breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

[ #เวลาเปลี่ยนแปลงมาถึง ]

กระแส รูเบน เนเวส ตกเป็นเป้าหมายแมนฯยูไนเต็ดและมีโอกาสสูงจะได้ย้ายมาร่วมทีม เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในรอบปีที่ผ่านมา ตอนมกราคมที่ตลาดซื้อขายผู้เล่นเปิดทำการ แมนฯยูไนเต็ดมีปัญหาในแดนกลาง ไม่มีมิดฟิลด์ระดับคุณภาพเป็นแรงขับเคลื่อน เนเวส จึงถูกจับโยงอย่างหนัก จนแฟนๆต่างเรียกร้องผ่านทางโซเชี่ยล ให้สโมสรจัดการปิดดีลมาเถอะ แต่เอาเข้าจริงก็มีแค่ข่าวเท่านั้นเอง ราล์ฟ รังนิก ไม่ได้ผู้เล่นใหม่มาเสริมเลย ทั้งที่ต้องเสีย 3 คนไปให้คนอื่นยืมตัว โดยเฉพาะการปล่อย ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค ให้เอฟเวอร์ตันใช้งานชั่วคราว จากนั้นในช่วงเดือนพฤษภาคม ก่อนฤดูกาลจะจบลงชื่อของ เนเวส พัวพันกับปีศาจแดงอีกแล้ว คราวนี้ยาวนานต่อเนื่องถึงเดือนมิถุนายนเลย ท่ามกลางกระแสว่า เอริก เทนฮาก ผู้จัดการทีมคนใหม่ให้ความสนใจ โดยน่าจะดึงมาเล่น เฟร็งกี้ เดอย็อง ซึ่งเป็นเป้าหมายแรก นั่นจะช่วยแก้ปัญหาแผงกลางได้อย่างดีเลย ในขณะที่นักเตะเองก็ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า อนาคตกับวูล์ฟแฮมป์ตันเริ่มไม่แน่นอนแล้ว เหมือนส่งสัญญาณว่าอาจเกิดการเปลี่ยนขึ้นเร็ววัน "ทุกคนรู้จักฟุตบอลดี ชีวิตนักเตะอาชีพมันสั้นนะ เราต้องไขว่คว้าโอกาสที่มี เราต่างมีความฝันและอยากทำให้มันเป็นจริง แล้วมาดูกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมคงไม่อาจพูดได้มากไปกว่านี้" ไม่ใช่แค่แมนฯยูไนเต็ดเท่านั้น อาร์เซน่อลก็หมายตาไว้เช่นเดียวกัน รวมถึงบาร์เซโลน่าก็แสดงท่าทีชัดเจนว่าต้องการดึงไปร่วมทีม จะว่าไปเส้นทางค้าแข้งของ เนเวส นับว่าน่าสนใจ หากเราลองพิจารณาตามไทม์ไลน์ให้ดี ก่อนจะย้ายมาวูล์ฟส์ เขาเคยถูกโฟกัสในฐานะดาวรุ่งแห่งยุคสมัย ด้วยวัยเพียงแค่ 18 ปี แต่โชว์ผลงานเกินอายุ ถึงขนาดที่ว่าสวมลปอกแขนกัปตันทีมเอฟซี ปอร์โต้ ลงทำศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกมาแล้ว ไม่มีใครอยากเชื่อว่า เนเวส ซึ่งกำลังถูกสโมสรระดับท็อปในยุโรปจับตามองมากมาย กลับตัดสินใจเลือกย้ายมาวูล์ฟส์ในซัมเมอร์ 2017 ด้วยค่าตัวที่คาดว่าตกประมาณ 16 ล้านปอนด์ ถ้าช่วงดังกล่าวหมาป่าแห่งแบล็ค คันทรีอยู่ในพรีเมียร์ลีก ยังไม่น่าแปลกใจเท่าไรนัก แต่พวกเขามีสถานะเป็นทีมในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ ลีกอันดับ 2 ของอังกฤษ แล้วทำไม เนเวส จึงกล้าบ้านบิ่นขนาดนั้น อย่างไรก็ตามเข้าใจได้ไม่ยากนักหรอก เพราะเอเจ้นท์เขาคือ ฮอร์เก้ เมนเดส ซึ่งเวลานั้นมีความสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มทุนจีน ซึ่งเป็นถือหุ้นใหญ่ของวูล์ฟส์และได้รับความไว้วางใจมาก ถึงขั้นที่ว่า เมนเดส มีส่วนเลือกผู้จัดการทีมด้วยซ้ำ นูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต้ ได้รับการแต่งตั้งกุมบังเหียนในซัมเมอร์ 2017 เช่นเดียวกัน พร้อมโจทย์ใหญ่ภารกิจพาวูล์ฟส์เลื่อนชั้นให้ได้ในซ๊ซั่นเดียว นูโน่ คือลูกค้าคนแรกในอาชีพเอเจ้นท์นักเตะของ เมนเดส ตอนนั้นตัวเขายังเป็นผู้รักษาประตูโนเนม ก่อนได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือกันเรื่อยมา ปรากฏว่าวูล์ฟส์ทำสำเร็จ ผงาดคว้าแชมป์เดอะแชมเปี้ยนชิพ ขึ้นสู่พรีเมียร์ลีกอัตโนมัติ ส่วน เนเวส กลายเป็นขุนพลคนสำคัญอย่างแท้จริง เขาคว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งซีซั่นของ PFA รวมถึงควบตำแหน่งยอดดาวรุ่งด้วย เรียกว่าในลีกรองผู้ดี ไม่มีใครเจ๋งไปกว่า เนเวส อีกแล้ว นี่คือหนึ่งในนักเตะที่ เมนเดส ภูมิใจอย่างมาก อนาคตสดใส ตั้งใจจะปั้นให้ดังเปรี้ยงปร้างเลยทีเดียว เมื่อทางเจ้าของวูล์ฟส์พร้อมลงทุน จึงไม่มีเหตุผลที่ เนเวส จะต้องย้ายทีมหรอก ต่อให้ได้รับความสนใจจากหลายทีมพรีเมียร์ลีก รวมทั้งในลีกใหญ่ยุโรปก็ตาม วูล์ฟส์ลงทุนดึง ชูเอา มูตินโญ่ รุ่นพี่ในทีมชาติโปรตุเกส ซึ่งเป็นหนึ่งในคนที่ เนเวส นับถือมากเป็นพิเศษ มาร่วมงานยืนข้างกันแบบพาร์ทเนอร์เลย ในขณะเดียวกัน เนเวส ก็ได้รับการตอบแทน ขยายและปรับปรุงสัญญาฉบับใหม่ลากยาวไปถึงปี 2024 พร้อมรับค่าจ้างเพิ่มเป็น 50,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ซึ่งถือว่าอยู่ในเรตสูงพอสมควร ตลอด 4 ปีกับวูล์ฟส์ในพรีเมียร์ลีก ยิ่งเพิ่มน้ำหนักชัดเจนแล้วว่า เขามีคุณภาพอย่างมาก เป็นกำลังสำคัญเรื่อยมา แทบไม่เจอปัญหาอาการบาดเจ็บเล่นงานอีกต่างหาก ลงสนามอย่างสม่ำเสมอ ฤดูกาล 2018/19 ลงทั้งหมด 35 นัด , ฤดูกาล 2019/20 ลงครบ 38 นัด (ทุกรายการ 54 นัด) , ฤดูกาล 2020/21 เล่น 36 นัดและซีซั่นล่าสุดที่เพิ่งจบไป 33 นัด คุณสมบัติโดดเด่นของเขาจึงไม่ได้อยู่ที่ผลงานในสนามเพียงอย่างเดียว เรื่องของพละกำลังร่างกายที่มีความทรหดอดทน ก็เป็นอีกหนึ่งจุดแข็งด้วย ในขณะทีสไตล์การเล่นก็ตอบโจทย์ฟุตบอลยุคใหม่อีก เพราะเล่นได้ทั้งตำแหน่งเบอร์ 6 และเบอร์ 8 เป็นประเภทไฮบริด สามารถตอบสนองแท็คติกไม่ยากเลย แท็คเกิ้ลหรือปะทะหนักได้อย่างไม่เกรงกลัว เข้าบอลหนักแน่นดุดัน จ่ายได้อย่างแม่นยำ มีทั้งสั้นและยาว ไหนจะอ็อปชั่นเสริมตรงยิงไกลอีก ถามว่าเขาประสบความสำเร็จกับวูล์ฟส์หรือเปล่า? ก็ต้องตอบว่าใช่ แม้จะไม่มีเหรียญรางวัลอะไรนอกจากตอนได้แชมป์เดอะแชมเปี้ยนชิพ แต่การยืนหยัดได้ในระดับนี้ไม่ธรรมดาเลย นอกจากนี้ช่วง 5 ปีที่ผ่านมาในสีเสื้อวูล์ฟส์ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้มากมายเลยและมีนาคมที่ผ่านมา ก็เพิ่งอายุครบ 25 ปี เรียกว่าอยู่ในเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ หากนักเตะปรารถนาย้ายจริง วูล์ฟส์ก็คงต้องยอม สัญญาเหลืออีกเพียง 2 ปี ไม่น่าปลอดภัยสักเท่าไรนัก หากจะขายตอนนี้น่าจะเรียกราคาได้ตามความเหมาะสมแล้ว ถ้าไม่โก่งเกินจริง ก็ย่อมมีทีมสนใจ อย่างไรก็ตามเท่าที่ผ่านมามี 3 สโมสรที่ตกเป็นข่าว บาร์เซโลน่าคงตัดทิ้งไปได้ก่อนเลย ล่าสุดยังเคลียร์ เฟร็งกี้ เดอย็อง ไม่ได้ ไหนจะดึง ฟร็องก์ เกสซิเย่ร์ มาแบบฟรีๆอีกคน อาร์เซน่อลเองก็ยังลังเลกับตำแหน่งนี้เหมือนกัน ในเมื่อไม่อาจปล่อย กรานิต ชาคา ออกจากทีม แล้วที่เหลือยังมี โธมัส ปาร์เตย์ , โมฮัมเหม็ด เอลนินี่ และ อัลเบิร์ต โลก็องก้า ในตำแหน่งเดียวกัยนอีก คงต้องเคลียร์ใครออกสักคนให้ได้ก่อนเพื่อสมดุล แมนฯยูไนเต็ดจึงมีโอกาสมากกว่าใคร หากต้อวการจะปิดดีลจริง เจรจาก็ไม่น่าจะยากอะไรแล้ว หากพิจารณาจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ มีบางสื่อเสนอข่าวในทำนองว่า เนเวส เหมาะกับเป็นแผนสองสำรองเอาไว้ หากว่าไม่ได้ตัว เฟร็งกี้ จริงๆ ซึ่งก็ยังไม่มีความชัดเจนนัก ทางที่ดีสุดได้แต่รอดูเท่านั้น แต่บอกได้เลยว่านี่คือช่วงเวลาเหมาะสมมากสำหรับ เนเวส ที่จะก้าวไปสู่ความท้าทายใหม่ๆ รวมทั้งเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เหมือนอย่างที่เขาบอกเอาไว้นั่นแหล่ะ -- "ชีวิตค้าแข้งมันสั้น ฉะนั้นหากมีโอกาสเข้ามาก็ต้องคว้าเอาไว้" ว่าแต่จะมีทีมไหนหยิบยื่นโอกาสให้บ้างล่ะ? ------------ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #แพสชั่นฟุตบอลใกล้หมด? ]

ในขณะที่เราได้ยินข่าวว่ามีสโมสรปริศนาจากลีกซาอุดิอาระเบีย ยื่นข้อเสนอมหาศาลให้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ สัญญา 2 ปีมูลค่า 250 ล้านยูโร ก่อนที่จะมีการปฏิเสธไป เจสซี่ ลินการ์ด ก็โยงกับทีมจากซาอุดิอาระเบีย ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่าสโมสรอะไร เสนอค่าเหนื่อยให้ 10 ล้านปอนด์ต่อปี เพื่อดึงไปร่วมสร้างสีสัน ฟังดูเหมือนเป็นข่าวลือเลื่อนลอย แต่คนที่จุดประเด็นนี้ขึ้นมาคือ เดวิด ออร์นสตีน นักข่าวคนดังดิ แอธเลติก ดังนั้นจึงคาดว่าพอมีน้ำหนักความน่าเชื่อถือเลย 10 ล้านปอนด์ต่อปีจะตกราว 208,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ รับมากกว่าที่เคยได้จากแมนฯยูไนเต็ดเกินเท่าตัวด้วยซ้ำ เพราะเขามีสถานะเป็นฟรีเอเจ้นท์ ต้นสังกัดใหม่ไม่ต้องจ่ายค่าตัว จึงมีอำนาจต่อรองค่าเหนื่อย แม้วัยจะไม่มากแค่ 29 ปี ยังเหลือเวลาบนเส้นทางค้าแข้งอีกพอสมควร สำหรับนักเตะหลายคนอายุขนาดนี้และเลือกทีมใหม่ได้ น่าจะอยู่เล่นในระดับท็อปลีกของยุโรปต่อไปดีกว่า โอกาสจะเก็บเกี่ยวกอบโกยความสำเร็จ ยังเปิดกว้างพอสมควรเลย รวมทั้ง ลินการ์ด มีสิทธิ์กลับมาติดทีมชาติอังกฤษอีก ตามที่ได้คุยกับ แกเร็ธ เซาธ์เกต ผู้จัดการทีม ซึ่งยื่นเงื่อนไขต้องได้ลงเล่นสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตามเคสของ ลินการ์ด น่าสนใจอย่างมาก จนถึงตอนนี้เขายังไม่ตัดสินใจว่าจะย้ายไปสโมสรไหน แม้จะพัวพันเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ซึ่งเคยถูกปล่อยไปเล่นแบบยืมตัวในครึ่งหลังของซีซั่น 2020/21 ก่อนทำผลงานได้ยอดเยี่ยม ถึงตอนนี่เขาควรชัดเจนเรื่องทีมใหม่ได้แล้ว เพราะเหลือเวลาไม่ถึง 20 วัน ฤดูกาลใหม่พรีเมียร์ลีกจะเปิดม่านฟาดแข้งกันอีก ยังไงก็ต้องปรับตัวพอสมควร ไหนจะต้องเรียกความฟิตฟื้นฟูสภาพร่างกายให้เข้าที่ แต่ข่าวของ ลินการ์ด แทบจะเงียบไม่น่าเชื่อ เคยโยงบางทีมประปราย ก็เงียบหายไปทันที ไม่มีอัพเดตคืบหน้าตามที่ควรจะเป็น พวกแฟนบอลต่างตั้งคำถามในทำนองว่า ตกลงแล้วเขาจะเอาอย่างไรกันแน่ ยังคาดเดาลำบากเลยจริงๆ ในอีกด้าน ลินการ์ด ดูเหมือนสนุกอยู่กับการอัพคลิปต่างๆลงโซเชี่ยล ไม่ว่าจะเป็นท่าแดนซ์ รวมทั้งตีปิงปองที่โพสต์ทาง TikTok ด้วยท่าทีความสุขอย่างมาก ราวกับว่านี่แหล่ะคือสิ่งที่ปรารถนาแท้จริง เราพอจะเข้าใจได้ว่า เขาเป็นคนร่าเริงชื่นชอบความบันเทิง เห็นได้จากพฤติกรรมสารพัดสมัยเล่นให้แมนฯยูไนเต็ด จนเจอเสียงวิจารณ์สะท้อนกลับมาอย่างเผ็ดร้อน เหมือนจะหลาบจำบ้าง แต่พอผ่านไปสักพักก็กลับมาอีก เราได้เห็น ลินการ์ด โชว์ท่าแดนซ์พิสดารกับ ปอล ป็อกบา เพื่อนสนิทที่เติบโตมาจากรั้วอะคาเดมี่รุ่นเดียวกัน รวมถึงเป็นพี่ใหญ่ในสายตาของ มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่พร้อมเดินตามรอยด้วย เห็นได้จากโพสต์ 0.012 % ลงจากอินสตาแกรม จนโดนแฟนบอลด่าแหลก พวกเขาต้องการสื่อว่านี่คือจำนวนเปอร์เซ็นต์ ของนักเตะจากทีมเยาวชนที่ขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ระดับพรีเมียร์ลีกได้ รวมถึงก้าวถึงจุดสูงสุดติดทีมชาติอีกต่างหาก แน่นอนทั้งสองคนต้องภูมิใจในผลงานของตัวเอง แต่จากความรู้สึกแฟนบอลเชื่อว่านี่คือความยโสโอหังและต้องการจะตอบโต้เสียงวิจารณ์ต่างๆ เป็นการเอาคืนแบบคิดว่าตัวเองเจ๋งมาก เมื่อโดนถล่มหนักเข้า ลินการ์ด เริ่มเสียงอ่อย ยอมรับว่านั่นคือพฤติกรรมที่ไม่สมควรเลย พร้อมจะปรับปรุงตัวเองใหม่ รวมถึงเปิดเผยเรื่องชีวิตที่ฟังดูน่าเห็นใจ ต้องรับผิดชอบมากมายในครอบครัว แม่กับตาก็ป่วยอีก จนทำให้เชื่อว่าเขาน่าจะดีขึ้น ไม่ทำอะไรห่ามๆหรือแสดงอาการหลงระเริงเหมือนอย่างที่เคย นอกจากนี้ตอนโดนปล่อยให้เวสต์แฮมยืมตัว ยังได้เห็นความมุ่งมั่นที่จะกลับมาเล่นฟุตบอลอย่างจริงจังอีก แถมถูกเรียกติดทีมชาติอังกฤษ แม้สุดท้ายชื่อจะตกสำรวจไม่ได้ไปเล่นยูโร 2020 ก็ตาม อย่างไรก็ตาม ลินการ์ด น่าจะได้ย้ายไปเล่นทีมอื่นแบบถาวร ตั้งแต่เมื่อฤดูร้อนที่แล้ว หากแมนฯยูไนเต็ดไม่ใช้งานก็ควรปล่อยออกไปเลย แต่สุดท้ายกลายเป็นว่าอยู่ต่อไปแบบงงๆ ไม่แน่ใจว่า โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีมในเวลานั้นหรือทางบอร์ดบริหารรั้งไว้ แต่เขาแทบไม่ได้ลงเล่นเลยในซีซั่นที่เพิ่งจบไป ทั้งที่แทบไม่มีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนเลย เมื่อรวมทุกรายการ 21 นัดว่าไม่เยอะแล้ว แต่หากนับจำนวนนาทีคือ 540 ต้องบอกว่าน้อยอย่างมาก ยืนยันถึงสถานะตัวสำรองถาวรอย่างไม่ต้องอุทธรณ์กันเลยทีเดียว หากไม่คิดจะใช้งาน ทำไมแมนฯยูไนเต็ดไม่ปล่อย ลินการ์ด ไปตั้งแต่ซัมเมอร์เลย อย่างน้อยก็ได้เงินมาก้อนหนึ่งแน่ๆไม่ตำกว่า 15 ล้านปอนด์ พอให้อยู่ก็ไม่ได้ใช้งานอย่างคุ้มค่า แล้วก็มาเสียฟรีนั่นแหล่ะ ส่วนเรื่องทัศนคติของ ลินการ์ด ซึ่งถูกตั้งข้อสงสัย เรื่องนี้ถูกตอกย้ำเรื่อยมา เราเคยได้ยิน เวย์น รูนี่ย์ ให้สัมภาษณ์ไว้ มีอยู่เกมหนึ่งหลังจากแมนฯยูไนเต็ดเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เขาเดินคอตกมากับ ไมเคิ่ล คาร์ริค แต่พอเห็นบรรยากาศในห้องแต่งตัว รู้สึกผิดหวังสุดๆมากกว่าเกมในสนาม เพราะ ลินการ์ด กับ ป็อกบา กำลังเต้นกันอย่างสนุกสนาน ไม่ได้สลดกับความปราชัยของทีมเลย เรื่องอย่างนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับแข้งอาชีพที่เล่นอยู่ในสโมสรระดับท็อป แทนที่คุณจะสำนึกและมองหาความผิดพลาด เพื่อนำมาใช้เป็นข้อแก้ไขในอนาคต กลับไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยสักนิด เรื่องฝีเท้าหรือความสามารถ ลินการ์ด เป็นที่ยอมรับพอสมควร ไม่มีใครติดใจสักเท่าไรหรอก แต่พฤติกรรมนอกสนามต่างหากที่กลายเป็นมนทินแปดเปื้อนเรื่อยมา จนยากที่ล้างภาพเก่าๆได้และตัวเขาก็ไม่คิดเปลี่ยนแปลง ดังนั้นไม่น่าแปลกใจหรอก จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังหาทีมลงไม่ได้ เลยทำให้ถูกมองว่าแท้จริงแล้วเขายังเหลือความตั้งใจจะเล่นฟุตบอลอีกมากแค่ไหนกัน ในขณะที่บรรดากุนซือที่อยากดึงมาร่วมทีม ก็คงต้องชั่งใจไม่น้อยเลย ไม่ว่าอย่างไรมันก็มีความเสี่ยงอยู่ดี ทัศนคติคือสิ่งที่สำคัญไม่น้อยกว่าตัวแปรอื่นเลย ถ้า ลินการ์ด จะตัดสินใจเลือกไปเล่นในลีกซาอุดิอาระเบีย คงไม่น่าเซอร์ไพรส์อะไรนักหรอก มันคือโอกาสที่เขาจะได้ใช้ชีวิตอิสระขึ้น รวมถึงสร้างความมั่นคงด้านเงินทอง ก่อนจะรีไทร์ได้อย่างสบาย เพราะบางทีแพสชั่นฟุตบอลที่มีอยู่ มันเหลือน้อยลงทุกทีและอาจไม่ใช่สิ่งที่ต้องการอีกต่อไปแล้ว ---------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ที่นี่ไม่ต้องการกองหน้า ? ]

ในรอบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยึดพื้นที่สื่อได้อย่างมาก อนาคตของเขาถูกตั้งคำถามอีกจนได้ หลังไม่ยอมมารายงานตัวฝึกซ้อมกับแมนฯยูไนเต็ดตามกำหนด นอกเหนือจากบาเยิร์น มิวนิคและปารีส แซงต์ แชร์กแมงที่ตกเป็นข่าวพัวพันอาจเป็นสโมสรใหม่ฤดูกาลหน้า เชลซีคืออีกทีมที่เข้ามามีเอี่ยวด้วย กระทั่งบาเยิร์นออกมาปฏิเสธ 2 รอบ ไม่ว่าจะเป็น โอลิเวอร์ คาห์น ซีอีโอและ ฮาซาน ซาลิฮามิดซิช ผู้อำนวยการกีฬา กระแสย้ายไปโม่แข้งในบุนเดสลีกาเลยค่อยๆซาลง ส่วนทางเปแอสเช มีข่าวในทำนองว่า ฮอร์เก้ เมนเดส เอเจ้นท์ผู้อยู่เบื้องหลัง เดินทางไปพบปะพูดคุยเสนอนักเตะในความดูแลให้ แต่โดนปัดตกไป เพราะในทีมเวลานี้ซูเปอร์สตาร์แน่น ตัวรุกก็ล้นทีม ไม่มีความจำเป็นอีก ไหนจะเสี่ยงโดนกฎไฟแนนเชี่ยล แฟร์เพลย์เล่นงาน เหลือเชลซีที่ยังพอแง้มประตูไว้ ท็อดด์ โบห์ลี่ เจ้าของร่วมอยากได้แข้งระดับนี้มาเป็นแม่เหล็กดึงดูดความสนใจ อีกทั้งเพิ่งปล่อย โรเมลู ลูกากู กองหน้าตัวเป้าให้อินเตอร์ มิลานยืมใช้งาน สมควรต้องหาใครสักคนมาทดแทน อย่างไรก็ตามในความเห็นของ โธมัส ทูเคิ่ล ผู้จัดการทีมไม่ค่อยชอบใจนัก อาจทำให้บาลานซ์ขุมกำลังเสียไป รู้กันอยู่ว่าแข้งซูเปอร์สตาร์มักเข้ามาพร้อมอภิสิทธิ์พิเศษเสมอ ไม่ว่าอย่างไรก็หลีกเลี่ยงลำบาก หากในทีมมีการปฏิบัติต่อนักเตะทุกคนไม่เท่าเทียมกัน ช่องว่างเยอะเกินไป อาจเกิดแรงกระเพื่อมภายใน นั่นไม่ใช่เรื่องดีต่อผลงานในสนามแน่ ล่าสุด ทูเคิ่ล ยังให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ในลักษณะแบ่งรับแบ่งสู้ ระหว่างนำทัพบินไปปรีซีซั่นที่สหรัฐอเมริกา พร้อมยืนยันว่า โรนัลโด้ มีศักยภาพมากพอ แต่กองหน้าไม่ใช่ตำแหน่งที่ต้องเร่งด่วน ผู้เล่นแนวรับต่างหากที่จำเป็นมากกว่า เรื่องนี้ไม่ได้เป็นความลับเลย เราต่างก็เห็นกันชัดเจนอยู่แล้ว นอกจากนี้ต้องไม่ลืมว่าเชลซีปิดดีลแรกในตลาดเที่ยวนี้มาแล้วคือ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ซึ่งก็เป็นผู้เล่นตัวรุก เมื่อรวมกับพวกที่มีอยู่ ดูเหมือนไม่จำเป็นต้องรีบร้อนหาดาวยิงมาเพิ่มอีก ทั้ง ติโม แวร์เนอร์ , ไค ฮาแวร์ทซ์ , คริสเตียน พูลิซิช และ เมสัน เมาท์ ต่างยังอยู่ในทีม ไม่นับกลุ่มสำรอง คัลลั่ม ฮัดสัน โอดอย รวมถึง มิชี่ บาตชูอายี่ กับ อาร์มันโด โบรย่า ที่กลับมาจากยืมตัวอีก แม้สองคนหลังยังไม่รู้ว่าจะจำหน่ายให้ใคร แบบขายขาดหรือยืมตัว แต่ยังอยู่ในทีมชุดปัจจุบัน เมื่อลองพิจารณาอย่างรอบคอบถ้วนถี่ มันก็เป็นอย่างที่ ทูเคิ่ล ว่าไว้เลยนั่นแหล่ะ โรนัลโด้ ไม่ใช่คนที่จำเป็นสำหรับสถานการณ์เชลซีเวลานี้เลย ที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ ทูเคิ่ล มีประสบการณ์ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก เมื่อครั้งทำงานร่วมกับพวกซูเปอร์สตาร์ตอนคุมปารีส แซงต์ แชร์กแมง ช่วงดังกล่าวมี เนย์มาร์ เป็นขาใหญ่ทรงอิทธิพลมากกว่าใคร ไม่รับบางคนที่ถูกยกให้อยู่ในระดับรองลงมาอีก เขาเคยให้สัมภาษณ์ผ่านทาง Sport1 สถานีทีวีกีฬาของเยอรมัน เหมือนไม่ได้ทำหน้าที่กุนซือหรือเฮดโค้ชในทีมฟุตบอลทั่วไป แต่คล้ายพวกรัฐมนตรีกระทรวงกีฬามากกว่า นอกจากจะสื่อถึงเกมการเมืองภายในที่คงจะดุเดือดเข้มข้นแล้ว หน้าที่บางอย่างซึ่งไม่ใช่ตามบทบาทหน้าที่ ก็ต้องลงไปจัดการเองด้วย แทนที่จะเอาเวลาไปคิดหาทางแก้ไข ปรับปรุงผลงานในสนามให้พัฒนาเดินหน้าสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ ก็ต้องมาเสียเวลาวุ่นวายไปหมด หลังบทสัมภาษณ์นั้นแพร่ออกไปได้ไม่นานนัก ผู้บริหารเปแอสเชได้ยินเข้าก็ขุ่นเคืองทันที มันเหมือนสาวไส้เรื่องภายในบ้านตัวเองเปิดเผยต่อสาธารณะ อย่างนี้มันไม่ถูกต้องหรอก ไม่นานนัก ทูเคิ่ล จึงโดนเชือดกลางอากาศ ทั้งที่เพิ่งพาเปแอสเชกวาดแชมป์ทั้ง 4 รายการในประเทศ รวมถึงหักด่านผ่านเข้าชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ นอกจากเป็นประสบการณ์ไม่น่าจดจำแล้ว ยังกลายเป็นฝันร้ายอีกต่างหาก เขาไม่ควรจะได้รับการตอบแทนเช่นนี้เลย เอาเข้าจริงกุนซือแทบทุกคนอยากทำงานกับนักเตะเก่งๆทั้งนั้นแหล่ะ ใครบ้างไม่อยากได้ล่ะ แต่เมื่อชั่งน้ำหนักซ้ายขวาหาส่วนได้ส่วนเสีย ก็ต้องกลับไปทบทวนกันใหม่ อย่างไรก็ตามเหตุผลที่ ทูเคิ่ล ว่ามานั้น มีบางคนแสดงความเห็นแตกต่างออกไปหรือเกิดสงสัยขึ้นมา เพราะยังไงกองหน้าตัวเป้าหรือเบอร์ 9 ก็น่าจะจำเป็นสำหรับเชลซี ชดเชยการขาดหายไปของ ลูกากู ไม่ใช่หรือ? ต้องยอมรับว่าประเด็นนี้น่าคิดเลยทีเดียว เท่าที่ผ่านมาเชลซีมีปัญหาขาดตัวเข้าทำแบบเด็ดขาด ประเภทโป้งปิดบัญชีทีเดียวจอด ต้องกระจายกันยิง ซึ่งบางเกมก็ไกด้านกันหมด ก่อนจะคว้า ลูกากู เมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว ด้วยค่าตัวสถิติใหม่สโมสรเกือบ 100 ล้านปอนด์เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว เชลซีตกเป็นข่าวตามจีบ เออร์ลิ่ง เบราท์ ฮาแลนด์ แต่ไม่สำเร็จและคอร์สรวมทุกอย่างแล้วน่าจะสูงเกินไป พอได้ ลูกากู มากลับไม่อาจตอบโจทย์ได้อีก ซ้ำร้ายยังกลายเป็นความล้มเหลวครั้งหนึ่งบนหน้าประวัติศาสตร์สโมสรอีกต่างหาก ไม่แน่ใจว่านี่คือผู้เล่นที่ ทูเคิ่ล ต้องการเองหรือทางบอร์ดบริหารมองว่ามีความจำเป็นเลยจัดมาให้ แต่ที่แน่ๆมันไม่เวิร์คเลย นั่นอาจเป็นส่วนหนึ่งก่อให้เกิดกระแสข่าวในทำนอง ทูเคิ่ล ไม่ต้องการใช้งานกองหน้าตัวเป้า แท็คติกหลักที่วางไว้อาจเป็นการเล่นแบบ false9 หลอกว่ามี แต่จริงๆพอเล่นแล้วไม่มีนั่นแหล่ะ อย่าลืมว่าผู้เล่นอย่าง ฮาแวร์ทซ์ , แวร์เนอร์ หรือ พูลิซิช เหมาะใช้งานในลักษณะที่ว่า หรือกระทั่ง เมาท์ เองก็น่าจะปรับเล่นได้ไม่ยากเลย ช่วงท้ายซีซั่นที่แล้ว ทูเคิ่ล ก็แทบไม่ใช้งาน ลูกากู เป็นตัวจริงเลย ประจำการข้างสนามเป็นหลัก จนนักเตะหมดความอดทนเรียกร้องขอย้ายกลับไปอินเตอร์ มิลาน ในขณะเดียวกัน ทูเคิ่ล ก็ยังให้คำตอบไม่ได้ด้วยซ้ำว่า ลูกากู จะกลับมาสู่ทีมอีกหรือเปล่า หลังหมดสัญญายืมตัวในฤดูร้อน 2023 ทั้งหลายทั้งปวงที่ว่ามา ทูเคิ่ล จึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องดิ้นรนดึง โรนัลโด้ มาร่วมทีม ลำพังจะให้ช่วยปลุกกระแสคงไม่ได้ช่วยสักเท่าไรนัก ประสบการณ์ไม่น่าจดจำเมื่อครั้งคุมเปแอสเชหรือแนวทางของแท็คติก ล้วนแต่ฉายภาพชัดเจนแล้ว ทูเคิ่ล คงไม่ต้องการซูเปอร์สตาร์ทีมชาติโปรตุเกส ปล่อยให้อนาคตของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เป็นปริศนาต่อไป เมื่อเชลซียังไม่ใช่ แล้วทีมไหนจะได้ไปครอบครอง ----------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ทัศนคติชนะเลิศ ]

ก่อนตลาดซื้อขายผู้เล่นซัมเมอร์นี้จะเริ่มเปิดทำการ หนึ่งในผู้เล่นที่คาดว่าจะเนื้อหอมมากสุดคนหนึ่ง โดนบรรดาสโมสรใหญ่วิ่งเข้าหาคือ เดแคลน ไรซ์ แต่พอถึงเวลาจริงๆ ทุกอย่างเงียบกริบเหลือเกิน แทบไม่มีข่าวความเคลื่อนไหวว่าเชื่อมโยงย้ายไปเล่นทีมไหนเลย ซึ่งถือว่าผิดปกติอย่างยิ่ง ผลงานของ ไรซ์ ที่ฝากไว้ทั้งในสีเสื้อเวสต์แฮม ยูไนเต็ดและทีมชาติอังกฤษ มันมากสำหรับดึงดูดความสนใจ ท็อปทีมทั้งหลายก็ต้องอยากได้ไปร่วมก๊วน สิ่งที่เราได้เห็นจาก ไรซ์ คือพัฒนาการรุดหน้าอย่างมาก จากกองกลางเบอร์ 6 ที่เน้นเชิงรับ เข้าปะทะดุดัน แย่งบอกเก่ง ครองบอลเหนียวแน่น ก็เพิ่มอ็อปชั่นโดดเด่นในเกมรุกด้วย จนกลายเป็นประเภทบ็อกซ์ ทู บ็อกซ์ วิ่งพล่านทำงานหนักใน 90 นาทีได้อย่างไม่มีปัญหา แล้วในยามทีมต้องการประตูก็พุ่งทะลุไปข้างหน้าอย่างเต็มสูบได้อย่างดี พวกสื่อต่างคาดหมายกันว่าเชลซีจะเป็นตัวเต็งปิดดีล ไรซ์ ได้สำเร็จ เพราะมีบางอย่างยึดโยงกันอยู่ เติบโตมาจากอะคาเดมี่ของทีม ปักหลักตั้งแต่อายุไม่กี่ขวบ ก่อนจะมาแยกทางตอน 14 ปี ในขณะเดียวกันแผงมิดฟิลด์ชุดปัจจุบันของสิงห์น้ำเงิน ส่อเค้าร่วงโรยไปตามกาล เอ็นโกโล่ ก็องเต้ กับ จอร์จินโญ่ อายุทะลุ 30 ปีแล้ว เริ่มบาดเจ็บถี่ขึ้น มาเตโอ โควาซิช ก็เดี้ยงบ่อยกว่าเดิมไม่ต่างกัน อีกทั้งความสัมพันธ์แนบแน่นกับ เมสัน เมาท์ ที่คบหาสมาคมกันตั้งแต่อายุยังน้อย ได้กลับมาร่วมงานกันในทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ คงเป็นเรื่องดีมากๆหากมาเป็นพลังขับเคลื่อนในสโมสรเดียวกัน นอกจากนี้แมนฯยูไนเต็ดและลิเวอร์พูล ยังเป็นอีกสองบิ๊กเนมที่จับตาสถานการณ์ของ ไรซ์ อยู่ตลอดด้วย กองกลางคุณสมบัติเช่นนี้ล้วนเป็นที่ต้องการอยู่แล้ว สุดท้ายชื่อของ ไรซ์ แทบจะไร้ตัวตนในตลาดนี้เลย หลายคนฉงนมากว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทั้งที่กองกลางคนอื่นได้รับความนิยมอย่างมาก เมื่อ 2 วันก่อนทางแอคเคาท์ทวิตเตอร์อย่างเป็นทางการของเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ได้อัพคลิปของ ไรซ์ ซึ่งกลับมารายงานตัวฝึกซ้อมอีกครั้ง ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ไม่มีท่าทีวิตกังวลตึงเครียดให้เห็นเลย เขาเดินเข้ามาในห้องยิม พร้อมทักทายทุกคนอย่างเป็นกันเอง ซึ่งยืนยันได้ชัดเจนเลยว่าแฮปปี้มีความสุขดี พร้อมๆกันนั้นมีข่าวว่า ไรซ์ มีสัญญาสุภาพบุรุษกับเวสต์แฮม โดยจะอยู่ช่วยทีมอีกฤดูกาล จากนั้นค่อยว่ากัน ซึ่งเมื่อถึงเวลาแนวโน้มจะย้ายมีสูงมาก เรื่องนี้ อเล็กซ์ ครู้ก นักข่าวของ Talksport ได้เปิดเผยข้อมูลเอาไว้ ซึ่งเคสในลักษณะนี้ถูกเรียกว่า "gentleman’s agreement" หลายคนน่าจะพอคุ้นเคยกันดี ในขณะที่สัญญาฉบับปัจจุบันของ ไรซ์ จะยาวถึงปี 2025 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า นั่นหมายความว่าหากเวสต์แฮมเลือกปล่อยในซัมเมอร์ 2023 ก็ยังพอเรียกค่าตัวในเรตสูงได้ ไม่จำเป็นต้องหั่นราคาลงมา นอกจากนี้ ครู้ก ยังยืนยันว่าทั้งเชลซีและลิเวอร์พูล แสดงความสนใจอย่างจริงจัง มีการสอบถามเข้ามา เกี่ยวกับความเป็นไปได้ แต่ถูกปฏิเสธไปทันทีทันใด เพราะตัวนักเตะเคลียร์ชัดเจน ไม่มีอะไรต้องค้างคากันอีก อย่างที่รู้กันเชลซีต้องการดึงไปเป็นตัวแทน ก็องเต้ ซึ่งเหลือสัญญาอีกแค่ปีเดียว อนาคตเริ่มไม่แน่นอน แม้จะเป็นแข้งคนโปรดของ โธมัส ทูเคิ่ล ก็ตามที รวมถึงวัยที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อายุการใช้งานยิ่งน้อยลง เชื่อกันว่าคงผ่านจุดพีกมาแล้ว ด้านลิเวอร์พูลเองมีรายงานว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ เร่งหาตัวแทน จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีมคนปัจจุบัน ไรซ์ คือหนึ่งในตัวเลือก เช่นเดียวกับ จู๊ด เบลลิ่งแฮม ซึ่งตกเป็นข่าวโยงว่าจะย้ายมาในซัมเมอร์หน้า อย่างไรก็ตามเมื่อได้รับการยืนยันว่า ไม่ได้มีไว้ขายในตลาดเที่ยวนี้ เรื่องก็เลยเงียบทันที แทบไม่มีความเป็นไปได้เลย นี่คือเหตุสำคัญทำให้ไม่มีข่าว ไรซ์ ย้ายทีมเลย จนเป็นที่มาของความแปลกใจใครต่อใครมากมาย ทั้งที่นักเตะน่าจะได้รับความนิยม บางคนมองว่าค่าตัวที่โดนโก่งเกินจริง ไม่น้อยกว่า 100 ล้านปอนด์คือสาเหตุสำคัญ แต่นั่นแทบไม่เกี่ยวข้องเท่าไร เวสต์แฮมยังคงมั่นใจหากรักษามาตรฐานไม่ต่างจากเดิม รับรองว่าฤดูกาลหน้าก็ปักป้ายขายในเรตนี้ได้สบายๆ เรื่องนี้ต้องชื่นชม ไรซ์ เลยทีเดียว ไม่เคยแสดงอาการงอแงอยากย้ายทีมเลย ตรงกันข้ามพยายามพัฒนาตัวเองต่อเนื่อง มุ่งมั่นทำงานอย่างหนัก เพราะเชื่อว่ายังมีเวลาสำหรับกอบโกยเก็บเกี่ยวทั้งความสำเร็จ ชื่อเสียงและเงินทองอีกมาก ทุกวันนี้เขาเองยกระดับมาเป็นแข้งไอดอลเบอร์หนึ่งในสายตาเดอะ แฮมเมอร์มากมาย แฟนบอลนิยมชมชอบปลาบปลื้ม โดยเฉพาะเมื่อ มาร์ค โนเบิ้ล ผู้ซึ่งถูกเรียกว่า "มิสเตอร์เวสต์แฮม" ประกาศรีไทร์ไปแล้ว ในอีกด้าน ไรซ์ ก็ไม่เคยออกมาเรียกร้องเพิ่มเงินค่าจ้างหรือปรับปรุงสัญญาอะไรทั้งสิ้น หากจะให้อยู่กับทีมต่อไป ตามรายงานระบุว่าเขายินดีจะรับค่าจ้างเท่าเดิมนั่นคือตกราว 65,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ไม่ได้มากติดท็อปไฟฟ์ของทีมขุนค้อนชุดปัจจุบันด้วยซ้ำ เขารับเงินน้อยกว่าทั้ง อัลฟองส์ อเรโอล่า , คูร์ต ซูม่า , อันเดร ยาร์โมเรนโก้ , จาร์ร็อด โบเว่น และ มิคาอิล อันโตนิโอ ซึ่ง 3 คนแรกนั้นมากกว่า 100,000 ทั้งสิ้น ว่ากันตามตรงหากเป็นนักเตะคนอื่น ที่กำลังดังเปรี้ยงปร้าง ถูกพูดถึงอย่างมากในตลาดซื้อขาย ยังไงก็ต้องมีเกี่ยงงอนเรื่องเงินกันบ้างแหล่ะ แต่สำหรับ ไรซ์ น่าจะเป็นเรื่องตรงกันข้าม เพราะเขาเคยเล่าไว้ว่ารู้สึกเป็นหนี้บุญคุณเวสต์แฮมด้วยซ้ำ ที่ยื่นมือมาช่วยเหลือ พร้อมทั้งให้โอกาสในวันที่โดนเชลซีปฏิเสธมา ขณะเดียวกันก็ประทับใจสิ่งที่แฟนๆมอบให้และรู้ดีว่าทุกคนอยากจะเห็นเขาอยู่ช่วยทีมต่อไป แม้จะเข้าใจว่าสโมสรเล็กเกินไปสำหรับผู้เล่นระดับนี้ก็ตาม จากนี้อีก 1 ซีซั่น ไรซ์ พร้อมทุ่มเทเต็มที่สำหรับเป็นเสาหลักให้เวสต์แฮม ไม่ว่าจะพรีเมียร์ลีก บอลถ้วยในประเทศหรือถ้วยยุโรป เมื่อปฏิบัติภารกิจเรียบร้อย ก็น่าจะถึงเวลาเหมาะสำหรับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเชื่อเถอะว่ามีแต่สาวกเวสต์แฮมร่วมแสดงความยินดี อวยชัยให้พรเต็มที่ แม้ลึกลงไปจะเสียดายก็ตาม สำหรับนักเตะวัย 23 ปี ซึ่งมีทัศนคติเช่นนี้ บอกเลยว่าเส้นทางสู่ความยิ่งใหญ่ ถูกปูลาดด้วยพรมแดงไว้แล้ว เดินไปเรื่อยๆ ไม่ต้องรีบร้อน แล้วคุณจะไม่มีทางล้ม พร้อมถึงจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย ------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ล้างยังไงก็ไม่ออก ]

จังหวะชีวิตการเป็นนักเตะอาชีพของ เมซุต โอซิล นับว่าน่าสนใจอย่างมาก เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เฟเนร์บาห์เช่ต้นสังกัดเพิ่งประกาศแยกทางกับ โอซิล เป็นที่เรียบร้อย ทั้งที่ยังเหลือสัญญาอีก 2 ปีด้วยกัน ถือว่ายินยอมพร้อมใจทั้งสองฝ่าย ท่ามกลางปัญหาที่ยืดเยื้อคาราคาซังกันมานาน กว่า 4 เดือนที่ โอซิล โดนจับแช่แข็ง ไม่ได้ลงเล่นมีส่วนร่วมกับเฟเนร์บาห์เช่เลย พร้อมกระแสข่าวความขัดแย้งของเขากับบอร์ดบริหาร รวมทั้งไม่ลงรอยกุนซืออีกต่างหาก อิสมาอิล คาร์ตาล รักษาการณ์กุนซือในเวลานั้น หั่นชื่อของ โอซิล ออกจากทีมด้วยเหตุผลเรื่องสภาพความฟิต นักเตะไม่พร้อมจะลงเล่น ไม่มีประโยชน์จะส่งลงไป ต่อให้เป็นซูเปอร์สตาร์ก็ตาม จากนั้นในเดือนพฤษภาคม เฟเนร์บาห์เช่แต่งตั้ง ฮอร์เก้ เชซุส กุนซือฝีมือดีชาวโปรตุเกสรั้งบังเหียน หลายคนเชื่อว่าโอกาสที่ โอซิล จะได้กลับเข้าสู่ทีมอีกครั้งน่าจะมีมากขึ้น แต่เอาเข้าจริงแล้วไม่ใช่เลย เชซุส ประกาศเปรี้ยงแบบไม่ต้องคิด อดีตดาวเตะทีมชาติเยอรมันจะไม่ได้อยู่ในทีมของเขาอีกต่อไปแล้ว สาเหตุน่าจะมาจาก อาลี คอช ประธานเฟเนร์บาห์เช่ไม่พอใจพฤติกรรมของ โอซิล หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นท่าทางกระฟัดกระเฟียดเมื่อโดนเปลี่ยนตัวออก เหมือนไม่เคารพการตัดสินใจของกุนซือ รวมทั้งเรื่องเงินค่าจ้าง โอซิล ออกมาโวยวายว่าสโมสรจ่ายคลาดเคลื่อนไม่ตรงเวลา แต่ทางเฟเนร์บาห์เช่ปฏิเสธเสียงแข็ง ทุกอย่างตรงตามกำหนดแล้ว ต่อให้สถานะทางการเงินสั่นคลอนก็ตาม ในขณะเดียวกันมีรายงานว่าเฟเนร์บาห์เช่กำลังเผชิญปัญหาใหญ่เรื่องหนี้สินก้อนโตมูลค่า 300 ล้านปอนด์ ซึ่งยากที่จะสะสางหรือเคลียร์ในระยะเวลาสั้นๆ แล้ว โอซิล รับค่าจ้าง 4 ล้านยูโรต่อปี ถือว่าสูงสุดในทีม หากตัดทิ้งได้จริงก็จะประหยัดงบได้อีกก้อนโตเลยทีเดียว นั่นจึงนำไปสู่ทางออกของการยกเลิกสัญญา ซึ่งเป็นความยินยอมของทั้งสองฝ่าย เพื่อจะได้เดินหน้ากันต่อไป ฝากผลงาน 9 ประตู 3 แอสซิสต์ ทิ้งไว้เผื่อใครอยากจำ คล้อยหลังเพียงแค่ 29 นาทีหลังจากตัดขาดกับเฟเนร์บาห์เช่ น่าเหลือเชื่อว่า โอซิล จัดการเซ็นสัญญาเป็นผู้เล่นอิสตันบูล บาซัคเซเฮียร์เรียบร้อย เล่นเอาหลายคนฉงนไปตามๆกัน ทำไมมันรวดเร็วอย่างนี้ คล้ายว่ามีการคุยล่วงหน้ากันไว้ก่อน พอแยกทางจากทางโน้นเสร็จสรรพ ฝั่งบาซัคเซเฮียร์ก็แถลงต้อนรับ โอซิล เป็นแข้งใหม่ทันที เรื่องนี้นับว่าน่าสนใจมากๆ เพราะก่อนย้ายมาค้าแข้งในตุรกี เราเคยได้เห็นบทสัมภาษณ์แบบเปิดใจของ โอซิล ในฐานะกองเชียร์พันธุ์แท้ของเฟเนร์บาห์เช่ พร้อมมุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อสโมสรแห่งนี้ "ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อพักผ่อนอย่างที่ใครคิด แต่เหงื่อของผมจะชุ่มโชกเปียกสโมสรแห่งนี้" เป็นการยืนยันด้วยถ้อยคำที่สวยงามและดูหนักแน่นยิ่งนัก ทำให้แฟนๆต่างคล้อยตาม ช่วยล้างภาพลักษณ์ที่ติดตัวมาจากอาร์เซน่อลได้อีกด้วย อย่างไรก็ดีสุดท้าย โอซิล ก็ยังหนีเรื่องเก่าๆไม่พ้น ข้อกล่าวหาที่โดนดร็อปเพราะฟิตไม่ถึง ไหนจะมีเงินทองมาเกี่ยวข้อง ล้วนแต่เป็นคดีความสมัยเล่นให้อาร์เซน่อลทั้งสิ้น หนักกว่านั้นเห็นจะเป็นการเลือกย้ายไปเล่นให้บาซัคเซเฮียร์อย่างรวดเร็วฉับไว เพราะนี่คือสโมสรที่มีความซับซ้อนไม่น้อยเลย บาซัคเซเฮียร์คือทีมที่ก่อตั้งขึ้นมาใหม่ในทศวรรษ 90 นี่เอง สร้างประวัติศาสตร์อย่างยิ่งใหญ่ครองแชมป์ลีกสูงสุดตุรกีเมื่อ 2 ปีก่อน เป็นที่รู้กันว่าสโมสรนี้ได้รับการสนับสนุนจาก ตายยิป เออร์โดกาน ท่านประธานาธิบดีอย่างเต็มที่ ภาพของท่านผู้นำถูกแขวนไว้บริเวณล็อบบี้สนามฝึกซ้อม รวมทั้งบาซัคเซเฮียร์ยังเลือกสีส้มและฟ้าเป็นสีประจำสโมสรอีกต่างหาก ซึ่งเป็นโทนเดียวกับสีพรรคการเมือง เออร์โดกาน นอกจากนี้ย่านบาซัคเซเฮียร์ยังเป็นฐานที่มั่นสำคัญของท่านผู้นำในแง่การเมืองอีกด้วย ความเชื่อมโยงกันจึงชัดเจนมากๆ จึงมีชื่อเรียกสโมสรแห่งนี้แบบล้อเลียนว่า "Erdogan FC" ไม่ต้องบรรยายให้มากก็พอจะรู้ว่านี่คือทีมใครกันแน่ แต่เมื่อย้อนดูปูมหลัง ยังมีอะไรที่น่าติดตามมากกว่านั้นอีกด้วย ------------------- ย้อนกลับไปเมื่อพฤษภาคม 2018 ก่อนฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายจะเปิดม่านฟาดฟันกัน เมซุต โอซิล พร้อมด้วย อิลคาย กุนโดกัน และ เซงค์ โตซุน กองหน้าทีมชาติตุรกี ได้มอบเสื้อฟุตบอลแสดงความยินดีกับ ตายยิป เออร์โดกาน ที่ชนะการเลือกตั้ง รักษาเก้าอี้ผู้นำเอาไว้สำเร็จ นั่นสร้างความขุ่นเคืองให้ชาวเยอรมันมากมาย เพราะไม่ชื่นชอบท่านผู้นำรายนี้ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นเผด็จการ มักใช้กำลังความรุนแรงปราบพวกที่ไม่เห็นด้วย ไหนจะมีแนวคิดที่เหยียดเชื้อชาติ เข้าข่ายขวาจัดชัดเจน นอกจากนี้ความสัมพันธ์ของเยอรมันกับตุรกีก็ง่อนแง่นเรื่อยมา ในยุคสมัย เออร์โดกาน เป็นประธานาธิบดี จนยากที่จะกลับมาญาติดีกันได้ ดังนั้น โอซิล และ กุนโดกัน ในฐานะแข้งทีมชาติเยอรมัน แม้จะมีเชื้อสายเติร์กจึงถูกชาวเยอรมันโจมตีอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม โอซิล เลือกที่จะตอบโต้เพื่อปกป้องตัวเอง ในขณะที่ กุนโดกัน ปิดปากเงียบปล่อยให้เรื่องมันหายไปกับกาลเวลาเอา นั่นจึงทำให้เคสของ โอซิล ไม่จบง่ายอย่างที่คิด แม้กระทั่ง ไรน์ฮาร์ด กรินเดิล ประธานของสหพันธ์ฟุตบอลเยอรมันก็ออกมาโวยว่าทำตัวไม่เหมาะสม อย่างต้องคำนึงให้รอบคอบ พิจารณาสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันด้วย แฟนบอลบางส่วนจึงเรียกร้องให้ โยกี้ เลิฟ บุนเดสเทรนเนอร์หั่นชื่อสองคนนี้ทิ้งซะ แต่ไม่อาจกดดันอะไรได้นัก ทั้งคู่มีชื่อลุยเวิลด์คัพที่รัสเซียตามคาด แต่เรื่องมาบานปลายเอาตอนเยอรมันแชมป์เก่าตกรอบแรกอย่างหมดสภาพ โดยเฉพาะโดนเกาหลีใต้ทุบนัดสุดท้าย โอซิล กลายเป็นเหยื่อ ด้วยข้อหาเล่นเหยาะแหยะ ไม่ทุ่มเทเต็มร้อย จนต้องประกาศรีไทร์จากทีมชาติ นอกจากนี้ยังมีปัญหากับอาร์เซน่อล โดนโจมตีจากแฟนบอลว่าอยู่ไปแบบวันต่อวัน รับค่าจ้าง 350,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ยังไงก็ไม่ย้ายไปไหน เกาะแน่นเป็นปลิง กระทั่งมกราคมปีที่แล้ว ถึงได้โยกมาเล่นเฟเนร์บาห์เช่ โดยได้เงินชดเชยจากปืนโตมามากกว่า 7 ล้านปอนด์ มาตรฐานของฟุตบอลลีกตุรกี น่าจะเอื้อให้ โอซิล เล่นง่ายขึ้น ไม่หนักเท่าพรีเมียร์ลีก แต่สุดท้ายก็ยังสลัดไม่พ้นเรื่องเก่า นั่นคือไม่มุ่งมั่นทุ่มเท ความฟิตไม่ถึงจึงโดนดร็อป ทั้งที่รับค่าจ้างแพงสุดในทีม ความสามารถของเขาไม่มีใครสงสัยหรือตั้งคำถามหรอก นี่คือนักเตะที่เจ๋งจริงๆ แต่ทัศนคตินั่นแหล่ะที่คอยกดไว้ไม่ให้ไปถึงจุดหมายปลายทาง จากนี้ต้องดูกันต่อว่า ในสีเสื้อบาซัคเซเฮียร์ ซึ่งมีปัจจัยหลายอย่างที่คอยสนับสนุน โดยเฉพาะความเชื่อมโยงกับ เออร์โดกาน ประธานาธิบดีจะไปได้สวยแค่ไหนกัน หากยังวิ่งหนีอดีตไม่พ้น ภาพลักษณ์เก่าๆยังปรากฎให้เห็น คงได้บอกลาชีวิตค้าแข้งกันเลย ---------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ก้าวแรกมันสำคัญ ]

หลังจบเกมแดงเดือดเมืองไทย เอริก เทนฮาก ให้สัมภาษณ์อย่างตรงไปตรงมา เอาตามที่เห็นจริง "เชื่อผมเถอะ เรายังมีความผิดพลาดเกิดขึ้นเยอะและลิเวอร์พูลเล่น 3 ทีม จึงไม่ได้เป็นทีมที่แข็งแกร่งสุด เราจะไม่หลงระเริงไปกับผลการแข่งขันเลย" แน่นอนว่าชัยชนะเหนือคู่แค้นสำคัญ 4-0 ย่อมสร้างความปลาบปลื้มประทับใจให้บรรดากองเชียร์อย่างไม่ต้องสงสัย ต่อให้เป็นเกมอุ่นเครื่องธรรมดาก็ตาม สำหรับสาวกปีศาจแดงที่พักหลังตกเป็นลูกไล่ตลอด แม้กระทั่งเกมนี้ก็ถูกมองว่าเป็นรองพอสมควร เมื่อเป็นฝ่ายข่มมิดชนิดไม่ปล่อยให้ตีไข่แตกอีกต่างหาก ยังไงก็ต้องรู้สึกเป็นธรรมดา ในโลกของการเชียร์ฟุตบอลยุคปัจจุบัน ที่คุณมีพื้นที่ทางโซเชี่ยลให้แสดงความคิดเห็นมากมาย การคว้าชัยในลักษณะนี้มันยอดเยี่ยมสำหรับการเกทับ หยอกล้อหรือใช้โอกาสทวงคืน อย่างไรก็ตาม เทนฮาก ก็พูดไว้ชัดเจนแล้ว นี่เป็นเพียงแค่เกมอุ่นเครื่อง คงนำมาวัดไม่ได้ นอกเหนือจากเก็บความผิดพลาดไว้เป็นการบ้านสำหรับแก้ไขให้ดีขึ้น ก่อนฤดูกาลใหม่จะเปิดฉาก แต่ต้องยอมรับว่าเขาเน้นเป็นพิเศษ เหมือนที่พูดไว้ก่อนหน้านี้ เกมปรีซีซั่นหรืออุ่นเครื่องเรียกพลัง รวมทั้งทดลองแท็คติก อาจไม่ต้องเต็มที่สำหรับบางคน ทว่านั่นไม่ใช่เขาแน่นอน เพราะมีโจทย์ยากที่ต้องแก้อีกมาก นี่คือโอกาสดีเพื่อเทสต์กันแบบจริงจัง เอาเข้าจริงเมื่อกางปฏิทินดูแล้ว แทบไม่มีเวลาหายใจหายคอกันเลย ต้องใช้ทุกนาทีของการฝึกซ้อมให้คุ้มค่า อย่างใน The Match Century Cup 2022 เทนฮาก เลือกจะส่งผู้เล่นชุดใหญ่ ซึ่งคิดว่าดีสุดและเคยเป็นแกนหลักมาจากฤดูกาลก่อน ลงลุยเลยทันที แม้บางแข้งอาจจะเพิ่มมาเข้าแคมป์เก็บตัวฝึกซ้อมไม่นานนัก สภาพร่างกายไม่มีทางเต็มร้อย แต่นั่นคือแนวทางของกุนซือดัตช์ที่น่าจะวางแผนไว้พักใหญ่ ในขณะที่ลิเวอร์พูลมาแบบผิดคาดพอสมควร เจอร์เก้น คล็อปป์ งัดสำรองและดาวรุ่งลงหลายคน โดยเฉพาะแผงแบ็กโฟร์ ซึ่งมีพวกหน้าใหม่มาเข้าเฟรมด้วย จึงยากจะรับมือ 3 แนวรุกของปีศาจแดง ที่มีทั้งดีกรีชื่อชั้นและความสามารถเฉพาะตัว จึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจสักเท่าไร สกอร์ครึ่งแรกหงส์แดงจะโดนฉีกหนีห่าง ซึ่งเป็นเหมือนกระตุ้นให้ คล็อปป์ ต้องเข็นตัวเก่งลงเร็วยิ่งขึ้น นั่นทำให้อรรถรสของเกมเข้นข้นกว่าเดิม 45 นาทีหลังลิเวอร์พูลดีขึ้นชัดเจน แต่อาจขาดๆเกินๆ ในจังหวะสุดท้ายบ้าง ส่วนปีศาจแดงใช้วิธีเล่นสวนกลับฉับพลัน อาศัยว่าพวกยังบลัดแดนหน้าล้วนจัดจ้านว่องไว เลยโจมตีได้น่ากลัวและนำไปสู่ประตูที่ 4 นั่นเอง ส่วนฟอร์มของลิเวอร์พูลที่เห็นว่าย่ำแย่กัน หากว่ากันตามตรง ไม่ได้มีอะไรน่าห่วงเลย ปรีซีซั่นเพิ่มเริ่มมา พวกกำลังหลักก็เก็บตัวกันไม่นาน ความฟิตบางคนอาจแค่ 70 เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ นั่นทำให้ คล็อปป์ ต้องเลือกจัดทัพ ตามสภาพความพร้อม ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเป็นรอง ในขณะที่ เทนฮาก จริงจังตั้งใจ มีเวลาตระเตรียมมากกว่า ไหนบรรดานักเตะก็มีแรงจูงใจด้วย อย่างน้อยต้องสร้างผลงานให้ดี เข้าตาเจ้านายคนใหม่ เพื่อโอกาสในฤดูกาลหน้า การเปลี่ยนแปลงที่มีให้เห็นมากขึ้นก็คือ ผู้เล่นวิ่งกันหนักกว่าเดิม ทำงานกันเป็นทีม พยายามตอบสนองรูปแบบเพรสซิ่ง ทั้งการเล่นงานคู่แข่งและวิธีการแก้เพรส โดยเฉพาะเสียบอลแล้วแย่งกลับมาให้เร็วที่สุด ทุกตำแหน่งของทีม มีปัญหาต้องสะสางทั้งสิ้น หากวัดจากผลงานเมื่อซีซั่นที่แล้ว เรียกว่าแย่กันทั้งยวง พื้นที่ตรงกลางอันหมายถึงคู่มิดฟิลด์ ถูกจับตามองอย่างมาก เฟร็ด ได้กลับมาประสานงานกับ สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ อีกครั้ง เหมือนว่า เทนฮาก ต้องการลองบางอย่าง แม้สองคนนี้ยังคงโชว์ถึงความพยายามวิ่งพล่าน ทำงานให้เยอะที่สุด แต่ภาพรวมก็ยังคงน่าผิดหวังพอสมควร ยิ่งทางฝั่ง แม็คโทมิเนย์ น่าจะรอเวลาปรับจูนเข้าที่เข้าทาง ในขณะที่ เฟร็ด จุดอ่อนเก่าๆ ก็แก้ไขได้ไม่ดีเท่าไร การจับบอลแรกหรือการคอนโทรลที่ควรเยือกเย็นนิ่งกว่านี้ พอครึ่งหลังเปลี่ยน ซีดาน อิกบัล ดาวรุ่งวัย 19 ปีลงมาลองของบ้าง ปรากฏว่าโชว์ข่มรุ่นพี่เลย อย่างน้อยที่สุดสกิลที่ดี การสัมผัสบอลแรก อีกทั้งแก้ไขยามที่โดนฝ่ายตรงข้ามเพรสดีกว่าเห็นๆ มันยิ่งเป็นการตอกหัวหมุดย้ำหนักเข้าไปอีก ทำไม เทนฮาก ถึงโหยหามิดฟิลด์ตัวกลางมาเติมเต็มและต้องเป็น เฟร็งกี้ เดอย็อง เท่านั้น นี่อาจไม่ใช่กองกลางประเภทบู๊สะบั้นอัดไม่เลือกหน้า พร้อมทำลายล้างเกมรุกฝ่ายตรงข้าม แต่ฉลาดพอจะรับมือคู่แข่งได้ทุกรูปแบบ เทคนิคดี มีไหวพริบ เชื่อมเกมจากหลังไปข้างหน้า วางบอลจากแนวลึกแม่น วิสัยทัศน์เยี่ยมและแก้เพรสซิ่งเก่งเหลือเกิน หากคุณพรวดเข้าหาบุ่มบ่ามแบบไม่มีเชิง เพื่อแย่งบอลจาก เฟร็งกี้ คืนกลับมา บอกได้คำเดียวเลยว่าเตรียมตัวจั่วลม จุดที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค คงต้องไล่ตามฟอร์มในอดีตของตัวเองต่อไป แม้จะได้บอสที่รู้ใจ มีคู่มือการใช้งานตั้งแต่สมัยอยู่อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ก็ไม่ได้หมายความว่าจะกลับมาดีเหมือนอย่างเคย แต่แมนฯยูไนเต็ดยังเหลือเตะปรีซีซั่นอีก 5 เกมด้วยกัน เชื่อกันว่าหลายอย่างจะเข้าที่เข้าทางและมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น 3 เกมที่ออสเตรเลีย เจอกับเมลเบิร์น วิคตอรี่ , คริสตัล พาเลซ และ แอสตัน วิลล่า คงได้เห็นบางอย่างเพิ่มเข้ามา ส่วนอีก 2 เกมที่เจอแอตเลติโก้ มาดริดและกลับมาเล่นในโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เป็นเกมแรกในโรงละครแห่งความฝันของ เทนฮาก ถึงตอนนั้นน่าจะลงตัวตามลำดับ พร้อมสำหรับฤดูกาลใหม่ จากบรรยากาศการซ้อมของแมนฯยูไนเต็ดหลายๆครั้งที่เมืองไทย เราต่างได้เห็นความมุ่งมั่นของกุนซือดัตช์ เอาใจใส่แบบใกล้ชิด ตะโกนสั่งการตลอดเวลา เห็นข้อผิดพลาดตรงไหน จี้เลยทันทีไม่รีรอ ในขณะเดียวกัน เทนฮาก ย้ำเสมอว่า ชัยชนะเช่นนี้อาจช่วยเพิ่มความเชื่อมั่น แต่นั่นไม่ใช่ไปหลงเตลิดว่าเรานี่เจ๋งแล้ว จำไว้เลยความผิดพลาดมีอีกเพียบ ด้วยทัศนคติเช่นนี้แหล่ะ ประกายแห่งความหวังสาวกปีศาจแดงเริ่มโชนขึ้นมาบ้าง ไม่ใช่แห้งเหี่ยวเหมือนอย่างหลายครั้งที่ผ่านมา มันอาจเป็นก้าวแรก ที่ไม่อาจพิสูจน์อะไรได้เลย แต่เมื่อคุณเริ่มต้นได้ดี มันการหมายถึงความมั่นคงก้าวต่อไปด้วย แฟนบอลแมนฯยูไนเต็ดจึงตื่นเต้นกับฤดูกาลใหม่มากขึ้น แม้เข้าใจดีว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ต้องใช้เวลาพอสมควรเลยก็ตาม ---------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117 รูปจาก : Fresh Air Festival

[ #หัวใจนักสู้มันเรียกร้อง ]

ตอน เวย์น รูนี่ย์ ประกาศลุกจากเก้าอี้ผู้จัดการทีมดาร์บี้ เคาน์ตี้ ทำเอาแฟนบอลหลายคนเสียดายไปตามๆกัน สาวกแกะเขาเหล็กไม่น้อย เข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมาย ส่วนใหญ่แล้วขอบคุณอย่างมากที่ช่วยเหลือกันมาตลอด เป็นเสาหลักที่คอยโอบอุ้มผู้อื่น นอกจากนี้ยังอวยชัยให้พรด้วย ร้อยทั้งร้อยของกองเชียร์ดาร์บี้ ต่างก็รักและเทิดทูน รูนี่ย์ กันทั้งนั้น คุณงามความดีที่สร้างเอาไว้มันชัดเจนอยู่แล้ว โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ต้องเผชิญหน้าวิกฤต เจ้าของสโมสรกลับหายหัว เหลือแต่กุนซือไว้เป็นที่พึ่งยามยาก เราต่างได้ยินข่าว รูนี่ย์ ควักเงินส่วนตัวออกไปก่อน จ่ายเงินเดือนให้พนักงานและนักเตะ ซึ่งเคว้งคว้างมากในสถานการณ์ดังกล่าว รวมถึงดูแลเรื่องอุปกรณ์อีกมากมาย ที่จำเป็นต้องใช้ในระหว่างสู้ศึกเดอะ แชมเปี้ยนชิพ จนทางดาร์บี้ต้องถูกฟุตบอลลีกสอบสวนอีกรอบ เพราะไม่อาจแก้ไขปัญหาให้ดีขึ้นไปกว่าเดิมได้เลย เจ้าของสโมสรยังหลบอยู่หลังฉาก ไม่ยอมเข้ามาเคลียร์เพื่อเดินหน้ากันต่อ ดาร์บี้แทบไม่มีทางรอดจากตกชั้นได้เลย โดนหัก 2 รอบรวมแล้ว 21 คะแนน แถมขาดแคลนบุคลากรทุกภาคส่วน ไม่ใช่แค่นักเตะอย่างเดียว แฟนบอลต่างทำใจกันล่วงหน้าแล้ว อย่างไรก็ตาม รูนี่ย์ เองนี่แหล่ะ เป็นผู้ปลุกความหวังขึ้นมา แม้สุดท้ายภารกิจจะล้มเหลว แต่ความจริงแล้วต้องบอกว่าประสบความสำเร็จมากกว่า ไม่มีใครคิดหรอกว่า ดาร์บี้จะรวมพลังสู้แบบขาดใจ ท่ามกลางเงื่อนไขและข้อจำกัดสารพัด สร้างความประทับใจให้แฟนบอลที่พร้อมสนับสนุนอยู่เสมอ รูนี่ย์ ได้รับเครดิตอย่างมาก แม้เขาอยากจะต้องการอยู่ข้างหลักคอยผลักดันแบบไม่ให้คนอื่นรู้ก็ตาม ช่วงเอฟเวอร์ตันปลด ราฟาเอล เบนิเตซ ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมและกำลังมองหาใครสักคนมาทำหน้าที่แทน ชื่อของ รูนี่ย์ ถูกโหมขึ้นมาอย่างรุนแรง ในฐานะลูกหม้อเติบโตมากับสโมสร แถมยังเคยรับใช้ถึงสองรอบด้วยกัน อีกทั้งในสายตาเอฟเวอร์โตเนี่ยนต่างมองว่า นี่คือตำนานคนหนึ่ง คล้ายสัญลักษณ์ในยุคใหม่ โดยเฉพาะภาพของแพสชั่นและความทุ่มเท รูนี่ย์ เคยออกมายอมรับว่า ได้รับข้อเสนอจากเอฟเวอร์ตันไปนั่งเก้าอี้ผู้จัดการทีมจริง มันช่างเป็นโมเมนต์น่าภาคภูมิใจอย่างมาก แต่ไม่อาจรับไว้ได้ เพราะมีภารกิจสำคัญรออยู่ นั่นคือต้องการสร้างปาฏิหาริย์ ฉุดดาร์บี้ให้หลุดพ้นจากขุมนรก ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากแสนยาก ราวกับเข็นไดโนเสาร์ขึ้นภูเขาเลยทีเดียว รูนี่ย์ เองก็รู้ว่าโอกาสมิชชั่นคอมพลีท แทบมองไม่เห็นเลย แต่นั่นคือเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก รวมถึงสามัญสำนึกที่ไม่อาจทิ้งคนอื่นไว้ข้างหลังได้หรอก เงินไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของเขาเลย หลังผ่านความสำเร็จในเส้นทางแข้งอาชีพอย่างสวยงาม กอบโกยรายได้มหาศาล ไม่ใช่แค่ค่าจ้างเท่านั้น แต่ยังเป็นพรีเซนเตอร์ให้สินค้าหลากหลายนับไม่ถ้วน พวกสื่อหรือแฟนบอล เคยนำเขากับ คอลีน ภรรยา ไปเปรียบเทียบกับคู่ของ เดวิด เบ็คแฮม กับ วิคตอเรีย ว่าจะก้าวมารับช่วงต่อเป็นคู่รักเซเล็บดัง แต่นั่นไม่ใช่แนวทางของ รูนี่ย์ เลยสักนิดเดียว เขายืนยันว่าตัวเองแตกต่างกับ เบ็คแฮม อย่างสิ้นเชิง นอกจากเรื่องของเกมในสนามแล้ว แทบไม่มีอะไรใกล้เคียงกันสักนิด พูดง่ายๆก็คือ รูนี่ย์ รู้จักตัวตนดีพอ ไม่ได้คิดเตลิดไปว่าเป็นดาราใหญ่ ยังคงใช้ชีวิตเรียบง่าย ใส่เสื้อกล้ามกางเกงขาสั้น ในมือถืออมยิ้มอันใหญ่ เดินอยู่ข้างทาง บางครั้งเราได้เห็น รูนี่ย์ เข้าซูเปอร์มาร์เก็ตและเดินไปซื้อของโซนลดราคา อย่างไม่แคร์สายตาใครเลย เขาเคยเล่าให้ฟังว่า อยากจะทำตัวเองให้เป็นคนธรรมดาที่สุด ไม่ได้เลอเลิศจากไหน ที่ผ่านมาแค่เรื่องของบทบาทหน้าที่เท่านั้นเอง ไม่น่าแปลกใจที่เขาเลือกใช้ชีวิตตามสุขนิยม ไม่ได้คร่ำเคร่งต้องเข้ายิมเล่นเวทเทรนนิ่งให้รูปร่างงามกล้ามเต่งตึง โชว์ซิกแพ็กเรียกเสียงกรี๊ด เหมือนนักเตะอีกหลายๆคน เมื่อมีการนำรูปปัจจุบันของเขาไปเปรียบกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ อดีตเพื่อนร่วมทีมที่อายุมากกว่าด้วยซ้ำ แต่รูปลักษณ์ดูเหมือนแก่กว่าหลายปี รูนี่ย์ ก็ไม่เคยว่าอะไร ยอมรับว่านั่นคือความจริง เมื่อปีที่แล้ว รูนี่ย์ เพิ่งสร้างบ้านหลังใหม่ ไว้รองรับครอบครัวที่ใหญ่ขึ้น เพราะมีสมาชิกใหม่อย่าง คิท โจเซฟ และ แคสส์ แม็ค ลูกชายอีกสองคนเพิ่มเข้ามา คอลีน เป็นคนออกแบบและจัดการเรื่องบ้านเป็นส่วนใหญ่ รูนี่ย์ บอกกับภรรยาด้วยว่า สำหรับเขาขอห้องเล็กๆไว้เป็นสัดส่วนนิดหน่อยพอ ที่เหลือให้ลูกๆอาศัยอยู่อย่างแฮปปี้มีความสุขเลย การมีลูกชายถึง 4 คน อาจทำให้เขาฝากความหวังว่า อาจมีสักคนที่เดินตามรอย ก่อนที่ ไค ลูกชายคนโตจะได้เซ็นสัญญาเป็นนักเตะเยาวชนของแมนฯยูไนเต็ดเป็นที่เรียบร้อย ส่วน รูนี่ย์ เองอยากเดินเส้นทางโค้ชแบบเต็มตัว นั่นคือเหตุผลทำในสิ่งที่หลายคนคาดไม่ถึง โดยเฉพาะภรรยา เมื่อตัดสินใจรับงานคุมดีซี ยูไนเต็ด อดีตต้นสังกัด ที่เคยค้าแข้ง 2 ปีด้วยกัน เขาประสบความสำเร็จอย่างดีเลย ในช่วงบั้นปลายค้าแข้งที่เมเจอร์ลีก ซอคเก้อร์ ซัลโวได้ 25 ประตูจาก 52 เกมและยังคงมีเครื่องหมายการค้าเรื่องความทุ่มเทไม่แปรเปลี่ยน วอชิงตัน โพสต์สื่อที่นั่น รายงานด้วยว่า รูนี่ย์ ไม่ได้เลือกกลับถิ่นเก่าอีกครั้งเพราะเงิน เขาได้ค่าจ้างราว 1 ล้านยูเอสดอลลาร์ต่อปีเท่านั้นหรือคิดเป็นเงินปอนด์ก็ตกราว 800,000 ซึ่งนับว่าน้อยมาก พอเครื่องแลนดิ้งที่สนามบินวอชิงตัน เขาบอกกับแฟนบอลถึงเหตุผลคัมแบ็กว่า มีบางอย่างที่ต้องสะสาง แล้วสถานการณ์ปัจจุบันของดีซี ยูไนเต็ดย่ำแย่อย่างมาก จมรองบ๊วยของโซนตะวันออก ชนะแค่ 5 จาก 17 เกมในซีซั่นนี้ จนต้องมีการเปลี่ยนแปลงกุนซือ คนเก่าอย่าง เอร์นาน โลซาด้า โดนเชือดสังเวยผลงานห่วยแตกเรียบร้อย คาดกันว่า รูนี่ย์ อยากจะกลับมาเพื่อกอบกู้ดีซี ให้คืนสู่จุดที่เคยยืนได้อีก แม้จะเข้าใจว่าเป็นภารกิจแสนโหดหินก็ตาม ในขณะเดียวกันการตัดสินใจครั้งนี้ สื่อบางเจ้ารายงานด้วยว่า คอลีน ไม่ค่อยพอใจเท่าไรนัก เพราะไม่ชอบชีวิตที่สหรัฐฯ อีกทั้งสามีตัวดีมักชอบเข้ากาสิโนบ่อยๆ ส่วนใหญ่ได้มากกว่าเสีย เลยต้องหาทางดึงกลับมาอังกฤษนั่นแหล่ะ นั่นหมายความว่า รูนี่ย์ ซึ่งเดินทางมาคนเดียวก่อน อาจกล้าเสี่ยงขัดใจภรรยา รวมทั้งไม่สนด้วยว่าต้องรอเวิร์ค เพอร์มิตหรือใบอนุญาตอีกเกือบเดือนด้วยกัน ดูเหมือนเขาต้องการความท้าทายมาก ยินดีต่อสู้กับปัญหาใหญ่ อยากรู้ว่าจะฝ่าไปได้แค่ไหน เหมือนตอนเลือกอยู่กับดาร์บี้ต่อไป ด้วยการเมินข้อเสนอจากเอฟเวอร์ตันนั่นแหล่ะ ด้วยความที่มีเลือดนักสู้มาตั้งแต่เด็กๆ การตัดสินใจครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรสำหรับ รูนี่ย์ "เราจำเป็นต้องสู้เพื่อความอยู่รอด" -- เขาเคยเล่าให้ฟังถึงเรื่องราวในวัยเยาว์ ว่าต้องผ่านอะไรมาบ้างกว่าจะถึงจุดนี้ แล้วตามดูกันว่า รูนี่ย์ จะผ่านภารกิจนี้ได้หรือไม่? -------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #หากจะมีสักคนที่เบื่อกว่าใคร ]

ไม่ว่าจะเป็นแฟนบอลแมนฯยูไนเต็ดหรือบาร์เซโลน่า ต่างหงุดหงิดกับสถานการณ์ของ เฟร็งกี้ เดอย็อง มากขึ้นตามลำดับ เกือบ 2 เดือนแล้วที่กองกลางชาวดัตช์ตกเป็นข่าวพัวพันย้ายไปแมนฯยูไนเต็ด จากมีแนวโน้มว่าดีลไม่น่ามีปัญหาและควรจะกลายเป็นแข้งใหม่คนแรกของ เอริก เทนฮาก แต่ก็ยืดเยื้อเหมือนเล่นชักเย่อจนปัจจุบัน ยิ่งได้เห็นข้อมูลจากนักข่าวมากมายและสื่อหลายสำนักนำมาเปิดเผย เราถึงได้รับรู้ว่ามีเงื่อนปมสารพัด เป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ให้เกิดการซื้อขายขึ้นง่ายๆ หลักๆมาจากปัญหาเรื่องค่าจ้าง ซึ่งมีจุดเริ่มมาตั้งแต่ยุคของ โจเซป บาร์โตเมว เป็นประธานสโมสรและเลือกแก้แบบขายผ้าเอาหน้ารอด แค่เอาให้พ้นๆก่อน แล้วค่อยมาว่ากันอีกที ทำอย่างนี้มันไม่จบสิ้นง่ายๆและส่งผลกระทบกระแทกกลางลำเมื่อ โจน ลาปอร์ต้า มารับเผือกร้อนแทน ตามข้อมูลที่มาร์ก้าเปิดโปงไว้ก็คือ เฟร็งกี้ ย้ายมาบาร์เซโลน่าในซัมเมอร์ 2019 มีค่าจ้างราว 14-15 ล้านยูโรต่อปี โดยสัญญายาวถึงปี 2024 รวมแล้ว 5 ปีด้วยกัน พอทีนี้โควิด-19 ระบาดหนัก แต่ละสโมสรอ่วมอรทัยไปตามๆกัน บาร์ซ่าคือทีมใหญ่ที่สาหัสมากกว่าใคร เพราะบริหารแบบเอาเงินในอนาคตมาใช้เยอะเกินไป บาร์โตเมว เลยต้องมาตกลงเรื่องรายละเอียดกับผู้เล่นหลายคนกันอีกรอบ เคสของ เฟร็งกี้ มีการยืดออกไปจากปี 2024 ถึงปี 2026 หรือขยายอีก 2 ปี แต่จะขอปรับค่าจ้างลดลง คือในฤดูกาล 2020/21 เหลือเพียงแค่ 3 ล้านยูโรต่อปีเท่านั้น แต่จะเพิ่มเป็น 9 ล้านในฤดูกาล 2021/22 หรือที่เพิ่งจบไป ทีนี้พอฤดูกาล 2022/23 ที่กำลังจะเปิดฉากมาถึง ค่าจ้างจะอัพเป็น 18 ล้านยูโรต่อปีหรือตกวีกละ 350,000 ยูโร เรียกว่าทวีคูณแบบพรวดพราดเลยทีเดียว นอกจากนั้นยังมีโบนัสอีกก้อน หากเล่นครบตามจำนวนที่กำหนด รับไปเลยอีกปีละ 3 ล้านยูโร เมื่อรวมกับรายได้ปกติอาจพุ่งไป 21 ล้านยูโร ซึ่งจะเป็นอย่างนี้ไปถึงปี 2026 ไม่ใช่แค่นั้นยังมีโบนัสความภักดีคืออยู่จนครบเทอมหรือตามสัญญาระบุอีกก้อนเกือบ 16 ล้านยูโร ซึ่งพวกโบนัสตามความสำเร็จของทีมก็อีกส่วนหนึ่ง ตรงนี้ให้กับนักเตะทุกคนลดหลั่นกันไปตามชื่อชั้นดีกรีความสามารถ เมื่อดีดลูกคิดคำนวณแล้ว หากนักเตะยังอยู่ไปเรื่อยจนครบ 4 ปี บาร์ซ่าอาจต้องจ่ายมากกว่า 100 ล้านยูโรด้วยกัน ช่างเป็นตัวเลขที่โหดร้ายเหลือเกิน ไม่แน่ใจว่า เฟร็งกี้ เต็มใจรับเงื่อนไขนี้มากน้อยแค่ไหนกัน แต่ด้วยสถานการณ์ที่บาร์ซ่าหลังพิงเชือก คงต้องช่วยๆกันไป ไม่อย่างนั้นสโมสรจะเดินหน้าต่อลำบาก อย่างไรก็ดีในอีกด้าน มันเหมือนบังคับให้เขาต้องอยู่กับทีมไปเรื่อยๆ เมื่อถึงตามกำหนดแล้วจะได้เงินค่าจ้างก้อนใหญ่คืนกลับมา เราต้องทำความเข้าใจกันว่า นี่คือข้อตกลงของทั้งสองฝ่าย ซึ่งทางนักเตะก็เห็นดีด้วยแล้ว มีการเซ็นในร่างสัญญาใหม่ไว้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามพอถึงเวลาต้องจ่ายจริงๆ ลาปอร์ต้า เริ่มลังเลแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากมีความคิดจะขาย เฟร็งกี้ ออกจากทีมโดยเฉพาะเมื่อมีข้อเสนอจากแมนฯยูไนเต็ดเข้ามา ตามรายงานระบุว่า ไม่ต้องการขายนักเตะรายนี้หรอก เพราะรู้ดีถึงศักยภาพฝีเท้า ทัศนคติอันยอดเยี่ยม อายุก็ยังน้อย เป็นเสาหลักให้ทีมในระยะยาวได้เลย แต่หากจะเก็บไว้ ต้องมานั่งคุยเรื่องปรับสัญญากันใหม่ คงต้องมีการลดลงจากเดิมบ้าง แล้วเงื่อนไขเหล่านั้น มีมาตั้งแต่ยุค บาร์โตเมว แล้ว หากคุณเป็น เฟร็งกี้ ก็ทำใจยอมรับยาก อุตส่าห์ช่วยเหลือเบื้องต้น รับเงินในปีที่ 2 ของตัวเองน้อยลงแบบฮวบฮาบ เพื่อรอถึงเวลาค่อยได้คืนกลับมา ในขณะเดียวกันมีข่าวอีกด้านว่า เฟร็งกี้ พร้อมย้ายไปแมนฯยูไนเต็ดก็ได้ แต่ต้องให้บาร์ซ่าจ่ายเงิน 17.1 ล้านปอนด์คืนกลับมาก่อน ตัวเลขมาอีกแล้ว ทำไมมันดูวุ่นวายกันอย่างนี้ ตกลงบาร์ซ่ายังติดหนี้นักเตะอีกก้อนหรือ? เรื่องของเรื่องมาจาก เฟร็งกี้ มองว่า 2 ปีที่ผ่านมา บาร์ซ่าขอลดเงินค่าจ้างของตนไปแล้ว เพื่อไปจ่ายในอนาคตจากอีก 4 ปีที่เหลือ อย่างที่อธิบายเอาไว้ แต่ทีนี้หากเขาจะย้ายออก ก่อนรับก้อนใหญ่ หากจะให้แฟร์ๆ บาร์ซ่าควรจ่ายส่วนที่หักไปใน 2 ฤดูกาลล่าสุดก่อนสิ ซึ่งเมื่อรวมกับโบนัสด้วยก็คือ 17.1 ล้านปอนด์นั่นเอง เคสนี้เราเข้าใจอารมณ์ของ เฟร็งกี้ อยู่เหมือนกัน ในเมื่อสโมสรต้องการจะผลักเขาออก แต่เขาเคยช่วยเหลือเอาไว้ ก็ต้องจ่ายชดเชยคืนมาด้วย เพราะนั่นคือเงินค่าจ้างที่ควรได้รับในสถานการณ์ปกติ ยังมีข่าวเพิ่มอีกด้วยว่า บาร์ซ่าอาจจะยอมจ่ายแค่ส่วนโบนัส แล้วปล่อยให้ เฟร็งกี้ ย้ายไปแมนฯยูไนเต็ด ซึ่งก็ตกลงกันลำบากอีก ลำพังเรื่องค่าตัวที่ต่อรองกันระหว่างบาร์ซ่ากับแมนฯยูไนเต็ด ก็น่าปวดกะโหลกอยู่แล้ว นี่ยังมาวุ่นวายกับเงินส่วนตัวอีก อีกทั้งต้องเข้าใจว่า สื่อก็นำเสนอข่าวหรือข้อมูล ซึ่งในบางเคสแตกต่างกันออกไป ทำให้เกิดความสับสนตามมาด้วย ล่าสุด เฟร็งกี้ กลับมารายงานตัวที่บาร์เซโลน่าเป็นวันแรก ตามกำหนดไว้เรียบร้อย เตรียมเข้าแคมป์ฝึกซ้อม ก่อนฤดูกาลใหม่กำลังจะเปิดฉากในเดือนสิงหาคม ขณะที่ทางนักข่าวกาตาลันบางคน ก็แสดงความคิดเห็นส่วนตัวในเชิงว่า กองกลางดัตช์คงจะอยู่กับบาร์ซ่าต่อไป ด้วยเหตุผลหลายอย่างที่นำมามัดรวมกัน ไล่ตั้งแต่ เฟร็งกี้ เพิ่งซื้อบ้านในย่านที่ชื่อว่าเปดรัลเบสไม่นาน มันน่าจะบอกได้ว่า ต้องการลงหลักปักฐานที่บาร์เซโลน่าอย่างมั่นคง ภรรยาของเขาก็แฮปปี้ดี ไลฟ์สไตล์ของบาร์เซโลน่า ตอบโจทย์ความต้องการอย่างแท้จริง วัฒนธรรม อาหาร อากาศ ผู้คน ล้วนแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หากต้องย้ายมาที่แมนเชสเตอร์ ตัวแปรที่ต้องคำอีกอย่างก็คือ เฟร็งกี้ ชื่นชอบบาร์เซโลน่าเป็นทุนเดิม นี่เป็นสโมสรมีประวัติศาสตร์ยึดโยงกับนักเตะดัตช์มากมาย รวมถึงกุนซือที่เคยประสบความสำเร็จด้วย สำคัญไม่น้อยกว่าเรื่องไหน ก็คือแนวทางและสไตล์ของเขา น่าจะเหมาะกับบาร์ซ่าอย่างมาก การได้ร่วมงานกองกลางขั้นเทพอย่าง เซร์กี้ บุสเก็ตส์ รวมทั้งดาวรุ่งไฟแรง พร้อมฉายแสงในอนาคตอันใกล้อย่าง กาบี และ เปดรี ล้วนแต่ดีงามทั้งสิ้น ในขณะเดียวกัน ฤดูกาลหน้าจะเป็นช่วงเวลาสุดท้ายของ บุสเก็ตส์ อีกต่างหาก จบแล้วจะย้ายไปเล่นในเมเจอร์ลีก ซอคเก้อร์ นั่นอาจเป็นโอกาสดีสำหรับ เฟร็งกี้ จะก้าวมาทดแทนเต็มตัว แล้วถ้าย้ายมาแมนฯยูไนเต็ด ยังต้องเผชิญความเสี่ยงว่าจะปรับตัวได้มากน้อยแค่ไหนกัน โอกาสทีมจะประสบความสำเร็จก็ดูแนวโน้มไม่ง่ายเลย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกก็ไม่ได้เล่น มีเพียงแค่ เอริก เทนฮาก เจ้านายคนเก่า ที่พอจะยึดเกาะให้เกิดความเชื่อมั่นได้บ้างเท่านั้นเอง เมื่อพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว เฟร็งกี้ จึงไม่อยากจะย้ายมา ซึ่งจริงๆก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอก แต่ก็ต้องเคลียร์เรื่องเงินกับบาร์ซ่าให้เรียบร้อยด้วย ก่อนจะประกาศกันไปเลยว่าไม่ย้าย แต่ถ้ายังคาราคาซังกันไปอย่างนี้ ข่าวของ เฟร็งกี้ จะยังคงยึดพื้นที่สื่อต่อไป เพื่อรอบทสรุปก่อนตลาดซื้อขายปิดตัวลงในวันที่ 1 กันยายน แฟนบอลหลายคนบ่นว่าเบื่อ แต่บางที เฟร็งกี้ อาจจะเบื่อกว่าหลายเท่าเลย รวมทั้งน่าเห็นใจอีกด้วย --------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #รับมือไหวจริงหรือ ? ]

คริสตอฟ กัลทิเยร์ กุนซือใหม่ป้ายแดงของปารีส แซงต์ แชร์กแมง ได้ตอบคำถามไว้อย่างชัดเจนแล้ว เกี่ยวกับอนาคตของ เนย์มาร์ ด้วยความที่มีกระแสข่าวลือออกมามากมาย จนจับต้นชนปลายไม่ถูกแล้วว่า ดาวเตะบราซิเลี่ยนจะยังอยู่ในแผนการทำทีมหรือไม่ เพราะสโมสรมีการเปลี่ยนแปลงหลายภาคส่วน การมาของ หลุยส์ กัมโปส ในบทบาทผู้อำนวยการกีฬา ซึ่งมีอำนาจจัดเต็มตามแนวทาง ในขณะเดียวกัน กัลทิเยร์ มารับตำแหน่งกุนซือ ก็ล้วนแต่เกิดคำถามมากมาย 2 คนนี้เคยทำงานที่ลีลล์ด้วยกันมาก่อน สามารถปลุกปั้นสโมสรที่ทุนน้อย งบประมาณมีจำกัดจำเขี่ย ประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจ ด้วยการวางระบบและโครงสร้างอย่างดีเยี่ยม พวกเขาดีพอที่จะโค่นเปแอสเชลงได้ คว้าแชมป์ลีกเอิงมาครองในฤดูกาล 2020/21 ทั้งที่เป็นรองแทบทุกอย่าง ชนิดเทียบกันไม่ติดเลย โดยเฉพาะงบประมาณที่ใช้จ่าย พอจบซีซั่นดังกล่าว กัลทิเยร์ ลาออกจากลีลล์ เป็นการเปิดหมวกตาม กัมโปส ที่ชิ่งก่อนหน้าร่วมครึ่งปีด้วยกัน เดิมทีทั้งคู่มีแนวโน้มจะหอบหิ้วกันมาหาความท้าทายในพีเมียร์ลีก เอฟเวอร์ตันพร้อมเปิดประตูต้อนรับ แต่เกิดความผิดพลาดบางอย่าง จนทำให้ กัลทิเยร์ ตัดสินใจอยู่ในลีกเอิงต่อไป แล้วเลือกกุมบังเหียนนีซแทน เขาพานีซจบอันดับ 5 ลีกเอิง รวมถึงเข้าชิงเฟร้นช์ คัพ ในซีซั่นที่เพิ่งปิดฉากไม่นาน นับว่าผลงานเป็นไปตามเป้า แล้วก็เลือกทางเดินใหม่เป็นเปแอสเชนั่นแหล่ะ จึงได้มาบรรจบกับ กัมโปส อีกครั้ง ยิ่งสืบสาวลงลึกไปจะเห็นว่าทั้งคู่ ไม่เคยทำงานในสโมสรระดับท็อปของยุโรปเลย เน้นทีมเล็กๆ ที่มีการลงทุนด้านแมวมองและพัฒนาเยาวชนมากกว่า ซึ่งดูเหมือนจะตอบโจทย์ความสามารถอย่างแท้จริง ดังนั้นเมื่อผันมารับงานใหญ่กับปารีส แซงต์ แชร์กแมง ซึ่งมีทั้งเงินก้อนโตและมวลความหวังขนาดมหึมา คำถามย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา อย่างที่บอกไว้เลยนั่นแหล่ะ ประเด็นที่หลายคนสนใจมากๆ นอกเหนือการจัดระเบียบกำลังพล จะซื้อใครมาเพิ่มเพื่อเป็นจิ๊กซอว์สำคัญ นำทีมผงาดในเวทีใหญ่ยุโรป เรื่องของการทำงานร่วมกับซูเปอร์สตาร์ ก็อยู่ในโฟกัสด้วย ขอบเขตอำนาจมากน้อยขนาดไหน มันน่าติดตามเลยจริงๆ เพราะเท่าที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าผู้เล่นทรงอิทธิพลอย่าง เนย์มาร์ ได้รับอภิสิทธิ์เหนือแข้งอื่นมากมาย พร้อมข่าวลือเชิงลบที่ออกมาไม่หยุดหย่อน ในขณะเดียวกันเมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว ยังไปเจรจา ลิโอเนล เมสซี่ เข้ามาเป็นขาใหญ่ในทีมอีกคน เมื่อรวมกับ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ที่เติบโตปีกกล้าขาแข็ง เข้าสู่โหมดซูเปอร์สตาร์เต็มตัว การปกครองยิ่งยากเป็นทวีคูณ ปมสำคัญเลยก็คือ บอร์ดบริหารของเปแอสเชมักจะดูแลเอาใจใส่ พวกแข้งดาวดังมากเป็นพิเศษ ซึ่งมันไปกดดันทั้ง เลโอนาร์โด้ และ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ เจ้าของเก้าอี้ผู้อำนวยการกับกุนซือชุดที่แล้ว อย่างไรก็ตามจากบทเรียนความผิดพลาดต่างๆ คาดกันว่า นาสเซอร์ อัล เคไลฟี่ ประธานใหญ่ก็น่าจะพอเข้าใจและสรุปได้บ้าง รู้ถึงต้นตอสาเหตุว่าทำไม ถึงไปไม่ถึงเป้าหมายสักที เชื่อกันว่าน่าจะมอบหมายให้ กัมโปส และ กัลทิเยร์ ทำงานตามบทบาทอย่างเต็มที่ หากเบื้องบนมีการลงมาล้วงลูกหรือแสดงความคิดเห็นบ้างคงไม่ว่ากัน จะไม่มีเลยคงเป็นไปไม่ได้ แต่ต้องให้น้อยที่สุด หากไม่มีเงื่อนไขดังกล่าว คงเป็นเรื่องยากที่จะดึงทั้งคู่มาทำงานได้ เพราะต้องไม่ลืมว่าวัฒนธรรมองค์กรของเปแอสเชในยุคนี้ แตกต่างกันมากจากสโมสรที่ กัมโปส และ กัลทิเย่ร์ เคยทำงาน ไม่น่าแปลกใจว่า หลังจากทาง กัมโปส มารับตำแหน่งไม่นาน ก็มีการประโคมข่าวในทำนอง เนย์มาร์ จะโดนเขี่ยทิ้งพ้นทีม ด้วยเหตุผลหลายอย่างมัดรวมกัน มันก็ดูมีน้ำหนักมากพออยู่หรอก ไม่ว่าจะพฤติกรรม ทัศนคติในเกม อาการบาดเจ็บ ล้วนแต่ฉุดไม่ให้ฟอร์มพีกอย่างที่หลายคนคาดหวัง กระทั่งเปแอสเชประกาศอย่างเป็นทางการให้ กัลทิเยร์ เป็นกุนซือคนใหม่ ก็เลยต้องมาตอบคำถามในเรื่องนี้ เขายืนยันมั่นเหมาะ เนย์มาร์ จะยังอยู่ต่อไป ใครบ้างไม่อยากร่วมงานกับนักเตะระดับโลก กุนซือทุกคนต่างถวิลหาทั้งนั้นแหล่ะ ไม่เห็นต้องสงสัยอะไรเลย แต่ข่าวลือยังหลุดออกมาอีกระลอก ในทำนองว่า เนย์มาร์ จำเป็นต้องถูกปล่อยออก เพราะมีเรื่องไฟแนนเชี่ยล แฟร์เพลย์เข้ามาเป็นตัวแปรด้วย ประเด็น 3 ค่าจ้างของซูเปอร์สตาร์ ถูกกระแสกดดันอย่างหนัก โดยเฉพาะฝั่งลาลีกาที่เรียกร้องให้ยูฟ่า ตรวจสอบอย่างจริงจัง ว่าทุ่มจ่ายจนละเมิดกฎการเงินหรือไม่ แล้วไม่นานมานี้ มุนโด เดปอร์ติโบสื่อกาตาลันหรือฝ่ายบาร์เซโลน่า โยนระเบิดไว้อีกลูกด้วยข่าวที่ว่า เอ็มบั๊ปเป้ ต้องการให้ทีมเขี่ย เนย์มาร์ ทิ้งไปซะ ขัดแย้งกับทาง เมสซี่ อยากให้อยู่ต่ออีก ไม่รู้เหมือนกันว่ามุนโดฯ ไปได้ข่าวนี้มาจากไหน นำเสนอไปเหมือนเป็นข่าวลือมากกว่า แต่แน่นอนว่าได้รับความสนใจ ต่อให้ กัลทิเยร์ จะออกมาสยบข่าว เนย์มาร์ จะต้องไม่ไปไหนทั้งสิ้น ก็ไม่อาจช่วยกลบกระแสได้เท่าไรนัก ต้องยอมรับว่านับจากนี้ เอ็มบั๊ปเป้ จะก้าวขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของเปแอสเชเต็มตัว มีอิทธิพลมากกว่าใคร เพราะเขาจะเป็นเสาหลักแนวรุกในอนาคต ส่วน เมสซี่ คงไม่ได้อยู่นานเท่าไรนัก เป็นที่รับรู้กันว่าหากบาร์เซโลน่าไม่มีปัญหาการเงิน คงไม่ได้ย้ายมาแน่ แต่ความสัมพันธ์ระหว่าง เอ็มบั๊ปเป้ กับ เนย์มาร์ ก็เห็นกันว่าอยู่ในขั้นดีเยี่ยม หยอกล้อเล่นหัวกันเสมอ แทบไม่มีความขัดแย้งเลยด้วยซ้ำ เรื่องซูเปอร์สตาร์ในทีมไม่จบง่ายๆเลย ล่าสุดเอล นาซิโอนาลสื่อสเปนอีกเจ้า มองไปไกลถึงขั้นระบุว่า เมสซี่ แจ้งไปยังผู้บริหารเปแอสเชห้ามดึง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ มาเด็ดขาด เพราะทันทีที่มีข่าวว่า โรนัลโด้ ต้องการเผ่นหนีแมนฯยูไนเต็ดในซัมเมอร์นี้แพร่ออกไป ปารีส แซงต์ แชร์กแมงคือหนึ่งในทีมถูกโยงด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย น่าสนใจเหมือนกันว่า กัมโปส กับ กัลทิเยร์ จะรับมืออย่างไร เรื่องบรรดาซูเปอร์สตาร์และข่าวลืออันน่าปวดหัว เพราะการทำงานแบบเงียบสงบ ไม่กระโตกกระตากเหมือนอย่างที่เคย จะไม่มีอีกต่อไปแล้ว น่าสนใจไม่น้อยกว่ากันก็คือ ทั้งคู่จะถูกยอมรับมากแค่ไหนและบรรยากาศในห้องแต่งตัวเป็นอย่างไร มันน่าคิดเลยทีเดียว ในขณะเดียวกัน อัล-เคไลฟี่ จะไม่ลงมาวุ่นวายเจ้ากี้เจ้าการเหมือนอย่างเดิมจริงหรือ เรื่องนี้ก็น่าคิด ยังไม่ทันเริ่มงานแบบจริงจัง เจอพายุข่าวลือท้าทายเข้าไปอย่างนี้ โปรดติดตามตอนต่อไปให้ดี ทิศทางใหม่ของเปแอสเชในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงนับจากนี้ กำลังถูกจับตาเลยจริงๆ กัมโปส กับ กัลทิเยร์ จะไหวแค่ไหนกัน? ------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117