breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

จับตามอง ! ดาวเตะหมดสัญญาเซ็นทีมไหนก็ได้หลังจบฤดูกาล

ผ่านพ้นมาแล้วสำหรับการฟาดแข้งในลีกหลักๆของยุโรปครึ่งฤดูกาล และตอนนี้ทางผมเองก็ได้ควานค้นหาข้อมูลดาวเตะที่กำลังจะหมดสัญญากับต้นสังกัดและสามารถย้ายออกจากสโมสรได้แบบฟรีๆในช่วงตลาดซื้อขายหน้าร้อนปีนี้มาให้ได้รับชมกัน1. ดานี่ อัลเวสรายนี้ตกเป็นข่าวมาตลอดว่าจะย้ายออกจาก บาร์เซโลน่า ตั้งแต่ช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมา ทว่าสุดท้ายเขาก็เลือกที่จะอยู่ยังถิ่น คัมป์ นู ต่อแต่แบ๊คขวาสกิลสูงรายนี้ก็ไม่ได้เลือกที่จะต่อสัญญากับทีมออกไปและในตลาดหน้าหนาวเดือนมกราคมนี้ อัลเวส สามารถเจรจากับทีมอื่นๆได้ในทันทีและต้องมารอดูกันว่าฟูลแบ๊คจอมบุกแห่งทีมชาติบราซิลจะไปเล่นให้กับทีมไหนในฤดูกาลหน้า2. ไมก้าห์ ริชาร์ดสัญญาจริงๆของดาวเตะจอมแกร่งรายนี้อยู่กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แน่นอนว่าลูกหม้อของ "เรือใบสีฟ้า" ไม่สามารถหาตำแหน่งตัวจริงได้ในถิ่น เอติฮัท สเตเดี้ยม ทำให้ตอนนี้เขาระหกระเหินมา ฟิออเรนติน่า ด้วยสัญญายืมตัวซึ่งก็เป็นไปได้ว่าหลังจากหมดสัญญากับ ซิตี้ แล้ว ริชาร์ด อาจจะเลือกมาใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองฟลอเรนซ์เลยก็เป็นได้3. เกล็น จอห์นสันแบ๊คขวามากประสบการณ์วัย 30 ปีของ ลิเวอร์พูลรายนี้ได้ออกมาประกาศชัดเจนแล้วว่าเขาจะไม่ต่อสัญญาอยู่ยังถิ่น แอนฟิลด์ ต่อไป แน่นอน จอห์นสัน ในอายุเท่านี้ฟอร์มการเล่นอาจจะดร็อปลงไปเรื่อยๆและอาจจะไม่ดีพอในการลงเล่นให้กับทีมระดับท็อปอีกต่อไป ดีไม่ดีในปีหน้าเราอาจจะได้เห็นแบ๊คเติมลืมหลังรายนี้ย้ายไปขุดทองที่ สหรัฐอเมริกา ตามลูกพี่ สตีเวน เจอร์ราร์ด ที่ตัดสินใจไป แอลเอ กาแลคซี่ แล้ว4. เจมส์ มิลเนอร์มิดฟิลด์สารพัดประโยชน์ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ รายนี้ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าทาง "เรือใบสีฟ้า" จะยังไม่มีข่าวความคืบหน้าการต่อสัญญาออกไปแต่อย่างใดเพราะว่าฟอร์มการเล่นของ มิลเนอร์ ในฤดูกาลนี้ค่อนข้างดีแถมอายุก็ถือว่ายังไม่มากไม่น้อยจนเกินไปที่ 29 ปีทำให้โอกาสของ มิลเนอร์ ที่อาจจะย้ายทีมออกจาก เอติฮัท สเตเดี้ยม นั้นเขาน่าจะลงเล่นในระดับท็อปของ พรีเมียร์ลีก ไหวอยู่5. อันเดรีย ราน็อคเคียนี่ก็กำลังจะหมดสัญญาลงทั้งๆที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกัปตันทีมคนใหม่ของ "งูใหญ่" อินเตอร์ มิลาน แถมอายุอานามก็ยังไม่เยอะที่ 26 ปีเท่านั้น ก็ต้องลองดูกันล่ะว่าทาง โรแบร์โต้ มันชินี่ นายใหญ่คนใหม่ของพลพรรค "เนรัซซูรี่" จะยังมี ราน็อคเคีย อยู่ในแผนการทำทีมฤดูกาลหน้าหรือไม่6. อังเดร ปิแอร์ ชิญักหัวหอกชาวเฟร้นซ์จาก โอลิมปิค มาร์กเซย์ รายนี้เนื้อหอมมากๆเนื่องจากในตอนนี้เขากระหน่ำไปแล้ว 14 ประตูในทุกรายการในฤดูกาลนี้แถมยังนำ "โอแอ็ม" ต่อกรกับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ในการแย่งแชมป์ ลีกเอิง อย่างสนุกอีกต่างหาก พร้อมกันนี้ ชิญัก เองก็ก้าวขึ้นติดทีมชาติไปแล้วด้วยทำให้น่าลุ้นเหมือนกันว่าในฤดูกาลหน้าเขาจะเลือกเส้นทางเดินของตนเองในวัย 29 ปีอย่างไร7. ซามี่ เคห์ดิร่ามิดฟิลด์สุดแกร่งรายนี้มีข่าวมาตลอดเหมือนกันว่าจะย้ายออกจาก "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด เมื่อหน้าร้อนปีที่ผ่านมาแต่แล้วเขาก็ได้อยู่กับทีมต่อไปอาจจะเพราะเนื่องจาก ลูก้า โมดริช มิดฟิลด์ตัวหลักประสบอาการบาดเจ็บทำให้ต้องมีผู้เล่นในตำแหน่งนี้สำรองเอาไว้ก่อน แต่เจ้าตัวก็ออกมาบอกแล้วว่าต้องการสัญญาใหม่กับทีมสุดท้ายก็ต้องรอดูกันว่าดาวเตะแชมป์โลกรายนี้จะได้รับสัญญาใหม่หรือไม่ หรือว่าเขาจะย้ายออกไปอยู่กับทีมอื่นแบบฟรีๆ ต้องติดตาม !เค.เค.pic : zimbio, melty

เปิดทุกสถิติของกัปตัน 'เจิด' ตลอด 17 ปีแห่งความหลัง !

ประกาศออกมาเป็นที่แน่นอนแล้วว่าจะอำลาถิ่น แอนฟิลด์ หลังจากจบฤดูกาลนี้สำหรับมิดฟิลด์ผู้เป็นสัญลักษณ์ของสโมสรลิเวอร์พูล สตีเวน เจอร์ราร์ด ซึ่งในวันนี้ทางผมเองก็ได้นำหาสถิติตัวเลขต่างๆตามที่ 'Mirror' สำนักข่าวชื่อดังของอังกฤษได้ลงเอาไว้เกี่ยวกับกัปตันรายนี้มาให้ได้อ่านกัน695 คือสถิติการลงเล่นของ เจอร์ราร์ด ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ได้มากที่สุดตลอดกาลของสโมสรแต่ทว่าดาวเตะวัย 34 ปีรายนี้ก็รั้งเป็นอันดับที่ 3 ในการเป็นผู้เล่นที่ลงสนามให้กับ "หงส์แดง" มากที่สุดตลอดกาลรองจาก เอียน กัลลาแกน ที่ทำไว้ 857 นัดและ เจมี่ คาราเกอร์ ปราการหลังเพื่อนซี้ 737 นัด116 ตุงคือสถิติการพังตาข่ายของ เจอร์ราร์ด ในตำแหน่งมิดฟิลด์โดยเฉพาะกับบทบาทของ 'กัปตันเจิด' เราจะเห็นได้บ่อยครั้งในการเติมเข้ามายิงเต็มหลังเท้าในแถวสองหรือแม้แต่ลูกฟรีคิกที่เฉียบคมทำให้ เจอร์ราร์ด นั้งสถิติเป็นผู้เล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ที่ยิงประตูได้เยอะที่สุดในพรีเมียร์ลีกรองจาก แฟรงค์ แลมพาร์ด เพียงแค่คนเดียวเท่านั้นส่วนอันดับที่ 3 คือ ไรอัน กิ๊กส์ 'ปีกพ่อมด' ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั่นเอง และ 116 ประตูก็ทำให้ เจอร์ราร์ด มีชื่อติดทำเนียบเป็นอันดับที่ 3 ดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของสโมสรอีกต่างหากและก็ไม่แน่ว่าหลังจากจบฤดูกาลนี้เจ้าตัวอาจจะทำลายสถิติของ ไมเคิ่ล โอเว่น ที่รั้งเป็นอันดับที่ 2 อยู่ที่ 118 ประตูได้ส่วนอันดับที่ 1 ได้แก่ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ 128 ประตู92 คือจำนวนแอสซิสต์ที่ เจอร์ราร์ด ทำได้ สถิตินี้ สตีวี่จี มีโอกาสที่จะก้าวขึ้นไปรั้งเป็นอันดับที่ 3 ได้สำหรับจำนวน แอสซิสต์ ที่สูงที่สุดใน พรีเมียร์ลีกเพราะว่าในตอนนี้เขารั้งอันดับที่ 4 ด้วยจำนวน 92 ครั้งตามหลัง เดนนิส เบิร์กแคมป์ ที่ 94 ครั้งส่วนอันดับที่ 1 อย่าง ไรอัน กิ๊กส์ ทำไป 162 ครั้งและอันดับที่ 2 แฟรงค์ แลมพาร์ด 102 ครั้ง31 ประตู 'สตีวี่จี' ทำได้จากจุดโทษ หลังจากที่เจ้าตัวสามารถทำประตูเพิ่มได้จากจุดโทษในเกมกับ เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ผ่านมาทำให้เขาซัลโวประตูจากจุดโทษเพิ่มเป็น 31 ประตูรั้งเป็นอันดับที่ 3 ของดาวยิงเป้านิ่งตลอดกาลรองจาก อลัน เชียร์เรอร์ ที่ 56 ประตูและ แฟรงค์ แลมพาร์ด ที่ 43 ประตูเค.เค.pic : Mirror

โอ้ล่ะพ่อ ! บ็อกซิ่ง เดย์ ปีนี้กับ 5 สิ่งที่น่าจับตา

กำลังจะได้ฤกษ์ฟาดแข้งประจำปีที่มีลีกเดียวในโลกเขาเตะกันอย่างวัน "บ็อกซิ่ง เดย์" หรือวันแกะกล่องของขวัญของ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ และวันนี้ผมก็ได้นำบทความของสื่อชื่อดัง 'Mirror' ที่ได้เขียน 7 จุดที่น่าจับตามอง (แต่เรายกมา 5 ที่เด่นๆ) หลังจากจบการปะทะแข้งกัน เอาล่ะพร้อมแล้วมาดูกันเลย1. 'ขุนค้อน' ของจริงหรือไม่ ? ปีนี้ไม่ได้มีแต่ เซาแธมป์ตัน เท่านั้นที่ฟอร์มกระฉูดพรูดพราดขึ้นมาแต่ยังมี "ขุนค้อน" เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ภายใต้การกุมบังเหียนของ แซม อัลลาไดซ์ อีกทีมนึงด้วยและไปๆมาๆพวกเขาก็มีสิทธิ์ลุ้นไปค้าแข้งระดับยุโรปในปีหน้าอีกต่างหากสำหรับฟอร์มการเล่นในตอนนี้ แน่นอนการบุกไปเยือนถิ่น แสตรมฟอร์ด บริดจ์ ของ เชลซี ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่มันก็จะได้รู้กันไปเลยว่าฝีเท้าที่จัดจ้านของนักเตะแต่ล่ะคนนั้น "ดีพอ" ที่จะยังคงรั้งอันดับ "ท็อปโฟร์" อยู่หรือไม่2. 'หงส์แดง' จะกลับมาได้มั้ย ? คำสัมภาษณ์ของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือใหญ่ของ "หงส์แดง" หลังจบเกมกับ อาร์เซน่อล นั้นมีแต่แง่บวกทั้งนั้นเกี่ยวกับการโกงความตายที่ มาร์ติน สเคอร์เทล โขกให้ทีมตีเสมอได้ในนาทีสุดท้ายของการทดเวลา ซึ่งนายใหญ่ของ ลิเวอร์พูล ก็เชื่อว่านี่จะเป็นจุดเปลี่ยนของทีมในฤดูกาลนี้ แต่พวกเขาจะทำได้หรือไม่ ? ตอนนี้ "หงส์แดง" มีแต้มตามหลังท็อปโฟร์อยู่ถึง 9 คะแนนและเมื่อเทียบกับคะแนนที่พวกเขาทำได้เมื่อปีก่อนมันห่างกันถึง 17 แต้มเลยทีเดียว แต่คู่แข่งที่พวกเขาจะเจอนั้นก็คือ เบิร์นลี่ย์ ทีมหนีตาย เอาล่ะคิดว่ายังไง "หงส์แดง" จะกลับมาทำแต้มเป็นกอบเป็นกำได้หรือไม่ ?3. หลุยส์ ฟาน กัล หาทีมที่ลงตัวได้รึยัง ? หลังจากใช้เงินไปมากมายเมื่อหน้าร้อนที่ผ่านมาถึง 150 ล้านปอนด์แต่ดูเหมือนว่าแผนการทำทีมของ ฟาน กัล จะยังคงปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆในทุกๆนัดตามความเหมาะสมและตามตัวผู้เล่นที่ฟิตพร้อมลงสนาม ซึ่งมันกลายว่าเป็นเรื่องที่ดีเพราะพวกเขาชนะได้ 6 นัดรวดก่อนสะดุดเสมอกัล แอสตัน วิลล่า และตอนนี้สถานการณ์ทุกอย่างเหมือนจะเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆเพราะผู้เล่นตัวเจ็บต่างทะยอยกันกลับมามากขึ้น มีตัวเลือกมากขึ้น ต้องรอดูกันว่าสุดท้ายแล้วทีมชุดที่ดีที่สุดในความคิดของ ฟาน กัล จะมีใครบ้างทั้ง 11 ตำแหน่งและพวกเขาจะยืนระยะลุ้นแชมป์ได้หรือไม่ ?4. ตกลง 'ไก่เดือยทอง' นี่ยังเป็นทีมลุ้น 1 ใน 4 อยู่หรือเปล่า ? เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ เข้าสู่รั้ง ไวท์ ฮาร์ทเลน ด้วยความหวังของแฟนๆ "ไก่เดือยทอง" แต่ผลงานที่ออกมามันค่อนข้างน่าผิดหวังซะอย่างนั้น และตอนนี้ด้วยผลงานชนะ 8 เสมอ 3 แพ้ไปถึง 6 นั้นทำให้พวกเขารั้งอยู่อันดับที่ 7 ของตารางอยู่ แต่หากมองตารางแข่งขันของ "ไก่เดือยทอง" ก็หนักใจแทนเมื่อต้องเจอกับทั้ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เชลซี ในช่วงปีใหม่ถึงแม้ก่อนหน้าจะเจอกับ เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมหนีตกชั้นก็ตาม น่าเป็นห่วงเหมือนกันว่า โปเช็ตติโน่ จะอยู่หรือไม่เมื่อจบช่วงนี้ เพราะอย่างที่เห็นๆกันว่า สเปอร์ส ปลดผู้จัดการทีมบ่อยขนาดไหน5. ใครจะจมบ๊วยต้อนรับปีใหม่ 2015 ? แน่นอนตอนนี้ฟอร์มที่แย่ที่สุดคงหนีไม่พ้น "จิ้งจอกสยาม" เลสเตอร์ ซิตี้ ที่มีเพียง 10 คะแนนเท่านั้นและพวกเขาก็จมอยู่อับดับที่ 20 ของตารางอยู่กับผลงานไม่ชนะใครมา 12 นัดแล้วแถมใน 12 นัดดังกล่าวเป็นการแพ้ถึง 10 นัดอีกต่างหาก ส่วนทีมที่ต้องลุ้นหนีตายทีมอื่นๆอย่าง ฮัลล์ ซิตี้, เบิร์นลี่ย์, คริสตัล พาเลซ, ควีนปาร์ค เรนเจอร์ส และ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน นั้นแต้มห่างกันอยู่เพียงแค่ 4 แต้มตั้งแต่อันดับที่ 15 ลงมา แน่นอนในช่วงปีใหม่นี้ถือเป็นโอกาสอันดีถ้าเกิดสามารถเล่นท็อปฟอร์มได้ ก็จะสามารถดีดหนีตัวเองให้หลุดจากโซนอันตรายไปแบบหายใจหายคอคล่องได้เหมือนกันเค.เค.pic : zimbio

ชำแหละ 3 นัดอันตรายของ 5 ทีมเด่นแห่งเกาะอังกฤษ

ใกล้เข้ามาเรื่อยๆแล้วสำหรับช่วงเวลาสนุกหรรษาพร้อมความหฤโหดสุดยิกๆๆๆๆของฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่ผมเชื่อว่าแฟนๆชาวไทยไม่มากก็น้อยตั้งหน้าตั้งตารอดูการฟาดแข้งอย่างเมามันส์พร้อมกับฉลองในเทศกาลแห่งความสุขที่จะถึงนี้ 3 นัดใน 10 วันนี้เป็นอะไรที่ทรหดมากๆนะครับ บรรดาคอลูกหนังที่เคยลงเตะบอลกันขำๆกับเพื่อนก็คงจะทราบดีว่าหลังเตะเสร็จมันอ่อนเมื่อยเพลียแรงขนาดไหน ถึงแม้ว่านี่จะเป็นนักเตะอาชีพก็จริงแต่อย่าลืมว่าพวกเขาก็ 'คน' เหมือนๆกันกับเรานั่นแหละ มาในวันนี้ผมจะขอ 'คิด วิเคราะห์ และ แยกแยะ' กับ 5 ทีมที่ถูกจับตามองมากที่สุดก็คือ เชลซี, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, อาร์เซน่อล และ ลิเวอร์พูล นะครับว่าใครจะเจอโปรแกรมสุดเร้าใจมากกว่ากัน1.เชลซี26 ธันวาคม : เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (เหย้า)28 ธันวาคม : เซาแธมป์ตัน (เยือน)2 มกราคม : ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ส (เยือน) หากดูชื่อชั้นทีมแบบผ่านเลยไปเราอาจจะคิดว่าจ่าฝูงในตอนนี้อย่าง "สิงโตน้ำเงินคราม" เจอกับงานเบาๆจะมีหนักก็คือ ลอนดอนดาร์บี้แมตช์กับ ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ส เท่านั้นแต่คราวนี้มันไม่ใช่ครับมันไม่ใช่เพราะว่า 3 ทีมที่พวกเขาต้องเจอนั้นคือทีมที่ติดท็อปเซเว่นในตอนนี้ของตาราง พรีเมียร์ลีก เวสต์แฮม ของ แซม อัลลาไดซ์ เล่นได้อย่างโดดเด่นในฤดูกาลนี้ผลงานชนะ 9 เสมอ 4 และแพ้ 4 รั้งอันดับที่ 4 ของตารางนี่ดีกว่าทีมอย่าง อาร์เซน่อล หรือ ลิเวอร์พูล อีกนะครับ ส่วนฟอร์มตอนนี้ 5 นัดหลังสุด "ขุนค้อน" ไม่แพ้ใครเลยแม้แต่นัดเดียวโหดขิงๆ งานนี้ "สิงห์บูลส์" ประมาทไม่ได้ ส่วน เซาแธมป์ตัน ของ โรนัลด์ คูมัน ก็อย่างที่ทราบกันว่าพวกเขามาดีขนาดไหนในฤดูกาลนี้ถึงแม้ในช่วงหลังจะดรอปลงเพราะทะลึ่งเจอแต่บิ๊กทีมก็ตาม และท้ายสุดกับ ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ส ทีมที่ท่าดีทีเหลวในทุกๆปี แน่นอนตามชื่อครับท่าดีทีเหลว แต่พวกเขาก็พร้อมที่จะพลิกชนะทุกๆทีมเหมือนกันความโหด : 5 กะโหลกไปเลย2. แมนเชสเตอร์ ซิตี้26 ธันวาคม : เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน (เยือน)28 ธันวาคม : เบิร์นลี่ย์ (เหย้า)1 มกราคม : ซันเดอร์แลนด์ (เหย้า) ครับ แฟนๆของ "เรือใบสีฟ้า" เห็นแล้วคงจะนั่งยิ้มกรุ้มกริ่มกันเลยทีเดียวเมื่อเจอลิสต์รายชื่อออกมาแบบนี้เพราะว่ามันค่อนข้างแตกต่างจาก "สิงห์ไฮโซ" ซะเหลือเกินเพราะว่าทั้ง 3 ทีมนี้คือทีมที่กำลังหนีตกชั้นในฤดูกาลนี้ เวสต์บรอมวิช รั้งอันดับที่ 15 ในปัจจุบัน (จบแมตช์วันที่ 22 ธันวาคม), เบิร์นลี่ย์ รั้งอันดับที่ 18 ส่วนทาง ซันเดอร์แลนด์ ดีหน่อยรั้งอยู่อันดับที่ 14 ซึ่งทั้ง 3 ทีมนี้มีแต้มห่างกันราวๆ 4 คะแนน แน่นอนทีมที่ดิ้นรนหนีตกชั้นนั้นอันตรายเสมอแต่ดูทรงแล้ว ซิตี้ พลาดยากกับทีมระดับนี้ความโหด : 3 กะโหลกครึ่ง3. แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด26 ธันวาคม : นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด (เหย้า)28 ธันวาคม : ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ส (เยือน)1 มกราคม : สโต๊ค ซิตี้ (เยือน) เมื่อดูโปรแกรมนี่อารมประมาณกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะว่าผ่านได้มันก็ได้ จะว่ายากมันก็ยาก กระอักกระอ่วมเหลือเกินถึงแม้ว่าตอนนี้ "ปีศาจแดง" จะไม่แพ้ใครมา 7 นัดแล้วก็ตามทีแต่ทว่า 2 ทีมอย่าง นิวคาสเซิ่ล กับ สเปอร์ส นั้นประมาทไม่ได้เป็นอันขาด อีกทั้ง สโต๊ค ที่เคยทำช็อกตั้งแต่ต้นฤดูกาลด้วยการโค่น "เรือใบสีฟ้า" มาแล้วด้วยยิ่งไปกันใหญ่ งานนี้ต้องลุ้นเหนียวทุกนัดเหมือนเดิมแน่นอนสำหรับการเจอทีมระดับกลางตารางที่พร้อมจะชนะทุกทีมและแพ้ทุกทีมแบบนี้ในช่วงสำคัญของฤดูกาลความโหด : 4 กะโหลก4. อาร์เซน่อล26 ธันวาคม : ควีนปาร์ค เรนเจอร์ส (เหย้า)28 ธันวาคม : เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (เยือน)1 มกราคม : เซาแธมป์ตัน (เยือน) นี่ก็ใช่ย่อยเหมือนกัน จะว่าไปทีม 5 ยอดนิยมของประเทศไทยนี่ก็เจอกับคู่แข่งชื่อเดิมๆเหมือนกันนะครับ เวสต์แฮม, สเปอร์ส, เซาแธมป์ตัน อะไรทำนองนี้ จะว่าแปลกมันก็แปลกเหมือนกันนะเอ้อ คราวนี้เป็นทาง "ปืนใหญ่" ที่ไม่น่าจะมีปัญหากับ "ทหารเสือราชินี" ในเกมแรก แต่ในเกมที่ 2 และ 3 นี่แหละต้องระวังดีๆเลยสำหรับหัวหอก แอนดี้ คาร์โรลล์ ของ เวสต์แฮม และ กราเซียโน่ เปลเล่ ของ เซาแธมป์ตัน เพราะว่าแผงหลังของ "ปืนใหญ่" ปีนี้เสียไปแล้วถึง 21 ประตูเยอะที่สุดในทีมระดับท็อป 6 ของตารางเลยทีเดียวความโหด : 4 กะโหลก5. ลิเวอร์พูล26 ธันวาคม : เบิร์นลี่ย์ (เยือน)30 ธันวาคม : สวอนซี ซิตี้ (เหย้า)1 มกราคม : เลสเตอร์ ซิตี้ (เหย้า) พอเห็นตารางแล้วผมนี่ร้องโอ้โหเลย มีเพียงแค่ "หงส์ขาว" สวอนซี ซิตี้ เท่านั้นที่พอจะกระทำชำเราทำร้าย "หงส์แดง" ยอดทีมขวัญใจแฟนๆชาวไทยไปเท่านั้นเอง เพราะดูชื่อชั้นแล้ว เบิร์นลี่ย์ หรือแม้แต่ เลสเตอร์ ไม่น่าจะทำอะไรได้แต่ ... ! มันก็ไม่แน่สำหรับ ลิเวอร์พูล ในยุคนี้ของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ที่บทจะฝืดมันก็ฝืดซะเกินห้ามใจไหว หากศูนย์หน้าของ "หงส์แดง" ยังยิงประตูกันเป็นล่ะก็ผมว่ายังไง เบิร์นลี่ย์ กับ เลสเตอร์ น่าจะคว้าชัยไม่ยาก จะมีก็แค่นัดเดียวเท่านั้นที่ต้องควรระวังความโหด : 2 กะโหลกpic : zimbio

สดุดี 'คิง อองรี' ตำนานตลอดกาลแห่ง 'ปืนใหญ่'

คงจะทราบกันไปแล้วว่าอดีตหัวหอกของ "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล เธียรี่ อองรี ประกาศแขวนสตั๊ดอย่างเป็นทางการหลังจากที่เขาหมดสัญญากับ นิวยอร์ค เรดบูลส์ และในครั้งนี้ผมก็ได้รวมรวบประวัติของหัวหอก 'มาดกวน' รายนี้มาให้แฟนๆของ 'cheerball.com' ได้อ่านกันครับ สถิติของ อองรี ถือว่ายอดเยี่ยมทั้งในนามทีมชาติและสโมสรตลอดการลงเล่นให้กับ สโมสร ในทุกๆ สโมสร ของศูนย์หน้ารายนี้อยู่ที่ 360 ประตูจากการลงเล่นทั้งหมด 794 นัด ส่วนในนามทีมชาติก็ 51 ประตูจากการลงเล่นทั้งหมด 123 นัดเฉลี่ยแล้ว อองรี ยิงไป 0.45 ประตูต่อเกม จะว่าไปจุดเริ่มต้นของ อองรี เซ็นสัญญาเป็นผู้เล่นอาชีพของ โมนาโก ก็ในยุคของ อาร์แซน เวนเกอร์ คุมอยู่นะครับในปี 1994 แต่ทว่าในปีนั้น เวนเกอร์ ก็ออกจากสโมสรไปซะก่อนจึงยังไม่ได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย อองรี โชว์ฟอร์มกับ โมนาโก ไปด้วยสถิติ 141 นัดยิงไป 28 ประตูทำให้ทาง "ม้าลาย" ยูเวนตุส ตัดสินใจซื้อตัวไปร่วมทีมในช่วงเดือน มกราคม 1999 แต่ทว่าเขาก็ไม่สามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างที่ยอดทีมจากอิตาลีต้องการได้ทำให้ อองรี จากไปด้วยสถิติ 3 ประตูจากการเล่น 16 นัด เท่านั้น และช่วงเวลา 'ตำนานอองรี' ก็เกิดขึ้นเมื่อ เวนเกอร์ ตัดสินใจซื้อตัวมาร่วมงานอีกครั้งในช่วง สิงหาคม 1999 ด้วยค่าตัว 10.5 ล้านปอนด์ และหลังจากนั้นเขาก็ได้สร้างสถิติมากมาย พร้อมกับก้าวขึ้นเป็นขวัญใจของเหล่า 'เดอะ กูนเนอร์ส' ได้แบบไม่ยากเย็นนัก ในปี 2001-02 อองรี ก็สามารถพา อาร์เซน่อล คว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ได้สำเร็จด้วยการยิง 32 ประตูจากการลงเล่นในทุกรายการ 49 นัด แยกเป็นการยิงในลีก 24 ประตู พร้อมด้วยการคว้าแชมป์ เอฟเอคัพ ได้อีกต่างหาก พรีเมียร์ลีก 2 สมัย, เอฟเอคัพ 3 สมัย และ คอมมิวนิตี้ ชิลด์ อีก 2 สมัย คือความสำเร็จที่ อองรี ทำได้กับ อาร์เซน่อล แต่ทว่าดาวยิงรายนี้กลับต้องการเติมเต็มส่วนที่หายไปของตนเองในการเล่นระดับสโมสรนั่นก็คือ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก บาร์เซโลน่า ยื่นข้อเสนอมา 24 ล้านยูโรเพื่อเป็นค่าสินสอดให้กับ อองรี รวมถึงศักยภาพของยอดทีมจากแคว้นกาตาลุนญ่าเองนั้นก็ 'ดีพอ' ที่จะทำให้ฝันของดาวยิงรายนี้เป็นจริงได้สำหรับถ้วย 'บิ๊กเอียร์' เพียงแค่ฤดูกาลที่ 2 ของเจ้าตัวกับ บาร์ซ่า เขาก็สามารถเติมเต็มความสำเร็จจนได้ด้วยการสยบ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในรอบชิงชนะ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก และดูเหมือนว่าจุดสูงสุดของ อองรี จะเริ่มค่อยๆตกลงไปแล้วหลังจากนี้ ในฤดูกาลสุดท้ายของ อองรี กับ บาร์ซ่า นั้นเขาได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงใน ลาลีก้า เพียงแค่ 15 นัดเท่านั้นและหน้าร้อน 2010 ดาวยิงเชิงสูงรายนี้ก็อำลาพลพรรค "อัลซูกราน่า" ไปแบบไร้ค่าตัวไปใช้ชีวิตบั้นปลายการค้าแข้งกับ นิวยอร์ค เรดบูลส์ ตลอดระยะเวลา 4 ปีครึ่งที่ อองรี อยู่กับ นิวยอร์ค นั้นฟอร์มก็ไม่ได้หดหายลงไปเลย 51 ประตูจากการลงเล่น 122 นัดมันเป็นสถิติที่สวยหรูสำหรับผู้เล่นอายุ 30 กว่าๆ สำหรับทีมชาติฝรั่งเศสนั้นคงไม่ต้องพูดถึงมาก อองรี อยู่ในยุคเรืองรองที่ขุนพล "ตราไก่" สามารถคว้าแชมป์โลกได้ในปี 1998 และแชมป์ยูโร 2000 ได้พร้อมกับสถิติ 123 นัดยิงไป 51 ประตู ครับหากลองเทียบกันกับสถิติของ นิวยอร์ค ฟอร์มการทะลวงตาข่ายของ อองรี ไม่ได้น้อยลงอะไรเลย มันทำให้เห็นว่าเขามีการเล่นที่คงเส้นคงวามาน้อยแค่ไหน มาถึงตอนนี้ เธียรี่ อองรี หนึ่งในศูนย์หน้าที่ดีที่สุดของโลกก็ได้ประกาศแขวนสตั๊ดอย่างเป็นทางการแล้วเรียบร้อยแล้ว ถึงแม้ว่าคอลูกหนังทั่วโลกจะไม่ได้เห็นเขาบรรเลงเพลงแข้งในสนามหญ้าอีกต่อไป แต่สถิติของเขาจะยังคงอยู่เสมอเค.เค.pic : mirror, zimbio

การเซ็นสัญญาอันยอดแย่ของ "ปีศาจแดง"

หลายๆคนแจ้งเกิดได้อย่างเต็มตัวเมื่อย้ายมาสู่ถิ่น โอล แทร๊ฟฟอร์ด และกลายเป็นซูปเปอร์สตาร์อันดับต้นๆของโลก แต่ทว่าบางรายก็กายเข้าซอกหลืบกลีบเมฆที่ไหนก็ไม่รู้ วันนี้ทีมงาน 'Cheerball.com' ขออาสาพามาชมว่าใครคือการเซ็นสัญญา 'สุดเห่ย' ของยอดทีม "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บ้าง1. แอนเดอร์สันดาวเตะชาวบราซิเลี่ยนรายนี้ย้ายมาจาก ปอร์โต้ ด้วยค่าตัวถึง 32.7 ล้านยูโร พร้อมกับความหวังในการเป็น "เพลย์เมคเกอร์" ที่ฉายแสงเจิดจรัสเพราะว่าตอนได้ดูคลิปการเล่นของดาวเตะรายนี้แล้วบอกเลย 'แจ่มแมว' มากๆแต่ไปๆมาๆด้วยอาการบาดเจ็บและการปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้อ้วนฉุเป็นหมู ดูๆแล้ว แอนเดอร์สัน คงจะไร้อนาคตกับทีมแน่นอนแล้ว2. เบเบ้ชื่อนี้คงไม่ต้องบรรยายสรรพคุณอะไรมากกับดาวเตะที่ตอนแรกหลายๆคนเข้าใจว่าเป็นปีก แต่ไปๆมาๆพี่แกบอกเล่นเป็นศูนย์หน้า คนนี้บอกตรงๆผมยัง 'งง' อยู่เลยว่าแกมาได้ยังไงเพราะขนาด เซอร์ อเล็กส์ เฟอร์กูสัน เคยออกมาบอกเองว่าเซ็นโดยในสัญชาตญาณ ซึ่งก็พิสูจน์แล้วว่าผิดเต็มๆกับการเสียเงิน 9.3 ล้านยูโรพร้อมผลงานลงเล่น 7 นัดยิงไป 2 ประตูในทุกรายการของ เบเบ้3. ดิเอโก้ ฟอร์ลันดาวยิงรองเท้าทองคำรายนี้ล้มเหลวในการปรับตัวเข้ากับฟุตบอลอังกฤษสุดๆ เข้าใช้เวลา 27 เกมหรือ 7 เดือน ในการเบิกประตูแรกกับ "ปีศาจแดง" แต่ทว่าในแต่ละตุงที่เขาทำได้นั้นมันก็น่าเหลือเชื่อเหมือนกันว่ามีแต่ประตูที่แจ่มๆทั้งนั้นโดยเฉพาะการเบิ้ลสองดอกใส่ ลิเวอร์พูล ในถิ่น แอนฟิลด์ แฟนๆของ "ปีศาจแดง" น่าจะจำกันได้แต่ผลงาน 63 นัดยิงไป 10 ลูกถือว่าค่อนข้างแย่พอสมควร4. ตง ฟางโจวผู้เล่นจีนคนแรกในประวัติศาสตร์ของ "ปีศาจแดง" เขาย้ายมาด้วยค่าตัว 500,000 ปอนด์ในปี 2004 แต่ทว่ากลับได้โอกาสลงสนามใน พรีเมียร์ลีก ไปเพียงแค่นัดเดียวเท่านั้นตลอดระยะเวลาสัญญา 4 ปีและยิงประตูไม่ได้เลยแม้แต่ประตูเดียวทั้งๆที่เล่นในตำแหน่งกองหน้า5. เอริค เฌมบ้า-เฌมบ้ามิดฟิลด์ตัวรับที่ถูกคาดหวังว่าจะเป็น 'นิว รอย คีน' แต่สุดท้ายก็ถูกแฟนๆ "ปีศาจแดง" ตั้งฉายาใหม่ให้ว่าเป็น เอริค เฌมบ้า-เฌมบอ ไปโดยปริยายกับผลงานที่ไม่เข้าตาเลยแม้แต่นิดเดียว ซึ่งค่าตัว 3.5 ล้านปอนด์นั้นยังดูแพงเกินไปซะด้วยซ้ำในความคิดของผม6. เคลแบร์สันนี่ก็มาพร้อมกันกับคนข้างบน แถมล้มเหลวเหมือนกันอีกต่างหาก เคลแบร์สัน ย้ายมาด้วยดีกรีถึง "แชมป์โลก" กับทีมชาติบราซิลมาหมาดๆ แต่เขากลับไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับฟุตบอลอังกฤษได้ทำให้ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่อยู่กับทีมห้องเครื่องรายนี้ลงเล่นไป 20 นัดเท่านั้นใน พรีเมียร์ลีก7. เลียม มิลเลอร์มาอารมณ์คล้ายๆกัน เอริค เฌมบ้า-เฌมบ้า เลยสำหรับ มิลเลอร์ เขาถูกยกให้เป็นตัวตายตัวแทนของ รอย คีน แต่ไปๆมาๆก็หายแว้บไปไหนไม่ทราบเหมือนกัน8. มานูโช่หัวหอกขาว อังโกล่า รายนี้ก็คล้ายๆกับ ตง ฟางโจว คือยืงประตูให้กับทีมไม่ได้เลยตลอดระยะเวลา 3 ปีที่อยู่กับสโมสรและลงเล่นใน พรีเมียร์ลีก ไปเพียงแค่นัดเดียวเท่านั้น9. มัสซิโม่ ตาอิบี้หลังจากหมดยุค ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล ทาง เซอร์ อเล็กส์ ก็ลองผิดลองถูกใช้นายทวารไปหลายรายและ ตาอิบี้ ก็คือคนที่ลองผิดเต็มๆ ผลงานการออกไข่ในเกมที่เสมอ เซาแธมป์ตัน 3-3 ไม่มีแฟนๆ "ปีศาจแดง" คนไหนจำไม่ได้แน่และชะตาของนายด่านอิตาเลี่ยนรายนี้ก็มาขาดในเกมที่เขาเฝ้าเสาให้กับทีมนัดที่แพ้ เชลซี ไป 5-0pic : deporvito, bleacherreport, theworldgame, kicker, thegliff, zimbio

ขอบคุณสำหรับความทรงจำ แต่มันถึงเวลาที่ต้องบอกลา ?!

โถ ... น่าสงสารเขานะครับ สำหรับผู้จัดการทีมที่อยู่ยงคงกระพันที่สุดใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในช่วงเวลานี้อย่าง อาร์แซน เวนเกอร์ ที่เริ่มโดนเหล่าสาวก 'เดอะ กูนเนอร์ส' ขับไสไล่ส่งแล้วตอนนี้หลังจากที่ผลงานของทีมออกมาไม่ได้เป็นที่น่าพอใจซักเท่าไรนัก นายใหญ่ชาวฝรั่งเศสรายนี้เข้ารับงานอยู่กับ "ปืนใหญ่" มาตั้งแต่ปี 1996 พร้อมกับประสบความสำเร็จมากมายหลากหลายรายการใน "อดีต" ครับ ในอดีต เท่านั้นแต่ทว่าในปัจจุบันนี้ เวนเกอร์ กลับทำให้ "ปืนใหญ่" คว้าแชมป์ได้ 2 รายการในรอบ 10 ปีนั่นคือ เอฟเอ คัพ เมื่อฤดูกาล 2014 กับ คอมมิวนิตี้ ชิลด์ ช่วงเปิดฤดูกาล 2014-15 ...... ได้แค่นี้จริงๆ กระแสขับไล่นายใหญ่รายนี้มีมาแรงขึ้นเรื่อยๆถึงแม้ว่าในช่วง 5 นัดที่ผ่านมา "ปืนใหญ่" จะเก็บชัยชนะได้ถึง 3 นัดแบบไม่เสียประตูเลยแม้แต่ประตูเดียว แต่ป้าย "อาร์แซน ขอบคุณสำหรับความทรงจำ แต่มันถึงเวลาที่ต้องบอกลา" ก็โผล่ขึ้นมาแบบชัดเจนในเกมที่พบกับ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน หากลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา ความรู้สึกของเวนเกอร์นั้นคงจะเจ็บปวดพอสมควรกับทีมที่เขาอยู่มาแทบจะครึ่งชีวิตของอาชีพการเป็นกุนซือใหญ่ แต่กับสิ่งที่เขาทำลงไปนั้นมันค่อนข้างจะขัดใจแฟนบอลพอสมควร ทั้งในเรื่องของการซื้อขายตัวผู้เล่น รวมถึงการจัด 11 ตัวจริงลงสนามในแต่ล่ะเกม หากเราลองมองดูตลาดนักเตะที่่ผ่านมา เวนเกอร์ ได้ทำอะไรที่แตกต่างและดูจะแปลกๆไปซะด้วยซ้ำ ลองดูการเปรียบเทียบง่ายๆเขาปล่อย ลูคัส ฟาเบียงสกี้ ออกจากทีมและเลือกที่จะใช้งาน วอจเซียช เชสนี่ย์ ต่อไปโดยที่เลือก ดาวิด ออสปิน่า เข้ามารั้งตำแหน่งเป็นมือสองของทีมแทน ครับ เอาง่ายๆนะ ลองเปรียบเทียบชื่อชั้นของนายประตูทีมระดับท็อปของ พรีเมียร์ลีก ดู เชลซี มี ธิโบต์ กูร์กตัวส์, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มี โจ ฮาร์ท, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มี ดาบิด เด เคอา หรือแม้แต่ ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ส ยังมี ฮูโก้ ยอริส ส่วนในแผงหลังการปล่อย โธมัส แฟร์มาเล่น ออกไปเพราะมีปัญหาอาการบาดเจ็บบ่อยอันนี้พอเข้าใจได้แค่เฮียแกดันทะลึ่งไม่เสริมใครในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟเข้ามาเสริมเลยแม้แต่คนเดียว ???????????????????????????????????? ผมนี่งงเลย งงมากๆด้วยเพราะเซ็นเตอร์ฮาล์ฟธรรมชาติของ อาร์เซน่อล ก็จะเหลือแค่ แพร์ เมเตอร์ซัคเกอร์ กับ โรลองต์ กอสเซียนี่ เท่านั้น จริงอยู่ที่ คาลัม แชมเบอร์ส กับ นาโช่ มอนเรอัล หุบเข้ามาเล่นกลางได้แต่ก็แล้วไง ? คงเห็นถึงความแตกต่างกับปราการหลังตัวกลางแบบ "ธรรมชาติ" กับที่ "ไม่ใช่" กันไปแล้ว ในแผงมิดฟิลด์แฟนๆ "บางคน" อาจจะดีซะด้วยซ้ำที่ แจ็ค วิลเชียร์ เจ็บยาวไปในฤดูกาลนี้เพราะไอ้หนูรายนี้ทำอะไรไม่ค่อยเป็นชิ้นเป็นอันซักเท่าไรและอาจจะเป็นการดีที่ได้เปิดโอกาสให้กับคนอื่นๆบ้าง แต่สุดท้าย โธมัส โรซิคกี้ ก็ยังไม่ได้โอกาสเป็นชิ้นเป็นอันเลยในฤดูกาลนี้ มิดฟิลด์ชาวเช็กโดนดองยาวซะอย่างนั้นทั้งๆที่ผลงานก็ไม่ได้ขี้เหร่แต่อย่างใด ยิ่งในตำแหน่งศูนย์หน้าไม่ต้องพูดถึงพูดชื่อ ลูคัส โพดอลสกี้ ออกมาผมก็คิดถึง "ม้านั่งสำรอง" ทันที .... ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าศูนย์หน้าอย่าง โอลิวิเยร์ ชิรูด์ เจ็บ แดนนี่ เวลเบ๊ค ไม่ฟิตแต่ เวนเกอร์ กลับเลือกที่จะใช้งาน ยาย่า ซาโนโก้ ลงสนาม มันอาจจะไม่ใช่ผลงานเฉพาะช่วงเวลานี้ มันอาจจะเป็นอะไรที่แฟนๆสั่งสมมาตลอดทำให้ทุกๆอย่าง ทุกๆความรู้สึกกับ เวนเกอร์ ค่อยๆหดหายไป อย่างในกรณี เชสก์ ฟาเบรกาส เขาก็ได้ออกมาบอกตรงๆแล้วว่า อาร์เซน่อล ไม่ยอมยื่นซื้อมาก่อนเองทั้งๆที่ทำได้เพราะว่า เวนเกอร์ เลือกที่จะใช้งาน แรมซี่ย์ หรือ วิลเชียร์ มากกว่า การตัดสินใจในหลายๆอย่างมันอาจจะเป็นการ "ฆ่าตัวตาย" ของ เวนเกอร์ เองที่เขาเลือก "อนาคต" ทั้งๆที่ปัจจุบันนี้ทีมก็ค่อนข้างจะร้างความสำเร็จ แต่กลับไปเลือกอนาคตซึ่งมันก็คงเป็นอนาคตไปเรื่อยๆอย่างที่เราเห็นมาตลอดว่า "อนาคต" ที่ เวนเกอร์ เลือกนั้นเป็นยังไง บางทีมันอาจจะถึงเวลาแล้วก็เป็นได้สำหรับความเปลี่ยนแปลง ...เค.เค.pic : zimbio

เกิดปัญหาอะไรที่ 'เสือเหลือง' ????

ตกเป็นประเด็นใหญ่และมีหลายๆคำถามที่ไม่สามารถหาคำตอบได้สำหรับฟอร์มการเล่นสุดบู่ในเวลานี้ของ "เสือเหลือง" โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ที่ตอนนี้พวกเขาจมบ๊วยอยู่ในตารางบุนเดสลีก้าและมีสิทธิ์ที่จะ 'ตกชั้น' !!! มันก็เป็นเรื่องน่าแปลกเหลือเกินที่แชมป์บุนเดสลีก้าสองสมัยซ้อนในปี 2011 และ 2012 ต้องมาตกที่นั่งลำบากแบบนี้ทั้งๆที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือของทีมก็ขึ้นชื่อในเรื่องของฝีไม้ลายมือที่โดดเด่นสุดๆ อีกทั้งแฟนๆของ "เสือเหลือง" ยังได้รับการยกย่องมากที่สุดในโลกว่าเป็นแฟนๆที่รักสโมสรด้วย 'ใจจริง' ไม่ว่าทีมจะตกต่ำขนาดไหนก็ยังคงตามเชียร์แบบบ้าระห่ำ รวมถึงตอนนี้ด้วยเช่นกัน ความพ่ายแพ้ต่อ ไอทรัค แฟรงค์เฟิร์ธ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาทำให้ "เสือเหลือง" แพ้ไปแล้ว 7 เกมจาก 10 นัดหลังสุด เฮ้อ อะไรมันจะขนาดนั้น ประเด็นหลักๆก็คงหนีไม่พ้นปัญหาตัวผู้เล่นอาการบาดเจ็บที่มีเยอะ เยอะมากๆซะด้วย ตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาลมา คล็อปป์ ต้องปวดหัวกับลิสต์รายชื่อผู้เล่นที่ยาวเป็นหางว่าวสำหรับอาการบาดเจ็บทั้ง แมตส์ ฮุมเมลส์, มาร์โค รอยส์, นูริ ซาฮิน, จาคุบ บาสซีคอว์สกี้, อิลกาย กุนโดดัน, จี ดอง วอน, เนเวน ซูโบติช, อาเดรี่ยน รามอส, เฮนริค มิคิร์ตายาน, โอลิเวอร์ เคริช, เควิน โกรสครอยซ์ รายชื่อนักเตะเหล่านี้คือคนที่บาดเจ็บมาแล้วทั้งสิ้นในฤดูกาลนี้ บางคนยังไม่หายด้วยนะเอ้อ อีกอย่างที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือการขายผู้เล่นกำลังหลักให้กับ บาเยิร์น มิวนิค มาตลอดและล่าสุดก็เสีย โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ออกไปและคนที่เข้ามาแทนอย่าง ชิโร่ อิมโมบิลเล่ ทำผลงานได้ไม่ดีพอ เรียกว่าไม่ดีเลยก็ได้ครับ อิมโมบิลเล่ ฟอร์มฝืดมากๆเขายิงใน บุนเดสลีก้า ไปเพียง 2 ประตูจากการลงเล่น 9 นัดเท่ากับ อาเดรี่ยน รามอส ที่ส่วนใหญ่จะเป็นตัวสำรองและช่วงต้นฤดูกาลต้องเจอกับปัญหาอาการบาดเจ็บ .... ก็ได้แต่ถอนหายใจ เฮ้อ .... ทั้งๆที่ อิมโมบิลเล่ คือดาวซัลโวสูงสุดของ กัลโช่ เซเรีย อา ฤดูกาลที่แล้ว เขาซัดไป 22 ประตูให้กับ โตริโน่ แน่นอนว่าอาจจะต้องใช้เวลาปรับตัวบ้าง แต่นี่มันยิ่งเล่นก็ยิ่งแย่แบบนี้ มันก็ยังไงยังไงอยู่เหมือนกัน ยิ่งเล่นก็ยิ่งแย่ ความมั่นใจก็ถดถอยเป็นธรรมดาครับ ถึงแม้ว่าผลงานใน ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก จะดีก็ตามแต่อย่าลืมว่าพวกเขาเพิ่งจะแพ้ อาร์เซน่อล มา มันยิ่งทำให้บรรดาขุนพล "เสือเหลือง" จิตใจยิ่งตกต่ำเพราะศึกที่ทำผลงานได้ดีก็ทะลึ่งแพ้ไปซะแล้ว ไม่ใช่แค่จิตใจตกต่ำในเรื่องของผลงานในสนามแต่นอกสนามอาจจะมีเอี่ยว ??? ข่าวคราวการซื้อขายของ มาร์โค รอยส์ มีมาตลอดในช่วงหลัง ยิ่งตอนนี้เจ้าตัวมีข่าวว่าหากจบฤดูกาลไม่ต่อสัญญาล่ะก็ รอยส์ จะมีค่าฉีกสัญญาอยู่ที่ 25 ล้านยูโรเท่านั้น ทำให้ทีมยักษ์ใหญ่ทั่วยุโรปต่างจ้องกันตาเป็นมัน บุคคลสำคัญของทีมมีข่าวแบบนี้ออกมาเรื่อยๆ แถมยังไม่ต่อสัญญาอีกต่างหากมันส่งผลกระทบเหมือนกันนะครับสำหรับฟอร์มการเล่นของเพื่อนร่วมทีม ไหนจะเป็นเรื่องที่ทีมขายสตาร์ดังออกไปทุกฤดูกาลอีก มันไม่ได้มีเรื่องให้จิตใจคิดในแง่บวกเลยแม้แต่น้อย หรือกระทั่ง อิลกาย กุนโดกัน มิดฟิลด์ตัวเก่งของทีมก็ออกมาบอกชัดเจนแล้วว่าต้องการย้ายไปเล่นให้กับทีมที่ใหญ่กว่าในอนาคต นี่ ดอร์ทมุนด์ ยังใหญ่ไม่พอหรือยังไง ? ทุกมรสุมเหล่านี้คนที่ซวยที่สุดคงจะเป็น คล็อปป์ นั่นแหละครับที่จะต้องปรับจูนแก้ไขและรวมทีมเป็นหนึ่งให้ได้อีกครั้ง อีกทั้งปัญหาเรื่องแทคติกก็ดูจะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ตามสถิติแล้ว ดอร์ทมุนด์ เสียประตูในช่วง 30 นาทีสุดท้ายมากที่สุดของ บุนเดสลีก้า มันบ่งบอกอะไร ? สภาพความฟิตที่นักเตะแต่ล่ะคนดูจะล้าไป ? อีกทั้งแนวรุกที่ยิงไป 14 ประตูต่างจากคู่ปรับแย่งแชมป์มาตลอดอย่าง บาเยิร์น มิวนิค ที่ซัดไป 32 ประตู ... "เสือเหลือง" ยิงได้ไม่ถึงครึ่งที่ "เสือใต้" ทำได้ .... ประสิทธิภาพลดลงไปอย่างชัดเจนทั้งๆที่ฤดูกาลก่อนพวกเขาซัดไปถึง 80 ตุงก็ตาม ทุกๆสิ่งทุกๆอย่างมันอาจจะต้องมีเบื้องลึก เบื้องหลัง ก็ว่ากันไปสำหรับฝ่ายบริหาร แต่จะให้พูดตรงๆมันหมดเวลาแล้วหรือยังสำหรับ เจอร์เก้น คล็อปป์ กับผลงานระดับนี้ ? แน่นอนด้วยผลบุญที่สร้างมาโดยตลอดทำให้ไม่มีข่าวลือออกมาซักนิดเดียวว่า คล็อปป์ จะโดนทางผู้บริหารของ ดอร์ทมุนด์ ปลดออกจากตำแหน่ง แต่ถ้าฟอร์มเล่นแบบนี้ไปเรื่อยๆและไร้การเปลี่ยนแปลง ..... ไม่แน่ปีนี้ในท้ายฤดูกาลเราอาจจะได้เห็น ดอร์ทมุนด์ ลุ้นหนีตายแทนที่จะลุ้นแย่งแชมป์ แย่งพื้นที่ แชมป์เปี้ยนส์ลีก เหมือนปีก่อนๆ มันคงเป็นความรู้สึกที่แปลกไม่น้อยเค.เค.pic : Borussia Dortmund

ปีใหม่ 'มหาโหด' ที่ 'นักบุญ' ต้องเจอ

โชว์ฟอร์มได้แบบน่าตื่นตาตื่นใจสุดๆในฤดูกาลนี้สำหรับ "นักบุญ" เซาแธมป์ตัน ที่ถึงแม้ว่าจะพลาดท่าแพ้ให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไปในนัดล่าสุด 3-0 พวกเขาก็ยังคงรั้งอันดับที่ 3 ของตาราง พรีเมียร์ลีก อยู่ ตั้งแต่ยังไม่เปิดฤดูกาล "นักบุญ" เปรียบเสมือน "ซูปเปอร์มาร์เก็ต" สำหรับ ลิเวอร์พูล ซะด้วยซ้ำนะครับเนื่องจาก "หงส์แดง" คว้าตัวผู้เล่นคนสำคัญของพวกเขาไปทั้ง ริกกี้ แลมเบิร์ต, อดัม ลัลลาน่า, เดยัน ลอฟเรน 3 สหายที่เป็นแกนหลักเมื่อปีที่ผ่านมา อีกทั้งยังสูญเสียดาวรุ่งอนาคตไกลอย่าง ลุค ชอว์ ให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ คาลัม แชมเบอร์ส ให้กับ อาร์เซน่อล ซะอีก มันเปรียบเสมือนว่า "ทีมแตก" ไปเป็นที่เรียบร้อย เอ้อ อีกทั้ง เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ กุนซือคนเก่าก็โบกมือลาไปอยู่กับ ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ส ซะอีกแหน่ะ งานนี้มีลุ้นตกชั้นแน่นอนหลายคนเชื่ออย่างนั้น แต่สิ่งที่พวกเขาแสดงมันออกมาคือ "รากฐาน" ที่ทีมวางเอาไว้อย่างสมบูรณ์ แน่นอน โรนัลด์ คูมัน กุนซือประสบการณ์สูงเข้ามากุมบังเหียนก็ยังคงไม่มีกระแสตอบรับว่า "นักบุญ" จะทำผลงานได้เป็นอย่างดีทั้งๆที่เขาเป็นผู้จัดการทีมของเนเธอร์แลนด์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ ก่อนที่ คูมัน จะเข้ามาคุม เซาแธมป์ตัน เขาพา เฟร์เนยูร์ด จบด้วยการเป็นรองแชมป์ของ เอเรดิวิซี่ ลีกดัตช์ นะครับแถมยังเป็นบุคคลแรกในประวัติศาสตร์ของวงการฟุตบอลเนเธอร์แลนด์ที่ทั้งลงเล่นและเป็นผู้จัดการทีมให้กับ "บิ๊กทรี" แห่ง เนเธอร์แลนด์ ทั้ง พีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น, อาแจ็กซ์ อัมส์เตอร์ดัม และ เฟร์เนยูร์ด ใช่ย่อยที่ไหน ผลงานชนะ 8 เสมอ 2 แพ้ 3 ในตอนนี้ที่ คูมัน กำลังร่ายเวทย์ของเขาอยู่กับ "นักบุญ" เป็นสถิติที่ไม่แย่ และอย่าลืมว่าทีมของเขาถึงแม้จะเพิ่งโดนถลุงไป 3 ดอกแต่ก็ยังคงเป็นทีมที่เสียประตู "น้อย" ที่สุดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้อยู่ที่ 9 ประตู แต่บททดสอบที่แท้จริงของ คูมัน กำลังจะมาถึงเอาล่ะลองมาดูโปรแกรมของ เซาแธมป์ตัน ในช่วงปีใหม่กันครับ (เฉพาะในพรีเมียร์ลีก)4 ธันวาคม : อาร์เซน่อล (เยือน)9 ธันวาคม : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (เหย้า)13 ธันวาคม : เบิร์นลี่ย์ (เยือน)20 ธันวาคม : เอฟเวอร์ตัน (เหย้า)26 ธันวาคม : คริสตัล พาเลซ (เยือน)28 ธันวาคม : เชลซี (เหย้า)1 มกราคม : อาร์เซน่อล (เหย้า)11 มกราคม : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (เยือน) แหม่ โอ้โห ให้ตายเถอะโรบิ้น ผมนี่อึ้งทึ่งและเสียวไปกับโปรแกรมสุดหรรษาจริงๆ มันไม่ง่ายเลยที่จะเตรียมการรับมือกับอะไรแบบนี้ ขนาดของทีม เซาแธมป์ตัน ไม่ใหญ่พอที่จะประสบพบเจออะไรแบบนี้แน่นอน เอาน่ะ อย่างน้อยๆพวกเขาก็อาจจะมี 6 แต้มให้ได้พยายามเก็บกับ เบิร์นลี่ย์ และ คริสตัล พาเลซ นี่อาจจะเป็นหนึ่งในเหตุผลของกูรูลูกหนังและสื่ออังกฤษมากมายหลายสำนัก "ไม่เชื่อ" ว่า เซาแธมป์ตัน จะสามารถยืนระยะได้ยาวไปตลอดรอดฝั่งก็เพราะไอ้โปรแกรมที่โผล่พรวดออกมาแบบนี้นี่แหละ จะว่าน่าสงสารก็ใช่เลย น่าสงสารจริงๆ แต่เวลาแบบนี้แหละครับจะพิสูจน์ "กึ๋น" ของ คูมัน ออกมาได้ว่าเขามีจิตวิทยาดีแค่ไหนในการรวมทีมให้เป็นหนึ่งอยู่ตลอด ความพ่ายแพ้จะต้องมีแน่นอนแต่ใช่ว่าจะไม่ชนะ การรวมทีม การกระตุ้นทีม ไม่ให้ขวัญเสียกับสิ่งที่กำลังจะเจอนั้นจะออกมาในรูปแบบไหน จะเละเทะยาวไปหรือว่าจะโชว์ความแข็งแกร่งออกมาให้ได้เห็นกัน ปีใหม่นี้ รู้แน่นอนเค.เค.pic : zimbio