breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

สิ้นสุดยุคแห่งการรอคอย

แปลกประหลาดและค่อนข้างตกใจกับข่าวที่จู่ๆก็ถาโถมเข้ามาในค่ำคืนวันจันทร์ ..... ข่าวคราวที่ว่า เดวิด มอยส์ กำลังจะโดนปลดออกจากตำแหน่งด้วยการทำทีมแบบสุดบู่และไม่ถูกใจแฟนๆ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตลอดทั้งฤดูกาลครับ .... ไม่แปลกใจที่ว่าทำไมเหล่าสาวก 'เร้ดส์ อาร์มี่' เรียกได้ว่าน่าจะทั่วโลกค่อนข้างที่จะไม่ยอมรับในตัว มอยส์ เพราะว่าพวกเขาถูกสร้างจิตสำนึกของความเป็น 'ผู้ชนะ' ที่ เซอร์ อเล็กส์ เฟอร์กูสัน มอบให้มาตลอด 27 ปีที่ 'ป๋า' กุมบังเหียนซึ่งสิ่งที่ผมแปลกประหลาดใจมากที่สุดก็คือในโลกลูกหนังสมัยใหม่นั้นตอนนี้ได้หมดยุคแห่งการรอคอยและการสร้างทีมไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วอย่างนั้นเหรอ ?อย่าลืมนะครับว่าแม้แต่ตอน 'ป๋า' เองกว่าที่จะพาพลพรรค "ปีศาจแดง" ขึ้นเถลิงบัลลังค์แชมป์นั้นต้องรอกันอยู่กี่ปี แถมแชมป์แรกก็ไม่ใช่พรีเมียร์ลีกแต่กลับเป็น เอฟเอ คัพ ซะด้วยซ้ำผนวกกับการที่ เซอร์ อเล็กส์ ได้ออกมากล่าวอยู่บ่อยๆว่ากุนซือในยุคปัจจุบันนั้นโดนปลดกันค่อนข้างเร็วซึ่งเขานั้นโชคดีที่ได้อยู่คุมทีมในสมัยก่อน ยุคแห่งการอดทนรอและการสร้างรากฐานทีมอย่างแท้จริงโอกาสเพียงแค่ 11 เดือนของ มอยส์ นั้นถือว่าค่อนข้างน้อย แต่ทว่าตอนนี้ทุกๆฝ่ายกลับเห็นชอบและต้องการให้กุนซือชาวสก็อตรายนี้ออกจากตำแหน่งอาจจะเป็นเพราะบารมีไม่ถึง ? หรือว่าการมีปัญหากับบรรดาแข้งรุ่นใหญ่ที่ มอยส์ อยากจะโละออกจากทีมตามข่าวลือต่างๆ เป็นตัวแปรสำคัญในการที่เขากำลังจะถูกไล่ออกในครั้งนี้ ?ผมว่าไม่ใช่ ....อย่าลืมว่าสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นสโมสรที่เข้าตลาดหุ้นและเจ้าของนั้นหลายๆคนตราหน้าว่าเป็น "ปลิง" จากสหรัฐอเมริกาอย่างตระกูลเกลเซอร์ ที่ไม่พบเห็นหน้าว่าพวกเขาเข้ามาชมเกมในสนาม โอล แทร๊ฟฟอร์ด ซักเท่าไรนักผลงานห่วยบรมแบบนี้ "หุ้น" ตกเอา ตกเอา สิครับรวมถึงข่าวสุดฮาตั้งแต่ก่อนเปิดฤดูกาลนี้ทาง แมนฯยูไนเต็ด สนใจที่จะถึง เอซเกล การาย เข้ามาประจำการในตำแหน่งปราการหลังตัวกลางทำให้หุ้นของสโมสรตกฮวบทันที เพราะว่าดาวเตะเกรดแบบ การาย ไม่เหมาะสมกับ ยูไนเต็ด ????สุดท้ายก็ได้มาแค่ มารูยาน เฟลไลนี่ เลยเห็นมั้ยล่ะครับการที่ มอยส์ กำลังจะสร้างทีมใหม่ และพยายามที่จะสร้างรากฐานให้มันมั่นคง สุดท้ายตอนนี้ 'ความสำเร็จ' มันรอไม่ได้อีกต่อไปแล้วจะว่าไปผลงานของนายใหญ่ชาวสก็อตรายนี้ก็ทำได้ 'ห่วยบรม' จริงๆนั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็นการพ่ายแพ้ให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้, ลิเวอร์พูล และ เอฟเวอร์ตัน แบบทั้งเหย้าและเยือนเป็นครั้งแรกตั้งแต่ก่อตั้งพรีเมียร์ลีกมาแค่นี้ผมว่าก็ทำให้แฟนๆ "ปีศาจแดง" เจ็บสุดๆแล้วนะครับนี่ยังไม่รวมการที่ทีมพลาดไปเล่น ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก นับตั้งแต่ปี 1995 เป็นต้นมา หรือการพ่ายแพ้ในบ้านให้กับทีมอย่าง นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด, เวสบรอมวิช อัลเบี้ยน แม้แต่ สวอนซี ซิตี้ ในรอบหลายสิบปี"แพ้ในบ้าน" นะครับ แพ้ต่อหน้าแฟนๆในถิ่น "โรงละครแห่งความฝัน" นี่มันทำร้ายจิตใจสุดๆครับ ด้วยเหตุผลต่างๆนาๆ และแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาใส่หลายๆปัจจัย ทำให้สุดท้ายดูๆแล้ว มอยส์ ก็ไม่น่าจะรอดการปลดครั้งนี้อาจจะเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าโลกแห่งทุนนิยมคลืบคลานเข้ามาในโลกแห่งลูกหนังเต็มตัว และไม่อาจหลีกเลี่ยงได้"โอกาส" ที่ได้มาต้องไขว่คว้าไว้ให้ได้ตั้งแต่ "แรก" ไม่ใช่การค่อยๆกระดึ๊บสร้างไปอย่างมั่นคงเค.เค.

น้ำตาลูกผู้ชายของ เจอร์ราร์ด

คนที่คาดหวังอะไรมากๆกับ "โอกาส" ที่มีอยู่ แต่ พอรู้ว่าสิ่งที่คาดหวังนั้นอาจจะเป็นไปไม่ได้แล้วก็เริ่ม "ทำใจ" เอาไว้ล่วงหน้าหากผมจำไม่ผิด "สตีวี่จี" สตีเวน เจอร์ราร์ด เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ครั้งหนึ่งว่าตอนที่ ลิเวอร์พูล สามารถคว้แชมป์พรีเมียร์ลีกมาครองได้นั้น เขาอาจจะไม่อยู่ในทีมแล้ว .....ผมว่านี่คือคำเปรยๆที่ เจอร์ราร์ด "ทำใจ" เอาไว้ล่วงหน้าแล้วแต่ในฤดูกาลนี้มันเปลี่ยนไป !ยอดทีมจากเมอร์ซี่ย์ไซด์ทำผลงานเป็น "ม้านอกสายตา" มาโดยตลอด พร้อมกับการให้สัมภาษณ์มาเรื่อยๆว่า "พรีเมียร์ลีก" ไม่ใช่เป้าหมายของทีม แต่เป็นเพียงติด 1 ใน 4 เพื่อกลับไปเล่น ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีกเท่านั้นแต่มาถึงตอนนี้มันไม่ใช่อีกต่อไปแล้วครับชัยชนะเหนือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ของ ลิเวอร์พูล เป็นการประกาศศักดาในการลุ้นแชมป์อย่างแท้จริงในช่วง 4 นัดสุดท้ายในฤดูกาลนี้ !เอาล่ะเรามาลองดูโปรแกรมที่เหลือของ 3 ทีมที่ลุ้นแชมป์กันครับลิเวอร์พูล20 เมษายน เจอกับ นอริช ซิตี้ (เยือน)27 เมษายน เจอกับ เชลซี (เหย้า)6 พฤษภาคม เจอกับ คริสตัล พาเลซ (เยือน)11 พฤษภาคม เจอกับ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด (เหย้า)โหดใช่ย่อยแหะ ...... กับการลงเล่นสลับเหย้าเยือนแบบนี้ แถมยังต้องเจอกับ เชลซี อีกแมนเชสเตอร์ ซิตี้17 เมษายน เจอกับ ซันเดอร์แลนด์ (เหย้า)22 เมษายน เจอกับ เวสบรอมวิช อัลเบี้ยน (เหย้า)27 เมษายน เจอกับ คริสตัล พาเลซ (เยือน)3 พฤษภาคม เจอกับ เอฟเวอร์ตัน (เยือน)8 พฤษภาคม เจอกับ แอสตัน วิลล่า (เหย้า)11 พฤษภาคม เจอกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (เหย้า)เตะแบบค่อนข้างถี่ยิบเหมือนกัน นี่คือผลพวงจากการเล่น ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก และเข้าชิง ลีก คัพ ของ "เรือใบสีฟ้า"เชลซี19 เมษายน เจอกับ ซันเดอร์แลนด์ (เหย้า)27 เมษายน เจอกับ ลิเวอร์พูล (เยือน)4 พฤษภาคม เจอกับ นอริช ซิตี้ (เหย้า)11พฤษภาคม เจอกับ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ (เยือน)ครับ อาจจะดูไม่หนักแต่อย่าลืมว่า เชลซี มี ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก ให้เตะอยู่เพราะว่าพวกเขาผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้สำเร็จและด้วยเหตุผลนี้เอง "หงส์แดง" ค่อนข้างที่จะได้เปรียบนิดๆในการเจอกันกับ เชลซี เพราะว่าก่อนหน้านั้นขุนพล "สิงห์บูลส์" มีคิวลงเตะ แชมป์เปี้ยนส์ลีก นัดแรกกับ แอตเลติโก้ มาดริด นั่นเองอีกทั้งยังเล่นในถิ่น แอนฟิลด์ อีก ซึ่งพลพรรค "เร้ดส์ แมชชีน" ไม่แพ้ใครมาแล้วถึง 14 นัดติดต่อกันแล้วนะครับและนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม "หงส์แดง" ถึงค่อนข้างมั่นใจเหลือเกินในแมตช์ที่จะปะทะแข้งกับ เชลซี นัดนี้หากเรามองย้อนกลับไปในนัดที่ "หงส์แดง" เอาชนะ แมนฯซิตี้ ไปได้ 3-2 นั้นหลายๆคนคงจะ "งง" ว่าทำไม เจอร์ราร์ดต้องร้องไห้เกมที่อาจจะเป็นนัดตัดสินแชมป์ตามที่ใครเค้าพูดกัน ..... นำไปก่อน 2-0 โดนตีเสมอ 2-2 แต่ดูได้เลยครับว่าแต่ละคนไม่มีท้อเลยแม้แต่นิดเดียว .....และสุดท้ายยังกลับมาเอาชนะได้อย่างยิ่งใหญ่ 3-2 ผนวกกับใกล้ถึงวันครบรอบ 25 ปีฮิลส์โบโร่ อีกด้วยความมั่นใจมา บรรยากาศของทีมที่ "โคตรจะสปิริต" มากๆในปีนี้ของ "หงส์แดง" เริ่มสร้างกระตุ้นปลุกเร้าอารมณ์ให้ยอดกัปตันนี้ต้องเกิดอาการตื้นตันน้ำตาคลอบ้างล่ะ กับ "โอกาส" ที่เขาจะได้ก้าวขึ้นไปชูถ้วยที่รอมาทั้งชีวิต ..... ทั้งชีวิตจริงๆกับสิ่งที่ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส สร้างมาในฤดูกาลนี้มันเหนือความคาดหมายทุกๆอย่าง นักเตะดาวรุ่งถูกผลักดันขึ้นมาและโชว์ฟอร์มได้แบบไม่ขัดเขินทั้ง ราฮีม สเตอร์ลิ่ง, จอห์น ฟลานาแกน, โจ อัลเลน หรือแม้กระทั่ง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่นักเตะเกรด เอ อย่าง หลุยส์ ซัวเรส ที่ ร็อดเจอร์ส ทำให้กลายเป็นนักเตะระดับ เวิล์ดคลาส ไปแล้ว ..... นักเตะที่ทีมอย่าง แมนฯซิตี้ และ เชลซี ไม่เห็นค่าอย่าง ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ ร็อดเจอร์ส ก็สามารถทำให้กลับมาผงาดได้อย่างน่าชื่นชมเอาล่ะครับตอนนี้ อารมณ์ ความรู้สึก บรรยากาศ ทุกๆอย่างตอนนี้เข้าที่เข้าทางเพื่อให้ "หงษ์หลับ" ตัวนี้ถูกปลุกขึ้นมาอย่างยิ่งใหญ่ใครจะว่ายังไงก็แล้วแต่ ทว่าตอนนี้ผมกลับมีความรู้สึกว่าอยากที่จะ "เห็น" สตีเวน เจอร์ราร์ด ผู้ที่จงรักภักดีที่สุดคนหนึ่งในวงการลูกหนัง สัมผัส และ จูบ ถ้วยแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษซักครั้งก่อนที่เขาจะอำลาวงการนี้ไปและผมเชื่อว่ามันจะเป็นปีนี้ ปีที่ลงตัวทุกอย่างเค.เค.pic : zimbio, usatopnews, dailystar

สถิติที่น่าสนใจกับโอกาสของ "ตราหมี"

เชื่อหรือไม่ครับเชื่อหรือไม่ ..... ตั้งแต่ในปี 2008 เป็นต้นมาทีมที่สามารถเขี่ยโคตรสโมสรลูกหนังอย่าง บาร์เซโลน่า ได้นั้นสามารถก้าวขึ้นเถลิงบัลลังค์ชูถ้วย "บิ๊กเอียร์" หรือ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก ได้หมด ... เรามาลองย้อนอดีตกันครับว่าผมพูดผิดหรือถูก .....เริ่มแรกในปี 2008 ผมเชื่อว่าปีนี้แฟนๆ "เร้ด อาร์มี่" คงจะจำไม่เคยลืมเลือนเนื่องจากว่าขุนพล "ปีศาจแดง" สามารถจัดการพลพรรค "อัลซูกราน่า" ไปได้ในรอบรองชนะเลิศและสุดท้ายพวกเขาก็สามารถโค่น "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี คว้าแชมป์ไปครองได้อย่างเกรียงไกรเอาล่ะครับ "ปีศาจแดง" จั่วหัวไปแล้วตั้งแต่ปี 2008พอมาในปี 2009 ..... ไม่มีใครโค่นได้ครับ ! (ฮา) บาร์ซ่า ยุคติกี้ตาก้าของ เป๊ป กวาดิโอล่า คว้าแชมป์ไปครองได้ปีนี้ด้วยการชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และนั่นก็ทำให้สถิติดังกล่าวยังคงอยู่พอมาในปี 2010 ถึงคราว "งูใหญ่" ผงาดบ้างและก็เป็นทาง บาร์ซ่า ที่โดนทางด้าน อินเตอร์ มิลาน ภายใต้การนำของ โจเซ่ มูรินโญ่ หักด่านลงในรอบรองชนะเลิศ ก่อนจะเดินทางไปฉก "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค ในนัดชิงที่ ซานติเอโก้ เบร์นาบิวและจบฤดูกาลด้วยการคว้า "ทริปเปิ้ลแชมป์" อย่างยิ่งใหญ่.....มาต่อครับ มาต่อกันในปี 2011 ปีนี้ก็เช่นกัน .... บาร์เซโลน่า สามารถคว้าแชมป์ไปครองได้ด้วยการอัด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่หวังถอนแค้นในนัดชิง 2009 แต่แล้วก็ไม่รอดเพราะว่า "ปีศาจแดง" ไม่ได้โค่นมาในรอบก่อนหน้านั้นอิอิมาในปี 2012 กันบ้าง เชลซี ในยุคของ โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ สามารถสอย บาร์เซโลน่า ได้ในรอบรองชนะเลิศอีกเช่นกัน !!! ก่อนที่พวกเขาจะหักปากกาโคตรเซียนทั้งหลายแหล่ด้วยการเอาชนะ บาเยิร์น มิวนิค ที่ดูจะเหนือกว่าทุกอณูรูขุมขนไปได้ด้วยลูกจุดโทษ ในนัดชิงหรือนั้นอาจเป็นเพราะพวกเขาเอาชนะพลพรรค "อัลซูกราน่า" มา ????และเมื่อปีที่แล้วหรือปี 2013 แฟนๆลูกหนังทั่วโลกคงจะยังจำไม่ลืมเลือนแน่กับสกอร์ "7-0" ที่โด่งดังกึกก้องไปทั่วปฐพีครับ ....บาเยิร์น มิวนิค ถลุง บาร์เซโลน่า ทั้งไปและกลับด้วยสกอร์รวมหฤโหดก่อนจะไปฟัด "เยอรมันนีไฟน่อล" ในรอบชิงชนะเลิศกับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์คงไม่ต้องบอกว่าใครชนะ ..... แน่นอนครับ ทีมที่ชนะ บาร์เซโลน่า มาอยู่แล้ว !! "เสือใต้" คว้าแชมป์ไปครองได้สำเร็จแปลกดีมั้ยครับ ? .... เออผมก็ว่าแปลกเหมือนกันว่ะทำไมทีมที่หักด่านอย่าง บาร์เซโลน่า ไปได้ถึงคว้าแชมป์ได้หมดเลยทั้งๆที่คู่ชิงนั้นก็ไม่ใช่ อุจจาระ อุจจาระ เลยนะครับ อย่างปีที่ เชลซี คว้าแชมป์นั้นสื่อหลายสำนักยกให้ บาเยิร์น เหนือกว่าเยอะมากๆ ...ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อล่ะครับกับสถิติดังกล่าวพอมาในปีนี้ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่รอบรองชนะเลิศ ..... แต่ทว่า บาร์เซโลน่า ก็ตกรอบไปไวด้วยฝีตีนของ "ตราหมี" แอตเลติโก้ มาดริด ที่เขี่ยทีมดังจากแคว้นกาตาลันลงได้ด้วยสกอร์รวม 2-1ครับ ครับเอาล่ะสิ น่าสนใจขึ้นมาทันทีว่า ดิเอโก้ ซิมิโอเน่ จะยังทำให้สถิตินี้อยู่ยั้งยืนยงหรือไม่ !เพราะว่าตัวเป้งๆเต็งแชมป์ทั้ง เรอัล มาดริด และ บาเยิร์น มิวนิค ต่างก็ผ่านเข้าสู่รองรองชนะเลิศไปได้ด้วยกันทั้งคู่น่าสนใจครับน่าสนใจ โดยเฉพาะกับแนวทางการทำทีมของ ซิมิโอเน่ ที่เล่นเอา บาร์ซ่า ไปไม่เป็นเลยในนัดที่สองรอบ 8 ทีมสุดท้ายรอลุ้นกันได้เลยครับในปีนี้ว่า "ตราหมี" แห่งกรุงมาดริด จะสามารถทำได้อย่างที่ทีมอื่นๆทำมากันก่อนหน้านี้หรือไม่ผมว่ามีสิทธิ์เลยล่ะเค.เค.pic : zimbio

บ๊ายบาย บอลโลก !

น่าเสียดายครับน่าเสีย ที่ตอนนี้ดูเหมือนว่าดาวเตะชื่อกระฉ่อน หลายต่อหลายคนต้องโบกมืออำลาโอกาสในการไปโชว์เพลงแข้งที่บราซิลแล้วด้วยอาการบาดเจ็บที่แทบจะเหมือนกันหมดนั่นก็คือบริเวณเอ็นไขว้หัวเข่าด้านหน้าบิคตอร์ บัลเดส คือรายล่าสุดที่ต้องเจ็บด้วยอาการบาดเจ็บนี้ และต้องพักยาวๆไปเลยถึง 7 เดือนด้วยกัน ..... น่าเสียดายนะครับ ทั้งๆที่ผมคิดว่าดีไม่ดีปีนี้ บัลเดส จะก้าวขึ้นมาเป็นมือหนึ่งทีมชาติสเปนได้เหมือนกัน เนื่องด้วยฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นอย่างมากในฤดูกาลนี้อาการเหวอ เฟอะฟะ ไม่ค่อยจะมีให้เห็น ด้วยอายุอานามที่มากขึ้นมันก็ต้องนิ่งขึ้นบ้างล่ะ และดูเหมือนในปีนี้ บัลเดส กำลังจะเข้าฝักที่สุดปีหนึ่งและผมคิดว่าเขาดีพอที่จะเบียด อิเกร์ กาซิยาส ยึดเป็นมือหนึ่งแห่ง "กระทิงดุ" ทีมชาติสเปน ได้เหมือนกันหาก บิเซนเต้ เดล บอสเก้ ให้โอกาสที่น่าเสียดายกว่านั้นก็คือปีนี้เจ้าตัวประกาศลั่นชัดเจนแล้วว่าจะเล่นให้กับสโมสรที่เขาเติบโตขึ้นมาและลงรับใช้มานานนับสิบปีอย่าง บาร์เซโลน่า เป็นปีสุดท้าย และจะขอไปเฝ้าเสาให้กับทีมอื่นเพื่อความท้าทายใหม่ๆนั่นเองกลายเป็นว่าต้องมาจากกันด้วยอาการบาดเจ็บแบบนี้มันก็ทำให้รู้สึกหดหู่ไม่น้อยเหมือนกันเควิน สตรอทมัน ก็เป็นอีกรายที่ต้องบาดเจ็บด้วยอาการเดียวกันกับ บัลเดส แต่ทว่าของมิดฟิลด์ชาวดัตช์รายนี้เกิดขึ้นบริเวณเข่าซ้ายซึ่งของ บัลเดส เป็นเข่าขวานี่ก็เป็นอีกรายที่โชว์ฟอร์มได้อย่างสม่ำเสมอในฤดูกาลนี้ เขาคือส่วนสำคัญที่ทำให้ "หมาป่าแห่งกรุงโรม" โรม่า ทะลึ่งพรวดขึ้นมารั้งอันดับที่ 2 ของศึกกัชโช่ เซเรีย อา ได้ในตอนนี้ด้วยการเล่นสอดประสานกับ ดานิเล่ เด รอซซี่ และ มิราเล็ม ปานิช ได้แบบไม่ขัดเขิน ทั้งๆที่เพิ่งย้ายมาฤดูกาลแรกเท่านั้นทำให้ในปีนี้ "อัศวินสีส้ม" เนเธอร์แลนด์ จะขาดมิดฟิลด์ตัวความหวังที่สุดไปคนหนึ่ง แน่นอนว่ามันจะเป็นปัญหาใหญ่ที่ หลุยส์ ฟาน กัล ต้องกุมขมับอย่างแน่นอนเช่นเดียวกับในรายของ ธีโอ วัลค็อตต์ .... ศูนย์หน้ากึ่งปีกของ "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล ที่บาดเจ็บบริเวณเข่าเช่นเดียวกับ 2 รายก่อนหน้านี้ และหมดสิทธิ์ที่จะรับใช้ "สิงโตคำราม" ทีมชาติอังกฤษ ในฟุตบอลโลกที่บราซิลแล้วสำหรับในรายของ ราดาเมล ฟัลเกา หัวหอกจอมจบสกอร์ของ โมนาโก นั้นดูเหมือนว่าจะมีข่าวดีให้ได้เห็นกันมากที่สุด หลังจากที่เจ้าตัวได้เข้ารับการผ่าตัดและจากข่าวที่ออกมานั้นดาวยิงชาวโคลัมเบียรายนี้มีโอกาสไม่น้อยที่จะได้ไปโชว์เพลงแข้งในฟุตบอลโลกปีนี้แต่ทว่าก็ยัง 50/50 ทุกสิ่งทุกอย่างยังไม่แน่นอนอาการบาดเจ็บ "เอ็นไขว้หัวเข่า" นั้นเราจะเห็นได้ว่ามันเป็นเรื่องที่ร้ายแรง และอันตรายสุดๆสำหรับอาชีพนักฟุตบอล แต่สิ่งที่ผมแปลกใจก็คือในปีนี้ ปีแห่งฟุตบอลโลกมันดันทะลึ่งเกิดขึ้นกับเหล่านักเตะระดับ "ซูปเปอร์สตาร์" พร้อมกันซะอย่างนั้นน่าแปลกใจ และ น่าเสียดาย หากเราจะไม่ได้เห็นพวกเขาไปบรรเลงฝีเท้าในศึกใหญ่ที่สุดของโลกปีนี้นี่ยังไม่รวมถึงผู้เล่นที่มีอาการบาดเจ็บแบบเดียวกันอย่าง เฆเซ่ โรดิเกซ ที่ยังเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง หรือแม้แต่ปีกชาวโปแลนด์ จาคุบ บาสซีคอว์สกี้ ที่โดนพิษ "เอ็นไขว้หัวเข่า" ต้องพักยาวไปเช่นกันแน่นอนครับว่าสิ่งเหล่านี้มันอาจจะทำให้ดาวเตะที่ต้องเผชิญหน้ากับอาการบาดเจ็บที่เลวร้ายอย่างนี้ "ท้อ" ไปบ้างเหมือนกัน แต่เพื่อนๆในทีมทุกๆคนนั้นต่างส่งกำลังใจ และแสดงออกได้อย่างโดดเด่นอย่างเช่น โรม่า นำมาโดย "เจ้าชายหมาป่า" ทีพอยิงประตูได้เขาวิ่งไปที่ซุ้มม้านั่งสำรองเพื่อเอาเสื้อของ สตรอทมัน มาชูทันทีเพื่อให้กำลังใจแข้งชาวดัตช์รายนี้หรืออย่างทั้ง บาร์ซ่า และ มาดริด ที่สวนเสื้ออวยพรให้ทั้ง บัลเดส และ เฆเซ่ หายไวๆก่อนลงสนามนี่แหละครับ สปิริต แห่งโลกลูกหนังที่เรามักจะได้เห็นกันบ่อยๆ ..... ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ดีส่วนตัวผมเองก็ต้องขออวยพรให้ดาวเตะชื่อก้องโลกทุกๆคนหายไวๆเช่นเดียวกันครับ พวกเขาจะได้กลับมาลงสนามและสร้างความมันส์ให้เราเหล่าคอบอลที่ตั้งหน้าตั้งตารอชมอยู่เค.เค.pic : zimbio, voetbal24

เดินหน้าล่าสถิติ

จบลงไปก่อนใครเพื่อนสำหรับลีกฟุตบอลแห่งเมืองเบียร์ที่ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค คว้าแชมป์ไปครองได้แบบสบายๆชนิดยิ่งกว่านอนมาเสียอีกการเข้ามาของ เป๊ป กวาดิโอล่า ในช่วงแรกนั้นเล่นเอาผมแปลกใจไปนิดหน่อยเหมือนกันกับการเปิดตัวพ่ายแพ้ให้กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในศึกซูปเปอร์คัพ เมื่อตอนต้นฤดูกาล แต่ทว่ามาในวันนี้เหตุการณ์ในวันนั้นมันเหมือนกับภาพลวงตาไปซะแล้วในลีกนั้นอย่าลืมว่าบรรดาพลพรรค "บาวาเรี่ยนส์" ยังคงเป็นทีมที่ไร้พ่ายในฤดูกาลนี้และเป็นทีมหนึ่งเดียวที่ยังตระหง่านสถิตินี้เอาไว้ได้จากทั้งหมด 5 ลีกดัง .....ที่ว่าแน่ๆและคู่ต่อกรดูน้อยกว่าอย่าง ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ยังช็อกแฟนๆมาแล้วด้วยการแพ้ให้กับ เอวิยอง ไป 1 นัดและอาจจะเป็นนัดเดียวของฤดูกาล ส่วนทีมอื่นๆนั้นไม่ต้องพูดถึง เสียซิงให้กับความพ่ายแพ้กันไปหมดแล้วครับมันจริงอยู่ที่ว่า "เสือใต้" มีทีมที่แข็งแกร่งและพร้อมสมบูรณ์ในทุกๆด้านไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินที่อยากได้ใครก็จิ้มเลือกเอาซึ่งๆหน้า แต่อย่าลืมครับอย่าลืม ... ผลงานที่คุณปู่ จุ๊ปส์ ไฮน์เกซ ทำเอาไว้ในฤดูกาลที่แล้วนั้นมันยอดเยี่ยมขนาดไหน แต่ทว่ามาตอนนี้ดูเหมือนว่ากุนซือชางกาตาลันรายนี้จะพยายามทำให้ได้เหนือกว่าและนี่เหมือนจะเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของ เป๊ป ด้วยนะครับผมว่าเอาจริงๆ เป๊ป รู้อยู่เต็มอกว่าในฤดูกาลนี้ไม่มีใครที่จะขึ้นมาต่อกร "เสือใต้" ได้แม้แต่คู่ปรับตลอดกาล "เสือเหลือง" โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ หรือทีมที่เข้ามาให้การแข่งขันกระชุ่มกระชวยในช่วงต้นอย่าง "ห้างขายยา" ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ....ในฤดูกาลที่ "เดอะ บาวาเรี่ยนส์" คว้า ทริปเปิ้ล แชมป์ ไปได้นั้น "ปู่จุ๊บส์" พ่ายไปเพียงแค่นัดเดียวพร้อมกับทำแต้มเหยียบ 91 แต้มหลังจากแข่งไปครบ 34 นัดพร้อมกับประตูได้เสียที่ดูแล้วร้องอุทานได้ทันทีว่า "จอห์น จอห์น จอห์น จอห์น จอห์น" อะไรเนี่ยยิง 98 เสีย 18 ลูกได้เสียบวกลบคือ 80 ประตูนั่นคือผลงานในฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งหากมาลองดูในปีนี้กัน ... 27 นัดยิงไป 79 เสีย 13 เก็บได้แล้ว 77 แต้ม และเหลือแข่งอีก 7 นัดเป็นไปได้ครับเป็นไปได้ที่ เป๊ป จะทำลายสถิติอันสวยหรูนี้จอง "ปู่จุ๊บส์" สำเร็จที่น่าเสียดายคือแม้ว่า "เสือใต้" ชนะรวดทั้ง 7 เกมคะแนนจะไปค้างเติ่งอยู่ที่ 98 แต้มเท่านั้นซึ่งอีกแค่ "กรึ๊บเดียว" ก็จะถึง 100 แล้ว แอบเสียดายแทนเล็กๆน้อยๆเหมือนกันนะเนี่ยครับ ครับน่าแปลกเหมือนกันว่าทั้งๆที่ "ปู่จุ๊บส์" ทำสถิติเอาไว้มากมายขนาดนั้นต่อให้ เป๊ป กวาดิโอล่า โคตะระ มาจากไหนมันก็น่าจะมีกดดันบ้าง หรือไม่ก็มีเป๋ๆ เหมือนทีมบางทีม กุนซือ ที่เป็นสัญลักษณ์ประกาศรีไทร์ไปคนใหม่เข้ามานี่เหลวเป๋วเลยนะครับ (ไม่ได้กล่าวถึงว่าเป็นทีมจากเกาะอังกฤษ ที่เคยคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมา 20 สมัยแต่อย่างใดนะครับ)ทว่าสิ่งที่เราได้รับชมนั้น "ไม่" เลยครับ เป๊ป ทำทีมได้ดีขึ้น แข็งแกร่งขึ้นมากในสายตาผม พร้อมกับการเติมผู้เล่นได้ถูกจุดและสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนลงเล่นแทนกันได้ตลอดทั้งฤดูกาล .... หากเราลองดูช่วงที่ ร็อบเบน เจ็บ หรือ ริเบรี่ เจ็บสิครับ ชิลๆเลย เช่นเดียวกับทั้ง ฆาบี้ มาร์ติเนซ หรือ บาสเตียน ชไวน์สไตรเกอร์ ที่พอหายเจ็บกลับมาเหมือนได้นักเตะใหม่ๆเพิ่มเข้ามาอีกโอ้โห อะไรจะขนาดนั้นแต่สิ่งที่ยังลืมไม่ได้ในฤดูกาลนี้ก็คือทีมชื่อก้องโลกจากแดนใต้แห่งเมืองเบียร์นั้นยังต้องเจอกับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ อีก 1 นัดในลีก ..... และนัดนี้ "เสือเหลือง" อาจจะได้เปิดซิง "เสือใต้" ก็เป็นได้นะครับใครจะไปรู้ ?ซึ่งที่รู้ๆคือตอนนี้ความมุ่งมั่นของขุนพล "เดอะ บาวาเรี่ยนส์" นั้นมันไม่ได้หดหายไปไหนหลังจากที่คว้า "ทริปเปิ้ลแชมป์" ไปได้เมื่อฤดูกาลก่อน แต่ทว่ามันกับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆภายใต้ "นายใหม่" พร้อมกับแรงจูงใจใหม่ๆต้องยอมรับเลยครับว่าวินาทีนี้พวกเขาสุดยอดจริงๆ .... เค.เค.pic : eurosport, zimbio

บาร์เคลย์ พรีเมียร์ลีก กับสัปดาห์แห่งการถล่มแหลก

เกมสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายคนอาจโฟกัสไปที่ศึก "เอล กลาซีโก" ระหว่าง เรอัล มาดริด กับ บาร์เซโลน่า จนหมดสิ้น. . .จนกระทั่งลืมไปว่า เกม พรีเมียร์ ลีก สัปดาห์นี้ เกิดเหตุการณ์มากมาย ยิงประตูกันกระจุยกระจาย ชนิดที่หลายคนไม่คาดคิดมาก่อนเริ่มตั้งแต่คู่เปิดหัววันเสาร์ ลอนดอน ดาร์บี้ แมตช์ ระหว่าง เชลซี - อาร์เซน่อล ในการคุมทีมนัดที่ 1,000 ของเวงเกอร์เกมนี้ ไม่มีใครคาดคิดว่า เชลซี ที่มีปัญหาการทำประตูในหลาย ๆ นัด จะถล่มอาร์เซน่อลกระจุยถึง 6-0แต่ไฮไลต์เกมนี้ ไม่ได้อยู่ที่จำนวนประตู หากแต่อยู่ที่ใบแดงของ คีแรน กิ๊บส์ช่วงนาทีที่ 15 ของเกม นักเตะเชลซี ได้ยิงประตูในเขตโทษ ซึ่ง อเล็กซ์ เชมเบอร์แลน กองกลางดาวรุ่งของปืนใหญ่ กระโดดปัดบอลที่หน้าปากประตูตัวเองอย่างสวยงาม ชนิดที่ว่า วอยเซียค เชสนี่ ยังต้องอายซึ่งการกระทำเช่นนั้น ก็นำมาสู่ "จุดโทษ" ทันที แต่นั่นจะไม่ใช่ประเด็นเลย ถ้าผู้ตัดสินไม่เดินไปแจกใบแดงให้กับ คีแรนส์ กิ๊บส์ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการฟาล์ว แค่หน้าคล้ายกับเชมเบอร์แลน แค่นั้นเอง (ฮา)ซึ่งผู้ตัดสินเองก็ออกมายอมรับว่า เขาตัดสินผิดพลาดเองจริง ๆ และสมควรโดนตำหนิไฮไลต์ต่อมา คือการทำแฮตทริกของสองนักเตะ จากสองทีมลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกปีนี้คนแรกคือ หลุยส์ ซัวเรส ดาวยิงฟันจอบ ที่ซัดแฮตทริก ให้ทีมหงส์แดงบุกมาชนะคาร์ดิฟ 6-3 ทั้งที่ทีมจากเวลส์ นำหงส์แดงไปก่อน 2-1 ตั้งแต่ 25 นาทีแรกของเกม ส่งผลให้ซัวเรสซัดไปแล้วถึง 28 ประตูในลีกฤดูกาลนี้ต้องยอมรับในความสามารถของกองหน้ารายนี้ ที่แม้จะโดนแบนไปหลายเกมช่วงต้นฤดูกาล จากเหตุฉาวโฉ่เมื่อปีที่แล้ว แต่ตอนนี้กลับมานำเป็นดาวซัลโวได้ซะอย่างนั้นอีกรายหนึ่งที่ทำแฮตทริกได้ ก็คือ ยาย่า ตูเร่ มิดฟิลด์พลังงานเยอะของ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ยาย่า ตูเร่ ถือเป็นหนึ่งในการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของสโมสร หลังเจ้าตัวเป็นกำลังสำคัญในการคว้าแชมป์ทั้ง พรีเมียร์ ลีก และ เอฟเอ คัพ นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทัพเรือใบยาย่า เคยเล่นมาทั้งตำแหน่งเซนเตอร์ฮาล์ฟ มิดฟิลด์ตัวรับ ตัวเชื่อมเกม และมิดฟิลด์ตัวรุกอย่างเต็มสูบและนัดล่าสุด กองกลางรายนี้ก็กลับมาโชว์ฟอร์มเทพอีกครั้ง หลังซัดแฮตทริกใส่ ฟูแล่ม ที่กำลังหนีตกชั้นสุดชีวิต ก่อนชนะด้วยสกอร์ถึง 5-0 และทำให้ ยาย่า ตูเร่ ขึ้นมาเป็นดาวซัลโวอันดับ 3 ที่ 16 ประตูอีกไฮไลต์ที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้ คือ ประตูสุดสวยของ เวยน์ รูนี่ย์เกมนี้ ยูไนเต็ด ต้องไปเยือนเวสต์แฮม ที่ชนะมา 4 นัดรวดในเดือนกุมภาพันธ์ แต่นั่นไม่มีประโยชน์อะไร เมื่อ เวย์น รูนี่ย์ ซัดไกลครึ่งสนามระยะกว่า 50 หลา เข้าประตูไปอย่างสวยงาม ชนิดที่ว่าเป็นประตูยอดเยี่ยมแห่งฤดูกาลนี้ได้เลยส่วนเกมวันอาทิตย์ ก็ยังคงมีดรีกรีความมันส์ไม่แพ้กัน แม้จะไม่ใช่ทีมยักษ์ใหญ่ก็ตามเกมแรกวันอาทิตย์ เป็นเกมสุดดราม่า เมื่อ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ส ที่กำลังลุ้นพื้นที่ยูฟ่าในตอนนี้ ถูก เซาท์แธมป์ตัน บุกมานำก่อนถึง 2-0แต่เกมจบลง ด้วยชัยชนะ 3-2 ของสเปอร์ส จากเการเหมาสองประตูของ อีริคเซ่น และประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ของ กิลฟี่ ซิกูร์สสัน ที่ยิงไกลเข้าไปอย่างสวยงามส่วนอีกเกม ก็พลิกล็อคไม่แพ้กัน เมื่อ แอสตัน วิลล่า ทีมที่ชนะเชลซีมาเมื่อสัปดาห์ก่อน ต้องมาพ่ายแพ้ต่อสโต๊ค ซิตี้ ถึง 4-1 ทั้งที่เล่นในบ้านและออกนำไปก่อนตั้งแต่ 5 นาทีแรกของเกมสโต๊ค ซิตี้ ขึ้นชื่อเรื่องการทำประตูน้อย มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ทว่าเกมนี้กลับถล่มวิลล่าไปถึง 4 เม็ดครับ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้ชื่อว่าเป็นลีกที่ดีที่สุดในโลก และสัปดาห์นี้ มันก็ตอกย้ำให้เราเชื่อเช่นนั้นจริง ๆเมื่อเกมลีกสัปดาห์นี้ มีประตูทุกคู่ มีผล แพ้-ชนะ ทุกคู่ ไม่มีการเสมอแบ่งแต้มแถมสัปดาห์นี้ มีสถิติการทำประตูไปถึง 42 ประตู เฉลี่ยมเกมละ 4 ลูกเป็นอย่างน้อยนี่จริงนับเป็นสัปดาห์แห่งการถล่มแหลกอย่างแท้จริง . . .ปาร์ค จอร์ ฮีpic by : bbcsport

ละเหี่ยจิตละเหี่ยใจ

..............ฟอร์มการเล่นอันน่าหดหู่ใจในเวลานี้ของ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นอะไรที่ "ห่วยบรม" หรือ "บรมห่วย" สุดๆภายใต้การนำทัพของ เดวิด มอยส์ "เดอะ โชสเซิ่ลวัน" ของ เซอร์ อเล็กส์ เฟอร์กูสันไม่น่าเลยจริงๆ ไม่น่าเลยการเลือก มอยส์ เข้ามาคุมทีมนั้นไม่ใช่เรื่องที่แปลกประหลาดอะไรเพราะผลงานกับ เอฟเวอร์ตัน ก็ถือว่าคงเส้นคงวาในระดับหนึ่งแต่นี่ดันมาทะลึ่งคงเส้นคงวาภายใต้ทีมที่มีชื่อว่า "แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด" เลยโดนด่ากันแสบหูไปจนถึงรูทวารแน่นอนซึ่งผมว่ามันก็สมควร !การจัดตัวในบางครั้งนั้นเล่นเอาแฟนผีปวดใจไปตามๆกัน 3 ผู้เล่นระดับความหวังของทีม (ฝั่งตรงข้าม) อย่าง "ค.ว.ย." ทอม เคฟเวอรี่ย์, แดนนี่ เวลเบ็ค และ แอชลี่ย์ ยัง ได้โอกาสลงเล่นสม่ำเสมอผิดจากมิดฟิลด์โคตรมันสมองอย่าง ชินจิ คากาวะ ที่นั่งตบยุงในซุ้มม้านั่งสำรองเป็นว่าเล่นในทุกๆเกมครับ ซึ่งมาถึงตอนนี้ก็ไม่รู้ไปจงเกลียดจงชังอะไรนักอะไรหนารูปแบบรูปเกมการเล่นของขุนพล "เร้ด เดวิลส์" ไม่ได้หวือหวาอะไรเลย เอาตรงๆระบบการโยนเข้าใส่มันสมควรที่จะเล่นในทีมชุดนี้หรืออย่างไรไม่ทราบ ? ฟาน เพอร์ซี่ย์ นี่โขกพังสกอร์เป็นว่าเล่นได้เหมือน มิโลสลาฟ โคลเซ่ อย่างนั้นเหรอ ? ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่า ณ จุดจุดนี้ดูไม่ออกหรืออย่างไร ?อย่าลืมสิครับว่าระบบการเล่นแบบโยนเอา โยนเอา เราไม่ได้เห็นทาง "ปีศาจแดง" เล่นมาซักพักแล้วนะครับ และผมก็คิดว่าทีมชุดปัจจุบันนี้เป็นทีมที่สร้างขึ้นมาจาก "รากฐาน" ในการเล่นบอล "บนพื้น" มากกว่า .. ไอ้การที่โยนโยนโยน น่ะผมจำได้ด้วยซ้ำไปว่าเมื่อก่อนมีแฟนๆผีแดงบางคนค่อนขอดว่าเป็นการเล่นแบบ "ล้าสมัย" หรือไม่ก็ "คิดอะไรไม่ออก" แล้วชัดๆแต่มาในวันนี้ มอยส์ ทำให้แฟนๆ "งามหน้า" กันเต็มๆด้วยระบบ สักวาเอาแต่โยนความไว้เนื้อเชื่อใจที่มีต่อลูกทีมเป็นเรื่องดี แต่ทำไมถึงเชื่อในสิ่งที่ "ผิดๆ" กับการส่ง มารูยาน เฟลไลนี่, ทอม เคฟเวอรี่ย์, แอชลี่ย์ ยัง, แดนนี่ เวลเบ็ค ลงเล่นบ่อยๆแต่โอกาสของ ชินจิ คากาวะ, ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ กลับหมดไปโดยสิ้นเชิง ?ข่าวลือที่ตามๆมาอีกล่าสุดในเกมที่พ่าย ลิเวอร์พูล ถึง 3-0 นั้นก็คือมีนักเตะระดับ "ซีเนียร์" บางรายถึงกับฉุน มอยส์ และเป็นตัวตั้งตัวตีในการด่ากราดนายใหญ่รายนี้หากเป็นจริงผมว่าตอนนี้แคมป์ผีระส่ำแน่นอนอะไรหลายๆอย่างมันหายไปจากการคุมทีม "ยุคมืด" ของ มอยส์ นะครับภาพที่ออกมามันก็ดูแย่เหลือเกินเมื่อตอนทีมโดนนำ ..... นายใหญ่ชาวสก็อตแห่ง "ปีศาจแดง" นั่งนิ่งอยู่ในซุ้มม้านั่งสำรอง นั่งแทะเล็บกร็อบแกร็บอย่างสนุกปาก แถมดูไม่ดูสกอร์นี่ไม่รู้เลยนะครับว่าทีมโดนนำอยู่(ขอบคุณภาพจากเพจ Just toon it ซึ่งผมว่านำมาใช้ประกอบบทความช่วงนี้ได้ดีที่สุด)ไม่มีการแก้เกมที่ทันท่วงทีแต่อย่างใด ....ทำไม ทำไม มอยส์ ถึงทำแบบนี้ ....แน่นอนหากเหล่าบอร์ดบริหารของทีม "ให้โอกาส" มอยส์ คุมทัพในฤดูกาลหน้าต่อไปเราอาจจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่มากขึ้น อย่างที่ทราบกันว่านายใหญ่คนใหม่มันอาจจะไม่เป็นที่ถูกใจของบรรดานักเตะเก่ามากนัก โดยเฉพาะกับคนที่ "ไม่มีบารมี" อะไรเลยอย่าลืมนะครับว่า มอยส์ ยังไม่เคยพา "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" เอฟเวอร์ตัน คว้าแชมป์อะไรมาประดับตู้โชว์ได้เลยแม้แต่รายการเดียวเนมานย่า วิดิช เป็นรายแรกที่โบกมือลาไปภายใต้การคุมทีมของ มอยส์ และดูเหมือนว่ากระแสต่างๆนั้นพยายามที่จะบอกว่า โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ย์ และ ปาทริซ เอฟร่า สองผู้เล่นระดับเก๋า ต้องการที่จะออกจากทีมเช่นกันยังดีครับยังดีที่ เวย์น รูนี่ย์ ตัดสินใจร่วมหัวจมท้ายไปกับทีมต่อ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมเอามากๆที่ดาวยิงรายนี้ตัดสินใจอยู่กับทีม ถึงแม้ว่าจะรับทรัพย์ไปแบบมหาศาลก็ตามเถอะมาถึงตรงนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นการบ่นที่ผมทนไม่ได้กับสภาพความเปลี่ยนไปแบบหน้ามือหลังตีนแบบนี้ มันทำใจรับไม่ได้เหมือนกันสำหรับคอลูกหนังอย่างผม ซึ่งแน่นอนว่าในฤดูกาลนี้คงจะแก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้ว และผมก็เชื่อว่าหากฤดูกาลหน้ายังโชว์ฟอร์ม "สุนัขไม่รับประทาน" แบบนี้อยู่ล่ะก็ แววโดนเด้งจะถาโถมเข้ามาหนักกว่าเดิมแน่นอนแต่ในปีนี้คงต้องยอมรับกันล่ะครับว่าเป็นเรื่องยากที่ มอยส์ จะโดนตะเพิดจากการคุมทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมันเป็นความจริงที่แฟนๆ "ปีศาจแดง" หลายคนต้องยอมรับให้ได้เสียก่อนเค.เค.pic : zimbio, Just toon it

ตำนานที่จากไป

ชายผู้สวมใส่เสื้อหมายเลข 5 มีผมเผ้ารุงรังและหยักโสก ..... ชายผู้คำรามก้องใส่กองหน้าทุกคนที่เขาเผชิญ การเข้าบอลที่หนักหน่วงและพร้อมที่จะต่อกรกับทุกคนไม่ว่าคนคนนั้นคือใคร ..... ชายผู้ที่สวมปลอกแขนสัญลักษณ์ แดง-เหลือง แห่งแคว้นกาตาลันอยู่ตลอดเวลาที่ลงสนาม แม้กระทั่งเล่นในนามทีมชาติสเปนคาร์เลส ปูโยล ยอดกัปตันทีมแห่ง บาร์เซโลน่าเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้หลายๆคนคงจะได้รับข่าวที่ช็อกที่สุดไปกันบ้างแล้วสำหรับการประกาศอำลาทีมของ "สัญลักษณ์" ของทีมแห่งแคว้นกาตาลันรายนี้ ..... ประกาศออกมาชนิดที่แฟนๆใจหายใจคว่ำ เพราะผมเชื่อว่าไม่มีใครคาดคิดแน่นอนว่า ปูโยล จะด่วนตัดสินใจแบบนี้แน่นอนอาการบาดเจ็บของเขานั้นเรื้อรังมาเป็นเวลานาน ซึ่งทำให้เจ้าตัวไม่สามารถลงเล่นได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ...แต่เพราะว่า ปูโยล ยังอยู่ บาร์ซ่า จึงยังไม่มีการขยับเขยื้อนเสริมทัพในตำแหน่งปราการหลังตรงกลาง ? กลับแต่ใช้ ฮาเวียร์ มาสเคร่าโน่ และดันดาวรุ่งอย่าง มาร์ค บราท่า ขึ้นมาแทนแน่นอนตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาว่ากลายเป็น "จุดอ่อน" ของ บาร์ซ่า มาตลอดในช่วงหลังๆ เพราะว่า เคร์ราร์ด ปิเก้ นั้นยืนเป็นตัวหลักเพียงคนเดียวไม่ไหว และการขาดพี่ใหญ่อย่าง ปูโยล ไปนั้นสร้างปัญหาให้กับทีมได้พอสมควรและนี่อาจจะเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ผมคิดเอาเองว่าที่เจ้าตัวประกาศยืนยันว่าจะออกจากทีม บาร์เซโลน่า หลังจากจบฤดูกาลนี้ ก็เพื่อที่ทีมจะได้หาคนมาแทนตำแหน่งของเขาซักที ...มันมีเหตุผลที่ทำให้ผมคิดแบบนี้เหมือนกันนะครับ จากการที่ผมได้อ่านบทความต่างๆที่พรั่งพรูเข้ามาตามหน้านิวฟีดของ เฟซบุค ผมซึ่งผมก็อ่านทุกตัวอักษรพร้อมกับพลางเสียดายที่โคตรกัปตันรายนี้ตัดสินใจอำลาทีมไปเหตุการณ์ที่ทำให้ผมคิดแบบนี้ก็คือการที่ผมได้อ่านบทความเหตุการณ์นี้ครับปูโยล คือยอดกัปตันแห่งบาร์ซ่า ในการแข่งขันยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีกรอบชิงชนะเลิศปี 2011 กับทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด วันนั้น ปูโยล มีรายชื่อเป็นเพียงแค่ตัวสำรองและบาร์ซ่าให้ เอริค อบิดัล ลงเป็นตัวจริงอย่างที่ทราบกันว่า อบิดัล เป็นโรคร้ายที่รักษาเป็นเวลานาน และครั้งนั้น ปูโยล ก็ยอมสละตำแหน่ง "เซ็นเตอร์ฮาล์ฟตัวจริง" ในเกมวันนั้นเพื่อให้เพื่อนรักในทีมอย่าง อบิดัล ลงสนาม พร้อมกับตอนชูถ้วย ปูโยล ยังให้เกียรติ อบิดัลเป็นคนชูอีกต่างหาก"ก่อนลงสนาม อบิดัลถามปูโยลว่า ทำไมเขาถึงไม่ลงเล่น ปูโยลตอบว่า ฉันไม่สำคัญ นายนั่นแหละสำคัญกว่า ทำหน้าที่ของนายให้ดีที่สุด ไม่ต้องสนใจฉัน นั่นเป็นคำตอบที่อบิดัลไม่คิดว่าจะได้ยินมัน เขาบอกผ่านสื่อในภายหลังว่า คุณรู้มั้ยว่ายอดกัปตันคืออะไร!!?! ...นั่นมันเป็นเกมนัดสำคัญ ทีมต้องการเขา แต่เขากลับเสียสละให้ผม นี่แหละบาร์ซ่า นี่แหละยอดกัปตัน คาร์เลส ปูโยล" นี่คือบทความที่ผมอ่านเจอและผมก็ทึ่งไปกับมันมันก็ต้องยอมรับว่า ปูโยล เคยลงเล่นนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก มาแล้วแต่ว่าโอกาสแบบนี้ก็ไม่ได้มีมาบ่อยๆเหมือนกัน แค่กัปตันทีมรายนี้กลับยอมที่จะสละเพื่อให้ "เพื่อน" ลงสนามแทนบอกเลยว่าซึ้งมาก และผมเข้าใจความหมายของคำว่า กัปตันทีม แบบถ่องแท้ก็คราวนี้ปูโยล ยังไม่ได้ประกาศชัดเจนว่าเขาจะไปที่ไหนต่อ ทำอะไร เขาเพียงแค่บอกว่าจบฤดูกาลจะออกจาก บาร์ซ่า เท่านั้นน่าเสียดายครับ ต่อให้ ปูโยล ย้ายไปเล่นที่ไหนก็ตามแต่มันก็จะไม่เหมือนกับการที่เขาลงสนามภายใต้เสื้อสี น้ำเงิน-เลือดหมู สกรีนหมายเลข 5 ไว้ข้างหลัง มีปลอกแขนสี เหลือง-แดง อยู่ที่แขนตลอดเวลามันไม่มีอีกแล้วครับตำนานคนนี้กำลังจะจาก "บ้าน" ของเขาไปเสียดายจริงๆเกียรติประวัติของ คาร์เลส ปูโยลบาร์เซโลน่าแชมป์ ลาลีก้า : 2004-05, 2005-06, 2008-09, 2009-10, 2010-11, 2012-13โคปา เดล เรย์ : 2008-09, 2011-12ซูปเปอร์ โคปา : 2005, 2006, 2009, 2010, 2011, 2013ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก : 2005-06, 2008-09, 2010-11ยูฟ่า ซูปเปอร์คัพ : 2009, 2011ฟีฟ่า คลับ เวิล์ดคัพ : 2009, 2011ทีมชาติสเปนแชมป์โลก : 2010แชมป์ยุโรป : 2008รองแชมป์โอลิมปิค : 2000เค.เค.pic : zimbio, barcaforumขอบคุณบทความบางส่วน : FC Barcelona Thailand Fanclub

ต้องการอะไรจากสังคมเหรอครับ ?

หากพูดถึงฟอร์มการเล่นที่โหดสะเด่า คล้ายๆเสมือนการฆาตกรรมต่อเนื่องของโจรโรคจิตที่ตำรวจไม่สามารถจับตัวได้นั้นมันก็กับฟอร์มการเล่นของ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค ในฤดูกาลนี้ภายใต้การนำทีมของกุนซือ "ติกี้ ตาก้า" อย่าง เป๊ป กวาดิโอล่าจะว่าทีมมันดีอยู่แล้วจากการทำของ จุ๊ปส์ ไฮน์เกส .... ก็ใช่ครับแต่ทว่า เป๊ป กลับมาทำให้มันดีมากยิ่งขึ้น จะเห็นได้ว่าการเข้ามาของกุนซือรายนี้ทำให้ขวัญและกำลังใจของพลพรรคเสือใต้นั้นเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณมากกว่าเดิมเสียอีก ดีไม่ดีปีนี้พวกเขาอาจจะสร้างประวัติศาสตร์คว้า "ทริปเปิ้ลแชมป์" ไปครองได้อีกปี (ต่างจากบางทีมในเกาะอังกฤษนะครับ เปลี่ยนผู้จัดการทีเหลวเละเลยทีเดียว อิอิ)ซึ่งในตอนนี้ถาดแชมป์บุนเดสลีก้า จะไม่หนีหายไปไหนซะแล้ว 23 นัดไม่แพ้ใคร ชนะถึง 21 เสมอไปเพียง 2 .... ผมว่านี่มันฟอร์มการเล่นที่ โค ตะ ระ ดุดันมากๆ และที่สำคัญจะส่งใครลงเล่นก็มีความมั่นใจไปซะทุกคน ที่เห็นได้ชัดๆเลยก็คือ "ราฟินญ่า" ฟูลแบ๊คตัวกระทัดรัดของทีมที่ก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักในฤดูกาลนี้ได้จากการที่แดนกลางประสบปัญหาอาการบาดเจ็บเยอะติอาโก้ อัลคันทาร่า, ฆาบี้ มาร์ติเนซ และ บาสเตียน ชไวน์สไตรเกอร์ ทะลึ่งเจ็บพร้อมๆกันทำให้ เป๊ป ก็ทะลึ่งดัน ฟิลิปป์ ลาห์ม ขึ้นไปเล่นมิดฟิลด์แม่มเลย ซึ่งดาวเตะกัปตันทีมรายนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวังอีกต่างหาก โชว์ฟอร์มแบบ "เมพ ขิงขิง" ในตำแหน่งแดนกลางซะด้วยทำให้ในตำแหน่งแบ๊คขวาที่ขาดหายถูกเติมเต็มด้วยดาวเตะบราซิเลี่ยนที่ทำหน้าอย่างไม่ขาดตกบกพร่องแต่อย่างใด พร้อมกับการที่เจ้าตัวก้าวขึ้นไปติดทีมชาติบราซิลชุดใหญ่แล้วด้วยในตอนนี้ ..... ทั้งๆที่อย่าลืมว่าในตำแหน่ง แบ๊คขวาของ บราซิล นั้นแทบจะขี่คอแย่งกันเล่น ไมค่อน, ดานี่ อัลเวส เต็งจ๋ารออยู่แล้วแต่การผลักดันของ เป๊ป กวาดิโอล่า ทำให้ ราฟินญ่า "ฟิน" สุดๆในเวลานี้ชัยชนะ 15 เกมรวดใน บุนเดสลีก้า เป็นการสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้แก่วงการลูกหนังเมืองเบียร์ .... "เสือใต้" ทำมันได้และไม่มีทีท่าว่าพวกเขาจะหยุดชนะแต่อย่างใด แถมไม่มีท่าว่าจะเสมอเลยด้วย .... เรื่องแพ้นั้นเลิกพูดถึงเลย ยากมากๆเพราะว่า 15 นัดนั้นพวกเขาเสียไปเพียง 7 ประตูเท่านั้น ..... ครับ เสียไปเพียง 7 ประตูเท่านั้น แผงหลังของทีมดังจากแดนใต้นี่ "แกร่งทั่วแผ่นดิน" จริงๆ รวมทั้ง มานูเอล นอยเออร์ ที่ฟอร์มองค์ลงมันทุกนัด บางจังหวะน่าเสียประตูแต่ทว่าเฮียแกก็เซฟได้แบบผมแทบไม่เชื่อสายตาว่า มะ รึง เซฟ ไป ได้ ยัง ไง ครับ !แผนการเล่นของ เป๊ป ค่อนข้างจะต่างกับตอนที่เขาคุม บาร์ซ่า นะครับ .... หากยังจำกันได้ "อัลซูกราน่า" ของ เป๊ป เล่นแบบ 4-3-3 ไร้เทียมทาน ตอนนี้มายัง "เสือใต้" เขาก็จัด 4-1-4-1 แบบเต็มสตรีมการมี มิดฟิลด์ ที่ครบเครื่องนั้นยืนอยู่หน้าแผงหลังและพร้อมที่จะต่อบอลไปช่วยในแนวรุกนั้นลูกทีมของ เป๊ป สามารถเล่นกันได้แบบไม่น่าเชื่อ ???? ลาห์ม, อัลคันทาร่า, ชไวน์สไตรเกอร์ หรือแม้แต่ โครส ก็ทำหน้าที่ได้ดีไร้ที่ติถึงขนาด ฆาบี้ มาร์ติเนซ ถอยลงไปเล่นในตำแหน่ง เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ นั้นก็ไม่ขัดเขินแต่กลับ "แข็งแกร่ง" จริงๆการกระทำชำเราคู่แข่งในแต่ล่ะนัด การปู้ยี้ปู้ยำฝั่งตรงข้ามตลอดเวลา ..... ครับ เปิดลีกเล่นเองเลยมั้ย ?มันเหนือไปซะทุกอย่างแล้วในตอนนี้ มันเป็นเรื่องยากเหลือเกินที่หาทีมซักทีมเข้ามาหยุดความจิตครั้งนี้ของ "เสือใต้" ที่วิ่งพล่านไปทั่ว !โคตรทีมแห่งระบบสุริยะจักรวาลไปแล้วครับตอนนี้เค.เค.pic : eurosport, jogadaensaiada