breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

ขึ้นแล้วก็ลงเอ้าขึ้นแล้วก็ลง

เป็นที่ประหลาดใจเหมือนกันกับทีมเก่าทีมแก่ ที่เคยโด่งดังในอดีตและประสบความสำเร็จมามากมายอย่าง แฮธ่า เบอร์ลิน ทีมประจำเมืองหลวงแห่งเยอรมันนี ที่ในตอนนี้ฟอร์มการเล่นของพวกเขากลับมาดีและประสบความสำเร็จอีกครั้ง … แต่ทว่าเป็นในระดับ บุนเดลีก้า 2 ของเยอรมันแทน ในยุคของ มาคุส บับเบิ้ล ที่สามารถขึ้นนำแฮธ่า เบอร์ลิน ขึ้นมาลีกสูงสุดได้นั้น สร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเกมรุกยิงไปถึง 69 ลูกเยอะที่สุดในลีก้า 2 และที่สำคัญคือเป็นสไตล์การเล่นที่ต่อบอลแบบเท้าต่อเท้า และเล่นสนุกเร้าใจแฟนบอลเมืองหลวงเป็นอย่างยิ่ง แฟนๆแฮธ่า เบอร์ลิน ชื่นชอบและชื่นชมในการทำทีมของ บับเบิ้ล มาก …. หลายคนอาจจะยังจำได้ว่าเมื่อปีที่แล้ว แฮธ่า เบอร์ลิน ขึ้นมาเล่นบุนเดสลีก้าได้อย่างยิ่งใหญ่อีกครั้งภายใต้การนำทีมของ มาคุส บับเบิ้ล ที่มีสไตล์บุกแหลก แหวกกระเจิง จนหลายๆคนมองว่าทีมดังจากเมืองหลวงจะกลับมาสร้างความหนุกหนานให้แก่วงการลูก หนังเมืองเบียร์อีกครั้ง แต่ทว่าผลงานที่ออกมากลับไม่ได้เป็นแบบนั้น … การนำทีมไม่ชนะใคร 6 นัดติดต่อกันของ มาคุส บับเบิ้ล เป็นผลงานที่เขาถูกอัปเปหิ ออกจากโอลิมปิค สเตเดี้ยม ณ กรุงเบอร์ลินไป … แต่ผู้ที่มารับงานต่อจากเขานั้นปรากฏว่าหนักกว่าเดิมอีก ไมเคิ่ล สกิบบี้ เข้ามารับงานเดือนธันวาคม แต่โดนไล่ออกเดือน กุมพาพันธ์ … ด้วยผลงานแพ้ 4 นัดรวด ...ตดยังไม่ทันหายเหม็นเลยมั้งครับ สุดท้าย เบอร์ลิน เลือกกุนซือระดับบิ๊กเนมมาอย่าง อ็อตโต้ เรฮาเกล และท้ายที่สุด เรฮาเกล ก็นำชื่อมาทิ้งไว้ที่นี่ด้วยการพา แฮธ่า เบอร์ลิน ตกชั้นไปในฤดูกาลที่แล้ว … มาฤดูกาลนี้ภายใต้การนำทักของ จอส ลูฮูเคย์ ทีมจากเมืองหลวงทีมก็ได้ขึ้นชั้นมายังลีกสูงสุดได้อีกครั้งด้วยฐานะแชมป์อีก สมัยของ ลีก้า 2 เยอรมันนี …. ด้วยผลงานอันน่าประทับใจ 34 นัด ชนะ 22 เสมอ 10 แพ้ไปเพียง 2 นัดเท่านั้นเอง ขึ้นแล้วก็ลง … เป็นวัฏจักรของทีมเมืองหลวงทีมนี้ซะงั้น มันเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2009-2010 แล้วครับ ปีนั้นพวกเขาตกชั้นทั้งๆที่เมื่อปี 2008-2009 พวกเขาจบด้วยการรั้งอันดับที่ 4 ของตารางคะแนน … งงกันมั้ยล่ะ ใครไม่งง ผมคนนึงละครับที่งงมาก ทำไมทีมที่เป็นถึงทีมประจำเมืองหลวงอย่าง แฮธ่า เบอร์ลิน ในช่วง 3 ปีหลังนี้ฟอร์มลุ่มๆดอนๆแบบนี้ ทั้งๆที่สนามเหย้าก็อลังการใช้ภายใต้ชื่อว่าโอลิมปิค สเตเดี้ยม แห่งกรุงเบอร์ลิน …. แต่ทำไม๊ทำไม ระบบจัดการ ถึงกลายเป็นแบบนี้ จะว่าโค้ชไม่ดีก็ไม่ใช่นะครับ … เพราะโค้ชดีๆที่มาเป็นเหยื่อก็มี คงต้องรอดูกันฤดูกาลหน้าละครับว่า แฮธ่า เบอร์ลิน ขึ้นมาแล้ว สุดท้าย จะตกชั้นอีกมั้ย เค.เค.

คิดแล้วมันน่าขนลุก ?!

ในที่สุดก็เข้าสู่ช่วงเดือน สิงหาสุดหรรษา กันแล้วนะครับ ... ช่วงนี้แหละจะเป็นช่วงที่นักเตะระดับดาวๆทั้งหลายที่ตกเป็นข่าวมาอย่างยาวนานจะย้ายสำมะโนครัวกันแล้ว ... โดยเฉพาะช่วงท้ายๆ ตอนนี้คงปฏิเสธไม่ได้จริงๆว่า แกเร็ธ เบล เป็นข่าวที่มาแรงที่สุด สนนราคาของ "ปีกพ่อมด" ชาวเวลส์คนนี้อยู่ที่เหนาะๆ 87 ล้านปอนด์ และจะเป็นการซื้อขายที่บ้าคลั่งที่สุึดในโลก เหนือกว่าการกระชาก คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ออกมาจากไออุ่นของ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เสียอีกนะครับแต่ตอนนี้ข่าวยังไม่นิ่ง .... ผมก็เลยยังไม่สามารถที่จะเขียนได้อย่างเต็มอรรถรสว่าการมาของ เบล นั้นจะส่งผลกระทบอะไรบ้าง และ... และ... ข่าวคราวการย้ายกลับสู่ถิ่น โอล แทรฟฟอร์ด ของ "เจ็ทโด้" ครุกรุ่นอีกครั้ง ... ซึ่งตอนนี้มันวนเวียนสลับสับเปลี่ยนกันไปหมด แต่ครับ ... หาก โด้ อยู่ เบล มา อะไรจะเกิดขึ้น ... การ "ซื้อตัว" และ "รั้งตัว" ในซัมเมอร์นี้ของ "ราชันชุดขาว" จะสั่นสะเทือนไปยัง "แคว้นกาตาลัน" อย่างแน่นอน ... บาร์เซโลน่า ถึงจะได้ เนย์มาร์ มาก็จริง แต่ทว่าพวกเขากลับถูกมองว่าเกาไม่ถูกที่ เสริมไม่ถูกจุด ... แทนที่จะไปเสริมในตำแหน่งปราการหลังตัวกลางที่มีปัญหามาตลอดในฤดูกาลที่ผ่านมา .... ทะลึ่งบ้องไปฉกกองหน้าที่มีอยู่ล้นทีมเข้ามา ... จะสังเกตุได้ว่าไม่มีการรีรออะไรทั้งสิ้นสำหรับคู่รักคู่แค้นระหว่างทีม "เมืองหลวง" กับทีม "แคว้นกาตาลัน" โดย บาร์ซ่า จัดหนักไปแต่หัววัน แต่ มาดริด จัดหนักกว่าด้วย อิสโก้, อิร์ราเมนดี้ และล่าสุดอาจจะเป็น เบล แหม่ ... แค่คิดก็ชวนขนหัวลุกเสียแล้วสำหรับศึก "เอล กลาซิโก้" ในฤดูกาลหน้า .... กับการเจอะเจอกับของดาวเตะระดับพระกาฬของทั้งสองทีม ลีโอเนล เมสซี่ และ เนย์มาร์ ปะทะ โรนัลโด้ และ แกเร็ธ เบล (ในกรณีที่ โด้ อยู่ต่อและ เบล ย้ายมาจริง) ทำเอาขนลุกขนพองยิ่งกว่าตอนปวดขี้แล้วห้องน้ำไม่ว่างอีกนะครับเค.เค.

ตื่นจากพักร้อน ... เสียที

ตื่น ตื่น ตื่น !!!! นี่คงเป็นเสียงที่กุนซือคนใหม่ของ “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค อย่าง เป็ป กวาดิโอล่าได้ยินหลังจากที่เขานำทีมแพ้โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ไปถึง 4-2 ที่สนาม ซิกนัล อีดูน่า ปาร์ค เมื่อค่ำคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ... อย่าลืมนะครับว่า เป๊ป เก่งจริงแต่ร้างจากการคุมทีมข้างสนามไปเต็มๆ 1 ปีจากการพักผ่อนอันยาวนาน และ “เสือเหลือง” โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ก็กลายเป็นทีมที่กระตุกหนวดนายใหญ่ชาว สเปน รายนี้แบบน้ำตาแทบเล็ด .... แหม่ มันเจ็บจี๊ดพอๆกับดึงขนจมูกตัวเองมั้ยนะ ? อันนั้นผมไม่รู้แต่ที่น่าจะรู้ก็คือตอนนี้เป๊ปต้องกลับไปทำการบ้านอย่างหนักถึงหนักมากๆต่อการต่อสู้กับลูกทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่เขาจะฟาดฟันกันในเวทีบุนเดสลีก้า ในอีกไม่ช้าแล้วขุมกำลังที่ เป๊ป มีอยู่เรียกได้ว่าสมบูรณ์ทุกอณูรูขุมขน .... อ่ะๆ อาจจะมีบ้างที่เป็นตัวแปรในนัดที่ผ่านมาอย่าง มานูเอล นอยเออร์และ ฟรองค์ริเบรี่สองบุคคลโคตรสำคัญกำลังหลักแห่ง บาเยิร์น มิวนิค ที่ดั๊นไปเจ็บในเกมอุ่นเครื่องกับ บาร์เซโลน่า ซะงั้นอีกทั้งปราการหลังหัวฟูดานเต้และ บาสเตียน ชไวน์สไตรเกอร์ ก็ไม่ได้ฟิตเต็มถังพร้อมลงแต่อย่างใด แต่ บาเยิร์น ก็คือ บาเยิร์น การขาดหายไปของผู้เล่นเพียงแค่สองคนสามารถสร้างความแตกต่างได้ถึงขนาดนี้เลยเหรอ ??? อืมมม์ไม่น่าจะใช่มั้งครับ เพราะรูปเกมทั้งคู่ต่างก็แลกกันสนุก แต่ ...ความกระหายของนักเตะ บาเยิร์น ดูจะหายไปในเกมนัดนี้ ... ต่างจากดอร์ทมุนด์ที่เล่นกันแบบได้ใจแฟนๆทั้งสนามไปเลย .... น่าเป็นห่วงเหมือนกันนะครับกับทีมที่เพิ่งประสบความสำเร็จมาอย่างล้นหลามและจะทำยังไงถึงจะสานต่อความสำเร็จนั้นเอาไว้ได้ ... อยู่ที่ เป๊ปแล้วล่ะครับว่าจะเรียกความหิวกระหายออกมาจากตัวผู้เล่นได้มากแค่ไหนไม่งั้นดอร์ทมุนด์ก็มีสิทธิ์จะโค่น บาเยิร์น ลงจากบัลลังค์นี้ได้เหมือนกันเค.เค.

เปิดประสบการณ์ใหม่ .....

ผ่านไปแล้วสำหรับการทัวร์เอเชียของทีมระดับตำนานแห่งวงการลูกหนังอย่าง “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ที่มาเยือนไทยครั้งนี้ยังคงเต็มที่เช่นเดิมด้วยการถล่ม ทีมชาติไทยชุดซีเกมส์ บวกสี่ ไปถึง 3-0 .... อ๊ะ ที่ว่าบวกสี่นั่นก็คือผู้เล่นอายุเกินนะครับ ... “ซูปเปอร์บอล” สินทวีชัย หทัยรัตนกุล, “บังดุล” อดุล หละโสะ, “เจ้าเอส” ไพโรจน์ โสคำ และ “เทพมุ้ย” ธีรศิลป์ แดงดา ที่อายุเกินรวมอยู่ด้วย ลิเวอร์พูล มาเยือนสยามประเทศครั้งนี้ไม่ได้มาเพื่อเพียงแค่ลงเล่นๆแล้วจากไปนะครับ ... พวกเขามาเล่นกับเราเกมนี้เป็นเกมสุดท้ายในการทัวร์ เอเชีย แน่นอนว่าสกอร์ 3-0 เป็นเรื่องที่พิสูจน์แล้วว่าทีมดังจากถิ่น เมอร์ซี่ย์ ไซด์ จัดหนักเพียงใด ... รวมไปถึงการลงเล่น 90 นาทีเต็มของ สตีเวน เจอร์ราร์ด, เกล็น จอห์นสัน, ลูคัว เลว่า, โฆเซ่ เอ็นริเก้ ... ประทับใจสุดๆ ไม่ใช่แค่เพียงในสนามเท่านั้นนะครับ ... นอกสนามผมก็ได้ไปสัมผัสมาแล้ว ... กับ แบรด โจนส์ และ สจ๊วร์ต ดาวนิ่ง ที่ผมได้รับโอกาสจากสายการบิน “การูด้า อินโดนีเซีย” ที่ทาง “เชียร์บอล” ได้รับเกียรติให้ไปงานแถลงข่าวที่โรงแรม พลาซ่า แอทธินี .. ผมในนามตัวแทนของ “เชียร์บอล” ต้องขอขอบคุณทางฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ การูด้า อินโดนีเซีย มา ณ ที่นี้ด้วยครับ งานในวันดังกล่าว มร.อีริค เมเจอร์ ผู้อำนวยการและรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายขายและการตลาด ของสายการบิน การูด้า อินโดนีเซีย ก็ได้ออกมาพูดถึงเรื่องของการที่ การูด้า อินโดนีเซีย ได้ตัดสินใจมาแถลงข่าวเป็น พาร์ทเนอร์ กับยอดทีมจาก อังกฤษ ทีมนี้ยังประเทศไทยด้วยว่า “เป็นโอกาสอันดี ที่เราเป็นสายการบินประจำสโมสร ลิเวอร์พูล ทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบระหว่างการทัวร์เอเชียร์ครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดี และจากผลสำรวจยอดคนกดไลค์ในเฟซบุ๊ค ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีแฟน ลิเวอร์พูล มากเป็นอันดับที่ 3 รองจาก อังกฤษ และ อินโดนีเซีย” ประเทศไทย เป็นอันดับที่ 3 เลยนะครับ .... แสดงว่าแฟนๆ “หงส์แดง” บ้านเราก็ใช่ย่อยเหมือนกัน .. และเมื่อถึงเวลา มีต แอนด์ กรี๊ด ที่ทุกๆคนรอคอย ตอนแรกอาจจะมีผิดหวังกันบ้างล่ะครับ เนื่องจากว่าพิธีกรในงานได้ประกาศได้ชัดเจนแล้วว่า แบรด โจนส์ และ สจวร์ต ดาวนิ่ง ไม่มีเวลาตั้งโต๊ะแจกลายเซ็นให้กับแฟนๆที่ได้รับโอกาสเข้าไปในงานครั้งนี้เนื่องจากว่าทั้งคู่ต้องรีบไปเตรียมพร้อมเพื่อซ้อมที่ สนามราชมังคลากีฬาสถาน ต่อในช่วงเย็น แต่สิ่งที่ทั้งคู่แสดงออกมานั้นมันทำให้ผมลบความผิดหวังไปได้บ้าง ... ในฐานะที่ผมอาจจะไม่ใช่แฟน ลิเวอร์พูล อยู่แล้วด้วยก็เป็นได้นะครับ 555 ... แต่ทว่า 2 ดาวเตะของลิเวอร์พูล เดินเข้ามาในงาน นั่งยิ้มแย้ม ตลอดเวลา หน้าตาไม่บูดบึ้งเลยแม้แต่นิดเดียว .... ดีครับ ผมชอบแบบนี้แหละ ... มันบ่งบอกถึงว่า “เขาเต็มใจ” ที่จะมาร่วมงานมาพบปะถ่ายรูปกับแฟนบอล โดยไม่ออกอาการ “เซ็ง” “หน้าไม่ยิ้ม” หรืออะไรก็ตามแต่ ต่อหน้าแฟนบอลเลย แถมในช่วงท้ายการจับสลากผู้โชคดีที่ได้ไปยลโฉม “บุโรพุทโธ” ที่อินโดนีเซีย ที่ การูด้า อินโดนีเซีย มอบให้แก่แฟนๆ ลิเวอร์พูล ที่ไปร่วมงานนั้น ทั้งคู่ยังจบสลากด้วยหน้าตายิ้มแย้ม และถ่ายรูปแจกรางวัล ได้แบบไม่เมื่อยมุมปาก นี่แหละครับ ถึงแม้ว่าตัวผมจะได้โอกาสแค่ยืนขึ้นไปถ่ายรูปหมู่ ครั้งละ 10 คนกับทั้งสองคน ผมก็ถือว่าเป็น “ประสบการณ์” ใหม่ๆที่ดีกับนักเตะของทีมระดับโลก ที่ผมเชื่อว่าหากมีเวลามากกว่าเขาก็พร้อมที่จะตั้งโต๊ะแจกลายเซ็นให้กับแฟนๆแน่นอน ผมเชื่อว่าอย่างนั้น จากการที่ทั้งคู่แสดงออกมาบนเวที ... ซึ่งการถ่ายหมู่ผมสาบานได้ว่าพวกเขาทั้งสองคน “ยิ้ม” ทุกๆรูปแน่นอน ขอบคุณครับ การูด้า อินโดนีเซียเค.เค.

ใจเย็นๆนะ!! เหล่าพวกผี ....

อย่าเพิ่งรีบร้อนอะไรกันไปเลยครับเหล่าสาวก “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด .... ที่ตอนนี้มีนักเตะเข้ามาเสริมทัพได้เพียงแค่ กิลแยร์โม่ บาเรล่า กับ วิลเฟร็ด ซาฮา .... ซึ่งทั้งคู่ไม่ใช่นักเตะประเภทที่พร้อมใช้งานได้เลยในทันที ไม่เหมือนกับ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ย์ เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ช่วงไพรม์ไทม์ของ แมนฯยูไนเต็ด ผมว่าหลายๆคนก็คงจะรู้กันดีว่าเป็นช่วงเดือน สิงหาคม แนวๆใกล้ๆเปิดฤดูกาล อย่างในรายของ ฟาน เพอร์ซี่ย์ ยูไนเต็ดคว้ามาได้ 17 สิงหาคม ซึ่งฤดูกาลลงฟาดแข้งกันในวันที่ 20 สิงหาคม .... รอกันไปก่อนเนอะ ประเด็นหลักๆที่อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างชัดเจนเลยก็คือการเปลี่ยนกุนซือใหม่ที่มาเป็น เดวิด มอยส์ ... แน่นอนว่าเขาต้องการที่จะทำความรู้จักนักเตะในสังกัดของเขาอย่างลึกซึ้งและชัดเจนมากที่สุดให้ได้เสียก่อน ... ก่อนที่จะไปฉกใครเข้าก๊วน “โรงละคนแห่งความฝัน” น่าจะหลังจากการทัวร์ ... พอการทัวร์พรีซีซั่นเสร็จสิ้น ผมว่าตอนนั้นแหละครับ แมนฯยูไนเต็ด จะเดินหน้าเต็มตัวในการคว้าผู้เล่นซักคนหรือสองคนเข้าสู่ทีมตอบสนองตามความต้องการของนายใหญ่ชาวสก็อตรายนี้ เป็นการให้ “โอกาส” เหล่าขุนพลในฤดูกาลที่แล้วก่อน ... ก่อนที่จะตัดสินใจ ซึ่งผมว่ามันไม่สายไปหรอกครับ เพียงแต่อดใจรออย่างเยือกเย็น ต่อไป เท่านั้นเอง ผมว่าเหล่าแฟนปีศาจแดงน่าจะได้มีโอกาสเห็นดีลงามๆซักดีลแน่นอน จำ เวย์น รูนี่ย์ หัวหอกเจ้าปัญหาในตอนนี้ได้มั้ยครับ ... เขาเซ็นสัญญากับ ยูไนเต็ด เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ปี 2004 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการซื้อขายตลาดนักเตะ หรืออย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดาวเตะระดับพระกาฬยังโยกตัวมาร่วมทัพ อสูรแดง เมื่อเดือนสิงคาหาคมอีกเช่นกัน เพราะฉะนั้น ใจเย็นๆ .... ใครไม่มา คว้าตัวไม่ได้ ก็ปล่อยเขาไป ... นะครับ ทีม แมนฯยูไนเต็ด พิสูจน์มาตลอดเวลาแล้วว่าพลาดใครไปไม่มีวันที่จะเสียใจ ... เพราะว่าคนที่ได้มาแทนนั้น “คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม” รอดู สิงหาคมหรรษา แห่ง “โรงละครแห่งความฝัน” ก่อนเถอะครับ เพราะว่านี่คือเดือนที่ แมนฯยูไนเต็ด เปิดตลาดซื้อขายของทีม อย่างแท้จริงเค.เค.

เมื่อเธอพร้อม …. ฉันก็พร้อม

สถานการณ์ลูกหนังโลกในช่วงนี้สับเปลี่ยนหมุนเวียน เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาในทุกๆวัน …. เนื่องจากเป็นช่วง ซัมเมอร์ ตลาดลูกหนังคึกคักเสียงดังโหวกเหวกยิ่งกว่าตลาดไหนๆในโลกนี้เสียอีก …. ทั้งตลาดนักเตะ และ ผู้จัดการทีม … โจเซ่ มูรินโญ่ …. ชื่อนี้ได้รับความสนใจไม่น้อยไปกว่าชื่ออื่นๆในช่วงซัมเมอร์นี้ และสุดท้ายก็ได้ข้อสรุปที่ลงตัวด้วยการกลับไปหาถิ่นเดิม รังนอนสุดแสนอบอุ่นอย่าง "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี อาจจะจริงที่ว่าตอนเขาออกจากเชลซี มีปัญหากระท่อนกระแท่นกับประธานสโมสรอย่าง โรมัน อับราโมวิช แต่ทว่าเวลาก็ผ่านมาหลายต่อหลายปีแล้ว รวมไปถึงตำแหน่งผู้จัดการทีมที่ เชลซี ก็เปลี่ยนมามากหน้าหลายตา แต่ยังหาที่ดีเท่ากับ "เดอะ สเปเชี่ยลวัน" คนนี้ไม่ได้ ผนวกกับแฟนบอลที่ยังโหยหา มูรินโญ่ อยู่ตลอดเวลา … .. ทุกๆอย่างเป็นเป็นใจ ทุกๆอย่างมันเหมือนทางเดินที่ขีดไว้ของกุนซือรายนี้เหมือนกันนะครับ เชลซี ประสบปัญหาผู้จัดการทีม …. มูรินโญ่ ประสบปัญหากับ รีล มาดริด ประจวบเหมาะ ไม่มีใครจะดีเท่าเธออีกแล้ว … มูรินโญ่ คงคิดแบบนั้น เพราะว่าการจากลาของทั้งคู่ระหว่าง มูรินโญ่ และ เชลซี เป็นอะไรที่เกิดขึ้นไวมาก ขนาดที่แฟนๆของ "สิงห์ไฮโซ" ยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่า มูรินโญ่ ไปแล้วจริงๆหรือ … แต่ตอนนี้ เขาคนนั้นกลับมาแล้ว หลังจากที่ไปเผชิญกับอะไรต่อมิอะไรมามากมายที่รีล มาดริด …. ถึงก่อนหน้านั้นเขาจะมีความสุขดีที่ อินเตอร์ มิลานก็ตาม แต่ทว่า ประสบการณ์ในการจากลากับ "ราชันชุดขาว" ดูไม่ค่อยจะสู้ดีนัก ทำให้นี่อาจจะเป็นหนึ่งเหตุผลที่ มูรินโญ่ เลือกกลับมายังถิ่นอันเป็นที่รัก …. ถิ่นที่เขายังประสบความสำเร็จไม่หมด อย่าลืมนะครับ มูรินโญ่ ยังไม่สามารถคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก กับเชลซีได้ … และนี่ก็อาจจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เขาไม่กลับไป อินเตอร์ ที่ที่เขาสามารถคว้าแชมป์ได้ทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว … ใจมันมาแล้ว …. ใจมันพร้อมแล้วอ่ะ …. ทุกๆอย่างพร้อม ทำให้ทีมที่แข็งแกร่งอย่างเชลซียิ่งกลายเป็นทีมที่น่ากลัว …. และการกลับมาทำทีมครั้งนี้ของ มูรินโญ่ มันจะดูน่าเกรงขามมากขึ้นไปอีก …. ดาวรุ่งมากมายอยู่ในเชลซี ดาวรุ่งที่พร้อมจะฉายแสงออกมาพร้อมกับผู้จัดการทีมคนใหม่แต่หน้าเดิมรายนี้ เชลซี อาจจะไม่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามในฤดูกาลแรกที่ มูรินโญ่ เข้ามาหรอกครับ มันเป็นไปได้ยาก ถึงยากมากๆ …. แต่การที่ มูรินโญ่ เข้ามาอีกครั้งนั้นมันอาจจะยืนยันได้อย่างหนึ่งคือ เชลซี ฤดูกาลหน้าอาจจะมีแชมป์ติดไม้ติดมือมาแน่นอน ซึ่งอาจจะเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกเลยก็เป็นได้นะครับ หากเรามองดูคู่แข่งอื่นๆนะครับ แมนฯยูไนเต็ด อยู่ในช่วงผลัดใบ …. จากอดีตสู่ปัจจุบัน …. อาเซน่อล ก็อีหรอบเดิมล่ะครับอย่างที่รู้กัน …. แมนฯซิตี้ ดูจะเป็นทีมที่มีลุ้นหน่อย เพราะว่าเงินถึง ใจถึง ส่วนอื่นๆก็ลุ่มๆดอนๆอย่าง สเปอร์ส หรือ ลิเวอร์พูล ที่ผมคิดว่ายังไม่ดีพอที่จะทะลุขึ้นมามีลุ้นแชมป์ ฉะนั้นในฤดูกาลหน้าคอยจับตามองกันให้ดีนะครับ …. กับทีมแห่งลอนดอนทีมนี้ … น่าจะมีอะไรให้ชมกันอย่างสนุกสนานเลยล่ะเค.เค.

ช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก .... สู้ๆนะ บาร์ซ่า

สืบสานตำนาน “เป๊ป” ไปได้เพียงหนึ่งฤดูกาลสำหรับกุนซือหนุ่มไฟแรงวัย 44 ปี อย่าง ตีโต้ บียาโนบา ... หลังจากที่เขาก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งเฮดโค้ชของยอดทีมแห่งแคว้น กาตาลัน ได้เพียงแต่หนึ่งฤดูกาลเท่านั้น แต่ทุกๆอย่างก็เพื่อตัวเขาเองและครอบครัว ... สำหรับการรักษาโรค มะเร็งต่อมน้ำลาย ให้หายขาด ... แถลงการณ์ของ บาร์เซโลน่า ที่กล่าวโดย ซานโดร โรเซล ประธานสโมสรนั้น ได้พูดเอาไว้ว่า “เราได้ทำการตรวจสุขภาพของ ตีโต้ มาหลายต่อหลายครั้งแล้ว ซึ่งผมคิดว่าเราควรจะให้เขาไปรักษาอาการป่วยให้หายขาด และแน่นอนว่ามันเป็นไม่ได้อีกแล้วที่เขาจะเป็นโค้ชให้กับทีมของเรา” “และเราขอประกาศเลยว่าเราได้ตัดสินใจไม่เดินทางไปอุ่นเครื่องที่โปแลนด์ในวันพรุ่งนี้แล้วแน่นอน และนี่เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของสโมสร ใหญ่มากๆ แต่ในประวัติศาสตร์ของสโมสรนั้นเรากลับมาได้เสมอ และครั้งนี้เราก็ต้องทำให้ได้เช่นกัน” เอาแล้วไงล่ะ ..... แล้วใครจะมาแทน ? ยังคงเป็นปัญหาอยู่ในใจของผมตั้งแต่วินาทีที่รู้ว่า บียาโนบา เดินทางต่อร่วมกับ บาร์เซโลน่า ไม่ไหว ... แล้วใครจะมาแทนกันล่ะทีนี้ .... และคราวนี้ผมก็คิดว่า บาร์ซ่า อาจจะไม่คงคอนเซปใช้โค้ชจากทีมเยาวชนสโมสร หรืออะไรก็ตามแต่แล้ว ... เพราะโลกทุกวันนี้หมุนไปไวเหลือเกิน และทางที่ดีที่สุดคือการเอาโค้ชนอกมีฝีมือ หรือว่าโค้ชคนเก่าคนแก่คนสนิทที่คุ้นเคยกลับมาประจำการอีกรอบ .... เคยมีข่าวหนึ่งที่เหมือนจะทำนาย “อนาคต” ล่วงหน้าในวันที่ บียาโนบา จะออกจากบาร์เซโลน่าเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมานี้นะครับ ... ข่าวที่ว่านั้นก็คือการที่ เป๊ป กวาดิโอล่า ฉุนขาดประธานสโมสรอย่าง ซานโดร โรเซล ที่เคยไปรบกวนเวลาวันหยุดพักผ่อนของกุนซือรายนี้ โดยอาศัยอาการป่วยของ บียาโนบา เข้ามาแทรกแซง และดูเหมือน เป๊ป จะโกรธมากๆเอาเสียด้วย ที่เอาอาการป่วยของ “เพื่อน” เก่าใน บาร์ซ่า มาเป็นตัวประกัน เพื่อความหวังในการดึงตัว เป๊ป กลับมา บาร์ซ่า อีกระรอก ... ทำให้ในรายของ เป๊ป อาจจะตัดไปได้เลย เพราะฉะนั้นเราต้องมาดูกันว่า อันโดนี่ ซูบิซาเรต้า ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬา ของสโมสร บาร์เซโลน่า นั้น จะหาใครมาแทนได้ และยิ่งตอนนี้เป็นช่วงพรีซีซั่น เพื่อเตรียมพร้อมรับฤดูกาลใหม่ด้วย ..... เป็นช่วงที่ยากลำบากเหลือเกินสำหรับชาว กาตาลัน ทุกๆคนในตอนนี้ ยังไงก็ขอให้หายไวๆ นะครับ ตีโต้ บียาโนบา กับสถิติที่พา บาร์ซ่า ชนะ 32 จาก 38 เกมในฤดูกาลที่ผ่านมา พร้อมทำคะแนนถึง 100 คะแนนได้เป็นประวัติศาสตร์ของสโมสร .... ผมเชื่อเลยว่าทุกๆคนในทีม รอการกลับมาแน่นอนสู้ๆนะ ตีโต้เค.เค.

มุมแดง กับ มุมน้ำเงิน !!!

เลือกทางเดินไหนดี ... ทีมไหนคือทีมที่ดีที่สุดของ หัวหอกร่างอวบกระหม่อมบางอย่าง เวย์น รูนี่ย์ ?? ที่ตอนนี้เป็นข่าวมันทุกวัน เช้ายันเย็น ซึ่งสื่ออังกฤษก็ขยันเหลือเกินที่จะเขียนข่าวของศูนย์หน้ารายนี้ ... ลอนดอน ? อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของ รูนี่ย์ ในขณะนี้หากเรา “คิด” “วิเคราะห์” “แยกแยะ” กันอย่างถี่ถ้วนและองค์ประกอบโดยรวมแล้วล่ะก็นะ ... กับลูกรักตัวน้อยๆที่เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่อีกคน รวมไปถึงคุณ ภรรเมีย อย่าง คอลลีน ที่อาจจะหลงไหลในมนเสน่ห์ของเมืองหลวงมากกว่าบ้านนอกอย่าง แมนเชสเตอร์ ทั้งยังเรื่องการตกเป็นตัวสำรองบ่อยครั้งในช่วงหลัง แถมถูกจับไปเล่นในตำแหน่งอย่างมิดฟิลด์อีก แหม่ รูนี่ย์ คือศูนย์หน้า และผมคิดว่าเขาก็ต้องการที่จะเป็นเบอร์ 1 ภายในทีม !! แถมปีหน้าคือปีแห่งฟุตบอลโลกด้วย รูนี่ย์ คงต้องการจะโชว์ฟอร์มให้สะเด่าเขย่าโลกาก่อนไปตะลุยที่บราซิลแน่ๆ .... แน่นอน ตอนนี้กุนซือแห่งทีมจาก ลอนดอน ทั้งสองคน และสองทีม ต่างกำลังเชือดเฉือนคารมกันอย่างเมามันในช่วงทัวร์พรีซีซั่นนี้ทั้ง “เดอะ สเปเชี่ยลวัน” โจเซ่ มูรินโญ่ แห่งพลพรรค “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี และ “เจ๊เวน” อาแซน เวนเกอร์ แห่งค่าย “ปืนใหญ่” อาเซน่อล แหม่ มวยถูกสีเหลือเกินฝั่งหนึ่งแดงฝั่งหนึ่งน้ำเงิน เอาเลยครับ ซัดกันให้นัวให้ตายกันไปเลย มูรินโญ่ ออกมาชมเปราะดาวยิงจอมปลูกผมรายนี้นักรายนี้หนาในช่วงซัมเมอร์นี้เป็นพิเศษนะครับ ขนาดมาไทยยังมิว่างเว้นที่จะเอ่ยปากชม ..... พร้อมกับเปิดเผยเรื่องเด็ดที่ว่า “สิงห์ไฮโซ” แห่งลอนดอน ได้ยื่นข้อเสนอซื้อตัว รูนี่ย์ ไปแล้วเรียบร้อย บร๊ะ!! แต่ก็ทันควัน อาแซน เวนเกอร์ ที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงอย่างเวียดนามก็ไม่ยอมแพ้ ออกท่าไม้ตายด้วยการให้สัมภาษณ์ว่าค่าเหนื่อยรูนี่ย์น่ะเหรอ “ทีมกูก็มีตังจ่ายนะโว้ยยยย” แต่ดันทะลึ่งไม่ใช้มานานนมนั่นเอง .... แลกกันคนละหมัด ผลัดกันคนละยกไปแล้ว .... แต่ !!!! สิ่งที่ทั้งคู่พูดเหมือนกันก็คือ “สุดท้ายก็ต้องแล้วแต่ แมนฯยูไนเต็ด” นั่น ... นั่น นั่น และนั่น หมายความว่าทั้งคู่ได้ยื่นข้อเสนอไปแล้ว และบทสรุปมหากาพย์แห่งตลาดลูกหนัง หัวใจว้าวุ่น นี้ นะปิดอย่างไร จะลงเอยที่ว่าทีมไหนจะตัว ศูนย์หน้าตัวน้อยๆหน้าตาน่ารักน่าชัง เฉกเช่นตัว “เชร็ค” ตัวเขียวๆในการ์ตูนอนิเมฃั่นเรื่องดัง ไปครอบครอง อยู่ที่บทสรุปสุดท้ายแล้วล่ะครับว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังต้องการที่จะหัวหอกที่ผมกล้าพูดว่าเป็น “อันดับ 1” ของทีมชาติอังกฤษตอนนี้หรือไม่เดี๋ยวรู้เลย เดี๋ยวรู้ เดี๋ยวเจอจ่ะๆแน่เค.เค.

ทำไมถึงแตกต่าง ?

ต้นร้ายปลายดีจริงๆสำหรับการเชิญทีมดังระดับโลกแห่งเกาะอังกฤษมาคราวนี้ของ “สิงห์” .... สิ่งที่ผมพูดว่าต้นร้ายนั้นก็คงจะเป็นเรื่องเดิมๆ ... ที่ผมได้ระบายร่ายคีบอร์ดบนความอัดอั้นไปแล้วในเรื่องของ “ลีซอ” และเรื่อง “ความฟิต” ใน คอลัมน์ ก่อนหน้านี้ แต่มันก็อดไม่ได้ที่จะพูดถึงและ ติติงเรื่องการจัดการที่ทั้งสองทีม “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี ที่ค่อนข้าจะแตกต่างกันเหลือเกิน สุดท้ายที่รับเคราะห์ไปก็คือเหล่าแฟนๆสาวก “เร้ด เดวิลส์” ที่ต้องเจอกับอะไรก็ไม่รู้ในช่วงเวลาที่พลพรรค ปีศาจแดง เหยียบย่ำบนแดนสยาม “รอยยิ้ม” ที่มีให้น้อยมากๆของผู้เล่น แมนฯยูไนเต็ด .... และแฟนๆยังไม่สามารถ “เข้าถึง” ได้เหมือน เชลซี อีกต่างหาก ส่วนในสนามน่ะเหรอ ... ประกาศรายชื่อ 11 คนแรกของทั้งสองทีมยังไม่ประกาศเลยครับ ผู้ประกาศเป็นใครผมไม่ทราบแต่เค้าไม่ได้ตระเตรียมทำการบ้านมาเลยในเรื่องของรายชื่อนักฟุตบอลทั้งประเทศไทยและทั้งทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ..... แต่ .... ผมขอแสดงความยินดีกับแฟนๆชาว “สิงห์บูลส์” ทุกๆคนด้วยจริงๆนะครับ .... กับการมา “เก็บตัว” แบบจริงๆจังๆครั้งนี้ เต็มอิ่ม จุใจ กันไปเลยเน้นๆ 6 วันทำการ !! เราได้เห็นภาพน่ารักๆมากมายที่แข้ง “สิงโตน้ำเงินคราม” ทำระหว่างฝึกซ้อม ทั้งรอยยิ้ม เป็นกันเอง และสามารถ เข้าถึงได้ แหม อิจฉาจริงๆ .... เรื่องที่สำคัญคือ ออแกไนซ์เซชั่น ของทั้งสองทีมเป็นคนละเจ้ากันด้วยละมั้งครับ ซึ่งตามข่าวที่ออกมา บิ๊กบอสของ สิงห์ นั้น ออกมา “สับเละ” สำหรับออแกไนซ์เซอร์ทางฝั่ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ..... ช่วงที่ทีม สิงห์ออลสตาร์ รับถ้วยก็ดั๊นทะลึ่งเงียบทั้งสนาม ... ในขณะที่ แมนฯยู รับเหรียญกลับเห็นริบบิ้นสีทองโปรยกันให้ขวั่ก ...... แต่งานนี้ก็ต้องชื่นชมด้วยนะครับ ที่สามารถดึงทีม “บิ๊กเนม” มาได้ถึง 2 ทีมในเวลาไล่เลี่ยกัน แถมที่สำคัญยังเป็นการจบฉลอง 80 ปีที่ถือว่าประทับใจ วินวิน ไปในที่สุด ....เค.เค.