breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

[ #เรื่องสับสนในมุ้งสิงห์ ]

หลายคนสงสัยว่าทำไม ท็อดด์ โบห์ลี่ ซึ่งเป็นเจ้าของสโมสรเชลซีเองแท้ๆ ถึงต้องลงทุนเดินทางไปเจรจากับบาร์เซโลน่า ซึ่งคาดว่าจะเป็นเรื่องซื้อขายผู้เล่น เพราะมันควรจะเป็นบทบาทหน้าที่ของผู้อำนวยการกีฬาหรือฝ่ายบริหารส่วนอื่นมากกว่า จะต้องให้เจ้าของออกโรงเอง ก่อนหน้าเราไม่เคยเห็น โรมัน อบราโมวิช เจ้าของคนที่แล้ว ต้องมาวุ่นวายถลกแขนเสื้อลุยเองอย่างนี้เลย เต็มที่ก็แค่นั่งยิ้มสวยๆอยู่บนบ็อกซ์วีไอพี คอยเอาใจช่วยทีมตัวเองไป หรือเจ้าของทีมอื่นก็ไม่มีใครออกหน้าอย่างว่าหรอก เต็มที่ก็แค่ใช้ระดับประธานสโมสรเจรจา แต่สถานการณ์ของเชลซีตอนนี้ถือว่าไม่ปกติ นอกจาก อบราโมวิช จะหมดอำนาจ ปล่อยให้กลุ่มทุนของ โบห์ลี่ เข้ามารับไม้จัดการต่อ ยังต้องเสีย บรู๊ซ บั๊ค ซึ่งนั่งเก้าอี้ประธานมานานเกือบ 2 ทศวรรษเช่นกัน นอกจากนี้ ปีเตอร์ เช็ก ที่ปรึกษาฝ่ายเทคนิค ซึ่งมีบทบาทพอสมควรในกลุ่มผู้เล่น ก็ลาออกเช่นเดียวกัน ไม่ได้อยู่ช่วยงานเจ้าของใหม่ ตอนนี้เหลือเพียงแค่ มารีน่า กรานอฟสกาย่า ผู้อำนวยการกีฬา ซึ่งเป็นหญิงเหล็กของวงการเท่านั้น แต่อยู่เพื่อช่วยถ่ายทอดงาน คอยประคับประคองเท่านั้น เหมือนเป็นพี่เลี้ยงนั่นแหล่ะ ไม่ได้มีอำนาจตัดสินใจใดๆ ระหว่างที่รอแต่งตั้งผู้อำนวยการคนใหม่ โบห์ลี่ เลยต้องอาสารับหน้าที่แทนไปก่อน เราจึงได้เห็นบินมาถกกับ โจน ลาปอร์ต้า ประธานของบาร์ซ่า ตามที่ตกเป็นข่าวนั่นแหล่ะ เอาเข้าจริงๆ ไม่รู้เหมือนกันว่า โบห์ลี่ ถนัดงานประเภทนี้มากน้อยแค่ไหน รวมทั้งความเข้าใจเกี่ยวกับฟุตบอล ที่ไม่ใช่ NFL ในแบบอเมริกันเกมส์อย่างไร แม้จะคลุกคลีในธุรกิจกีฬา เป็นหุ้นส่วนสำคัญของแอลเอ ด็อดเจอร์ส ทีมเบสบอลชื่อดังในลีกของสหรัฐฯ แต่ในความแตกต่างหลายอย่าง รวมถึงเรื่องของวัฒนธรรม ยังไงก็ต้องมาเรียนรู้เพิ่มกันไม่น้อย มันจึงเป็นเหตุให้แฟนบอลเชลซีตั้งคำถามว่า ทำไมทางกลุ่มทุนใหม่ ไม่ได้มีการเตรียมพร้อมในเรื่องเฟ้นหาทีมงานในตำแหน่งสำคัญ น่าจะรู้อยู่แล้วว่าเมื่อเข้ามา จะต้องเจออะไรบ้าง แล้วผู้อำนวยการฝีมือดียุคนี้ ไม่ใช่ติดต่อสู่ขอมาร่วมงานกันง่ายๆ มีข่าวกับทาง อันเดรีย แบร์ต้า ของแอตเลติโก้ มาดริด แต่ก็เงียบไปแล้ว ส่วนตำแหน่งประธานอย่าง บั๊ค ซึ่งบางคนอาจมองว่าลอยตัว แต่ไม่ใช่เลย นี่คือผู้อยู่เบื้องหลังสำคัญ ช่วยกำหนดยุทธศาสตร์อย่างแท้จริง ทั้งช่ำชองและมากประสบการณ์ รวมทั้งรู้จักเชลซีดีกว่าใคร แม้ปัจจุบันจะถอยมาเป็นที่ปรึกษาระดับซีเนียร์ ยังไม่ได้จากไปแบบเต็มๆ แต่ไม่น่าจะมีอำนาจหรือการตัดสินใจสำคัญ ด้านฝ่ายเทคนิคปกติ เช็ก คอยดูแลอยู่แล้ว นักเตะต่างให้ความนับถือ เพราะเป็นผู้รักษาประตูตำนานสโมสร มีบารมีมากพอสำหรับบทบาทนี้อยู่แล้ว ก็ต้องหาใครสักคนมาทดแทน ในขณะที่กลุ่มรองประธาน พวกหน้าใหม่ที่เข้ามา ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ถือหุ้นนั่นแหล่ะ รวมถึง ฮันส์เยอร์ก วีสส์ เจ้าสัวใหญ่ชาวสวิตเซอร์แลนด์ด้วย ต้องยอมรับว่าเชลซีขาดบุคลากรที่จะทำให้งานในภาคส่วนต่างๆ ขับเคลื่อนได้เหมือนอย่างที่เคยเป็น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลายต่อหลายอย่างสะดุดกึก โดยเฉพาะเรื่องตลาดซื้อขายนักเตะ เรื่องงบประมาณไม่ต้องสงสัย กลุ่มทุนของ โบห์ลี่ ผ่านการกลั่นกรองมาเรียบร้อย มีทุนหนาจริง สามารถซื้อผู้เล่นมาเสริมตามเป้าได้ไม่ยากหรอก แต่ไม่ได้หมายความว่ามีเงินแล้วดีดนิ้ว มันจะเสร็จเรียบร้อยเลย ขั้นตอนสำคัญอยู่ที่การเจรจา โบห์ลี่ ไม่มีประสบการณ์ในเรื่องฟุตบอลมาก่อน ต่อให้ได้ มารีน่า คอยเป็นเงาอยู่ข้างหลัง แต่แค่ชั่วคราว เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมก็จะเปิดหมวกลาและคงไม่เข้ามายุ่มย่ามช่วยตัดสินใจอะไรนัก จนถึงเวลานี้เชลซีตกเป็นข่าวโยงผู้เล่นมากมาย แต่จนแล้วจนรอดยังไม่มีใครเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการเลยสักคน จนแฟนบอลเริ่มกังวลและสับสน ฤดูกาลใหม่ก็คืบคลานมาทุกที ความพร้อมล่ะจะขนาดไหนเมื่อถึงเวลาต้องลุยกัน พวกเขาเสียผู้เล่นแกนหลัก 3 คนแล้วแบบแน่นอน โรเมลู ลูกากู ถูกปล่อยให้อินเตอร์ มิลานยืมตัว อันโตนิโอ รือดิเกอร์ และ อันเดรียส คริสเตนเซ่น เสียฟรีไปลาลีกา นักเตะสัญญาหมด ไม่อาจจับขยายต่อได้ ในขณะเดียวกันมีอีกหลายคนที่อนาคตคลุมเครือ เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนทั้ง ฮาคีม ซิเย็ค , ติโม แวร์เนอร์ , คริสเตียน พูลิซิช , เซซาร์ อัสปิลิกวยต้า , มาร์กอส อลอนโซ่ และ เกปา อาร์ริซาบาลาก้า นักเตะเหล่านี้ล้วนมีข่าวย้ายทั้งหมด เพียงแต่ยังไม่อาจตกลงได้ว่าจะเอาไงต่อดี ทั้งที่ตลาดซื้อขายเปิดมาได้พักใหญ่และเกมปรีซีซั่นที่สหรัฐฯจะเริ่มขึ้นในวันที่ 16 นี้แล้ว ขาออกดูชวนปวดหัวแล้ว ขาเข้าก็ไม่ด้อยไปกว่ากัน อย่างที่บอกนั่นแหล่ะ ยังไม่มีใครเข้ามาเลย ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ซึ่งเป็นเต็งจ๋า ตามข่าวระบุตกลงรายละเอียดส่วนตัวกับนักเตะเรียบร้อยและคุยกับทางแมนฯซิตี้ก็ราบรื่นดี เคาะค่าตัว 45 ล้านปอนด์ เหลือแต่ลงลายเซ็นทางการ แต่แฟนๆก็ยังได้แต่รอกันต่อไป ไม่รู้ว่าเมื่อไรกันแน่ คำตอบเหมือนลอยอยู่ในอากาศ แนวรุกนอกจาก สเตอร์ลิ่ง ยังพัวพัน ราฟินญ่า ของลีดส์ ยูไนเต็ดอีกคนด้วย เช่นเดียวกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซึ่งมีข่าวหนาหูทุกวัน แนวรับที่จำเป็นต้องหาอย่างเร่งด่าน ในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ก ก็โยงทั้ง มัทไธจ์ส เดอลิกต์ , มิลาน สคิเนียร์ , ชูลส์ กุนเด้ และ เนธาน อาเก้ เด็กเก่า แต่ก็ต้องชะเง้อคอรอคอยกันต่อไป ตรงกลางมีชื่อของ เฟร็งกี้ เดอ ย็อง ไปเกี่ยวข้องด้วย ยิ่งทาง โบห์ลี่ เดินทางไปถึงบาร์เซโลน่า ยังไงก็ต้องมีการสอบถามแหล่ะ ไม่ใช่แค่เรื่องจัดระเบียบกลุ่มที่อยู่หรือย้ายเข้าออกเท่านั้น ยังต้องจับตาดูเรื่องสัญญาฉบับใหม่ของใครต่อใครหลายคน ตามนโยบายของ โบห์ลี่ คือต้องรักษาทั้ง เมสัน เมาท์ และ รีซ เจมส์ เด็กปั้นจากอะคาเดมี่ ซึ่งเป็นเหมือนสัญลักษณ์ไว้ให้ได้ จึงต้องพยายามยืดสัญญา ล่าสุดมีข่าวว่ารุกคุย เจมส์ ในขณะที่ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ กับ จอร์จินโญ่ 2 ห้องเครื่อง ก็เหลือสัญญาแค่คนละปีเท่านั้นเอง จะปล่อยให้หมดแล้วเดินออกไปฟรีในซัมเมอร์หน้าคงไม่ได้ ลองนึกภาพตามภารกิจเหล่านี้แล้ว ให้น่าเหนื่อยใจแทน โบห์ลี่ จริงๆ นั่นถึงกับต้องบินลุยเองเลย ยิ่งนานวันเข้าก็ยิ่งกดดัน เวลาหายใจรดต้นคอมาทุกที น่าเห็นใจไม่น้อยกว่าใครก็คือ โธมัส ทูเคิ่ล ผู้จัดการทีมนั่นแหล่ะ ต้องกล้ำกลืนยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วแก้ปัญหาค้างคากันไปทีละจุด แต่ถ้าผลงานไม่เป็นใจ ไม่ใช่อย่างที่แฟนบอลคาดหวัง ต้องเป็นเขาอีกนั่นแหล่ะรับผิดชอบ เชลซีจะผ่านปัญหาเหล่านี้ทันกรอบเวลาตามกำหนดหรือเปล่า บอกตามตรงว่ามองไม่ออกเลยจริงๆ ---------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #จากร็อบเบนถึงเฟร็งกี้ ]

ต้นปี 2004 อาร์เยน ร็อบเบน ตกเป็นข่าวย้ายมาร่วมทีมแมนฯยูไนเต็ดอย่างหนัก คาดว่าพอถึงช่วงซัมเมอร์น่าจะปิดดีลกันเรียบร้อย สื่อแทบทุกสำนักในเวลานั้นต่างโหมข่าวกันอย่างต่อเนื่อง เพราะมีข้อมูลว่า เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้เชิญ ร็อบเบน และครอบครัวมายังโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดและศูนย์ฝึกแคร์ริงตัน เพื่อจะได้ซึมซับความยิ่งใหญ่ เป็นแรงบันดาลใจให้เซ็นสัญญาด้วย นอกจากนี้ยังให้เกียรติอย่างเต็มที่ ดินเนอร์ร่วมกันในบรรยากาศสุดยอด คุยเรื่องฟุตบอลกันอย่างออกรส จนทาง ร็อบเบน ประทับใจมากๆ นั่นคือ "Red Carpet" หรือแผนพรมแดง ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธวิธีที่ เฟอร์กี้ นำมาใช้เพื่อโน้มน้าวจิตใจแข้งที่ต้องการดึงเข้ามา เปรียบไปก็คือปูพรมแดงให้เดินอย่างหรูหรา เลี้ยงดูกันเต็มที่ ใครเจออย่างนี้เข้าก็ใจอ่อนระทวยทั้งนั้นแหล่ะ นั่นไม่นับวาทศิลป์ชั้นครูของ เฟอร์กี้ ที่สามารถกล่อมให้คู่สนทนาคล้อยตามได้ไม่ยากเลย หลังผ่านพิธีการต้อนรับคราวนั้นเรียบร้อย พวกนักข่าวต่างคาดกันว่าคงไม่มีปัญหาอะไร ร็อบเบน จะได้เป็นสมาชิกใหม่ปีศาจแดง มาชูเสื้ออย่างเป็นทางการในช่วงฤดูร้อนที่ตลาดซื้อขายนักเตะจะเปิดทำการ ช่วงเวลาใกล้เคียงกันมีโปรแกรมทีมชาติ ร็อบเบน ในวัยเพิ่งครบ 20 ปี ถูกเรียกติดทัพฮอลแลนด์ด้วย ปรากฏว่าเขากดเปรี้ยงด้วยเท้าซ้ายข้างถนัดเต็มข้อ บอลพุ่งวาบกระแทกตาข่ายอย่างหมดจด ผู้บรรยายเกมตะโกนดังลั่น "Are you watching Man Unite fan?" หมายถึงพวกแฟนผีดูกันอยู่หรือเปล่า นี่ไงว่าที่แข้งใหม่ของพวกคุณ ฝีเท้าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ในขณะเดียวกันทีมชุดนั้นก็มี รุด ฟาน นิสเตลรอย เป็นกองหน้าตัวชูโรงอยู่แล้ว หากได้ ร็อบเบน ซึ่งเป็นชาวดัตช์เหมือนกัน มาเป็นตัวสนับสนุนอีก จำนวนประตูน่าจะถล่มทลาย สาวกแมนฯยูไนเต็ดบางคนยังแสดงความเห็นด้วยว่า อยากให้มาแทน คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซึ่งเพิ่งย้ายมาปีแรก แต่ผลงานเช้าชามเย็นชาม หาความแน่นอนไม่ได้ เน้นแต่สับหลอกมากเกินไป ขาดการเล่นแบบทีม อย่างไรก็ดี เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อสุดท้ายกลายเป็นเชลซีที่โผล่พรวดมากระชาก ร็อบเบน ในช่วงซัมเมอร์ ท่ามกลางอาการมึนงงของแฟนปีศาจแดง ทำไมถึงมาลงเอยอย่างนี้ได้ แฮร์รี่ ฟาน ไรจ์ ผู้บริหารระดับสูงของพีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่นต้นสังกัดนักเตะ ออกมาเปิดเผยว่า แมนฯยูไนเต็ดยื่นข้อเสนอมาสุดถูกแค่ 7 ล้านยูโรเท่านั้นเอง เหมือนเจตนาจะกดราคากัน อาจเพราะใช้แผนพรมแดงไปแล้ว เชื่อว่าจะกดดันพีเอสวีได้ ยังไงนักเตะก็มีแรงปรารถนาอยากย้ายมา แต่พีเอสวีไม่สนใจ ปฏิเสธกลับไปทันควัน เพื่อให้ทางแมนฯยูไนเต็ดกลับไปพิจารณากันใหม่อีกครั้ง แล้วค่อยมาเพิ่มเงินบนโต๊ะเจรจา ระหว่างที่แมนฯยูไนเต็ดหายเงียบไปนั่นเอง จู่ๆเชลซีก็พุ่งเข้าหาเลย ข้อเสนอจำนวน 18 ล้านยูโรหรือมีมูลค่า 12.1 ล้านปอนด์ในเวลานั้น มาอยู่ตรงหน้าของพีเอสวีแล้ว เมื่อคุยกับนักเตะเรียบร้อย ไม่มีปัญหาอะไรขัดข้อง ร็อบเบน เลยทำเซอร์ไพรส์มาเปิดตัวกับเชลซีแทน ต้องยอมรับว่าเวลานั้นศักยภาพทางการเงินของเชลซีแข็งแกร่งเหลือเกิน โรมัน อบราโมวิช หอบฟ่อนธนบัตรมาเทคโอเวอร์ในปี 2003 แล้วก็กว้านซื้อผู้เล่นเท่าที่ต้องการมาอย่างไม่หยุดหย่อน กระทั่งแต่งตั้ง โชเซ่ มูรินโญ่ รับตำแหน่งผู้จัดการทีมแทน เคลาดิโอ รานิเอรี่ ในฤดูร้อน 2004 ประตูสู่เดอะ บริดจ์ จึงได้เปิดต้อนรับ ร็อบเบน ด้วยเช่นเดียวกัน ในขณะเดียวกันมีรายงานว่า ปีเตอร์ เคนย่อน ซึ่งรับบทซีอีโอของเชลซี เป็นผู้อยู่เบื้องหลังดีลนี้ด้วย มันน่าสนใจตรงที่ เคนย่อน คืออดีตผู้บริหารของแมนฯยูไนเต็ดมาก่อน แต่พอทำดีล โรนัลดินโญ่ หลุดมืออย่างไม่น่าเชื่อ 1 ปีก่อนหน้า กลายเป็นหนึ่งในตัวแปรให้ลุกจากเก้าอี้ แล้วมารับงานที่เชลซีแทน เคสนี้ทำเอาแฟนผีโกรธแค้นไม่น้อย เคนย่อน รู้จักและน่าจะมีข้อมูลของแมนฯยูไนเต็ดอยู่บ้างและนั่นเอื้อต่อเชลซี ในการแข่งขันบนเวทีตลาดนักเตะ อย่างไรก็ตามเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ร็อบเบน เปิดปากให้สัมภาษณ์ด้วยตัวเอง ถึงสาเหตุที่ไม่ได้ย้ายไปแมนฯยูไนเต็ดในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นเพราะไม่มีข้อเสนอยื่นเข้ามาเลยต่างหาก เขายอมรับว่าได้ร่วมโต๊ะกินข้าวกับ เฟอร์กี้ พูดคุยเรื่องฟุตบอลอย่างออกรสออกชาติ ตอนนั้นก็เชื่อว่าน่าจะลงเอยกันด้วยดี หากยึดตามข้อมูลของ แฮร์รี่ ฟาน ไรจ์ บอร์ดบริหารพีเอสวี ที่บอกว่ามีข้อเสนอครั้งเดียวจากแมนฯยูไนเต็ด แต่น้อยเกินกว่าจะรับไหว น่าจะพอสอดคล้องกัน ข้อเสนอที่เป็นไปไม่ได้ อาจไม่ใช่ข้อเสนอที่แท้จริง อย่างน้อยพีเอสวีมองว่า ถ้าอยากได้นักเตะตามที่พูดไว้ ก็ต้องกล้าทุ่มทุนกันบ้าง บางที เฟอร์กี้ อาจเปลี่ยนความคิด ไม่อยากคว้าตัว ร็อบเบน แล้วก็เป็นไปได้เช่นเดียวกัน ก่อนที่จะจ่ายหนักเกือบ 30 ล้านปอนด์ กระชาก เวย์น รูนี่ย์ มาจากเอฟเวอร์ตัน แต่ในความรู้เชื่อของใครหลายคน คิดว่าทำพลาดหลุดมือเองต่างหากและนั่นคือเปิดประตูให้เชลซีเข้ามาเอี่ยวด้วย ก่อนหยิบชิ้นปลามันไปกินอย่างสบายใจ ภาษาฟุตบอลเรียกดีลประเภทนี้ว่า "ไฮแจ็ค" คือไปขโมยดักอุ้มกันเลยทีเดียว ------------------- ตัดภาพมายังปัจจุบัน แมนฯยูไนเต็ดยังไม่อาจปิดดีล เฟร็งกี้ เดอย็อง ได้เลย ทั้งที่เจรจากันมานานนับเดือนแล้ว พวกสื่อเปิดเผยข้อมูลต่างๆมากมาย ที่ทำให้เป็นอุปสรรค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าจ้างของ เฟร็งกี้ ในปีที่ 4 ซึ่งบาร์เซโลน่าจะต้องจ่ายก้อนโตกว่าเดิมมากหรือเงินที่ติดค้างกันอยู่ แต่จะรับผิดชอบจ่ายแค่เล็กน้อย รวมทั้งเงินค่าตัวการันตีก้อนแรก ซึ่งยังคงเกี่ยงกันอยู่ เช่นเดียวกับแอดออนส์หรือโบนัสจ่ายตามเงื่อนไข แม้ว่านักข่าวคนดังมากมาย จะนำเสนอไปในทิศทางเดียวกันว่า มีความคืบหน้าในการพูดคุย แต่ก็เป็นไปอย่างเชื่องช้าเหลือเกิน จังหวะเดียวกันนั้นสื่อบางเจ้าก็โหมข่าวว่า เชลซีเตรียมตัวปาดหน้า ด้วยการยื่นเงินก้อนใหญ่ราว 50 ล้านปอนด์ แถมจะส่ง เซซาร์ อัสปิลิกวยต้า และ มาร์กอส อลอนโซ่ 2 แข้งที่บาร์ซ่าต้องการแนบไปด้วย แม้ทาง โจน ลาปอร์ต้า ประธานใหญ่ จะสนใจเรื่องเงินก้อนแรกอย่างเดียว แต่หากข้อเสนอนี้เป็นจริง ก็ย่อมเรียกร้องความสนใจได้เช่นเดียวกัน ระหว่างที่แมนฯยูไนเต็ดมัวแต่ยืดเยื้อชักช้า เพราะมั่นใจว่าน่าจะปิดจ็อบได้ ให้คอยระวังหลังให้ดี เชลซีพร้อมเสมอที่ปาดหน้าแซงคว้าไป อีกทั้งพวกเขามีเงินทุนพร้อม ไหนจะได้เล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกด้วย ย่อมมีแรงดึงดูด เฟร็งกี้ ไม่น้อยเลย จาก อาร์เยน ร็อบเบน เมื่อ 18 ปีก่อนจะเป็นอุทาหรณ์ได้แค่นั้น ไม่นานคำตอบน่าจะถูกเฉลย -------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ต้องซ่อมและสร้างพร้อมกัน ]

เมื่อ 2 ปีที่แล้วระหว่างทำหน้าที่กูรูพันดิตหรือผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์เกมทาง Sky Sports รอย คีน ได้เล่าถึงประสบการณ์ช่วงซ้อมสมัยเป็นนักเตะแมนฯยูไนเต็ดให้ฟัง ทุกวันอังคารหรือพฤหัสบดีตามปกติจะมีโปรแกรม แบ่ง 2 ทีมฝั่งละ 11 คน ลงโม่กันแบบเหมือนเกมจริง คล้ายว่าเป็นการซ้อมเพื่อให้ซึมซับไว้รองรับแมตช์เดย์ หลายคนอาจคิดว่าแค่ซ้อมไม่น่าต้องจริงจังตั้งใจอะไรนัก แต่นั่นไม่ใช่แมนฯยูไนเต็ดในยุคดังกล่าว มันตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เพราะบรรยากาศระอุดุเดือดราวกับว่าเดิมพันกันด้วย 3 คะแนนและมีแฟนบอลนับหมื่นคอยส่งเสียงเชียร์ บางครั้งมันเข้มข้นยิ่งกว่าการเล่นเกมจริงด้วยซ้ำ ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน ปะทะหนักหน่วง เสียบสกัดไม่ยั้ง ทุ่มทั้งตัวเหมือนไม่ใช่เพื่อนร่วมทีม ไม่มีใครอยากเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ยิ่งความพยายามชิงความได้เปรียบในแดนกลางนับว่าเป็นพื้นที่สีแดงอย่างแท้จริง หวดกันโครมคราม คีน มักจับคู่กับ นิคกี้ บัตต์ อีกฝ่ายมี สโคลส์ ชูโรง สีหน้าท่าทางขึงขังเอาจริงทุกวินาที จนบางครั้งอัดกันรุนแรงเกิน มีเคล็ดขัดยอกเลยเถิดขั้นบาดเจ็บ ซึ่งเราเคยได้ยินข่าวพวกนักเตะเดี้ยงตอนซ้อม มักจะมาจากแบ่งข้างโซ้ยกันนี่แหล่ะ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เคยปรามให้เพลาๆลงบ้าง เดี๋ยวจะขึ้นเตียงพยาบาลกันหมด แต่นั่นกลายเป็นดีเอ็นเอของผู้เล่นปีศาจแดง ซึ่งถ่ายทอดส่งต่อกัน จนบางคนเรียกว่าวัฒนธรรม เพราะใครซ้อมเหยาะแหยะ เล่นแบบเอื่อยเฉื่อย โอกาสจะหลุดจากตัวจริงหรือได้ลงเล่นก็มีน้อยเป็นเงาตามตัว ผลงานตอนซ้อมจึงสำคัญ ส่วน คีน ซึ่งในศักดิ์เป็นกัปตันทีม จะคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ใครที่มองแล้วอ่อนซ้อมจะโดนตวาดเสียงแข็งแบบเรียงตัวเลย ดังนั้นพวกดาวรุ่งจึงต้องตั้งใจฝึกฝนกันเต็มที่ ไม่อย่างนั้นเจอกินหัวแน่ๆ ขนาด ริโอ เฟอร์ดินานด์ ยังเคยเล่าไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติ ตอนย้ายมาใหม่ๆในปี 2002 ได้ร่วมซ้อมครั้งแรก ด้วยความที่กดดันเจอนักเตะชั้นนำมากมาย เวลาได้บอลเลยมักส่งคืนหลังหรือออกข้าง นั่นทำให้ คีน ของขึ้นปรี๊ดทันที ตะโกนลั่นได้ยินทั่วกันว่า นี่หรือกองหลังค่าตัว 30 ล้านปอนด์ ดีแต่ส่งบอลกลับหรือออกด้านข้างเพื่อเอาตัวรอด มันต้องโชว์ศักยภาพเปิดบอลไปข้างหน้าสิ ริโอ ยอมรับว่ารู้สึกอับอายมาก แต่นั่นเหมือนกระตุ้นให้เกิดความกล้าที่จะเล่นตามสไตล์ตัวเองมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ คีน ยังสอนพวกนักเตะรุ่นหลังอีกว่า ยามที่เราซ้อมแบบทุ่มเท มันจะกลายเป็นความคุ้นเคยเมื่อลงสู่สนาม ยิ่งทำต่อเนื่องทุกวัน สุดท้ายจะเป็นออโต้ไพรอตหรืออัตโนมัติ ลองนึกภาพพวกพ่อครัวหรือเชฟต่างๆ ที่เราได้เห็นปรุงอาหารกันอย่างคล่องแคล่วว่องไว ในทุกขั้นตอนอย่างน่าทึ่ง นั่นมาจากการฝึกฝนจนชำนาญและกลายเป็นความเคยชิน ง่ายดายเหมือนพลิกฝ่ามือ ซึ่งสำหรับคนที่ไม่คุ้นอาจจะยากมากๆ การซ้อมฟุตบอลก็ไม่แตกต่างกัน ผลงานในสนามจะช่วยสะท้อนได้อีกทางว่า ซ้อมกันมาอย่างไร หากฟังจากคำบอกเล่าของ สตีฟ แม็คคลาเรน ซึ่งปัจจุบันรับบทหนึ่งในทีมงานผู้ช่วยของแมนฯยูไนเต็ด เกี่ยวกับการคุมทีมซ้อมของ เอริก เทนฮาก ต้องบอกว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง สมัยเป็นกุนซือของทเวนเต้ในเอเรดิวิซี่ ลีกเมื่อปี 2008 แม็คคลาเรน เคยมี เทนฮาก เป็นผู้ช่วย ซึ่งทำหน้าที่คุมการซ้อมเป็นหลัก จะเป็นคนบริหารจัดการรูปแบบต่างๆเอง ได้นำวิธีใหม่น่าทึ่งมาใช้ จนเป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญนำไปสู่ความสำเร็จ ความใส่ใจแบบทุกกระเบียด ละเอียดรอบคอบมาก บวกด้วยเป็นพวกหัวก้าวหน้า นั่นคือคุณสมบัติหลักของ เทนฮาก ซึ่งถูกทำนายไว้จากคนใกล้ชิดหลายๆคนที่เคยร่วมงานกันว่า ต้องเป็นกุนซือที่ดีในอนาคต ลำพังแค่คำบอกเล่าเก้าสิบ มันอาจมีการใส่สีตีไข่ เพิ่มอะไรต่อมิอะไรให้ได้อรรถรสอลังการยิ่งขึ้น จนกว่าจะได้เห็นแบบชัดๆนั่นแหล่ะ กระทั่ง เทนฮาก มาเริ่มงานจริงจังในฐานะกุนซือคนใหม่แมนฯยูไนเต็ด เราถึงได้เห็นคลิปการฝึกซ้อมต่างๆ พร้อมทั้งช่วยสนับสนุนว่าเก่งในเรื่องนี้จริง มีคลิปบางช่วงบางตอนระหว่างซ้อมสัมผัสบอลแรก รับส่งกันให้แม่นยำ เคลื่อนไหวอย่างกลมกลืน ถูกนำมาเผยแพร่ด้วยและมีช็อตที่ผิดพลาดกันง่ายไป เทนฮาก ถึงกับออกปากบ่นเลยทีเดียว แน่นอนใครที่ได้ชมคลิป ต่างมีท่าทีขำขันหรือถ้าเป็นแฟนผีก็ปวดหัวตึ้บ เพราะการรับส่งบอลซึ่งเป็นเบสิกพื้นฐานสำคัญ ยังดูขาดๆเกินๆเห็นได้ชัด อาจด้วยเหตุผลว่าเพิ่งมารวมตัวกันฝึกซ้อมไม่นาน ต้องใช้เวลาปรับตัวให้คุ้นเคย สนิมอาจจะเกาะไปบ้าง รวมทั้งไม่ค่อยได้ซ้อมกันในลักษณะนี้เท่าไร แม้จะเป็นขั้นเบสิกก็ตาม ไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนอะไร จากนั้นก็มีบางคนนำคลิปสมัย เทนฮาก คุมผู้เล่นอาแจ็กซ์ซ้อม แบบเล่นลิงชิงบอล ที่โชว์ถึงความแม่นยำในการรับส่ง สัมผัสบอลแรกอันยอดเยี่ยม รวมถึงเคลื่อนไหวสอดประสานลงตัวมาเป็นตัวเปรียบเทียบอีก นั่นทำให้ผู้เล่นแมนฯยูไนเต็ดชุดปัจจุบัน ยิ่งดูแย่หนักขึ้นกว่าเดิม แต่ต้องบอกก่อนว่าเป็นแค่คลิปช่วงสั้นๆ จะนำมาเป็นมาตรฐานวัดทั้งหมดหรือสรุปเปรี้ยงไปเลยคงไม่ได้หรอก อย่างไรก็ตามเราได้รู้ถึงปัญหาของแข้งแมนฯยูไนเต็ดเรื่อยมา โดยเฉพาะช่วงที่ ราล์ฟ รังนิก เป็นผู้จัดการทีมรักษาการณ์ มีการนำมาเปิดเผยในที่สาธารณะเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทัศนคติหรือสภาพความฟิตที่ไม่ถึงขีดพอ นอกจากการเล่นไม่ค่อยเป็นทีมสะเปะสะปะ จับต้นชนปลายไม่ถูก เรื่องความแข็งแกร่งสภาพร่างกายก็เกิดคำถามเช่นเดียวกัน ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกที่ เทนฮาก จะต้องออกกฏต่างๆขึ้นมา เพื่อผ่าตัดใหญ่ปรับปรุงกันใหม่ ซึ่งโดยปกติแล้วกุนซือสโมสรใหญ่ ก็ต้องวางกฎของตัวเองให้ลูกทีมปฏิบัติตามทั้งสิ้น จาก 5 ข้อหลักๆของ เทนฮาก มีอยู่ 2 ข้อที่น่าสนใจมาก นั่นคือเวลาซ้อมแบ่งข้าง จะห้ามส่งบอลคืนหลังหรือออกด้านข้างเป็นอันขาด ต้องไปข้างหน้าเท่านั้น เพราะมาตรฐานของแมนฯยูไนเต็ดคือการเล่นเกมรุก อีกข้อก็คือสภาพความฟิตต้องแกร่งพอจะต่อสู้ใน 90 นาที มีความอึดทนวิ่งพล่านไม่หมดง่ายๆ ซึ่งนี่แหล่ะคือปัจจัยสำคัญมาก ฉะนั้นการฝึกซ้อมอย่างหนักจะช่วยได้ แม้นักเตะแต่ละคนจะไม่ค่อยชอบก็ตาม เมื่อคุณรู้ว่าปัญหาคืออะไร ก็ต้องมาแก้กันที่ต้นตอ เท่าที่ผ่านมาสำหรับแมนฯยูไนเต็ดมันย่ำแย่จริง กุนซือบางคนรู้แต่ไม่อาจแก้อะไรได้ จึงคาราคาซังซ้ำซากไปเรื่อยๆ ขณะเดียวกันก็อย่าเพิ่งตัดสินหรือคาดหวังสูงเกินไป เทนฮาก จะต้องเข้ามาจัดการได้ทั้งหมด ไว้ค่อยดูไปทีละขั้นตอน เวลาที่เหมาะสมจะเป็นเครื่องพิสูจน์ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่แมนฯยูไนเต็ดจะกลับคืนสู่จุดเดิมหรือไปถึงเป้าหมายในเร็ววัน สำคัญกว่านั้นก็คือ ทุกคนต้องช่วยเหลือกัน ทำงานหนักร่วมกัน อย่ามองว่าเป็นภาระของผู้จัดการทีมลำพัง เพราะไม่อย่างนั้นเอาใครมาทำ มันก็คงไม่ต่างกันหรอก ---------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #วิธีล้างแค้นพวกเหยียด ]

เราเคยได้ยินเรื่องราวของ ซน ฮึง มิน มาพอสมควร ต้องผ่านอุปสรรคขวากหนามอะไรบ้างกว่าจะประสบความสำเร็จ มาไกลจนถึงจุดที่ไม่ใครคาดคิด ซน เพิ่งสร้างประวัติศาสตร์ เป็นแข้งเอเชียคนแรกที่คว้ารางวัลดาวยิงสูงสุดพรีเมียร์ลีกร่วมกับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ด้วยจำนวน 23 ประตู โดยที่ไม่มีจุดโทษมาเกี่ยวข้องเลย นั่นทำให้เขาได้ถูกยกย่องและเป็นที่ยอมรับมากยิ่งขึ้น เพราะในฐานะนักเตะที่มาจากเอเชียตะวันออก ไม่ง่ายเลยสำหรับการพิสูจน์ตัวเอง ยังไงก็ต้องฝ่าฟันมากกว่าพวกนักเตะยุโรปหรืออเมริกาใต้ ด้วยผลงานร้อนแรงเกินคาดนี่เอง ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดเลยที่เราได้ยินข่าวโยงกับลิเวอร์พูล ท่ามกลางกระแส เจอร์เก้น คล็อปป์ ล็อกเป้าไว้แล้ว ด้วยเงื่อนไขว่าถ้าท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ไม่ติดท็อปโฟร์ อดโม่แข้งยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกจะทาบทามมาร่วมทีมแน่ๆ ในขณะเดียวกันเรอัล มาดริดก็ให้ความสนใจ ต้องการตัวรุกระดับพรีเมี่ยมมาเสริมพลัง หลังจากชวด คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ แต่สำหรับ ซน ไม่เคยมีความคิดเรื่องย้าย อย่างน้อยที่สุดการเพิ่งขยายสัญญาออกไปอีก 4 ปี เมื่อซัมเมอร์ที่แล้วก็พอจะยืนยันได้อย่างดี อีกทั้งได้รับการสนับสนุนอย่างดีมากๆจากสเปอร์ส เช่นเดียวกับยิด อาร์มี่ทั้งหลาย ต่างเอาใจช่วยเสมอมา ไม่มีเส้นคั่นความรู้สึกเรื่องเชื้อชาติเลย อย่างไรก็ตามนั่นเฉพาะมุมของสาวกไก่เดือยทองที่ยอมรับ ซน ด้วยความเต็มใจ ชนิดไม่มีอะไรแอบแฝง แถมยังยกให้เป็นขวัญใจเบอร์ต้นๆด้วย โดยเฉพาะช่วงฤดูกาลก่อนที่ แฮร์รี่ เคน งอแงอยากย้ายทีม ความนิยมจึงตกลงไป ส่วนแฟนบอลทีมอื่นๆไม่น้อยเลย อาจไม่ได้คิดอย่างนั้น พร้อมจะหยิบยื่นถ้อยคำวาจากิริยาสารพัด อันแสดงถึงการบูลลี่หรือเหยียดเชื้อชาติอย่างไม่แคร์อะไรทั้งสิ้น เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ระหว่างที่ ซน ไปออกอีเวนท์ในกรุงโซล บ้านเกิดของเขาเอง จึงมีโอกาสได้เปิดใจเกี่ยวกับประสบการณ์อันเลวร้ายเรื่องโดนเหยียด ยิ่งช่วงค้าแข้งในเยอรมัน ซน ย้ายมาอยู่ฮัมบูร์กตั้งแต่อายุ 16 ปีเท่านั้น โดยเข้าไปสังกัดในส่วนอะคาเดมี่ก่อน นอกจากเสี่ยงยอมดร็อปการเรียนในระดับมัธยมที่ดองบุกแล้ว ยังมุ่งมั่นเรียนภาษาเยอรมัน เพื่อเตรียมพร้อมไว้ก่อนอีกด้วย ไธส์ ไบล์ไมเตอร์ เอเจ้นท์คนแรกประทับใจไอ้หนูรายนี้อย่างมาก จนเชื่อว่าน่าจะประสบความสำเร็จในยุโรปได้ไม่ยากเลย แต่ความจริงแล้วคือโคตรยากมากๆ เพราะไม่ได้มีตัวแปรแค่เรื่องของความสามารถหรือการปรับตัวเท่านั้น ต้องพยายามอดทน รวมถึงพิสูจน์ผลงานสำหรับถูกยอมรับอีกด้วย ถ้านักเตะท้องถิ่นหรือพวกที่มาจากยุโรป จะต้องทำงานหนักในสนาม แต่สำหรับ ซน ต้องมีเรื่องนอกสนาม ในความสัมพันธ์ต่างๆเข้ามาข้องเกี่ยว ยังดีที่ว่าเขาถูก ซน อุง จอง ผู้เป็นพ่อฝึกฝนเคี่ยวกรำอย่างหนัก จนสามารถทนทานแบกรับสถานการณ์ที่ต้องใช้อารมณ์และความอดทนเป็นตัวตัดสินได้ "ผมย้ายไปเยอรมันตั้งแต่ยังเด็กๆเลย และผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก เกินกว่าใครจะคิดมาสารพัด" "ผมต้องเผชิญกับการเหยียดเชื้อชาตินับครั้งไม่ถ้วน แล้วในช่วงเวลาเหล่านั้นเอง มันทำให้ผมเกิดความรู้สึกขึ้นในใจ ต้องการจะล้างแค้นให้ได้สักวัน" ซน ไม่ได้เล่ารายละเอียดหรอกว่า ต้องเจอกับเหตุการณ์บูลลี่หนักหน่วงขนาดไหน แต่ถึงขนาดต้องการจะชำระสะสางบัญชีหนี้แค้นนี่ไม่ธรรมดาแล้ว แม้เวลาจะผ่านมานานก็ตาม เขาแทบไม่เคยลืมรสชาติของความเจ็บปวดในช่วงวัยรุ่น การโดนเหยียดหยามเรื่องเชื้อชาติมันทรมานแค่ไหน เฉพาะอย่างยิ่งประเด็นกินเนื้อสุนัข ซึ่งแทบทุกคนมักหยิบมาล้อเลียนอย่างสนุกปาก ไม่ได้แคร์ความรู้สึกของคนที่ถูกกระทำเลย กระทั่งฟุตบอลโลก 2018 เดินทางมาถึง เกาหลีใต้ได้อยู่ในกลุ่มเดียวกับสวีเดน , เม็กซิโกและเยอรมัน แม้จะต้องดวลคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่ง แต่สำหรับ ซน ถูมือรอด้วยใจระทึก นี่อาจเป็นโอกาสสำคัญ เหมือนเขียนสคริปต์ไว้ล่วงหน้า เยอรมันต้องเจอเกาหลีใต้ในนัดสุดท้ายรอบแรก แถมสถานการณ์ยังต้องบังคับให้ชนะเพื่อเข้าสู่รอบน็อกเอาท์ด้วย อินทรีเหล็กชนะ 1 แพ้ 1 ส่วนเกาหลีใต้แพ้มา 2 เกมรวด โอกาสผ่านเข้ารอบแทบจะเลือนราง ต้องให้ปาฏิหาริย์ยืนเคียงข้างเท่านั้น ก่อนเกมเริ่มแฟนเยอรมันมั่นใจมากว่า น่าจะเช็กบิลไม่ยากหรอก เหนือชั้นกว่าหลายขุม แต่เกมทำท่าจะจบลงด้วยผลเสมอ 0-0 ซึ่งนั่นจะทำให้เยอรมันตกรอบ เพราะผลอีกคู่ในกลุ่มเดียวกัน ที่ลงโม่แข้งพร้อมกัน สวีเดนคงจะคว้าชัยเหนือเม็กซิโกแล้วกอดคอกันเข้ารอบ ดังนั้นเยอรมันต้องพยายามเอาชนะให้ได้ก่อน จึงโหมเปิดเกมรุกอย่างหนัก โดยที่หารู้ไม่ว่าจะโดนโต้กลับ กระทั่งช่วงทดเวลานาทีที่ 2 จากลูกเตะมุม ทำให้เกาหลีใต้ขึ้นนำ 1-0 จาก คิม ยอง กวอน แม้ผู้ช่วยจะยกธงว่าล้ำหน้า แต่ภาพช้าจาก VAR ยืนยันบอลโดนผู้เล่นเยอรมันก่อน พอผู้ตัดสินเช็กเสร็จเรียบร้อย แล้วเป่านกหวีดยาวเป็นสัญญาณเตือนได้ประตู ผู้เล่นเกาหลีใต้ที่ลุ้นอยู่ดีใจกันอย่างบ้าคลั่ง แม้จะรู้ว่าแทบไม่มีโอกาสเข้ารอบก็ตาม เยอรมันหลังพิงฝาทันที ไม่มีทางเลือกแล้ว ต้องรีบบุกเท่านั้นเอาประตูตีเสมอให้เร็วที่สุด มานูเอล นอยเออร์ จึงต้องเสี่ยงออกมาเล่นเป็นแข้งเอาท์ฟิลด์ นั่นเลยโดนโต้กลับเจ็บแสบอีกครั้ง บอลยาวที่วางมาจากแดนของเกาหลีใต้ ทำให้ ซน หลุดเดี่ยวก่อนยิงเข้าไปสบายๆ เมื่อไม่มีผู้รักษาประตูคุมเส้น เขาแสดงความสะใจสุดชีวิต ยัดเยียดความปราชัยให้เยอรมันไม่พอ ยังเขี่ยตกรอบอีกต่างหาก เรื่องนี้เราไม่มีทางรู้มาก่อนเลย กระทั่งเขาเปลือยใจแบบหมดเปลือกถึงความรู้สึกทั้งดีใจและสะใจที่ได้ล้างแค้น ซน ได้เห็นผู้เล่นเยอรมันและแฟนบอลบางคนร่ำไห้ด้วยความผิดหวัง มันชอกช้ำมากสำหรับแชมป์เก่า ต้องมากระเด็นตกรอบแบ่งกลุ่มอย่างหมดสภาพ อีกทั้งยังพ่ายทีมรองบ่อนอย่างเกาหลีใต้อีก แต่ภาพเหล่านั้น ไม่ทำให้เขาเกิดความรู้สึกสงสารเลย มันตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง "ปกติหากเห็นใครร้องไห้ ผมมักอยากไปปลอบประโลมและกอดแน่นๆ" "แต่เมื่อเห็นคนเยอรมันร้องไห้ในเหตุการณ์นั้น ผมกลับรู้สึกว่าตัวเองได้ล้างแค้นสำเร็จแล้ว" ทั้งหมดทั้งมวล ซน เล่าไว้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาเอง ซึ่งเชื่อว่าหลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน อย่างไรก็ตามตอนมาเล่นในอังกฤษกับสเปอร์ส เขาต้องเจอกับการเหยียดหลายหนด้วยกัน ปีที่แล้วมีชาย 8 คน โดนข้อหาเหยียด ซน ผ่านทางทวิตเตอร์ ซึ่งรวมถึงแฟนบอลในเวลส์ด้วย เขาเองก็ยอมรับว่าคงเป็นเรื่องยากที่จะกำจัดพวกชอบเหยียดให้หมดไป รวมถึงตัวเองจะไม่โดนเล่นงานอีก ดังนั้นภายหลังจึงเลือกที่จะเลี่ยงดีกว่า ถ้าอดทนไหวก็ทำเป็นหูทวนลม ไม่มีการตอบโต้ให้สถานการณ์มันอาจจะแย่ลงไป เช่นเดียวกับสมาธิที่จะฟุ้งซ่านตาม เพราะอย่างน้อยที่สุดตามที่ ซน ได้เล่าเอาไว้ เขาได้สะสางบัญชีเรียบร้อยแล้วในฟุตบอลโลก 2018 ซน เลือกที่จะตอบโต้คืนในสนามมากกว่า ----------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #เอริกเซ่นดีจริงหรือ? ]

แม้ คริสเตียน เอริกเซ่น จะยังไม่ได้ย้ายมาแมนฯยูไนเต็ดอย่างเป็นทางการ แค่มีข่าวว่าตกลงกันแล้วรอเซ็นสัญญายาว 3 ปี แต่แทบทุกคนเชื่อว่าดีลนี้จะผ่านฉลุยไม่มีปัญหา นั่นทำให้เกิดการมองข้ามช็อตไปถึงอนาคตข้างหน้า กองกลางทีมชาติเดนมาร์กจะสามารถทำผลงานได้ดีแค่ไหนกัน แดนนี่ เมอร์ฟี่ อดีตกองกลางลิเวอร์พูล แฟนบอลยุคกลางคงจำได้แม่นยำ ซึ่งปัจจุบันหันมารับบทนักวิเคราะห์เกมและแสดงความเห็นต่างๆ ได้ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ด้วย เขาไปออกรายการที่ talkSPORT ก่อนตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมา ไม่ต้องอ้อมค้อม พร้อมแจกแจงเหตุผลมาด้วย "ผมชอบ เอริกเซ่น จริงๆนะ ผมชื่นชมเขาทั้งในแง่ความคิดสร้างสรรค์และวิธีการเล่น" "เขาทำได้ดีหลายอย่างเลยนะ โดดเด่นลูกเซ็ตเพลย์ ใช้งานสองเท้าได้อย่างดีเยี่ยม แต่หากผมเป็นแฟนยูไนเต็ด แล้วถามว่ารู้สึกตื่นเต้นหรือเปล่า คงตอบว่า--ไม่ อีกทั้งผมคิดว่าเขาไม่ได้มาแทน บรูโน่ แฟร์นันด์สหรอก" ขณะเดียวกันเมื่อโดนถามคิดว่า เอริกเซ่น เป็นแข้งระดับโลกหรือเปล่า เมอร์ฟี่ ย้ำหลายรอบเลยว่า "ไม่ๆๆๆ ไม่ใช่เลย" เมอร์ฟี่ ยอมรับในคุณภาพของ เอริกเซ่น ถ้าเป็นตัวสำรองแล้วถูกส่งลงมา อาจสร้างจุดเปลี่ยนที่น่าสนใจได้ แต่สิ่งที่สาวกปีศาจแดงอยากเห็น การยกระดับเกมให้มีศักยภาพยิ่งขึ้นหรือลดช่องว่างความห่างจากแมนฯซิตี้กับลิเวอร์พูลอย่างที่ตั้งความหวังเอาไว้ คงไม่ได้อย่างแน่นอน ในขณะเดียวกัน เมอร์ฟี่ ก็ไม่เชื่อด้วยว่า เอริกเซ่น จะเหนือกว่า บรูโน่ ซึ่งเวลานี้เกิดคำถามมากมายว่า คู่นี้จะต้องแย่งตำแหน่งตัวจริงกันแน่ๆหรือหากยืนร่วมกันจะสมดุลลงตัวมากน้อยแค่ไหน สรุปก็คือ เมอร์ฟี่ ไม่คิดว่าการมาของ เอริกเซ่น จะมีพลังพอที่จะผลักดันแมนฯยูไนเต็ดให้ก้าวไปข้างหน้า ไม่ได้มาเพื่อเป็นเสาหลักของทีมแน่นอน น่าจะคอยรับบทแบ็กอัพมากกว่า เหมือนเตือนแฟนๆว่า อย่าได้คาดหวังอะไรนัก เอริกเซ่น ไม่ได้จะมาเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ ช่วยเติมเต็มนำไปสู่เป้าหมายหรอก เรื่องนี้บรรดาสาวกก็เสียงแตกเช่นเดียวกัน มีบ้างที่เชื่อไปในทิศทางเดียวกับ เมอร์ฟี่ จากองค์ประกอบบางอย่างที่พอจะมีน้ำหนักมากพอ ด้วยวัยที่ผ่าน 30 ปีมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ น่าจะเหลืออายุการใช้งานอีกไม่นานนัก ส่วนช่วงเวลาที่จะรักษาฟอร์มพีกอย่างสม่ำเสมอ ก็คงไม่เยอะอีกเช่นกันนั่นแหล่ะ แม้ทางแพทย์ที่ดูแลอย่างใกล้ชิด จะยืนยันว่า เอริกเซ่น ซ้อมหนักได้อย่างเต็มที่ ลงเล่นครบ 90 นาทีแบบไม่มีปัญหา ความเสี่ยงอาจมีอยู่จริงแต่น้อยมากๆ ก็ยังไม่อาจสร้างความวางใจอะไรได้หรอก นักเตะที่เคยวูบกลางสนาม จนหวิดจะเสียชีวิต มันอาจอันตรายเกินไปที่สโมสรจะดึงมาร่วมทีม ต่อให้มีเครื่องกระตุ้นหัวใจคอยช่วยก็ตาม แล้วนี่ทางแมนฯยูไนเต็ดยินดีให้สัญญายาว 3 ปีอีก มันมากเกินไปหรือเปล่า? แถมมีข่าวว่าค่าจ้างไม่น้อยกว่า 150,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ด้วย นั่นไม่นับเงินค่าเซ็นกินเปล่า ซึ่งต้องมีอีกก้อนตามธรรมเนียม เพราะนักเตะมีสถานะเป็นฟรีเอเจ้นท์ แหล่งข่าวบางรายอ้างว่าสูงถึง 10 ล้านปอนด์ อาจจะได้มาฟรีจริงตามสถานะปัจจุบันของ เอริกเซ่น แต่ในความเป็นจริง ยังไงก็ไม่ฟรีอยู่ดีนั่นแหล่ะ ย้อนกลับไปดูผลงานของ เอริกเซ่น ในฤดูกาลที่แล้วกับเบรนท์ฟอร์ดมาประกอบสักหน่อย เขาย้ายมาในปลายเดือนมกราคม เซ็นสัญญาระยะสั้นแค่ 6 เดือนเท่านั้น เป็นการชิมลางก่อน โดยทาง โธมัส ฟรังก์ กุนซือทีมตราผึ้ง ยินดีหยิบยื่นโอกาสให้ เพราะเคยร่วมงานและรู้จักกันเป็นการส่วนตัวตั้งแต่ เอริกเซ่น เล่นให้ทีมเยาวชนเดนมาร์กแล้วตัว ฟรังก์ เองเป็นโค้ชอยู่ นอกจากนี้เบรนท์ฟอร์ดมีนักเตะเดนมาร์กอยู่ในทีมหลายคน น่าจะพอช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ จึงเป็นทีมที่เหมาะจะเป็นเวทีให้ เอริกเซ่น ได้พิสูจน์อีกสักครั้ง จริงๆ เอริกเซ่น มาร่วมซ้อมกับทีมพักใหญ่แล้ว ก่อนทำผลงานได้น่าประทับใจ นั่นจึงเป็นเหมือนประตูนำไปสู่การกลับมาสังเวียนแข้งด้วย กว่าที่เขาจะได้ลงสนามต้องรอจนถึง 26 กุมภาพันธ์ ในเกมพรีเมียร์ลีกพบนิวคาสเซิ่ลที่บ้านตัวเอง โดยถูกส่งมาแทน มาธีอัส เยนเซ่น กองกลางเพื่อนร่วมทีมชาติเดนมาร์กในนาทีที่ 52 เรียกว่ามีเวลาพอสมควรเลย แม้จะไม่ช่วยให้ทีมรอดพ้นจากความพ่ายแพ้ แต่ภาพรวมของ เอริกเซ่น ถือว่าน่าประทับใจมาก แทบไม่มีร่องรอยของคนที่เคยป่วยเลย ปกติดีทุกอย่าง นัดต่อมาไปเยือนนอริช ซิตี้และเปิดบ้านดวลเบิร์นลี่ย์ เขาจึงได้เล่นเต็มเหยียด 90 นาที ก่อนจะไม่มีชื่อในเกมถัดมาที่บุกเลสเตอร์ อย่างไรก็ตาม 8 เกมสุดท้ายในลีก ซึ่งเบรนท์ฟอร์ดยังไม่การีนตีอยู่รอดปลอดภัย เอริกเซ่น ได้รับความไว้วางใจจาก ฟรังก์ ให้ลงเล่นครบ 90 นาทีทุกนัดเลยทีเดียว เขาทำได้ 1 ประตูในเกมเจอเชลซี ต่อให้สุดท้ายพ่ายยับ 1-4 แต่มันเป็นโมเมนต์ที่ลืมไม่ลงและบ่งถึงสัญญาณเตือนที่ดีอีกด้วย นอกจากนี้ยังทำไปถึง 4 แอสซิสต์ ซึ่งนี่คือจุดแข็งของ เอริกเซ่น เป็นต้นทุนที่สำคัญอยู่แล้ว รวมทั้งสิ้นเล่นให้เบรนท์ฟอร์ด 11 นัด เป็นจำนวน 938 นาที ถือว่าไม่น้อยเลยและนั่นทำให้ทางสโมสรอยากรั้งตัวไว้อีก ยินดียื่นสัญญาฉบับใหม่ รวมถึงเพิ่มค่าจ้างอย่างสมเหตุสมผล ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์อดีตต้นสังกัดก็สนใจอยากทาบทามไปร่วมงานอีก แต่ดูแล้วผู้เล่นตัวรุกเริ่มล้น กองกลางก็แน่นหนามาก เลยต้องให้ความสำคัญกับตำแหน่งอื่นที่จำเป็นมากกว่า ในมุมมองของแฟนแมนฯยูไนเต็ดที่เห็นด้วย มั่นใจในศักยภาพของ เอริกเซ่น อย่างน้อยเพิ่มมิติความแตกต่างจากแผงมิดฟิลด์ รวมทั้งมีทางเลือกมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจาก บรูโน่ แฟร์นันด์ส ประสบการณ์ของเขาที่ผ่านต้นสังกัดและเวทีใหญ่มาไม่น้อย รวมถึงมีเลือดนักสู้ ไม่ท้อถอยยอมแพ้ง่ายๆ คงจะช่วยประคับประคองแมนฯยูไนเต็ดได้พอสมควร ไหนจะเป็นฟรีเอเจ้นท์อีก เท่ากับประหยัดงบก้อนโต ไว้เป็นทุนรอนเฟ้นหาผู้เล่นอื่นมาเพิ่มได้ด้วย ที่สำคัญก็คือการเสียทั้ง เจสซี่ ลินการ์ด , ปอล ป็อกบา และ ฆวน มาต้า 3 กองกลางพร้อมกัน 3 ราย จำต้องหาคนที่เหมาะสมมาทดแทน นอกเหนือจากได้ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค กลับมาจากยืมตัว เอริกเซ่น จึงเป็นการตอบโจทย์ที่เหมาะสมแล้ว ในฝ่ายที่เห็นด้วยกับดีลนี้ สองขั้วที่มองคนละด้าน ผ่านสายตาคนละมุม นับว่าน่าสนใจอย่างมาก เอริกเซ่น จะสร้างผลงานได้ดีแค่ไหนกัน เอริก เทนฮาก จะใช้ประโยชน์ได้เต็มที่อย่างที่หวังหรือเปล่า รวมทั้งวิธีการแบบไหนที่จะเหมาะสุด เหล่านี้ล้วนเป็นคำถามที่รอคอยคำตอบอย่างน่าติดตามจริงๆ ------------ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ไม่ใช่คนสำคัญอีกแล้ว ? ]

อนาคตของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เต็มไปด้วยความคลุมเครืออีกครั้ง หลังจากสื่อใหญ่และนักข่าวดังต่างโหมประเด็นต้องการย้ายออกจากแมนฯยูไนเต็ด ในซัมเมอร์นี้เลย เหตุผลก็อย่างที่รู้กัน นอกเหนือจากยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกที่แมนฯยูไนเต็ดไม่ได้เข้าไปโม่แข้งด้วย เรื่องของแนวทางการทำงานผู้บริหารที่ไม่ตอบโจทย์ความต้องการเลย อย่างตลาดซื้อขายเที่ยวนี้ ก็ชักช้าอืดอาด ผ่านไปหลายสัปดาห์ยังไม่สามารถปิดดีลใครได้ มีแต่ข่าวแบบรายวัน นั่นสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ ความกระตือรือร้นและความมุ่งมั่น ซึ่งหากเทียบกับทีมใหญ่ในระดับเดียวกัน เห็นข้อแตกต่างอย่างชัดเจน ในขณะที่ตัวเขาเองยังมีพลังปรารถนาอย่างเต็มเปี่ยม ต้องการเล่นในระดับสูงในสโมสรที่โชว์ถึงความกระหาย มุ่งสู่เป้าหมายความสำเร็จใหญ่ในอนาคต ฤดูกาลที่ผ่านมาเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย โรนัลโด้ ต้องร่วมงานกับผู้จัดการทีมถึง 3 คน ไล่ตั้งแต่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา , ไมเคิ่ล คาร์ริค และ ราล์ฟ รังนิก แท็กติกถูกเปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ ความโกลาหลภายในทีม อันเกิดมาจากบริหารงานย่ำแย่ ไร้ทิศทางสะเปสะปะ แทบไม่มีขั้นตอน ล้วนแล้วแต่บั่นทอนความรู้สึก โรนัลโด้ ทั้งสิ้น การมาของ รังนิก ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ตรงกันข้ามทรุดหนักกว่าเดิมด้วยซ้ำ แถมยังลากไส้เรื่องภายในปล่อยสู่พื้นที่สาธารณะอีกต่างหาก จนทำให้สปิริตในทีมแทบไม่หลงเหลือเลย กระทั่ง เอริก เทนฮาก ถูกแต่งตั้งมาเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ คาดกันว่าหลายอย่างน่าจะดีขึ้น แต่ความจริงอาจไม่ใช่เลยก็ได้ ปฏิกิริยาของกุนซือดัตช์ถือว่าน่าสนใจมากๆ เพราะเคยให้สัมภาษณ์ไว้ 2-3 ครั้งเกี่ยวกับ โรนัลโด้ พร้อมยืนยันว่านี่คือแข้งคนสำคัญ ยังไงก็ต้องเก็บไว้เป็นแกนหลักในแดนหน้า ขัดแย้งกับกระแสข่าวลือในทำนองว่า โรนัลโด้ อาจโดนปล่อย ด้วยเหตุผลเรื่องสร้างทีมใหม่สไตล์ เทนฮาก ซึ่งนิยมใช้ผู้เล่นอายุไม่มาก เป็นการวางแผนเพื่อปูทางสู่เป้าหมายข้างหน้า พอกุนซือดัตช์เปิดใจเองอย่างชัดเจน คลายความข้องใจสงสัย เรื่องถึงได้เงียบลง จนล่าสุดนี่แหล่ะ ซึ่งทำให้แฟนบอลแมนฯยูไนเต็ดมากมาย ตั้งคำถามว่า ตกลงแล้วเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นกันแน่ ตามข้อมูลที่ได้จากสื่อต่างๆ ยืนยันไปในทางเดียวกันว่า โรนัลโด้ ต้องการย้ายเองและแจ้งไปทาง ฮอร์เก้ เมนเดส เอเจ้นท์คนสำคัญเรียบร้อย ในขณะเดียวกันก็บอกจุดประสงค์กับทางสโมสร โดยมีตัวเอเจ้นท์เป็นตัวกลางคอยประสานอีกที ฉะนั้นนี่คือเวลาที่ เมนเดส จะต้องเร่งหาสโมสรใหม่ เพราะต้องมีข้อเสนอเข้ามาก่อน ไม่อย่างนั้นดีลคงไม่เกิดขึ้น ส่วนทางฝั่งแมนฯยูไนเต็ดยืนยันทันควันเช่นเดียวกันว่า โรนัลโด้ ไม่ได้มีไว้ขาย นักเตะยังเหลือสัญญาอีก 1 ปี ยังไงก็จะอยู่ช่วยทีมต่อไป จากแอ็กชั่นของสโมสรที่แสดงถึงความต้องการเก็บไว้ นั่นน่าจะทำให้ โรนัลโด้ พอใจไม่น้อยเลย แสดงถึงความสำคัญ แต่สิ่งที่ตรงกันข้ามตามรายงานจากเดลี่ เมลก็คือ ปฏิกิริยาของ เทนฮาก ที่ดูเหมือนไม่แยแสแคร์อะไรทั้งสิ้น อยากย้ายใช่หรือเปล่า เชิญเปิดประตูออกไปได้เลย เดลี่ เมลยังอ้างอีกว่า ท่าทางเช่นนี้ของเจ้านายคนใหม่ สร้างความตกใจให้ โรนัลโด้ ไม่น้อยเลยทีเดียว ผิดไปจากที่เคยให้สัมภาษณ์ก่อนหน้า ในขณะที่ เทนฮาก ยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการคุมซ้อมอย่างใกล้ชิด นำรูปแบบและวิธีการใหม่ๆมาใช้ จนมีกระแสว่าพวกนักเตะพึงพอใจอย่างมาก สำหรับนักเตะใหม่ที่จะเข้ามา เขาได้แจ้งให้ทาง จอห์น เมอร์เทอห์ รับรู้แล้ว ก่อนจะหาทางจัดการเคลียร์ให้ได้ตามเป้า เช่นเดียวกับพวกที่จะโดนปล่อยออกไป เทนฮาก น่าจะแจ้งไว้บางรายและขอดูผลงานตอนซ้อม รวมถึงฟอร์มช่วงปรีซีซั่นของอีกส่วน จากนั้นค่อยตัดสินใจอีกครั้งว่าจะเอาอย่างไร หากว่าเรื่องที่เดลี่ เมลจุดประเด็นเป็นจริง นั่นหมายถึง เทนฮาก อาจไม่ได้มองว่า โรนัลโด้ คือแข้งสำคัญอย่างที่พูดหรือจำเป็นต้องอยู่กับสโมสรอีกแล้ว แต่ต้องไม่ลืมว่า ต่อให้อยากย้ายใจจะขาดแค่ไหน สถานะของเขาก็ไม่เอื้อเลยในเวลาเช่นนี้ สัญญาที่ยังเหลืออีก 1 ปี นั่นหมายถึงแมนฯยูไนเต็ดต้องการค่าตัวด้วยเช่นกัน ไม่มีทางยอมฉีกอย่างเด็ดขาด ผลงานของ โรนัลโด้ ยืนยันได้ถึงระดับคุณภาพไม่แปรเปลี่ยน ต่อให้องค์ประกอบรอบข้างจะไม่ดีสักเท่าไรก็ตาม ยิงในพรีเมียร์ลีก 18 ประตู ยอดรวมทุกรายการ 24 ประตู พร้อมทั้งติดทีมยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีกประจำฤดูกาล มีชื่อเข้าชิงรางวัล PFA อีกด้วย ค่าตัวอาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรนัก ตัวเลขไม่ได้สูงหรอกราว 5-10 ล้านปอนด์ ไม่น่าเกินจากนี้ แต่ปมใหญ่อยู่ที่ค่าจ้างในเรตสูงลิบ ซึ่งจะมีทีมไหนพอแบกรับภาระตรงนี้ไหวบ้าง บาเยิร์น มิวนิคที่เคยโยงกันอาจสนใจ แต่ตามข่าวส่วนใหญ่เชื่อว่าจะพยายามรั้ง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ อย่างสุดกำลัง รวมทั้งคว้าตัว ซาดิโอ มาเน่ มาร่วมทัพเรียบร้อย เมื่อเป็นอย่างนี้ โรนัลโด้ จึงไม่น่าใช่เป้าหมายหลัก อย่างที่หลายคนคาดคิดกัน เชลซีซึ่งกำลังต้องการกองหน้า อาจเฟ้นหาพวกอายุน้อยกว่านี้ ยกเว้นว่าดึงมาแก้ขัดไปพลางๆก่อน อย่างไรก็ดี โรนัลโด้ คงไม่ปรารถนาย้ายในทีมพรีเมียร์ลีกเท่าไรนัก ด้วยเหตุผลผูกพันกับแมนฯยูไนเต็ดและไม่ต้องการทำร้ายความรู้สึกแฟนบอล ปารีส แซงต์ แชร์กแมงดูเป็นอีกชื่อที่น่าสนใจมากๆ เพราะเพิ่งได้ หลุยส์ กัมโปส ซึ่งเป็นชาวโปรตุกีสเหมือนกัน นั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการเพื่อจัดระเบียบนักเตะกันใหม่ อย่างไรก็ตามพวกเขามีซูเปอร์สตาร์ล้นทีมแล้ว แนวโน้มอนาคต เนย์มาร์ ก็น่าจะอยู่ต่อไป ข่าวลือเรื่องโดนเขี่ยทิ้งเงียบลงแล้ว รวมถึงเปแอสเชยังต้องกังวลเรื่องไฟแนนเชี่ยล แฟร์เพลย์ด้วย เพราะแค่ 3 ดาวดังในเวลานี้รับค่าจ้างรวมกันน่าจะทะลุ 2 ล้านปอนด์ต่อสัปดาห์ หากมี โรนัลโด้ มาอีกคนเชื่อว่าจ่ายได้ แต่โดนตรวจสอบพบความผิดพลาดไม่โปร่งใส ปัญหาใหญ่จะตามมาทันที สำหรับอินเตอร์ มิลานหรือนาโปลี อาจจะต้องการจริง แต่ติดตรงที่ค่าจ้างในเรตสูงมาก ซึ่งคงยากที่จะจ่ายไหว แทบมองไม่เห็นความเป็นไปได้เลย สิ่งที่ติดตามกันคือ ถ้าไม่ได้ย้ายจริงๆ แล้วต้องอยู่ต่อล่ะ ความสัมพันธ์ของเขากับ เทนฮาก จะเป็นอย่างไร ตรงนี้น่าคิดเลยจริงๆ ----------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ศัตรูคนใหม่ของปืนใหญ่ ]

ริชาร์ลิซอน ย้ายมาท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ได้ไม่ทันข้ามคืน เห็นแฟนบอลบางคนนำรูปจากอินสตาแกรมของเขา ซึ่งโพสต์ไว้ตอนเจออาร์เซน่อลมาเผยแพร่ ภาพดังกล่าวตัวเขาเพิ่งอัดผู้เล่นอาร์เซน่อลคนหนึ่งร่วงลงไปนอนกับพื้น แล้วทาง เอคตอร์ เบเยริน แบ็กขวาเหมือนเข้ามาเอาเรื่อง ยืนจ้องหน้ากันในลักษณะพร้อมบวกทุกเมื่อ แต่พอเช็คไปที่ไอจีอย่างเป็นทางการ ซึ่งยืนยันตัวตนของ ริชาร์ลิซอน ปรากฎว่าไม่พบภาพนั้น ไม่แน่ใจว่าลบออกไปหรือจริงๆแล้วไม่ได้เป็นคนโพสต์ แต่แฟนบอลทำขึ้นมาเองเพื่อสีสัน อย่างไรก็ตามนั่นคือการปลุกกระตุ้นบรรดายิด อาร์มี่ทั้งหลาย ให้รู้สึกตื่นเต้น ที่จะมีเตะประเภทห้าวหาญฮึกเหิม ไม่มีความเกรงกลัวอยู่ในหัวสมองมาเพิ่มในทีมอีกคน พวกเขาแทบจะนับถอยหลังการเจอกับอาร์เซน่อลคู่อาฆาตในฤดูกาลหน้าไม่ไหวแล้ว อยากเห็นกองหน้าบราซิเลี่ยนลงไปดวลแข้งปืนโต คุณสมบัติของ ริชาร์ลิซอน นอกจากเชิงบอลยอดเยี่ยม ยังครบเครื่องเรื่องตุกติก ยั่วยุ ลูกล่อลูกชนแพรวพราว ชนิดว่าไม่แคร์ใครทั้งสิ้น ช่วงเล่นให้เอฟเวอร์ตัน เราต่างรับรู้กันว่า นี่คือแข้งที่แฟนบอลลิเวอร์พูลเกลียดมากสุดคนหนึ่ง พร้อมหมายหัวไว้เลยว่า เจอในสนามเมื่อไรต้องโห่ใส่เมื่อนั้น หลายคนยังจำเหตุการณ์ในศึกเมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้เมื่อ 2 ปีก่อนได้ดี มีจังหวะที่ ริชาร์ลิซอน เผชิญหน้า เฟอร์กิล ฟานไดค์ เหมือนจะต่อปากต่อคำกัน จนผู้ตัดสินและเพื่อนๆต้องเข้ามาแยก เชื่อกันว่าสาเหตุที่ทำให้อารมณ์ ฟานไดค์ ปะทุ คล้ายไม่พอใจกองหน้าบราซิเลี่ยนเป็นการส่วนตัว มีสิทธิ์มาจากการให้สัมภาษณ์ 2 วันก่อนเกมเริ่ม ริชาร์ลิซอน ให้สัมภาษณ์แสดงความคิดเห็นในเชิงเย้ยหยัน เชื่อว่า ฟานไดค์ ไม่ใช่เซ็นเตอร์แบ็กเจ๋งสุดในโลกอย่างที่โจษจันกันหรอก ก่อนจะยกตัวอย่างปราการหลังที่เก่งในสายตาของตนขึ้นมา 3 คน ว่าเหนือกว่าเซ็นเตอร์แบ็กลิเวอร์พูลอีกด้วย "ใครต่อใครต่างพูดึง ฟานไดค์ กันมาก ใช่แหล่ะที่เขาเป็นกองหลังชั้นดี แต่ผมเคยเลี้ยงบอลผ่านเขามาแล้วนะ" "แล้วเขาถูกยกให้เป็นหนึ่งในสามกองหลังที่ดีที่สุดในโลกจากผลงานในฤดูกาลนี้ แต่สำหรับผมแล้วมีกองหลังที่ดีกว่าเขาคือ ติอาโก ซิลวา, มาร์กินโญส และ เซร์คิโอ รามอส" สองคนแรกเป็นเพื่อนร่วมทีมชาติบราซิล ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องแปลกนักหากจะยกย่องกันเอง ซึ่งทั้งคู่ก็เก่งจริงอยู่แล้ว ส่วน รามอส ก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นสุดยอดกองหลังคนหนึ่ง โดยเฉพาะในช่วงที่พีก อย่างไรก็ตามนี่เป็นผู้เล่นอีกคนที่เดอะ ค็อป เกลียดชังอย่างมาก จากเหตุการณ์นัดชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกปี 2018 ที่ล็อกแขน โม ซาลาห์ แล้วจับเหวี่ยงลงพื้น จนบาดเจ็บที่ไหล่เล่นต่อไม่ไหว สาวกหงส์แดงบางคนมองว่า นี่อาจเป็นเจตนาของ ริชาร์ลิซอน ที่อยากจะยั่วยุอีกด้วย ไม่รู้ว่าการให้สัมภาษณ์นั้นจะเกี่ยวข้องด้วยหรือเปล่า แต่เอฟเวอร์ตันสามารถต้านทานลิเวอร์พูลได้สำเร็จ เกมจบลงด้วยผล 0-0 แบ่งกันไปทีมละคะแนน ยังไม่หมดเท่านั้น เมื่อเมษายนปีที่แล้ว หลังจบเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกรอบควอเตอร์ไฟนั่ลเลกแรก ซึ่งเรอัล มาดริดเปิดบ้านต้อนลิเวอร์พูล 3-1 โดยวินิซิอุส จูเนียร์ ทำคนเดียว 2 ประตู ไม่นานนัก ริชาร์ลิซอน โพสต์รูปคู่กับ วินิซิอุส ตอนถ่ายไว้ช่วงเข้าแคมป์ทีมชาติบราซิลด้วยกัน พร้อมอีโมจิเป็นรูปลูกตาที่ดูมาเหมือนตกใจ ชัดเจนเลยว่าเป็นการเยาะเย้ยหงส์แดง ที่โดนมาดริดยำในเลกแรก โอกาสตกรอบมีสูงมาก นั่นยิ่งสร้างความขุนเคืองให้กับแฟนบอลลิเวอร์พูลอีก เพราะก่อนหน้าไม่นาน ริชาร์ลิซอน ก็เพิ่งเปิดใจไว้ว่า รู้สึกผิดหวังปฏิกิริยาของ ติอาโก้ อัลกันตาร่า กองกลางของลิเวอร์พูลอย่างมาก ตอนปะทะกันเขารู้สึกว่าผิด เลยเอ่ยปากขอโทษ แต่ทางนั้นเฉยเมยไม่แยแส เหมือนจงใจมองข้าม จากนั้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หลังจบเกมพรีเมียร์ลีกนัดสุดท้าย เอฟเวอร์ตันเฆี่ยนคริสตัล พาเลซ 3-2 ทำให้รอดพ้นจากการตกชั้นอย่างหวุดหวิด คราวนี้ได้ที ริชาร์ลิซอน เอาคืนบ้าง เพราะเพิ่งโดน เจมี่ คาร์ราเกอร์ อดีตผู้เล่นลิเวอร์พูล ซึ่งกลายมาเป็นกูรูวิเคราะห์เกมในปัจจุบัน วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนว่าเป็นพวกชอบแกล้งพุ่งล้ม เลยทวิตข้อความแล้วแท็กไปยังแอคเคาท์ของ คาร์ร่า ว่า -- "@Carra23 ไปล้างปากก่อนที่จะพูดถึงผมกับเอฟเวอร์ตัน ผมไม่ได้เคารพคุณเลย" จากนั้นไม่นาน คาร์ร่า ก็ตอบโต้กลับมาแบบขำขัน ประมาณว่าหากสมัยตัวเองเป็นนักเตะแล้วโดนพวกนักวิจารณ์จัดหนัก ก็คงเอาคืนแน่นอน ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ เอฟวอร์ตันเอาตัวรอดได้สำเร็จ จึงฉลองกันอย่างบ้าคลั่ง ในขณะที่ลิเวอร์พูลชวดคว้าแชมป์อย่างน่าเสียดาย หากแมนฯซิตี้ไม่พลิกสถานการณ์กลับมายิงแซงแอสตัน วิลล่า ริชาร์ลิซอน เลยจัดการโพสต์คลิปของ เธียร์รี่ อองรี อดีตนักเตะดัง ที่พยายามกลั้นหัวเราะ ซึ่งสื่อถึงเจตนาได้ไม่ยากเลย ไม่นานนักเดอะ ค็อปบางคนออกมาโพสต์สวนทันควัน แค่หนีตายรอดตัวหวุดหวิดทำเป็นเก่ง ลิเวอร์พูลได้ลุ้นแชมป์กระทั่งนัดสุดท้ายนะ รวมทั้งกำลังจะไปปารีสลงเล่นนัดชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกแล้ว ส่วนเอฟเวอร์ตันมีอะไรบ้างล่ะ นั่นอาจเป็นการกระตุ้น ริชาร์ลิซอน รอคอยที่จะจัดหนักอีกสักรอบ หลังจบเกมนัดชิงที่สต๊าด เดอ ฟร็องซ์คอยว่ากัน แล้วผลก็ออกมาเป็นอย่างที่เขาตั้งใจไว้เลย เรอัล มาดริดชนะ 1-0 ครองแชมป์สมัย 14 อย่างยิ่งใหญ่และหงส์แดงผิดหวังระลอกสองในรอบ 6 วัน ริชาร์ลิซอน จึงโพสต์รูปตัดต่อล้อเลียน ให้ตัวเองเป็นคนขับรถ มีแฟนบอลเอฟเวอร์ตันตั้งบริษัทปลอมขึ้นมาเพื่อพาแฟนหงส์แดงไปดูนัดชิง แต่ไปไม่ถึงปารีส เพราะมีคนขับชื่อ ริชาร์ด อาลิซอน (ให้พ้องกับชื่อของตน) ภายในเวลาเวลาชั่วโมงเดียว มีแฟนบอลเข้ามากดไลค์ถึง 200,000 คนด้วย ส่วนใหญ่เป็นเอฟเวอร์โตเนี่ยน ที่เข้ามาร่วมด้วยช่วยกันขยี้ซ้ำเติม อีกทั้งช่วยตอกย้ำความเป็นศัตรูกับเดอะ ค็อปอย่างเต็มขั้น ยินดีเลยหากจะเป็นคนที่ถูกเกลียดมากที่สุด แน่นอนว่าแฟนเอฟเวอร์ตันต่างใจหายที่เห็น ริชาร์ลิซอน ย้ายไปสเปอร์ส ต่างอวยพรให้ประสบความสำเร็จ แม้ลึกลงไปจะเสียใจอย่างมาก ขณะเดียวกันแฟนอาร์เซน่อลน่าจะหวั่นใจไม่น้อยเลย เพราะไม่ทันไร ริชาร์ลิซอน ก็เปิดศึกก่อนแล้ว เตรียมพร้อมเจอกันได้ เขาพร้อมสร้างสีสัน ในอีกทางก็ยินดีเสมอที่จะสร้างเรื่องด้วยเช่นเดียวกัน ------------ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #จับอาซาร์ใส่ตระกร้าล้างน้ำ ]

แผนของ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสรเรอัล มาดริดในตลาดนักเตะซัมเมอร์ ถือว่าผิดพลาดไปพอสมควรเลย เดิมทีท่านบิ๊กบอสติดต่อทาบทาม ทั้งเกลี้ยกล่อมโน้มน้าวจนกำลังจะได้ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ มาร่วมทีมอยู่แล้ว เหลือแค่สะบัดปากกาใส่ลายเซ็นลงในร่างสัญญาเท่านั้นเอง แต่สุดท้ายพลิกล็อกระเนระนาด นักเตะตัดสินใจขยายสัญญากับเปแอสเชออกไปอีก 3 ปี ท่ามกลางความโกรธแค้นของ เปเรซ เพราะมองว่านี่คือการผิดคำพูด จากที่วาดฝันไว้จะได้เห็น เอ็มบั๊ปเป้ ผนึกกำลังสังหารร่วมกับ คาริม เบนเซม่า เพื่อนรุ่นพี่ทีมชาติฝรั่งเศส ที่แนบแน่นและนับถือกัน ก็ต้องพังทลายลงมา ในขณะเดียวกัน เปเรซ ตั้งใจไว้แล้วว่า จะต้องเติมพลังเกมรุกให้ดุดันมากยิ่งขึ้น ในช่วงที่ วินิซิอุส จูเนียร์ กำลังพีกสุดขีด ต้องหาคนมาช่วยสนับสนุนอย่างเต็มที่ อีกทางคือ เบนเซม่า โรยลงไปตามวัย อายุทะลุ 34 ปีแล้ว ต่อให้แข็งแกร่งขนาดไหน ยังไงก็เป็นมนุษย์ไม่ใช่เครื่องจักร รวมถึงเท่าที่ผ่านมาก็แบกรับภาระกรำศึกหนักอย่างต่อเนื่อง แทบไม่ได้พักหายใจหายคอ หวั่นว่าอนาคตอาจบอบช้ำบาดเจ็บได้ง่าย ควรจะมีสักคนมาสแตนบายด์ สลับกันใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ คิดดูเอาแล้วกันว่า เบนเซม่า ยื้อไม่ยอมผ่าตัดมือขวามานานนับปี เพราะหากผ่าจริง จะต้องพักหลายสัปดาห์ อาจส่งผลกระทบต่อเรอัล มาดริดได้ เลยต้องใส่เฝือกอ่อนป้องกันแทบตลอดยามลงสนาม มันเป็นภาพที่แฟนบอลทั่วไปเห็นกันจนชิน แล้วก็สงสัยว่าทำไมต้องพับผ้าไว้อย่างนั้น ก่อนจะได้รับคำตอบในที่สุด ตัวรุกอีกคนที่พอฝากผีฝากไข้ได้คือ โรดรีโก้ ดาวรุ่งบราซิเลี่ยน ซึ่งพัฒนาฝีเท้าโดดเด่นมากยิ่งขึ้นเช่นกัน นับตั้งแต่ได้ คาร์โล อันเชล็อตติ มาเป็นกุนซือ คอยติวเข้มและให้คำแนะนำ จนได้ผลลัพธ์น่าพอใจ แม้จะได้ลงเล่นไม่ค่อยต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเกมสำคัญซึ่งทาง อันเช่ มักจะเลือกใช้งาน เฟเดริโก้ บัลเบร์เด้ ในตำแหน่งตัวรุกฝั่งขวา เพราะมีประโยชน์กับสมดุลแดนดลาง ที่ช่วยสร้างอิมแพ็ก รวมทั้งเล่นเกมรับ เพรสซิ่งได้ดีกว่า แต่เมื่อได้รับโอกาสแล้ว โรดรีโก้ มักไม่ทำให้ผิดหวัง ยิ่งเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกรอบรองชนะเลิศเลก 2 ลุกมาจากม้าสำรองแล้วทำสองประตูสำคัญ ช่วยราชันชุดขาวพลิกสถานการณ์ จนกลับมาเข้าชิงได้อย่างน่าทึ่งที่สุด อย่างไรก็ตามแค่นี้ยังไม่เพียงพอหรอก อีกทั้งต้องยอมรับว่า โรดรีโก้ ยังไม่ถึงขั้นสุกงอมเต็มที่นัก ยังต้องพยายามยกระดับให้ดีขึ้นอีก เพราะคุณคือนักเตะของเรอัล มาดริด ที่ไม่มีเงื่อนไขอื่น นอกจากต้องเป็นผู้ชนะเท่านั้น แล้วเมื่อหันมาดูกลุ่มแข้งอะไหล่ข้างสนาม แทบฝากความหวังใครลำบาก มาร์โก อเซนซิโอ ประสบปัญหาบาดเจ็บไม่หยุดไม่หย่อน น่าจะเข้าข่ายเรื้อรังฝังราก รักษาให้หายขาดลำบากแล้ว ฟอร์มก็เลยดร็อปลงไปอีก ลูกัส บาสเกซ ก็ยังไม่ถึงขั้นนัก ส่วนใหญ่แล้วถูกเปลี่ยนลงมาเล่นแบ็กขวาซะมากกว่า ในเกมที่ไม่หนักเท่าไรหรือสถานการณ์ต้องการประตู หัวหอกอีก 2 คนที่มีอยู่อย่าง มาเรียโน่ ดิอาซ หรือ ลูก้า โยวิช ไม่ใช่แค่ความสามารถไม่ถึงระดับที่วางไว้ สภาพจิตใจที่จะต่อสู้กับแรงกดดันก็ไม่มากพอ พวกเขาน่าจะเหมาะกับสโมสรระดับกลาง ในขณะเดียวกันเป้าหมายหลักคือ กาเบรียล เชซุส ซึ่งทางมาดริดสนใจอยากดึงมาจากแมนฯซิตี้ ก็โดนอาร์เซน่อลปิดดีลไปเรียบร้อย เหลือแค่รอเปิดตัวอย่างเป็นทางการเท่านั้นเอง เคสนี้ดูเหมือนว่า มาดริดจะเสียเปรียบ เชซุส คือนักเตะนอกอียู แล้วโควต้าในทีมชุดปัจจุบันเต็มแล้วด้วย อาจต้องเสียเวลาสะสางจัดระเบียบกันใหม่ นอกจากนี้พวกเขาก็เพิ่งเทงบก้อนโต 100 ล้านยูโร เป็นค่าตัว โอเรเลียง ชูอาเมนี่ กองกลางอนาคตไกลอีกต่างหาก อาจจะไม่สะดวกนักหากจะต้องทุ่มทุนแบบดุดันอีก เพราะยุคข้าวยากหมากแพงก็รู้กันอยู่ ไม่ได้หมายความว่า เปเรซ จะล้มแผนดึงตัวรุกมาเสริมหรอก เพียงแต่ว่าอาจอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ง่ายเท่าไรนัก รวมทั้งต้องเผื่อแผนสำรองไว้เป็นทางออกด้วย นั่นจึงเป็นที่มาของข่าวว่า ถ้าไม่มีผู้เล่นในตำแหน่งนี้มาใหม่จริงๆ คาร์โล อันเชล็อตติ เตรียมผลักดัน เอแด็น อาซาร์ เข้ามาเล่นตัวใน ไว้เสริมในกรณีไม่มี เบนเซม่า หรือต้องการหมุนเวียน AS สื่อใหญ่ของสเปนจุดประเด็นนี้ขึ้นมาอย่างน่าสนใจ เมื่อพิจารณาจากเงื่อนไขและปัจจัยรอบด้าน ต้องบอกว่าเป็นไปได้อย่างมากเลยทีเดียว แม้ อาซาร์ จะไม่ใช่กองหน้าตัวเป้าแบบธรรมชาติ แต่หากมองสถิติยุคเฟื่องฟูสมัยอยู่เชลซี จะเห็นว่าถล่มประตูเป็นกอบเป็นกำ นั่นยืนยันถึงความเด็ดขาดในการจบสกอร์ดีเยี่ยม พูดง่ายๆคือมีพื้นฐานแน่นปึ้ก อันเช่ จึงอยากจะงัดสูตร false 9 หรือกองหน้าตัวหลอกมาใช้ หากสถานการณ์จำเป็นหรือคิดว่าเหมาะสมกับเกมที่ต้องเล่นอย่างนั้น แล้ว อาซาร์ ซึ่งร้องขอโอกาส รวมทั้งแสดงความมุ่งมั่นตั้งใจ ไม่มีความคิดย้ายไปไหนในซัมเมอร์ เพื่อต้องการพิสูจน์ตัวเอง โดยเฉพาะความศรัทธาที่มีต่อ อันเช่ นี่จึงเป็นแผนแห่งอนาคตที่น่าสนใจ เพราะไม่ว่าอย่างไร มาดริดต้องพยายามเค้นศักยภาพของดาวเตะเบลเจี้ยนให้มากที่สุด อย่าลืมว่า อาซาร์ คือผู้เล่นที่ เปเรซ เข้าขั้นทุบคลังหวังสร้างความยิ่งใหญ่ จ่ายค่าตัวให้เชลซีในปี 2019 ทะลุ 100 ล้านปอนด์ หากครบตามเงื่อนไขว่ากันว่าน่าจะเหยียบ 130 ล้านด้วยซ้ำ ทั้งที่นักเตะเหลือสัญญาเพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น ในขณะเดียวกันก็จ่ายค่าจ้างแพงเป็นเบอร์ต้นๆของทีม ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ capology ที่นำเสนอเกี่ยวกับมูลค่าและค่าเหนื่อยผู้เล่นระบุไว้ที่ 600,962 ยูโรต่อสัปดาห์ ซึ่งก็น่าจะประมาณ 520,000 ปอนด์ด้วยกัน ส่วนข้อมูลจากเว็บ sillyseason อ้างตัวเลข 416,000 ปอนด์ต่อวีก ซึ่งนั่นก็สูงสุดในทีมปัจจุบันอยู่ดี โดยเฉพาะเมื่อ แกเร็ธ เบล หมดสัญญาย้ายออกไปเรียบร้อย ว่ากันตามตรงหากจะขายในซัมเมอร์นี้คงลำบาก ยิ่งถ้ามองเรื่องคุ้มทุน มันเป็นไปไม่ได้เลย อาซาร์ อายุ 31 ปีเข้าไปแล้ว แถมเจ็บแบบถี่ยิบ ไม่ได้ลงเล่นต่อเนื่อง จนฟอร์มดร็อปลงไปอย่างที่เห็นกัน แทบจะถูกลืมไปเลย งานนี้จึงต้องพึ่งพาความสามารถของ อันเชล็อตติ ว่าจะดึงตัวตนแท้จริงออกมาได้มากแค่ไหนกัน อย่างน้อยที่สุดในสถานการณ์ที่ไม่ได้ผู้เล่นตัวรุกมาเพิ่มจริงๆ นี่คือปีสุดท้ายของ อาซาร์ เพื่อพิสูจน์และคืออีกความท้าทายของ อันเช่ ที่จะเสกให้นักเตะที่โลกลืม กลับมาให้เป็นที่จดจำกันอีกครั้ง ------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #นี่คือผู้ท้าทายบัลลังก์ ]

หากไม่มีอะไรผิดพลาดคลาดเคลื่อน ริชาร์ลิซอน จะเปิดตัวเป็นสมาชิกใหม่ป้ายแดงของท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ในเร็ววันนี้ ตามข้อมูลจากสื่อส่วนมาก ระบุเอาไว้ว่าค่าตัวก้อนแรกการันตีที่ 50 ล้านปอนด์ บวกแอดออนส์หรือโบนัสตามเงื่อนไขอีกราว 10 ล้าน เบ็ดเสร็จแล้วอาจถึง 60 ล้านปอนด์ด้วยกัน ก่อนหน้าไม่นานสเปอร์สเพิ่งปิดดีล อีฟส์ บิสซูม่า , เฟรเซอร์ ฟอสเตอร์ และ อิวาน เปริซิช มาเสริมความแข็งแกร่ง เตรียมความพร้อมสู้ศึกในฤดูกาลที่กำลังคืบคลานเข้ามา คาดว่าสเปอร์สยังไม่หยุดชอปนักเตะแค่นี้หรอก ตามนโยบายของบอร์ดบริหารและแผนงานที่ อันโตนิโอ คอนเต้ วางเอาไว้คือ เพิ่มขนาดทีมให้ใหญ่ขึ้น ด้วยนักเตะที่มีคุณภาพมากพอ เพราะเป้าหมายไม่ใช่แค่ความสำเร็จในพรีเมียร์ลีกอย่างเดียว แต่มียูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญ จากข่าวล่าสุดสเปอร์สกำลังเจรจาดึง เกลม็องต์ ล็องเล่ต์ เซ็นเตอร์แบ็กส่วนเกินของบาร์เซโลน่ามาอีกราย แม้ว่าจะไม่ค่อยเป็นที่ถูกอกถูกใจของบรรดาสาวกที่อยากเห็นคนอื่นมากกว่า แต่หากนี่เป็นความต้องการของ คอนเต้ จริงๆ ก็ต้องปล่อยตามนั้น อย่างน้อยย่อมเล็งเห็นประโยชน์ที่จะได้จากอดีตกองหลังทีมชาติฝรั่งเศส ซึ่งอายุไม่ได้มากเท่าไรเพิ่ง 27 ปีเอง อีกคนกำลังเป็นที่จับตามองคือ เจด สเปนซ์ แบ็กขวาขาโขยกของมิดเดิลโบรช์ ซึ่งฟอร์มโดดเด่นเบอร์ต้นๆของเดอะ แชมเปี้ยนชิพในฤดูกาลที่ผ่านมา จนมีส่วนสำคัญผลักดันน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์เลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง นับตั้งแต่ปี 1999 ฟอเรสต์ยืมตัวมาใช้งาน ก่อนส่งคืนโบโร่เจ้าของจริง งวดแรกเจรจากันตกลงค่าตัวไม่ได้ สเปอร์สอยากจ่ายไม่เกิน 15 ล้านปอนด์ แต่ทางนั้นได้ทีโก่งไป 20 ล้าน จนต้องชะงักไป ล่าสุดปัดฝุ่นถกกันอีกครั้ง แนวโน้มไปได้สวยขึ้น มีโอกาสสูงที่จะตกลงกันได้ ด้วยระบบการเล่นที่เน้นเซ็นเตอร์แบ็ก 3 คนเป็นหลัก ดังนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกที่ คอนเต้ จะให้ความสำคัญกับผู้เล่นวิงแบ็ก ซึ่งต้องเจ๋งจริง ทั้งเรื่องพละกำลังที่วิ่งขึ้นลงได้ต่อเนื่อง รวมถึงรักษาสมดุลระหว่างเกมรุกและรับได้อย่างดี ในขณะเดียวกันยังมีความเคลื่อนไหวของ ฟาบิโอ ปาราติชี่ ผู้อำนวยการกีฬา ซึ่งเดินทางไปอิตาลีบ้านเกิด โดยคาดกันว่าน่าจะปฏิบัติภารกิจเรื่องหาผู้เล่นเข้าสโมสร เมื่อไม่กี่วันก่อนมีคนเห็น ปาราติชี่ แวบไป Forte dei Marmi เมืองตากอากาศในแคว้นทัสคานี เพื่อพูดคุยกับ จูเซปเป้ รีโซ่ เอเจ้นท์คนสำคัญ ซึ่งมีนักเตะดังอยู่ในความดูแลหลายราย โดยเฉพาะกลุ่มที่เล่นในลีกอิตาลี ทั้ง ซานโดร โตนาลี่ , ไบรอัน คริสตันเต้ , มัตเตโอ เปสซิน่า , ดาวิเด้ ฟรัตเตซี่ , จานลูก้า มันชินี่ , สเตฟาโน่ เซนซี่ , ปาปู โกเมซ , เฟเดริโก้ ดิมาร์โก้ หรือ อันเดรีย เปตาญ่า ซึ่งแต่ละคนทำผลงานได้น่าประทับใจในช่วงซีซั่นที่ผ่านมา ปาราติชี่ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับ รีโซ่ อยู่แล้ว หากต้องการนักเตะบางคนที่อยู่ในสังกัดของเอเจ้นท์คนนี้จึง คงไม่ใช่เรื่องยากเท่าไรนัก ตามรายงานจากสื่อเชื่อว่าเป้าหมายของไก่เดือยทองน่าจะเป็น โตนาลี่ หรือ มันชินี่ ซึ่งคงต้องตามดูกันต่อไปว่าเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆคือการได้ ปาราติชี่ มาเป็นผู้อำนวยการ สามารถช่วยผลักดันสเปอร์สได้อย่างดีเยี่ยม คอนเน็กชั่นของเขาในวงการฟุตบอลอิตาลี ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว จัดอยู่ในขั้นมีอิทธิพล การมาของ เดยัน คูลูเซฟสกี้ , โรดริโก้ เบนตานกูร์ หรือ คริสเตียน โรเมโร่ ก็มีผู้อำนวยการคนนี้แหล่ะอยู่เบื้องหลัง อีกทั้งเคยทำงานร่วมกับ อันโตนิโอ คอนเต้ มาก่อนแล้วตั้งแต่ที่ยูเวนตุส จึงรู้ทางกันดีพอสมควร พูดจาภาษาเดียวกันด้วย หลายต่อหลายอย่างจึงไปได้สวย แทบไม่มีอุปสรรค เคสของ ปาราติชี่ คืออีกตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นความสำคัญของผู้อำนวยการกีฬา ที่ต้องกว้างขวางพอสมควร เป็นที่ยอมรับในแวดวง โดยเฉพาะเดินเรื่องได้คล่องตัว หากต้องการนักเตะสักคน ในขณะที่ผู้เล่นขาเข้าหลั่งไหลมาอย่างต่อเนื่อง ขาออกก็แทบปิดประตูเลย ผู้เล่นแกนหลักหรือพวกที่อยู่ในแผนการสร้างทีมอยู่ครบทั้งสิ้น ยกเว้นรายที่ยินดีปล่อยเท่านั้นเอง ค่อยรอข้อเสนอยื่นเข้ามา แฮร์รี่ เคน ซึ่งดิ้นรนอยากเซ็นสัญญาแมนฯซิตี้เมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว ก็เปลี่ยนใจสิ้นเชิงไม่มีความคิดย้ายอีกต่อไป ตรงกันข้ามอาจขยายสัญญาที่เหลืออีก 2 ปีด้วยซ้ำ ฝากผีฝากไข้กันไปจนกว่ารีไทร์ ซน ฮึง มิน ผู้ร้อนแรงสุดๆในเวลานี้ จากผลงานขั้นเทพจนคว้าดาวยิงสูงสุดพรีเมียร์ลีกล่าสุด มีข่าวโยงกับท็อปทีมอย่างเรอัล มาดริดหรือลิเวอร์พูล แต่บอกได้คำเดียวว่าโคตรยาก แถมเพิ่งยืดสัญญาออกไป ที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าเรื่องของบุคลากรอันยอดเยี่ยม เห็นจะเป็นสถานะทางการเงินของท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ที่แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมมาก หลังผ่านพ้นวิกฤตโควิดมาแล้ว สโมสรเริ่มตั้งหลักได้ด้วยการดำเนินการตามนโยบายของ ดาเนี่ยล เลวี่ ประธานสโมสรและ โจ ลูอิส หัวเรือใหญ่แห่งกลุ่ม ENIC จนทำให้โครงสร้างมั่นคงตามลำดับ สนามแห่งใหม่ที่ใหญ่โตโออ่าอลังการงานสร้าง แถมทันสมัยล้ำยุค กลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญเสริมให้แข็งแรงเข้าไปอีก รายได้ที่เข้ามาจากหลายทิศทาง แถมตั๋วปีที่ขายเกลี้ยงตามผลงานของทีม เรื่องไฟแนนเชี่ยล แฟร์เพลย์หรือ FFP ก็ไม่ต้องห่วงว่าจะโดนหายใจรดต้นคอเหมือนเอฟเวอร์ตันในเวลานี้ เพราะรักษาสมดุลได้ดีมากๆ ยังสามารถใช้เงินโปะซื้อผู้เล่นหรือจ่ายค่าจ้างในเรตสูงๆได้อย่างสบายร่วม 400 ล้านปอนด์ หนี้สิ้นที่มีอยู่ก็ไม่ต้องห่วงหรอก เป็นพวกระยะยาวทั้งสิ้นและสามารถผ่อนจ่ายได้ แบบไม่กระทบกระเทือนการคลัง เมื่อพิจารณาองค์ประกอบรอบด้าน พอมาถึงตรงจุดนี้ คงไม่ใช่เรื่องแปลกหรอก หากว่ายิด อาร์มี่หลายคน ตั้งความหวังไว้สูงในฤดูกาลใหม่ พวกเขาต้องการท้าทายสองขั้วอำนาจในพรีเมียร์ลีกปัจจุบันอย่างแมนฯซิตี้และลิเวอร์พูล ซึ่งแทบจะผูกขาดแย่งชิงกันในช่วงหลัง ขณะเดียวกันก็พร้อมมากสำหรับการตีกรรเชียงหนีอาร์เซน่อลคู่ปรับร่วมลอนดอนเหนือและแซงหน้าเชลซี ก้าวมาเป็นสโมสรฟุตบอลเบอร์หนึ่งของเมืองหลวง แชมป์ระดับเมเจอร์ครั้งล่าสุดของไก่เดือยทอง ต้องย้อนไปยังปี 2008 ซึ่งครองโทรฟี่ลีกคัพ รายการน้องนุชสุดท้องของประเทศ เอฟเอคัพก็ต้องทวนเข็มนาฬิกากลับไปยังปี 1991 สมัย พอล แกสคอยน์ ยังพีกสุดขีดยิงฟรีคิกทะลวงไส้ใส่ฟอเรสต์ในเกมนัดชิง ส่วนลีกสูงสุดหรือพรีเมียร์ลีก แทบไม่ต้องพูดถึง ไม่มีใครจำบรรยากาศฉลองแชมป์ในฤดูกาล 1960/61 ได้อย่างแน่นอนว่าชื่นมื่นแค่ไหน สำหรับเวทียุโรปก็ไปไกลปี 1984 ที่ได้ครองยูฟ่า คัพหรือยูโรปา ลีกในเวลานี้นั่นเอง จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า หากสเปอร์สมีโทรฟี่มาประดับตู้โชว์สักใบ จะยิ่งเป็นการกระตุ้นปลุกใจให้ฮึกเหิมยิ่งกว่าเดิม แม้อาจจะเร็วเกินไปถ้าจะพูดถึงเรื่องแชมป์ลีก แต่ด้วยความเพียบพร้อมที่มากขึ้นตามลำดับ เราอาจได้เห็นเซอร์ไพรส์จากไก่เดือยทองก็ได้ บอกเลยว่านี่คือทีม ที่ควรจับตามองอย่างมากในฤดูกาลหน้า ------------------ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117