติน แอตกินสัน เชิ๊ตดำประจำแมตช์เห็นอยู่แล้วแต่ไม่มีการลงโทษใดๆซึ่งทาง เอฟเอ จะไม่นำสิ่งที่ผู้ตัดสินเห็นชัดเจนกลับมาลงโทษอีก ทั้งๆที่ก่อนหน้ามีคำวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆนาๆว่าการเข้าบอลแบบนั้นมันอันตรายและเผลอๆอาจจะทำให้ มาติช หน้าแข้งหักเป็นสองส่วนอย่างที่เราได้เห็นกันมาก่อนกับ ฌิบริล ซิสเซ่ หรือ เอดูอาร์โด้ ดา ซิลวา หากเราลองดูภาพช้า หรือภาพนิ่งที่ถูกเผยแพร่มันสยดสยองมากจริงๆกับการเข้าบอลแบบนั้น มูรินโญ่ เองก็ออกมาโจมตีแบบหนักหน่วงว่า บาร์นส์ กระทำแบบนี้มันคืออาชญากรรมชัดๆ เพราะว่ามันสามารถจบอาชีพการค้าแข้งของ มาติช ได้เลย มันคือเหตุผลที่ว่าทำไมแข้งเซิร์บถึงฉุนขาดและรีบลุกขึ้นมาจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด แต่นี่คือเกมฟุตบอลครับ เขาไม่สามารถทำได้ เพื่อนร่วมทีมปรี่เข้ามาห้ามกันชุลมุนสุดท้ายโดนใบแดงโดยตรงก็ 3 นัดไปเลยสิครับแบบนี้ หากจะลองเปรียบเทียบกับกรณีของ ดิเอโก้ คอสต้า ล่ะก็มันไม่ยุติธรรมซักเท่าไรอยู่แล้วล่ะ ใน 'ความคิด' ของผมเองนะครับ เพราะว่ากรณีของ คอสต้า ไปเหยียบเท้า เอ็มเร่ ชาน ของ ลิเวอร์พูล นั้นผมพูดได้เต็มปากว่าน่าเกลียดและสมควรโดนลงโทษ ซึ่ง เอฟเอ ก็จัดการแบนทันที 3 นัด แต่การเข้าของ บาร์นส์ ก็น่าเกลียดไม่แพ้กัน ซึ่งมันน่าเกลียดมากๆด้วย และความต่างก็คือการควบคุมอารมณ์ของทั้ง มาติช และ ชาน โดยในกรณีของ มาติช นั้นชัดเจนว่าเจตนาเข้าบวกแบบโต้งๆ เลยทำให้ แอตกินสัน ไม่มีทางเลือก ทำให้คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดอาจจะเป็น เชลซี ที่ต้องไร้มิดฟิลด์ปิดทองหลังพระระดับเซียนรายนี้ในรอบชิงชนะเลิศ แคปปิตอลวัน คัพ กับ ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ส ในช่วงสุดสัปดาห์ แน่นอนแล้วถึงแม้จะได้รับข่าวดีนิดๆก็คือ เอฟเอ ประกาศลดโทษแบนของ มาติช เหลือ 2 นัดก็ตาม มันอาจจะดูไม่เป็นปัญหาหนักเท่าไรก็จริง แต่เมื่อลองดูลีลาการเล่นแล้ว จอน โอบิ มิเกล ตอนนี้ก็ช้าลงไปค่อนข้างเยอะ ส่วน รามิเลส ดีจริงๆแต่ยังไม่เข้าขั้นระดับเซียนเหมือน มาติช ที่เล่นเนียนตากว่า จนผมนึกว่า โคล้ด มาเกเลเล่ รึเปล่าเนี่ย (ถึงแม้รูปร่างหน้าตา รามิเลส จะเหมือนกว่าก็เถอะ) น่าเสียดาย และแอบหวั่นแทน "สิงโตน้ำเงินคราม" เหมือนกันว่าการขาดหายไปของ มาติช นั้นพวกเขาจะได้ผู้เล่นที่สามารถทดแทนดีพอหรือไม่ ตามลุ้น ตามชมกันล่ะครับเค.เค.pic : zimbio

สังเวียนระห่ำแห่ง 16 ยักษ์ทั่วยุโรป

กำลังจะลงสนามฟาดแข้งกันอีกครั้งสำหรับเวทีแห่ง แชมป์เปี้ยนส์ ศึกชิงแชมป์สโมสรยุโรปหรือ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่ตอนนี้คอลูกหนังทั่วโลกกำลังตั้งหน้าตั้งตารอแบบใจจดใจจ่อกันแล้ว16 โคตรทีมมีใครบ้างเรามาไล่เรียงรายชื่อพร้อมการประกบคู่กันเลยดีกว่าครับปารีส แซงต์ แชร์กแมง (ฝรั่งเศส) - เชลซี (อังกฤษ)ชัคตาร์ โดเนสต์ (ยูเครน) - บาเยิร์น มิวนิค (เยอรมัน)ชาลเก้ 04 (เยอรมัน) - เรอัล มาดริด (สเปน)บาเซิ่ล (สวิตเซอร์แลนด์) - ปอร์โต้ (โปรตุเกส)แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (อังกฤษ) - บาร์เซโลน่า (สเปน)ยูเวนตุส (อิตาลี) - โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ (เยอรมัน)ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น (เยอรมัน) - แอตเลติโก้ มาดริด (สเปน)อาร์เซน่อล (อังกฤษ) - โมนาโก (ฝรั่งเศส) แต่ล่ะคู่น่าดูชมมั้ยล่ะครับ ? ผมคิดว่าแต่ล่ะทีมที่ถูกจับสลากนี่เป็นทีมที่ค่อนข้างจะสมน้ำสมเนื้อ สูสี คู่คี่ ดู๋ดี๋ กันดีเหลือเกินนะครับ คือแบบว่าดูแล้วแต่ละสนามน่าจะซัดกันนัวเลยทีเดียว อาจจะมีบางคู่อย่าง ชัคตาร์ โดเนสต์ พบกับ บาเยิร์น มิวนิค กับ ชาลเก้ 04 พบกับ เรอัล มาดริด ที่จะดูทรงแล้วว่าสองทีมทั้ง "เสือใต้" และ "ราชันชุดขาว" อาจจะนอนมาแน่นอน แต่ก็อย่าลืมว่าฟุตบอลลูกกลมๆอะไรก็เกิดขึ้นได้ แถมเล่นแบบเหย้าเยือนอีกงานนี้มีมันส์แน่นอน สำหรับคู่ที่น่าสนใจที่สุดคงจะหนีไม่พ้น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่จะเจอกับ บาร์เซโลน่า หากจะว่ากันตามประวัติศาสตร์ทาง "เรือใบสีฟ้า" เองเทียบไม่ได้หรอกครับกับยอดทีมจากแคว้นกาตาลุนญ่า นั่นก็เป็นเรื่องประวัติศาสตร์ มาปัจจุบันตอนนี้ "เรือใบสีฟ้า" ค่อนข้างน่ากลัวเมื่อได้ วิลเฟร็ด โบนี่ มายืนค้ำหอกแถม ยาย่า ตูเร่ จอมทัพคนเก่งก็กลับมาปักหลักในแดนกลางอีกครั้ง น่าดูเหลือเกินครับนัดแรกเรียกว่าพลาดไม่ได้ สำหรับทางพลพรรค "อัลซูกราน่า" เองก็จัดหนัด 11 นัดหลังสุดชนะรวดภายใต้การกุมบังเหียนของ หลุยส์ เอ็นริเก้ ที่ลบล้างข่าวลือต่างๆนาๆก่อนหน้าที่ว่าทะเลาะกันกับ ลีโอเนล เมสซี่ ไปซะแบบไร้ข้อครหาด้วยผลงาน 11 นัดยิงไป 41 ลูกเสียไป 9 โคตรโหด นี่หยิบยกมาเพียงแค่คู่เดียวยังน่าดูขนาดนี้ คู่อื่นๆคงไม่น้อยไปกว่านี้หรอกครับ ยังไงแฟนๆลูกหนังก็อย่าลืมตามชมกันสำหรับ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก และติดตามรายงานสดๆกับ cheerball กันด้วยนะครับเค.เค.

สถานการณ์ที่ ดอร์ทมุนด์ ....... ?

เกิดอะไรขึ้นกับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ? หลายๆคนมีคำถามนี้ผุดขึ้นมาในหัวเมื่อเห็นสกอร์นัดล่าสุดที่ "เสือเหลือง" เปิดรังของตัวเองพ่ายแพ้ให้แก่ เอาสก์บวร์ก ที่มีผู้เล่น 10 คนไปแบบสุดช็อก 1-0 เมื่อค่ำคืนวันพุธที่ผ่านมา และสิ่งที่ผมไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นก็เกิดขึ้น เหล่า 'อุลตร้า' ของ "เสือเหลือง" ได้ 'โห่' ใส่ทีมของตัวเอง ครับ ..... โห่ใส่ผู้เล่นของสโมสรที่ตนเองเชียร์ มันเป็นภาพที่ผมไม่เคยคิดจะเห็นมาก่อนเพราะอย่างที่ทราบกันว่า ดอร์ทมุนด์ มีแฟนๆที่รักและเหนียวแน่นมาที่สุดอาจจะ 'ของโลก' เลยก็ว่าได้ จำนวนตัวเลข 80,000 คนต่อนัดนั้นไม่เคยลดไม่เคยหย่อน พวกเขาเข้ามาชมมาเชียร์ทีมรักในทุกๆนัดที่เล่นในบ้านไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันอะไร วันธรรมดาหรือเสาร์อาทิตย์เราจะได้เห็น ซิกนัล อีดูน่า ปาร์ค เต็มไปตัวแฟนๆเสมอ หรือที่เราเรียกกันว่า 'เยลโล่ว วอล์' กำแพงมนุษย์สีเหลืองนั่นเอง มาวันนี้พวกเขาเหล่า 'เยลโล่ว วอล์' อาจจะถึงขีดสุดของที่สุดแล้วครับ มันเป็นธรรมเนียมอยู่แล้วที่ทางผู้เล่นของ ดอร์ทมุนด์ จะเดินรอบสนามเพื่อขอบคุณแฟนๆที่เข้ามาเชียร์ หรือ 'ขอโทษ' ในยามที่พวกเขาพลาดพลั้งพ่ายแพ้ ในฤดูกาลนี้มันอาจจะมากจนเกินไป ด้วยฟอร์ม 5 นัดหลังสุดใน บุนเดสลีก้า ยังควานหาชัยชนะไม่เจอรวมถึงการลงเล่น 9 นัดในบ้านฤดูกาลนี้ "เสือเหลือง" ชนะได้เพียงแค่ 3 นัดเท่านั้น มันเหมือนกับมรสุมเข้าทันที หากเราลองดู 'คลิป' ที่ถูกเผยแพร่ออกมาตอนจบเกมที่ทาง แมตส์ ฮุมเมลส์ ปราการหลังกัปตันทีมและ โรมัน ไวเดอร์เฟลเลอร์ ผู้รักษาประตูอาวุโสเข้าไปพยายามรับฟังคำบ่นคำด่าของแฟนๆที่ใส่เป็นไฟแล่บนั้น หน้าตาของนักเตะแต่ล่ะคนบ่งบอกถึงความ 'ผิดหวัง' ความผิดหวังที่ว่านั้นก็คือผิดหวังในฟอร์มการเล่นของตัวเองที่ไม่สามารถทำให้แฟนๆที่เหนียวแน่นหรือคลั่งใคล้ทีมมากที่สุดของโลกให้มีความสุขได้ มันไม่ได้เป็นสายตาของความผิดหวังที่แฟนๆบ่นหรือด่าแบบหยาบคายใส่พวกเขาเองเลยแม้แต่น้อย แต่ล่ะคนมีความเป็นมืออาชีพและ 'สุภาพบุรุษลูกหนัง' มากๆ และผมเชื่อว่าสุดท้ายการเผชิญหน้ากับปัญหา เผชิญหน้ากับแฟนบอลแบบนี้มันอาจจะกลายเป็นจุดเปลี่ยน จุดคิด อะไรบางอย่างที่ทำให้ทีมรวมกันเป็นหนึ่งและเดินหน้าต่อไปไม่ใช่เพื่อตนเอง เพื่อค่าเหนื่อย เพื่อสโมสร แต่อาจจะเป็น 'เพื่อแฟนบอล' เหตุการณ์ครั้งนี้มันทำให้รู้ว่าผู้เล่นของ ดอร์ทมุนด์ มีความเป็นมืออาชีพที่กล้าเผชิญหน้าต่อแฟนๆบอล ส่วนเหล่าสาวก 'เยลโล่ว์ วอล์' เองก็มีความกล้าที่จะตำหนิหรือ 'โห่' เพื่อเตือนสติให้กับทีมได้รู้ว่าพวกเขาเองก็ทนไม่ไหวแล้ว หากต่างฝ่ายต่างยอมรับแบบนี้ได้ สถานการณ์มันอาจจะเหมือน 'ฟ้าหลังฝน' ที่ย่อมสวยงามกว่าเสมอ ผมยังเชื่อนะครับว่า "เสือเหลือง" จะไม่มีทางตกชั้นแน่นอนในฤดูกาลนี้ ผมเชื่ออย่างนั้น เค.เค.pic : ruhrnachrichten, Borussia Dortmund

จับจุด 'เปลี่ยนแปลง' ทีมใหญ่ใน 'พรีเมียร์ลีก'

น่าสนใจเหลือเกินครับสำหรับ พรีเมียร์ลีก สัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้เห็นอะไรหลายๆอย่างซึ่งมันอาจจะเป็น 'จุดเปลี่ยน' ของทีมใหญ่หลายทีมทั้งในเรื่องของ ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์, ดาลีย์ บลินด์, เชสก์ ฟาเบรกาส หรือการสะดุดของ "นักบุญ" และ การ์ซอล่า1. ดาวยิงจอมเซิ้งผู้จุดประกาย 'หงส์แดง' อีกระรอก ยอมรับเลยว่าปีนี้ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ตกระกำลำบากสุดๆซึ่งตอนออกสตาร์ทก็เหมือนจะดูดีและพอไปวัดไปวาได้เนื่องจากไม่มี หลุยส์ ซัวเรส แต่ไปๆมาๆ ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ หัวหอกความหวังเดียวก็ดันมาทะลึ่งเจ็บซะอีก และไม่ใช่เจ็บเป็นวันเป็นสัปดาห์แต่ดาวยิงหมายเลข 15 หายหน้าไป 5 เดือน แต่การไปพักรักษาชุบตัวถึงแดนไกล สหรัฐอเมริกา เหมือนจะช่วยให้ สเตอร์ริดจ์ กลับมาคึกคักกระปรี้กระเป่าขึ้นอีกครั้งจอมถล่มประตูรายนี้กลับมาลงเล่นในนัดที่ทีมพบกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ใน น.68 และเพียง 12 นาทีหลังจากนั้นท่าเต้นเซิ้งหมอลำของเขาก็ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง การยิงประตูครั้งนี้มันช่วยจุดไฟให้ครุกรุ่นขึ้นมาอีกรอบทั้งกับตัว สเตอร์ริดจ์ เองและเพื่อนร่วมทีม ซึ่งมันส่งผลดีถึง ร็อดเจอร์ส ด้วยแน่นอนและไม่แน่ว่าการกลับมาลุ้นพื้นที่ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก ในปีนี้ของ "หงส์แดง" จะมาพร้อมๆกับการกลับมาของ สเตอร์ริดจ์2. เชสก์ หายไร้ตัวส่ง เกม 'บิ๊กแมตช์' กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ผ่านมาของ เชลซี ผมได้ดูแล้วก็นึกถึง เชสก์ ฟาเบรกาส มากกว่า ดิเอโก้ คอสต้า แน่นอนมิดฟิลด์ชาวกาตาลุนญ่ารายนี้ได้รับอาการบาดเจ็บและสุดท้ายก็ไม่ผ่านความฟิตลงเล่นซะอย่างนั้น มันไม่มีใครที่จะเล่นได้แข็งแกร่งและไหลลื่นเหมือนกับเป็น 'มันสมอง' ของทีมในผืนสนามหญ้าได้ดีเท่ากับ เชสก์ แล้วจริงๆในช่วงเวลานี้ สิ่งที่อดีตดาวเตะของ อาร์เซน่อล ทำไว้มาตลอดมันดีน่าเหลือเชื่อเล่นเอา รามิเลส ห้องเครื่องบราซิเลี่ยนที่ลงมาเทียบไม่ได้เลย จริงอยู่ที่ คอสต้า หายไปด้วยแต่ว่า "สิงโตน้ำเงินคราม" ก็มีเขี้ยวที่คมพออย่าง โลอิก เรมี่ ที่เขาพิสูจน์แล้วว่าสามารถทดแทนได้อย่างยอดเยี่ยมเมื่อหัวหอก 'จอมย่ำ' หายไปแต่ในตอนนี้เมื่อ 'มันสมอง' ของทีมหายไปกลายเป็นปัญหาของ 'สิงห์บูลส์' แบบเต็มตัว3. 'นักบุญ' สะดุดแบบไม่น่าให้อภัย หากได้ชมเกมถ่ายทอดสดระหว่าง เซาแธมป์ตัน กับ สวอนซี ซิตี้ แล้วล่ะก็มันยากที่จะเชื่อว่าสุดท้าย "นักบุญ" จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้คารังเหย้าของตนเองไปแบบเจ็บปวดจาดลูกซัดตีนระเบิดของ จอนโจ เชลวี่ย์ ตลอดแทบทั้งเกมแนวรุกที่โดดเด่นในฤดูกาลประจำถิ่น เซนส์ แมร์รี่ อย่าง ดูซาน ทาดิช, กราเซียโน่ เปลเล่ หรือ เอลเจโร่ เอเลีย ฟาดฟันกระหน่ำเข้าใส่ "หงส์ขาว" แบบไม่ยั้งทว่า เฟร์เดริโก้ เฟร์นานเดซ กับ แอชลี่ย์ วิลเลี่ยมส์ สองปราการหลังทีมเยือนเล่นแบบ 'มหาอุตม์' สุดติ่งกระดิ่งกระรอกมากๆ สุดท้ายแล้วจากการที่เหล่า "นักบุญ" ต้องการ 3 แต้มไปๆมาๆกลับไม่ได้เลยอีกทั้ง อาร์เซน่อล ก็ทะลึ่งพรวดทำแต้มมาเท่ากันที่ 42 คะแนนแถม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ยังนำอยู่ 1 คะแนนอีกทำให้สถานการณ์การลุ้นพื้นที่ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก ของ เซาแธมป์ตัน เหนื่อยประหนึ่งเข็นครกขึ้นยอดดอยแน่4. ดาวเตะ "ปืน" หายเจ็บกับ การ์ซอล่า สุดสะเด่า ทะยอยหายเจ็บกันกลับมาสำหรับสองตัวหลักของ อาร์เซน่อล ทั้ง ธีโอ วัลค็อตต์ และ เมซุต โอซีล ซึ่งพวกเขาทั้งคู่เริ่มจะโชว์ฟอร์มได้ดีขึ้นเรื่อยๆตามลำดับ และแน่นอนว่าตอนนี้ยอดทีมจากลอนดอนมีความมั่นใจสุดๆในเกมลีกที่ชนะรวด 3 นัดและไม่เสียประตู ประหนึ่งต้องชม เวนเกอร์ เหมือนกันที่ตัดสินใจให้ ดาวิด ออสปิน่า เฝ้าเสาและก็เก็บคลีนชีทได้ 3 นัดรวดเล่นเอา "สิงห์อมควัน" อย่าง วอจเซียช เชสนี่ย์ หงอยไปเลย ซึ่งอาจจะสมใจอยากเหล่า "เดอะ กูนเนอร์ส" หลายคนเหมือนกันในเรื่องนี้ อีกทั้ง ซานติ การ์ซอล่า ยังโชว์ฟอร์มระดับ 'เวิล์ดคลาส' ให้ได้เห็นอยู่ตลอดกับชัยชนะ 3 นัดรวดดังกล่าวและตอนนี้ดูเหมือนว่า "ปืนใหญ่" กำลังตะโกนใส่ "นักบุญ" ดังๆถึงอันดับที่ 4 ว่า "ของรักของข้า" ซะแล้ว5. ดาลีย์ บลินด์ อย่าทะลึ่งจับไปเล่นตำแหน่งอื่นนะ 'อ้วนปรัชญา' ได้เห็นเป็นบุญตาเต็มๆสำหรับแฟน 4-4-2 แบบไดมอนด์ของ หลุยส์ ฟาน กัล ที่จัดเต็มจัดหนักในเกมที่อัด เลสเตอร์ ซิตี้ 3-1 และนัดนี้ผู้ที่ฉายแสงสาดออร่าออกมาแบบงามๆเลยก็คือ ดาลีย์ บลินด์ แบบปฏิเสธไม่ได้ การคุมเกม ตัดเกม ดาวเตะชาวดัตช์รายนี้ 'เอาอยู่' จริงๆแถมการจ่ายบอลก็ง่ายๆพื้นๆเน้นเอาชัวร์ซึ่งมันเป็นผลดีมากกว่าและ บลินด์ ก็โดดเด่นกว่าดาวเตะอีก 3 คนในแผงมิดฟิลด์ที่ดูจะมีชื่อเสียงกว่าทั้ง เวย์น รูนี่ย์, อังเกล ดิ มาเรีย และ อัตนัน ยานาไซน์ ขออย่างเดียวพอ ไมเคิ่ล คาร์ริค กลับมา 'อ้วนปรัชญา' พี่ครับอย่าจับ บลินด์ ทะลึ่งลงไปเล่นหลังอีกเลยเพราะตำแหน่งมิดฟิลด์ที่เจ้าตัวได้รับโอกาสในเกมกับ เลสเตอร์ มันสมบูรณ์แบบสุดๆและมีน้อยคนในทีม "ปีศาจแดง" ตอนนี้จะเล่นได้เทียบเท่าเค.เค.pic : zimbio

7 นักเตะกับสโมสรที่คุณอาจตกใจว่าเคยเล่นด้วยเหรอ ?

เหล่าซูปเปอร์สตาร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังสุดๆบางคนดังกับสโมสรเพียงสโมสรเดียวจนทำให้แฟนๆลูกหนังคิดว่าเขาอาจจะลงเล่นให้กับสโมสรนี้สโมสรเดียวจนลืมไปว่า เอ๊ะ เคยลงเล่นให้ด้วยอย่างนั้นเหรอ ? มาวันนี้ผมรวบรวมมาให้แฟนๆ 'Cheerball.com' ให้ได้รับชมกัน1. แอชลี่ย์ โคล - คริสตัล พาเลซอย่าเพิ่งตกใจครับว่าเอ้ย จริงเหรอ ใช่ครับมันเป็นเรื่องจริงถึงโดยในช่วงที่แบ๊คซ้ายวัยเก๋ายังคงเป็นดาวรุ่งที่รอวันฉายแสงกับ "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล อยู่เขาโดนส่งไปให้ "ดิ อีเกิ้ลส์" คริสตัล พาเลซ ยืมตัวใช้งานในฤดูกาล 1999-2000 ซึ่ง โคล ลงเล่นไป 14 นัดยิงได้ 1 ประตูก่อนที่จะกลับมายึดตำแหน่งแบ๊คซ้ายตัวจริงจาก ซิลวินโญ่ ได้สำเร็จในปี 2000-012. แฟรงค์ แลมพาร์ด - สวอนซี ซิตี้นี่ก็เป็นอีกราย อารมณ์คล้ายๆกับ แอชลี่ย์ โคล เลยสำหรับมิดฟิลด์แห่ง นิวยอร์ค ซิตี้ เอฟซี สมัยยังเป็นแข้งยังบลัดกับ "ขุนค้อน" เวสต์แฮม ยูไนเต็ด นั้น แลมพาร์ด โดนส่งไปให้กับ "หงส์ขาว" สวอนซี ซิตี้ ที่ตอนนั้นเล่นอยู่ในดิวิชั่น 2 ใช้ในฤดูกาล 1995-96 งานพร้อมกับประเดิมนัดแรกด้วยชัยชนะอีกต่างหาก3. ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล - แอสตัน วิลล่าตำนานนายทวารของ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รายนี้ในช่วงบั้นปลายของการเฝ้าเสาหลายๆคนอาจจะคิดว่าเขากลับมาเล่นให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพียงทีมเดียวในเกาะอังกฤษแต่ทว่าก่อนหน้านั้น ชไมเคิ่ล ปักหลักเป็นนายด่านคนสุดท้ายให้กับ "สิงห์ผงาด" แอสตัน วิลล่า มาก่อน 1 ฤดูกาลเต็มในปี 2001-02และที่สำคัญเฮียแกยิงประตูได้ด้วยในนัดที่บุกไปแพ้ เอฟเวอร์ตัน 3-2 4. โรแบร์โต้ มันชินี่ - เลสเตอร์ ซิตี้ตาไม่ฝาดแน่นอนสำหรับรายนี้เมื่อครั้งหนึ่ง มันชินี่ เคยมาโลดแล่นค้าแข้งอยู่ในเวที พรีเมียร์ลีก มาแล้วด้วยสัญญายืมตัวตอนปี 2001 เขาได้ย้ายมาสู่ เลสเตอร์ ด้วยสัญญายืมตัวจาก ลาซิโอ ช่วงเดือนมกราคมแต่ตอนนั้นพี่แกอายุปาไป 36 ปีแล้วทำให้ได้รับโอกาสลงสนามเพียงแค่ 5 นัดเท่านั้นเอง5. เดนิส เออร์วิน - วูล์ฟแฮมตัน วันเดอร์เรอร์สฟูลแบ๊คคงเส้นคงวาเล่นดีตลอดอาชีพการค้าแข้งและเป็นหนึ่งในขวัญใจตลอดกาลของ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และหลายๆคนอาจจะคิดว่า เออร์วิน แขวนสตั๊ดในถิ่น โอล แทร๊ฟฟอร์ด ด้วยซ้ำไปทว่าในช่วงบั้นปลายอาชีพ เออร์วิน เลือกที่จะย้ายไปอยู่กับ วูล์ฟ ในฤดูกาล 2002-04 และก็ได้ลงเล่นอย่างคงเส้นคงวาเช่นเดิมถึงแม้ว่าอายุอานามตอนย้ายจะ 36 แล้วก็ตาม6. จอร์จ เวอาห์ - เชลซี, แมนเชสเตอร์ ซิตี้สุดยอดดาวเตะแห่ง กาฬทวีป ที่เคยคว้า 'บัล ลง ดอร์' มาแล้วสมัยบรรเลงเพลงแข้งอยู่กับ "ปีศาจแดงดำ" เอซี มิลาน แต่ใครจะเชื่อล่ะว่าครั้งหนึ่งเขาเคยโยกมาค้าแข้งในอังกฤษครั้งแรกกับ เชลซี ในรูปแบบการยืมตัวมาจาก มิลาน และหลังจากนั้นสงสัยจะติดใจในมนเสน่ห์ของเกาะอังกฤษทำให้เขาย้ายมาอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในปี 20007. โรแบร์ ปิแรส - แอสตัน วิลล่าขุนพลในยุคเรืองรองของ "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าหลังจากประสบความสำเร็จในถิ่น ไฮบิวรี่ (ตอนนั้น) แล้ว ปิแรส ก็เลือกที่จะไปค้าแข้งอยู่กับ "เรือดำน้ำสีเหลือง" บียาร์เรอัล ในยุคของ มานูเอล เปเยกินี่ แต่น้อยคนนักจะจำได้ว่า ปิแรส วกกลับมาอยู่อังกฤษในช่วงท้ายกับ แอสตัน วิลล่า ฤดูกาล 2010-11 ก่อนจะตัดสินใจแขวนสตั๊ดไปเค.เค.pic : fiveyearplanfanzine, youtube, avfc, davidicke, football365, mattsarsenalblog.blogspot

ซัดกระจาย ! หัวหอกที่เซ็นตอนหน้าหนาวแล้วช่วยทีมกระจุย

การเซ็นสัญญานักเตะช่วงหน้าหนาวนั้นอาจจะไม่มีดีลที่โด่งดังเปรี้ยงปร้างเหมือนกับช่วงหน้าร้อนเพราะว่าทีมใหญ่แต่ล่ะทีมต้องการเสริม 'จุดอ่อน' ช่วงกลางฤดูกาลเท่านั้น แต่มาในวันนี้ผมจะขอนำเสนอ 'ดาวยิง' ที่ย้ายมาช่วงหน้าหนาวแล้วซัลโวให้กับทีมแบบกระจุยกระจายในพรีเมียร์ลีก1. ปาปิส เด็มบา ซิสเซ่ - 13 ประตู ซัดกระจุยและโด่งดังในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาลสุดๆสำหรับ ซิสเซ่ และเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างคุ้มค่าสำหรับ "สาลิกาดง" นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด จริงๆที่คว้ามาด้วยค่าตัว 9 ล้านปอนด์จากไฟร์บวร์กเพราะว่าเขายิงไปคนเดียวเหนาะๆ 13 ประตูใน 14 เกมแรกใน พรีเมียร์ลีก ในปี 20122. ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ - 10 ประตู ศูนย์หน้าจอมเซิ้งรายนี้ย้ายมาอยู่กับ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ในช่วงตลาดหน้าหนาวเหมือนกันโดย สเตอร์ริดจ์ มาจาก เชลซี ด้วยค่าตัว 12 ล้านปอนด์ในช่วง มกราคม 2013 และจากการลงเล่นในครึ่งฤดูกาลหลังหัวหอกทีมชาติอังกฤษรายนี้ก็จัดไป 10 ประตูเน้นๆเลย3. ดาร์เรน เบนท์ - 9 ประตู ใครจะเชื่อล่ะว่าศูนย์หน้าอย่าง เบนท์ ในตลาดเดือน มกราคม จะมีค่าตัวสูงถึง 18 ล้านปอนด์ซึ่ง แอสตัน วิลล่า ตัดสินใจที่จะถึงมาจาก ซันเดอร์แลนด์ และเขาก็ดูเหมือนว่าจะตอบแทนค่าตัวที่สูงลิ่วแบบนี้ได้เป็นอย่างดีด้วยการกดไปคนเดียวเน้นๆ 9 ประตูให้กับ วิลล่า และช่วยให้ฤดูกาลนั้น "สิงห์ผงาด" จบอันดับที่ 9 ของตารางด้วย4. เจอร์เมน เดโฟ - 8 ประตู เพิ่งจะกลับมาโลดแล่นใน พรีเมียร์ลีก อีกครั้งสำหรับ เดโฟ แต่คราวนี้ผมจะขอย้อนกลับไปเดือนมกราคมปี 2008 ที่ เดโฟ ย้ายออกมาจาก ท็อตแน่ม ฮอสเปอร์ส สู้ ปอร์ทสมัธ ที่มี แฮรี่ เรดแนปป์ คุมอยู่ขณะนั้นพร้อมกับเปิดตัวด้วยการยิงใส่ เชลซี ทันทีและจบฤดูกาลด้วยสถิติ 8 ประตูทำให้หลังจากจบการยืมตัว สเปอร์ส เลือกที่จะเก็บตัว เดโฟ ไว้กับทีมต่อ5. หลุยส์ ซาฮา - 7 ประตู ดาวยิงอับโชคคนหนึ่งของ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่บาดเจ็บบ่อยครั้งแต่ทว่าตอนที่จอมถล่มประตูรายนี้ย้ายเข้ามาสู่ถิ่น โอล แทร๊ฟฟอร์ด ช่วงเดือนมกราคมปี 2004 ด้วยค่าตัว 12.4 ล้านปอนด์นั้นทำผลงานกับทีมใหม่ได้น่าจับตามองมากๆด้วยการซัดไป 7 ประตู หมดไปแล้วนะครับ 5 คนซึ่งผมขอเลือกตัดที่ 7 ประตูเท่านั้นเพราะ พรีเมียร์ลีก เล่นกัน 38 นัดครึ่งฤดูกาลก็อยู่ที่ 19 นัดทำให้ 7 ประตูน่าจะเป็นเลขสวยๆของดาวยิงแจ่มๆที่ทำผลงานได้เป็นอย่างดีสำหรับทีมใหม่แบบ 'ไม่ต้องปรับตัว' เข้ากับทีมใหม่ได้เป็นอย่างดีนั่นเองครับเค.เค.pic : zimbio, offthepost

ยุคโด้,เมสซี่ กับคุณค่าฝีเท้าของ ชไนเดอร์,นอยเออร์ ?

ประกาศผลไปแล้วและหลายๆคนคงรับรู้ว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดาวเตะเหนือมนุษย์ได้รับรางวัล 'บัล ลง ดอร์' ไปครองเป็นสมัยที่ 3 ของอาชีพการค้าแข้งตนเองได้สำเร็จ แต่นั่นมันก็ทำให้ผมคิดนะครับว่ามันจะวนเวียนอยู่แค่ 2 ชื่อนี้เท่านั้นเหรอ ? นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมาชื่อของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ ลีโอเนล เมสซี่ เป็นผู้คว้ารางวัลนี้มาตลอดนับตั้งแต่ 'ฟีฟ่า' ยังไม่ได้เข้ามาเอี่ยวใช้ชื่อ 'ฟีฟ่า บัล ลง ดอร์' ซะด้วยซ้ำไป2008 - โรนัลโด้2009 - เมสซี่2010 - เมสซี่2011 - เมสซี่2012 - เมสซี่2013 - โรนัลโด้2014 - โรนัลโด้ มันก็เป็นซะแบบนี้ ชื่อแต่ล่ะคนหมุนเวียนกันไปมา แน่นอนว่าปีที่มีเสียง 'ครหา' ก็คือปีที่มีการแข่งขันฟุตบอลโลก ซึ่งนักเตะที่สามารถคว้าแชมป์โลกได้นั้นกลับไม่อยู่ในสายตาของผู้มีสิทธิ์มีเสียงลงคะแนนอีกต่อไปแล้ว กลายเป็นว่าสุดท้ายก็ต้องแข่งกัน 2 คนเท่านั้น ? ใน 2006 ฟาบิโอ คันนาวาโร่ ได้รับรางวัล บัล ลง ดอร์ ก็จริงด้วยการพา อิตาลี คว้าแชมป์โลกไปครองได้สำเร็จแต่ในช่วงวินาทีนั้นมันก็อาจจะหาใครที่ดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว แต่มันผิดกันในปี 2010 ด้วยผลงานของ เวสลี่ย์ ชไนเดอร์ ที่เปรี้ยงปร้างกระตู้วู้กับ "งูใหญ่" อินเตอร์ มิลาน เพลย์เมคเกอร์ชาวดัตช์รายนี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ขุนพล "เนรัซซูรี่" คว้า 'ทริปเปิ้ลแชมป์' ไปครองได้อย่างยิ่งใหญ่ภายใต้การนำทีมของ โจเซ่ มูรินโญ่ อีกทั้งในช่วงหน้าร้อน ชไนเดอร์ ยังสามารถนำ "อัศวินสีส้ม" ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ทะลุเข้าไปเล่นรอบชิงชนะเลิศในศึกฟุตบอลโลกที่แอฟริกาใต้ได้อีกต่างหาก ก่อนที่จะพ่ายแพ้ให้กับ "กระทิงดุ" ทีมชาติสเปน ที่ยุคนั้นแกร่งทั้งแผ่นดินไปแบบน่าเสียดาย แล้วยังไง ? ผลสุดท้ายรางวัลที่ได้ชื่อว่ามอบให้กับนักเตะที่ดีที่สุดของปีกลับตกเป็นของ ลีโอเนล เมสซี่ ? ที่ในปีนั้น เมสซี่ ทำสถิติยิงประตูมากมายด้วยการลงเล่นในลาลีก้า 35 นัดยิงไป 34 ประตู และสถิติรวม 47 ประตูในทุกรายการเป็นที่ตราตรึงใจของทุกๆคน ส่วนในฟุตบอลโลกกับทีมชาติ อาร์เจนติน่า นั้นเขาทำได้ดีที่สุดเพียงรอบ 8 ทีมสุดท้าย เช่นเดียวกับปีนี้ที่มีกระแสต่างๆนาๆว่าต้องการให้ มานูเอล นอยเออร์ นายด่านสุดหนึบที่คว้า 'ดับเบิ้ลแชมป์' กับ บาเยิร์น มิวนิค และ 'แชมป์โลก' กับทีมชาติเยอรมัน ให้คว้ารางวัลอันทรงเกียรติอันนี้ไปครอง แต่สุดท้ายด้วยการยิงประตูที่ผิดธรรมชาติ การโชว์ความฟิตที่เหนือมนุษย์มนาของ โรนัลโด้ ทำให้เขาคว้า 'บัล ลง ดอร์' ไปครองได้ในที่สุด ที่ผมกระเทาะแป้นพิมพ์เขียนลงไปให้ได้อ่านกันนั้นไม่ใช่ว่าผมไม่เห็นด้วย หรือผู้ว่ารางวัลมันไม่เหมาะสมอะไรนะครับ แน่นอนล่ะมันเหมาะสมกับผลงานและฟอร์มการเล่นส่วนตัวที่ทั้ง โรนัลโด้ และ เมสซี่ สามารถทำได้ เพียงแค่ว่ารางวัลนี้มันจะผูกขาดมากเกินไปจนน่าเบื่อ และผู้เล่นที่ฝีเท้า 'คู่ควร' ที่จะรับ 'บอลทองคำ' ไปตั้งโชว์ที่บ้านนั้นมันน่าจะมีมากกว่า 2 ซูปเปอร์สตาร์ยุคนี้ ผมเชื่ออย่างนั้นเค.เค.pic : zimbio, sport24, megafun, standard, ndtv

อยู่ได้เพราะบารมีเก่า ?

กลายเป็นว่าเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันขึ้นมาอีกแล้วเมื่อ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้เปิดทำการ 'โอล แทร๊ฟฟอร์ด รีสอร์ท แอนด์ สปาร์" อีกครั้งและคราวนี้ก็เป็นทาง "นักบุญ" เซาแธมป์ตัน ที่เข้ามาแวะเวียนใช้บริการภายใต้การนำทีมของ หลุยส์ ฟาน กัล สถิติก่อนที่ทั้งสองทีมจะลงฟาดแข้งกันนั้น "ปีศาจแดง" ข่มกว่ามากมายเพราะตลอดการลงเล่นที่ โอล แทร๊ฟฟอร์ด พวกเขาไม่เคยพ่ายแพ้ "นักบุญ" เลยตลอด 19 นัดหลังสุดโดย ยูไนเต็ด เอาชนะได้ 16 และเสมอไป 3 ครั้งเท่านั้น แค่คราวนี้มันไม่ใช่ การกลับมาของผู้เล่นหลายต่อหลายคนเล่นเอาแฟนๆ 'เร้ด เดวิลส์' ยิ้มได้ก่อนเกม รวมถึงรายชื่อที่ออกมาในเกมนี้ดูๆแล้วน่าจะล้มเลิกระบบ 3-5-2 อย่างเต็มตัว แต่ที่ไหนได้ ฟาน กัล โคตรจะอินดี้ซะอย่างนั้น ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับว่าเฮียแกเลือกที่จะใช้ ดาลีย์ บลินด์ ไปยินเป็นตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟพร้อมด้วย ฟิล โจนส์ และ คริส สมอลลิ่ง รวมถึงการดัน อังเกล ดิ มาเรีย ที่เคยพิสูจน์กับ เรอัล มาดริด แล้วว่าสามารถเล่นตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางได้ไปเล่นกองหน้าคู่กับ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ย์ พร้อมด้วย 'ศูนย์หน้ามืออาชีพ' อย่าง เวย์น รูนี่ย์ ทะลึ่งต้องมาเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางซะอย่างนั้น แหม่ โอ้โห ไปเลยนะครัช แล้วยังไงล่ะ ? สุดท้ายการเล่นที่ดูเหมือนจะดีแต่ก็ไม่ดี โดนลงโทษจากผู้มาเยือนอย่างเจ็บแสบทั้งๆที่จังหวะแรกเกือบจะไม่เสียแล้วแท้ๆแต่ก็ต้องชื่นชม ดูซาน ทาดิช ด้วยว่ายิงไปเน้นๆและนิ่งจริงๆทั้งๆที่มีผู้เล่นของ แมนฯยูไนเต็ด ยืนขวางลำอยู่ กลายเป็นว่าตอนนี้ 21 นัด หลุยส์ ฟาน กัล ทำแต้มในพรีเมียร์ลีกเทียบเท่ากับยุคของ เดวิด มอยส์ เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมาแบบเป๊ะๆที่ 37 คะแนนเลยนะครับ แต่ที่แตกต่างก็คือการจับจ่ายใช้สอยไงล่ะครับ ฟาน กัล ถลุงเงินของสโมสรเป็นว่าเล่นแต่ทาง มอยส์ กลับใช้เงินแบบบิ๊กเนมจริงๆก็ 2 คนคือ มารูยาน เฟลไลนี่ และ ฆวน มาต้า เท่านั้น ? แฟนๆหลายคนอาจจะยังคิดว่า เออ ชุดของ มอยส์ ก็คือทีมที่ เซอร์ อเล็กส์ เฟอร์กูสัน พาคว้าแชมป์แต่ ฟาน กัล นี่กำลังสร้างทีมใหม่ก็ต้องแตกต่างกันอยู่แล้ว แต่ทีมชุดที่ เซอร์ อเล็กส์ พาคว้าแชมป์น่ะลองสังเกตุอายุอานามแต่ล่ะคนมั้ยล่ะครับว่าเท่าไรกันแล้ว ? ริโอ เฟอร์ดินานด์, เนมานย่า วิดิช อะไรพวกนี้หรือ อันโตนิโอ วาเลนเซีย, แอชลี่ย์ ยัง นี่ฟอร์มสม่ำเสมออย่างนั้นเหรอ ? มันมีหลายปัจจัยเหมือนกัน ที่ผมเขียนมานี่ไม่ใช่ว่าจะเข้าข้าง มอยส์ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเห็นด้วยกับสิ่งที่ ฟาน กัล ทำลงไปกับ "ปีศาจแดง" แต่ที่เขียนไปก็เพราะเพียงแค่ความสงสัยว่าแฟนๆใช้อะไรเป็นตัววัดว่าผู้จัดการทีมคนไหน 'ห่วย' หรือผู้จัดการทีมคนไหน 'ของจริง' เพราะจากสถิติที่ออกมาทั้ง มอยส์ และ ฟาน กัล ก็ไม่ได้มีใครแย่หรือเหนือกว่ากันซักเท่าไรนัก ? แถมสถิติในเกมพ่ายแพ้ เซาท์แธมป์ตัน 1-0 นั้นการยิงเข้ากรอบของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังเป็น '0' ซะด้วยซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2009 เลยทีเดียว หลังจากนี้คงเป็นปัญหาหลักของ ฟาน กัล แล้วล่ะครับว่าจะแก้เกมยังไงต่อไป แต่ผมก็เชื่อว่ากุนซือชาวดัตช์รายนี้จะอยู่จนจบฤดูกาลแน่นอน ไม่ใช่ว่าเพราะฝีมือหรืออะไรนะครับ แต่เพราะชื่อเสียงและบารมีที่ทำมาตั้งแต่อดีต นี่แหละคือสิ่งที่แตกต่างบางๆของบุคคลที่ชื่อว่า เดวิด มอยส์ กับ หลุยส์ ฟาน กัลเค.เค.pic : zimbio