breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

ความแตกต่าง !

เบื่อกันหรือไม่กับสถานการณ์ที่ซ้ำๆเดิมๆกันในทุกๆปี 2 ทีมคู่อริต่างฟาดฟันกันในเกมลีก โดยที่ไม่แยแสที่อื่นๆ ทั้งยังมีสภาพทางการเงินที่คล่องตัวและโดดดึ๋งขึ้นมากลายเป็น 2 ขั้วอำนาจที่เรียกได้ว่าแทบจะ "ผูกขาด" ไปซะแล้วแต่ว่ามาในวันนี้มันกำลังจะแตกต่างออกไป !แน่นอนว่าหากเราพูดถึงศึก ลาลีก้า ของ สเปนนั้นแว้บแรกที่ผุดออกมาจากหัวสมองของคอลูกหนังทุกๆคนเลยก็คือทีมชื่อดังระดับพระกาฬอย่าง "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด และ "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลน่าทั้ง 2 ทีมนี้ต่างสลับกันครองความยิ่งใหญ่ด้วยการทะยานขึ้นเป็นแชมป์อารมณ์แบบ "สมบัติผลัดกันชม" มาโดยตลอดนับตั้งแต่กุนซือสมองเพชรที่กล้าแหยมสะกิดต่อมสองทีมนี้อย่าง ราฟา เบนิเตซ โขยกก้นนั่งเครื่องบินข้ามน้ำข้ามทะเลไปคุม "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ในอังกฤษนี่ไม่ใช่เรื่องตลกนะครับเพราะว่าช่วง 12 ปีที่ผ่านมานี่ก็มีแต่นายใหญ่ที่แฟนบอลบางรายอาจจะค่อนขอดเขาซะด้วยซ้ำอย่าง ราฟา นี่แหละ ที่เป็นคนพา บาเลนเซีย ทะยานและผงาดง้ำขึ้นครองแชมป์ ลาลีก้า สเปน ได้เหนือ เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลน่าหากเราลองไล่ดูกันอย่างเป็นระบบนะครับ2002 - บาเลนเซีย2003 - เรอัล มาดริด2004 - บาเลนเซีย2005 - บาร์เซโลน่า2006 - บาร์เซโลน่า2007 - เรอัล มาดริด2008 - เรอัล มาดริด2009 - บาร์เซโลน่า2010 - บาร์เซโลน่า2011 - บาร์เซโลน่า2012 - เรอัล มาดริด2013 - บาร์เซโลน่า....... เป็นยังไงครับ ตื้นตันกันหรือไม่ ?มาดริด มาดริด บาร์ซ่า บาร์ซ่า บลาๆๆๆ สลับสับเปลี่ยนกันไปถามจริงๆไม่เบื่อกันบ้างเหรอครับ .... เอ้อ แฟนๆทั้งของ "ราชัน" และ "บาร์ซ่า" คงตะโกนด่าในว่า "กูไม่เบื่อโว้ย"แต่สำหรับผม ที่เป็นคอลูกหนังแอบเบื่อเล็กน้อยนะครับเพราะเนื่องจากว่าแต้มบางปีนี่พี่แกก็ทะลึ่งพรวดแข่งกันอยู่ 2 ทีมลุ้นกันเองส่วนพวกกลางตารางก็ลุ้นกันไปสิว่าทีมไหนจะ แชมป์เปี้ยนส์ลีก หรือ ยูโรป้า .... ยิ่งพวกท้ายตารางอีกแทบจะไม่มีคนสนใจเท่าไรเลยสำหรับ ลาลีก้า สเปน จะมีแปลกๆก็ที่ บียาร์เรอัล ตกชั้นไปในปี 2012 นั่นแหละเอิ่ม ... เกริ่นกันมาซะตั้งนาน เรื่องของเรื่องเลยก็คืออยากที่จะพูดถึงการลุกขึ้นสู้ยืดหยัดต่อกรกันได้แบบสนุกของ "ตราหมี" แอตเลติโก้ มาดริด ของ ดิเอโก้ ซิมิโอเน่ นั่นแหละครับ ที่ล่าสุดตารางคะแนนนั้นไล่บี้กันอย่างเฮฮาเลยทีเดียว ซึ่งปีนี้ก็น่ารักน่าลุ้นดีเหมือนกันนะครับว่าบรรดาแข้ง "หมี" จะสามารถรักษาฟอร์มให้คงเส้นคงวาแบบนี้ตลอดไปได้หรือไม่ ซึ่งดูจากฟอร์มแล้วมันน่าติดตามดีเหลือเกินว่าปลายทางที่รออยู่ของทีมจากเมืองหลวงอีกทีมจะจบลงอย่างไรผู้เล่นแต่ล่ะคนอาจจะพูดได้ว่าอยู่ในช่วงที่พีคพร้อมๆกัน และการมี กาบี้ หรือ ดาวิด บีย่า ตัวเก๋าช่วยประคับประคองทีม รวมทั้ง ดิเอโก้ คอสต้า ที่พีคเหลือเกินทั้งยังมี โคเก้ ดาวรุ่งที่ฉายแสง รวมถึงแผงแบ๊คโฟร์ที่แข็งแกร่งเหลือเกินอ๊ะ ๆ ... ธิเบาว์ คูร์กตัวส์ นายทวารชาวเบลเยี่ยม ก็ยังเค้นฟอร์มออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมอีกต่างหาก ..... ฟอร์มแค่ล่ะคน กำลังอยู่ในช่วง "กลมกล่อม" และพอเหมาะพอเจาะดีเหลือเกินทำให้ในฤดูกาลนี้ของ ลาลีก้า สเปน ก็น่ารักน่าลุ้นดีเหมือนกันนะครับว่าสุดท้ายและท้ายที่สุด แอตเลติโก้ มาดริด จะสามารถสร้าง เซอร์ไพรซ์ เหมือนกับรอบชิง โคปา เดล เรย์ เมื่อปีที่แล้วที่ "ตราหมี" โค่น "ราชันชุดขาว" ได้สำเร็จน่าดู ๆเค.เค.pic : zimbio, lavozlibre, barcelona

โยนหินถามทาง ?

เจ็บปวดรวดร้าวกันมั้ยครับแฟนๆ "ปีศาจแดง" ทั้งหลายที่ดูเหมือนว่าปีนี้การลุ้นแชมป์ของพวกท่านจะจบลงไปเสียแล้วด้วยน้ำตีนของ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ...3-1 อาจจะเป็นสกอร์ที่ดูเหมือนว่า ..... โอเค ยังดีกว่าโดนถลุงถล่มขาดจำพวก 3-0 หรือ 4-1 แต่ทว่าหากลองมองย้อนกลับไปดูแล้วนั้นรูปเกมแทบจะไม่มีอะไรเข้าไปสู้กับยอดทีมจากลอนดอนภายใต้การกุมบังเหียนของ "เดอะ แฮปปี้วัน" โจเซ่ มูรินโญ่ เลยแม้แต่น้อยตอนแรกผมก็แอบลุ้นว่า เดวิด มอยส์ เป็นพวกชอบทำลายสถิตินักสถิติหนาว่าให้มาทำลายการไร้พ่ายของ เชลซี ในบ้านโดยที่มี มูรินโญ่ คุม .... ซึ่งผมอาจจะคิดสูงส่งและคาดหวังในตัว มอยส์ มากไปนิด ...แผงหลังของผีแดงในตอนนี้ถือว่ารั่วมันซะทุกตำแหน่งจริงๆ ..... ราฟาเอล อาจจะดูดีแต่ทว่าการเข้าบอลที่โฉ่งฉ่างและการเติมเกมรุกที่น่ากลัว (ฝ่ายเดียวกันกลัวว่าจะลงไม่ทัน) นั้นกลายเป็นจุดอ่อนของเขาอย่างเห็นได้ชัด (ผมไม่ได้สับสนระหว่าง ราฟาเอล กับ ฟาบิโอ ที่เพิ่งโดนใบแดงไปนะครับ ลองดูดีๆว่าเมื่อก่อน ราฟาเอล นี่เม่งตัวเข้าบอลอันตรายเลยและก็โดนใบแดงไปไม่น้อยเหมือนกันเพียงแต่ว่าตอนนี้เขาเริ่มปรับปรุงตัวได้แล้วในระดับหนึ่ง)วิดิช กับ เฟอร์ดินานด์ คู่หูปราการหลังสุดแข็งแกร่งดั่งหินผาที่ตอนนี้ไม่เหลือแม้แต่เงาแล้วกลายเป็นบ่อสำคัญให้กับทีมโดยเฉพาะความเร็วของเขาทั้งคู่ที่ลดลงไปอย่างน่าใจหายใจคว่ำสุดๆ .... ส่วน เอฟร่า นะเหรอ หืมม์ ???? ไม่รู้ไปล่องเรืออยู่มหาสมุทรแถวไหนเหมือนกัน กัปตัน กะลาสี คนไหนเจอก็รีบแจ้งไปที่ โอล แทร๊ฟฟอร์ด ด้วยนะครับจะมีดีๆหน่อยก็เพียงแค่ อีแวนส์ เท่านั้นที่ตอนนี้กลายเป็นเสาหลักที่ยังไม่มั่นคงเท่าไรให้กับทีมในปราการหลัง แต่ก็ถูๆไถๆไปได้ล่ะมั้ง ?แต่สิ่งที่น่าผิดหวังที่สุดก็อาจจะเป็น 2 ดาวรุ่งที่น่าจับตามองกลายเป็นน่าปิดตาไม่อยากมองเม่งแล้วสำหรับ คริส สมอลลิ่ง และ ฟิลล์ โจนส์ ....หลายๆคนอาจจะดีใจเมื่อตอนเห็นชื่อของ โจนส์ ที่ลงมาแพคแดนกลางซึ่งเขาเคยทำหน้าที่ได้ดีมากในตำแหน่งนี้ แต่ทว่าในนัดกับเชลซี ทุกๆอย่างมันผิดเพี้ยนไปหมด ..... รวมไปถึง สมอลลิ่ง ที่ได้รับเลือกลงมาเล่นแทน เอฟร่า ที่บาดเจ็บและมายืนในตำแหน่งแบ๊คขวา .... ซึ่งเวลาเติมเกมขึ้นมาทีไรรอยิ้มได้เลย !ยิ้มให้กับการเปิดบอลที่ไปไหนไม่รู้ของปราการหลังร่างโย่งชาวอังกฤษรายนี้ ..... เฮ้อ อย่าลืมสิครับว่าตำแหน่งถนัดที่แท้จริงของเขานั้นคือ "ปราการหลังตัวกลาง" เท่านั้น แบ๊คขวาคือมันไม่ใช่เลย ไม่ใช่จริงๆไม่รู้ว่าเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นจะเป็นการ "โยนหินถามทาง" ของกุนซือชาวสก็อตคนใหม่ เดวิด มอยส์ หรือไม่ว่า ใคร ดีพอและเล่นภายใต้การกุมบังเหียนของเขาแบบไม่ตะขิดตะขวงใจหลังจากการรีไทร์ของบรมกุนซือ เซอร์ อเล็กส์ เฟอร์กูสันถ้าหากเป็นแบบนั้น มอยส์ ได้โยนไปแล้วและผลมันก็ออกมาแบบน่าผิดหวังสุดๆเพราะว่าที่เด่นที่สุดและกลายเป็นรับภาระหนักที่สุดด้วยกลับกลายเป็น ดาวิด เด เคอา นายทวาร "กระทิงดุ" ของทีมเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น .... เอ้อ รวม เวลเบ็ค ไปด้วยอีกคนก็ไม่น่าจะผิดเพี้ยนอะไร ....แต่สิ่งที่เป็นข้อสงสัยมากที่สุดและเป็นสิ่งที่แฟนๆไม่อาจรู้ได้เลยก็คือว่าทั้ง ชินจิ คากาวะ และ วิลฟรีด ซาฮา แกไปทำอะไรให้ มอยส์ เจ็บช้ำน้ำใจมากมายอย่างนั้นหรือ ?ลงเล่นก็ไม่ให้ ปล่อยย้ายก็ไม่ปล่อย ..... น่าสงสารจริงๆแฟนๆผีแดงก็คงต้องรอดูกันต่อไปล่ะครับว่ายุคใหม่ต่อจากนี้ จากกุนซือที่ได้รับความไว้วางใจจากบอร์ดบริการของ ยูไนเต็ด จะสามารถสร้างอะไรเล็กๆน้อยๆได้มั้ยหลังจากจบฤดูกาลนี้ ......ได้ไป แชมป์เปี้ยนส์ลีก ก็ยอดเยี่ยมแล้วล่ะครับผมว่า ปีหน้าฟ้าใหม่ ทีมใหม่ ตั้งต้นใหม่ ไม่สายหรอกครับ เพราะว่าจริงๆแล้ว มอยส์ อาจจะต้องการโละอะไรบางอย่างออกจากทีมและแน่นอนการเสริมอะไรบางอย่างเข้าสู่ทีมนั้น ผมคิดว่ากุนซือรายนี้น่าจะทำได้ดีในช่วงหน้าร้อนหลังฟุตบอลโลกปีนี้แน่นอนเค.เค.pic : zimbio, caughtoffside

สมควร หรือว่า ไม่ ?

ช้าไปมั้ยครับกับการที่จะเขียนเรื่องของรางวัลบอลทองคำหรือว่า บัล ลง ดอร์ ที่ประกาศกันไปตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา ..... จะว่าช้ามันก็ช้า แต่ทว่าไม่ช้ามันก็คือไม่ช้าน่ะแหละครับ เพราะรางวัลนี้ยังมีเรื่องให้ได้พูดให้ได้คุยอีกเยอะเกี่ยวกับประเด็นในด้านต่างๆ .... และปีนี้ บอลทองคำ ก็ตกไปอยู่ในเงื้อมมือของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ตามโผที่ออกมาแบบไม่มีผิดเพี้ยน แต่ที่น่าแปลกใจก็คือ ฟรองค์ ริเบรี่ ดาวเตะ 5 แชมป์ของ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค กลับตกไปอยู่ที่ 3 เป็นรอง ลีโอเนล เมสซี่ ซะอย่างนั้น ???อันนี้ผมว่าก็น่าแปลกพอสมควรเพราะว่า เมสซี่ ก็เจ็บไปซะก็หลายครั้งแต่ทว่าด้วยชื่อชั้น ความโด่งดัง ริเบรี่ เทียบไม่ได้ ???? ทำให้ทางเลือกที่ 3 อย่างเขาสุดท้ายก็เป็นที่ 3 อยู่วันยังค่ำจริงๆแล้ว บัล ลง ดอร์ มันก็ยังเป็นข้อสงสัยว่าตกลงมันเป็นรางวัลที่ให้ผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลกหรือว่าผู้เล่นที่ได้รับความนิยมที่สุดในโลกกันแน่ ?ก็จริงอยู่ที่ว่าผลงาน 66 ประตูจาก 56 เกมทั้งสโมสรและทีมชาติของ โด้ มันสุดยอดเหนือคำบรรยาย ซึ่ง เมสซี่ อาจจะต่ำกว่ามาตรฐานนิดหน่อยตามความคิดผมที่ 42 ประตูจาก 45 นัดแต่อย่าลืมว่านี่ไม่ใช่รางวัลดาวซัลโวนะครับ ??ซึ่งในความเป็นจริงสิ่งที่เถียงไม่ได้เลยก็คือว่า ริเบรี่ คือคนที่ "ประสบความสำเร็จ" กับสโมสรมากที่สุด การคว้า "ทริปเปิ้ลแชมป์" ในฤดูกาลที่แล้วพร้อมกับอีก 2 ถ้วยแชมป์ระดับ ซูปเปอร์คัพ และ ฟุตบอลสโมสรโลกปีนี้กับ บาเยิร์น กลายเป็น 5 มันยังไม่เพียงพอสำหรับการก้าวขึ้นรับตำแหน่งบอลทองคำ ...ซึ่งจากการตัดสินในปีนี้มันทำให้ผมคิดถึงตอนปี 2010 ที่ เวสลี่ย์ ชไนเดอร์ มาเหนือๆเลยด้วยการโชว์ฟอร์มพา อินเตอร์ มิลาน คว้า "ทริปเปิ้ลแชมป์" พร้อมกับพา เนเธอร์แลนด์ เข้าชิงฟุตบอลโลกสุดท้ายก็เป็นอันแห้วไปให้กับ ลีโอเนล เมสซี่ .....แต่สิ่งที่แตกต่างจากปีนั้นก็คือ .... คริสเตียโน่ โรนัลโด้ สามารถรักษาระดับและโชว์ฟอร์มคงเส้นคงวา แต่กลับกลายเป็นว่าตกเป็นรอง เมสซี่ มานานนับ 4 ปี ซึ่งนี่เองอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งและอาจจะเป็นเหตุผลเดียวเลยก็ว่าได้ที่ทำให้คะแนนโหวตของ โรนัลโด้ ในปี 2013 นี้มาแบบวินๆอีกทั้งอาจจะมีบ้างที่เป็นความ "เห็นใจ" ต่อการสู้ไม่ถอยของกัปตันทีมชาติโปรตุเกสรายนี้ด้วยนั่นแหละ ที่ยิงเอา ยิงเอา มาหลายต่อหลายปีจริงๆผมก็แอบดีใจนะที่ได้เห็น โรนัลโด้ ขึ้นรับรางวัลนี้อีกครั้ง ซักที ....เค.เค.pic : fifa, zimbio

ปัจจุบันนี้ เพื่อชื่อที่อกซ้าย หรือว่า ชื่อที่อยู่ด้านหลัง ?

2 ปีติดๆ ..... 2 ปีติดๆกันที่ทีมอย่าง "เสือเหลือง" โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ต้องเสียตัวผู้เล่นอันล้ำค่าไปให้กับคู่แข่งร่วมลีกแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ?ทีมชื่อดังทีมนี้คือทีมที่ได้รับการยกย่องว่ามีเหล่าแฟนบอลที่รักภักดีมากที่สุดในยุโรป กับจำนวนผู้ชมในสนามที่คงเส้นคงวาตลอด 80,000 คนมาตลอดอย่างยาวนาน แต่ทว่าในเรื่องของนักเตะนั้นพวกเขากลับไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ ?อย่าลืมนะครับว่าคนแรกที่ย้ายออกจาก ดอร์ทมุนด์ ไปแบบช็อคแฟนๆอย่าง มาริโอ เกิร์ทเซ่ นี่คือ "ลูกหม้อ" แท้ๆของทีมเลยนะครับ ...... ฝึกฝนกันมาตั้งแต่ยังเป็นเยาวชน อบรบบ่มเพาะในแบบฉบับของ "เสือเหลือง"แต่ท้ายที่สุดเขาก็ย้ายออกไปด้วยเหตุผลสั้นตามข่าวที่ออกมาก็คือ "อยากร่วมงานกับ เป๊ป กวาดิโอล่า" .....มันน่าเจ็บปวดเหลือเกินแต่ทว่ามันคืออะไรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ..... นักเตะหมดใจ รวมทั้งค่าฉีกสัญญาที่มีอยู่ และที่สำคัญ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค ก็พร้อมจ่ายเกิร์ทเซ่ เลยจัดไปก่อนรวมทั้งรายล่าสุดที่ตกเป็นข่าวมาอย่างยาวนาน และดูเหมือนว่าเขาจะไม่มีเปลี่ยนใจเลยแม้แต่น้อยสำหรับ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ดาวยิงฟอร์มร้อนแรงของทีมที่ล่าสุดก็ตกลงปลงใจเซ็นสัญญากับ บาเยิร์น ไปแล้วอีกราย2 ปีซ้อนๆ ที่แฟนๆแห่ง "ความภักดี" ต้องกล้ำกลืนฝืนทนเห็นดาวเตะคนสำคัญย้ายไปทีมคู่แข่งแย่งถาดแชมป์บุนเดสลีก้า ...เลวานดอฟสกี้ นี่ถ้าผมจำไม่ผิดเขาเคยเป็นสำรองของดาวเตะลาตินอย่าง ลูคัส บาริออส ที่เคยระหกระเหินมาแข้งบนแผ่นดินเอเชียของเรานี่เอง ..... ล่าสุดเห็นว่าไปค้าแข้งอยู่กับ สปาตัก มอสโกว์ ในแดน "หมีขาว" แล้วด้วยอาจจะเรียกว่าโชคชะตานำพาทุกอย่าง บาริออส บาดเจ็บ เลวานดอฟสกี้ ได้โอกาส ..... และเขาก็ระเบิดเพลงแข้งออกมายิงสลุดหยุดไม่อยู่ จนเป็นเหตุผลว่าทำไม บาริออส ถึงต้องมาหากินในเอเชีย ......แน่นอน เลงานดอฟสกี้ เป็นคนที่คว้าโอกาสเก่ง และล่าสุดเขาก็เพิ่งจะ "คว้า" โอกาสใหม่ไปแล้วแบบที่จิตใจแน่วแน่มั่นคงอย่างข่าวคราวล่าสุดที่เอเยนต์ของดาวยิงชาว โปล์ รายนี้ได้ออกมาบอกว่า "ราชันชุดขาว" ถวายเงินก้อนโตมาให้เพื่อแลกกับลายเซ็นแบบเบาๆ สบายๆ แต่ทว่า เลวาน กลับเลือกที่จะไป บาเยิร์น ?ทำไมกัน ทำไม ?และดูเหมือนว่าทาง ดอร์ทมุนด์ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าจะต้องเสีย เลวานดอฟสกี้ ไปแบบไม่มีค่าตัวนั้นต้องการที่จะให้เขาย้ายไปสเปนมากกว่าซะด้วยซ้ำ ....... และนั่นอาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไมสุดท้าย "เสือเหลือง" จึงต้องยอมปล่อยคนที่เปรียบเสมือน "เขี้ยว" ไปนั่นก็เพราะว่าทั้ง เจอร์เก้น คล็อปป์ และเหล่าผู้บริหารของ ดอร์ทมุนด์ อาจจะต้องการ "ยื้อ" เพื่อให้ดาวซัลโวรายนี้ "เปลี่ยนใจ" แต่ทว่ามันก็ไม่สามามารถทำได้ ..... "เสือใต้" กลายเป็นทีมที่แข้งดังหลายคนถวิลหาไปซะแล้วชื่อของ เป๊ป กวาดิโอล่า มันสามารถดึงดูดใจนักเตะได้ขนาดนั้นเลยหรือ ? ความสำเร็จของทีมนั้นมันสามารถทำให้นักเตะเปลี่ยนใจกันง่ายๆขนาดนี้เลยใช่มั้ย ?อาชีพนักฟุตบอลมันก็เหมือนกับ "หมาล่าเนื้อ" ที่พอแก่ตัวลงไปแล้วก็ไม่มีใครต้องการ ??????น่าแปลกเหมือนกัน เพราะว่าในโลกลูกหนังปัจจุบันบุคคลอย่าง เปาโล มัลดินี่, ฮาเวียร์ ซานเน็ตติ, ไรอัน กิ๊กส์, โทนี่ อดัมส์ กลับเหลือน้อยลงไปทุกๆทีคนที่ทำที่เล่นเพื่อชื่อที่อยู่ข้างหน้าเสื้อนั้นมันน้อยลงไปเสียแล้ว ..... ณ ปัจจุบันนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่า "ชื่อที่อยู่ด้านหลัง" มันสำคัญกว่าไปเสียแล้วเค.เค.pic : uefa, colouesoffootball, dortmundthai, n-tv, spox, manchesterpubnyc

11 แข้งยังบลัดที่แจ้งเกิดเต็มตัวในปีที่ผ่านมา !

ในปี 2013 ที่ผ่านมาเหล่าแข้งดาวรุ่งที่น่าจับตามองก็ได้ทะยอยโชว์ฝีเท้าลายมือออกมาเรื่อยๆโดยเฉพาะกับบางคนที่เราอาจจะไม่รู้ว่าเพิ่งอายุเท่านี้เองเหรอ ! ทั้งนี้กระผมนาย เค.เค. เลยจะขอนำ 11 แข้งยังเติร์กที่ทาง teensdigest จัดให้เป็นดาวรุ่งที่ฉายแสงมาตลอดทั้งปี 2013 ที่ผ่านมาโดยที่อายุของพวกเขายังไม่เกิน 21 ปีด้วยซ้ำ ! มีใครกันบ้างสะดับรับอ่านได้เลยครับผู้รักษาประตู : ธิเบาว์ คูร์กตัวส์, เชลซี - แอตเลติโก้ มาดริด (21 ปี) นายทวารที่ใครหลายๆคนคิดว่าเป็นของ "ตราหมี" แอตเลติโก้ มาดริด นั้นจริงๆแล้วไม่ใช่ คูร์กตัวส์ เซ็นสัญญากับ เชลซี ถึง 5 ปีแต่ทว่า 3 ปีที่ผ่านมาเขาถูกยืมตัวไปเฝ้าเสายังถิ่น บิเซนเต้ กัลเดร่อน ซึ่ง คูร์กตัวส์ ก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมโชว์ฟอร์มหนึบช่วยให้ แอตฯมาดริด สยบ "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด ได้ในรอบชิงชนะเลิศของ โคปปา เดอ เรย์ พา "ตราหมี" ผงาดคว้าแชมป์ไปครองได้สำเร็จ รวมไปถึงในนามทีมชาติที่เขายึดมือ 1 ของ "ปีศาจแดงแห่งยุโรป" เบลเยี่ยม มาครองได้พร้อมกับพาบ้านเกิดของเขาเข้าไปโลดแล่นในศึกฟุตบอลโลก 2014 เป็นที่เรียบร้อยแบ๊คขวา : ดาเนี่ยล คาวาจัล, ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น - เรอัล มาดริด (21 ปี) แบ๊คขวาแห่ง "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด ต้องยอมรับเลยว่าฟอร์มของไอ้หนุ่มดาวรุ่งพุ่งแรงรายนี้ทำให้สาวกของ มาดริด อยากที่จะให้เขากลายเป็น มิเชล ซัลกาโด้ ในอนาคตโดยในช่วงปีที่ผ่านมา คาวาจัล สามารถช่วยให้ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ทีมดังใน บุนเดสลีก้า เยอรมันนี ได้ไปเล่น ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก ได้สำเร็จ พร้อมทั้งในนามทีมชาติเขายังพา "กระทิงจิ๋ว" ทีมชาติสเปนรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปีผงาดคว้าแชมป์ยุโรปได้อีกต่างหาก และแน่นอนว่าด้วยลีลาการเล่นแบบนี้ "ราชันชุดขาว" ถึงกับยอมควักกระเป๋าซื้อตัว คาวาจัล กลับมาจาก เลเวอร์คูเซ่น มาเล่นยัง ซานดิเอโก้ เบอร์นาบิว อีกรอบเลยทีเดียวเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ : ฟิล โจนส์, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (21 ปี) ยิ่งเล่นก็ยิ่งได้ใจแฟนๆ "ปีศาจแดง" จริงๆสำหรับเซ็นเตอร์ฮาล์ฟขาบู๊รายนี้ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ตำแหน่งเดียวที่เขาเล่นได้ มิดฟิลด์ตัวรับรวมไปถึงแบ๊คขวาดาวรุ่ง "หน้าเหวอ" รายนี้ยังทำหน้าที่ได้ดีอีกด้วย ถึงแม้ว่าอาการบาดเจ็บของเขาจะมีค่อนข้างบ่อยแต่ทว่าดาวเตะในยุคสุดท้ายของ เซอร์ อเล็กส์ เฟอร์กูสัน รายนี้ก็สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ไปครองได้เป็นสมัยที่ 20 อย่างยิ่งใหญ่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ : ราเฟล วาราน, เรอัล มาดริด (20 ปี) แน่นอนว่าเวลาเราพูดถึงดาวรุ่งต่างๆทั่วโลกชื่อของไอ้หนูรายนี้จะผุดขึ้นมาในหัวทันทีสำหรับปราการหลังตัวกลางที่สามารถแจ้งเกิดได้อย่างเต็มตัวจากการให้โอกาสของ โจเซ่ มูรินโญ่ เล่นเอาข่าวคราวการย้ายทีมของรุ่นพี่ใน "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด อย่าง เปเป้ ครึกโครมกันเลยทีเดียวในช่วงที่ วาราน แจ้งเกิดมาใหม่ๆแบ๊คซ้าย : ลุค ชอว์, เซาแธมป์ตัน (18 ปี) ลูกหม้อของ "นักบุญ" เซาแธมป์ตัน รายนี้กลายเป็นดาวรุ่งที่ทีมใหญ่ๆทั้ง เชลซี และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จับตามองแบบไม่กระพริบตาเลยทีเดียว ด้วยการเล่นที่นิ่งเกินวัย และแจ้งเกิดในยุคของ เมาริซิโอ โพเช็ตติโน่ แบบยึดตำแหน่งตัวจริงไปเสียแล้วมิดฟิลด์ตัวกลาง : พอล ป็อกบา, ยูเวนตุส (20 ปี) คงไม่ต้องสาธยายอะไรมากกับดาวเตะผมทรงไม้กวาดรายนี้ของ "ม้าลาย" ยูเวนตุส ที่เล่นเอาแฟนๆ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เสียดายกันเป็นแถวๆที่ทีมนั้นขายให้กับ ยูเวนตุส ไปเนื่องจากว่าไอ้หนุ่มขายาวรายนี้เล่นได้ดีทั้งเกมรุกและเกมรับ และผลงานในปีที่ผ่านมานั้นถือว่า ป็อกบา ไม่แจ้งเกิดเต็มตัวก็ไม่ได้ซะแล้วเขาพาทีมชาติฝรั่งเศสคว้าแชมป์โลกในรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปีและคว้า "โกลเด้นบอล" ของทัวร์นาเมนท์ นั้นมาครองได้อีกต่างหาก รวมไปถึงแชมป์ สคูเด็ตโต้ กับ ยูเวนตุส อีกด้วยมิดฟิลด์ตัวกลาง : มาร์โก แวร์รัตติ, ปารีส แซงต์ แชร์กแมง (21 ปี) ไม่น่าเชื่อว่าดาวเตะรายนี้จะเป็นที่จับตามองแบบก้าวกระโดดเลยก็ว่าได้เนื่องจากว่าก่อนที่เขาจะถูกทีมเศรษฐีเงินฟ่อนแห่งฝรั่งเศสซื้อไปนั้น แวร์รัตติ ลงเล่นในเซเรีย บี กับ เปสคาร่า เท่านั้นและในฤดูกาลที่ผ่านมา แวร์รัตติ ก็เล่นได้คงเส้นคงวากับทีมทั้งยังติดทีมชาติ อิตาลี ชุดใหญ่พร้อมกับทำประตูเปิดซิงไปได้แล้วซะด้วยมิดฟิลด์ตัวกลาง : อิสโก้, มาลาก้า-เรอัล มาดริด (21 ปี) การทุ่มซื้อของ "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด แบบไม่ยั้งคิดสำหรับการคว้าตัว อิสโก้ เพลย์เมคเกอร์ ดาวรุ่งพุ่งแรงเข้ามาสู่ทีมนั้นไม่ใช่เรื่องที่น่าสงสัยแต่อย่างใด ฟอร์มการเล่นของเขากับ มาลาก้า ก็โชว์ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมและส่วนที่สำคัญเลยที่ทำให้ มาดริด ทุ่มเงินกว่า 30 ล้านยูโรนั้นเนื่องจากว่าในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี นั้น อิสโก้ เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ทีมชาติสเปน คว้าแชมป์มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่นั่นเองปีกขวา/กึ่งกองหน้า : จูเลี่ยน แดร็กซ์เลอร์, ชาลเก้ 04 (20 ปี) ด้วยวัยเพียง 20 ปี แดร็กซ์เลอร์ ก็โด่งดังขนาดนี้แล้วทำให้อนาคตของแข้งยังบลัดรายนี้น่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ แถมในนามทีมชาติเยอรมันนีชุดใหญ่เขายังติดทีมไปแล้วถึง 10 นัดด้วยกัน และแน่นอนว่าเขาคือบุคคลสำคัญที่ทีมอย่าง "ราชันสีน้ำเงิน" ชาลเก้ 04 จะขาดไม่ได้เด็ดขาดเลยในช่วงเวลานี้ปีกซ้าย/กึ่งกองหน้า : เนย์มาร์, บาร์เซโลน่า (21 ปี) ดาวยิง 57 ล้านยูโร รายนี้คงไม่ต้องอธิบายอะไรให้มากความแล้วซึ่งฟอร์มการเล่นใน คอนเฟดเดอเรชั่นส์ คัพ กับขุนพล "เซเรเซา" ทีมชาติบราซิล ก็เป็นที่ประจักให้เห็นแล้วว่าเขานั้นเจ๋งแค่ไหน ซึ่งที่ต้องปรับปรุงสำหรับ เนย์มาร์ อาจจะมีแค่ฟอร์มการเล่นกับ บาร์เซโลน่า ที่น่าจะคงเส้นคงวามากกว่านี้ .... แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เนย์มาร์ ระเบิดแฮทริกแรกในนาม บาร์เซโลน่า ไปแล้วกองหน้า : โรเมลู ลูกากู เชลซี, เวสบรอมวิช อัลเบี้ยน - เอฟเวอร์ตัน (20 ปี) โชว์ฟอร์มโหดแบบไม่มีชื่อติดไม่จริงๆสำหรับ ลูกากู ทั้งในนามของ "เดอะ แบ๊กกี้ส์" เวสบรอมวิช อัลเบี้ยน ที่ระเบิดไปถึง 17 ตุง และมาในฤดูกาลล่าสุดนี้ ลูกากู ก็ซัดให้กับ "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" เอฟเวอร์ตัน ไปแล้ว 9 ประตูด้วยกัน ซึ่งเล่นเอาแฟนๆ เชลซี ต้นสังกัดหลักของ ลูกากู นั้นสงสัยไม่น้อยเลยทีเดียวว่าปล่อยให้ทีมอื่นยืมตัวไปทำไมคร้าบบบบบบเป็นยังไงกันบ้างครับทั้ง 11 คน ? มีตำแหน่งไหนที่คาใจอะไรตรงไหนกันบ้างหรือเปล่าครับ ? แน่นอนว่าทั้ง 11 คนนี้จะต้องถูกจับตามองกันไปยาวๆอย่างแน่นอนโดยเฉพาะกับศึกฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิล ที่ทั้ง 11 ยังบลัดเหล่านี้ต่างก็มีโอกาสที่จะติดทีมชาติชุดใหญ่ไปโม่แข้งกันแทบทุกคนนั่นเองเค.เค.pic : zimbio

สัปดาห์ฉลองปีใหม่ของเมืองเบียร์ .... ที่จ่าฝูงยิ้มร่า

มันเปรียบเสมือนของขวัญปีใหม่ชิ้นใหญ่ยักษ์เลยก็ว่าได้สำหรับผลการแข่งขันบุนเดสลีก้า ในสัปดาห์ส่งท้ายเลคแรกก่อนที่จะปิดเบรคหน้าหนาว ...ของขวัญที่ว่านี่คือของขวัญให้กับแฟนๆ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค เท่านั้นนะครับ .. ส่วนอันดับที่ 2 และ 3 นั้นปรากฏว่านัดกันเงิบพร้อมๆกันโดยมิได้นัดหมายแต่อย่างใดโดยเฉพาะกับรองจ่าฝูงอย่าง "ห้างหายยา" ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ที่จู่ๆฟอร์มก็ชะรูดลงมาด้วยการที่ 2 นัดหลังสุดก่อนสิ้นปีนี้แพ้รวดทั้งสองนัดด้วยสกอร์เดียวกันคือ 1-0 พร้อมกับทำประตูใครไม่ได้เลยอีกต่างหากส่วนในรายของคู่ปรับที่ฟาดฟันกันมาเมื่อฤดูกาลที่แล้วอย่าง "เสือเหลือง" โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ นั้นไม่ต้องสืบ ปีนี้หาฟอร์มการเล่นที่แน่นอนได้เฉพาะในช่วงต้นฤดูกาลเท่านั้นเอง และดูเหมือนว่ารังแสงรัศมีที่เจิดจรัสในการคว้าถาดแชมป์บุนเดสลีก้า กำลังจะฉายลงไปที่เดิมที่ มิวนิค อีกครั้งในปีนี้ที่น่าแปลกใจก็คืออันดับ 2-7 ของตาราง บุนเดสลีก้า นั้นแต่ละทีมแพ้กัน 4-5 ด้วยกันทั้งหมด แต่ทว่าผู้ครองบัลลังค์อยู่อย่าง "เสือใต้" กลับไม่แพ้ใครเลยแม้แต่นัดเดียว ?นั่น หมายความว่าอะไร ในเมื่อตอนนี้ทุกๆทีมต่างได้ลงฟาดแข้งกันมาหมดแล้ว (เหลือ บาเยิร์น ขาดไป 1 นัดเนื่องจากว่าไปเล่นชิงแชมป์สโมสรโลก)มันทำให้เห็นว่าระดับชั้นของ "เสือใต้" ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานั้นมันทะลึ่งพรวดขึ้น ไปโดดๆเดี่ยวๆแบบหาทีมเทียบไม่ได้ซะอย่างนั้นเลยเหรอ ? ยุคสมัยแห่งเสือตัวนี้จะกลับมาครองบัลลังค์โดยไม่แบ่งให้คนอื่นจะกลับมาอีก แล้วสินะ ?คงต้องยอมน้อมรับเลยล่ะครับว่า "ใช่"ทีมอย่าง ดอร์ทมุนด์ ที่เคยกระชากบัลลังค์มานอนกอดได้ 2 ปีติดต่อกันนั้นก็ต้องยอมรับว่าสภาพทีมไม่เอื้ออำนวยอย่างยิ่ง และที่เห็นได้ชัดเจนเลยก็คือการที่ตัวหลักๆในแนวรับบาดเจ็บกันไปซะหมดทั้ง แมตส์ ฮุมเมลส์, เนเวน ซูโบติช, ลูคัส ปิสเช็ค มาเจ็บพร้อมๆกันนั้นเล่นเอาเสียกระบวนท่าไปเลยโดยเฉพาะกับมิดฟิลด์มันสมองของทีม อิลกาย กุนโดกัน ที่พอเจ็บปุ๊ป ..... ทีมก็สั่นคลอนปั๊ปเลยทีเดียวมัน ทำให้เราเห็นเลยว่า "เสือเหลือง" มีผู้เล่นที่ยังไม่สามารถทดแทนกันได้อย่างที่สมควรจะเป็น ส่วนทีมที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงอีกหนึ่งทีมอย่าง "ห้างขายยา" นั้นก็เช่นกันแต่ทว่ามันไม่ใช่เรื่องของอาการบาดเจ็บ แต่ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นอาการ "ล้า" มากกว่า เพราะพวกเขาใช้แต่ผู้เล่นหน้าเดิมๆลงฟาดแข้งในแต่ละนัด และมาในช่วงท้ายก็เห็นถึงสภาพอาการ "ขาอ่อน" ได้เป็นอย่างดีผู้เล่นอย่าง อีมีร์ สปาฮิค, เอ็มเร่ คาน, ซอน เฮือง มิน, สเตฟาน คิสลิงค์, กุยลิโอ โดนาติ, ลาร์ส เบ็นเดอร์ ลงเล่นมาตลอดช่วง 5 นัดหลังสุดแต่เราลองกลับไปมองทีมอย่าง บาเยิร์น มิวนิค ..... ผู้เล่นอย่าง ฟรองค์ ริเบรี่ หรือ อาเยน ร็อบเบน เจ็บไป .... แล้วไง ?มาริ โอ เกิร์ทเซ่, โทนี่ โครสต์, โธมัส มุลเลอร์ พิสูจน์แล้วว่าพวกเขาฟิตและพร้อมลงสนามเสมอ มันทำให้แดนกลางของ "เสือใต้" แน่นปึ้กชนิดที่ว่าแข็งโป้ก !หรือ อย่างตอนที่ ฆาบี้ มาร์ติเนส และ ติอาโก้ อัลคันทาร่า และ บาสเตียน ชไวน์สไตรเกอร์ ทะลึ่งเจ็บพร้อมกับทำให้ตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางนั้นหายไป เป๊ป กวาดิโอล่า ก็ค้นพบนักเตะในตำแหน่งนี้ใหม่นั่นก็คือ ฟิลิปป์ ลาห์ม แบ๊คขวากัปตันทีมนั่นเอง !แต่ก็ใช่ว่าพอ ลาห์ม โยกจากทางขวามาแล้วจะทำให้กราบขวาเป็นรูโบ๋ ... ราฟินญ่า ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าเขาเป็นมากกว่า "อะไหล่" ของทีมด้วยการโชว์ฟอร์มแบบที่ว่า เป๊ป รักพี่เสียดายน้องกันเลยทีเดียวผู้ เล่นสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันได้ นักเตะก็คงความฟิตได้เต็มที่ .... ทำให้ล่าสุดเมื่อจบครึ่งฤดูกาลแรก บาเยิร์น มิวนิค มีแต้มนำทีมอันดับสอง ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น 7 แต้ม และ อันดับ 3 โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 12 แต้มด้วยกันอย่างนี้ถาดแชมป์มันจะลอยไปไหนได้ล่ะครับ ?เค.เค.pic : eurosport, n24

เจาะลึกบอลยุโรปรอบ 16 ทีมสุดท้าย ใครจะชนกับใคร!

หลังจากแฟนบอลส่วนใหญ่ได้ทราบกันว่า มีทีมใดบ้างที่ได้ผ่านเข้ารอบ 16 ทีม สุดท้ายของศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2013-2014 ซึ่งบรรดาทีมชั้นนำของยุโรป ก็ตบเท้ากันเข้ารอบกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา โดยแบ่งออกเป็นตัวแทนจากประเทศเยอรมันและประเทศอังกฤษ ทั้ง 8 ทีม นั้น ประกอบด้วย บาเยิร์น มิวนิค โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ชาลเก้ 04 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เชลซี และ อาร์เซน่อล ไม่มีทีมใดตกรอบแบ่งกลุ่มเลย ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามาตรฐานของทั้ง 2 ลีกนี้นั้นสูงเพียงใด ส่วนทีมอื่นๆทีมเป็นขาประจำของรายการนี้ เช่น บาร์เซโลน่า เรอัล มาดริด ก็ผ่านเข้ารอบมาได้เช่นเดียวกัน แต่สิ่งที่เซอร์ไพรส์มากคือ ตัวแทนจากประเทศ อิตาลี นั้นเหลือเพียงแค่ทีมเดียว ซึ่งนั่นก็คือ "เอซี มิลาน" เพราะ ยูเวนตุส และ นาโปลี ได้เพียงอันดับ 3 ของกลุ่ม และได้ไปเล่นในฟุตบอลยูโรปา ลีก เท่านั้น ดังนั้นเรามาสรุปกันอีกครั้งดีกว่า ว่าทีมใดบ้างที่ได้ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายในปีนี้บ้าง และเข้ามาด้วยอันดับที่เท่าไหร่? เข้ารอบมาด้วยตำแหน่งอันดับ 1 ของกลุ่ม (เรียงตามกลุ่ม A-H) 1.แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2.เรอัล มาดริด 3. ปารีส แซงต์-แชร์กแมง 4.บาเยิร์น มิวนิค 5.เชลซี 6.โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 7.แอตเลติโก มาดริด 8.บาร์เซโลน่า เข้ารอบมาด้วยตำแหน่งอันดับ 2 ของกลุ่ม (เรียงตามกลุ่ม A-H) 1.ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น 2.กาลาตาซาราย 3.โอลิมเปียกอส 4.แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 5.ชาลเก้ 04 6.อาร์เซน่อล 7. เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก 8.เอซี มิลาน โดยจากการที่ได้เห็นรายชื่อทีมที่ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายในปีนี้แล้วนั้น ก็ขอบอกเลยว่า ปีนี้คงจะเป็นปีที่ได้ลุ้นกันอย่างสนุกอีกปี เพราะ มาตรฐานของแต่ละทีมไม่ว่าจะเข้ารอบมาด้วยตำแหน่งจ่าฝูง หรือ ในตำแหน่งอันดับสองนั้น มีความสูสีกันอย่างมากเลยทีเดียว ซึ่งการจับฉลากประกบคู่ในรอบนี้ จะมีขึ้นในวันที่ 16 ธันวาคม ที่จะถึงนี้ ณ กรุง นียง ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ โดยการจับฉลากประกบคู่ในรอบนี้นั้น จะมีกฎอยู่ 2 ข้อว่า 1.ทีมที่มาจากประเทศเดียวกันจะไม่ได้เจอกันในรอบนี้ 2.ทีมที่มาจากกลุ่มเดียวกันจะไม่เจอกันในรอบนี้ ดังนั้นใครหวังที่จะเห็น "แมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ แมตซ์" หรือ ศึก "เอลกลาซิโก้" คงจะต้องรอไปก่อน เพราะจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้แน่นอนในรอบนี้ และเราได้รู้กันไปแล้วว่า มีทีมใดที่ผ่านเข้ารอบ น็อคเอาท์ ในศึกชิงแชมป์สโมสรของทวีปยุโรป หรือ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในปีนี้ ดังนั้นวันนี้ เราจะมาเจาะลึกถึง ทีมที่ผ่านเข้ารอบมาเป็นแชมป์กลุ่มทั้ง 8 ทีม ว่าพวกเขามีสถิติอะไรที่น่าสนใจ รวมถึง มีสิทธิ์ที่จะเจอทีมใดไดบ้างในรอบถัดไป...กลุ่ม A : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือทีม "ปีศาจแดง" ทีมดังจากเกาะอังกฤษ ที่มีฐานแฟนบอลในบ้านเราหนาแน่นมาก ที่เคยเป็นแชมป์ในรายการนี้ถึง 3 สมัยพวกเขามีสิทธิ์ที่จะพบกับ : กาลาตาซาราย โอลิมเปียกอส ชาลเก้ 04 เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก และ เอซี มิลานดาวซัลโวของทีมในรายการนี้ : (2 ประตู) เวยน์ รูนี่ย์ กับ อันโตนิโอ วาเลนเซียผลงานในรายการนี้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว : ตกรอบ 16 ทีม สุดท้าย โดยพ่ายต่อ เรอัล มาดริดด้วยสกอร์รวม 3-1กลุ่ม B: เรอัล มาดริด ทีมดังจากประเทศสเปน ที่มีสถิติการเป็นแชมป์ในรายการนี้มากที่สุด คือ 9 สมัยพวกเขามีสิทธิ์ที่จะพบกับ : ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น โอลิมเปียกอส อาร์เซน่อล ชาลเก้ 04 เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก เอซี มิลาน และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ดาวซัลโวของทีมในรายการนี้ : (9 ประตู) คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ผลงานในรายการนี้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว : ตกรอบรองชนะเลิศ โดยพ่ายให้กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ด้วยสกอร์รวม 6-1กลุ่ม C : ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ทีมแกร่งจากประเทศ ผรั่งเศส ที่เคยคว้าแชมป์ในรายการนี้ได้ 1 สมัยในปี 1995พวกเขามีสิทธิ์ที่จะพบกับ : กาลาตาซาราย แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น อาร์เซน่อล ชาลเก้ 04 เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก และ เอซี มิลานดาวซัลโวของทีมในรายการนี้ : (8 ประตู) ซลาตัน อิบราฮิโมวิชผลงานในรายการนี้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว : ตกรอบ 8 ทีม สุดท้าย โดยพ่ายให้กับ บาร์เซโลน่า ด้วยกฎประตูทีมเยือน 3-3กลุ่ม D : บาเยิร์น มิวนิค หรือทีม "เสือใต้" ทีมโหดจากประเทศ เยอรมัน ที่คว้าแชมป์ในรายการนี้ถึง 5 สมัย รวมถึงเป็น แชมป์เก่าเมื่อปีที่แล้วอีกด้วยพวกเขามีสิทธิ์ที่จะพบกับ : กาลาตาซาราย โอลิมเปียกอส อาร์เซน่อล เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก และ เอซี มิลานดาวซัลโวของทีมในรายการนี้ : (3 ประตู) มาริโอ เกิทเซ่ โธมัส มุลเลอร์ ฟร้องค์ ริเบรี่ และ อาร์เยน ร็อบเบนผลงานในรายการนี้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว : เป็นแชมป์ของรายการนี้ โดยเอาชนะ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ไปได้ 2-1 กลุ่ม E : เชลซี ทีมชื่อดังจากรุงลอนดอน ที่เคยคว้าแชมป์ในรายการนี้ได้ 1 สมัย ในปี 2012พวกเขามีสิทธิ์ที่จะพบกับ : กาลาตาซาราย โอลิมเปียกอส ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก และ เอซี มิลานดาวซัลโวของทีมในรายการนี้ : (2 ประตู) เดมบ้า บา ซามูเอล เอโต้ เฟอร์นานโด ตอร์เรสผลงานในรายการนี้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว : ปีที่แล้วทีม "สิงโตน้ำเงินคราม" ไม่ได้เล่นในรายการนี้กลุ่ม F : โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ หรือทีม "เสือเหลือง" เป็นทีมที่น่าจับตามองอย่างมากในปีนี้ เพราะในฤดูกาลที่แล้วสามารถทะลุเข้าไปได้ถึงรอบชิงชนะเลิศ และเคยคว้าแชมป์ในรายการนี้ได้ 1 สมัย ในปี 1997พวกเขามีสิทธิ์ที่จะพบกับ : กาลาตาซาราย โอลิมเปียกอส เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก เอซี มิลาน และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ดาวซัลโวของทีมในรายการนี้ : (4 ประตู) โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ผลงานในรายการนี้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว : เป็นรองแชมป์ โดยพ่ายให้กับ บาเยิร์น มิวนิค ไป 2-1กลุ่ม G : แอตเลติโก มาดริด หรือทีม "ตราหมี" เป็นทีมที่ห้ามมองข้ามโดยเด็ดขาดในปีนี้ เพราะพวกเขาเข้ารอบมาด้วยสถิติชนะ 5 นัดและเสมอ 1 นัด ซึ่งเป็นสถิตที่ดีที่สุดในรอบแบ่งกลุ่ม และทีมดังจากสเปนทีมนี้ เคยคว้าแชมป์ในรายการนี้ได้ 1 สมัยในปี 1974พวกเขามีสิทธิ์ที่จะพบกับ : ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น กาลาตาซาราย โอลิมเปียกอส แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชาลเก้ 04 เอซี มิลาน อาร์เซน่อล และ เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์กดาวซัลโวของทีมในรายการนี้ : (4 ประตู) ดีเอโก้ คอสต้าผลงานในรายการนี้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว : ปีที่แล้วทีม "ตราหมี" ไม่ได้เล่นในรายการนี้ กลุ่ม H : บาร์เซโลน่า หรือทีม "เจ้าบุญทุ่ม" ทีมสุดแกร่งจากแคว้นคาตาลัน ซึ่งเคยคว้าแชมป์ ในรายการนี้ถึง 4 สมัยพวกเขามีสิทธิ์ที่จะพบกับ : ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น กาลาตาซาราย โอลิมเปียกอส แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชาลเก้ 04 อาร์เซน่อล และ เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์กดาวซัลโวของทีมในรายการนี้ : (6 ประตู) ลีโอเนล เมสซี่ผลงานในรายการนี้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว : ตกรอบรองชนะเลิส โดยพ่ายให้กับ บาเยิร์น มิวนิค ไปด้วยสกอร์รวม 7-0 และนี่คือบทสรุป และสถิติต่างๆที่น่าสนใจ ของทีมที่เข้ารอบมาในฐานะจ่าฝูงทั้งหมด เมื่อดูแล้ว แฟนบอลอาจจะมีโอกาสได้ดูบิ๊กแมตท์หลายคู่ เช่น บาร์เซโลน่า - อาร์เซน่อล หรือ เรอัล มาดริด - เอซี มิลาน เป็นต้น ดังนั้น เราต้องมารอลุ้นกันว่า ทีมใดจะได้พบกันบ้างในรอบ 16 ทีม สุดท้าย ของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ปีนี้ ซึ่งหลังจากที่ผลการจับฉลากออกมาแล้ว จะมีการแข่งขันรอบ 16 ทีมสุดท้ายนัดแรก ในวันที่ 18-19 กุมภาพันธ์ และนัดที่สองวันที่ 25-26 กุมภาพันธ์ 2557 คิมทันpic by : irishmirror,mirror,uefa

ชำแหละคืนจับโหด ... กับ 8 กลุ่มที่ทั้งโลกเฝ้ามอง

ตึก .... ตัก ..... ตึก .... ตักเสียงหัวใจเต้นแรงๆ กับการที่ผมได้ดูการถ่ายทอดสดการจับแบ่งกลุ่มรอบสุดท้ายของศึกฟุตบอลโลกที่บราซิล ปี 2014 ....ก่อนหน้าการจับสลากจะเริ่มนั้นปรากฏว่ามีกระแสออกมาต่างๆมากมายว่าจะมี "กรุ๊ปออฟเดธ" เกิดขึ้นแน่ๆ ทีมที่ตัวเองเชียร์อาจจะของแข็ง หรือโอกาสต่างๆที่สื่อหลายสำนักวิเคราะห์กันเป็นเรื่องเป็นราวครับ ผลสรุปออกมาแล้วมีดังนี้ครับกลุ่ม เอ : บราซิล, โครเอเชีย, เม็กซิโก, แคมเมอรูนกลุ่ม บี : สเปน, เนเธอร์แลนด์, ชิลี, ออสเตรเลียกลุ่ม ซี : โคลัมเบีย, กรีซ, ไอเวอรี่ โคสต์, ญี่ปุ่นกลุ่ม ดี : อุรุกวัย, คอสตาริก้า, อังกฤษ, อิตาลีกลุ่ม อี : สวิตเซอร์แลนด์, เอกวาดอร์, ฝรั่งเศส, ฮอนดูรัสกลุ่ม เอฟ : อาร์เจนติน่า, บอสเนีย-เฮอเซโกวิน่า, อิหร่าน, ไนจีเรียกลุ่ม จี : เยอรมันนี, โปรตุเกส, กาน่า, สหรัฐอเมริกากลุ่ม เอช : เบลเยี่ยม, แอลจีเรีย, รัสเซีย, เกาหลีใต้เอาล่ะเรามาลอง "คิด วิเคราะห์ แยกแยะ" กันดีกว่ากลุ่มไหนน่าสนใจกันบ้างบี, ดี และ จี คือ 3 จาก 8 กลุ่มที่ต้องบอกเลยว่าน่าดูสุดๆ แต่ละทีมนี่น่าชะเชือดเฉือนกันแบบ แฟ่บ .... แฟ่บ .... แฟ่บ กันทุกแมตช์อย่างแน่นอนอย่าลืมนะครับว่าในกลุ่ม บี สเปน กับ เนเธอร์แลนด์ นี่คือคู่ชิงชนะเลิศในศึกฟุตบอลโลกปี 2010 นะครับเพราะฉะนั้นการมาเจอกันตั้งแต่รอบแรกนั้นมันไม่ใช่งานง่ายเลยเมื่อต้องมาเจอกับคู่ต่อกรอีก 2 ทีมที่พร้อมจะกลายร่างเป็นม้ามืดได้เสมอทั้ง ชิลี และ ออสเตรเลียด้านกลุ่ม ดี นี่มีทีมชาติที่ มวลมหาประชาชนชาวไทย เป็นแฟนบอลทีมนี้อย่าง "ปฏิเสธไม่ได้" ? อย่าง อังกฤษ รวมอยู่ด้วย ..... แน่นอน คอสตาริก้า ชื่อชั้นอาจจะดูต่ำต้อยกว่าทีมที่เหลือฉะนั้นน่าจะตัดทีม "กล้วยหอม" ทีมนี้ออกไปได้เลยแต่ ..."จอมโหด" อุรุกวัย กับ "อัซซูรี่" อิตาลี สองทีมนี้ไม่ธรรมดา ..... อุรุกวัย นี่แชมป์โคปา อเมริกา ครั้งล่าสุดนะครับและได้สิทธิ์เข้าไปเล่นฟุตบอล คอนเฟดเดอเรชั่นส์ คัพ อย่างที่หลายๆคนได้รับชมฟอร์มการเล่นไปแล้วด้วยอีกต่างหาก .... เช่นเดียวกับทีมดินแดนรองเท้าบูธ ที่ถึงแม้ว่าในลีกชื่อดังอย่าง กัลโช่ เซเรีย อา จะถูกค่อนขอดว่าถอยหลังลงคลองเรื่อยๆแต่ในนามทีมชาตินั้นสามารถสร้างเซอร์ไพรซ์ได้อย่างสม่ำเสมอ (เซอร์ไพรซ์ในที่นี้อาจรวมถึงการตกรอบแรกด้วยเช่นกัน อิอิ)ฤๅ "สิงโตคำราม" จะตกรอบแรก ?????และในกลุ่ม จี ที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นอะไรที่คล้ายคลึงกับ "กรุ๊ป ออฟ เดธ" มากที่สุดด้วยชื่อชั้นทั้ง เยอรมันนี ... โปรตุเกส .... กาน่า และ สหรัฐอเมริกาโค ตะ ระ อภิมหาดาวเตะในตอนนี้อย่างที่ เซป แบลตเตอร์ หรือแม้แต่ มิเชล พลาตินี่ ก็ปฏิเสธไม่ได้อย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ จะต้องนำ "ฝอยทอง" ลั่งกลองรบกับ "อินทรีเหล็ก" .... ไหนจะต้องเจอกับตัวเป้งแห่งทวีปของตนเองอย่าง "ดาวดำ" กาน่า แห่ง กาฬทวีป ที่มีเสาหลักอย่างสองพี่น้อง อายิว หรือจะ มิเชล เอสเซียง, เควิน ปริ๊นซ์ บัวเต็ง รวมถึง อซาโมอาห์ กียาน ที่เคยระเบิดฟอร์มในฟุตบอลโลกมาแล้วทั้งนั้น และ "ลุงแซม" สหรัฐอเมริกา ที่ตอนนี้สยบเม็กซิโกได้อยู่หมัดจนเป็นเต้ยในโซน คอนคาเคฟ ณ ช่วงเวลานี้สำเร็จอูยยยยยย ซี๊ดดดดสสสสส์ กันไปสิ4 ปีเวียนบรรจบไปไวเหลือเกิน .... อีกไม่กี่อึดใจเรากำลังจะได้รับชมสังเวียนอันร้อนระอุที่คนทั่วโลกต่างจับจ้องแค่จับสลากยัง "ทอร์ค ออฟ เดอะ ทาวน์" ขนาดนี้ แล้วตอนลงสนามบรรเลงลีลาการฟาดแข้งกันจริงๆล่ะก็จะมันส์ขนาดไหนสมกับที่เป็น "เทศกาลของคนทั้งโลก" จริงๆเค.เค.pic : zimbio, fifa

ปัญหาแบบ "ไก่ๆ"

น่าแปลก ...... ?แปลกใจกับฟอร์มการเล่นของทีมที่ถูกจับตามากที่สุดทีมหนึ่งในสังเวียนลูกหนังเมืองผู้ดีอย่าง "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ส ที่ล่าสุดพวกเขาโดน "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถลุงไปยับเยินชนิดที่เงินร้อยล้านที่ลงทุนไปเหมือนกับว่าเอาไปโยนทิ้งเล่นๆลองมาดูกันว่าใน 100 ล้านที่จัดหนักไปเมื่อซัมเมอร์มีใครอะไรยังไงกันบ้าง .... เปาลินโญ่ สนนที่ 17 ล้านปอนด์, นาเซอร์ ชาร์ดลี่ย์ 7 ล้านปอนด์, เอเตียน คาปู 9 ล้านปอนด์, วลาด ชิริเชส 8.5 ล้านปอนด์, คริสเตียน อิริคเซ่น 11.5 ล้านปอนด์, อิริค ลาเมร่า 26 ล้านปอนด์ และ สากรายใหม่แห่งเมืองผู้ดีอย่าง โรแบร์โต้ โซลดาโด้ 26 ล้านปอนด์ แต่ปรากฏว่าตอนนี้ดาวเตะแต่ล่ะรายยังไม่สามารถปรับตัวดั่งที่ อังเดร วิลลาส โบอาส คาดหวังเอาไว้ได้ ....ปัญหาที่สุดแสนจะหนักใจนั่นก็คือเกมรุก ..... ที่ดูเหมือนว่าทั้ง ชาร์ดลี่ย์, อิริคเซ่น, ลาเมร่า และ โซลดาโด้ จะยังปรับตัวให้เข้ากับ พรีเมียร์ลีก ไม่ได้เลยโดยเฉพาะกับ โซลดาโด้ หัวหอกความหวังใหม่ของทีมที่ซัดไปเพียง 4 ประตูเท่านั้น ที่สำคัญเลย ...... 3 ใน 4 ลูกมาจากจุดโทษทั้งหมด ..... ซึ่งก็หน้าแปลกเหมือนกันนะครับว่าอดีตดาวยิงของ บาเลนเซีย รายนี้ได้รับโอกาสลงเล่นเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีก 11 จาก 12 นัดที่ลงแข่ง มันแสดงถึงความเชื่อมั่นของ โบอาส ที่มีต่อดาวยิง 26 ล้านรายนี้มากๆ ..... มากกว่า เจอเมน เดโฟ ที่จะซัดถล่มทลายในฟุตบอลถ้วยมากแค่ไหนก็เป็นได้แค่ตัวสำรองในเวทีลูกหนังสูงสุดของอังกฤษเท่านั้นรวมไปถึงผู้เล่นในแนวรุกทั้ง อิริคเซ่น, ลาเมร่า หรือ ชาร์ดลี่ย์ ที่ก็ยังไม่ได้ฉายแสงดั่งคำร่ำลือตั้งแต่เข้ามาสู่ทีมใหม่ๆ .... สุดท้ายกลายเป็นว่า อันดรอส ทาวน์เซนด์ ลูกหม้อของทีมจากลอนดอนงัดฟอร์มเด็ดออกมาได้ชนิดที่เขากำลังจะกลายเป็น แกเร็ธ เบล คนใหม่ของทีม ซึ่งฟอร์มของเขาทำให้ติดธง "สิงโตคำราม" ไปแล้วอีกต่างหาก9 ประตูจาก 12 นัดเป็นหลักฐานชั้นยอดสำหรับความล้มเหลวไปแนวรุกช่วงต้นฤดูกาลนี้ของ สเปอร์ส ที่ยังคงปรับจูนกันไม่ติดซึ่งมันเหมือนเอาสายไฟคนละขั้วมาต่อกัน .... นี่แหละครับคือผลของการเปลี่ยน "ยกแผง" ในแนวรุกหากเรามามองดูตัวรุกฤดูกาลก่อนที่ "ไก่เดือยทอง" เป็นทีมที่ยิงประตูมากที่สุดในลีกทีมที่ 5 เทียบเท่ากับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในฤดูกาล 2012-13 ....."เวลา" เท่านั้นคือคำตอบของแนวรุก "ชุดใหม่" ชุดนี้ส่วนในเรื่องแผงหลังนั้นผมคิดว่า "ดี" ในระดับหนึ่งแล้ว การเก็บคลีนชีท 7 จาก 12 นัดเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยม "แต่" จุดอ่อนก็มี ...... การเสียสมาธิโดยง่ายของเหล่าแบ๊คโฟร์ของ "ไก่เดือยทอง" นั้นเราเห็นมาแล้วถึง 2 นัดและมันทำให้สกอร์ "ไหล" เกินความจำเป็น .. การแพ้ เวสแฮม ยูไนเต็ด 3-0 และโดน แมนฯซิตี้ ฉีกเป็นชิ้นๆ 6-0 เป็นตัวอย่างที่ดีตอนนี้กุนซือพลังหนุ่มกับมาดสุดเท่อาจจะกุมขมับ ปรับหมากแก้ไข และเราอาจจะได้เห็น "กึ๋น" ของ อังเดร วิลลาส โบอาส หลังจากนี้ ...และแน่นอนว่า "จุดเปลี่ยน" ในฤดูกาลนี้ของ สเปอร์ส อาจจะเกิดขึ้นมาแล้วจากการพ่ายแพ้ 6-0จากนี้ก็คงต้องรอดูว่าเหล่านักเตะของ ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ส จะสามารถเอานัดนี้ไปเป็นแรงกระตุ้นได้หรือไม่ ....ซึ่งผมเชื่อว่าดาวเตะแต่ละคนนั้นนั้นจะมีความกระหายมากขึ้นแน่นอนเค.เค.pic : zimbio