breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

สุดท้ายก็ต้องพึ่ง 'เงิน'

จัดหนักไปแล้วติดๆกัน 2 วัน 2 คนเล่นเอาแฟนๆปลื้มกันไปเลยสำหรับ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และจำนวนเงินนั้นก็ไม่ใช่น้อยๆเลยนะครับ อังเดร เฮร์เรร่า ประมาณ 28 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นค่าฉีกสัญญาที่พรากมิดฟิลด์ดาวรุ่งรายนี้ออกมาจากทีมดังแคว้นบาสก์ แอธเลติก บิลเบาหลังจากที่ในฤดูกาลก่อนไม่กล้าที่จะทุ่มถึงขนาดนี้ ส่วนทางด้าน ลุค ชอว์ แบ๊คซ้ายหน้าหล่อที่จะกลายเป็นขวัญใจของแม่ยกบรรดาประชาแฟนผีสาวน้อยสาวใหญ่สาวแก่แม่ม่ายในอนาคตแน่นอน ซึ่งในรายนี้ยอดทีมจากเมืองแมนเชสเตอร์ ทุบกระปุกไปเต็มๆ 30 ล้านปอนด์ ในวัย 18 ปีเท่านั้นผมว่าแพงมากๆ ถึงแม้ว่าอาจจะเป็นการซื้อเพื่อ 'อนาคต' อย่างที่ใครหลายๆคนได้กล่าวเอาไว้ แต่มันกลายเป็นราคาปรกติไปซะแล้วสำหรับนักเตะสัญชาติอังกฤษที่แพงหูฉี่ ซึ่งผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมและเพราะอะไรหากเราลองเทียบดูราคาและฟอร์มการเล่น ..... ราคานี่เหมือนฟ้านะครับแต่ฟอร์มนี่ดิ่งลงเหวสำหรับนักเตะอังกฤษหลายๆคน อ๊ะๆ อย่างเพิ่งสงสัยว่าทำไมเพียงแค่การซื้อ 2 คนมาผมก็บ่นแล้ว อย่าลืมนะครับว่าฤดูกาลที่แล้ว ยูไนเต็ด จัด มารูยาน เฟลไลนี่ มาถึง 27.5 ล้านปอนด์ และในช่วงตลาดหน้าหนาว ฆวน มาต้า 37.1 ล้านปอนด์ เลยนะครับ มันแตกต่างจากเดิมไปซะแล้ว ความสำเร็จกลายเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการ ผมยังเคยจำได้ว่าเหล่าสาวก 'เร้ด อาร์มี่' บางคนอาจจะเคยด่าเคยว่า เชลซี หรือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ว่าใช้เงินซื้อความสำเร็จ ต่างจากทีม "ปีศาจแดง" ที่เน้นปลุกปั้นเยาวชน ตอนนี้มันกลับไม่ใช่ซะแล้ว เยาวชน ของทีมในช่วงหลังเกิดขึ้นมาแล้ว 'มันไม่ดีพอ' อย่างที่หลายๆคนเห็นกันไม่ว่าจะเป็น แดนนี่ เวลเบ็ค หรือ ทอม เคฟเวอร์รี่ ซึ่งผลมันก็ออกมาอย่างที่เห็นๆกันอยู่ว่าแฟนๆด่ากันระงมขนาดไหนกับฟอร์มการเล่นของทั้งคู่ แต่อย่าลืมครับว่า จอนนี่ อีแวนส์ ปราการหลังตัวหลักในปัจจุบันก็เคยโดนบ่นด่ามาก่อน แต่ทว่าเซ็นเตอร์ฮาล์ฟรายนี้ยกระดับฟอร์มขึ้นมาได้จนเป็นที่ยอมรับแต่ในสองรายดังกล่าวที่เป็นเยาวชนแล้วก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นกำลังสำคัญให้กับทีมมันยังไม่ใช่ ..... และดูเหมือนว่ามันจะกลายเป็นสัจธรรมไปแล้วว่าหากทีมใหญ่ๆต้องการที่จะประสบความสำเร็จต้อง 'ซื้อ' ผู้เล่นเข้ามาเสริมทัพแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น และทีมที่ปลุกปั้นดาวเตะที่เจิดจรัสอยู่ในวงการลูกหนังกลายเป็นทีมเล็กๆไปซะแล้วยุคสมัยเปลี่ยนอะไรก็ต้องเปลี่ยนไปล่ะครับ เค.เค.

"ส่งสโมสรคว้าแชมป์ ส่งทีมชาติเข้ารอบ เขาคือ ดิเอโก้ โกดิน"

ในที่สุดคู่ที่ใครหลายๆคนจับตามองก็จบลงไปแล้วนะครับสำหรับสองทีมที่แก่งแย่งเบียดกันแย่งเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายในศึกฟุตบอลโลกอย่าง อิตาลี ที่พบกับ อุรุกวัย บทสรุปก็คือ "จอมโหด" ยังคงไว้ลายในทวีปของตนเอง เชือด "อัซซูรี่" ไป 1-0 จากการโขกของ ดิเอโก้ โกดิน ชื่อของปราการหลังรายนี้แฟนๆของ ลาลีก้า สเปน คงจะคุ้นหูกันเป็นอย่างดีเพราะในฤดูกาลที่ผ่านมาเขาจับคู่กับ เจา มิรานด้า ได้อย่างเหนียวแน่น จนทำให้ แอตเลติโก้ มาดริด ผงาดคว้าแชมป์มาครองได้โดยเหนือยอดทีมแห่งยุคอย่าง เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลน่า หากยังจำกันได้ล่ะก็ โกดิน ผู้นี้นี่แหละครับที่โหม่งพังประตูชัยให้ "ตราหมี" เอาแชมป์ ลาลีก้า มานอนกอดเล่นถึงถิ่น 'คัมป์ นู' สนามอันยิ่งใหญ่ของ บาร์ซ่า ใน น.49 นั่นแหละครับประตูสู่แชมป์ของทีมตราสัญลักษณ์แห่งเมืองมาดริด และมาในครั้งนี้ โกดิน ก็ทำประตูสุดสำคัญให้กับตัวเองอีกครั้งประตูพา "จอมโหด" เข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ แต่ในเกมนี้ก็พอจะมีเรื่องให้พูดคุยอยู่บ้างจากการที่ เคลาดิโอ มาคิซิโอ โดนใบแดงด้วยการไปยันใส่ เอจิดิโอ อเรวาโล่ เต็มหน้าแข้งต่อหน้าต่อหน้าผู้ตัดสินที่ยืนอยู่ตรงนั้นพอดิบพอดี อาจจะเรียกว่าซวยก็เป็นได้ แต่พอมาดูภาพช้ามันก็สมควรเป็นใบแดงจริงๆนะครับใน 'ความคิดของผม' เพราะการยันขึ้นไปบนหน้าแข้งนี่มันไม่ใช่การเล่นบอลแล้วผมว่า ส่วนอีกกรณีคงจะหนีไม่พ้น หลุยส์ ซัวเรส ที่พี่แกเอาอีกแล้ว เอาอีกจนได้ ไม่รู้ไปหิวโหยที่ไหนมา หากยังจำกันได้ ซัวเรส เคยสร้างวีรกรรมสุดยิ่งใหญ่ในฟุตบอลโลกไปแล้วนะครับด้วยการสวมวิญญาณเป็นผู้รักษาประตูใช้มือปัดบอลออกจากเส้นไปแบบหน้าตาเฉย มาคราวนี้พี่แกก็กระโดดงับ จอร์จิโอ คิเอลลินี่ เข้าเต็มๆ แถมไม่โดนใบแดงซะด้วย ? สงสัยก็ตรงนี้แหละครับเพราะว่าปราการหลังของ ยูเวนตุส ได้ออกมาโวยวายหลังเกมแบบชัดเจนว่าผู้ตัดสินใจสนามเห็นจังหวะของเขาชัดเจนแต่เลือกที่จะไม่ลงโทษอะไรแก่ ซัวเรส ???? เรื่องนี้ต้องตามต่อครับหลังจากกรณี 'กัดบรรลือโลก' ที่ดาวยิงฟันไม่เข้ารายนี้ทำมาแล้วทั้งในลีกเนเธอร์แลนด์ และ พรีเมียร์ลีกของอังกฤษ มาคราวนี้มาทำซ่าในศึกฟุตบอลโลก ฟีฟ่า จะตัดสินยังไงต้องรอดูกันล่ะครับเค.เค.pic : zimbio

"กล้วยหอมสุดสะเด่าโค่นอัซซูรี่อัดจอมโหดเขี่ยสิงโตตกรอบ"

ทีมไม้ดอกไม้ประดับ ทีมม้านอกสายตา ทีมที่คนอื่นๆไม่สนใจ ..... ครับ คำคำนั้นคือคำที่ทุกๆคนนิยาม "กล้วยหอม" คอสตาริก้า เอาไว้ตั้งแต่ตอนแรกที่ถูกจับสลากเข้ามาอยู่ในกลุ่ม ดี ร่วมกับ อิตาลี, อุรุกวัย และ อังกฤษ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่อีกต่อไป ! คอสตาริก้า ยอดทีมจากโซนคอนคาเคฟนั้นสามารถเป็นทีมแรกของกลุ่มที่การันตีการเข้ารอบไปแล้วด้วยชัยชนะ 2 นัดรวด !!!! เหนือ อุรุกวัย และล่าสุดก็คือ อิตาลี สองทีมนี้ไม่ใช่อุจจาระ อุจจาระ นะครับผม ดีกรีแชมป์โลกมากกว่า 1 สมัยด้วยกันทั้งคู่ ..... แต่แล้วไง ? คอสตาริก้า ทำสำเร็จเรียกได้ว่า 'ฟินห์' กันทั้งประเทศเลยทีเดียว จะสังเกตุได้ว่าแฟนๆลูกหนังของ "กล้วยหอม" มาเชียร์กันค่อนข้างเยอะทีเดียวเพราะว่าประเทศของพวกเขาก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจาก บราซิล มากนักและนี่อาจจะเป็นหนึ่งในเหตุผลที่นักเตะ 11 คนในสนามวิ่งสู้ฟัดแบบไม่มีถอยเลยทีเดียว ! อากาศก็เป็นเรื่องสำคัญนะครับ ผู้เล่น คอสตาริก้า อาจจะไม่ต้องปรับตัวมากเท่าไรแต่นั่นก็ไม่ใช่ข้ออ้างอะไร เพราะว่าพวกเขาสามารถโค่นทีม อุรุกวัย ที่อยู่ในอเมริกาใต้ มาได้แล้วนั่นเอง ! เหลือเชื่อครับเหลือเชื่อ และนี่แหละคือสีสันของ 'ลูกหนังกลมๆ ที่ใครๆก็ชอบ' คือทุกๆอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาจริงๆ การเล่นเกมรับแบบมีวินัยของ "กล้วยหอม" นั้นเล่นเอา "อัซซูรี่" ไปไม่เป็นเลยทีเดียว อีกทั้งกับดักล้ำหน้าที่ทางทีมแชมป์โลก 4 สมัยพยายามแล้วพยายามอีกจะทำลายแต่มันก็ไม่สำเร็จซักที ก่อนเกมการแข่งขันพวกพลพรรคจากดินแดนรองเท้าบูธอุตส่าดีใจได้ จานลุยจิ บุฟฟ่อน นายทวารมือเก๋ากัปตันทีมกลับมาเฝ้าเสา อีกทั้ง อันเดรีย บาซาญี่ ก็ฟิตพร้อมลงสนาม แต่สุดท้ายก็ไม่ช่วยอะไรเท่าไร ?!? อีกทั้ง มาริโอ บาโลเตลลี่ ดาวยิงเกรียนความหวังของคนทั้งชาติกลับโชว์ฟอร์มแบบสะเปะสะปะอีกครั้ง มันก็น่าแปลกใจเหมมือนกันว่าทำไมไม่ให้โอกาสดาวซัลโวของ กัลโช่ เซเรีย อา อย่าง ชิโร่ อิมโมบิลเล่ ลงมาประเดิมในศึกฟุตบอลโลกกับเค้าบ้าง ? ทั้งๆที่ในลีกนั้น อิมโมบิลเล่ ซัดกระจุยยิงกระจายมากกว่า 'เกรียนโอ้' ค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว ?! การผ่านเข้าสู่รอบ16 ทีมสุดท้ายได้ในรอบ 24 ปีมันคือความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของ คอสตาริก้า สุดๆครับ และพวกเขาก็พร้อมแล้วที่จะโชว์ให้เห็นว่า 'ม้ามืด' ที่แท้จริงเป็นยังไง ! เอ้า ตอนนี้ถึงเวลาฉลองกันแล้วเค.เค.pic : zimbio

ใครคือ กิลเยโม่ โอชัว ????

หลังจากจบแมตช์ระหว่าง บราซิล พบกับ เม็กซิโก ใครหลายๆคนคงมีคำถามวนเวียนอยู่ในหัวว่าไอ้ผู้รักษาประตูเหนียวๆที่ชื่อ กิลเยโม่ โอชัว นั้นคือใคร มาจากไหน มีเรื่องราวอะไรเกี่ยวกับเขาบ้างที่เราจำเป็นต้องรู้ ? มาในครั้งนี้เราจะขอหยิบยกบทความจาก mirror มาให้แฟนๆ cheerball.com มาให้อ่านกันครับโอชัว กำลังจะหมดสัญญากับต้นสังกัดหลังจากจบศึกฟุตบอลโลก ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่านายทวารรายนี้เขาไม่ได้รับข้อเสนอมาจากต้นสังกัดอย่าง อฌัคซิโอ ในลีก เอิง ฝรั่งเศสแต่อย่างใดทั้งๆที่เขาลงเฝ้าเสาให้กับทีมมาแล้วกว่า 100 นัดทำให้หลังจากจบศึกฟุตบอลโ,กในครั้งนี้ โอชัว จะกลายเป็นนักเตะ 'ฟรีเอเยนต์' ทันที และแน่นอนว่าด้วยผลงาน 'คลีนชีท' สองนัดติดของเขาคงจะได้ทีมใหม่เร็วๆนี้แน่นอนโอชัว เคยโดนข้อหาว่าโด้ปสารกระตุ้น ก่อนที่นายทวารแห่ง "จังโก้" รายนี้จะย้ายซบ อฌัคซิโอ้ ในปี 2011 โอชัว เป็น 1 ใน 5 ของผู้เล่น เม็กซิโก ที่ถูกกล่าวหาว่าอาศัยสารกระตุ้นเนื่องจากว่าผลการตรวจของเขาเป็น 'บวก' ในการทดสอบก่อนแข่งขัน คอนคาเคฟ โกล คัพ ทำให้เขาโดนแบนออกจากทัวนาเมนท์นั้นทันที แต่ภายหลังสหพันธ์ฟุตบอลเม็กซิโก ออกมาแก้ต่างแล้วว่าผลตรวจนั้นเกิดจากอาหารเป็นพิษนี่คือฟุตบอลโลกครั้งที่ 3 ของ โอชัว โอชัว ติดทีมชาติเม็กซิโก มาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2006 และ 2010 แต่ทว่าเขากลับเป็นได้แค่เพียงมือ 3 และ มือ 2 ตามลำดับ จนสุดท้ายในปี 2014 นี้ โอชัว ก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็นนายทวารมือหนึ่งของทีมชาติบ้านเกิดได้อย่างน่าภาคภูมิใจเรื่องว่าเขามีนิ้วมือ 6 นิ้วนั้นเหลวไหลทั้งเพ ! โอชัว เคยตกเป็นข่าวขำๆเกี่ยวกับการที่ว่าเขาเป็นผู้เล่นที่มี 6 นิ้วจากการโพสบนทวิตเตอร์ของแอคเคาท์ที่มีชื่อว่า 'Football Funny' ซึ่งเรื่องนี้ก็ทำให้มีคนหลงเชื่อกันมากมายแต่ทว่าสุดท้ายมันกลับกลายเป็นเรื่องโกหกเท่านั้นเอง โอชัว ก็มี 5 นิ้วอย่างคนธรรมดาทั่วไป !pic : zimbio, mirror, msn

นัดแรกที่ไม่สวยงาม

สกอร์อาจจะสวยสำหรับ "แซมบ้า" บราซิล ก็จริงสำหรับชัยชนะเหนือ "ตราหมากรุก" โครเอเชีย ไปถึง 3-1 และ เนย์มาร์ ดาวเตะที่ถูกจับตามองมากที่สุดในศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้ก็เหมาไปคนเดียวถึง 2 ประตู แต่ทว่ามันกลับไม่สวยงามมากนักในเรื่องที่มีปัญหามาอย่างยาวนานสำหรับ "ผู้ตัดสิน" ยูอิจิ นิชิมูระ กลายเป็นเชิ๊ตดำที่ถูกกล่าวขานเพียงชั่วข้ามคืนหลังจากที่เป่าแบบที่ทุกๆคนต่างมองและเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า "เอนเอียง" ไปทางเจ้าภาพโคตรๆ โดยเฉพาะกับลูกจุดโทษเจ้าปัญหาที่ ลอฟเรน ไปเหนี่ยวรั้ง เฟร็ด ในกรอบเขตโทษจนล้มลงไปและ นิชิมูระ ก็ตัดสินใจเป่าฟาวล์พร้อมชี้เป็นจุดโทษให้กับ "เจ้าภาพ" แบบไม่มีลังเลอะไรทั้งสิ้น จนทำให้ผู้เล่นของ โครเอเชีย วิ่งกรูเข้ามาประท้วงกันเป็นแถวๆ พอมาดูภาพช้าคนทั่วทั้งโลกเห็นกันหมดว่า เฟร็ด มีการพุ่งล้มหน่อยๆแน่นอนซึ่งมันชัดเจนมากๆว่า ลอฟเรน รั้งแค่เฉียดๆเท่านั้น เฉียดแบบเฉียดจริงๆ แต่สุดท้ายสิ่งที่ตัดสินไปแล้วก็ไม่อาจแก้ไขอะไรได้ ซ้ำยังมีจังหวะที่น่าจะค้างคาใจอีกสำหรับกรณีของ เนย์มาร์ ที่จู่ๆวิ่งเข้าไปศอกใส่เต็มบ้องหูของ ลูก้า โมดริช เข้าเต็มๆและผู้ตัดสินก็ให้เป็นเพียงแค่ใบเหลืองเท่านั้น ถ้าว่ากันตามตรงและดูกันที่เจตนาจริงๆ ลอฟเรน มีเจตนาที่จะเหนี่ยว เฟร็ด ลงในเขตโทษแต่เหนี่ยวไม่สุดทว่า เฟร็ด กลับพุ่งล้มลงไปผู้ตัดสินเป่าให้เป็นจุดโทษ ส่วน เนย์มาร์ เจตนาศอกเข้าใส่ โมดริช เต็มๆเหมือนกันซึ่งการเจตนาทำร้ายผู้เล่นคนอื่นในสนามแน่นอนว่ามันสมควรที่จะเป็น "ใบแดง" แต่ นิชิมูระ กลับชูใบเหลืองให้เท่า ..... จะว่าไม่เห็นจังหวะดังกล่าวก็ไม่ได้เพราะว่าเชิ๊ตดำจากแดนปลาดิบรายนี้เลือกที่จะให้ใบเหลืองกับ เนย์มาร์ เท่านั้น ในการแข่งขันครั้งนี้ ฟีฟ่า พยายามทำให้การตัดสินออกมาดีที่สุดทั้งการนำเทคโนโลยี โกล์ไลน์ เข้ามาใช้แบบเต็มตัว รวมไปถึงสเปรย์ฉีดกำแพงที่ต้องระยะ 10 หลาแบบเป๊ะๆ ทว่าสุดท้ายแล้วสิ่งเหล่านี้มันก็เหมือนทำไปเปล่าๆเพราะว่าสุดท้ายตัวกำหนดเกมจริงๆมันขึ้นอยู่กับ "ดุลพินิจ" ของผู้ตัดสินในสนามเท่านั้นว่าจะกำหนดให้เกมไปในทิศทางไหน ซึ่งตรงนี้เองที่เป็นปัญหาที่ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถแก้ไขได้หรอกครับในความคิดผม สุดท้ายสิ่งที่ตามมามันก็ขึ้นอยู่กับว่าเชิ๊ตดำเจ้าปัญหาจะโดนลงโทษอะไรหรือไม่เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา "ฟีฟ่า" ได้ปกป้องการทำหน้าที่ของผู้ตัดสินแบบเต็มที่ไม่ว่าจะพลาดขนาดไหนนะครับ หากเรายังจำได้นัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2010 ไนเจล เด ยอง กังฟูคิกใส่ ชาบี้ อลอนโซ่ ขนาดนั้นยังโดนแค่ใบเหลืองเลยให้ตายเถอะ หรือการแจก 3 ใบเหลืองถึงจะเป็นใบแดงของ เกรแฮม โพล ผู้ตัดสินชาวอังกฤษที่อื้อฉาวไปทั่วทั้งโลก และปัจจุบันนี้ โพล ก็ยังออกมาวิจารณ์เปารุ่นน้องในลีกผู้ดีอยู่เนืองๆ ข้ออ้างที่ว่าความผิดพลาดของผู้ตัดสินมันเป็น "เสน่ห์" อย่างหนึ่งของวงการลูกหนังมันเริ่มจะเอือมระอาแล้วเหมือนกันหากว่าสุดท้ายยังมีให้เห็นกันบ่อยขนาดนี้ โดยเฉพาะการเป่าเข้าข้างทีมใหญ่ๆ แต่ก็เท่านั้นแหละครับ เพราะว่าผู้ตัดสินก็เป็น "มนุษย์" ธรรมดาทั่วไป แก้ไขอะไรไม่ได้อยู่แล้ว ทีมที่ได้ผลพลอยได้ก็ได้รับประโยชน์ไป ส่วนทีมที่เสียก็ได้แต่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เท่านั้น ซึ่งการเปิดศึกฟุตบอลโลกในครั้งนี้กลายเป็นว่าแทนที่จะได้เห็นเกมที่สนุกและประทับใจ หลังเกมต้องมาพบมาเจอกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์แบบสุดติ่งกระดิ่งแมวทั่วทุกมุมโลกแบบนี้ ฟีฟ่า คงจะไม่ประทับใจล่ะครับpic : zimbio

ฟุตบอลโลกที่ขาดสตาร์ ?

ข่าวคราวอาการบาดเจ็บนั้นมีมาเรื่อยๆแบบไม่ขาดสายเลยก่อนการแข่งขันฟุตบอล โลก 2014 ที่บราซิล และล่าสุดก็เป็น ฟรองค์ ริเบรี่ ที่ชวดลงบู๊ให้กับ "ตราไก่" ทีมชาติฝรั่งเศส ไปแล้วเรียบร้อย ..... เราลองมาไล่เรียงชื่อดาวเตะชื่อก้องโลกที่ต้องโชคร้ายชวดไปโชว์เพลงแข้งในทัวนาเมนท์สุดยิ่งใหญ่นี้กันครับ ไล่เรียงมาตั้งแต่ ธี โอ วัลค็อตต์, เควิน สตรอทมัน, ราดาเมล ฟัลเกา, บิคตอร์ บัลเดส, อันดรอส ทาวน์เซ่น, นิโก้ ครานชาร์, หลุยส์ มอนเตส, เกรย์กอรี่ ฟาน เดอร์ วีลล์, ราฟาเอล ฟาน เดอร์ ฟาร์ท, ริคาร์โด้ มอนโตลิโว่, คริสเตียน เบ็นเทเก้, สตีฟ ม็องด็องด้า, ติอาโก้ อัลคันทาร่า, อิลกาย กุนโดกัน, สเวน เบ็นเดอร์, ลาร์ส เบ็นเดอร์ ล่าสุดก็อย่างที่เกริ่นไป ฟรองค์ ริเบรี่ โอ้ย เยอะแยะไปหมดเลยให้ตายเถอะ ทั้ง วัลค็อตต์, สตรอมมน, ฟัลเกา, บัลเดส, เบ็นเทเก้, กุนโดกัน, สองพี่น้องเบ็นเดอร์, ครานชาร์, อัลคันทาร่า พวกนี้คือบาดเจ็บก่อนหน้าทั้งนั้น และอาจจะทำใจกันไปได้แล้ว แต่สดๆร้อนๆอย่าง มอนโตลิโว่ และ ริเบรี่ นี่สิ ผมคิดว่ามันยากเกินทำใจเหมือนกันนะครับ หากเรามาดูอายุอานามแล้วพูดตรงๆก็คือฟุตบอลโลกครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งสุด ท้ายของทั้งคู่ซะด้วยน่าเสียดาย ครับ นี่ยังไม่รวมดาวเตะระดับพระกาฬที่ยังรอเช็คความฟิตอยู่ทั้ง คริสเตียโน่ โรนัลโด้, หลุยส์ ซัวเรส, โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ย์, อาร์ตูโร่ วิดัล, อเล็กส์ อ็อกซ์เลด แชมเบอเลน หรือแม้แต่ มาร์โค รอยส์ ที่เพิ่งเจ็บจากเกมอุ่นเครื่องมาหมาดๆเลย ดาวเตะแต่ล่ะคนอาจจะเรียกว่าดวงแตกก็เป็นได้ครับ เพราะฟุตบอลโลก 4 ปีมีครั้งแต่ก็ดันต้องทะลึ่งมาประสบพบเจอกับอาการบาดเจ็บในปีนี้ .... น่าเสียดายจริงๆ แต่ผมก็เชื่อนะครับว่าสีสันของการฟาดแข้งในศึกฟุตบอลที่ผู้คนทั่วทุกมุมโลกต่างต้องการที่จะเสพย์นั้นไม่ได้ลดน้อยลงไปหรอกครับ เพราะว่าเสน่ห์ของเกมลูกหนังไม่ได้ขึ้นอยู่ที่คนคนเดียวหรอกครับ และผมคิดว่าเรื่องราวเหล่านี้จะไม่ทำให้ความอยากดูลดน้อยลงไปหรอกครับ ฟุตบอลโลก ก็คือ ฟุตบอลโลกยังคงเป็นศึกใหญ่ที่ทุกๆคนตั้งหน้าตั้งตารออยู่ดีนั่นแหละเค.เค.pic : zimbio, stopandgoal, ronaldo7, ESPN

เต็มตัว !

เสร็จสิ้นจบครบทุกการแข่งขันสำหรับศึกฟุตบอลดังทั่วยุโรปไปกันหมดแล้วนะครับหลังจากการฉลองแชมป์ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก สมัยที่ 10 ของ เรอัล มาดริด และหลังจากนี้ไม่เงียบเหงาแน่นอนเพราะว่า ฟุตบอลโลก ที่บราซิล กำลังรอคอยสาวกลูกหนังทั้งหลายอยู่ ทำการแข่งขันกันมาอย่างยาวนาน 1 ฤดูกาลเต็มบทสรุปแชมป์ต่างๆทุกลีกทางผมเองก็ได้เขียนสรุปเอาไว้ให้ได้รับอ่านและรับชมภาพการฉลองแชมป์ไปแล้วของ 5 ลีกดัง แต่ที่ยังไม่ได้เล่าถึงนั้นก็ขอเขียนออกมาซะหน่อย แชมป์สมัยที่ 10 ของ "ราชันชุดขาว" นั่นเองครับ พวกเขาสามารถเอาชนะคู่ปรับร่วมเมือง "ตราหมี" แอตเลติโก้ มาดริด ไปได้แบบถล่มทลาย 4-1สกอร์มันอาจจะดูมากก็จริงแต่นี่เป็นสกอร์ใน 120 นาที ส่วนใน 90 นาทีนั้นต้องบอกเลยว่าเสียดายแทนลูกทีมของ ดิเอโก้ ซิมิโอเน่ มากๆครับเพราะว่าอีกแค่เพียง "อึดใจ" เดียวพวกเขาก็จะสามารถคว้าแชมป์ไปครองได้เป็น "หนแรก" ในประวัติศาสตร์สโมสรแท้ๆ เห้อ .... ไม่น่าเลย แต่นั่นแหละครับ คราวเคราะห์ของผู้แพ้ซึ่งเราสมควรที่จะให้เครดิตแก่ผู้ชนะมากกว่า กับทีมทีมนี้ทีมแห่ง "ราชัน" ที่นำมาโดย คริสเตียโน่ โรนัลโด้, แกเร็ธ เบล, คาริม เบนเซม่า เอ้อแล้วอีกคนที่ผมของยกให้เป็นอีกหนึ่งในบอยแบนด์ด้วยนะครับ เพราะว่าเล่นได้ดีมาตลอดจริงๆนั่นก็คือ อังเกล ดิ มาเรีย จิตใจที่ต่อสู้ไม่ยอมแพ้ของพวกเขาทำให้ในที่สุด "ราชัน" ก็เป็นฝ่ายยิ้มกว้างๆได้ซักทีหลังจากที่รอคอยมาอย่างยาวนานถึง 12 ปี ครั้งล่าสุดที่พวกเขาทำได้คงต้องย้อนไปถึงยุค 'กาลาติกอส' ที่รวมรวบ "เสือ สิง กระทิง แรด" เอาไว้ในทีมทีมเดียว แน่นอนมาในปีนี้ก็ไม่ต่างกัน เผลอๆอาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำจากการให้สัมภาษณ์ของ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานจอมทุ่มแห่ง มาดริด ที่ได้ออกมาบอกว่าทีมของเขาในปีนี้เหนือกว่ายุค 'กาลาติกอส' ที่มีทั้ง หลุยส์ ฟิโก้, ราอูล กอนซาเลซ, โรแบร์โต้ คาลอส และ ซีเนอดีน ซีดาน เสียอีก แน่นอนครับ ความสำเร็จครั้งนี้ทำให้ค่าตัวของ แกเร็ธ เบล ที่ทาง มาดริด ยอมทุ่มเงินไปกลายเป็นอะไรที่คุ้มค่าสุดๆ แต่นั่นคือสิ่งที่ผ่านมันไปแล้วครับ จบแล้วไปแล้วกับความยิ่งใหญ่ต่างๆใน "ฟุตบอลลีก" ที่มีตราสโมสรเป็นเดิมพัน แต่สิ่งที่กำลังจะตามมาต่อจากนี้มันไม่ใช่อีกแล้วครับ ไม่เกี่ยวข้องกับการเล่นเพื่อ "เงิน" หรือเพื่อ "ชื่อเสียงของตัวเอง" อีกต่อไปครับเพราะว่าหลังจากนี้มีเพียงเล่นเพื่อ "เกียรติยศ" เพื่อ "ศักดิ์ศรี" และ เพื่อ "ชาติบ้านเกิด"ฟุตบอลโลก 2014 ศึกสังเวียนเพลงแข้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ศึกที่ดาวเตะอาชีพทุกๆคนใฝ่ฝันว่าจะได้เล่นซักครั้งในชีวิตเวีนยบรรจบครบ 4 ปีมาให้พวกเราคอลูกหนังรับชมกันอีกครั้งแล้วครับ ยิ่งครั้งนี้มาเล่นในถิ่นที่ได้ชื่อว่าเป็นถิ่นแห่ง "ลูกหนัง" อย่าง บราซิล แล้วด้วยนั้นแน่นอนว่าดีกรีความมันส์จะต้องเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมแน่นอน ครับ ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะตั้งหน้าตั้งตารอดูการแข่งขันฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกกันแล้วแบบ "เต็มตัว" ข่าวคราวความเคลื่อนไหวทุกๆท่านก็สามารถติดตามกับเราได้เช่นเดิมครับ www.cheerball.com รับรองไม่มีผิดหวังเค.เค.pic : zimbio, uefafootball, blog.dzone

บทสรุปแห่งแชมป์ ที่ต้องซูฮก "ตราหมี"

ปิดฤดูกาลกันไปหมดแล้วครับสำหรับศึกฟุตบอลลีกดังของยุโรป 5 ชาติที่แฟนๆลูกหนังสยามประเทศให้ความสนใจและติดตามชมกัน .... และ 4 ใน 5 นั้นก็เป็นทีมเดิมๆที่ได้แชมป์แบบเดิมๆมาโดยตลอดในช่วง 2-3 ปีหลัง แต่มีอยู่ลีกเดียวครับที่ต้องยกย่องกับความน่าอัศจรรย์ของขุนพล "ตราหมี" แอตเลติโก้ มาดริด หากเราลองไล่เลี่ยเกลี่ยคุ้ยดูในการแข่งขันแต่ล่ะลีกเราจะพบได้ชัดเจนเลยครับว่ามีแค่ทีมซ้ำๆและเดิมๆที่ขึ้นไปเถลิงบัลลังค์แชมป์ได้ในฤดูกาลที่ผ่านมาพรีเมียร์ลีก - แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พลพรรค "เรือใบสีฟ้า" สามารถสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์พรเมียร์ลีกสมัยที่ 2 ได้ในรอบ 3 ปี ก็ไม่มีอะไรแปลกใหม่กับความแข็งแกร่งของพวกเขาถึงแม้ว่าในปีนี้จะมีให้ลุ้นให้ได้ตื่นเต้นบ้างกับผู้ท้าชิง "หน้าใหม่" อย่าง ลิเวอร์พูล แต่สุดท้ายด้วยการเล่นที่ "คงเส้นคงวา" มาโดยตลอดก็ทำให้ทีมเรือขนเงินทีมนี้ปาดหน้าแซงทางโค้งสุดท้ายคว้าแชมป์ไปครองได้อย่างยิ่งใหญ่ภายใต้การนำทัพของ มานูเอล เปเยกรินี่ ที่เพิ่งจะเข้ามาคุมทีมเป็นปีแรกกัลโช่ เซเรีย อา - ยูเวนตุส เบื่อกันมั้ยครับกับชื่อทีมนี้ "เบียงโคเนรี่" สามารถก้าวขึ้นคว้าตำแหน่งแชมป์ได้ 3 ปีติดต่อกันแถมล่าสุดพวกเขายังสามารถสร้างประวัติศาสตร์ให้กับตัวเองได้อีกด้วยการทำแต้มสูงถึง 102 คะแนน โหดจริงๆแต่โหดแค่ในประเทศนะครับ ในการแข่งขันระดับยุโรปยังดูเหมือนว่า "ม้าลาย" ยังต้องบ่มเพาะให้ อันโตนิโอ คอนเต้ กุนซือคนปัจจุบันมีความเก๋าเกมมากกว่าที่เป็นอยู่นี้ซักหน่อย และดูเหมือนว่าแฟนๆยังถิ่นตูรินจะพร้อมรอคอยและก้าวเดินไปพร้อมๆกับ คอนเต้ ซะด้วยหลังจากที่เราได้เห็นกันไปแล้วในนัดสุดท้ายของฤดูกาลบุนเดสลีก้า - บาเยิร์น มิวนิค ใครจะไปสู้ไหวในปีนี้สำหรับยอดทีมจากแดนใต้ของขุนพล "เดอะ บาวาเรี่ยนส์" ที่มาโหดตั้งแต่ต้นยันเกือบจบฤดูกาล พวกเขาคว้าแชมป์เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรและทำแต้มทิ้งห่างทีมอันดับที่ 2 อย่าง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ไปแบบไม่เห็นฝุ่นเลยซักนิด การเข้ามาของ เป๊ป กวาดิโอล่า อาจจะมีข่าวลือเกี่ยวกับปัญหาอะไรต่างๆบ้าง รวมไปถึง "ความกระหาย" ของตัวนักเตะเองที่คว้าแชมป์มาแล้วทุกรายการเกือบทำพังในช่วงท้ายๆเหมือนกัน แต่ถึงอย่างนั้น "เสือใต้" ก็จบฤดูกาลลงด้วย "ดับเบิ้ลแชมป์"ลีกเอิง - ปารีส แซงต์ แชร์กแมง นี่ก็ยังคงเป็นทีมที่ไม่มีใครสามารถทะยานขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงได้อย่างเต็มตัวสำหรับ "เศรษฐีเก่า" เปแอสเช ทั้งๆที่ดูเหมือนว่าตอนต้นฤดูกาลจะมี "เศรษฐีใหม่" อย่าง โมนาโก ประกาศตัวชัดเจนว่า "ขอร่วมลุ้นแชมป์ด้วยนะ"ซึ่งก็ได้แค่ประกาศ ตัวผู้เล่นอะไรต่างๆต้องยอมรับความจริงที่ว่ายังไม่ดีเท่าและสุดท้าย โรลองต์ บลองก์ ที่เข้ามาสานงานต่อจาก คาร์โล อันเชล็อตติ ก็สามารถนำทีมคว้า "ดับเบิ้ลแชมป์" ไปครองได้ในปีนี้ทั้งแชมป์ลีกและพ่วงด้วย เฟร้นซ์ ลีก คัพ อีก 1 รายการลาลีก้า - แอตเลติโก้ มาดริด น้ำตาจะไหลเมื่อเห็นชื่อทีมครับ ..... อย่างที่เราทราบกันว่าลีกของสเปนจะมีชื่อผุดออกมาเพียงแค่ 2 ทีมเท่านั้นในช่วง 10 ปีหลังที่ผ่านมาคือ เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลน่า ที่เป็น "มาเฟีย" แห่งฟุตบอล "กระทิงดุ" แต่มาในวันนี้มันเปลี่ยนไปหมดแล้วครับ "ตราหมี" ไต่เต้าขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงได้อย่างน่าเกรงขามและพวกเขาก็ทำสำเร็จ ปลดแอก ตัวเองออกมาจาก 2 ขั้วอำนาจที่ก้าวขึ้นคว้าแชมป์ในอารมณ์ "สมบัติผลัดกันชม" มาโดยตลอด ต้องชื่นชมผลงานในการทำทีมของ ดิเอโก้ ซิมิโอเน่ นะครับ พวกเขาประสบความสำเร็จมาแล้วก็หลากหลายรายการทั้งฟุตบอลระดับยุโรปอย่าง ยูโรป้า ลีก หรือ ยูฟ่า ซูปเปอร์ คัพ หรือแม้แต่บอลถ้วยในประเทศ โกปา เดล เรย์ ก็คว้าแชมป์มาแล้ว และสุดท้ายมันก็ถึงเวลาที่ "หมีบ้า" ตัวนี้จะตกมันวิ่งสู้ฟัดมาตลอดทั้งฤดูกาลไล่ล่าบดขยี้ทุกทีมพร้อมกับ "แหก" กรงของ "ราชันชุดขาว" และ "อัลซูกราน่า" ที่สร้างขึ้นมาตลอด 10 ปีนี้ได้อย่างยิ่งใหญ่ถึงถิ่น "คัมป์ นู" ซะด้วยซิเอ้อ ถึงแม้ว่าศึกลูกหนังมันจะจบลงไปแล้วแต่อย่าเพิ่งได้เบื่อกัน ..... ปีนี้ยังมี "ฟุตบอลโลก" ให้กับแฟนๆได้ติดตามและรับชมอยู่นะครับ รับรองไม่มีเบื่อ เหงา เศร้า ว่าง แน่นอนในช่วงเบรคฤดูกาล อีกทั้งข่าวคราวใน "ตลาดนักเตะ" ที่แฟนๆคงจะตั้งหน้าตั้งตารอคอยดูทีมรักของตนเองว่าจะคว้าใครเข้ามาเสริมทัพได้บ้าง หรือจะขายนักเตะคนที่เราเกลียดออกจากทีมรึเปล่า ? ทั้งหมดนี้อย่าลืมติดตามได้ที่ www.cheerball.com ของเรานะครับเค.เค.

ปีหน้าอาจไม่มีแบบนี้อีกแล้ว

น่าเสียดายนะครับในปีนี้สำหรับยอดทีมในอดีต .... ย้ำอีกครั้งว่าในอดีตอย่าง "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ที่มีคะแนนตามหลังแชมป์อย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อยู่เพียงแค่ 2 คะแนนเท่านั้น .... และ 2 คะแนนดังกล่าวมันสุดเจ็บปวดเหลือเกินหากยังจำกันได้ครับยอดทีมจากถิ่นเมอร์ซี่ย์ไซด์ โชว์ฟอร์มมาได้แบบ "โหดสลัด" สุดๆด้วยการเก็บชัยชนะมา '11 นัดติดต่อกัน' เรียกได้ว่ามากันแบบไม่ยั้งใส่กันให้ไฟแล่บจนเอาแฟนๆเพ้อฝันไปถึงวันชูถ้วยกันไปแล้วแต่ทุกอย่างมันเหมือนกับว่าพังทลายไปต่อหน้าต่อหน้าการสูญเสียครั้งนี้เกิดขึ้นมาจากผู้ที่เป็นสัญลักษณ์ของทีม ผู้ที่คือทุกสิ่งทุกอย่างของทีมอย่าง สตีเวน เจอร์ราร์ด ..... ยอดกัปตันผู้ภักดีที่ชูถ้วยมาแล้วทุกถ้วยยกเว้นอยู่ถ้วยเดียวที่เขายังไม่ได้รับเกียรติอันยิ่งใหญ่นี้ชัยชนะเหนือ นอริช ซิตี้ เล่นเอากัปตันหมายเลข 8 ผู้นี้หลั่งน้ำตา .... ครับผมเชื่อว่าตอนนั้น เจอร์ราร์ด คงจะคิดถึงการชูถ้วยที่เขารอคอยมานานตลอดทั้งชีวิตซักที ...แต่แล้วกลับกลายเป็นว่าลูก 'ลื่นบรรลือโลก' นั้นกลายเป็นตัวแปรสำคัญสำหรับการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้อย่างแท้จริงครับ มันโทษใครไม่ได้เลยนอกจากตัว เจอร์ราร์ด เองและที่สำคัญเป็นการลงเล่นในบ้านยังสนาม แอนฟิลด์ อีกต่างหาก ....น่าเสียดายนะครับ ถ้าหากไม่เป๋ในวันนั้น วันนี้เราอาจจะได้เห็นฝูง 'เดอะ ค็อป' ออกมาเริงร่ากันเป็นแถวแล้วก็เป็นได้สุดท้ายวลีเดิมๆก็กลับมาอีกหนว่า 'ปีหน้าเอาใหม่' แต่ผมว่ามันเป็นเรื่องยากซะแล้วว่ะ ....ทำไมน่ะเหรอครับ ? แน่นอน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะต้องไม่หยุดนิ่งอยู่แค่นี้บวกกับพลังเงินที่มีพวกเขาจะคว้าดาวดังคนไหนมาเสริมหลังจากศึกฟุตบอลโลกก็รอดูกันว่าจะแข็งแกร่งแค่ไหน อีกทั้ง มานูเอล เปเยกินี่ ก็ได้สร้างประวัติศาสตร์เป็นกุนซือนอกทวีปยุโรปคนแรกที่พาทีมก้าวขึ้นคว้าแชมป์ได้อีกต่างหากผมคิดว่าพวกเขาน่าจะแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมนะครับอีกทั้ง "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ที่ได้แผลงฤทธิ์ในถิ่น แอนฟิลด์ อย่างสุดแสบ โจเซ่ มูรินโญ่ เพิ่งจะกลับมาทำทีมเป็นปีแรก และอะไรบางอย่างมันอาจจะไม่เข้าที่เข้าทางหรือเหมือนเมื่อก่อนปีหน้าจัดทีม จัดขุมกำลังกันใหม่ด้วยพลังทรัพย์ของ 'เสี่ยหมี' แล้วล่ะก็ เชลซี จะกลายเป็นตัวเต็งที่คว้าแชมป์ในฤดูกาลหน้าแน่นอนหรือแม้แต่ อาร์เซน่อล ของ อาร์แซน เวนเกอร์ ที่ปีนี้อาจจะไม่จบมือเปล่านะครับ ถ้วย เอฟเอ คัพ กำลังรอพวกเขาอยู่ หากไม่เล่นกันออกทะเลไปเองคงไม่ใช่เรื่องยากอะไรที่จะโค่น ฮัลล์ ซิตี้ ได้ในรอบชิงชนะเลิศแน่นอน นี่อาจจะเป็นถ้วยที่จุดความหวังอะไรหลายๆอย่าง หรือกระตุกความคิดให้กับ เวนเกอร์ ทำอะไรเพื่อที่จะปลุกทีมดังจากลอนดอนเหนือกลับมาผงาดลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก อีกครั้งและโปรดอย่าลืมว่า 'ปีศาจหลับสนิท' ในฤดูกาลนี้อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังจะกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้งโดยที่ไม่มีฟุตบอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก หรือ ยูโรป้า ลีก ให้รำควาญใจอีกต่างหากพวกเขาถายใต้การนำทัพของกุนซือคนใหม่ที่ยังไม่รู้ว่าใครนั้นจะมุ่งมั่นในเกมลีกอย่างเดียวแน่นอนชัวๆ และปฏิเสธไม่ได้ว่าทีมระดับ "ปีศาจแดง" คงจะไม่คว้าน้ำเหลวสองปีติด และคงจะไม่เลือกตัวผิดๆแบบ เดวิด มอยส์ เข้ามาคุมทีมอีกเป็นอันขาดนี่ยังไม่รวมทีม "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" เอฟเวอร์ตัน หรือแม้แต่ "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ส ที่พร้อมจะสอดแทรกขึ้นมาให้ได้เซอร์ไพรซ์กันอยู่เป็นประจำ โดยที่ทั้งสองทีมนี้ทำมาสำเร็จแล้วในช่วงปีหลังๆครับ นี่คือเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลที่ว่าทำไม "หงส์แดง" น่าจะต้องคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ให้ได้ในฤดูกาลนี้ เพราะว่าทุกๆอย่างมันเต็มใจไปหมดทั้ง ซิตี้ ออกสตาร์ทในช่วงแรกสุดบู่ !ปืนโต ฟอร์มดรอปลงเรื่อยๆแบบน่าใจหาย, เชลซี ภายใต้การนำทีมของ มูรินโญ่ ไม่นิ่ง ไม่คงเส้นคงวาและดูเหมือนจะเน้น แชมป์เปี้ยนส์ลีก มากไปปีศาจแดง ที่คิดผิดเลือก มอยส์ คุมทีมจนเป๋ไปยาวๆ, สเปอร์ส ที่ทะลึ่งใช้เงิน 100 ล้านแบบสูญเปล่า และ เอฟเวอร์ตัน ที่กำลังสร้างทีมใหม่โดย โรแบร์โต้ มาร์ติเนซทุกๆอย่างมันดูเหมือนจะเป็นใจให้ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์มาครองให้ได้ซักทีในรอบ 24 ปีซักทีมาครองได้อย่างยิ่งใหญ่แต่สุดท้ายพวกเขาก็ต้องมา 'สะดุด' หกคะเมนในช่วง 3 นัดสุดท้ายของฤดูกาลแค่นั้นเองแค่นั้นเองครับ แค่นั้นจริงๆ น่าเสียดายมากๆเค.เค.