breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

[ #รอเวลากลับมาสุกงอม ]

ย้อนกลับไปปลายเดือนกรกฎาคม หลังจบศึกคอมมูนิตี้ ชิลด์ บรรดาแฟนบอลลิเวอร์พูลต่างตื่นเต้นมาก แทบจะรอให้ฤดูกาลใหม่เปิดฉากไม่ไหวแล้ว พวกเขาได้เห็นทีมรักกลับมาร้อนแรงเกินห้ามใจ ไล่ถล่มแมนฯซิตี้อริที่เบียดแย่งความสำเร็จกันมาตลอด 3-1 ฟาดโล่การกุศลใบเขื่องไปประดับตู้โชว์อย่างสมเกียรติ ที่สำคัญมันเป็นการคว้าชัยเหนือแมนฯซิตี้นี่แหล่ะ ต้องบอกช่วยปลุกกระตุ้นความมั่นใจได้อีกเพียบเลยทีเดียว เพราะก่อนหน้าเกมดังกล่าวจะมาถึง ผลงานปรีซีซั่นของลิเวอร์พูลไม่ค่อยดีเท่าไรนัก ดูเหมือนยังวางใจอะไรไม่ได้ แม้จะรู้ว่าเป็นแค่เกมอุ่นเครื่องให้ผู้จัดการทีมได้ลองของก็ตาม พอชนะแมนฯซิตี้ปุ๊บ ย่อมได้ใจเป็นธรรมดา เดาว่าเดอะ ค็อปส่วนใหญ่ เชื่อมั่นในความพร้อมของทีม รวมถึงยังศรัทธา เจอร์เก้น คล็อปป์ ไม่เคยเปลี่ยน ยิ่งได้เห็น ดาร์วิน นูนเญซ ซึ่งลงมาเป็นตัวสำรอง มีเวลาในสนามราว 30 นาที ฟอร์มเข้าฝักอย่างมาก คล้ายว่าปรับจูนให้เข้ากับแท็คติกได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการทำประตูหรือเคลื่อนไหวหาพื้นที่อันตราย แฟนบอลก็อุ่นใจเป็นธรรมดา นัดแรกในลีกซึ่งจะไปเยือนฟูแล่มน้องใหม่ ดูแล้วรอเคี้ยวนิ่มๆเลย ไม่น่าติดขัดอะไร แต่แล้วหงส์แดงที่ควรแรงฤทธิ์ กลับเป็นฝ่ายต้องดิ้นรนตามตีเสมอถึง 2 ครั้ง กว่าจะแบ่งแต้มกลับได้สำเร็จ รูปเกมก็เรียกว่าหืดจับ ทำให้เห็นปัญหาบางอย่างที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเกมรับหรือรุกที่ดูผิดไปจากเดิม นัดสองกลับมาเล่นในบ้านบ้าง ประเดิมแอนฟิลด์ประจำซีซั่น ควรต้องตอบแทนเดอะ ค็อปด้วยชัยชนะมาเป็นของขวัญ แต่สุดท้ายได้แค่เสมอคริสตัล พาเลซ โดยที่เหลือผู้เล่นแค่ 10 คนเท่านั้น นูนเญซ สังเวยอารมณ์ร้อนจากใบแดงอย่างไม่น่าปล่อยให้เกิดขึ้น มีการพูดถึงปัญหาบาดเจ็บของเซ็นเตอร์แบ็ก ไม่ว่าจะเป็น อิบราฮิม่า โกนาเต้ หรือ โจเอล มาติ๊ป ส่งผลกระทบไม่น้อยเลย เพราะไม่ว่าจะส่ง แน็ตต์ ฟิลลิปส์ หรือ โจ โกเมซ ลงไปเป็นพาร์ทเนอร์ เฟอร์กิล ฟานไดค์ ก็เกิดรอยโหว่อยู่ดี แต่เกมรุกก็มองข้ามไม่ได้เช่นกัน หลายคนเริ่มพูดถึง ซาดิโอ มาเน่ ภาพชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ การขาดดาวยิงเซเนกัลไป โครงสร้างเกมรุกที่เคยแข็งแกร่ง แทบพังลงมากันเลยทีเดียว คุณภาพของ มาเน่ ไม่จำเป็นต้องบรรยายซ้ำไปซ้ำมากันอีก แต่มันจะไปโยนความผิดบาปให้ นูนเญซ คงไม่ได้เช่นกัน สองคนนี้ยืนกันคนละพื้นที่ สไตล์การเล่นก็แตกต่างกันเห็นๆ จากที่ไม่มีหน้าเป้าในซีซั่นที่แล้วแบบชัดเจนเป็นตัวเป็นตน จนนำไปสู่เสียงวิจารณ์ถึงปัญหาปืนฝืดในเกมสำคัญ นัดชิงฟุตบอลถ้วยทั้ง 3 รายการ ลีกคัพ , เอฟเอคัพและยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งยิงประตูไม่ได้เลยในเวลาปกติ 90 นาที ไม่แน่ใจว่านั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลทำให้ คล็อปป์ ปรับกลยุทธการเข้าทำหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ การลงทุนคว้า นูนเญซ มาไม่น้อยกว่า 80 ล้านปอนด์เมื่อรวมแอดออนส์ น่าจะพอสะท้อนได้อยู่ ตำแหน่งของ มาเน่ จะถูกทดแทนด้วย หลุยส์ ดิอาซ ซึ่งย้ายมาตั้งแต่ตลาดมกราคมและปรับตัวได้อย่างน่าทึ่ง ประจำการรุกฝั่งซ้ายเป็นหลัก อย่างไรก็ตามคุณไม่มีทางคาดหวังกับ นูนเญซ จะสามารถปรับตัวได้ในช่วงเวลาสั้นๆได้หรอก ประสบการณ์ของนักเตะก็เป็นตัวแปรสำคัญเช่นเดียวกัน แทบไม่เคยผ่านเวทีใหญ่เลย ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องอดทน รอจนกว่าจะสุกงอมอย่างที่ตั้งใจ ซึ่งก็ไม่อาจให้คำตอบได้ว่าเมื่อไรเช่นกัน เท่ากับว่ารูปแบบวิธีเข้าทำ ต้องผ่าตัดกันใหม่เกือบทั้งสิ้น แล้วที่ผ่านมานี่คือเคล็ดไม่ลับความสำเร็จของลิเวอร์พูล คือฝ่ายตรงข้ามรู้ทั้งรู้ว่าเกมรุกโคตรอันตราย แต่ยากที่จะหยุดยั้งได้ พอมาซีซั่นนี้เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งช่วยไม่ได้เลยที่จะกระทบชิ่งถึง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ อีกต่างหาก หลังจากแพ้แมนฯยูไนเต็ด ชนิดยอมรับสภาพในศึกแดงเดือด ลิเวอร์พูลปูทางสู่ความเชื่อมั่นด้วยการถล่มบอร์นมัธราบเป็นหน้ากลอง 9-0 สัญญาณที่ดีมาแล้ว กระนั้นเกมกับนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ที่กว่าจะได้ 3 คะแนน ก็ต้องลุ้นกันน้ำลายเหนียวคอจนกระทั่งทดเวลานาทีสุดท้าย ก็วนกลับไปสู่ปัญหาเดิมๆอีกแล้ว ล่าสุดผลเจ๊าเอฟเวอร์ตัน 0-0 ในเมอร์ซี่ย์ไซด์ดาร์บี้ เป็นเหมือนการตอกหัวหมุดเรื่องนี้ เน้นย้ำให้แน่นเข้าไปมากกว่าเดิม แล้วเมื่อพลิกดูสถิติพื้นที่การยืนตำแหน่งของ ซาลาห์ ต้องยอมรับเลยว่าปักบริเวณด้านข้างซ้ายมากเกินไป ฮีทแมปยืนยันไว้ชัดเจน เคสนี้นักข่าวนำไปถาม คล็อปป์ หลังเกมจบลง ก็ได้รับคำตอบว่า ดาวเตะอียิปต์ไม่ได้เล่นต่างไปจากเดิมสักเท่าไรเลย เพียงแต่เกมนี้อาจใช่ว่ายืนชิดเส้นมากกว่าที่เคยเห็น 6 นัดในลีกผ่านพ้นไป ซาลาห์ เพิ่งยิงแค่ 2 ประตูเท่านั้น ห่างไกลจากผลงานในอดีต ไม่น่าแปลกใจเลยโดนหางเลขไปด้วย แฟนบอลบางส่วนมองว่าเป็นเรื่องของแท็คติก ที่ต้องหาทางจูนให้ลงล็อกมากกว่า บางคนตั้งข้อสังเกตไปไกล นับตั้งแต่ขยายสัญญาฟันค่าจ้างราว 350,000 ปอนด์ต่อวีก ความกระหายมุ่งมั่นก็ลดลงด้วย หากจะตัดสินกันด้วยเรื่องเงินค่าเหนื่อย มันดูจะไม่แฟร์กับนักเตะสักเท่าไรเลย ฤดูกาลเองก็เพิ่งเปิด จะรีบร้อนไปไหนกัน ส่วน มาเน่ ซึ่งโชว์ฟอร์มเข้าร่องเข้ารอยกับบาเยิร์น มิวนิค เหมือนย้ายมาร่วมทีมพักใหญ่ ซัดไปแล้ว 5 ประตูจาก 6 เกม ก็โดนดึงมาเปรียบเทียบอย่างช่วยไม่ได้ เดอะค็อปจำต้องลืมอดีตไปซะ แล้วมองที่ปัจจุบันเข้าไว้ ไม่ว่าอย่างไรก็ตามการสนับสนุน นูนเญซ ก็ยังเป็นสิ่งที่สำคัญ จากสถิตินัดที่แล้ว ซึ่งพ้นโทษแบนกลับมาอีกครั้ง เขามีโอกาสทำประตูมากกว่าใคร ซึ่งมันพอจะบอกว่าไม่ได้ย่ำแย่อะไรเลย เพียงแต่ขาดความเฉียบคมในจังหวะสุดท้ายอยู่บ้าง ส่วน ซาลาห์ ก็ต้องเว้นช่องว่างให้ผ่อนคลายบ้าง อย่าไปกดดันมากเกิน ยิ่งเอาเรื่องเงินทองของแสลงมาเป็นประเด็น จะยิ่งไปกดให้นักเตะอึดอัดใจมากขึ้นไปอีก มันเป็นช่วงผลัดใบของลิเวอร์พูล อันหมายถึงจุดเริ่มต้นของการปรับเปลี่ยนขยับขยาย ไม่ว่าสโมสรไหนก็ต้องเจอทั้งสิ้น แฟนบอลจะคาดหวังสูงตลอดไม่ได้ นี่คือความจริงที่ไม่มีทางเลี่ยงเลย แล้วต้องไม่ลืมว่า คุณโม่แข้งในลีกที่แข็งโป๊กสุดในโลกแล้ว เต็มไปด้วยเสือสิงห์กระทิงแรด ทีมเล็กๆก็สู้สุดชีวิต พวกเขาต่างอยากโค่นล้มลิเวอร์พูลทั้งสิ้น เจอเมื่อไรก็ใส่เต็มดอก ลิเวอร์พูลไม่ดีเท่าไร แต่ก็ใช่ว่าจะทรุดหนักถึงขั้นต้องรีบแก้ไขโดยด่วน เอริก เทนฮาก เพิ่งปรามแฟนบอลแมนฯยูไนเต็ดไว้เองว่า เส้นทางนี้มันทอดยาวอีกไกลนัก อย่าเพิ่งไปฝันอะไรเยอะ เดอะค็อปเองก็ต้องมองอย่างนี้ด้วย เหลือเวลาอีกเพียบ ระหว่างย่อมเกิดอะไรก็ได้ทั้งสิ้น สำคัญสุดเลยก็คือ วิถีแฟนบอลคุณจะต้องรู้จักอดทนเฝ้ารอบ้าง หากเข้าใจก็เชียร์ต่อไปได้อรรถรสยิ่งขึ้น ---------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #สามัคคีคือพลัง ]

ตอนนี้เชื่อว่าบรรดากูรูพันดิตหรือผู้สันทัดกรณีเชี่ยวชาญการวิเคราะห์เกมทั้งหลาย น่าจะสงสัยเหมือนกันว่า เกิดอะไรขึ้นในห้องแต่งตัวของแมนฯยูไนเต็ดกันแน่ จากทีมที่ออกสตาร์ตฤดูกาลอย่างไร้สภาพที่สุด มองไม่เห็นวี่แววความเป็นนักสู้ ต่างคนต่างเล่นแบบซังกะตายขาดจิตวิญญาณ กลับเปลี่ยนบุคลิกในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนไล่ล่าคว้าชัยชนะ 4 เกมติดต่อกัน พุ่งขึ้นไปเกาะอันดับ 5 บนตารางพรีเมียร์ลีกอย่างน่าประทับใจ ส่วนหนึ่งต้องยกย่อง เอริก เทนฮาก ในฐานะผู้จัดการทีม สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างน่าทึ่ง ปลุกเร้าลูกทีม รวมทั้งหาวิธีเค้นประสิทธิภาพออกมาได้อย่างดีเยี่ยม หลังเข่นอาร์เซน่อล 3-1 พร้อมทั้งยัดเยียดความปราชัยให้นัดแรกของซีซั่น หยุดสถิติอันสวยหรูได้สำเร็จ เหล่าผู้เล่นปีศาจแดงต่างเคลื่อนไหวในโซเชี่ยลของตัวเอง ด้วยความฮึกเหิมอย่างมาก ราฟาแอล วาราน ที่แทบไม่ค่อยได้ทวิตข้อความอะไรนัก นานๆจะแสดงความรู้สึกสักที ก็มาพร้อมข้อความ This club, this team, your support!! พร้อมรูปกำลังฉลองกับเพื่อนๆ เขาต้องการสื่อว่า แมนฯยูไนเต็ดชุดปัจจุบันกำลังทำงานร่วมกันเป็นทีม นักเตะต่างช่วยกันเล่น มัดหัวใจเป็นหนึ่งเดียว อีกทั้งได้รับการสนับสนุนจากแฟนบอลเต็มที่ สิ่งเหล่านั้นล้วนคือเบื้องหลังชัยชนะ ในขณะที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด ก็ทวิตว่า Togetherness อันหมายถึงความสามัคคี ที่ช่วยให้ทีมฟาด 12 แต้มเต็มมาตลอดจาก 4 เกมหลังสุด จากโพสต์ของสองคนนี้ ทำให้เราพอจะพูดได้เลยว่า ช่วงที่ผ่านมาแมนฯยูไนเต็ดมีปัญหาข้างในจริง โดยเฉพาะความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวซึ่งขาดหายไป แล้วพอไม่มีขึ้นมา ก็กลายเป็นว่าส่งผลกระทบแทบทั้งหมด สำหรับ เทนฮาก แล้วภารกิจอย่างแรกคือ สร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาให้กับผู้เล่นชุดปัจจุบัน ทำอย่างไรจะให้ทุกคนนึกถึงสโมสร จงรักภักดีกับตราที่หน้าอกข้างซ้าย รู้สึกภูมิใจที่ได้สวมเสื้อตัวนี้ ผลงานของปีศาจแดงน่าประทับในช่วงปรีซีซั่น ได้เห็นความแปลกใหม่ที่ถูกนำเข้ามา ทั้งการเล่นแบบเพรสซิ่งเข้มข้นดุดัน รวมถึงการจ่ายบอลที่แม่นยำมากขึ้น เช่นเดียวกับความตั้งใจ แต่พอเริ่มต้นด้วยการแพ้ 2 เกมรวด แถมถูกยิงพรุน 6 ประตู ทำดีมาจากปรีซีซั่นสูญเปล่าจริงๆ ไม่หลงเหลือร่องรอยให้เห็นเลยสักนิด ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เทนฮาก คงรับรู้ได้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นก่อนเขาเข้ามา ไหนจะมีเสียงเตือนจาก ราล์ฟ รังนิก กุนซือคนก่อนและได้คุยทางโทรศัพท์กันนานถึง 2 ชั่วโมง กระนั้นคงไม่คิดว่าอาการมันจะน่าเป็นห่วงขนาดนี้ ลูกทีมแต่ละคนคอตกหมดสภาพกันถ้วนหน้า ไม่มีเวลาจะมาอ้อยอิ่งอีกต่อไป จำต้องหาทางปลุกเร้ากลับมาให้เร็วที่สุด นั่นนำไปสู่บทลงโทษในรูปแบบต่างๆและไม่ใช่นักเตะที่ต้องรับผิดชอบเท่านั้น กุนซืออย่างเขาก็ยินดีจะพร้อมเป็นหนึ่งในผู้ถูกลงดาบด้วย นักเตะโดนสั่งวิ่งเป็นระยะทาง 13 กิโลเมตร เทนฮาก ก็พาตัวเองลงวิ่ง เพื่อให้ทุกคนเห็นเลยว่า บอสไม่ได้ดีแต่สั่งอย่างเดียว จากข้อมูลที่อ้างแหล่งข่าววงใน ทำให้สื่อหลายเจ้าเปิดเผยว่านี่คือเรื่องจริงและสำคัญก็คือ เทนฮาก เริ่มซื้อใจนักเตะบางคนได้ เพราะเขาเองก็โหมวิ่งได้ครบระยะทางจนเกิดบาดเจ็บด้วย มันเป็นวิธีการที่ดูบ้าบิ่นและเสี่ยงพอสมควร แต่ในบางครั้งก็ถึงเวลาต้องเดิมพันแล้ว หากแพ้ 3 นัดติดต่อกันขึ้นมา แถมโดนลิเวอร์พูลบุกมาเหยียบจมูก ตอกย้ำบาดแผลให้ลึกลงอีก ศรัทธาจะยิ่งเสื่อมลง นักเตะแมนฯยูไนเต็ดทุกคน จึงวิ่งพล่านทำงานกันอย่างหนัก ราวกับว่าหิวกระหายมากๆ เป็นคาแรคเตอร์ที่แทบไม่เคยเห็นมาเลย เมื่อคุณวิ่งเยอะกว่า แพสชั่นมากกว่า ชัยชนะจึงเป็นรางวัลตอบแทนที่มีค่า กระทั่งนำไปสู่การคว้าชัยชนะถึง 4 นัดรวดนั่นแหล่ะ แผงหลังที่เคยหลวมโพรก ทำนบแตกง่ายอยู่บ่อย ถูกขันนอตจนแน่นหนา ยากต่อการเจาะผ่านเข้าไป แน่นอนว่า ลิซานโดร มาร์ตีเนซ เหมือนเป็นผู้มาจุดประกาย บุคลิกที่จริงจัง ทุ่มเททุกวินาที แข็งแกร่งและดุดัน เป็นตัวอย่างให้เพื่อนๆได้เห็นและทำตาม มันอาจทำให้ ราฟาแอล วาราน ซึ่งดูขาดความเชื่อมั่นไปมาก นับตั้งแต่ย้ายมาเมื่อซัมเมอร์ปีที่แล้ว อาจเกิดความรู้สึกเหมือนมี เซร์คิโอ รามอส ยืนเคียงข้าง เพราะสองคนนี้สไตล์คล้ายกัน ดีโอโก้ ดาโลต์ ซึ่งส่อแววว่าน่าจะหมดอนาคต ก็ฮึกเหิมตามด้วย ยามที่สกัดบอลได้อย่างสวยงาม มาร์ตีเนซ จะเดินเอาอกมากระแทกเป็นการกระตุ้น สร้างความเชื่อมั่นและพลัง เป็นภาพที่หายไปจากแมนฯยูไนเต็ดนานมากแล้ว ส่วน ไทริลล์ มาลาเซีย ต่อให้ขาดประสบการณ์ในเวทีใหญ่ แต่บุคลิกไม่ต้องห่วง พร้อมบู๊สู้ไม่ถอย แหกปากตะโกนอยู่ตลอดเวลา ใจมาก่อนเป็นอันดับแรกเลย ส่วนตรงกลางพอจูนติดเรียบร้อย คริสเตียน เอริกเซ่น ก็โชว์ให้เห็นถึงความเป็นผู้นำ ที่ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรเยอะ ใช้ผลงานแทนคำตอบทั้งหลายเอา การจ่ายบอลที่เต็มไปด้วยคุณภาพ นำไปสู่การได้ทั้ง 3 ประตู ซึ่งเขามีส่วนทั้งสิ้น แมนฯยูไนเต็ดไม่มีผู้เล่นประเภทนี้มานานมากแล้ว ให้นึกภาพ พอล สโคลส์ หรือ ไมเคิ่ล คาร์ริค ตอนพีกๆนั่นเลย ขณะเดียวกันทุกคนต่างรู้ดีว่า กว่าที่เขาจะกลับมายืนตรงจุดนี้ได้ ต้องผ่านอะไรมาบ้าง ฉะนั้นการถูกยอมรับและเกิดความเกรงใจย่อมกลายเป็นหนึ่งในเกราะกำลังอีกต่างหาก เมื่อมี เอริกเซ่น ยืนเคียงข้างไม่ห่าง สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ ที่มักเป็นตัวตลก ทำผิดพลาดอย่างไม่สมควรบ่อยหน ก็เปลี่ยนเป็นคนละคน บรูโน่ แฟร์นันด์ส เองก็ไม่ต่างกันเลย จากที่ฟอร์มดร็อปลงไปมาก ก็คืนร่างทองสำเร็จ เพราะมีเพื่อนใหม่ที่คอยสนับสนุนนั่นเอง หลังเหนียวแน่น กลางเป็นปึกแผ่น ข้างหน้าอาจเป็นปัญหามากสุด แต่พอได้ อันโตนี่ มาเป็นหนึ่งในส่วนผสม จึงเกิดคาแรคเตอร์บางอย่างขึ้นมา จังหวะที่เขาซัดขึ้นนำอาร์เซน่อล แล้ววิ่งไปฉลองต่อหน้าแฟนบอล พร้อมดึงตราสโมสรที่เสื้อขึ้นมา เหมือนจะประกาศให้รู้ว่านี่คือที่ยิ่งใหญ่ มันได้ใจเหล่าเร้ด อาร์มี่แน่นอน เพื่อนนักเตะทุกคนต่างวิ่งมาแสดงความยินดี เป็นโมเมนต์ที่ยอดเยี่ยมสำหรับการประเดิมสนาม ยังไงก็จำแม่นไม่มีวันลืม มาร์ตีเนซ ซึ่งสนิทกันตั้งแต่อยู่อาแจ็กซ์ กอดกับเพื่อนแบบแน่นๆ เหมือนต้องการถ่ายทอดอารมณ์ร่วมเหมือนในอดีตสู่กันและกัน คำว่าเล่นกันเป็นทีม เต็มไปด้วยความสามัคคี นิยามนี้ดูจะเหือดแห้งไปนาน แฟนบอลแทบไม่เคยเห็น นอกเหนือจากอาการทรงกับทรุดมากกว่า เอริก เทนฮาก เหมือนจะเข้าใจแฟนบอล รีบปรามเลยว่าอย่าเพิ่งมองถึงแชมป์ ให้ดูความคืบหน้าไปเรื่อยๆ ค่อยเป็นค่อยไปทีละก้าวแต่ขอแบบมั่นคง จากนั้นค่อยมาว่ากัน ต่อให้ผิดหวังไม่ชนะ แต่หากนักเตะเล่นได้อย่างนี้ แฟนๆก็พร้อมใจสนับสนุน ตะโกนเชียร์ให้สุดเสียง เชื่อเถอะว่าตอนนี้กองเชียร์แมนฯยูไนเต็ด น่าจะอิ่มเอิบปลาบปลื้มไม่น้อยไปกว่าใครอีกแล้ว ------------------ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #จ่ายหนักแต่ไม่คุ้มค่า ? ]

หลังตลาดซื้อขายซัมเมอร์นี้ของพรีเมียร์ลีกปิดตัวลง เชลซีขึ้นแท่นเป็นสโมสรใช้เงินมากสุด ชนิดที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงมาก่อน เบ็ดเสร็จรวมแล้วผู้เล่นใหม่ที่เดินเข้ามายังสแตมฟอร์ด บริดจ์มีมูลค่ารวมกันกว่า 250 ล้านปอนด์ มันเยอะขนาดนั้นเลยทีเดียว ราฮีม สเตอร์ลิ่ง , คาลิดู คูลิบาลี่ , มาร์ค กูกูเรย่า , เวสลี่ย์ โฟฟาน่า และ ปิแอร์ เอเมอริก โอบาเมย็อง คือ 5 แข้งหลักถูกดึงเข้ามาเสริมทัพให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น อีกส่วนยังมีพวกดาวรุ่งทั้ง เซซาเร่ กาซาเด , กาเบรียล สโลนิน่า และ คาร์นี่ย์ ชุควูเอเมก้า ที่รวมแล้วตกราว 40 ล้านปอนด์ เป็นการทุ่มทุนสร้างเพื่ออนาคต จากสถานการณ์ของขุมกำลังที่มีปัญหา ทำให้เชลซีต้องเน้นไปยังเซ็นเตอร์แบ็กและกองหน้า มาทดแทนพวกที่ย้ายออกไปไม่ว่าจะ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ , อันเดรียส คริสเตนเซ่น , โรเมลู ลูกากู และ ติโม แวร์เนอร์ อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนมือเจ้าของสโมสรจาก โรมัน อบราโมวิช มาเป็น ท็อดด์ โบห์ลี่ ส่งผลกระทบในเรื่องนโยบายการทำทีม ซึ่งต้องแตกต่างกันออกไป ไม่ใช่แค่นั้นฝ่ายบริหารชุดเดิม ยกแผงออกเกือบทั้งหมด มันเหมือนโยนภาระมายัง โบห์ลี่ ที่ต้องออกหน้ามาจัดการเกือบทุกอย่าง การซื้อผู้เล่นที่ช้า รวมทั้งไม่ได้ตามเป้าหมายส่วนมาก สร้างความหงุดหงิดให้กับแฟนบอลไม่น้อย นั่นต้องรวมถึง โธมัส ทูเคิ่ล ผู้จัดการทีม ซึ่งบ่นออกสื่อด้วย ตลาดใกล้ปิดแล้วกำลังพลยังไม่ลงตัวเลย ในขณะเดียวกันพวกเขากลับทุ่มเงินอย่างบ้าคลั่ง กลายเป็นแชมป์ในซัมเมอร์นี้ อย่าว่าแต่ในพรีเมียร์ลีกเลย ในยุโรปเชลซีก็จ่ายมากกว่าทีมไหนทั้งสิ้น ไม่เว้นกระทั่งบาร์เซโลน่าหรือปารีส แซงต์ แชร์กแมง ประเด็นนี้เองทำให้ทาง แกรม ซูเนสส์ อดีตผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล ซึ่งปัจจุบันหันมาเอาดีในการใช้ฝีปากวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อน แสดงความเห็นว่าผู้บริหารเชลซีขาดความรู้เรื่องฟุตบอลอย่างแท้จริง ซูเนสส์ อธิบายเคสดังกล่าวไว้ทางคอลัมน์ของเดลี่ เมล ซึ่งเขาเขียนอยู่เป็นประจำ มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นมากมายในการซื้อผู้เล่น กระทบต่อสมดุลของทีมอย่างไม่ต้องสงสัยเลย ช่วงแรกของ อบราโมวิช ก็เคยเผชิญกับเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวมาก่อน เพราะรอบข้างเต็มไปด้วยผู้คนให้คำแนะนำมากมาย จนลงทุนกับการซื้อผู้เล่นอย่างไม่บันยะบันยัง ซึ่งมีหลายดีลเลยที่บอกถึงความล้มเหลว กว่าที่ อบราโมวิช จะไหวตัวทัน ก็สูญเงินไปไม่น้อยเลย พอตั้งหลักได้ถึงดึงคนมีฝีมือจริงๆมาช่วยงาน กระทั่งซื้อผู้เล่นได้ถูกจุด จนทำให้ทีมประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ยิ่งในยุคมี มาริน่า กรานอฟสกาย่า เข้ามารับบทผู้อำนวยการ เห็นชัดเลยว่าการทำงานมีประสิทธิภาพอย่างมาก ซื้อผู้เล่นกระชับฉับไว ไม่ต้องเสียเวลาในการเจรจานานๆ นอกจากนี้ก็เคลียร์ผู้เล่นที่ไม่อยู่ในแผนการสร้างทีมได้ไม่ยากด้วย เชลซีจึงยืนหยัดในระดับท็อปยาวนาน แต่ในมุมมองของ ซูเนสส์ เชื่อว่า โบห์ลี่ กำลังนำเชลซีกลับไปสู่อดีต ซึ่งเต็มไปด้วยความวุ่นวาย หลังจากเริ่มเห็นแล้วว่าเขาเป็นคนจัดการตัดสินใจซื้อนักเตะเองเกือบทั้งหมด มีการตั้งคำถามถึงดีล กูกูเรย่า ว่ามีความจำเป็นมากแค่ไหนกัน ในเมื่อมี เบน ชิลเวลล์ ซึ่งซื้อมาแพงมากประจำการแบ็กซ้ายอยู่แล้ว แม้จะบาดเจ็บบ่อย แต่ก็ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นจ่ายอีก 60 ล้านปอนด์ไม่ใช่หรือ บางทีอาจเป็นไปได้ว่า ตั้งใจจะปาดหน้าแมนฯซิตี้ ซึ่งแสดงเจตนามาพักใหญ่อยากได้แข้งของไบรท์ตัน แต่ไม่ต้องการจ่ายตามที่ร้องขอมาเลยเบรกการเจรจาเอาไว้ ก่อนจะเปิดทางให้เชลซีสอดมือมาเอี่ยวด้วยและยอมจ่ายบ้าเลือดเกือบ 60 ล้านปอนด์ ดูแล้วไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไรนัก ขณะที่ กูกูเรย่า เองก็เพิ่งโชว์ผลงานโดดเด่นได้ฤดูกาลเดียว ประสบการณ์บนเวทีใหญ่ก็ไม่มีเลย เล่นในสโมสรระดับกลางมาตลอด ได้กระแสมาปั่นซะมากกว่า คลาสของนักเตะยังไม่ถึงขั้นต้องทุ่มขนาดนั้น การที่แมนฯซิตี้ไม่ยอมเพิ่มข้อเสนอเกิน 40 ล้านปอนด์ มันก็ฟ้องอยู่แล้วว่าเป็นอย่างไร เพราะหากเจ๋งจริงยังไงก็พร้อมจ่าย นอกจากนี้ความล่าช้าในการดึงเซ็นเตอร์แบ็กคนใหม่ ยังทำให้เชลซีเป็นฝ่ายเสียบเปรียบ เมื่อต้องเปิดโต๊ะคุยกับทางเลสเตอร์ ซิตี้เพื่อคว้า เวสลี่ย์ โฟฟานา มาร่วมทีม ด้วยความที่ไม่อยากขาย ผู้บริหารจิ้งจอกสยามเลยแขวนป้ายไว้มากกว่า 70 ล้านปอนด์ แต่เมื่อเชลซีบ้าคลั่งพร้อมยอม ก็เลยไม่ปฏิเสธอะไร ซูเนสส์ บอกว่า โฟฟาน่า อายุแค่ 21 ปีเท่านั้น ยังไม่ได้พิสูจน์อะไรเป็นเรื่องเป็นราวเช่นกัน แม้จะเป็นดาวรุ่งดวงใหม่ที่ได้รับการจับตาก็ตาม ไม่มีอะไรมาการันตีเลยว่า นักเตะจะพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนไปสู่การเป็นยอดเซ็นเตอร์แบ็ก เชลซีเดิมพันสูงเกินจริงมาก เอาตัวเองไปยืนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความเสี่ยงแท้จริง ถ้าเราพิจารณาจากความเห็นของ ซูเนสส์ ก็ต้องยอมรับว่า มีส่วนที่ถูกต้องเลย แล้วไม่ใช่แค่นั้น โฟฟาน่า เองยังมีปัญหาอาการบาดเจ็บติดตัว มีโอกาสที่จะเจ็บถี่ขึ้นในอนาคตด้วย อีกคนที่สงสัยว่าเชลซีซื้อมาทำไมคือ โอบาเมย็อง เข้าใจว่าเสียทั้ง ลูกากู กับ แวร์เนอร์ ไปพร้อมๆกัน แต่นี่ใช่คำตอบที่ต้องการหรือ อย่าลืมว่าหัวหอกชาวกาบองอายุ 33 ปีแล้ว ไม่ว่าอย่างไรสภาพร่างกายก็เป็นอุปสรรค มันยากมากที่จะกลับไปพีกได้เหมือนตอนเล่นให้โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์หรือย้ายมาอาร์เซน่อลในช่วงแรก ทัศนคติก็เป็นอีกคำถามด้วย เพราะที่ผ่านมาต่างเห็นเล้วว่า เขามีพฤติกรรมอย่างไร จนถึงขนาดสโมสรต้องยกเลิกสัญญา ซูเนสส์ เชื่อว่าผู้เล่นใหม่ล่าสุด 3 คนของสิงห์น้ำเงิน ไม่น่าคุ้มค่ากับเงินที่หว่านลงไปเลย ไม่รู้เหมือนกันว่า โบห์ลี่ ฟังใครกันแน่ แต่ปมตรงนี้อาจสร้างความไม่พอใจต่อ โธมัส ทูเคิ่ล ซึ่งคงต้องการนักเตะตามสเป็กของตนมากกว่า บิ๊กบอสคนใหม่อาจไร้ข้อมูลอย่างแท้จริง รวมถึงเชื่อมั่นในการซื้อของตน จนเป็นที่วิจารณ์อย่างหนักในเวลานี้นั่นแหล่ะ แน่นอนนี่คือการวิจารณ์เท่านั้น ยังคงต้องรอดูกันว่า ซูเนสส์ พูดมานั้นจะเป็นจริงหรือไม่อย่างไร แต่หากว่ากันตามหน้าเสื่อแล้ว ตลาดนักเตะซัมเมอร์นี้ของเชลซีน่าผิดหวัง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเงินที่จ่ายไป งานหนักจึงตกมายัง ทูเคิ่ล ซึ่งต้องพยายามใช้ทรัพยากรนักเตะที่มีอยู่ ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #แค่คุณเปิดโลกก็เปลี่ยน ]

หลังบุกไปเชือดเลสเตอร์ ซิตี้ลงได้สำเร็จเมื่อคืนวันพฤหัสบดี แฟนแมนฯยูไนเต็ดย่อมประทับใจ แต่ในอีกด้านคงเสียดาย 2 เกมแรกของฤดูกาล ได้เจอคู่แข่งที่ไม่ได้แข็งแกร่งมากนักทั้งไบรท์ตันและเบรนท์ฟอร์ด อย่างน้อยมันต้องไม่แพ้ ตรงกันข้ามกลับพ่ายรูด โดยเฉพาะนัดที่ 2 เจอต้อนหมดสภาพกันเลยทีเดียว มีการปรียบเทียบว่า สองเกมดังกล่าวเหมือนโยนทิ้งฟรีๆ น่าจะเป็นการเล่นในช่วงปรีซีซั่นมากกว่า ไม่สะท้อนเลยว่าทีมมีความพร้อมเพียงพอสำหรับการต่อสู้ในฤดูกาลปกติ ชัดเจนยิ่งกว่าเรื่องใดก็คือ สภาพจิตใจของผู้เล่นหลายคนมีปัญหา แทบไม่ได้แสดงให้เห็นความเป็นนักสู้ออกมา บางคนบอกว่านี่มันแย่กว่าตอนที่ ราล์ฟ รังนิก เป็นผู้จัดการทีมด้วยซ้ำ คริส ซัตตัน อดีตกองหน้าแบล็คเบิร์นและทีมชาติอังกฤษ ฟันธงเปรี้ยงไม่กลัวหน้าแตก เกมนัดสามที่จะต้อนรับลิเวอร์พูล รับรองเลยว่าพรุนคาโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ให้ได้อับอายขายขี้หน้ากันอีก "ผมมองไม่เห็นเลยว่า พวกเขาจะแก้ไขสถานการณ์กลับมาได้อย่างไร ในช่วงสั้นๆแบบนี้" ไม่ใช่แค่ ซัตตัน คนเดียวหรอก บรรดากูรูพันดิตอีกมาก ก็มองในทิศทางเดียวกัน เจอคู่ต่อสู้สุดหินไม่พอ เทนฮาก คงหาทางกลับมาไม่เจอง่ายๆหรอก เห็นอยู่แล้วว่า นักเตะพวกนี้ไม่เอากันเลย โดนยิงทีไร ก็ได้แต่มองหน้ากันเลิกลัก สอดสายตาหาคนรับผิดชอบกันไป บางคนภาษากายฟ้องเลยว่า สารภาพแล้วขอให้ผู้ตัดสินเป่านกหวีดจบเกมเร็วๆเถอะ จะได้จบกันไปสักที ในขณะเดียวกัน ลิซานโดร มาร์ตีเนซ ซึ่งโดนวิจารณ์ไว้อย่างหนักในเรื่องรูปร่าง ด้วยความสูงเพียงแค่ 175 เซ็นติเมตร ดูแล้วรับมือกับฟุตบอลอังกฤษลำบากแน่ๆ โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอลูกกลางอากาศ นัดเจอไบรท์ตัน ยังไม่หนักใจเท่า พอจะเอาตัวรอดได้ในระดับหนึ่ง แม้ทีมจะแพ้ก็ตาม แต่เมือมาเยือนเบรนท์ฟอร์ด ต้องมาเจอการรับน้องของจริง ไม่ใช่แค่ลูกโด่งอย่างเดียวที่ทำเป๋ไปเป๋มา แต่ยังโดนความใหญ่ของแนวรุกเจ้าบ้านเล่นงานจนเสียเหลี่ยมหมด ไม่หลงเหลือยอดกองหลังแห่งเอเรดิวิซี่ลีกเลย เทนฮาก ไม่มีทางเลือกอื่น เข้าใจแหล่ะว่า แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เองก็แย่ด้วย ไม่อาจคุมแผงหลังได้เลย อีกทั้งไม่โชว์ความเป็นผู้นำคอยปลุกกระตุ้น ทั้งที่เห็นอยู่ว่าเพื่อนร่วมทีมใหม่ต้องการความช่วยเหลือ แต่คงหวั่นว่า มาร์ตีเนซ อาจหมดความมั่นใจมากกว่านี้ แล้วจะหาทางกลับมายาก ดังนั้นดึงออกมาพักก่อนดีกว่า อย่างน้อยได้เรียนรู้ฟุตบอลอังกฤษ นำเป็นบทเรียนไปปรับใช้นัดหน้า ขณะเดียวกันเขากำลังจะกลายเป็นนักเตะผู้ล้มเหลว เจอเสียงวิจารณ์อย่างหนัก ไหนไม่เห็นสมราคาฉายา The Butcher ขาโหดเลย รวมถึงเตือนอีกว่าอย่าเอาไปเปรียบกับ ฟาบิโอ คันนาวาโร่ คนละคลาสกันเลย เพียงแค่เกมเดียว มาร์ตีเนซ ถูกพิพากษาเรียบร้อย เข้าใจว่าโลกปัจจุบันมันเป็นอย่างนี้แหล่ะ โดยเฉพาะเมื่อทุกคนมีพื้นที่จากแพลตฟอร์มต่างๆของโซเชี่ยลในมือ สามารถแสดงความเห็นได้อย่างสบาย อย่างที่บอกนั่นไม่ใช่เรื่องแปลกหรอก ใครก็คิดว่าแมนฯยูไนเต็ดน่าจะฟุบยาว อาการอย่างนี้ฟื้นในเร็ววันยาก ต้องใช้เวลาเยียวยากันพอสมควรเลย นั่นคือเหตุผลหลายคนเซอร์ไพรส์ เมื่อเห็นฟอร์มอันร้อนแรงในเกมแดงเดือด ซึ่งแทบไม่ทิ้งคราบไคลจาก 2 นัดแรก เรียกว่าต่างกันลิบลับ ปากกาเซียนที่ทำท่าจะแม่นยำแหลม โดนหักกันราบคาบ กูรูสารพัดหลากหลายสำนัก แทบหาไม่ได้ที่ทำนายไว้ก่อน แมนฯยูไนเต็ดจะชนะเกมนี้ ตัวแปรสำคัญที่พอจะชี้วัดได้ก็คือ ผู้เล่นทุกคนบากบั่นทำงานอย่างหนัก คิดจากระยะวิ่งและจังหวะสปรินท์ที่เหนือแข้งหงส์แดง นี่น่าจะเป็นหนึ่งในสิ่งที่ใช้ตัดสิน แค่นักเตะเปิดใจ เปลี่ยนทัศนคติ จากที่เล่นกันสบายชิลๆ เกี่ยงกันไปมา มองหน้าหาคนผิด กลายเป็นมารวมพลัง ช่วยกันวิ่งเพรสซิ่งเต็มที่ สมาธิผูกกับเกมตลอดเวลา ปลุกเร้าให้กำลังใจเพื่อน มันฟังเหมือนง่าย แต่สำหรับแมนฯยูไนเต็ด ซึ่งเป็นปัญหาฝังรากลึกมานาน การจะเปลี่ยนแบบปุบปับคือเรื่องยากเหลือเกิน จากแดงเดือดที่สวยงาม ต่อด้วยการบุกล้มเซาธ์แฮมป์ตัน ซึ่งไม่ง่ายเลยใครไปเยือนเซนต์ แมร์รี่ส์จะกลับออกมาพร้อมชัยชนะ กระทั่งล่าสุดยกพลยัดเยียดความปราชัยให้เลสเตอร์อีก ตอกย้ำอย่างใสสะอาด ด้วยฟอร์มการเล่นที่ดีกว่าคู่แข่ง แม้จะไม่ได้ข่มแบบข้างเดียว แต่ได้ตามเป้าหมายคือ 3 คะแนน สำคัญที่สุดคือ เก็บคลีนชีตได้ทั้งสองนัดในเกมเยือน ซึ่งไม่เกิดขึ้นกับแมนฯยูไนเต็ดมานานมากแล้วในยุคหลัง นับตั้งแต่ศึกแดงเดือดเป็นต้นมา รูปแบบการเล่นแมนฯยูไนเต็ดเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนด้านบวกในหลายๆเรื่อง แน่นอนการมาของผู้เล่นใหม่ ช่วยยกระดับได้อย่างดีเยี่ยม แม้อาจใช้เวลาปรับตัวจูนเครื่องกันบ้าง แต่ก็แค่ช่วงสั้นๆ มาร์ตีเนซ โชว์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งดุดัน ปราศจากความกลัวในเกมแดงเดือด ไทริลล์ มาลาเซีย ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน ขันเกมนอตแนวรับให้แน่นหนา เกมรุกก็เดินหน้าอย่างมั่นคง รูปร่างอาจจะดูเสียเปรียบ แต่สิ่งที่ใหญ่กว่าตัวก็คือหัวใจนี่แหล่ะ นักเตะคาแรคเตอร์เช่นนี้ แมนฯยูไนเต็ดต้องการมานาน แต่ตามหาไม่เคยเจอสักที เช่นเดียวกับ มาร์ตีเนซ เผยให้เห็นสไตล์เล่นเป็นกิตติศัพท์ สำหรับ เอริกเซ่น งานดีตามมาตรฐานอยู่แล้ว ไม่เป็นที่กังขาอะไรเลย นอกจากนี้ กาเซมีโร่ ก็ยังไม่ได้ลงเล่นแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย รวมถึง อันโตนี่ ซึ่งมีบุคลิกประเภทสู้ตายคล้ายๆกัน พวกเขาน่าจะมีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนโฉมหน้าทีม ประเด็นคือการมาของคนใหม่ สามารถปลุกเร้าให้คนเก่าฮึกเหิมตามด้วย บรรยากาศจึงดีเยี่ยมอย่างมาก ต้องให้เครดิต เอริก เทนฮาก มากกว่าใคร เพราะใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่วัน พลิกแมนฯยูไนเต็ดให้เปลี่ยนอย่างน่าเหลือเชื่อ ท่ามกลางข่าวที่ว่ายอมทุ่มเททุกอย่าง รับบทลงโทษด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้ลูกทีมชดใช้กรรมกันฝ่ายเดียว อีกทั้งกลุ่มผู้เล่นใหม่ ล้วนแต่ไว้เนื้อเชื่อใจเจ้านายอยู่แล้ว เทนฮาก เป็นคนจิ้มมาเอง การทำงานจึงเข้าใจกันอย่างไร้ปัญหา เจมี่ คาร์ราเกอร์ ซึ่งปกติมักโจมตีแมนฯยูไนเต็ดอย่างเผ็ดร้อน ยังอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชื่นชม "แมนฯยูไนเต็ดเหมาะสมกับการแย่งท็อปโฟร์อย่างแท้จริง พวกเขากลับมาได้รวดเร็วลบคำสบประมาทจาก 2 นัดแรกได้น่าทึ่ง" คำชื่นชมเหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจ แต่อย่าไปยึดติดนานมาก ไม่งั้นอาจเป็นอันตรายได้ จากนี้ต้องมุ่งตามแนวทางตัวเองเท่านั้น รวมทั้งให้ความเชื่อมั่นกับ เอริก เทนฮาก ในแบบต่างฝ่ายต่างสนับสนุนกัน สำคัญที่สุดคืออย่าทำให้แฟนบอลต้องดีใจเก้อกันอีก พวกเขาบอบช้ำมาเยอะแล้ว ------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #รวดเร็วทันใจเรือใบเท่านั้น ]

แมนฯซิตี้เริ่มต้นฤดูกาลใหม่ ยังคงรักษาระดับมาตรฐานเอาไว้ได้ พวกเขายังคงเกาะหัวตารางอย่างเหนียวแน่น สมราคาแชมป์ 4 สมัยใน 5 ปีหลังสุด อย่างไรก็ดีแฟนบอลมองเห็นถึงปัญหาบางอย่าง ที่ไม่น่าไว้ใจนักและแน่นอนว่ายอดกุนซืออย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ผู้ปราดเปรื่องก็ย่อมอ่านทะลุปรุโปร่งเช่นกัน ก่อนซีซั่นเปิดม่านฟาดฟันอย่างเป็นทางการ เรือใบสีฟ้าเสียท่าให้ลิเวอร์พูลในศึกคอมมูนิตี้ ชิลด์ แม้คุณภาพของเกมจะไม่ห่างกันนัก แต่ความไม่เฉียบขาดแนวรุกและความผิดพลาดเกมรับที่เสียง่ายเมื่อเจอโต้ คือโจทย์ใหญ่เลยทีเดียว เกมรุกคงไม่ใช่ปัญหาเท่าไร เมื่อมีอาวุธครบมือและต้องให้เวลา เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ กับ ฮูเลี่ยน อัลวาเรซ 2 สมาชิกใหม่ปรับจูนบ้าง สไตล์ฟุตบอลอังกฤษมีความแตกต่างจากลีกอื่นอยู่แล้ว ไหนจะพวกที่เหลืออยู่ล้วนแต่ชั้นเซียนทั้งสิ้น สับเปลี่ยนหมุนเวียนใช้งานกันได้ แม้บางคนจะแสดงความเห็นว่าการขาดหายไปของ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง และ กาเบรียล เชซุส ย่อมส่งผลกระทบก็ตาม จุดเปราะบางของซิตี้แท้จริง น่าจะเป็นเกมรับมากกว่า เฉพาะคอมมูนิตี้ ชิลด์ก็การ์ดตกเปิดคาง จนโดนเจาะทะลวงไป 3 ประตูแล้ว ในพรีเมียร์ลีก 4 นัดแรก ก็เสียไม่ใช่น้อยเลย 2 นัดหลังสุดเจอไป 5 ประตู เมื่อรวมกับเกมการกุศลด้วยเท่ากับ 8 ประตู ถือเป็นตัวเลขที่น่าเป็นห่วงหากเทียบกับในหลายฤดูกาลที่ผ่านมา กูรูบางคนวิเคราะห์ ฟุตบอลตามแบบฉบับ เป๊ป ไม่ได้ให้น้ำหนักเรื่องเกมรับสักเท่าไร เพราะถือว่าบุกแหลก เสียได้เสียไปไม่น่าห่วง เชื่อมั่นว่าจะยิงได้มากกว่าก็แล้วกัน พูดอย่างนี้มันไม่ถูกต้องเลยนักหรอก ด้วยความที่เล่นเกมรุกแบบเต็มสูบ ไลน์ดีเฟนส์หรือแผงหลังต้องดันขึ้นสูงตามแท็คติกอยู่แล้ว โอกาสโดนฝ่ายตรงข้ามสวนกลับอย่างรวดเร็วย่อมเกิดขึ้นได้ตลอด ยิ่งหากแนวรุกคู่แข่งทั้งรวดเร็ว ปราดเปรียวและอันตรายในจังหวะสุดท้ายด้วยแล้ว ก็น่าวิตกมากขึ้นหนักอีก ธรรมชาติกุนซือทุกคน ไม่มีใครอยากให้ทีมเสียประตูหรอก เป๊ป เองก็เป็นหนึ่งในนั้นอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นเขาจะลงทุนซื้อผู้เล่นเกมรับแพงๆทำไมกัน รูเบน ดิอาส , ชูเอา กานเซโล่ และ อายเมอริก ลาป๊อกร์ต ล้วนแต่ค่าตัวแตะ 60 ล้านปอนด์ทั้งสิ้น เช่นเดียวกับ เบงฌาแม็ง เมนดี้ ซึ่งโดนยกเลิกสัญญาจากคดีอื้อฉาว ส่วน ไคล์ วอล์คเกอร์ , เนธาน อาเก้ และ จอห์น สโตนส์ ก็ราคาอยู่ในเรต 40-50 ล้านปอนด์ ตอนที่คว้าตัวมา เมื่อรวมกันแล้วตัวเลขใช้จ่ายเพื่อการขันนอตหลังบ้านนั้นสูงลิบเลยทีเดียว อย่างนี้จะมาบอกว่า เป๊ป ไม่เน้นเกมรับสักเท่าไร มันก็ย่อมขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง เพียงแต่คุณสมบัติผู้เล่นกองหลังในสเป็ก อาจจะต้องมีส่วนร่วมกับเกมรุกอย่างดีด้วย ฟูลแบ็กก็ต้องเติมไปช่วยได้สม่ำเสมอ เรี่ยวแรงพละกำลังเหลือเฟือ สำหรับเซ็นเตอร์แบ็กก็ขึ้นเกมเป็น ดันขึ้นสูงในจังหวะที่คิดว่าควรเป็นทางเลือกให้เพื่อนร่วมทีม เช่นเดียวกับคุณภาพการเข้าทำจากลูกกลางอากาศ ต้องใช้ประโยชน์จากตรงนี้ให้เยอะ แต่สำคัญเหนืออื่นใด เมื่อคุณได้ขึ้นชื่อว่าเป็นกองหลัง หัวใจมันต้องเป็นเรื่องเกมรับอยู่แล้ว ไม่มีทางจะเลี่ยงได้เลย บรรดาแนวรับของ เป๊ป ทีมชุดปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงจากฤดูกาลที่แล้วเพียงแค่จุดเดียวในเบื้องต้น นั่นคือแบ็กซ้ายที่ปล่อย โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้ ไปให้กับอาร์เซน่อลด้วยค่าตัว 30 ล้านปอนด์ จากนั้นพวกเขาพยายามจะดึง มาร์ค กูกูเรย่า มาจากไบรท์ตันเพื่อทดแทนกัน ยื่นข้อเสนอไปเรียบร้อย ยินดีจ่ายในตัวเลขไม่เกิน 40 ล้านปอนด์ แต่ทางนกนางนวลหวงแข้งรายนี้ นี่คือหนึ่งในผู้เล่นโดดเด่นมากจากซีซั่นที่แล้ว ครองรางวัลยอดเยี่ยมแห่งปีทั้งจากเพื่อนร่วมทีมโหวตและแฟนบอลลงคะแนน อีกทั้งเพิ่งย้ายมาปีเดียว จะมาปล่อยให้ถูกๆได้อย่างไรกัน แมนฯซิตี้เองก็ดึงดันแข็งขืนไม่ควักมากกว่านั้น โต๊ะเจรจาก็เลยพังลงมา โดยที่พวกเขาไม่ได้แคร์ด้วย ต่อให้ท้ายที่สุดจะโดนเชลซีปาดหน้าไปด้วยค่าตัว 50 ล้านปอนด์ ซิตี้เบนหัวมายัง เซร์คิโอ โกเมซ ของอันเดอร์เลชท์ ซึ่งเป็นแบ็กยุคใหม่ที่เล่นเกมรุกได้ดี สามารถทะลุไปข้างหน้าได้และเคยถูกจับยืนตำแหน่งกลางรุกมาก่อน แลกกับการใช้เงินราว 11 ล้านปอนด์ ทางทีมงานมองว่าคุ้มค่ากว่า หากต้องจ่ายสูง 50 ล้านปอนด์ให้ทางไบรท์ตัน โกเมซ เป็นนักเตะสแปนิชสูงเพียงแค่ 5 ฟุต 7 นิ้วหรือ 171 เซ็นติเมตรเท่านั้นเอง แต่แข็งแกร่งมาก ร่างกายดีเยี่ยม ขึ้นลงได้ไม่มีหมด สเก๊าต์ของเรือใบสีฟ้าจับตามองมาพักใหญ่แล้ว เลยไม่ได้ซีเรียสกับ กูกูเรย่า เท่าไรนัก เชื่อกันว่าตลาดของซิตี้น่าจะหมดลงเท่านี้ ครบถ้วนกระบวนความ ไม่น่าจะจำเป็นต้องหาซื้อใครมาอีก อย่างไรก็ตามผลงาน 2 นัดหลังสุดที่เจอพรุน 5 ประตู มันฟ้องเรื่องเกมรับมีปัญหาจริงๆ ประเมินแล้วไม่อาจอยู่เฉยได้เลย อีกทั้งพิจารณาผู้เล่นในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ก ผลัดเปลี่ยนกันบาดเจ็บอย่างสม่ำเสมอ รูเบน ดิอาส ที่เคยแกร่งก็มีอาการบ่อยขึ้น ไม่นับพวกที่เปราะอยู่แล้วทั้ง สโตนส์ และ ลาป๊อกร์ต อีกรายคือ อาเก้ ต้องยอมรับว่ายังไว้ใจไม่ได้ ทางออกที่กระชับฉับไวในช่วงที่ตลาดยังเปิดทำการ นั่นคือรีบซื้อผู้เล่นที่เหมาะสมมาเสริมให้ทัน ไม่มีอะไรมากกว่านั้นเลย จึงเป็นที่มาของดีลฉุกละหุกอย่าง มานูเอล อคานจี ปราการหลังจากโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ซึ่งยอมจ่ายในเรตสบายๆ 18 ล้านยูโรหรือตก 15 ล้านปอนด์ ไม่ได้แพงโอเวอร์อะไร แม้จะมีเสียงวิจารณ์หรือแสดงความเห็นไม่น้อย แข้งรายนี้เฟอะฟะ มีลูกเหวอให้เห็นบ่อยๆ แต่อายุเพิ่งครบ 27 ไม่ได้มากมายอะไรนัก อีกทั้งได้เปรียบตรงสูงใหญ่แข็งแกร่ง ใช้สำหรับเป็นทางเลือกที่โอเคเลย เป๊ป ต้องการให้ผู้เล่นทุกขุม พร้อมอย่างเต็มที่ สามารถผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันได้อย่างไม่มีปัญหาให้ปวดหัว ไม่ต้องรอจนตลาดมกราคมเปิดหรอก ในเมื่อมีงบไว้ใช้สอยก็ต้องตามนั้น ส่วนใครที่บอกว่าซิตี้ใช้ฟุ่มเฟือย ดีแต่ทุ่มซื้อ ระวังไฟแนนเชี่ยลแฟร์เพลย์ให้ดีเถอะ บอกเลยว่าไม่น่าห่วงตรงนั้นหรอก เพราะพวกเขาปล่อยทั้ง เชซุส , สเตอร์ลิ่ง และ ชินเซนโก้ รวมกันก็เกือบ 130 ล้านปอนด์แล้ว แถมมีกลุ่มดาวรุ่งที่ไม่ใช้งานผ่องถ่ายออกไปอย่าง เปโดร ปอร์โร่ , โรเมโอ ลาเวีย และ โค อิตาคูระ ตลาดเที่ยวนี้เลยได้เงินจากการขายๆปริ่ม 170 ล้านปอนด์ รักษาสมดุลได้ดีงาม อย่างที่พูดไว้บ่อยๆ หลังบ้านของแมนฯซิตี้ คุณภาพดีเยี่ยมไม่แพ้หน้าบ้านเลย ทำงานกันเป็นทีม กระชับฉับไว สอดประสานกันลงตัว จะแปลกอะไรหากพวกเขาจะรักษาระดับ ครองความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง --------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #วันข้างหน้าข้าจะมาทวงคืน ]

การมาถึงของ หลุยส์ กัมโปส และ คริสตอฟ กัลทิเย่ร์ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมากมายภายในของปารีส แซงต์ แชร์กแมง แน่นอนว่าอำนาจบริหารยังคงเป็นของ นาสเซอร์ อัล-เคไลฟี่ ในฐานะท่านประธานใหญ่และยังเป็นเหมือนนอมินีของกลุ่มทุนยักษ์กาตาร์ ซึ่งสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ตรงนี้ไม่มีใครกล้าแตะต้อง แต่ทั้งผู้อำนวยการกีฬาและผู้จัดการทีมใหม่ ซึ่งทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กัน ได้รับมอบดาบอาญาสิทธิ์ที่ใหญ่กว่าเดิม สามารถจัดการในส่วนขุมกำลังได้อย่างเต็มที่ โดยเบื้องบนจะไม่พยายามลงไปแทรกแซง จากความล้มเหลวที่ผ่านมา จนไม่อาจไปถึงแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกตามเป้าหมายที่วางไว้ สามารถสรุปออกมาเป็นบทเรียนได้ในระดับที่น่าพอใจ รวมถึงสะท้อนว่าการมีแข้งซูเปอร์สตาร์ชุมนุมไว้ในทีมมากมาย ไม่ได้เป็นคำตอบสุดท้ายอย่างที่คิดกัน คุณสามารถเสกให้ความฝันเป็นจริงเหมือนเล่นเกม Manager มีทั้ง ลิโอเนล เมสซี่ , เนย์มาร์ และ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ อยู่ในทีมเดียวกันได้ก็จริง แต่คุณไม่อาจสานฝันให้เป็นจริง ด้วยการไปสู่เจ้ายุโรป อย่างที่หมายมั่นปั้นมือเอาไว้ เพราะรายละเอียดของฟุตบอล มันมีหลายอย่างที่อยู่เหนือไปจากเรื่องในสนาม เราเริ่มเห็นชัดเรื่อยๆว่า กัมโปส กับ กัลทิเย่ร์ มีโปรเจ็คต์ของตัวเอง วางนโยบายไว้ที่แตกต่างไปจากของเดิม ทั้งคู่ไม่ได้ให้ความสำคัญนักเตะซูเปอร์สตาร์ อาจมองว่าในทีมมีดาวดังแทบลุ้นทะลักแล้ว นอกเหนือจากไตรเทพแนวรุก ยังมีผู้เล่นชั้นนำอย่าง เซร์คิโอ รามอส , มาร์โก แวร์รัติ และ จานลุยจิ ดอนนารุมมา ซึ่งมีอิทธิพลในทีมพอสมควรอีก ดังนั้นพวกแข้งใหม่ที่จะเข้ามาเสริมในตลาดซื้อขายซัมเมอร์นี้ ควรจะเป็นประเภทผึ้งงาน ขยันขันแข็งยินดีทำงานหนักและสามารถยืนอยู่ข้างหลัง ไม่ต้องการออกมาเสนอหน้า เท่าที่ผ่านมาเราอาจได้เห็นแล้ว เปแอสเชขาดแคลนผู้เล่นเหล่านี้ เพราะแม้กระทั่งตัวสำรองอีกหลายต่อหลายคน ก็ไม่ใช่พวกคาแรคเตอร์ประเภทมดงาน ถึงเวลาที่ควรจะผ่าตัดได้แล้ว ก่อนหน้านี้ข่าวหนาหูว่า สโมสรอาจตัดสินใจปล่อย เนย์มาร์ เพราะประเมินแล้วลงเล่นไม่คุ้มค่าจ้างเลย บาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง ขาดความสม่ำเสมอ ผลงานส่วนตัวก็ไม่ได้ยิงระเบิดร้อนแรงเหมือนที่คาดหวังไว้ อย่างไรก็ดีดีลนี้ลำบากแน่ๆ นักเตะเพิ่งขยายสัญญาออกไป เหลือเวลากับเปแอสเชอีกนาน รวมทั้งค่าจ้างที่รับตกราว 600,000 ยูโรต่อสัปดาห์ มันก็ยากจะหาทีมไหนมาแบกรับภาระดังกล่าว นอกจากนี้ทัศนคติดาวเตะบราซิเลี่ยน ก็เป็นอีกปมที่ทำให้ยากจะย้ายออก เขาสร้างปัญหาให้ประจักษ์อยู่บ่อยๆ จนทำเอาหลายคนเอือมระอา แม้กระทั่งบางเคสแฟนบอลตัวเองแท้ๆยังรับไม่ได้ แม้ผู้บริหารเปแอสเชอาจจะรู้ว่าพลาดไป แต่ไหวตัวปรับเปลี่ยนลำบากแล้ว เนย์มาร์ อายุมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่วัยรุ่นฉกาจฉกรรจ์เหมือนในอดีต เมื่อนักเตะยังต้องอยู่ ก็ต้องใช้งานกันต่อไป ทางออกที่ดีสุดคือเรียกเข้ามาคุย ทำความเข้าใจกันใหม่ เคลียร์ให้ชัดเจนเพื่อลดการเกิดปัญหาที่อาจตามมา น่าสนใจก็คือ เนย์มาร์ เองก็เปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นมากเลย จากทั้งหมด 5 เกมในทุกรายการตั้งแต่ซีซั่นรูดม่านเปิดฉาก ระเบิดตาข่ายไปแล้ว 8 ประตูกับอีก 6 แอสซิสต์ เป็นผลงานดีสุดในกระบวน 3 เทพด้วยกัน ตรงจุดนี้ถือว่าน่าติดตาม เขาดูกระตือรือร้นชัดเจน มุ่งมั่นตั้งใจมีความกระหายอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่ออกแนวเล่นไปติดลูกแอ็กหวังจะโชว์ลีลาหรืองัดสกิลมากเกิน ด้วยความสามารถส่วนตัว บวกองค์ประกอบของทีมที่ข่มคู่แข่งในลีกเองทุกทีมแบบขาดกระจุย เนย์มาร์ ต้องใช้จุดนี้ให้เกิดประโยชน์บ้างแล้ว เชื่อกันว่าเขาน่าจะเริ่มมองเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ตัวเองไม่ได้เป็นคนสำคัญที่สุดเหมือนอย่างสมัยก่อนอีกต่อไป ฉะนั้นก็ต้องรีบปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ในขณะเดียวกันปัญหาที่ดูว่าจะขัดแย้งกับ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ก็ดูคลี่คลายลงแล้ว หลังเกิดเหตุการณ์แย่งกันยิงจุดโทษ จนกลายเป็นดราม่าเรียบร้อย กัลทิเย่ร์ ในฐานะกุนซือออกมายืนยันเรื่องนี้เอง พร้อมทั้งแจกแจงว่ามีการตกลงไว้แล้ว เอ็มบั๊ปเป้ จะเป็นมือปืนคนแรกในเรื่องสังหารจุดโทษ แต่หากพลาดขึ้นมาแล้วมีคราวต่อไปจะให้ เนย์มาร์ รับหน้าที่บ้าง ส่วนรีแอ็กชั่นของ เอ็มบั๊ปเป้ เมื่อเห็นเพื่อนรุ่นพี่ยิงเข้า ก็ไม่ได้หมางเมินเข้าไปแสดงความยินดี แม้สีหน้าอาจจะยังบึ้งตึงดูไม่ค่อยแฮปปี้สักเท่าไร เราสามารถคาดเดาได้ไม่ยากหรอกว่า กัลทิเย่ร์ เองย่อมทำงานลำบาก การรับมือกับซูเปอร์สตาร์ ที่ดูเหมือนจะได้รับอภิสิทธิ์มากกว่าผู้เล่นคนอื่น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิดเดียว มันคงเป็นเรื่องยากที่จะกำราบจัดการให้ เอ็มบั๊ปเป้ , เนย์มาร์ หรือกระทั่ง เมสซี่ ยอมเชื่อฟังทุกอย่าง แต่จำต้องลดแรงเสียดทานให้น้อยที่สุดเท่านั้นเอง ช่วงที่ผ่านมา เอ็มบั๊ปเป้ ถูกจับตามากเป็นพิเศษ หลังตัดสินใจทำบิ๊กเซอร์ไพรส์ยืดสัญญากับเปแอสเชออกไป จนทำเอาแฟนบอลเรอัล มาดริดผิดหวังกันถ้วนหน้า ด้วยมั่นใจว่าต้องย้ายมาร่วมทีม ท่ามกลางกระแสข่าวลือสารพัดว่า เหตุผลที่อยู่ต่อแบบหักปากกาเซียน ไม่ใช่มาจากค่าจ้างมหาศาลบานตะเกียง 1 ล้านปอนด์ต่อสัปดาห์เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องส่วนร่วมในการตัดสินใจเลือกผู้เล่นหรือกุนซืออีกต่างหาก ประเด็นนี้กลายเป็นว่าผู้คนนำไปล้อเลียน สงสัยนี่คือท่านประธานคนใหม่แน่ๆ เพราะทั้งหมดที่ว่ามาคืออำนาจของผู้บริหารชัดๆ จากนี้เวลาจะขยับทำอะไร เขาย่อมถูกมองมากขึ้นเป็นธรรมดา ปฏิกิริยาต่างๆจะโดนโฟกัส แสงสปอร์ตไลต์ส่องไม่ขาด จำต้องระวังให้มากยิ่งขึ้น ดูจะกดดันกว่าเดิมซะอีก แน่นอนฤดูกาลเพิ่มเริ่มเท่านั้นเอง ยังคงนำมาวัดอะไรมากไม่ได้หรอก ต้องปล่อยให้เวลาตัดสิน อย่างไรก็ตามหากดูกันแค่ตอนนี้ เราได้เห็น เนย์มาร์ ในมาดใหม่ไฉไลกว่าเดิม ไม่ค่อยโอเวอร์แอ็คติ้งเท่าไรนัก ซึ่งนั่นอาจต้องยกเครดิตให้กับ กัลทิเยร์ กละ กัมโปส ด้วยเลย เขาจำเป็นต้องเค้นตัวเองขึ้นมา เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าดีพอสำหรับการเป็นคนสำคัญเหมือนในอดีต ไม่อย่างนั้นโดนรุ่นน้องแซงหมดแน่ๆ แทบไม่เหลืออะไรเลย ยิ่งในช่วงเวลาที่ เอ็มบั๊ปเป้ โดนจับจ้องมากเป็นพิเศษ คือจังหวะเหมาะสมให้ เนย์มาร์ งัดฟอร์มอันยอดเยี่ยมออกมา อย่างน้อยกลบกระแสที่ว่าตัวเองกำลังตกกระป๋อง บางทีตัวเขาเองก็อาจเข้าใจอะไรต่อมิอะไรมากขึ้น อย่างน้อยที่สุดก็เรื่องของคุณค่านักเตะอาชีพ ซึ่งควรวัดกันที่ผลงานในสนามและการแสดงออกอันบ่งบอกถึงทัศนคติ ถ้าเปลี่ยนไปได้จริงๆ นี่จะเป็นโบนัสก้อนใหญ่ของปารีส แซงต์ แชร์กแมงเลยทีเดียว ---------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #1เปอร์เซนต์ที่ยังเหลือ ]

เชื่อว่าแฟนแมนฯยูไนเต็ดหลายคนอดตื่นเต้นไม่ได้ เมื่อเห็นทั้งข่าวและคลิป เฟร็งกี้ เดอย็อง กับแฟนสาวเดินทางไปสนามบิน เตรียมนั่งเครื่องมายังลอนดอนเมื่อช่วงบ่ายของวันจันทร์ ในบรรยากาศตลาดซื้อขายโค้งสุดท้ายเช่นนี้ มักสร้างความตื่นเต้นให้กับกองเชียร์เสมอ โดยเฉพาะดีลที่ยังคลุมเครือไม่มีความชัดเจน มักจะได้บทสรุปกันแล้ว อย่างไรก็ตาม เฟร็งกี้ บินมาอังกฤษด้วยภารกิจส่วนตัว ร่วมงานแต่งของ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค อดีตเพื่อนร่วมทีมสมัยอยู่อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัมและสนิทสนมกันมานาน นอกจาก เฟร็งกี้ ยังมี เมมฟิส เดอปาย ที่ร่วมทริปกันมาอีกด้วย ทั้งหมดมีความสัมพันธ์ที่ดีกันอยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย ที่กลายเป็นประเด็น เพราะไม่ว่าจะเป็น เฟร็งกี้ หรือ เมมฟิส ต่างตกเป็นเป้าหมายของแมนฯยูไนเต็ดทั้งสิ้น บางคนเลยมองข้ามช็อตหรือแอบคิดไปเองว่า น่าจะถือโอกาสเจรจากันเลยได้หรือเปล่า จนถึงตอนนี้แม้สาวกปีศาจแดงไม่น้อยเบื่อหน่ายกับข่าวความคืบหน้า เฟร็งกี้ แต่ก็มีอีกพอสมควร ยังหวังลึกๆจะได้เห็นนักเตะย้ายมาทันเดดไลน์วันที่ 1 กันยายน เกือบ 4 เดือนด้วยกันที่ตกเป็นข่าวพัวพัน มันทำให้เกิดความเชื่อว่ายังไงก็น่าจะปิดดีลสำเร็จ มาช้าหน่อยแต่ก็น่าจะมาอยู่ดี เอาเข้าจริงสถานการณ์ไม่เป็นอย่างที่คาดกันไว้เลย มีอุปสรรคมากมายระหว่างการเจรจา เบื้องหลังอันซับซ้อนในสัญญาที่ปรับปรุงใหม่กับบาร์เซโลน่า คือหนึ่งในปมสำคัญ ต่อให้บาร์ซ่าต้องการขายนักเตะ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ทำผิดกฎละเมิดการเงิน เพราะค่าจ้างของ เฟร็งกี้ สูงมากๆ ยิ่งในฤดูกาลนี้จะรับแน่ๆ 14 ล้านยูโร สโมสรจึงไม่อาจเก็บไว้ได้ แต่ก็นั่นแหล่ะ ฝั่ง เฟร็งกี้ เชื่อว่าเงินค่าจ้างที่ปรับลดตามสถานการณ์ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ก็ควรจะได้คืนด้วยไม่ใช่หรือ หากตัวเขาย้ายจากทีมจริง มันควรจะแฟร์ๆกันหน่อย ฝ่ายบาร์ซ่าซึ่งมีปัญหาการเงิน คงไม่คิดอย่างนั้นแน่ ปล่อยออกไปแล้วก็จบกันสิ คุณไปรับจากต้นสังกัดใหม่ได้เลย ในขณะเดียวกันเมื่อทางบาร์ซ่า ขอร้องนักเตะลดค่าจ้างลงมา ถ้าต้องการจะอยู่ร่วมงานกันต่อ แล้วไม่อาจตกลงกันได้อีกฝ่ายไม่ยอม มันก็ค้างคาอย่างที่เห็น จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้บทสรุป ถึงตอนนี้แม้จะมีข่าวว่า เฟร็งกี้ อาจยอมเจรจาลดเงิน แต่ก็ยังไม่ได้รับการยืนยัน บาร์ซ่าจึงต้องหาทางออกใหม่ ไม่อย่างนั้นจะกระทบต่อโครงสร้างการเงินที่ถูกจำกัดการใช้จ่ายแน่ๆ หลังลงทุนซื้อผู้เล่นไปไม่น้อย กระนั้น เฟร็งกี้ ไม่ได้ถูกจับโยงแค่กับแมนฯยูไนเต็ด ยังมีสองบิ๊กในพรีเมียร์ลีกอย่างเชลซีและลิเวอร์พูลอีกด้วย เพียงแต่เวลานี้กระแสเริ่มซาลง รวมถึงไม่มีอัพเดตคืบหน้าสักเท่าไร บวกกับการรายงานข้อมูลจากสื่อและนักข่าวคนดังตามทวิตเตอร์ ทำให้เรามองเห็นแนวโน้มว่า โอกาสที่เขาจะอยู่บาร์ซ่าเช่นเดิมมีเยอะมาก เราต่างเข้าใจเหมือนกันว่า นี่คือผู้เล่นที่ เอริก เทนฮาก ผู้จัดการทีมแมนฯยูไนเต็ดอยากได้มากๆ พยายามสุดชีวิตจะดึงเข้ามาก่อนตลาดซื้อขายเปิดทำการด้วยซ้ำ ตั้งใจปิดดีลให้เร็วที่สุด เพราะรู้ดีว่าแผงมิดฟิลด์ของทีมคือปัญหาใหญ่ ที่สั่งสมมานาน จนแล้วจนรอดก็ยังแก้ไขไม่ได้สักที จำต้องหาผู้เล่นที่มีคุณสมบัติครบถ้วน มาช่วยอุดรอยรั่วในจุดดังกล่าว นานวันก็ยิ่งชัดเจนว่า พาร์ทเนอร์อย่าง เฟร็ด และ สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ คุณภาพยังไม่ถึงขั้น แฟนบอลได้แต่ส่ายหัว เมื่อไรจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงสักที ไม่ใช่เรื่องแปลกที่พลังโหยหา เฟร็งกี้ จะมหาศาลเลยทีเดียว เทนฮาก แจ้งกับ ริชาร์ด อาร์โนลด์ หัวหน้าฝ่ายบริหารหรือซีอีโอ จะต้องไปดึงมาเสริมทัพให้ได้ ขีดเส้นใต้ไว้ในฐานะเป้าหมายเบอร์ 1 เลย การเจรจากับบาร์ซ่าไม่ใช่เรื่องยาก เพราะปรารถนาจะปล่อยอยู่แล้ว แต่เมื่อนักเตะไม่ต้องการมา มันก็เปล่าประโยชน์ ต่อให้สองทีมตกลงค่าตัวกันเรียบร้อยก็ตาม อย่างที่บอกตอนแรกแฟนผีต่างนึกว่า ดีลน่าจะง่าย ในเมื่อ เทนฮาก เคยเป็นบอสมาก่อน รวมถึงปลุกปั้นนักเตะจนโด่งดัง ดูแล้วคงคุยกันราบรื่น หลากหลายปัจจัยเกื้อหนุน ขณะเดียวกันในทีมยังมี ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค เพื่อนร่วมก๊วน ซึ่งเคยกอดคอกันฝ่าฟันจนนำอาแจ็กซ์เข้าถึงรอบรองชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกมาแล้ว ชนิดที่ว่าอดเข้าชิงอย่างน่าเสียดาย ทั้งเจ้านายเก่า ทั้งเพื่อนเก่า ครบถ้วนยินดีเปิดประตูต้อนรับอย่างอบอุ่น นี่คือชอยส์ที่ยอดเยี่ยมเลย แต่ในมุมของ เฟร็งกี้ อาจไม่ได้คิดอย่างนั้น เหตุผลย่อมแตกต่างออกไป เขาไม่ได้ตัดสินที่อดีตเจ้านายกับเพื่อนร่วมทีมเป็นหลัก บาร์เซโลน่าเป็นสโมสรโปรดอยู่แล้ว นี่คือสถาบันลูกหนังซึ่งเคยบ่มเพาะแข้งดัตช์ชั้นนำมากมาย จนกลายเป็นตำนานที่อยู่คู่กัน เขาย่อมอยากเดินตามรอย พวกนักเตะที่ยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะการได้บูชาครูอย่าง โยฮัน ครัฟฟ์ คงไม่มีอะไรดีไปกว่านี้แล้ว นอกจากนี้บาร์ซ่ายังคงได้เล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอีกต่างหาก นักเตะทุกคนอยากจะได้สัมผัสเกมถ้วยใหญ่ยุโรปอยู่แล้ว เฟร็งกี้ ก็คงไม่แตกต่างกัน หากแมนฯยูไนเต็ดร่วมสังฆกรรมยูซีแอลด้วย ภาษีก็น่าจะดีกว่านี้ ลำพังยูฟ่า ยูโรปาลีก ไม่ช่วยโน้มน้าวอะไร ยังเหมือนฉุดเลเวลนักเตะให้ต่ำลงมาอีก อีกประเด็นที่น่าสนใจและใครต่อใครพูดกันมากที่สุดก็คือ ถ้ามีใจให้จริง เรื่องมันคงไม่ยืดเยื้อเรื้อรังนาน 4 เดือนอย่างนี้หรอก คงได้เห็นความชัดเจนกันแล้ว ให้พูดตรงๆก็คือ เฟร็งกี้ ไม่ได้รู้สึกอะไรกับแมนฯยูไนเต็ด นี่ไม่ใช่สโมสรที่ต้องการจะย้าย ยกเว้นในกรณีที่มีทางเลือกน้อยมากเท่านั้นเอง อีกทั้งปีศาจแดงก็เริ่มท้อและอาจจะถอยทัพกลับแล้ว ไม่คิดจะสู้รบปรบมืออีกต่อไป การเบนเป้าไปเซ็นสัญญา กาเซมีโร่ มีน้ำหนักมากพอสมควร แผงกลางของทีมเริ่มแน่นขึ้น เมื่อได้กองกลางเชิงรับดีสุดคนหนึ่งในโลกฟุตบอลปัจจุบันมาประจำการ สร้างความอุ่นใจได้ไม่น้อย ไหนจะเพิ่งทุบคลังอีก 100 ล้านยูโรเป็นค่าตัว อันโตนี่ งบประมาณไม่น่าจะเหลือเฟือสำหรับการจ่ายอีกเกือบ 100 ล้านเพื่อคว้า เฟร็งกี้ ต่อให้มีข่าวกอสซิปและตั้งข้อสงสัยว่า เฟร็งกี้ บินมาลอนดอนในวันจันทร์ทำไม ในเมื่อ ดอนนี่ ไม่ได้แต่งงานวันนี้ รวมทั้งบาร์เซโลน่าให้นักเตะหยุดพักแค่ 2 วันเท่านั้น มันวุ่นวายสำหรับการเดินทางมาพักต่างประเทศก็ตาม อาจจะใช่ตรงที่ว่าประตูสู่แมนฯยูไนเต็ดของกองกลางดัตช์ยังไม่ล็อกกลอนปิดตายซะเลยทีเดียว แต่มันแง้มเหลือน้อยลงทุกที จนแทบจะผ่านเข้าไปไม่ได้แล้ว หากจะบอกว่าเหลือสัก 1 เปอร์เซนต์ก็คงไม่ผิดนักหรอก แต่อาจมีแฟนผีบางคนบอกว่า เหลือน้อยนิดแต่ก็ยังดีกว่าไม่เหลือเลย ------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #อีก4วันอันวุ่นวาย ]

หากไม่มีอะไรผิดพลาด อันโตนี่ น่าจะเซ็นสัญญากับแมนฯยูไนเต็ดภายใน 2-3 วันนี้ พร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการ หลังทุกสื่อยืนยันในทิศทางเดียวกันว่าอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัมตอบรับข้อเสนอ 100 ล้านยูโรเรียบร้อย นั่นหมายความว่าตลาดเที่ยวนี้ เอริก เทนฮาก น่าจะประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย ต้องการผู้เล่นหน้าใหม่ 5 คน เพื่อมาแก้ไขปัญหาเรื่องคุณภาพของแข้งหลายรายที่ยังไม่ถึงขั้น ไทรีลล์ มาลาเซีย , คริสเตียน เอริกเซ่น , ลิซานโดร มาร์ตีเนซ , กาเซมีโร่ และล่าสุด อันโตนี่ ที่รออย่างเป็นทางการ รวมแล้วใช้งบไปประมาณเหยียบ 250 ล้านยูโรเข้าไปแล้ว ยังไงก็ทะลุ 200 ล้านปอนด์อย่างแน่นอน เป็นไปตามที่ ริชาร์ด อาร์โนลด์ ซีอีโอให้คำมั่นกับแฟนบอลว่าจะทุ่มทุน 200 ล้านปอนด์ เพื่อตบแต่งขุมกำลังให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ทำทุกวิถีทางเพื่อดึงสโมสรกลับมาอยู่ในจุดที่ควรยืนให้เร็วที่สุด อย่างไรก็ตามแม้จะเตรียมต้อนรับสมาชิกใหม่รายที่ 5 แต่ก็ใช่ว่าตลาดซื้อขายของแมนฯยูไนเต็ดจบลงเพียงเท่านั้น ยังเหลือภารกิจให้ต้องสะสางกันไม่น้อยเลย เชื่อกันว่าผู้เล่นขาเข้าอาจมีมาเสริมอีก ส่วนขาออกนั้นอยู่ในข่ายมากมายหลายคน แต่เวลาเหลือน้อยเข้าทุกขณะ แข้งใหม่รายที่ 6 ของปีศาจแดงในซัมเมอร์นี้ คาดว่าจะเป็นผู้รักษาประตู ซึ่งพร้อมยอมรับสถานะมือ 2 เป็นรองจาก ดาบิด เด เคอา รับบทแบ็กอัพอย่างเต็มตัว ก่อนหน้านี้มีนายด่านหลายคนที่โยงกับแมนฯยูไนเต็ด แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีใครมาสืบทอด ดีน เฮนเดอร์สัน ซึ่งถูกปล่อยให้น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ยืมตัว กระทั่งล่าสุดขยับเข้าใกล้ มาร์ติน ดูบราฟก้า ของนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ซึ่งซีซั่นที่แล้วลงเฝ้าเสานิวคาสเซิ่ลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพรีเมียร์ลีกที่จองตัวจริงตั้งแต่แมตช์เดย์ที่ 13 ยาวจนถึงนัดสุดท้ายซีซั่น ผลงานส่วนตัวของ ดูบราฟก้า ใช้ได้เลยทีเดียว ช่วยสาลิกาดงได้มาก อย่างน้อยก็มีส่วนร่วมสำคัญกับภารกิจหนีตายท้ายตารางช่วงครึ่งแรกของฤดูกาล ก่อนจะช่วยทีมบินสูงอย่างน่าประทับใจ หลังจากปฎิทินเปลี่ยนปี อย่างไรก็ตามการมาของ นิค โพ๊พ ส่งผลกระทบหนักมาก เขาสูญเสียตำแหน่งตัวจริง เป็นธรรมดาที่ไม่แฮปปี้จากสถานนะเช่นนี้ แม้หากเลือกย้ายมาแมนฯยูไนเต็ด ก็มีโอกาสจะสำรองของ เด เคอา อยู่ดี ยากที่จะเบียดแย่งได้ แต่ต้องไม่ลืมว่า ดูบราฟก้า น่าจะถูกหมุนเวียนลงเล่นในเกมบอลถ้วยหรือยูโรปาในรอบแบ่งกลุ่ม จากข้อมูลของสื่อและนักข่าวหลายคน การเจรจากำลังเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้าย ปมสำคัญเหลือเพียงแค่นิวคาสเซิ่ลตกลงกับแมนฯยูไนต็ดได้เท่านั้นเอง คาดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร ดูบราฟก้า น่าจะมาเสริมสร้างความอุ่นใจให้ เอริก เทนฮาก ได้ในระดับหนึ่งเลย เพราะเราไม่อาจล่วงรู้ว่า เด เคอา จะบาดเจ็บตอนไหนหรือมีปัญหาฟอร์มหลุด กระทบสภาพจิตใจจนต้องโดนดร็อป ขณะเดียวกันให้จับตาแข้งแนวรุกที่อาจมีมาเพิ่ม แม้ล่าสุด เทนฮาก จะให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ไม่จำเป็นต้องดึงกองหน้าตัวเป้าแล้ว แต่ยังคงให้ความสนใจ โคดี้ กัคโป ตัวรุกจากพีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่นอยู่ ตัวนักเตะเองก็เพิ่งแย้มเอาไว้ อีกไม่นานได้รู้กัน พร้อมทั้งรู้สึกดีที่ อันโตนี่ โยกไปแมนฯยูไนเต็ดด้วย ว่ากันตามตรงประสิทธิภาพผู้เล่นแนวรุกเวลานี้ ยังไม่ดีพอหรอก มาร์คัส แรชฟอร์ด ก็พึ่งพาไม่ได้ เล่นเหมือนเดิม แทบไม่พัฒนาขึ้น ดีจากเกมแดงเดือดแล้วน่าจะหายไปอีกพัก เจดอน ซานโช่ ก็ไม่อาจงัดฟอร์มที่เคยพีกกับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์มาช่วยทีมได้เลย เข้าใจว่าขาดการสนับสนุนจากเพื่อนร่วมทีม บางครั้งโดนโดดเดี่ยวมากเกินไป อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล เปล่งปลั่งผิดหูผิดตาก็จริง แต่สิ่งที่น่าชวนปวดหัวก็คือ ปัญหาอาการบาดเจ็บ ซึ่งคุกคามอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเดี้ยงอีกตามเคยลงเล่นเกมบุกเซาธ์แฮมป์ตันไม่ได้ แอนโธนี่ เอลังก้า ไม่มีประสบการณ์มากพอ ได้ลูกขยันทุ่มเทก็จริง แต่ยังขาดความสม่ำเสมอ ยากมากสำหรับการฝากความหวังให้กับดาวรุ่ง พวกเด็กจากอะคาเดมี่อย่าง อเลฮานโดร การ์นาโช่ เล่นได้ดีเลยในเกมปรีซีซั่นนัดสุดท้ายที่เจอราโย บาเยกาโน่ ทว่าในสายตาของ เทนฮาก อาจจะยังต้องใช้เวลาบ่มให้สุกงอมกว่านี้ซะก่อน ค่อยเปิดโอกาสให้อย่างเต็มที่ การมาของ อันโตนี่ จะช่วยเพิ่มมิติมากขึ้นก็จริง แต่เราต้องรอดูกันต่อว่า กัคโป จะได้ย้ายมาอีกคนหรือเปล่า แน่นอนว่าเคสนี้อาจต้องยึดโยงกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ อย่างเลี่ยงไม่ได้เลย จนถึงตอนนี้เรายังไม่รู้ว่า เขาจะอยู่กับแมนฯยูไนเต็ดต่อหรือไม่ เทนฮาก อาจย้ำคำพูดเดิมๆหลายสิบหน ว่าไม่ต้องการขาย นักเตะอยู่ในแผนของทีม แต่ประเมินจากสถานการณ์ ความเคลื่อนไหวของสื่อต่างๆ โรนัลโด้ ปรารถนาจะย้ายไปทีมไหนก็ได้ ที่เล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฟาบริซิโอ โรมาโน่ ยืนยันเองเลยว่า ฮอร์เก้ เมนเดส กำลังลุยเต็มที่ เพื่อทำตามความต้องการของลูกค้าคนสำคัญ โดยที่ยังไม่รู้ว่าบทสรุปจะออกมาเป็นอย่างไร แมนฯยูไนเต็ดต้องเคลียร์ให้เรียบร้อยด้วย เข้าใจว่าบอร์ดบริหารอยากให้อยู่กับทีมต่อไป เพราะแบรนด์ของ โรนัลโด้ ดึงดูดแฟนบอลได้มากมาย ยอดขายเสื้อก็สูงกว่าใคร ได้รับความนิยมต่อเนื่อง ไม่ว่าอย่างไรก็อย่าบีบบังคับให้ เทนฮาก ทำงานด้วยความยากลำบาก ถ้าหาทางปล่อยออกไปได้ น่าจะดีที่สุดกับทุกฝ่าย นอกจาก โรนัลโด้ ยังมีผู้เล่นอีกกลุ่มที่จะต้องย้ายออก ทั้งในรูปแบบยืมตัวและเซ็นขาดถาวรเลย เจมส์ การ์เนอร์ ,ฟิล โจนส์ รวมถึง อารอน วาน-บิสซาก้า น่าจะหมดอนาคต ส่วนสายเลือดใหม่ทั้ง ซีดาน อิกบาล หรือ ชาร์ลี ซาเวจ ก็ควรได้โอกาสลงเล่น จากการปล่อยให้ทีมอื่นยืมใช้งาน บ่มเพาะประสบการณ์ให้ปีกกล้าขาแข็ง แล้วอย่าลืมว่าแบ็กขวาถ้าปล่อย วาน-บิสซาก้า จริงๆ ก็ต้องหาใครสักคนมาทดแทน ซึ่งก็ต้องรีบจัดการให้เร็วที่สุด เวลาไม่คอยท่าอย่างที่เห็นกัน ลองนับดูภารกิจโค้งสุดท้ายของตลาดดู จะเห็นว่าแมนฯยูไนเต็ดยังต้องสะสางอีกหลายดีลเลยทีเดียว เท่าที่ผ่านมามักเกิดความล่าช้าเสมอ ตลาดเที่ยวนี้ก็ไม่ต่างกัน วนเวียนเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ซึ่งสร้างความยากลำบากให้ เทนฮาก อีกด้วย ฉะนั้นอีก 4 วันจากนี้ จับตาดูสถานการณ์แมนฯยูไนเต็ดให้ดีเลย บางทีอาจเกิดบิ๊กเซอร์ไพรส์ให้ได้ฮือฮากัน ------------------ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #สุดท้ายก็ต้องจ่ายแพงอีก ]

เดดไลน์ตลาดซื้อขายนักเตะซัมเมอร์นี้ เหลือเวลาอีก 5 วันจะปิดทำการ สถานการณ์ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นตามลำดับ ยิ่งงวดเข้ามาเท่าไร หลายทีมย่อมเกิดอาการไฟลนก้นมากเท่านั้น จำต้องเร่งมือปิดดีลตามเป้าหมายให้สำเร็จ โดยเฉพาะพวกทีมใหญ่ ซึ่งต้องเสริมทัพด้วยการใช้งบประมาณพอสมควร ทั้งที่ความจริงแล้ว ด้วยปัจจัยและความพร้อมต่างๆ เหล่าบิ๊กทีมน่าจะเคลียร์เรื่องขุมกำลังให้เสร็จสรรพ ก่อนที่เกมปรีซีซั่นจะมาถึง จะเป็นการเตรียมความพร้อมที่สอดคล้องกับช่วงเวลา เราได้เห็นทีมอย่างแมนฯซิตี้หรือลิเวอร์พูล จัดการดีลสำคัญอย่างรวดเร็ว แสดงถึงความเป็นมืออาชีพ วางแผนมาเรียบร้อย ไม่ต้องมาวุ่นวายจัดกำลังพลในช่วงที่ควรซักซ้อมทำความเข้าใจกัน นักเตะใหม่ควรได้มีเกมลงเล่นก่อน ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก ไม่ว่าใครก็ต้องการเวลาสำหรับการปรับจูนทั้งสิ้น เพื่อทำความคุ้นเคยให้เร็วที่สุด มันชัดเจนว่าหากคุณชักช้าในการเจรจาผู้เล่น ก็ยิ่งตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ โดยเฉพาะตั้งใจให้แข้งดังกล่าวเข้ามาเป็นแกนหลัก สองทีมใหญ่ที่ดูเข้าข่ายคงหนีไม่พ้นเชลซีกับแมนฯยูไนเต็ด ยังคงสาละวนตามล่านักเตะในช่วงเวลาอย่างนี้ต่อไป ซึ่งคาดเดายากด้วยว่า สุดท้ายจะได้ใครมาร่วมทีมบ้าง เชลซีต้องการอีก 2 ตำแหน่งอย่างน้อย เซ็นเตอร์แบ็กกับกองหน้า คาดว่าดีลของ เวสลี่ย์ โฟฟาน่า คงจะบรรลุ หลังยื่นข้อเสนอไป 4 รอบด้วยกัน ตัวเลขจะหยุดที่ 75 ล้านปอนด์ ส่วนแมนฯยูไนเต็ดทุ่มเทกับ อันโตนี่ มากเป็นพิเศษ แต่เงินจำนวน 90 ล้านยูโร ที่แจ้งกับทางอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม โดนปฏิเสธกลับมาเรียบร้อย ต้องปรับให้สูงกว่านี้อีก เมื่อเป็นอย่างนี้สาวกปีศาจแดงย่อมหงุดหงิดไม่น้อยเลย เป็นอีกดีลที่จะต้องลุ้นระทึกหนัก แถมยังมีแนวโน้มจะต้องจ่ายแพงอีก เพราะหากย้อนกลับไปช่วงตลาดเปิดใหม่ๆ อันโตนี่ คือหนึ่งในนักเตะที่แมนฯยูไนเต็ดแสดงความต้องการชัดเจนมาก เอริก เทนฮาก อยากจะสร้างทีมด้วยการมีผู้เล่น ซึ่งรู้จักศักยภาพ มีคู่มือการใช้ มาต่อเติมโครงสร้างให้แข็งแรงยิ่งขึ้น ตอนนั้นค่าตัวอยู่ในเรต 60-70 ล้านยูโร หากมีการเจรจาอย่างจริงจัง ก็มีโอกาสสูงจะปิดดีลได้ อย่างไรก็ตามดูเหมือน เทนฮาก จะมุ่งมั่นกับการตามล่า เฟร็งกี้ เดอย็อง นั่นทำให้ทีมเจรจาโฟกัสไปที่กองกลางดัตช์เป็นหลัก คล้ายว่าต้องดึงมาให้ได้ก่อน ตามโปรเจคต์ที่วางเอาไว้ แต่ก็อย่างที่เห็นกัน สัญญาของนักเตะกับบาร์เซโลน่าเต็มไปด้วยความซับซ้อน เพราปัญหาละเมิดกฎการเงิน ทำให้หาทางออกด้วยการขยายสัญญากันใหม่ในอีกปีถัดมา จนลุกลามบานปลายในเวลาต่อมา ในขณะเดียวกันก็คาดว่า เฟร็งกี้ เองก็ไม่ได้ต้องการย้ายมาเล่นในพรีเมียร์ลีกสักเท่าไรนัก พอใจกับการอยู่บาร์ซ่ามากกว่า แต่ในอีกด้านก็ไม่มีเจตนาจะลดค่าเหนื่อยตามที่สโมสรร้องขอมา อย่างไรก็ตามแมนฯยูไนเต็ดเหมือนมั่นใจว่าต้องปิดดีลสำเร็จ เพราะเบื้องต้นตกลงกับบาร์ซ่าได้แล้ว ในเรื่องของค่าตัวและรายละเอียดต่างๆ เหลือแค่โน้มน้าวนักเตะให้ย้าย ทว่านั่นแหล่ะคือส่วนที่ยากสุดแล้ว คล้ายว่ากำลังเล่นชักเย่อกันไม่มีผิด ตัวนักเตะเองก็ไม่เคยปริปากพูดถึงสถานการณ์หรือความต้องการของตนเลย จนกลายเป็นปริศนาจนทุกวันนี้ กว่าแมนฯยูไนเต็ดจะไหวตัว เปลี่ยนแผนซื้อในตลาดเที่ยวนี้กันใหม่ ก็กินเวลานานหลายเดือน เสียไปกับการเจรจาที่ไม่เกิดผลอะไรเลย นั่นทำให้เร่งมือคุยเรอัล มาดริด กระทั่งคว้า กาเซมีโร่ มาครองโดยใช้เวลาเจรจาเพียงแค่ 4 วันอย่างที่รู้กัน จนถึงตอนนี้ เฟร็งกี้ ก็ยังมีข่าวโยงไม่รู้หยุดหย่อน เพียงแต่ดูห่างมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ได้รู้สึกใกล้เคียงเหมือนช่วงตลาดเปิดใหม่ๆ นอกจากนี้แมนฯยูไนเต็ดก็ต้องวนกลับมาหา อันโตนี่ ซึ่งดูจริงจังอีกครั้ง หลังเงียบไปอยู่ช่วงหนึ่ง อาแจ็กซ์เองไม่ได้มีความตั้งใจจะปล่อยแล้วด้วย อัลเฟรด ชเราเดอร์ กุนซือคนใหม่ซึ่งเข้ามาแทน เอริก เทนฮาก ยืนยันผู้เล่นรายนี้คือแกนหลักสำหรับการสู้ศึกในฤดูกาลใหม่ เมื่อเป็นอย่างนี้การเจรจาก็จะทวีความยากกว่าเดิมไม่ต้องสงสัย เพราะอาแจ็กซ์ไม่ได้มีความตั้งใจจะขายตั้งแต่แรก แล้วมาเปิดฉากคุยในช่วงที่ตลาดใกล้จะวายอีก ฝ่ายบริหารของอาแจ็กซ์เองก็เครียด ยังไงถ้าปล่อยไปก็ต้องหาคนมาแทนให้ทันเวลาด้วย จึงมีการประชุมเกิดขึ้นกันหลายรอบ เพื่อหาทางออกในเรื่องนี้กัน แน่นอนว่าข้อเสนอจากแมนฯยูไนเต็ด ซึ่งเราเชื่อกันว่าน่าจะใกล้ตัวเลข 100 ล้านยูโร มันช่างเย้ายวนใจจริงและหนึ่งในนโยบายของทีมที่สำคัญคือการปลุกปั้นนักเตะ สำหรับขายทำกำไร โอกาสยังคงเปิดกว้างสำหรับดีลนี้อยู่ก็จริง พอมีเวลาให้ได้คุยกันเพื่อหาทางออกที่น่าพอใจทั้ง 3 ฝ่าย แต่ว่ากันตามตรง หากแมนฯยูไนเต็ดจริงจัง อันโตนี่ ตั้งแต่ช่วงแรกๆ น่าจะปิดจ็อบไปเรียบร้อยแล้ว เคสของ อันโตนี่ มันไม่ได้ยากอะไรหรอก หากเราพิจารณาตรงที่ว่า นักเตะเองก็ปรารถนาจะย้ายมาอยู่แล้ว ไม่ได้ปิดบังซ่อนเร้นความรู้สึกเลย อีกทั้งตัวพี่ชายซึ่งเป็นเอเจ้นท์ร่วมก็แสดงออกชัดเจนทางโซเชี่ยลบ่อยๆ ขณะเดียวกันนักเตะก็แข็งขืนดึงดัน ไม่ยอมมาซ้อมตามปกติ จนโดนหั่นชื่อทิ้งจากเกมลีกเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นั่นทำให้ทางอาแจ็กซ์ต้องออกกฎเหล็กเลยว่า จากนี้หากไม่มารายงานตัวตามกำหนด จะปรับโหดวันละ 50,000 ยูโรเลย เอาให้หนักที่สุด คือไม่อยากจะบอกว่าเป็นทางแมนฯยูไนเต็ดทำเรื่องนี้ให้ยากไปเอง ควรเรียบร้อยตั้งนานแล้ว แต่ไขว้เขวไปหมด โฟกัสแต่ เฟร็งกี้ จนสุดท้ายก็ทำท่าจะไม่ได้เอา สำคัญกว่านั้นคือ ต้องจ่ายแพงกว่าเดิมด้วย จากตัวเลขที่คาดว่าจะหยุดที่ 80 ล้านยูโร รวมแอดออนส์เข้าไปด้วย อาจพุ่งไปอีก 20 ล้านยูโร กลายเป็น 100 ล้านเลยทีเดียว ปัญหาที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้ มันเข้าข่ายซ้ำซากเลยจริงๆ มีบทเรียนมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว แต่ก็ยังไม่ปรับปรุงแก้ไข ไม่รู้ว่าต้นตอมาจากอะไรกันแน่ ตอนนี้สถานการณ์ในทีมดีขึ้นมาก ชัยชนะ 2 เกมล่าสุด ถือเป็นผลงานที่ดี ปลดเปลื้องความกดดันได้เยอะเลย แต่ก็ต้องเสริมผู้เล่นที่จำเป็นจริงๆเข้ามาอีก นี่คือช่วงเวลาที่ต้องรีบจัดการ กระนั้นปีศาจแดงไม่มีทางเลือกมากไปกว่า หากอยากได้จริงๆก็ต้องจ่ายเท่านั้นหรอก 100 ล้านยูโรเตรียมไว้ได้เลย หวังว่าคราวต่อไปจะนำไปใช้สรุปบทเรียนได้ดีกว่านี้ด้วย ------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117