breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

บาร์เคลย์ พรีเมียร์ลีก กับสัปดาห์แห่งการถล่มแหลก

เกมสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายคนอาจโฟกัสไปที่ศึก "เอล กลาซีโก" ระหว่าง เรอัล มาดริด กับ บาร์เซโลน่า จนหมดสิ้น. . .จนกระทั่งลืมไปว่า เกม พรีเมียร์ ลีก สัปดาห์นี้ เกิดเหตุการณ์มากมาย ยิงประตูกันกระจุยกระจาย ชนิดที่หลายคนไม่คาดคิดมาก่อนเริ่มตั้งแต่คู่เปิดหัววันเสาร์ ลอนดอน ดาร์บี้ แมตช์ ระหว่าง เชลซี - อาร์เซน่อล ในการคุมทีมนัดที่ 1,000 ของเวงเกอร์เกมนี้ ไม่มีใครคาดคิดว่า เชลซี ที่มีปัญหาการทำประตูในหลาย ๆ นัด จะถล่มอาร์เซน่อลกระจุยถึง 6-0แต่ไฮไลต์เกมนี้ ไม่ได้อยู่ที่จำนวนประตู หากแต่อยู่ที่ใบแดงของ คีแรน กิ๊บส์ช่วงนาทีที่ 15 ของเกม นักเตะเชลซี ได้ยิงประตูในเขตโทษ ซึ่ง อเล็กซ์ เชมเบอร์แลน กองกลางดาวรุ่งของปืนใหญ่ กระโดดปัดบอลที่หน้าปากประตูตัวเองอย่างสวยงาม ชนิดที่ว่า วอยเซียค เชสนี่ ยังต้องอายซึ่งการกระทำเช่นนั้น ก็นำมาสู่ "จุดโทษ" ทันที แต่นั่นจะไม่ใช่ประเด็นเลย ถ้าผู้ตัดสินไม่เดินไปแจกใบแดงให้กับ คีแรนส์ กิ๊บส์ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการฟาล์ว แค่หน้าคล้ายกับเชมเบอร์แลน แค่นั้นเอง (ฮา)ซึ่งผู้ตัดสินเองก็ออกมายอมรับว่า เขาตัดสินผิดพลาดเองจริง ๆ และสมควรโดนตำหนิไฮไลต์ต่อมา คือการทำแฮตทริกของสองนักเตะ จากสองทีมลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกปีนี้คนแรกคือ หลุยส์ ซัวเรส ดาวยิงฟันจอบ ที่ซัดแฮตทริก ให้ทีมหงส์แดงบุกมาชนะคาร์ดิฟ 6-3 ทั้งที่ทีมจากเวลส์ นำหงส์แดงไปก่อน 2-1 ตั้งแต่ 25 นาทีแรกของเกม ส่งผลให้ซัวเรสซัดไปแล้วถึง 28 ประตูในลีกฤดูกาลนี้ต้องยอมรับในความสามารถของกองหน้ารายนี้ ที่แม้จะโดนแบนไปหลายเกมช่วงต้นฤดูกาล จากเหตุฉาวโฉ่เมื่อปีที่แล้ว แต่ตอนนี้กลับมานำเป็นดาวซัลโวได้ซะอย่างนั้นอีกรายหนึ่งที่ทำแฮตทริกได้ ก็คือ ยาย่า ตูเร่ มิดฟิลด์พลังงานเยอะของ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ยาย่า ตูเร่ ถือเป็นหนึ่งในการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของสโมสร หลังเจ้าตัวเป็นกำลังสำคัญในการคว้าแชมป์ทั้ง พรีเมียร์ ลีก และ เอฟเอ คัพ นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทัพเรือใบยาย่า เคยเล่นมาทั้งตำแหน่งเซนเตอร์ฮาล์ฟ มิดฟิลด์ตัวรับ ตัวเชื่อมเกม และมิดฟิลด์ตัวรุกอย่างเต็มสูบและนัดล่าสุด กองกลางรายนี้ก็กลับมาโชว์ฟอร์มเทพอีกครั้ง หลังซัดแฮตทริกใส่ ฟูแล่ม ที่กำลังหนีตกชั้นสุดชีวิต ก่อนชนะด้วยสกอร์ถึง 5-0 และทำให้ ยาย่า ตูเร่ ขึ้นมาเป็นดาวซัลโวอันดับ 3 ที่ 16 ประตูอีกไฮไลต์ที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้ คือ ประตูสุดสวยของ เวยน์ รูนี่ย์เกมนี้ ยูไนเต็ด ต้องไปเยือนเวสต์แฮม ที่ชนะมา 4 นัดรวดในเดือนกุมภาพันธ์ แต่นั่นไม่มีประโยชน์อะไร เมื่อ เวย์น รูนี่ย์ ซัดไกลครึ่งสนามระยะกว่า 50 หลา เข้าประตูไปอย่างสวยงาม ชนิดที่ว่าเป็นประตูยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาลนี้ได้เลยส่วนเกมวันอาทิตย์ ก็ยังคงมีดรีกรีความมันส์ไม่แพ้กัน แม้จะไม่ใช่ทีมยักษ์ใหญ่ก็ตามเกมแรกวันอาทิตย์ เป็นเกมสุดดราม่า เมื่อ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ส ที่กำลังลุ้นพื้นที่ยูฟ่าในตอนนี้ ถูก เซาท์แธมป์ตัน บุกมานำก่อนถึง 2-0แต่เกมจบลง ด้วยชัยชนะ 3-2 ของสเปอร์ส จากเการเหมาสองประตูของ อีริคเซ่น และประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ของ กิลฟี่ ซิกูร์สสัน ที่ยิงไกลเข้าไปอย่างสวยงามส่วนอีกเกม ก็พลิกล็อคไม่แพ้กัน เมื่อ แอสตัน วิลล่า ทีมที่ชนะเชลซีมาเมื่อสัปดาห์ก่อน ต้องมาพ่ายแพ้ต่อสโต๊ค ซิตี้ ถึง 4-1 ทั้งที่เล่นในบ้านและออกนำไปก่อนตั้งแต่ 5 นาทีแรกของเกมสโต๊ค ซิตี้ ขึ้นชื่อเรื่องการทำประตูน้อย มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ทว่าเกมนี้กลับถล่มวิลล่าไปถึง 4 เม็ดครับ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้ชื่อว่าเป็นลีกที่ดีที่สุดในโลก และสัปดาห์นี้ มันก็ตอกย้ำให้เราเชื่อเช่นนั้นจริง ๆเมื่อเกมลีกสัปดาห์นี้ มีประตูทุกคู่ มีผล แพ้-ชนะ ทุกคู่ ไม่มีการเสมอแบ่งแต้มแถมสัปดาห์นี้ มีสถิติการทำประตูไปถึง 42 ประตู เฉลี่ยมเกมละ 4 ลูกเป็นอย่างน้อยนี่จริงนับเป็นสัปดาห์แห่งการถล่มแหลกอย่างแท้จริง . . .ปาร์ค จอร์ ฮีpic by : bbcsport

ละเหี่ยจิตละเหี่ยใจ

..............ฟอร์มการเล่นอันน่าหดหู่ใจในเวลานี้ของ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นอะไรที่ "ห่วยบรม" หรือ "บรมห่วย" สุดๆภายใต้การนำทัพของ เดวิด มอยส์ "เดอะ โชสเซิ่ลวัน" ของ เซอร์ อเล็กส์ เฟอร์กูสันไม่น่าเลยจริงๆ ไม่น่าเลยการเลือก มอยส์ เข้ามาคุมทีมนั้นไม่ใช่เรื่องที่แปลกประหลาดอะไรเพราะผลงานกับ เอฟเวอร์ตัน ก็ถือว่าคงเส้นคงวาในระดับหนึ่งแต่นี่ดันมาทะลึ่งคงเส้นคงวาภายใต้ทีมที่มีชื่อว่า "แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด" เลยโดนด่ากันแสบหูไปจนถึงรูทวารแน่นอนซึ่งผมว่ามันก็สมควร !การจัดตัวในบางครั้งนั้นเล่นเอาแฟนผีปวดใจไปตามๆกัน 3 ผู้เล่นระดับความหวังของทีม (ฝั่งตรงข้าม) อย่าง "ค.ว.ย." ทอม เคฟเวอรี่ย์, แดนนี่ เวลเบ็ค และ แอชลี่ย์ ยัง ได้โอกาสลงเล่นสม่ำเสมอผิดจากมิดฟิลด์โคตรมันสมองอย่าง ชินจิ คากาวะ ที่นั่งตบยุงในซุ้มม้านั่งสำรองเป็นว่าเล่นในทุกๆเกมครับ ซึ่งมาถึงตอนนี้ก็ไม่รู้ไปจงเกลียดจงชังอะไรนักอะไรหนารูปแบบรูปเกมการเล่นของขุนพล "เร้ด เดวิลส์" ไม่ได้หวือหวาอะไรเลย เอาตรงๆระบบการโยนเข้าใส่มันสมควรที่จะเล่นในทีมชุดนี้หรืออย่างไรไม่ทราบ ? ฟาน เพอร์ซี่ย์ นี่โขกพังสกอร์เป็นว่าเล่นได้เหมือน มิโลสลาฟ โคลเซ่ อย่างนั้นเหรอ ? ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่า ณ จุดจุดนี้ดูไม่ออกหรืออย่างไร ?อย่าลืมสิครับว่าระบบการเล่นแบบโยนเอา โยนเอา เราไม่ได้เห็นทาง "ปีศาจแดง" เล่นมาซักพักแล้วนะครับ และผมก็คิดว่าทีมชุดปัจจุบันนี้เป็นทีมที่สร้างขึ้นมาจาก "รากฐาน" ในการเล่นบอล "บนพื้น" มากกว่า .. ไอ้การที่โยนโยนโยน น่ะผมจำได้ด้วยซ้ำไปว่าเมื่อก่อนมีแฟนๆผีแดงบางคนค่อนขอดว่าเป็นการเล่นแบบ "ล้าสมัย" หรือไม่ก็ "คิดอะไรไม่ออก" แล้วชัดๆแต่มาในวันนี้ มอยส์ ทำให้แฟนๆ "งามหน้า" กันเต็มๆด้วยระบบ สักวาเอาแต่โยนความไว้เนื้อเชื่อใจที่มีต่อลูกทีมเป็นเรื่องดี แต่ทำไมถึงเชื่อในสิ่งที่ "ผิดๆ" กับการส่ง มารูยาน เฟลไลนี่, ทอม เคฟเวอรี่ย์, แอชลี่ย์ ยัง, แดนนี่ เวลเบ็ค ลงเล่นบ่อยๆแต่โอกาสของ ชินจิ คากาวะ, ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ กลับหมดไปโดยสิ้นเชิง ?ข่าวลือที่ตามๆมาอีกล่าสุดในเกมที่พ่าย ลิเวอร์พูล ถึง 3-0 นั้นก็คือมีนักเตะระดับ "ซีเนียร์" บางรายถึงกับฉุน มอยส์ และเป็นตัวตั้งตัวตีในการด่ากราดนายใหญ่รายนี้หากเป็นจริงผมว่าตอนนี้แคมป์ผีระส่ำแน่นอนอะไรหลายๆอย่างมันหายไปจากการคุมทีม "ยุคมืด" ของ มอยส์ นะครับภาพที่ออกมามันก็ดูแย่เหลือเกินเมื่อตอนทีมโดนนำ ..... นายใหญ่ชาวสก็อตแห่ง "ปีศาจแดง" นั่งนิ่งอยู่ในซุ้มม้านั่งสำรอง นั่งแทะเล็บกร็อบแกร็บอย่างสนุกปาก แถมดูไม่ดูสกอร์นี่ไม่รู้เลยนะครับว่าทีมโดนนำอยู่(ขอบคุณภาพจากเพจ Just toon it ซึ่งผมว่านำมาใช้ประกอบบทความช่วงนี้ได้ดีที่สุด)ไม่มีการแก้เกมที่ทันท่วงทีแต่อย่างใด ....ทำไม ทำไม มอยส์ ถึงทำแบบนี้ ....แน่นอนหากเหล่าบอร์ดบริหารของทีม "ให้โอกาส" มอยส์ คุมทัพในฤดูกาลหน้าต่อไปเราอาจจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่มากขึ้น อย่างที่ทราบกันว่านายใหญ่คนใหม่มันอาจจะไม่เป็นที่ถูกใจของบรรดานักเตะเก่ามากนัก โดยเฉพาะกับคนที่ "ไม่มีบารมี" อะไรเลยอย่าลืมนะครับว่า มอยส์ ยังไม่เคยพา "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" เอฟเวอร์ตัน คว้าแชมป์อะไรมาประดับตู้โชว์ได้เลยแม้แต่รายการเดียวเนมานย่า วิดิช เป็นรายแรกที่โบกมือลาไปภายใต้การคุมทีมของ มอยส์ และดูเหมือนว่ากระแสต่างๆนั้นพยายามที่จะบอกว่า โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ย์ และ ปาทริซ เอฟร่า สองผู้เล่นระดับเก๋า ต้องการที่จะออกจากทีมเช่นกันยังดีครับยังดีที่ เวย์น รูนี่ย์ ตัดสินใจร่วมหัวจมท้ายไปกับทีมต่อ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมเอามากๆที่ดาวยิงรายนี้ตัดสินใจอยู่กับทีม ถึงแม้ว่าจะรับทรัพย์ไปแบบมหาศาลก็ตามเถอะมาถึงตรงนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นการบ่นที่ผมทนไม่ได้กับสภาพความเปลี่ยนไปแบบหน้ามือหลังตีนแบบนี้ มันทำใจรับไม่ได้เหมือนกันสำหรับคอลูกหนังอย่างผม ซึ่งแน่นอนว่าในฤดูกาลนี้คงจะแก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้ว และผมก็เชื่อว่าหากฤดูกาลหน้ายังโชว์ฟอร์ม "สุนัขไม่รับประทาน" แบบนี้อยู่ล่ะก็ แววโดนเด้งจะถาโถมเข้ามาหนักกว่าเดิมแน่นอนแต่ในปีนี้คงต้องยอมรับกันล่ะครับว่าเป็นเรื่องยากที่ มอยส์ จะโดนตะเพิดจากการคุมทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมันเป็นความจริงที่แฟนๆ "ปีศาจแดง" หลายคนต้องยอมรับให้ได้เสียก่อนเค.เค.pic : zimbio, Just toon it

ตำนานที่จากไป

ชายผู้สวมใส่เสื้อหมายเลข 5 มีผมเผ้ารุงรังและหยักโสก ..... ชายผู้คำรามก้องใส่กองหน้าทุกคนที่เขาเผชิญ การเข้าบอลที่หนักหน่วงและพร้อมที่จะต่อกรกับทุกคนไม่ว่าคนคนนั้นคือใคร ..... ชายผู้ที่สวมปลอกแขนสัญลักษณ์ แดง-เหลือง แห่งแคว้นกาตาลันอยู่ตลอดเวลาที่ลงสนาม แม้กระทั่งเล่นในนามทีมชาติสเปนคาร์เลส ปูโยล ยอดกัปตันทีมแห่ง บาร์เซโลน่าเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้หลายๆคนคงจะได้รับข่าวที่ช็อกที่สุดไปกันบ้างแล้วสำหรับการประกาศอำลาทีมของ "สัญลักษณ์" ของทีมแห่งแคว้นกาตาลันรายนี้ ..... ประกาศออกมาชนิดที่แฟนๆใจหายใจคว่ำ เพราะผมเชื่อว่าไม่มีใครคาดคิดแน่นอนว่า ปูโยล จะด่วนตัดสินใจแบบนี้แน่นอนอาการบาดเจ็บของเขานั้นเรื้อรังมาเป็นเวลานาน ซึ่งทำให้เจ้าตัวไม่สามารถลงเล่นได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ...แต่เพราะว่า ปูโยล ยังอยู่ บาร์ซ่า จึงยังไม่มีการขยับเขยื้อนเสริมทัพในตำแหน่งปราการหลังตรงกลาง ? กลับแต่ใช้ ฮาเวียร์ มาสเคร่าโน่ และดันดาวรุ่งอย่าง มาร์ค บราท่า ขึ้นมาแทนแน่นอนตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาว่ากลายเป็น "จุดอ่อน" ของ บาร์ซ่า มาตลอดในช่วงหลังๆ เพราะว่า เคร์ราร์ด ปิเก้ นั้นยืนเป็นตัวหลักเพียงคนเดียวไม่ไหว และการขาดพี่ใหญ่อย่าง ปูโยล ไปนั้นสร้างปัญหาให้กับทีมได้พอสมควรและนี่อาจจะเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ผมคิดเอาเองว่าที่เจ้าตัวประกาศยืนยันว่าจะออกจากทีม บาร์เซโลน่า หลังจากจบฤดูกาลนี้ ก็เพื่อที่ทีมจะได้หาคนมาแทนตำแหน่งของเขาซักที ...มันมีเหตุผลที่ทำให้ผมคิดแบบนี้เหมือนกันนะครับ จากการที่ผมได้อ่านบทความต่างๆที่พรั่งพรูเข้ามาตามหน้านิวฟีดของ เฟซบุค ผมซึ่งผมก็อ่านทุกตัวอักษรพร้อมกับพลางเสียดายที่โคตรกัปตันรายนี้ตัดสินใจอำลาทีมไปเหตุการณ์ที่ทำให้ผมคิดแบบนี้ก็คือการที่ผมได้อ่านบทความเหตุการณ์นี้ครับปูโยล คือยอดกัปตันแห่งบาร์ซ่า ในการแข่งขันยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีกรอบชิงชนะเลิศปี 2011 กับทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด วันนั้น ปูโยล มีรายชื่อเป็นเพียงแค่ตัวสำรองและบาร์ซ่าให้ เอริค อบิดัล ลงเป็นตัวจริงอย่างที่ทราบกันว่า อบิดัล เป็นโรคร้ายที่รักษาเป็นเวลานาน และครั้งนั้น ปูโยล ก็ยอมสละตำแหน่ง "เซ็นเตอร์ฮาล์ฟตัวจริง" ในเกมวันนั้นเพื่อให้เพื่อนรักในทีมอย่าง อบิดัล ลงสนาม พร้อมกับตอนชูถ้วย ปูโยล ยังให้เกียรติ อบิดัลเป็นคนชูอีกต่างหาก"ก่อนลงสนาม อบิดัลถามปูโยลว่า ทำไมเขาถึงไม่ลงเล่น ปูโยลตอบว่า ฉันไม่สำคัญ นายนั่นแหละสำคัญกว่า ทำหน้าที่ของนายให้ดีที่สุด ไม่ต้องสนใจฉัน นั่นเป็นคำตอบที่อบิดัลไม่คิดว่าจะได้ยินมัน เขาบอกผ่านสื่อในภายหลังว่า คุณรู้มั้ยว่ายอดกัปตันคืออะไร!!?! ...นั่นมันเป็นเกมนัดสำคัญ ทีมต้องการเขา แต่เขากลับเสียสละให้ผม นี่แหละบาร์ซ่า นี่แหละยอดกัปตัน คาร์เลส ปูโยล" นี่คือบทความที่ผมอ่านเจอและผมก็ทึ่งไปกับมันมันก็ต้องยอมรับว่า ปูโยล เคยลงเล่นนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก มาแล้วแต่ว่าโอกาสแบบนี้ก็ไม่ได้มีมาบ่อยๆเหมือนกัน แค่กัปตันทีมรายนี้กลับยอมที่จะสละเพื่อให้ "เพื่อน" ลงสนามแทนบอกเลยว่าซึ้งมาก และผมเข้าใจความหมายของคำว่า กัปตันทีม แบบถ่องแท้ก็คราวนี้ปูโยล ยังไม่ได้ประกาศชัดเจนว่าเขาจะไปที่ไหนต่อ ทำอะไร เขาเพียงแค่บอกว่าจบฤดูกาลจะออกจาก บาร์ซ่า เท่านั้นน่าเสียดายครับ ต่อให้ ปูโยล ย้ายไปเล่นที่ไหนก็ตามแต่มันก็จะไม่เหมือนกับการที่เขาลงสนามภายใต้เสื้อสี น้ำเงิน-เลือดหมู สกรีนหมายเลข 5 ไว้ข้างหลัง มีปลอกแขนสี เหลือง-แดง อยู่ที่แขนตลอดเวลามันไม่มีอีกแล้วครับตำนานคนนี้กำลังจะจาก "บ้าน" ของเขาไปเสียดายจริงๆเกียรติประวัติของ คาร์เลส ปูโยลบาร์เซโลน่าแชมป์ ลาลีก้า : 2004-05, 2005-06, 2008-09, 2009-10, 2010-11, 2012-13โคปา เดล เรย์ : 2008-09, 2011-12ซูปเปอร์ โคปา : 2005, 2006, 2009, 2010, 2011, 2013ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก : 2005-06, 2008-09, 2010-11ยูฟ่า ซูปเปอร์คัพ : 2009, 2011ฟีฟ่า คลับ เวิล์ดคัพ : 2009, 2011ทีมชาติสเปนแชมป์โลก : 2010แชมป์ยุโรป : 2008รองแชมป์โอลิมปิค : 2000เค.เค.pic : zimbio, barcaforumขอบคุณบทความบางส่วน : FC Barcelona Thailand Fanclub

ต้องการอะไรจากสังคมเหรอครับ ?

หากพูดถึงฟอร์มการเล่นที่โหดสะเด่า คล้ายๆเสมือนการฆาตกรรมต่อเนื่องของโจรโรคจิตที่ตำรวจไม่สามารถจับตัวได้นั้นมันก็กับฟอร์มการเล่นของ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค ในฤดูกาลนี้ภายใต้การนำทีมของกุนซือ "ติกี้ ตาก้า" อย่าง เป๊ป กวาดิโอล่าจะว่าทีมมันดีอยู่แล้วจากการทำของ จุ๊ปส์ ไฮน์เกส .... ก็ใช่ครับแต่ทว่า เป๊ป กลับมาทำให้มันดีมากยิ่งขึ้น จะเห็นได้ว่าการเข้ามาของกุนซือรายนี้ทำให้ขวัญและกำลังใจของพลพรรคเสือใต้นั้นเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณมากกว่าเดิมเสียอีก ดีไม่ดีปีนี้พวกเขาอาจจะสร้างประวัติศาสตร์คว้า "ทริปเปิ้ลแชมป์" ไปครองได้อีกปี (ต่างจากบางทีมในเกาะอังกฤษนะครับ เปลี่ยนผู้จัดการทีเหลวเละเลยทีเดียว อิอิ)ซึ่งในตอนนี้ถาดแชมป์บุนเดสลีก้า จะไม่หนีหายไปไหนซะแล้ว 23 นัดไม่แพ้ใคร ชนะถึง 21 เสมอไปเพียง 2 .... ผมว่านี่มันฟอร์มการเล่นที่ โค ตะ ระ ดุดันมากๆ และที่สำคัญจะส่งใครลงเล่นก็มีความมั่นใจไปซะทุกคน ที่เห็นได้ชัดๆเลยก็คือ "ราฟินญ่า" ฟูลแบ๊คตัวกระทัดรัดของทีมที่ก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักในฤดูกาลนี้ได้จากการที่แดนกลางประสบปัญหาอาการบาดเจ็บเยอะติอาโก้ อัลคันทาร่า, ฆาบี้ มาร์ติเนซ และ บาสเตียน ชไวน์สไตรเกอร์ ทะลึ่งเจ็บพร้อมๆกันทำให้ เป๊ป ก็ทะลึ่งดัน ฟิลิปป์ ลาห์ม ขึ้นไปเล่นมิดฟิลด์แม่มเลย ซึ่งดาวเตะกัปตันทีมรายนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวังอีกต่างหาก โชว์ฟอร์มแบบ "เมพ ขิงขิง" ในตำแหน่งแดนกลางซะด้วยทำให้ในตำแหน่งแบ๊คขวาที่ขาดหายถูกเติมเต็มด้วยดาวเตะบราซิเลี่ยนที่ทำหน้าอย่างไม่ขาดตกบกพร่องแต่อย่างใด พร้อมกับการที่เจ้าตัวก้าวขึ้นไปติดทีมชาติบราซิลชุดใหญ่แล้วด้วยในตอนนี้ ..... ทั้งๆที่อย่าลืมว่าในตำแหน่ง แบ๊คขวาของ บราซิล นั้นแทบจะขี่คอแย่งกันเล่น ไมค่อน, ดานี่ อัลเวส เต็งจ๋ารออยู่แล้วแต่การผลักดันของ เป๊ป กวาดิโอล่า ทำให้ ราฟินญ่า "ฟิน" สุดๆในเวลานี้ชัยชนะ 15 เกมรวดใน บุนเดสลีก้า เป็นการสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้แก่วงการลูกหนังเมืองเบียร์ .... "เสือใต้" ทำมันได้และไม่มีทีท่าว่าพวกเขาจะหยุดชนะแต่อย่างใด แถมไม่มีท่าว่าจะเสมอเลยด้วย .... เรื่องแพ้นั้นเลิกพูดถึงเลย ยากมากๆเพราะว่า 15 นัดนั้นพวกเขาเสียไปเพียง 7 ประตูเท่านั้น ..... ครับ เสียไปเพียง 7 ประตูเท่านั้น แผงหลังของทีมดังจากแดนใต้นี่ "แกร่งทั่วแผ่นดิน" จริงๆ รวมทั้ง มานูเอล นอยเออร์ ที่ฟอร์มองค์ลงมันทุกนัด บางจังหวะน่าเสียประตูแต่ทว่าเฮียแกก็เซฟได้แบบผมแทบไม่เชื่อสายตาว่า มะ รึง เซฟ ไป ได้ ยัง ไง ครับ !แผนการเล่นของ เป๊ป ค่อนข้างจะต่างกับตอนที่เขาคุม บาร์ซ่า นะครับ .... หากยังจำกันได้ "อัลซูกราน่า" ของ เป๊ป เล่นแบบ 4-3-3 ไร้เทียมทาน ตอนนี้มายัง "เสือใต้" เขาก็จัด 4-1-4-1 แบบเต็มสตรีมการมี มิดฟิลด์ ที่ครบเครื่องนั้นยืนอยู่หน้าแผงหลังและพร้อมที่จะต่อบอลไปช่วยในแนวรุกนั้นลูกทีมของ เป๊ป สามารถเล่นกันได้แบบไม่น่าเชื่อ ???? ลาห์ม, อัลคันทาร่า, ชไวน์สไตรเกอร์ หรือแม้แต่ โครส ก็ทำหน้าที่ได้ดีไร้ที่ติถึงขนาด ฆาบี้ มาร์ติเนซ ถอยลงไปเล่นในตำแหน่ง เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ นั้นก็ไม่ขัดเขินแต่กลับ "แข็งแกร่ง" จริงๆการกระทำชำเราคู่แข่งในแต่ล่ะนัด การปู้ยี้ปู้ยำฝั่งตรงข้ามตลอดเวลา ..... ครับ เปิดลีกเล่นเองเลยมั้ย ?มันเหนือไปซะทุกอย่างแล้วในตอนนี้ มันเป็นเรื่องยากเหลือเกินที่หาทีมซักทีมเข้ามาหยุดความจิตครั้งนี้ของ "เสือใต้" ที่วิ่งพล่านไปทั่ว !โคตรทีมแห่งระบบสุริยะจักรวาลไปแล้วครับตอนนี้เค.เค.pic : eurosport, jogadaensaiada

สัปดาห์แห่งทีมเยือน

น่าแปลกใจเหมือนกันกับผลการแข่งขันฟุตบอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก ที่ผ่านมา ....ทำไมน่ะเหรอ ?หากเราลองมองดูกันดีๆปรากฏว่า 8 ทีม 4 แมตช์ ที่ลงปะทะแข้งกันนั้นทีมเยือนสามารถบุกไปเอาชนะได้หมด ! และเจ้าถิ่นก็ไม่สามารถยิงประตูได้เลยแม้แต่ประตูเดียว เรียกได้ว่าทีมเยือนได้ผลประโยชน์จาก "กฏประตูทีมเยือน" ไปแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยทุกทีมแปลก แปลกใจจริงๆทั้งๆที่ทีมผมกล้าบอกเลยว่าระดับชั้นมันก็ไม่ต่างอะไรมากนักและถ้าเราเจาะลึกกันลงไปที่เกมต่อเกมจริงๆด้วยแล้วล่ะก็เสียดายแทนเจ้าถิ่นเหลือเกินอย่างในนัดที่ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เปิดรังรับการมาเยือนของ โค ตะ ระ ทีมจากแคว้นกาตาลัน บาร์เซโลน่า รูปเกมของเจ้าถิ่นไม่ได้เสียเปรียบอะไรเท่าไรเลย เผลอๆอาจจะดีกว่านิดเดียวซ้ำเพียงแต่ว่า "ความเก๋า" ที่กลายเป็น "ความช้า" ของ เดมิเคลิส ทำพิษให้กับทีมตนเองอย่างแท้จริง เขาไปเสียบสกัดใส่ ลีโอเนล เมสซี่ แบบ "ช้า" ไป 1 ก้าวทำให้ทีมเสียจุดโทษแถมยังต้องมาเล่น 10 คนอีกต่างหากแต่มาดูภาพช้าแล้วก็ถกเถียงกันอีกว่าจุดโทษหรือไม่เพราะ เดมิเคลิส เสียบจริงๆคือนอกกรอบเขตโทษแล้ว เมสซี่ ลากไปต่อจนในเขต รึเปล่า ? .... "ยูฟ่าโลน่า" หรืออย่างไรไม่ทราบ อิอิและทีมจากเกาะอังกฤษเช่นเดียวกันอย่าง อาร์เซน่อล ที่เจอกับทีมร้อนแรงที่สุดในขณะนี้ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค ....ตอนที่ผมได้รับชมเกมนี้บอกได้เลยว่า "ตื่นเต้น" เอามากๆกับฟอร์มของ "ปืนใหญ่" .... แต่ในท้ายที่สุดก็ต้องมาแพ้ ... แพ้ภัยตัวเองจากการที่ เมซุต โอซิล ยิงจุดโทษให้ทีมขึ้นนำไม่ได้ จากนั้นเลยทำให้ขุนพล "เดอะ กันเนอร์ส" รวนกันไปเลยน่าแปลกนะครับที่ มิดฟิลด์ ชาวเยอรมันนีรายนี้ยิ่งเล่นก็ยิ่งตก ออกแนวตกต่ำเลยด้วยซ้ำไปในช่วงหลัง ..... ผมจึงอยากที่จะลองแนะนำ อาร์แซน เวนเกอร์ นายใหญ่หน้าเหี่ยวเหลือเกินว่าไหนๆก็กล้าดร็อป โอลิวิเยร์ ชิรูด์ แล้วก็ ดร็อป โอซิล มันด้วยซะเลยเถอะครับจะได้ไม่เป็น "ภาระ" ของเพื่อนร่วมทีมและแฟนบอลในช่วงนี้ !และแน่นอนทีมจาก อังกฤษ ทั้งสองทีมแพ้ไปด้วยสกอร์เดียวกัน 2-0 แถมมาเสียประตูช่วงๆเดียวกันด้วยซะอีกนะเอ้อ ! แมนฯซิตี้ เสียลูกแรก น.54 เช่นเดียวกับ อาร์เซน่อลส่วนลูกที่ 2 อาร์เซน่อล เสีย น.88 ส่วน ซิตี้ น.90 ..... อืมมมมมมมมมมมมมมาถึงอีกคู่ที่ทำผมแปลกใจเอามากๆ มากที่สุดเลยก็ว่าได้คือ "รอซโซเนรี่" เอซี มิลาน .... ไม่ใช่แปลกใจที่ "ตราหมี" แอตเลติโก้ มาดริด เอาชนะได้นะครับ แปลกใจที่ว่าก็คือ มิลาน ทำไมเล่นดีจุงเบย !ใน กัลโช่ เซเรีย อา ผมตามขุนพล "ปีศาจแดงดำ" เล่นบ่อยๆ ซึ่งแน่นอนว่าช่วงหลังบอกเลย "หมาไม่รับประทาน" ซักเท่าไรนักแม้ว่าจะเปลี่ยนกุนซือเป็น คลาแลนซ์ เซดอล์ฟ ก็ตามทีเถอะแต่นัดนี้ มิลาน เล่นเกมบุกกันได้ดีมากๆ เล่นกันได้น่าตื่นเต้นสุดๆแต่ "ไม่คม" ซึ่งดูเหมือนว่า ดิเอโก้ คอสต้า จะสถาปณาตัวเองเป็นหัวหอกที่เป็นที่ต้องการของ สเปน ไปแล้วหรือเปล่า ?สุดท้ายและท้ายสุดกับ "เศรษฐี" ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ที่ผมจะไม่ขอพูดอะไรมากเพราะว่า "ห้างขายยา" สู้ไม่ได้ทุกกระบวนท่า .... โดยเฉพาะกับ ซลาตัน อิบราฮิมโมวิช ที่จัดการใช้ "ท่ายาก" ระเบิดตาข่ายอีกต่างหากน่าเสียดายนะครับ .... ทั้งๆที่ทีมที่เป็นเจ้าบ้านเล่นดีมากๆ 3 ใน 4 ทีมแต่สุดท้ายก็ต้องแพ้หมด แพ้แบบสกอร์ราบคาบเสียด้วย ! น่าเสียดาย น่าเสียดาย ... แต่นี่แหละครับโลกแห่งลูกหนัง มีอะไรให้ประหลาดใจเสมอเค.เค.pic : zimbio, sportinglife

อคติ, ไร้โอกาส, เหยียดเชื้อชาติ ?

แฟนๆ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลายๆคนคงอาจจะกำลังสงสัยแบบเดียวกับที่ผมสงสัยเนื่องจากว่าในหลายๆนัดที่ผ่านมาการจัดตัวของนายใหญ่ชาวสก็อตของทีมอย่าง เดวิด มอยส์ ที่จัดตัวขัดตาขัดใจขัดมันทุกอย่างในตำแหน่งบางตำแหน่ง และกับโอกาสที่มีไว้ให้เฉพาะกับผู้เล่นบางคนที่ช่วงหลังๆมีฟอร์มการเล่นที่น่ากังขาแอชลี่ย์ ยัง, ทอม เคฟเวอร์รี่ย์ สองรายนี้อาจจะเป็นคนที่แฟนๆหลายคนโคตร ยี้ มากที่สุดในช่วงเวลานี้แต่กลับผู้เล่นบางรายที่เป็นที่ชื่นชอบอย่าง อัตนัน ยานาไซน์ หรือแม้แต่ ชินจิ คากาวะ กลับไม่ได้รับโอกาสมาเท่าที่ควรในการออกสตาร์ทเป็น 11 ผู้เล่นซะอย่างนั้นโดยเฉพาะรายหลังเพลย์เมคเกอร์ชาวเอเชียแห่งแดนซามูไร .... ที่ในนัดล่าสุดกับ อาร์เซน่อล หายจากสารระบบไปเลยโดยที่เขาไม่มีชื่อแม้แต่ตัวสำรอง !ผมเชื่อว่าแฟนผี "ส่วนใหญ่" คงจะดูกันออกว่ายามที่ คากาวะ อยู่ในสนามนั้นการทำเกมทักษะความสามารถและมันสมองของเขาช่วยทีมได้มากหรือน้อยแค่ไหน ซึ่งก็น่าสนใจเหมือนกันว่าการเข้ามาของ ฆวน มาต้า อาจจะกลายเป็นการดับอนาคตจอมทัพแห่งแดนปลาดิบนี้หรือไม่ ?ซึ่งในใจของผมก็ผุดคิดขึ้นมาทันทีเลยว่า แล้วเม่งจะเล่นด้วยกันไม่ได้หรือไง ?น่าสนใจนะครับกับการที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะหันกลับไปใช้การเล่นระบบเก่า 4-4-2 ในรูปแบบที่คุ้นเคย ไม่ใช่อะไรมั่วซั่วแบบที่เป็นอยู่ คิดไม่ออกแทงออกข้าง .... ก้อนจะครอสบอลเข้าไปให้แผงหลังคู่ต่อสู้โขกสกัดออกมาแน่นอนว่าหาก มาต้า ไปเล่นปีกสลับกับ ยานาไซน์ มันจะกลัวกว่าหรือไม่ ?การเอา คากาวะ มาเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางตามที่เขาถนัดมันจะดีกว่าจับไปเล่นปีกแบบเก้ๆกังๆดีกว่ามั้ย ? พร้อมกับมีมิดฟิลด์ตัวตัดเกมซักราย และแน่นอนว่าคู่หน้าของ "ปีศาจแดง" นั้นน่ากลัวอยู่แล้วสำหรับ รูนี่ย์ และ ฟาน เพอร์ซี่ย์ แต่มีการสัมภาษณ์ เดวิด มอยส์ อยู่ครั้งหนึ่งที่ผมจำได้ค่อนข้างแม่นเลยที่เขาพูดถึง คากาวะ ในช่วงที่มีข่าวถี่ๆว่าเฮียแกทะลึ่งบ้องจับ "เพลย์เมคเกอร์" ไปเล่นเป็น "ปีก" ซึ่ง มอยส์ ก็ได้ประกาศชัดเจนว่าเขาได้ให้ คากาวะ เล่นในตำแหน่งที่ถนัด และให้เล่นในตำแหน่งเดียวกับที่เขาเล่นในนามทีมชาติ ญี่ปุ่นผมว่าไม่ใช่นะสิ่งที่ผมเห็น คากาวะ เล่นมาตลอดตั้งแต่อยู่ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ นั้นเขาเล่น "อยู่หลังกองหน้า" ไม่ใช่เล่น "อยู่ข้างๆ" กองหน้าถึงขนาด เจอร์เก้น คล็อปป์ บุรุษผู้ที่ปลุกปั้น คากาวะ ออกมากล่าว "น้ำตาจะไหล ขอกูด่าหน่อยเถอะ" เกี่ยวกับการที่ มอยส์ จับเพลย์เมคเกอร์ รายนี้ไปเล่นเป็นปีก ซึ่งเขาได้บอกว่าแทบไม่เชื่อสายตาว่าใครเป็นคนทำให้ มอยส์ เอาความคิดที่ผิดๆแบบนี้มาจากไหน !ก็ไม่รู้สินะ ......ว่า มอยส์แกคิดอะไรอยู่ แต่ที่รู้ๆดูเหมือนว่า คากาวะ จะไม่ได้รับโอกาสเท่ากับ ปาร์ค จี ซุง ที่เคยได้รับยังถิ่น โอล แทร๊ฟฟอร์ด .......แน่นอน ผมไม่อยากจะไปพูดใส่ร้ายอะไรเกี่ยวกับการเป็น "เอเชีย" ที่ยังก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีอยู่บ้างที่อาจจะโดน "ดูถูก" อย่างในตอนที่ ปาร์ค ไม่มีชื่อติดแม้กระทั่งตังสำรองในศึก ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก รอบชิงชนะเลิศปี 2008 .....ผมจำฝังใจเลยว่ามันเป็นการกระทำที่ไม่ค่อยยุติธรรมมากนัก ทั้งๆที่ผู้เล่นอย่าง จอห์น โอเชีย หรือ มิคาเอล ซิลแวสต์ แทบไม่ได้มีส่วนร่วมอะไรกับทีมในรองรองชนะเลิศเลย ....และมาคราวนี้เหตุการมันก็อาจจะคล้ายๆกัน แต่แตกต่างกันที่ว่า ปาร์ค ได้รับโอกาสและก็พิสูจน์ตัวเองไปแล้วว่าเขาเจ๋งแค่ในเมื่อเล่นให้กับ "ปีศาจแดง" ก่อนที่จะจากออกไปแต่มาครั้งนี้ คากาวะ อาจจะจากออกไปโดยที่ยังไม่ได้ "โอกาส" ในการ "พิสูจน์" ตัวเองเลย .....#FreeShinji เถอะครับเค.เค.pic : zimbio

โหมโรงโรมดาร์บี้!รู้จักแข้งผู้เคยเป็นทั้งหมาป่าและอินทรีแห่งโรม

คนเชียร์บอลรู้หรือไม่?โรมดาร์บี้ (Derby della Roma) เป็นการแข่งขันระหว่างสองสโมสรอย่าง “โรม่า” และ “ลาซิโอ" ที่จัดได้ว่าดุเดือดและต่างฝ่ายต่างไม่ยอมใครในฐานะคู่ปรับร่วมกรุงโรมดังนั้นจึงไม่แปลกที่นักเตะของทั้งสองสโมสรต่างแสดงทุ่มเทให้กับสโมสรของตัวเองอย่างเต็มที่เพื่อจะทำอันดับให้ได้ “สูงกว่า” ทีมคู่อริของตนเอง รวมไปถึงการวาดลวดลายใน “สตาดิโอ โอลิมปิโก” ในเกมโรมดาร์บี้ที่ถูกยกว่าเป็นเกมการแข่งขันที่สำคัญที่สุดของทั้งสองสโมสร เรื่องราวความวุ่นวายของ “หมาป่าเหลืองแดง” และ “อินทรีฟ้าขาว” มักปรากฏออกมาผ่านกรณีความขัดแย้งของแฟนบอลทั้งสองทีมการออกมาโจมตีทางสื่อกันไปมาระหว่างผู้เล่นและประธานสโมสรรวมไปถึงเรื่องอื่นๆอีกมากมายที่ทำให้ดูเหมือนว่าการโยกย้ายไปเล่นให้กับสโมสรคู่แข่งร่วมเมืองนั้นเป็นไปได้ค่อนข้างยาก แต่ท่ามกลางความดุเดือดของเกมโรมดาร์บี้หรือการแข่งขันกันระหว่างสองสโมสรนั้น ในอดีตเคยมีผู้เล่นจำนวนไม่น้อยที่มีโอกาสค้าแข้งให้ทั้งสองสโมสร ดังนั้นเนื่องในโอกาสนี้ทางเพจโรม่าไทยจึงพยายามยกตัวอย่างบรรดาผู้เล่นที่เคยค้าแข้งทั้ง “จัลโล่รอสซี่” และ “เบียงโคเชเลสเต้” มาให้ทราบกันครับเซบาสเตียโน ซิวิกย่า(SebastianoSiviglia) : โรม่า(2001-2002), ลาซิโอ (2004-2010) ก่อนที่กองหลังลาซิโอรายนี้จะประสบความสำเร็จในชีวิตการค้าแข้งกับอินทรีฟ้าขาวตั้งแต่ปี 2004 จนถึงปี 2010 และสามารถการคว้าแชมป์ในรายการโคปาอิตาเลียในฤดูกาล 2008-2009 รายนี้นั้น ในอดีตเขาเคยย้ายจากอตาลันตามาค้าแข้งกับหมาป่าแห่งกรุงโรมในปี 2001 แต่ทว่าไม่สามารถเบียดแย่งตำแหน่งตัวจริงจาก คาฟู, อัลดาเอียร์, วอลเตอร์ ซามูเอล, คาร์ลอส ซาโก, คริสเตียน ปานุชชี่, แวงซอง กองเดอลาและโจนาธาน เซบิน่าได้ จนในที่สุดต้องย้ายไปร่วมทีมกับปาร์มาและอตาลันต้าก่อนที่จะอยู่ตัวกับทีมเบียงโคเชเลสเต้ในที่สุดโรแบร์โต มุซซี่ (Roberto Muzzi): โรม่า(1990-1994), ลาซิโอ (2003-2005) กองหน้าชาวโรมันรายนี้เป็นอีกคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่ภายในโอลิมปิโกภายใต้สองสีเสื้อมาอย่างยาวนาน โดยเริ่มโด่งดังให้กับการลงสนามให้กับหมาป่าแห่งกรุงโรมตั้งแต่ฤดูกาล 1989-1990 โดยเขาได้ออกตัวอย่างชัดเจนว่าเขาแฟนตัวยงของอินทรีฟ้าขาวคู่ปรับร่วมเมือง หลังจากเขาลงเล่นให้กับโรม่ากว่า 3 ตั้งแต่ปี 1994 เขาได้ย้ายออกไปร่วมทีมกายารี่และอูดิเนเซ จนในที่สุดฝันของเขาก็เป็นจริงเมื่อเขาได้ย้ายไปร่วมทีมลาซิโอเมื่อปี 2003 ในวัย 32 ปีและใช้เวลาอยู่ใน สตาดิโอ โอลิมปิโก ด้วยฐานะนักเตะเบียงโคเชเลสเต้จนถึงปี 2005 และหลังจากแขวนสตั้ด ในปัจจุบันเขาได้ทำงานเป็นเข้าหน้าที่ภายในให้กับสโมสรที่ปลุกปั้นเขาขึ้นมากับมืออย่างโรม่าจนถึงปัจจุบันลุยจิ ดิเบียโจ้(Luigi Di Biagio): ลาซิโอ (1988-1989), โรม่า(1995-1999) ยอดกองกลางทีมชาติอิตาลีรายนี้เริ่มต้นชีวิตการค้าแข้งกับลาซิโอในฤดูกาล 1988-1989 แต่ภายใต้สีเสื้อเบียงโคเชเลสเต้ ชายหนุ่มลุยจิก่อนที่จะเติบโตเป็นกำลังสำคัญให้กับทีมชาติอิตาลีและทีมจัลโล่รอสซี่นั้นเขาได้รับโอกาสการเล่นเพียงนัดเดียวเท่านั้น จึงย้ายร่วมทีมมอนซ่าและฟอจจาและในปี 1995 เขาจึงได้ย้ายมาร่วมทีมเป็นกำลังสำคัญให้กับหมาป่าแห่งกรุงโรมในที่สุดดิเอโก้ ฟูแซร์(Diego Fuser): ลาซิโอ (1992-1998), โรม่า(2001-2003) นักเตะผู้เคยผ่านประสบการณ์ในเซรี่ย์อากว่า 17 ปีคนนี้เป็นอีกคนหนึ่งที่เคยเล่นให้ทั้งสองสโมสร สำหรับแฟนอินทรีฟ้าขาวแล้วใครจะไปเชื่อว่าผู้ที่เคยเป็นกัปตันทีมอันเป็นที่รักของสโมสรจนสามารถพาทีมไปคว้าแชมป์โคปาอิตาเลียและรองแชมป์ยูฟ่าคัพในปี 1997-1998 อย่างฟูแซร์จะย้ายเข้าสู่รังหมาป่าแห่งกรุงโรมในฤดูกาล 2001 หลังจากย้ายจากลาซิโอไปซบปาร์ม่าตั้งแต่ฤดูกาล 1998-2001แต่อย่างไรก็ตาม ชีวิตการค้าแข้งของฟูแซร์กับทีมคู่อริอันดับหนึ่งของลาซิโอกลับไม่ค่อยสู้ดีนัก เมื่ออดีตกัปตันอินทรีฟ้าขาวรายนี้ได้ลงสนามเพียงแค่ 15 นัดตลอด 3 ฤดูกาลที่ค้าแข้งกับหมาป่าแห่งกรุงโรมเท่านั้นอันเจโล เปรุซซี่ (Angelo Peruzzi): โรม่า(1986-1989, 1990-1991), ลาซิโอ (2000-2007) หนึ่ง “ตำนาน” ผู้รักษาประตูฝีมือดีของทีมชาติอิตาลีผู้นี้เป็นผู้รักษาประตูเพียงคนเดียวที่มีโอกาสเฝ้าเสาในเกมโรมดาร์บี้ให้กับทั้ง 2 สโมสร โดยรายนี้เริ่มต้นชีวิตการค้าแข้งให้กับหมาป่าแห่งกรุงโรมตั้งแต่ปี 1986 โดยได้รับโอกาสลงสนามทั้งหมด 13 นัดด้วยกัน ก่อนจะถูกตัวให้กับเวโรน่ายืมตัวในปี 1990 และสามารถช่วยเวโรน่าหนีตกชั้นในฤดูการดังกล่าวได้สำเร็จ อย่างไรก็ดีเมื่อนายด่านผู้นี้กลับมาที่โรม่าอีกครั้งเขากลับถูกสโมสรแบนห้ามลงแข่งขั้นเนื่องด้วยเขาไม่ได้ควบคุมน้ำหนักตัวเองจนอ้วนเกินไปตามความเห็นของโค้ชในสโมสร ณ เวลานั้น เปรุสซี่จึงย้ายไปร่วมทีมกับ “ม้าลาย” จูเวนตุสและประสบความสำเร็จอย่างมากตลอดเวลา 9 ปี และเขาได้ย้ายไปร่วมทีม “งูใหญ่” อินเตอร์มิลาน เป็นระยะเวลา 2 ปี ก่อนที่ลาซิโอจะทุ่มเงินกว่า 17.9 ล้านยูโรคว้าตัวอดีตนายด่านโรม่ามาเฝ้าเสาให้กับตัวเองได้สำเร็จซินิซา มิไฮโลวิช(SinišaMihajlovic): โรม่า(1992-1994), ลาซิโอ (1998-2004) ผู้จัดการทีมซามพ์โดเรียคนปัจจุบันอย่างซินิซา มิไฮโลวิชนี้เป็นนักเตะอีกรายหนึ่งที่เคยเล่นให้กับทั้งจัลโล่รอสซี่และเบียงโคเชเลสเต้โดยในปี 1992 เขาได้ย้ายจากสโมสรเร้ดสตาร์ เบลเกรทมาอยู่กับโรม่ามิไฮโลวิชกลายเป็นกำลังสำคัญให้กับหมาป่าแห่งกรุงโรมตลอดระยะเวลา 3 ปี ก่อนจะย้ายสู่ซามพ์ดอเรียในปี 1994 จนกระทั่งปี 1998 ราชาฟรีคิกผู้นี้จึงกลับมาค้าแข้งในกรุงโรมอีกครั้งในฐานะนักเตะอินทรีฟ้าขาว โดยในฐานะนักเตะลาซิโอนี้เองเขาประสบความสำเร็จในฐานะนักฟุตบอลอาชีพอย่างมากซึ่งเขาสามารถช่วยลาซิโอระเบิดประตูโดยเฉพาะฟรีคิกอันทรงพลังของเขากว่า 32 ลูก สามารถกวาดแชมป์ทั้งยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพในฤดูกาล 1998-1999, ยูฟ่าซูเปอร์คัพในปี 1999, แชมป์โคปาอิตาเลียอีก 2 สมัย, และโดยเฉพาะสคูเด็ตโต้ในฤดูกาล 1999-2000ซึ่งมิไฮโลวิชผู้นี้ถือเป็นนักเตะเพียงคนเดียวที่เคยเล่นโรมดาร์บี้ให้กับทั้งสองสโมสรแล้วสามารถคว้าแชมป์ในนามทีมของเมืองหลวงได้ นอกจากนี้ยังมีผู้เล่นที่คนอื่นๆที่เล่นในโรมดาร์บี้ในฐานะนักเตะของทั้งสองสโมสรได้แก่ลิโอเนลโล มันเฟรโดเนีย (Lionello Manfredonia): ลาซิโอ (1975-1985), โรม่า(1987-1989)อาร์เน เซลมอสสัน (Arne Selmosson): ลาซิโอ (1955-1958), โรม่า(1958-1961)เขาผู้นี้เป็นนักเตะเพียงคนเดียวที่ทำประตูให้กับทั้งสองสโมสรในโรมดาร์บี้อัตติลิโอ เฟอร์ราริส ที่สี่ (Attilio Ferraris IV): โรม่า(1927-1934), ลาซิโอ (1934-1936)ฟูลวิโอ แบร์นาร์ดินี (FulvioBernardini): ลาซิโอ (1923-1926), โรม่า(1926-1928) น่าสนใจว่าในอนาคตอันใกล้หรือไกลนี้จะมีนักเตะคนใดอีกบ้างที่จะมีโอกาสเข้าแข่งขันดาร์บี้แมตแห่งเมืองหลวงของอิตาลีในฐานะนักเตะทั้ง 2 สโมสร ซึ่งแน่นอนว่านักเตะเหล่านั้นจะนำมาซึ่งสีสันและบรรยากาศอันร้อนระอุที่เพิ่มขึ้นมหาศาลให้กับ “โรมดาร์บี้” อย่างแน่นอนpic : f1grandchelem.forumcommunity, forzaitalianfootball, ciclofrenia, sportsworldcards, 1keys.blogspot

สมราคาคุย !

4-0, 2-0, 4-1, 3-1, 7-0, 6-0, 3-0, 6-3, 2-1, 1-0, 4-2 แข่ง 11 นัดไร้พ่ายชนะรวดยิงกระจาย 42 ลูกเสียไปเพียง 8 นี่คือผลงานในบ้านของ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในปีนี้และมันเป็นผลงาน "ก่อน" ที่จะมาเจอกับ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ของ โจเซ่ มูรินโญ่ ....เกมนี้ผมมีโอกาสได้รับชมซึ่งก็ต้องบอกว่าขอคาราวะกับแผนที่กุนซือโปรตุกีซรายนี้เตรียมมา ซึ่งก็บอกได้เลยว่า "สะเด่าไปเลยอีน้อง" มากหลายๆคนอาจจะคิดก่อนเกมว่านัดนี้ "สิงห์ไฮโซ" จะเล่นแผนการแบบรถบัสอุดหน้าประตูและมันอาจจะกลายเป็นเกมที่น่าเบื่อเกมหนึ่งไปเลยก็ได้ แต่มันไม่ใช่แบบนั้น .... ทุกๆการบุกของ ซิตี้ ที่ถาโถมเข้ามาบรรดาลูกทีมของ มูรินโญ่ "เอาอยู่" เกือบทั้งหมดอีกส่วนหนึ่งคือการที่ผู้เล่นของ ซิตี้ ยิงกันทิ้งขว้างเองซึ่ง โอกาสยิงทั้งหมดของพวกเขานั้น 24 ครั้งเข้ากรอบเพียงแค่ "3" ครั้งเท่านั้น ! มันน่าหดหู่ใจมากๆกับทีมที่สถาปณาตนเองว่ามีเกมบุกที่ยอดเยี่ยมที่สุดในพรีเมียร์ลีกตอนนี้ ....การขาดหายไปของ กุน อเกวโร่ อาจจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้แนวรุกดูไม่ดุดันเท่าที่ควร รวมทั้ง แฟร์นันดินโญ่ ที่ดันทะลึ่งเจ็บก่อนเกมซะอย่างนั้นทำให้ มาร์ติน เดมิเคลิส ที่ลงเล่นแทนในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางกลายเป็น "บ่อ" สำคัญในจังหวะสวนกลับมาแต่ล่ะครั้งของ "สิงห์บูลส์"และที่น่าสังเกตุก็คือ ซิตี้ ครองบอลได้มากถึง 65.3% ในเกมนี้ต่างจากทีมเยือนที่ได้บอลเล็กๆน้อย 34.7% ซึ่งมันค่อนข้างจะแตกต่างพอสมควรดาวิด ลุยซ์ กับ เนมานย่า มาติช เจิดจรัสมากๆในเกมนี้โดยเฉพาะแข้งป้ายแดงชาวเซิร์บที่แสดงให้เห็นว่าเขาดีพอยังไงที่จะกลับมาอยู่กับ เชลซี อีกหน ..... นัดนี้พี่แกเล่นซะ ยาย่า ตูเร่ มิดฟิลด์ที่ใครหลายๆคนยกย่องให้เป็น "เวิร์ลคลาส" นั้นไปแทบไม่เป็นกันเลยทีเดียว ซึ่งผมคิดว่ามาเจ๋งมากๆกับบทบาทที่ มาติช ทำให้กับ เชลซี ในเกมนี้แต่นั่นคือผู้ที่ "ปิดทองหลังพระ" ในเกมนี้ ส่วนพระเอกน่ะเหรอ .... ผมขอยกให้กับ เอด็อง อาร์ซาร์ ที่รีดเร้นฟอร์มการเล่นออกมาได้สุดยอดเอามากๆในเกมนี้ และมันก็ "สมราคาคุย" ที่เขาออกมาป่าวประกาศโต้งๆว่าอีกไม่กี่ปีตนเองจะเป็นผู้คว้ารางวัล บัล ลง ดอร์ มาครอง !เอาสิ เมื่อเห็นฟอร์มแบบนี้ผมคิดว่ามันใช่เลย พรสวรรค์ของดาวเตะตัวจี๊ดรายนี้ยอดเยี่ยมเอามากๆและเขาทำให้จังหวะสวนกลับในแต่ละครั้งของผู้มาเยือนจากลอนดอนได้เสียวซี๊ดกันในทุกๆรอบ32 ล้านปอนด์ที่ทาง เชลซี เบิกคลังเพื่อเป็นสินสอดในการคว้าตัว อาร์ซาร์ มาร่วมทัพจาก ลีลล์ ดูเหมือนว่ามันจะเริ่มคุ้มค่าขึ้นเรื่อยๆเมื่อกาลเวลาผ่านไป .....ประสบการณ์ที่สั่งสม ความเก๋าที่ค่อยๆพอกพูน รวมไปถึงสภาพร่างกายที่กำลังจะเข้าสู่จุดพีค !!!! อาร์ซาร์ กำลังจะกลายเป็นที่ขยาดของแผงกองหลังในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ยิ่งมาอยู่กับกุนซืออย่าง มูรินโญ่ ด้วยแล้วนั้นเขาอาจจะกำลังไต่เต้าขึ้นไปสู่ระดับ "เวิร์ลคลาส" อย่างที่แฟนๆคาดหวังแน่นอนว่าศึกใหญ่อย่าง ฟุตบอลโลก กำลังคลืบคลานเข้ามาทุกขณะและทีมชาติเบลเยี่ยมของ อาร์ซาร์ นั้นก็เป็นหนึ่งใน "ม้ามืด" ของการแข่งขันที่ บราซิล 2014 ครั้งนี้ !ตอนนี้ผมอดใจไม่ไหวแล้วล่ะครับที่จะเห็นฟอร์มการเล่นของไอ้หนูวัย 23 ปีรายนี้โลดแล่นในรายการระดับโลก !เค.เค.pic : zimbio

สรุปตลาดการซื้อ-ขายนักเตะที่สำคัญของบิ๊กทีมในยุโรป

จบไปแล้วสำหรับตลาดการซื้อ-ขาย นักเตะ ช่วงหน้าหนาว แม้จะไม่ค่อยมีบิ๊กเนมย้ายทีมกันให้เป็นที่ฮือฮาสักเท่าไหร่ แต่ก็มีการย้ายทีมของผู้เล่นชื่อดังที่หลายๆคนรู้กันกันเป็นอย่างดี....เรามาดูกันดีกว่าว่ามีใครย้ายไปอยู่ทีมอะไรกันบ้าง?พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เริ่มต้นด้วยลีกที่มีแฟนบอลชาวไทยรวมถึงแฟนบอลทั่วโลกให้การติดตามมากที่สุด มีการย้ายทีมที่สำคัญ ดังต่อไปนี้อาร์เซน่อลย้ายเข้าคิม คัลล์สตรอม (สปาร์ตัก มอสโก),ยืมตัวย้ายออกชูบา อัคปอม (เบรนท์ฟอร์ด), ยืมตัวแอนโธนี เจฟฟรีย์ (วีคอมบ์ วันเดอเรอร์ส)นิโก เยนนาริส (เบรนท์ฟอร์ด)เบนิก อะโฟบี (เชฟฟิลด์ส เวนส์เดย์), ยืมตัวพาร์ค ชู ยอง (วัตฟอร์ด), ยืมตัวแอสตัน วิลล่าย้ายเข้าแกรนท์ โฮลท์ (วีแกน แอธเลติก), ยืมตัวไรอัน เบอร์ทรานด์ (เชลซี), ยืมตัวย้ายออกเชย์ กิฟเว่น (มิดเดิลสโบรห์), ยืมตัวจอร์แดน เกรแฮม (แบรดฟอร์ด ซิตี้), ยืมตัวสตีเฟน ไอร์แลนด์ (สโต๊ก ซิตี้)คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ย้ายเข้าโจ อิงเก้ เบอร์เกต์ (โมลด์)แม็กนัส วูล์ฟฟ์ ไอเครม (ฮีเรนวีน)แมตส์ มอลเลอร์ แดห์ลี (โมลด์)เคนวีน โจนส์ (สโต๊ก ซิตี้) แลกเปลี่ยนตัวผู้เล่นวิลเฟร็ด ซาฮา (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด),ยืมตัวฟาบิโอ ดา ซิลวา (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด),ยืมตัวย้ายออกรูดี้ เกสเทด (แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส)ฟิลิปป์ คิส (รอส เคาน์ตี), ยืมตัวจอห์น เบรย์ฟอร์ด (เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด), ยืมตัวปีเตอร์ โอเดมวิงกี้ (สโต๊ก ซิตี้), แลกเปลี่ยนผู้เล่นไซม่อน มัวร์ (บริสตอล ซิตี้), ยืมตัวเชลซีย้ายเข้าเบอร์ทรานด์ ตราโอเลเนมันยา มาติก (เบนฟิก้า), ไม่เปิดเผยค่าตัวโมฮัมเหม็ด ซาลาห์ (บาเซิล), ไม่เปิดเผยค่าตัวย้ายออกเบอร์ทรานด์ ตราโอเล (วิแทส อาร์นเฮม), ยืมตัวแพทริก แบบฟอร์ด (ดาร์บี เคาน์ตี), ยืมตัวเคนเนธ โอเมรูโอ (มิดเดิลสโบรห์), ยืมตัวไรอัน เบอร์ทรานด์ (แอสตัน วิลลา), ยืมตัวนาธาเนียล ชาโลบาห์ (มิดเดิลสโบรห์), ยืมตัวเควิน เดอ บรุน (โวล์ฟสบวร์ก)แซม วอร์กเกอร์ (โคลเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)จอช แม็คอีชาร์น (วีแกน แอธเลติก), ยืมตัวไมเคิล เอสเซียง (เอซี มิลาน)ฆวน มานูเอล มาต้า (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)กาแอล กากูต้า (ลาซิโอ), ยืมตัวคริสตัล พาเลซย้ายเข้าโทมัส อินซ์ (แบล็คพลู), ยืมตัวสก็อต แดนน์ (แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส)ย้ายออกเควิน ฟิลลิปส์ (เลสเตอร์ ซิตี้)เจสัน แบนตัน (พลีมัธ อาร์กีล)จิมมี เคเบ (ลีดส์ ยูไนเต็ด)แมตต์ พาร์สันส์ (พลีมัธ อาร์กีล)ควีสิ แอฟฟิอาห์ (นอตตส์ เคาน์ตี)เอลเลียต แกรนดิน, ปล่อยตัวแจ็ก ฮันต์ (บาร์นสลีย์), ยืมตัวเอฟเวอร์ตันย้ายเข้าไอเดน แม็คเกียดี้ (สปาร์ตัก มอสโคว์)ลาซินา ตราโอเร (เอเอส โมนาโก), ยืมตัวย้ายออกเชน ดัฟฟี่ (เยโอวิล ทาวน์), ยืมตัวฮัลแลม โฮป (นอร์ธแฮมป์ตัน), ยืมตัวแมทธิว เพนนิงตัน (ทรานเมียร์ โรเวอร์ส), ยืมตัวแมทธิว เคนเนดี้ (ทรานเมียร์ โรเวอร์ส), ยืมตัวทีอาส บราวนิง (วีแกน แอธเลติก), ยืมตัวนิกิกา เจลาวิช (ฮัลล์ ซิตี้)เมสัน สปริงโธร์ป (วอกกิ้ง), ยืมตัวฟูแล่มย้ายเข้าคลินท์ เดมพ์ซีย์ (ซีแอตเทิล ซอนเดอร์ส), ยืมตัววิลเลียมส์ ควิสต์, ยืมตัวลูอิส โฮลท์บี้ (ท๊อตแน่ม ฮ็อมสเปอร์), ยืมตัวจอห์น ไฮติงก้า (เอฟเวอร์ตัน), ยืมตัวคอสตาส มิโตรกลู (โอลิมเปียกอส)ไรอัน ทันนิคลิฟฟ์ (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)ลาร์เนล โคล (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)ย้ายออกสตีเฟน อาร์เธอร์วอร์รีย์ (ทรานเมียร์ โรเวอร์ส), ยืมตัวมาร์คัส เบตติเนลี่ (แอคคริงตัน สแตนลีย์), ยืมตัวแจ็ค กริมเมอร์ (พอร์ต เวล), ยืมตัวไบรอัน รุยซ์ (พีเอสวี), ยืมตัวฟิลลิปป์ เซนเดอรอส (บาเลนเซีย)ฮัลล์ ซิตี้ย้ายเข้านิคิกา เจลาวิช (เอฟเวอร์ตัน)เชน ลอง (เวสต์บรอมฯ)เอลเลียต เคบบี, ไม่มีค่าตัวย้ายออกทอม แคร์นีย์ (แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส)โคนอร์ ทาวน์เซนด์ (คาร์สไลส์ ยูไนเต็ด), ยืมตัวเอลดิน จาคูโปวิช (เลย์ตัน โอเรียน), ยืมตัวคาเมรอน สจ็วร์ต (ลีดส์ ยูไนเต็ด), ยืมตัวแอรอน แม็คลีน (แบรดฟอร์ด ซิตี้)นิค โพรชวิตซ์ (บาร์นสลีย์), ยืมตัวลิเวอร์พูลย้ายออกอดัม มอร์แกน (เยโอวิล ทาวน์)เคร็ก รอดแดน (แอ็คคริงตัน สแตนลีย์), ยืมตัวไรอัน แม็คลอคลิน (บาร์นสลีย์), ยืมตัวติอาโก อิลอรี (กรานากา), ยืมตัวแมนฯ ซิตี้ย้ายออกจอห์น กวิเด็ตติ (สโต๊ก ซิตี้), ยืมตัวแฮร์รี บันน์ (ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์)อัลเบิร์ต รัสนัก (เบอร์มิงแฮม ซิตี้), ยืมตัวอับดิซาลาม อิบราฮิม, ปล่อยตัวอมีร์ ฮิวส์ (เบอร์มิงแฮม ซิตี้), ยืมตัวแมนฯ ยูไนเต็ดย้ายเข้าฆวน มานูเอล มาต้า (เชลซี)ย้ายออกแอนเดอร์สัน (ฟิออเรนตินา), ยืมตัวแจ็ค บาร์มบี (ฮาร์เทิล พูล), ยืมตัววิลเฟร็ด ซาฮา (คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้), ยืมตัวฟาบิโอ ดา ซิลวา (คาร์ดิฟฟื ซิตี้), ยืมตัวเฟร็ดเดริโก มาเคด้า (เบอร์มิงแฮม ซิตี้), ยืมตัวนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดย้ายเข้าลุก เดอ ยองก์ (โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค), ยืมตัวย้ายออกเจมส์ ทาเวอร์เนียร์ (รอตเธอร์แฮม ยูไนเต็ด), ยืมตัวแฮร์ริส วูคคิช(รอตเธอร์แฮม ยูไนเต็ด), ยืมตัวโยอัน กาบาย (ปารีส แซงต์ แชร์กแมง)นอริช ซิตี้ย้ายเข้าโฮนาส กูเตียร์เรซ (นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด), ยืมตัวย้ายออกจามาร์ โลซ่า (เลย์ตัน โอเรียนต์), ยืมตัวแคเมรอน แม็คกีแฮน (ลูตัน ทาวน์), ยืมตัวเซาท์แฮมป์ตันย้ายออกทาดานารี ลี, ปล่อยตัวบิลลี่ ชาร์ป (ดอนคาสเตอร์ โรเวอร์ส)ลี บาร์นาร์ด (เซาท์เอนด์ ยูไนเต็ด)อารอน มาร์ติน (เบอร์มิงแฮม ซิตี้)แดนนี่ ฟ็อกซ์ (น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์)ปาโบล ออสวัลโด้ (ยูเวนตุส), ยืมตัวสโต๊ก ซิตี้ย้ายเข้าจอห์น กูเด็ตติ (แมนฯ ซิตี้), ยืมตัวสตีเฟ่น ไอร์แลนด์ (แอสตัน วิลล่า)ฆวน อกูเดโล่ (นิวอิงแลนด์ เรโวลูชั่น)ปีเตอร์ โอเด็มวิงกี้ (คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้)ย้ายออกฆวน อกูเดโล่ (เอฟซี อูเทรชต์)เจมี่ เนสส์ (เลย์ตัน โอเรียนต์)เจอร์เมน เพนแนนต์ ปล่อยตัวเบร็ค เชีย (บาร์นสลีย์)เคนวีน โจนส์ (คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้) แลกตัวซันเดอร์แลนด์ย้ายเข้ามาร์คัส อลอนโซ่ (ฟิออเรนติน่า)ซานติโอโก้ เวอร์จินี่ (เอสตูเดียนเตส)ออสการ์ อุสตารี่ (เอสตูเดียนเดส)อิ๊กนาซิโอ ซก็อคโก้ (อินเตอร์นาซิอองนาล)ย้ายออกคอนเนอร์ วิคแฮม (เชฟฟิดล์ เว้นสเดย์), ยืมตัวมิเคล แมนดรอน (ฟลีตวู้ด ทาวน์), ยืมตัวกาบราล (เจนัว), ยืมตัวชี ดอง-วอน (เอาส์บวร์ก)บิลลี่ น็อตต์ (พอร์ตเวล), ยืมตัวแดนนี่ เกรแฮม (มิดเดิ้ลสโบร์ช), ยืมตัวโมดิโบ เดียคิเต้ (ฟิออเรนติน่า), ยืมตัวสวอนซี ซิตี้ย้ายเข้าดาวิด เอ็นก๊อก (โบลตัน วันเดอเรอร์ส)ย้ายออกแดเนียล อัลเฟย (พอร์ตมัธ), ยืมตัวอลัน เทต (อเบอร์ดีน), ยืมตัวท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ย้ายออกซิม่อน ดาวกินส์ (ดาร์บี้ เคาน์ตี้)ชากลิ เคาล์เธิร์สต์ (เลย์ตัน โอเรียนต์, ยืมตัวโจนาธาน โอบิก้า (ไบรท์ตัน), ยืมตัวไรอัน เฟรเดอริคส์ (มิลวอลล์), ยืมตัวอดัม สมิธ (บอร์นมัธ)ลูอิส โฮลท์บี้ (ฟูแล่ม), ยืมตัวเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยนย้ายออกลี แคมป์ (บอร์นมัธ), ฟรีเคมาร์ รูฟี่ (เชนแน่ม ทาวน์), ยืมตัวเชน ลอง (ฮัลล์ ซิตี้), ไม่เปิดเผยค่าตัวจอร์จ โธรน์ (ดาร์บี เคาน์ตี), ยืมตัวเวสต์แฮม ยูไนเต็ดย้ายเข้าจาไน กอร์ดอน (ปีเตอร์โบโร่), ไม่เปิดเผยค่าตัวโรเจอร์ จอห์นสัน (วูลฟ์แฮมป์ตัน วันเดอร์เรอร์ส), ยืมตัวอันโตนิโอ โนเชริโน่ (เอซี มิลาน), ยืมตัวมาร์โค บอริเอลโล่ (โรม่า), ยืมตัวปาโบล อาร์เมโร่ (นาโปลี), ยืมตัวย้ายออกแบลร์ ตูร์ก็อตต์ (ร็อตเธอร์แฮม ยูไนเต็ด)เพลลี่ รัดด็อค (ลูตัน ทาวน์) โมดิโบ้ ไมก้า (ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส)กัลโช่ เซเรีย อา มาทางด้านลีกดังจากแดนมะกะโรนีกันบ้าง มาลองดูกันว่ามีการย้ายทีมที่สำคัญๆของทีมไหนและผู้เล่นคนใดบ้าง?เอซี มิลานย้ายเข้ามีเกล เอสเซียง (เชลซี)อเดล ทารับต์ (ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส), ยืมตัวย้ายออกอเลสซานโดร มาตรี (ฟิออเรนติน่า), ยืมตัวอันโตนิโอ โนเชริโน่ (เวสต์แฮม ยูไนเต็ด), ยืมตัวอินเตอร์ มิลานย้ายเข้าเฮอร์นาเนส (ลาซิโอ)ยูเวนตุสย้ายเข้าปาโบล ออสวัลโด้ (เซาแธมป์ตัน), ยืมตัวนาโปลีย้ายเข้าจอร์จินโญ่ (เฮลลาส เวโรน่า)อูซี่ กูลาม (แซงต์ เอเตียน)ย้ายออก เปาโล คันนาวาโร่ (ซาสซูโอโล่)เอดูอาร์โด้ วาร์กาส (บาเลนเซีย)ปาโบล อาร์เมโร่ (เวสต์แฮม ยูไนเต็ด)ลาซิโอย้ายเข้ากาแอล กากูต้า (เชลซี), ยืมตัวไอเดอร์ ปอสติก้า (บาเลนเซีย), ยืมตัวย้ายออก เฮอร์นาเนส (อินเตอร์ มิลาน)ฟิออเรนติน่าย้ายเข้าแอนเดอร์สัน (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด), ยืมตัวอเลสซานโดร มาตรี (เอซี มิลาน), ยิมตัวโมดิโบ เดียคิเต้ (ซันเดอร์แลนด์), ยืมตัวย้ายออกมาร์คัส อลอนโซ่ (ซันเดอร์แลนด์)โรม่าย้ายเข้าราฟาเอล โตรอย (เซา เปาโล), ยืมตัวย้ายออกมาร์โค บอริเอลโล่ (เวสต์แฮม ยูไนเต็ด)ม ยืมตัวบุนเดสลีกา เยอรมัน แม้ว่าจะไม่ค่อยมีบิ๊กเนมย้ายทีมกันสักเท่าไหร่ แต่ก็มีบิ๊กดีลที่น่าสนใจให้ติดตามดังต่อไปนี้โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ย้ายเข้ามิลอส โยยิช (ปาร์ติซาน เบลเกรด)โวล์ฟสบวร์กย้ายเข้าเควิน เด บรุน (เชลซี)ย้ายออกดิเอโก้ รีบาส (แอตเลติโก มาดริด), ยืมตัวลีกเอิง ฝรั่งเศส ลีกนี้ มีการซื้อขายที่น่าสนใจของ 2 ทีมมหาอำนาจแห่ง "แดนน้ำหอม" ดังนี้โมนาโกย้ายเข้าดิมิท่าร์ เบอร์บาตอฟ (ฟูแล่ม), ยืมตัวย้ายออกลาซินา ตราโอเร่ (เอฟเวอร์ตัน), ยืมตัวปารีส แซงต์-แชร์กแมงย้ายเข้าโยฮัน กาบาย (นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด)ลาลีกา ลีก สเปน ลีกใหญ่ลีกสุดท้ายของทวีปยุโรป ที่ถึงแม้ว่า เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลน่า จะไม่ได้ขยับซื้อนักเตะในตลาดครั้งนี้ แต่ทีมอื่นๆก็มีการซื่อขายนักเตะกันอย่างคึกคัก ดังต่อไปนี้แอตเลติโก มาดริดย้ายเข้าดีเอโก้ รีบาส (โวล์ฟสบวร์ก) ,ยืมตัวย้ายออกโอลิเบร์ ตอร์เรส (บียาร์เรอัล), ยืมตัวบาเลนเซียย้ายเข้าเอดูอาร์โด้ วาร์กาส (นาโปลี), ยืมตัวย้ายออก เซร์คิโอ กานาเลส (เรอัล โซเซียดาด)เอเวร์ บาเนก้า (นีเวลส์ โอลด์ บอย), ยืมตัว เรื่องโดย : คิมทัน pic by : arsenal,walesonline,7msports,mirror,yahoo,skysports,the guardian,goal,sempreinter,videofootballs,forzaitalianfootball,ilsussidiario,bundesliga,fichajes,caughtoffside,cochonero,ferplei,rte,hulldailymail,corrierdellosport