breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

[ #ในนามของคนพิเศษ ]

สำหรับนักเตะเอาท์ฟิลด์ไม่ใช่ผู้รักษาประตูในวัย 37 ย่าง 38 ปี การจะยืนหยัดในระดับท็อปเป็นเรื่องที่ยากมากถึงมากที่สุด หากคุณยังฝืนเล่นต่อก็ต้องยอมรับสภาพการเป็นตัวสำรองให้ได้หรือไม่ก็ต้องลดเลเวลค้าแข้งพวกลีกรอง มาตรฐานไม่สูงมากเกินไป เพื่อเอาตัวรอดให้ได้ แต่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ในวัยที่ใกล้รีไทร์เต็มที กลับยังไม่ยอมพ่ายแพ้ให้สังขาร ยิ่งโดนวิจารณ์ในแง่ลบ ร่างกายไม่ไหวแล้วหรือหมดสภาพมากเท่าไร มันก็ยิ่งกระตุ้นให้กระหายอยากจะพิสูจน์ให้ประจักษ์เลยว่า นั่นคือความคิดที่ผิด ต้องยอมรับว่าฤดูกาลนี้ น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสุดของเขาแล้ว ไม่เคยต้องเป็นอย่างนี้มาก่อน สถานะซูเปอร์สตาร์และคนสำคัญในทีม ถูกทอนเหลือเพียงแค่ตัวสำรองที่ต้องรอคอยโอกาสข้างสนาม ในขณะเดียวกันมีข่าวออกมาอย่างสม่ำเสมอ เขาต้องการย้ายออกตั้งแต่ช่วงตลาดซัมเมอร์แล้ว ด้วยเหตุผลมองไม่เห็นอนาคตกับแมนฯยูไนเต็ด เช่นเดียวกับพลาดโอกาสเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เรื่องนี้ไม่รู้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร แต่แฟนบอลทั่วไปตัดสินจากข่าวและการหายหน้าไปจากช่วงปรีซีซั่น เหมือนเป็นการประท้วงกลายๆว่าต้องการย้ายหนี เลยไม่ยอมมารายงานตัวเข้าแคมป์ อย่างไรก็ตามนักเตะแบบเขาไม่ได้จะหาสังกัดใหม่ง่ายๆ ด้วยเงื่อนไขมากมาย ไม่ว่าจะอายุมากเกินไป ค่าจ้างในเรตสูงลิบไม่น่าน้อยกว่าครึ่งล้านปอนด์ต่อสัปดาห์ แล้วยังต้องมีค่าตัวอีกก้อน เพราะสัญญายังไม่หมด โรนัลโด้ จึงถูกมองว่าจำใจอยู่กับทีมต่อไป ไม่มีทางเลือกดีกว่า สุดท้ายก็เลยต้องกลับมารายงานตัว ยังไงก็ต้องรักษาความเป็นมืออาชีพเอาไว้ ไม่อย่างนั้นชื่อเสียงที่สั่งสมมานานป่นปี้หมดแน่ ด้าน เอริก เทนฮาก ไม่พอใจสักเท่าไรนัก แม้จะอ้างเหตุผลเรื่องครอบครัวก็ตาม การพลาดปรีซีซั่นถือเป็นเรื่องเสียหายคอขาดบาดตาย ทำให้ไม่ได้เตรียมความพร้อมมากพอ นอกจากนี้หลังกลับจากทัวร์ที่ไทยและออสเตรเลียแล้ว แมนฯยูไนเต็ดมีโปรแกรมปรีซีซั่นนัดสุดท้ายกับราโย บาเยกาโน่ ปรากฏว่า โรนัลโด้ โดนเปลี่ยนตัวออกแล้วเผ่นกลับบ้านก่อน แทนที่จะรออยู่จนจบเกมตามปกติ เสียงวิจารณ์เซ็งแซ่เลยว่าคือพฤติกรรมไม่เหมาะสม แม้จะแฟนบอลที่สนับสนุนเชื่อว่าอาจได้รับอนุญาตจาก เทนฮาก เป็นกรณีพิเศษแล้ว นักเตะคนอื่นก็กลับก่อนเช่นกัน แต่เรื่องนี้ไม่มียืนยันชัดเจนหรอก แต่ทุกคนมาเข้าใจเมื่อ เทนฮาก ให้สัมภาษณ์ว่า นี่เป็นสิ่งที่รับไม่ได้ ทำไมนักเตะถึงกลับบ้านก่อน ต่อให้เป็นแค่เกมอุ่นเครื่องก็ต้องอยู่จนกว่าจบเกมเรียบร้อย เชื่อกันว่ากุนซือดัตช์หัวเสียเลยทีเดียว ถึงพูดออกมาต่อหน้าสาธารณะอย่างนั้นและเขาก็กล้าเหมือนที่ให้สัมภาษณ์ ตัดสินใจดร็อป โรนัลโด้ เป็นตัวสำรอง โดยไม่แคร์เลยว่าจะบิ๊กเนมสักแค่ไหน เรื่องวินัยก็ส่วนหนึ่ง แต่สิ่งที่อ้างว่าสภาพร่างกายไม่พร้อม เพราะไม่มีเกมปรีซีซั่น จำต้องยอมรับความจริง แล้วเมื่อมีโอกาสได้ลงสนาม สังเกตุได้ว่าความปราดเปรียวว่องไวที่เคยเป็นคุณสมบัติเด่นมาตลอด ลดน้อยลงชัดเจนเลย ยิ่งถ้าครองบอลไว้กับตัวนานเกิน ก็มักจะโดนฝ่ายตรงข้ามแย่งง่ายๆเลย โดนรุมทีไรแทบเอาตัวไม่รอด บางครั้งหนึ่งต่อหนึ่งก็หยุดได้สบายๆ เขากลายเป็นตัวเลือกลำดับ 3 ในตำแหน่งกองหน้าตัวเป้ารองจาก อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล และ มาร์คัส แรชฟอร์ด ทั้งที่ในยุคของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา และ ราล์ฟ รังนิก ยังไงก็ต้องนอนมา ยากนักที่จะหลุดไปข้างสนาม ในขณะเดียวกันทั้งสื่อและแฟนบอลไม่น้อย เริ่มโจมตีหนักขึ้น นั่นยังมีพวกกูรูพันดิต ซึ่งเป็นอดีตนักเตะบางคน ฟันธงเลยว่าเวลากำลังไล่ล่า โรนัลโด้ ใกล้ถึงวันที่ต้องโบกมือลา ไม่แน่ใจว่าเสียงเหล่านี้ โรนัลโด้ จะได้ยินหรือเปล่า? และหากได้ยินแล้วจะรู้สึกอย่างไร? แต่ตามนิสัยชอบจะเอาชนะ โรนัลโด้ มักไม่ยอมให้ใครมาดูแคลนกันอย่างนี้หรอก กว่าจะยิงประตูแรกได้ ต้องใช้เวลาถึง 8 เกม แถมเป็นจุดโทษอีกต่างหาก ซัดใส่เชริฟฟ์ ซึ่งจะบอกว่าปลดล็อกก็ไม่เต็มปากเต็มคำนัก หากไม่ใช่เป็นจุดโทษแล้ว คงต้องควานหากันต่อไป หนักสุดก็คือเกมเจอโอโมเนีย นิโกเซียที่ไซปรัส เขามีโอกาสหลายต่อหลายหน เพื่อนร่วมทีมพยายามปั้นให้ยิงเพื่อเรียกความมั่นใจ แต่ลูกง่ายๆยังพลาดแบบหมูหก เหลือประตูโล่งๆซัดชนเสาเฉยเลย เราได้เห็นโมเมนต์ที่ผิดหวังสุดขีดของเขา อย่างเช่นแหกปากตะโกนขึ้นฟ้า เหมือนไม่เข้าใจโชคชะตาที่เล่นตลก ทำไมดวงซวยขนาดนี้ แต่ในอีกด้านมันยิ่งเป็นการตอกย้ำความเชื่อของใครหลายคนว่า น่าจะไม่ไหวแล้วจริงๆ เจอคู่แข่งที่อ่อนชั้นกว่าเยอะอย่างโอโมเนีย ยังไม่อาจทำประตูได้เลย นับประสาอะไรกับพรีเมียร์ลีก ซึ่งโหดหินหว่าหลายเท่าตัว เป็นไปตามคาดพอเกมลีกมาถึง เขากลายเป็นสำรอง ต้องรอเวลาแบบไม่อาจกำหนดได้ที่ข้างสนาม แต่ใครจะคาดคิดล่ะว่า มาร์กซิยาล ที่เพิ่งทำไป 1 แอสซิสต์ กำลังอยู่ในช่วงฟอร์มแรง บาดเจ็บเล่นต่อไม่ไหว โรนัลโด้ จึงถูกส่งลงมาแทน ด้วยสายตาที่ไม่ค่อยไว้วางใจนักของแฟนแมนฯยูไนเต็ด เพราะเพิ่งผิดหวังมากจากเกมยุโรป แต่ราวกับว่ามีเขียนสคริปต์ไว้ล่วงหน้า โรนัลโด้ ซัดประตูอย่างเด็ดขาดในช่วงทดเวลาครึ่งแรก เป็นลูกยิงที่แม่นยำและทรงพลังตามลายเซ็น อีกทั้งยังเป็นประตูที่ 700 ในระดับสโมสร ช่างเป็นช่วงเวลาที่หอมหวานเหลือเกิน เกมดังกล่าว โรนัลโด้ เล่นได้ยอดเยี่ยมมาก BBC เลือกติดทีมยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีกประจำสัปดาห์ เขาไม่ได้เป็นภาระอย่างที่ใครคิดอีกแล้ว ไม่นานนัก เอริก เทนฮาก ให้สัมภาษณ์ว่า เหตุผลที่ลูกทีมรายนี้ดูดีขึ้นกว่าเดิม เพราะซ้อมหนักมาก มีเกมเล่นต่อเนื่อง ร่างกายจึงค่อยๆฟื้นฟูเข้าที่เข้าทาง ที่มาช้าต้องเข้าใจว่าอายุมากขึ้น ยังไงก็ต้องรีเซ็ตกันนานสักหน่อยกว่าจะเห็นผลลัพธ์ นอกจากนี้การขาดเกมปรีซีซั่น สะท้อนให้เห็นเลยว่ามีส่วนฉุดให้ฟอร์มตกแค่ไหน หลังเข่นเอฟเวอร์ตัน รุ่งขึ้นแมนฯยูไนเต็ดทำเสื้อพิเศษ สกรีนเลข 700 หลังเสื้อมอบให้ โรนัลโด้ เป็นที่ระลึก พร้อมเพื่อนร่วมทีมทุกคนมาร่วมถ่ายภาพด้วย เป็นการยืนยันถึงความกลมเกลียวเหนียวแน่นภายใน ขณะเดียวกันโอกาสของ โรนัลโด้ เปิดกว้างมากขึ้นกับการลงเล่นตัวจริง มาร์กซิยาล ยังไม่ฟื้นง่ายๆและ แรชฟอร์ด ดูเหมาะบทบาทตัวรุกริมเส้นมากกว่า แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีมเอฟเวอร์ตัน ซึ่งเคยปะทะกับ โรนัลโด้ มาก่อน บอกเลยว่านักเตะประเภทนี้ ยังไงก็ต้องมีความพิเศษอยู่ มักจะโชว์ออกมาให้เห็นอยู่เสมอ อย่างเช่นประตู 700 ได้ลงเล่นเพราะเพื่อนร่วมทีมบาดเจ็บพอดี กระนั้นจะพิเศษขนาดไหนในวัย 38 ซึ่งยังทนสู้กับสังขาร ให้คอยดูกันต่อไป ดูเหมือนว่า โรนัลโด้ ลุกขึ้นมาพร้อมลุยเต็มที่แล้ว ----------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ระเบิดที่รอวันตูม ? ]

ช่วงหัวค่ำของทางฝั่งยุโรปที่ผ่านมา กระแสข่าวที่ว่า คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ต้องการย้ายออกจากปารีส แซงต์ แชร์กแมงโดนกระพือให้แรงมากขึ้นเรื่อยๆ สื่อมากมายรายงานไปในทิศทางเดียวกัน แตกต่างกันแค่รายละเอียดปลีกย่อยเท่านั้นเอง แม้กระทั่งนักข่าวเบอร์ 1 ในวงการเรื่องตลาดซื้อขาย ได้รับความน่าเชื่อถือมายาวนานอย่าง ฟาบริซิโอ โรมาโน่ ยังร่วมยืนยันด้วยเช่นกัน ความน่าสนใจจึงทวีคูณขึ้นมาเลย มาร์ก้าคือเจ้าแรกๆที่จุดประเด็นนี้ขึ้นมาก่อน เดิมทีไม่ค่อยมีใครคล้อยตามนัก เพราะรู้กันอยู่ว่านี่คือสื่อที่โปรเรอัล มาดริด มักจะเล่นข่าวในเชิงเปแอสเชมีปัญหาอยู่บ่อยๆ สองทีมนี้ไม่ถูกกัน ผู้บริหารเปิดศึกงัดข้อเรื่อยมา กระทั่งความบาดหมางมาถึงขีดสุดก็ตอนที่ เอ็มบั๊ปเป้ ยอมขยายสัญญากับเปแอสเชต่อ สร้างความสะใจให้ นาสเซอร์ อัล - เคไลฟี่ อย่างมาก เหมือนได้รับชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ ตบหน้า ฟลอเรนติโน่ เปเรซ บิ๊กบอสมาดริดอย่างแรง แต่ความจริงมันน่าจะเป็นการเริ่มต้นสงครามแค่ยกแรกเท่านั้นเอง ยังไม่ได้บทสรุปหรือตัดฉากจบกันง่ายๆหรอก เอ็มบั๊ปเป้ ต่อสัญญาออกไปอีก 3 ปี พร้อมมีการระบุว่ารับค่าจ้างมหาศาล แพงสุดเป็นประวัติการณ์ ตัวเลขที่แต่ละฝ่ายนำมาอ้างแทบแตกต่างกัน ทว่าก็ยังมากมายอยู่ดี อย่างฟอร์บส์สื่อทรงอิทธิพลด้านการเงินและเศรษฐกิจ ระบุตัวเลขในฤดูกาลเดียวประมาณ 120 ล้านยูโร ย้ำเลยว่านี่แค่ฤดูกาลเดียวเท่านั้น ขณะที่เว็บไซต์อย่าง Copology ซึ่งเป็นที่ยอมรับในข้อมูลค่าจ้างแข้งอาชีพทั่วโลก อ้างว่าตกสัปดาห์ล่ะ 1,800,000 ยูโร เหนือกว่า ลิโอเนล เมสซี่ และมากกว่า เนย์มาร์ เกือบเท่าตัวเลยทีเดียว จริงๆเรื่องเงินไม่ได้สร้างความแปลกใจให้สักเท่าไรเลย แทบทุกคนต่างรู้กันดีว่า หนทางเดียวที่เปแอสเชจะเกลี้ยกล่อมให้ยอมยืดสัญญาออกไปและเปลี่ยนความคิดไม่ซบมาดริด นั่นคือข้อเสนออันงดงาม เกินห้ามใจไว้ได้ ค่าจ้างอันอู้ฟู่ที่ทำให้เห็นว่า สโมสรมีความจริงใจอยากเก็บไว้เป็นสัญลักษณ์ โดยเฉพาะต้องได้เยอะกว่าทุกคนในทีม ช่วยการันตีสถานะตรงจุดนี้ ในขณะเดียวกันสิทธิพิเศษก็ต้องไม่เหมือนผู้เล่นในทีมทั่วไป พร้อมมีข่าวกอสซิปที่ตามมาว่า จะได้มีส่วนเลือกกุนซือและเพื่อนร่วมทีมด้วย จนแฟนบอลนำไปล้อกันอย่างสนุกปาก นี่มันยิ่งกว่าท่านประธานซะอีก ยกตำแหน่งเจ้าของทีมอีกคนให้เลยเถอะ อย่างไรก็ดีเราไม่อาจล่วงรู้ได้ว่า เรื่องนี้จริงหรือไม่ ได้แต่คาดเดากันไปต่างๆนานา แต่ที่พอจะเห็นและคาดเดาได้ก็คือ ความสัมพันธ์ของเขากับ เนย์มาร์ ที่ดูย่ำแย่มากขึ้นทุกวัน เริ่มจากชนวนแย่งยิงจุดโทษ ทำให้บาดแผลแห่งความขัดแข้งขยายมากยิ่งขึ้น ทั้งที่ช่วงก่อน เอ็มบั๊ปเป้ จะขยายสัญญา สองคนนี้ดูสนิทสนมกันมาก มีคลิปไม่น้อยที่ช่วยยืนยันได้ แต่ภายหลังเมื่อน้องถูกยกย่องมากขึ้น รวมทั้งแสดงท่าทีวางมาดเหิมเกริมให้เห็น พี่เองก็ย่อมไม่พอใจเป็นธรรมดา เหมือนจะรู้ว่าจากนี้ตัวเองคงตกกระป๋องเรียบร้อย ไม่ได้สำคัญเหมือนไข่ในหิน ห้ามแตะต้องเหมือนอย่างที่เคยเป็น พร้อมทั้งมีการซุบซิบนินทาว่า เอ็มบั๊ปเป้ ไม่อยากให้ เนย์มาร์ อยู่ในทีมอีกต่อไป บีบทางผู้บริหารขายออกไปซะ จึงมีข่าวลือว่าเปแอสเชยินดีรับฟังทุกข้อเสนอของทุกทีมที่สนใจดาวเตะแซมบ้า แต่ความจริงก็คือมันไม่ง่ายเลย นักเตะเหลือสัญญาจนถึงปี 2025 ค่าตัวก็ต้องแพงหูฉี่แน่ๆ ในขณะที่ค่าจ้างก็ยากจะแบกรับไหว ยังไงก็ไม่น้อยไปกว่าครึ่งล้านปอนด์ต่อสัปดาห์ สำคัญกว่านั้นคือ ทุกคนต่างรู้ว่าดึง เนย์มาร์ ไปอยู่ในทีมด้วย มันเสี่ยงมากๆที่จะเกิดปัญหาตามมา ถ้าทางปารีสฯไม่หาทางออกที่ดูเหมาะสมสักหน่อย ก็ต้องเก็บไว้ใช้งานเองเท่านั้น ขณะเดียวกันมาร์ก้าขยี้แผลให้แสบร้อนเพิ่มอีก จากประเด็น เอ็มบั๊ปเป้ รู้สึกว่าถูกฝ่ายบริหารหักหลัง ไม่ได้เล่นในตำแหน่งที่ต้องการ ซึ่งก็คือการยืนเป็นหน้าเป้าอย่างสม่ำเสมอ ดูเหมือนว่าความสำคัญและบทบาทของ เมสซี่ แทบไม่ได้ลดลงเลย เหมือนเป็นศูนย์กลางเกมรุก คอยบัญชากำหนดจังหวะตามที่คำสั่งของ คริสตอฟ กัลทิเย่ร์ ในอีกด้านอิทธิพลของดาวเตะอาร์เจนไตน์ก็ยังเต็มเปี่ยม เพื่อนร่วมทีมแทบทุกคนยกย่องนับถือ โดยไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมากเลย เนย์มาร์ คือหนึ่งในนักเตะที่เคารพ เมสซี่ อย่างมาก เช่นเดียวกับ มาร์โก แวร์รัตติ นักเตะที่อยู่ในทีมชุดปัจจุบันนานกว่าใครทั้งหมด ดังนั้น เอ็มบั๊ปเป้ จึงเหมือนโดนเพื่อนร่วมทีมลอยแพ ไม่ให้ความสนใจเท่าไรนัก ยิ่งทำให้ขาดความเชื่อมั่นหนักกว่าเดิม เหมือนถูกปล่อยให้อยู่ตามลำพัง เอ็มมานูเอล เปอตีต์ อดีตนักเตะทีมชาติฝรั่งเศสและอาร์เซน่อล แสดงความเห็นไว้น่าคิดว่า เอ็มบั๊ปเป้ ทำตัวเหนือเพื่อนร่วมทีมทุกคน คล้ายว่าใหญ่กว่าสโมสร ภาษากายหรือปฏิกิริยาต่างๆในสนาม ทุกคนต่างก็เห็นกันอยู่ แฟนบอลไม่น้อยคล้อยตามไปด้วยกับคอมเมนต์นี้ ขนาดนักเตะรุ่นใหญ่ที่เคยประสบความสำเร็จ ยังหลุดความเห็นในทำนองนี้ออกมา อย่างไรก็ตาม หลุยส์ กัมโปส ผู้อำนวยการกีฬาเปแอสเช ซึ่งตกอยู่ในกระแสข่าวด้วยเช่นกันว่า ไม่พอใจแนวทางหลายอย่างของสโมสร ออกมายืนกรานว่าไม่มีอะไรในกอไผ่เลย ก่อนจะลงทำศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกกับเบนฟิก้า ท่านผอ.ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง ไม่เคยได้ยินอะไรทำนองนี้เลย เอ็มบั๊ปเป้ ยังโอเคกับทีมอยู่ ทำงานบนพื้นฐานความเป็นมืออาชีพ ส่วนจะมีความสุขหรือเปล่า มันเป็นเรื่องส่วนตัวแล้ว นอกจากนี้ยังเห็น เอ็มบั๊ปเป้ หยอกเย้ากระเซ้ากับเพื่อนตามปกติ ไม่ว่าในตอนซ้อมหรือร่วมทีมกัน ไม่มีร่องรอยขัดแย้งเลย รวมทั้งเกมกับแร็งส์ที่ผ่านมา ก็ยังแสดงสปิริตฝืนลงเล่นทั้งที่มีอาการป่วยไข้ แล้วอย่างนี้จะบอกว่างอแงอยากย้ายได้อย่างไรล่ะ มันตรงกันข้ามเลยนี่ คนที่ปักใจว่า เอ็มบั๊ปเป้ มีปัญหาจริง คงไม่เชื่อคำสัมภาษณ์ของ กัมโปส อยู่แล้ว เรื่องอะไรผู้อำนวยการจะต้องออกมาลากไส้ทีมตัวเองล่ะ เรื่องในมุ้งต้องเก็บไว้ข้างในตามนโยบาย ในขณะที่แฟนบอลเปแอสเช อาจจะเชื่อในสิ่งที่ กัมโปส พูดออกมา ข่าวลือรายวันมันเป็นสิ่งปกติธรรมดา ส่วนคนที่ลังเลไม่รู้จะฝักใฝ่ฝ่ายไหน เอาเป็นว่าให้ดูกันต่อไป มันคงไม่จบเพียงเท่านี้หรอก ตราบเท่าที่สโมสรยังเต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์ ที่พร้อมสร้างปัญหาให้ทุกเมื่อ บางทีอาจจะแค่เริ่มต้นเท่านั้นเอง ----------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #เฮฟวี่เมทัลที่หายไป ]

ก่อนฤดูกาลนี้เปิดฉากขึ้น ถ้ามีใครพูดขึ้นมาว่าลิเวอร์พูลจะออกสตาร์ตด้วยความทุลักทุเล มันเป็นเรื่องยากที่น่าจะเชื่อ หงส์แดงโชว์ความร้อนแรงสุดพลังในซีซั่นที่แล้ว เกือบบันทึกประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ไร้เทียมทาน ชนิดที่ว่าไม่มีทีมไหนทำได้สำเร็จ ด้วยการลุ้น 4 แชมป์ ก่อนพลาดอย่างน่าเสียดาย พอมาถึงฤดูกาลนี้ ย่อมถูกคาดหมายว่าจะรักษามาตรฐานได้ไม่ยาก ในเมื่อยังมี เจอร์เก้น คล็อปป์ กุมบังเหียนเช่นเดิม แถมขุมกำลังก็ไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไรนัก รวมทั้งมัด โม ซาลาห์ ด้วยสัญญาฉบับใหม่ อยู่โยงกันยาวๆได้อีก การมาเสริมของ ดาร์วิน นูนเญซ ก็ยังช่วยกระตุ้นความตื่นเต้นให้เดอะ ค็อปทั้งหลาย ดาวถล่มประตูอนาคตไกล ผู้มีค่าตัวพุ่งกระฉูด 100 ล้านยูโร หากจ่ายเต็มจำนวนอ็อปชั่น คิดแล้วแทบรอไม่ไหว แต่ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน แทบทุกอย่างตรงกันข้ามกับจินตนาการเลย ลิเวอร์พูลไม่เหมือนทีมเดิมอีกแล้ว ทั้งที่แค่ก้าวผ่านฤดูกาลเท่านั้นเอง ในพรีเมียร์ลีกเพิ่งชนะแค่ 2 จาก 8 เกมที่ลงเล่น ต่ำกว่ามาตรฐานมาก แถมแพ้ไปแล้ว 2 นัดให้ทีมจากบิ๊กซิกซ์ด้วยกัน ส่วนอีก 4 เกมที่เสมอก็ไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะดูเหนือกว่าคู่แข่งทั้งสิ้น ส่วนศึกยูฟ่า แชมเปี้ยส์ ลีกก็ใช่ว่าจะดีเท่าไร บาดแผลจากการโดนนาโปลีถล่มตั้งแต่ประเดิม 4-1 ยังคงตามหลอกหลอนอยู่ แม้จะกระเตื้องขึ้นใน 2 เกมถัดมาก็ตาม กระทั่งมาโดนอาร์เซน่อลซึ่งเคยเป็นลูกไล่มาก่อน เปิดบ้านทุบ 3-2 ผู้คนมากมายชักสงสัยหนักขึ้น ตกลงแล้วเกิดความผิดพลาดอะไรขึ้นกันแน่กับลิเวอร์พูล ลำพังการขาดหายไปของ ซาดิโอ มาเน่ เพียงคนเดียว ไม่มีทางจะกระทบไปทุกภาคส่วนอย่างนี้หรอก เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่เกมรุก เราต่างเห็นว่าเกมรับก็เปื่อยยุ่ยคาดไม่ถึง ลิเวอร์พูลโดนทะลวงตาข่ายแล้ว 17 ประตูในทุกรายการ มองแค่ตรงนี้ก็รู้แล้วว่าผิดปกติอย่างแท้จริง เทียบกับซีซั่นก่อนในลีกพวกเขาเสียแค่ 26 ประตูเท่านั้นเอง ยืนยันได้ถึงความเหนียวแน่นของแนวรับ คล็อปป์ ถึงไม่ได้วิตกอะไรนักเมื่อ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ โดนวิจารณ์ในเรื่องเกมรับ อย่างน้อยพอเสียประตู ก็มักยิงคืนได้มากกว่าอยู่เสมอ สไตล์ของทีมเน้นรุกแบบดุดันทรงพลังอยู่แล้ว ถึงตอนนี้มันเปลี่ยนไป ใช่ว่าโดนยิงแล้วจะกลับมาทวงคืนได้ง่ายๆหรือซัดได้มากกว่าอย่างที่คุ้นเคยกัน ปัญหามีให้เห็นแทบทุกโซน ไล่ตั้งแต่หลัง กลาง หน้า จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแก้ไขให้ครบ แกรี่ เนวิลล์ ในบทบาทกูรูพันดิต แสดงความเห็นไว้อย่างน่าคิดว่า ลิเวอร์พูลที่มีเอกลักษณ์เฮฟวี่เมทัล คือดุดันแข็งกร้าว บุกใส่เป็นพายุบุแคมแทบไม่หายใจหายคอ เปลี่ยนท่วงทำนองอย่างชัดเจน กลายสภาพเหมือนเล่นด้วยกีตาร์เบสธรรมดา จังหวะจะโคนโทนของเกมผิดรูปผิดร่าง เฉื่อยชาขาดความกระตือรือร้นอย่างไม่น่าเชื่อ แกรี่ คอนเม้นต์ว่าเกมครึ่งแรกดูสูสี หงส์แดงสู้ได้ดีเลย แทบไม่ได้เป็นรองเท่าไรนัก แต่พอครึ่งหลังกลับกลายเป็นหนังคนละม้วน ปกติแล้วเราจะต้องคาดหวังลูกทีมของ คล็อปป์ ไล่ข่มกดดันคู่แข่งแบบเฮฟวี่เทมัลนั่นแหล่ะ ยิ่งช่วงท้ายเกมด้วยแล้ว หากอยู่ในสถานการณ์ต้องการประตู จะนวดจนน่วมเลยทีเดียว บุคลิกที่เคยก้าวร้าว ตามกัดไม่ปล่อยจากกลยุทธเพรสซิ่งเข้มข้น ถูกกลืนหายไปอย่างไม่น่าเชื่อ มีการแสดงความเห็นกันมากมาย เกี่ยวกับสิ่งที่ลิเวอร์พูลกำลังเผชิญในยามนี้ มองไปตรงไหนก็เหมือนจะใช่หมดเลย เริ่มตั้งแต่เกมรับที่เคยไว้ใจได้ ยากนักที่จะฝ่าแบ็กโฟร์ซึ่งมี เฟอร์กิล ฟานไดค์ เป็นผู้บัญชาการจัดระเบียบ ยืนกันเนี๊ยบแน่นหนา กลายเป็นว่าตัวเขากลับฟอร์มหล่นซะเอง กองหลังดัตช์ดูไม่รัดกุมสร้างความอุ่นใจให้เหมือนอย่างที่เคยเห็นกัน นอกจากนี้ดูโอก็มีการผลัดเปลี่ยนเสมอ ไม่ได้จับคู่กับใครแบบถาวรเหมือนผนึกกำลัง โจเอล มาติป เป็นหลักในซีซั่นก่อน ฟานไดค์ รับบทเซ็นเตอร์แบ็กกับผู้เล่นหลายต่อหลายคนในซีซั่นนี้ มาติป , โจ โกเมซ , แน็ทท์ ฟิลลิปส์ หรือกระทั่ง อิบราฮิม่า โกนาเต้ ที่เพิ่งหายจากบาดเจ็บ อย่างที่รู้กันตำแหน่งนี้มันสำคัญ การเปลี่ยนคู่ประจำการบ่อยๆ จึงไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย แต่ต้องยอมรับว่าปัญหาอาการบาดเจ็บ คือสิ่งที่หลีกเลี่ยงหรือกำหนดไม่ได้อยู่แล้ว ในขณะที่แบ็กทั้งสองข้างที่ขึ้นชื่อลือชาว่าโดดเด่นเรื่องเกมรุก วัดได้จากจำนวนแอสซิสต์ที่ผ่านมา ก็เริ่มแผ่วลงไป เทรนท์ ยิงไปแล้ว 3 ประตูในซีซั่นนี้ทุกรายการ เมื่อรวมกับคอมมูนิตี้ ชิลด์ แต่น่าเหลือเชื่อยังไม่มีแอสซิสต์มาฝากแฟนๆเลย ส่วนเรื่องการเล่นเกมรับไม่ต้องพูดถึง ยิ่งในช่วงที่ทีมทรุดหนัก แผลในเรื่องนี้ถูกเปิดกว้างขึ้นอีกมากเลยทีเดียว ฟากซ้าย แอนดี้ โรเบิร์ตสัน จัดไปแล้วทั้งหมด 3 แอสซิสต์ แต่น่าเสียดายที่โดนอาการบาดเจ็บเล่นงานก่อน ยังต้องเยียวยากันอีกสักพักกว่าจะกลับมา ประสิทธิภาพทางฝั่งของเขาจึงลดลงด้วย คอสตาส ซิมิกาส อาจมีความดุดันก็จริง แต่เรื่องของความแม่นยำเด็ดขาด รวมทั้งบทบาทเกมรุกยังเป็นรองอีกมาก แผงมิดฟิลด์ผู้เล่นหลายคนก็โรยไปมาก จอร์แดน เฮนเดอร์สัน , ฟาบินโญ่ หรือ ติอาโก้ อัลกันตาร่า 3 คีย์แมน น่าจะด้วยวัยที่มากขึ้น รวมไปถึงอ่อนเปลี้ยติดพันมาจากซีซั่นก่อน เด็กใหม่ก็ไม่อาจทดแทนได้เลย แม้จะพยายามปลุกปั้น ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ หรือ เคอร์ติส โจนส์ ก็ตามที นั่นไม่นับ นาบี เกอิต้า และ อเล็กซ์ อ็อกเลด แชมเบอร์เลน ที่เดี้ยงเรื้อรัง พอแก้ขัดไปยืม อาร์ตู เมโล่ ยังแทบไม่ได้ใช้งานเป็นชิ้นเป็นอัน ดันมาเจ็บตอนซ้อมพักยาวอย่างน้อย 3 เดือน อะไรมันจะโชคร้ายขนาดนั้น แนวรุกแม้ คล็อปป์ จะเปลี่ยนแท็คติกเพื่อเอื้อเต็มที่ แต่ถึงตอนนี้ ดาร์วิน นูนเญซ ก็ต้องเรียนรู้ปรับตัวกันต่อไป โม ซาลาห์ ก็ไม่เปรี้ยงปร้างเหมือนเดิม โดนตั้งคำถามแนวทางการเล่นที่ถูกจับยืนชิดริมเส้น ไม่ค่อยได้เข้าเขตอันตรายคู่แข่ง รวมทั้งต่อสัญญาใหม่แล้วไม่กระหายอย่างที่เคยเป็น ล่าสุดหนักหนากว่าเดิมอีก หลุยส์ ดิอาซ ซึ่งโชว์ฟอร์มได้มาตรฐานกว่าใคร อาจต้องพักถึง 2 เดือนด้วยกัน กลับมาอีกหลังฟุตบอลโลก 2022 ปิดฉากเลย ยังดีที่โคลอมเบียตกรอบคัดเลือกไปแล้ว ทั้งเรื่องฟอร์มการเล่นที่ดร็อปน่าใจหาย ทั้งปัญหาอาการบาดเจ็บผู้เล่นที่ตบเท้ากันขึ้นเตียงพยาบาล ล้วนแต่บั่นทอนลิเวอร์พูลในยามนี้ทั้งสิ้น เจอร์เก้น คล็อปป์ จัดเป็นกุนซือที่แก้ปัญหาได้เก่งคนหนึ่ง แต่คราวนี้จะหาวิธีไหนมาจัดการ น่าติดตามดูกันจริงๆ -------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #พวกเขามีสิทธิ์ฝัน ]

ทันทีเสียงนกหวีดสุดท้ายที่เอมิเรตส์ สเตเดี้ยมดังขึ้น มิเกล อาร์เตต้า ออกอาการลิงโลดสุดขีด กระโดดตัวลอยขึ้นฟ้า ชูหมัดอย่างสะใจ กว่าอาร์เซน่อลจะเข่นลิเวอร์พูลลงได้ 3-2 ต้องยอมรับเลยว่า มีความตึงเครียดปกคลุมตลอด เมื่อถึงเวลาก็เลยต้องขอปลดปล่อยสักหน่อย ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่า 2 ฤดูกาลหลังสุด สองทีมนี้ดวลแข้งกันบ่อยมาก รวมแล้วทั้งสิ้น 8 นัดจากทุกรายการ ปืนใหญ่ไม่สามารถเอาชนะได้เลย แถมพ่ายไปถึง 5 นัดด้วยกัน หากนับเฉพาะในเวลาปกติ 90 นาที เลยมักพูดกันอยู่เสมอว่า เหมือนงูเหลือมกับเชือกกล้วย อาร์เซน่อลแพ้ทางลิเวอร์พูล ชนิดสู้กันไม่ได้เลย มันอาจเป็นปมในใจของ อาร์เตต้า ก็ได้ อย่างซีซั่นที่แล้วในเกมลีก ตอนที่เจอกันในบ้าน อาร์เซน่อลอยู่ในสภาพที่คึกสุดขีด กวาดชัยชนะมาต่อเนื่อง แต่สุดท้ายก็ต้านทานลิเวอร์พูลไม่อยู่ ในขณะเดียวกันเกมที่แอนฟิลด์ ก่อนจะไปเยือน อาร์เตต้า ทำในสิ่งที่หลายคนคาดไม่ถึงนั่นคือ ตอนซ้อมกันมีการยกเครื่องเสียงมาเปิดเพลง you will never walk alone เพื่อให้ลูกทีมทำความคุ้นเคย เวลาเจอบรรยากาศเสียงเชียร์จากเดอะ ค็อปจริงๆ จะได้ไม่หวั่นไหว พอสื่อรู้วิธีการเช่นนี้เข้า ต่างโจมตีว่าเป็นแนวความคิดที่พิสดารอย่างมาก ไม่เห็นเข้าท่าตรงไหนเลย ราวกับว่าตัวเขาเองนั่นแหล่ะที่กลัว ไม่ใช่เกี่ยวกับนักเตะเลย แล้วผลลัพธ์ที่ออกมาหนักข้อกว่าเดิมอีก ลิเวอร์พูลโชว์ความเหนือชั้นชนิดคนละคลาส ปูพรมถล่มนิ่มๆ 4-0 เมื่อได้มาเผชิญหน้ากันอีกครั้งในฤดูกาลนี้ อาร์เตต้า ย่อมมีความคาดหวังสูงเป็นธรรมดา เพราะนี่คือช่วงเวลาที่ทัพปืนโตกำลังพีคอย่างมาก ออกสตาร์ตได้น่าเกรงขาม ในขณะที่หงส์แดงเองดูแผ่วไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในแนวรุก อาจเป็นปัญหาสำคัญ เช่นเดียวกับเกมรับซึ่งดูหละหลวมมากขึ้นกว่าที่เคยเป็น สิ่งที่ต้องยอมรับก็คือ อาร์เตต้า เรียนรู้จากความผิดพลาดในหลายครั้งที่ผ่านมา นำมาใช้ได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญก็คือผู้เล่นอาร์เซน่อล แม้จะเต็มไปด้วยวัยฉกรรจ์ แต่พลังหนุ่มและหัวใจของพวกเขาต่างแข็งแกร่งกันทั้งสิ้น พร้อมสู้ตามเสียงปลุกกระตุ้นของแฟนบอล อาร์เตต้า ยึดมั่นตามปรัชญาและแนวทางของตน เขาใช้เวลาอยู่พอสมควร คลำผิดคลำถูก เจอเสียงวิจารณ์มาไม่น้อยเลย โดยเฉพาะความพยายามจะเดินตามรอย เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ซึ่งเคยเป็นมือขวาที่แมนฯซิตี้ เชื่อกันว่า อาร์เตต้า ซึมซับวิธีการทำงานหลายอย่างมาจาก เป๊ป รวมถึงแท็คติกด้วย แต่บางครั้งมันเหมือนของปลอม ซึ่งเลียนแบบอย่างไรก็ยากจะเหมือนของจริง อย่างไรก็ตาม อาร์เตต้า ไม่แคร์อะไร ก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองต่อไป เพราะเขาน่าจะรู้ดีสุดแล้วว่าความจริงเป็นแบบไหน ย้อนกลับไปฤดูกาลที่แล้ว หลายคนยังจำได้ดี มันคือฝันร้ายของกูนเนอร์สมากในช่วงต้น เปิดมาเล่นในลีกได้แค่ 3 นัด ปรากฏว่าพ่ายเรียบวุธ โดนทะลวงตาข่าย 9 ประตู โดยที่ยิงไม่ได้เลย ความเจ็บปวดทวีคูณ เมื่อโดนพระอาจารย์อย่าง เป๊ป สอนเชิง 5-0 เป็นเกมที่ตอกย้ำเลยว่า อาร์เซน่อลไม่มีทางสู้แมนฯซิตี้ได้เลย ต่อให้ดิ้นรนแค่ไหนก็ยากอยู่ดี แต่ฤดูกาลนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ปืนโตแสดงให้เห็นพัฒนาการ รวมทั้งสรุปบทเรียนได้อย่างดีเยี่ยม แก้ไขในจุดที่บกพร่อง เติมเต็มในส่วนที่ขาดหายไป การออกสตาร์ตด้วยชัยชนะ 5 เกมติดต่อกันในลีก สะท้อนได้ถึงความจริงนี้อย่างดี พวกเขามาสะดุดเกมที่ 6 แพ้แมนฯยูไนเต็ด 1-3 ด้วยภาพรวมที่ไม่เป็นรอง สู้ได้สนุกสูสี เพียงแต่จังหวะสุดท้ายกลายเป็นตัวชี้วัด หลังความปราชัยกูนเนอร์สทั้งหลายใจไม่ค่อยดีเท่าไร กลัวจะแพ้ต่อเนื่อง เหล่าแข้งหนุ่มอาจเจอผลกระทบความรู้สึก แล้วฟอร์มจะหล่นตามไปด้วย อย่างไรก็ตามพวกเขาล้มแล้ว ใช้เวลายืนหยัดลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว คว้าชัยรวด 3 นัด นับเฉพาะในพรีเมียร์ลีก โดยที่ทุกรายการคือ 5 เกมติดต่อกัน เพราะยูฟ่า ยูโรปาลีกก็เฮทั้งสองเกม แน่นอนว่านัดเชือดลิเวอร์พูลนี่แหล่ะ คือหนึ่งในไฮไลต์ที่สำคัญของ อาร์เตต้า และเด็กๆ เห็นชัดเจนว่าแทบทุกคนพร้อมสู้อย่างไม่เกรงบารมีหรือสนใจเรื่องบอลแพ้ทางอีกแล้ว ทัพปืนโตลงไปเล่น เหมือนมั่นใจว่าต้องชนะสำเร็จ แล้วก็ได้รับผลตอบแทนอย่างที่เห็นกัน ต้องบอกเลยว่า อาร์เตต้า ไม่ได้มั่นคงในแนวทางของตนเองอย่างเดียว แต่ยังมีทีมที่ลงตัวอีกต่างหาก รู้แล้วว่า 11 คนแรกดีสุดคือใครบ้าง โดยเฉพาะแนวรุก ซึ่งร้อนแรงกันมาพักใหญ่ จตุรเทพปืนใหญ่ ประกอบไปด้วย กาเบรียล เชซุส , กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ , บูกาโย่ ซาก้า และ มาร์ติน โอเดการ์ด ที่ร่วมกันปั่นป่วนแนวรับฝ่ายตรงข้ามกันต่อเนื่อง การมาของ เชซุส ช่วยยกระดับประสิทธิภาพเกมรุกอย่างมาก หลังจากที่ขาดหน้าเป้าในลักษณะนี้มานาน ไม่ใช่แค่ยืนรอในกรอบเขตโทษ แต่ยังวิ่งพล่านทำงานหนัก ทั้งเคลื่อนไหวหาโอกาส รวมถึงเพรสซิ่งแดนบน นอกจากนี้คนอื่นก็มีพัฒนาการน่าพอใจ มาร์ติเนลลี่ คือตัวอย่างที่ว่าเลย เล่นด้วยความมั่นใจ จังหวะสปรินท์ฉีกกองหลังคู่แข่งยุ่ย เปิดช่องในการนำไปสู่ประตู จนถูกคาดหมายว่าจะเป็นซูเปอร์สตาร์ในอนาคตอันใกล้ เจอร์เก้น คล็อปป์ ยังเอ่ยปากชื่นชมเด็กหนุ่มคนนี้ ทำให้รู้สึกทึ่งและตื่นตาตื่นใจเมื่ออยู่ในสนาม กระทั่งมาโดนทีเด็ดด้วยตัวเองนั่นแหล่ะ โอเดการ์ด เองก็ปรับตัวได้ดี ยิ่งนานวันเข้าเราได้รับรู้ถึงความมหัศจรรย์อย่างที่ร่ำลือกันตั้งแต่อายุยังน้อยๆ ไม่ได้เป็นวันเดอร์คิดของปลอมอย่างที่ปรามาสกันหรอก เช่นเดียวกับ ซาก้า แม้จะได้รับบาดแผลมาจากศึกยูโร 2020 ที่มาเตะกันเมื่อปีที่แล้ว ยิงจุดโทษพลาดทำอังกฤษต้องใจสลายได้แค่รองแชมป์ แต่ก็ฟื้นตัวเองเร็วมากๆ อย่างน้อยบ่งบอกสภาพจิตใจอันแกร่งจริง ในแดนกลาง โธมัส ปาร์เตย์ คือคีย์แมน รับบทผู้นำอย่างเต็มตัว น่าห่วงแค่อย่างเดียวคืออาการบาดเจ็บจะรบกวน กรานิต ชาคา ที่เคยอยู่ในแผนถูกเขี่ยทิ้ง ก็เปล่งปลั่งอย่างไม่น่าเชื่อ แค่ปรับทัศนคติให้ดี ควบคุมอารมณ์ให้ได้ เล่นตามจังหวะของตัวเอง เท่านี้ก็ได้เห็นผลลัพธ์อันน่าพอใจแล้ว อาจจริงที่ว่าเส้นทางยังอีกยาวไกล บนตารางอันดับปืนโตนำจ่าฝูงก็จริง แต่ห่างแมนฯซิตี้เพียงแค่แต้มเดียวเท่านั้น มันจึงยากมากสำหรับการโค่นเรือใบสีฟ้าให้ตกจากบัลลังก์ แต่สำหรับแฟนๆแล้ว พวกเขามีสิทธิ์จะฝัน ความหวังมาเต็มเปี่ยม ไม่ได้สัมผัสบรรยากาศเช่นนี้มานานแล้ว นับตั้งแต่หมดยุค อาร์แซน เวนเกอร์ กูรูหลายคนมองว่า อาร์เซน่อลต้องรักษามาตรฐานให้ได้ จากนั้นมาดูกันอีกทีในช่วงหลังปีใหม่ไปแล้ว ว่ายังดีพอสำหรับสู้กับซิตี้หรือไม่ สำหรับเวลานี้พวกเขาขอซึมซับความสุขกันไว้ก่อน แล้วค่อยมาตามดูกันอีกที ------------ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #เปลี่ยนสูตรดีกว่า? ]

หลังจากแมนฯยูไนเต็ดบุกเข่นโอโมเนีย นิโกเซีย เราได้ยินเสียงวิจารณ์มากมายจากกูรูพันดิตหรือผู้สันทัดกรณีวิเคราะห์เกม พอล สโคลส์ ซึ่งทำหน้าที่ให้ BT Sport แสดงความเห็นเป็นฉากๆ โดยเฉพาะการวิเคราะห์เกมแดนกลางของทีม ในฐานะที่เป็นศิษย์เก่าปีศาจแดง เป็นวันคลับแมน เล่นอยู่ทีมเดียวไม่เคยย้ายไปไหนตลอดอาชีพค้าแข้ง อีกทั้งเป็นมิดฟิลด์ถูกยกขึ้นหิ้งเป็นตำนานสโมสร มุมมองของเขาจึงดึงดูดความสนใจได้มาก สโคลส์ มองว่า กาเซมีโร่ ต้องใช้เวลาปรับตัวอีกพอสมควร เพราะสไตล์ของแมนฯยูไนเต็ดแตกต่างจากตอนที่เล่นเรอัล มาดริดชัดเจน แผงกลางราชันชุดขาวมี 3 คน ลูก้า โมดริช กับ โทนี่ โครส ยืนอยู่ไม่ห่างจาก กาเซมีโร่ เท่าไรนัก คอยสนับสนุนอยู่ตลอดเวลา บางเกมหากว่า คาร์โล อันเชล็อตติ อยากจะอัดมิดฟิลด์ให้แน่น ก็ยังส่ง เฟเดริโก้ บัลเบร์เด้ ไปยืนทางริมเส้นขวา แล้วคอยหุบมาข้างในช่วยไล่บี้เพรสซิ่งอีกแรง นั่นหมายความว่างานของ กาเซมีโร่ ไม่ได้หนักหนาอะไรนัก ยืนหน้าแบ็กโฟร์ พอได้บอลก็มองหา โครส หรือ โมดริช ฝากไว้ให้ เล่นไม่ต้องยาก แบบรู้ศักยภาพ บางจังหวะเขาอาจจะไปคอยซ้อนเพื่อนให้หรือ คอยระวังเวลาฟูลแบ็กดันขึ้นไปข้างบนเล่นเกมรุก ก็จะระวังหลังคอยดูแลพื้นที่แทน แต่พอมาสวมเสื้อแมนฯยูไนเต็ด แท็คติกไม่เหมือนเดิม มีกองกลางแค่ 2 คน ตามสูตร 4-2-3-1 อย่างที่ เอริก เทนฮาก เลือกใช้เหมือนเมื่อก่อน ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างที่คาดกัน ดังนั้น กาเซมีโร่ ต้องทำงานหนักขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องเกมรับเท่านั้น แต่ยังต้องเสริมด้วยการเคลื่อนไปข้างหน้า วางออกซ้ายขวาเพื่อแบ่งเบา คริสเตียน เอริกเซ่น ซึ่งไม่ถนัดเล่นเกมรับอีกด้วย สถานการณ์บังคับไม่ให้เขาได้เล่นง่ายๆในแบบถนัดเหมือนอย่างเคย นั่นคือเวลาได้บอลก็มองหา โครส หรือ โมดริช แต่ยังต้องคอยมองให้ไกลเข้าไว้ เปลี่ยนจังหวะอย่างรวดเร็ว ลำพังจะมองหาแค่ เอริกเซ่น คงไม่ได้แล้ว สโคลส์ เลยคอมเม้นต์ว่า กาเซมีโร่ ต้องมีคนช่วยอีก จะเป็น สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ หรือ เฟร็ด ก็ได้ ไม่อย่างนั้นคงยากจะเค้นฟอร์มเหมือนสมัยอยู่มาดริด แต่ในระบบของ เทนฮาก ยังไงก็ต้องใช้มิดฟิลด์ตรงกลาง 2 คน บรูโน่ แฟร์นันด์ส จะถูกดันขึ้นไปสูงเป็นเบอร์ 10 คอยปั้นเกมและช่วยไล่ในแดนบนมากกว่าลงมาข้างล่าง เกมที่ไซปรัสจะเห็นว่า กาเซมีโร่ โดนเปลี่ยนออกในช่วง 10 นาทีสุดท้าย ผลงานโดยรวมไม่ได้แย่อะไร แต่เราได้เห็นจุดที่ยังต้องปรับปรุงไม่น้อยเลย ทันทีที่ความเห็น สโคลส์ ออกสู่สาธารณะ มีพวกแฟนบอลนำมาถกกันในโซเชี่ยล มีไม่น้อยตั้งคำถามว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ เทนฮาก ควรจะเปลี่ยนแท็คติกหรือวิธีการเล่นบางอย่างดีหรือไม่ ในเมื่อตัวกุนซือดัตช์ เคยทำอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัมประสบความสำเร็จจากระบบ 4-3-3 มาแล้ว หากจะกลับไปใช้อีกครั้ง ย่อมเป็นเรื่องที่น่าคิดเลยทีเดียว ยังจำกันได้ตอน เทนฮาก มาใหม่ๆ สื่อทุกสำนัก นักข่าวแทบทุกคน ต่างเชื่อว่าแมนฯยูไนเต็ดโฉมใหม่จะเป็น 4-3-3 ซึ่งสาวกหลายต่อหลายคนก็อยากเห็นเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ผู้เล่นใหม่บางราย ก็ผ่านการเล่นด้วยสูตรนี้มาก่อน ไม่ว่าจะเป็น เอริกเซ่น , กาเซมีโร่ รวมทั้ง อันโตนี่ อีกคน อย่างไรก็ดี เทนฮาก เลือกจะยึดหมากเดิมต่อไป อาจมีเหตุผลไว้ในใจแล้ว ซึ่งคาดกันว่าพวกผู้เล่นเก่าต่างคุ้นเคยดี ไม่ต้องย้อนกลับมานับหนึ่งกันใหม่ นอกจากนี้หากว่ากันในแง่คุณภาพผู้เล่น แมนฯยูไนเต็ดเองก็ยังไม่ดีพอ หากเทียบกับทีมใหญ่ทั้งหลายที่เล่นลักษณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรอัล มาดริดหรือแมนฯซิตี้ ต้องยอมรับว่าระบบการเล่น มันต้องสะท้อนและสมดุลไปกับผู้เล่นที่มีอยู่ด้วย ไม่อย่างนั้นมันก็เปล่าประโยชน์ ทีนี้พอมีเคสของ กาเซมีโร่ เกิดขึ้น การเปลี่ยนระบบ อาจเป็นหนึ่งในทางออกที่ช่วยให้นักเตะเล่นในแบบถนัด ขณะเดียวกัน เอริกเซ่น ก็น่าจะคุ้นกับระบบนี้ด้วย แล้วบรรดาตัวรุกก็ไม่ต้องยืนชิดริมเส้นมากเกินไป หุบเข้าในได้ตามที่ชอบ บางคนยกตัวอย่าง อันโตนิโอ คอนเต้ ตอนมาเชลซีปีแรก เขาวางหมากในลักษณะแบ็กโฟร์ปกติ อาจสับเปลี่ยนแนวรุกบ้าง แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไรนัก เราจึงได้เห็นทั้ง 4-3-3 หรือ 4-5-1 อย่างไรก็ตามพอเห็นว่าไม่เวิร์คนัก ปรับมาเล่นเซ็นเตอร์แบ็ก 3 คน จนกลายเป็นจุดเปลี่ยนพลิกชีวิตอย่างแท้จริง ช่วยให้เชลซีครองแชมป์พรีเมียร์ลีกสำเร็จเหนือคาดหมาย คอนเต้ ได้รับเครดิตไปเยอะเลยกับการกล้าตัดสินใจ นอกจากนี้ยังปลุกปั้น วิคเตอร์ โมเสส ที่น่าจะหมดอนาคตแล้ว กลายเป็นวิงแบ็กที่เต็มไปด้วยประสิทธิภาพอีกต่างหาก ไม่ผิดนักหากเราจะบอกว่า คอนเต้ ทำให้สูตรหลัง 3 กลับมาฮอตฮิตอีกครั้ง ทั้งที่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมสักเท่าไร ในเมื่อมีเคสของ คอนเต้ ซึ่งมาปีแรกเหมือนกัน แล้วเปลี่ยนระบบกลางคัน จนทำให้เชลซีเปรี้ยงปร้างอย่างไม่คาดคิด ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกหาก เทนฮาก จะลองเอาอย่างบ้าง กุนซือดัตช์ก็มาปีแรก รวมถึงเริ่มมองเห็นแล้วว่า หากเปลี่ยนระบบจริงน่าจะช่วยสนับสนุนผู้เล่นใหม่ๆ ซึ่งน่าจะคุ้นเคยกว่า อย่างไรก็ดีแฟนบอลบางส่วน มองเห็นขัดแย้ง เชื่อว่าหากเปลี่ยนสูตรจริงอาจ จะกระทบต่อผู้เล่นหลายคนเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะแนวรุก บรูโน่ แฟร์นันด์ส น่าจะถูกลดบทบาทอย่างแน่นอน เคยเล่น 4-3-3 มาแล้วในทีมชาติโปรตุเกส ซึ่งเรามักจะเห็นกันว่าผลงานไม่น่าประทับใจ เหมือนตอนรับใช้สโมสร ขณะเดียวกันกองกลางอย่าง สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ อาจไม่คุ้นและสับสนได้เช่นกัน รวมถึงตัวรุกบางราย นอกจากนี้ถ้าทำจริง ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องเสี่ยงไม่น้อยเลย มันเหมือนต้องย้อนกลับไปเรียนรู้กันใหม่ ไม่ง่ายเลยที่จะปรับกันได้ภายในเวลาสั้นๆ แถมยังเกิดขึ้นระหว่างซีซั่น อาจเกิดความผิดพลาดได้ง่าย ไม่มีใครรู้ว่า เทนฮาก คิดอะไรอยู่และวางแผนไว้อย่างไรในเรื่องแท็คติก ซึ่งมีเสียงเชียร์ให้เปลี่ยนไม่น้อยเลย แต่ดูจากสถานการณ์และลักษณะการทำงานของ เทนฮาก ต้องยอมรับว่า โอกาสเปลี่อนไม่เยอะเท่าไรนักหรอก กระนั้นหากสถานการณ์ของผู้เล่นใหม่บางคน ยังไม่ดีขึ้น เราต้องจับตาดูให้ดีว่า เทนฮาก จะเอาอย่างไร ส่วนแฟนบอลเสียงแตกอย่างแน่นอน ต่างคิดมองเห็นไม่เหมือนกันและเชื่อกันคนละแบบ ตกลงอยากเห็น เทนฮาก เปลี่ยนสูตรการเล่นหรือเปล่า? ------------ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ก็องเต้ไม่เหมือนเดิม ? ]

จนถึงตอนนี้ความคืบหน้าในการเจรจาสัญญาใหม่ของ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ มีแนวโน้มยากลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่หลายคนรู้กัน ฉบับปัจจุบันจะหมดลงในฤดูร้อน 2023 เรียกว่าขยับใกล้เข้ามาทุกที ทางฝ่ายเชลซีมีการตั้งโต๊ะพูดคุยกันบ้าง แต่ยังไม่อาจปิดดีลกันง่ายอย่างที่คิด หากไม่นับ โรเมลู ลูกากู ที่ถูกปล่อยให้อินเตอร์ มิลานยืมใช้งาน เอ็นโกโล่ ก็องเต้ คือแข้งเบอร์ต้นๆที่ได้ค่าจ้างสูงมาก 2 สมาชิกใหม่ที่เพิ่งย้ายมาอย่าง ราฮีม สเตอร์ลิ่ง และ คาลิดู คูลิบาลี่ ก็รับในเรตไม่แตกต่างกันเท่าไรนัก จากข้อมูลล่าสุดของเว็บไซต์ Sportrac ที่ระบุเอาไว้ สเตอร์ลิ่ง ประมาณ 320,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ในขณะที่ คูลิบาลี่ กับ ก็องเต้ เหยียบ 300,000 ปอนด์เลยทีเดียว ถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลกนัก เพราะเป็นสองแข้งเพิ่งย้ายมา ยังไงค่าจ้างก็ต้องอัพตามความเหมาะสม ส่วน ก็องเต้ รับในเรตนี้มาตั้งแต่ฤดูกาล 2018/19 หลังมีการขยายเพิ่มออกไป สะท้อนเลยว่ามีความสำคัญต่อทีมมากแค่ไหน เพราะช่วงดังกล่าวเชลซีไม่เคยจ่ายผู้เล่นคนไหนเกิน 250,000 ปอนด์เลย ไม่มีใครสงสัยอะไรทั้งสิ้น สิ่งที่เขาได้รับถือว่าเหมาะสมมากแล้ว เมื่อเทียบกับความบากบั่นมุ่งมั่นที่ทุ่มเทลงไป เอกลักษณ์ของกองกลางทีมชาติฝรั่งเศสที่คุ้นตากันก็คือ วิ่งพล่านทำงานหนักไม่หยุดหย่อน เหมือนว่าไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จนถูกเปรียบเปรยว่าในร่างกายน่าจะมีสักแปดปอด ขณะเดียวกันก็แทบไม่พูดไม่จาเลย ก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างเดียว วินัยก็ดีเยี่ยม มาซ้อมอย่างแข็งขัน ไลฟ์สไตล์เรียบง่ายโลว์โปรไฟล์มาก ขับรถมินิคูเปอร์คันเล็กๆ ทั้งที่ศักยภาพทางการเงินสามารถซิ่งซูเปอร์คาร์ได้ ไม่ใช่แค่นั้น ก็องเต้ ยังแสดงถึงพัฒนาการที่ดีเยี่ยม เล่นได้หมดครอบคลุมเกมรับและรุก มีการจ่ายบอลอันตรายให้เห็นบ่อยๆ พร้อมเสียสละหากว่านำมาซึ่งชัยชนะของทีม ทัศนคติชนะเลิศอย่างนี้ แฟนบอลเชลซีจึงยินดีที่จะเห็นเขาอยู่กับสโมสรต่อไปยาวๆ รวมทั้งสนับสนุนเรื่องค่าจ้างที่เหมาะสม อีกทั้งยังเป็นเคสตัวอย่าง ให้พวกแข้งรุ่นหลังยึดถือตาม ไม่จำเป็นเลยที่ต้องโชว์ท่าแดนซ์พิสดารผ่านโซเชี่ยล เพิ่มรอยสักในทุกเดือน เปลี่ยนทรงผมในทุกสัปดาห์ ก็ยังมีคนเห็นและชื่นชมในแง่บวก จึงเป็นธรรมดาที่เชลซีจะหวง ก็องเต้ เหมือนไข่ในหิน เป็นกล่องดวงใจที่ห้ามใครมาแตะต้อง อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาเปลี่ยน หลายอย่างมันก็ย่อมไม่เหมือนเดิม นี่เป็นสัจธรรม มีนาคมปีหน้า ก็องเต้ จะอายุครบ 32 ปี แน่นอนว่าด้วยขวบวัยขนาดนี้ ย่อมอยู่ในช่วงขาลง ผ่านจุดพีกมาเรียบร้อย รอนับถอยหลังเตรียมตัวแขวนสตั๊ด นอกจากร่างกายที่โรยราไม่เปรียะเหมือนยังหนุ่มแน่น ปัญหาอาการบาดเจ็บยังตามรังควานบ่อยขึ้น ฤดูกาลที่แล้ว ก็องเต้ ลงเล่นทั้งสิ้น 46 นัดทุกรายการ ถือว่ามากเลยทีเดียว แต่อย่าลืมว่าเชลซีเข้ารอบชิงทั้งเอฟเอคัพและลีกคัพ รวมถึงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกก็ไปถึงรอบควอเตอร์ไฟนั่ล แถมมียูฟ่า ซูเปอร์ คัพกับฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพเบียดเข้ามาเพิ่มอีก เรียกว่าคิวแน่นเอี๊ยดเลย ฉะนั้นเป็นปกติที่ ก็องเต้ จะลงสนามถี่ ทั้งที่ความจริงแล้วก็พลาดไปพอสมควรเลย อย่างในพรีเมียร์ลีกลงเล่น 26 เกม มีหายไปถึง 12 เกมด้วยกัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอาการบาดเจ็บนี่แหล่ะ เขาโดนเล่นงานทั้งโคนขาหนีบ หัวเข่า รวมถึงมีอยู่ช่วงที่ร่างกายอ่อนล้า จนต้องเบรกไว้รอให้ฟื้นฟูกลับมา ขณะเดียวกัน ก็องเต้ รู้สึกหวาดผวากับเรื่องของหัวใจด้วย คนในครอบครัวเคยเสียชีวิตจากหัวใจล้มเหลว ซึ่งเกรงว่าอาจเกี่ยวข้องกรรมพันธุ์ ช่วงที่โควิดระบาดหนัก ก็องเต้ เคยขออนุญาต แฟร็งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีมในเวลานั้นไม่ต้องการมาฝึกซ้อม หากติดเชื้อไปจะกระทบหนักได้ นอกจากนี้ปรีซีซั่นของเชลซีที่ผ่านมา ยกพลไปเล่นที่สหรัฐฯ ปรากฏว่า ก็องเต้ ตกขบวน เพราะไม่ได้ฉีดวัคซีน จึงห้ามเข้าประเทศตามมาตรการ แน่นอนว่าเขากลัวจะได้รับเชื้อโควิด แต่ในอีกทางก็ไม่กล้าฉีดวัคซีน เพราะหวั่นเอฟเฟคต์อย่างคาดไม่ถึง หลังจากที่ได้เห็นในบางเคส ในอีกด้านเลยทำให้มีแฟนบอลบางส่วน เริ่มรู้สึกสัมผัสได้ถึงความเรื่องมากของ ก็องเต้ แม้จะรู้ดีว่าเป็นนักเตะทุ่มเทขนาดไหน ไม่ใช่แค่แฟนบอลเท่านั้น สโมสรเองก็คงไม่ต่างกันหรอก โดยเฉพาะการเจรจาสัญญาฉบับใหม่ที่สะดุดลง นี่คือช่วงเวลาที่เชลซีเพิ่งเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบเกือบ 20 ปี เจ้าของใหม่ , ผู้บริหาร , ผู้จัดการทีม , สต๊าฟฟ์อีกหลายส่วนและนักเตะ ระบบเดิมๆถูกรื้อทิ้ง ไม่ได้เหมือนยุค โรมัน อบราโมวิช เรืองอำนาจ ตามรายงานระบุว่า ก็องเต้ ต้องการสัญญายาว 4 ปี พร้อมอ้างถึง คาลิดู คูลิบาลี่ ซึ่งอยู่ในวัยเดียวกัน ยังได้รับอย่างนั้น ตอนเซ็นคว้าตัวมาเมื่อซัมเมอร์ แต่ ท็อดด์ โบห์ลี่ หนึ่งในเจ้าของและเป็นผู้ดูแลเรื่องนักเตะโดยตรงในช่วงแรก คงไม่เห็นด้วยแน่ เพราะโปรเจคต์ที่วางไว้คือ สร้างทีมแบบยั่งยืนด้วยคนรุ่นใหม่เป็นแรงขับเคลื่อน แม้จะรู้ว่า ก็องเต้ คือฟันเฟืองชิ้นสำคัญ ผลักดันทีมประสบความสำเร็จมากมาย แต่ต้องยอมรับว่าอาจไม่ได้อยู่ในแผนสำหรับอนาคตอีกแล้ว คงยากมากที่เชลซีจะยอมรับข้อเรียกร้อง สัญญายาว 4 ปี พร้อมค่าจ้างอย่างน้อยก็ต้อง 300,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ หากย้อนกลับไปสัก 3-4 ปีก่อน คงจะไม่ต้องคิดมาก แต่ตอนนี้ต้องทบทวนใคร่ครวญกันให้ดี นักเตะอายุเยอะแล้ว บาดเจ็บก็บ่อย ซีซั่นนี้เพิ่งลงไปแค่ 2 เกมเท่านั้นเอง นั่นคือสัญญาณเตือนอย่างแท้จริง หากไม่ยืดสัญญา หมายความว่าต้องยอมปล่อยฟรีๆในซัมเมอร์ คงไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว น่าสนใจกว่านั้นก็คือฟุต แมร์กาโต้สื่อฝรั่งเศสอ้างว่า ก็องเต้ อยากอยู่ในลอนดอนต่อ อาจรับฟังข้อเสนอของอาร์เซน่อลหรือท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ แทนที่จะเลือกกลับไปเล่นในบ้านเกิดกับปารีส แซงต์ แชร์กแมง ไม่มีการยืนยันด้วยคำพูดอะไรทั้งสิ้น เราจึงไม่รู้ว่าข้อมูลนี้เท็จจริงแค่ไหนกัน อาจเป็นแค่ข่าวลือธรรมดา แต่หากจริงขึ้นมา ลองนึกภาพ ก็องเต้ ย้ายไปเล่นให้สเปอร์ส ร่วมงานกับเจ้านายเก่าอย่าง อันโตนิโอ คอนเต้ เชื่อว่าแฟนบอลเชลซีคงทำใจยอมรับยาก ระยะหลังดีกรีความเกลียดชังระหว่างเชลซีกับสเปอร์ส รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะเป็นอริเบอร์หนึ่งของกันและกันไปแล้ว ดังนั้นต้องติดตามอนาคต ก็องเต้ ให้ดีว่าลงเอยแบบไหน จะได้ต่อสัญญาหรือว่าปล่อยฟรี แล้วจะเลือกย้ายไปทีมใด เหล่านี้เป็นคำถาม ที่สาวกสิงห์น้ำเงินได้แต่ภาวนาว่าไม่อยากเห็น ก็องเต้ เปลี่ยนไปมากกว่านี้เลย --------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #จะยิงไปหยุดตรงไหน ? ]

ไม่กี่วันก่อนมีข่าวชิ้นหนึ่ง ปลุกกระแสความน่าสนใจไม่น้อยเลย เมื่อ เฟร์นานโด ซานซ์ ลูกชายของ ลอเรนโซ่ ซานซ์ อดีตประธานเรอัล มาดริด อ้างว่าได้รับข้อมูลระดับเอ็กซ์คลูซีฟของ เออร์ลิ่ง เบราท์ ฮาลันด์ อย่างที่หลายคนไม่คาดคิด นั่นคือ ฮาลันด์ จะย้ายไปมาดริดได้ในปี 2024 หากว่ายินยอมจ่ายค่าฉีกสัญญาตามระบุเอาไว้ ในลักษณะเหมือนเซ็นกับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ แล้วย้ายมาเล่นให้แมนฯซิตี้นั่นเอง ขณะเดียวกันก็ยังระบุเพิ่มด้วยว่า ค่าฉีกดังกล่าวมีมูลค่า 200 ล้านยูโร แต่หากลากยาวไปถึงปี 2025 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า จะลดลงมาเหลือ 175 ล้านยูโร ถือเป็นตัวเลขที่สูงมากๆ แม้จะยังไม่ทุบสถิติของ เนย์มาร์ ก็ตาม ซานซ์ อ้างด้วยว่าเรอัล มาดริดคือสโมสรในดวงใจของ ฮาลันด์ พร้อมทั้งยกให้เป็นเบอร์หนึ่ง สักวันต้องย้ายมาร่วมทัพให้ได้ เลยต้องแนบเงื่อนไขไว้ตอนเซ็นกับแมนฯซิตี้ หากนี่คือเรื่องจริง ก็ต้องบอกว่าน่าสนใจมาก มันไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดเลย หากมองว่านักเตะเคยทำสัญญาแบบนี้ตอนอยู่ดอร์ทมุนด์ นอกจากนี้ต้องไม่ลืมด้วยว่า เมื่อเมษายนปีที่แล้ว อัล์ฟ อิงเก้ ฮาลันด์ ผู้เป็นพ่อและ มิโน ไรโอล่า เอเจ้นท์ผู้ล่วงลับ ได้บินมายังบาร์เซโลน่าในช่วงสาย จากนั้นต่อเครื่องไปมาดริดทันที เพื่อคุยกับ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานปัจจุบัน คาดกันว่าจะมาเจรจาหารือถึงความเป็นไปได้ในการนำลูกชายมาสวมชุดขาวของราชันแห่งยุโรป จนโดนเสียงวิจารณ์ถล่มยับว่าทำไม่เหมาะสม ควรให้เกียรติดอร์ทมุนด์ต้นสังกัดจริงกันบ้าง ทีนี้มาลองดูถึงความเป็นไปได้ว่ามาดริดพร้อมจ่าย 200 ล้านยูโรหรือเปล่า? หาก ฮาลันด์ ยังคงยิงเป็นไฟพะเนียงเช่นนี้ ยังไงมาดริดก็ต้องกล้าควักอยู่แล้ว ตัวเลขปัจจุบันของเขาคือ 19 ประตูจาก 11 เกมทุกรายการ ช่างเป็นตัวเลขที่หรูหราอย่างมาก ประกอบกับต้องการหาตัวแทน คาริม เบนเซม่า ซึ่งโรยราไปมาก ร่างกายไม่พีกเหมือนอย่างเคย ประสบปัญหาอาการบาดเจ็บต่อเนื่อง แต่พอเรื่องนี้แพร่กระจายออกไป นักข่าวจึงหยิบไปถาม เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ผู้จัดการทีมแมนฯซิตี้ ซึ่งแสดงท่าทีงุนงงอย่างมาก เพราะไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามีเงื่อนไขนี้ด้วย "เขาไม่ได้มีเงื่อนไขกับมาดริดหรือทีมอื่นทั้งนั้น นั่นไม่ใช่เรื่องจริงเลย ผมรับรู้ได้ว่าเขามีความสุขมากๆกับการได้อยู่ที่นี่" "เราพร้อมทำให้เขามีความสุข คุณจะมาวิตกกับข่าวลืออย่างนี้ไม่ได้หรอกนะ เราควรกังวลในสิ่งที่เราคอนโทรลได้จะดีกว่า" คำตอบจาก เป๊ป นับว่าชัดเจนมากพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องขยายความอะไรเลย อีกทั้งข่าวก็มาจากฝั่งของมาดริดเอง ก่อนสื่ออังกฤษจะนำมาเปิดเผย อีกอย่างต้องยอมรับว่า จากฟอร์มอันร้อนแรงของ ฮาลันด์ ในยามนี้ เป็นเรื่องปกติที่สื่อจะโยงมาเป็นประเด็น แสงไฟกำลังส่องมาที่เขา ไม่ว่าจะทำอะไรย่อมตกอยู่ในโฟกัส โดนจับตามองตลอดเวลา โดยเฉพาะในสนามที่ซัลโวประตูเป็นว่าเล่น ราวกับเป็นเรื่องง่ายดายแค่พลิกฝ่ามือ เป๊ป เองก็คงไม่คาดคิดเหมือนกันว่า ฮาลันด์ จะพีกอย่างที่เห็น ที่สำคัญคือการปรับได้อย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าการมีเพื่อนร่วมทีมรอบข้างระดับคุณภาพ มีส่วนช่วยผลักดันให้ ฮาลันด์ เปรี้ยงปร้างมากกว่าที่คาดคิดไว้ แต่ต้องให้เครดิต เป๊ป ที่สามารถหาวิธีเค้นศักยภาพให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งตัวของนักเตะเองมีทัศนคติดีเยี่ยม ไม่ได้หวั่นไหวกับเสียงวิจารณ์เลย ยังจำได้ว่าหลังจบเกมคอมมูนิตี้ ชิลด์ ซึ่งแมนฯซิตี้โดนลิเวอร์พูลทุบขาด 3-1 ฮาลันด์ โดนตั้งคำถามมากมาย สื่อบี้กันยกใหญ่ ในโลกโซเชี่ยลก็ล้อเลียนกันสนุกตามสไตล์ ทั้งที่ฤดูกาลยังไม่เปิดด้วยซ้ำ หลายต่อหลายคนสรุปกันอย่างรวดเร็วว่า พรีเมียร์ลีกมันหินเกินกว่า ฮาลันด์ จะรับมือได้ง่ายเหมือนบุนเดสลีกาและนี่เป็นแค่การชิมลางเท่านั้น เดี๋ยวเจอของจริงจะรู้ซึ้งกว่าอีก เป็นนักเตะอื่นเจออย่างนี้ ความเชื่อมั่นอาจโดนบั่นทอน แต่สำหรับ ฮาลันด์ ไม่ได้แคร์สักเท่าไร ลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว พร้อมโชว์ให้เห็นกันจะๆ รวมถึงหุบปากพวกที่เคยหยามไว้สนิท ด้วยวัยเพียงแค่ 22 ปี ไม่ง่ายเลยที่จะต่อสู้กับสถานการณ์เช่นนี้ เขามาพร้อมความคาดหวังว่าจะต้องถล่มประตูได้เป็นกอบเป็นกำ เช่นเดียวกับในฐานะซูเปอร์สตาร์คนใหม่ที่จะก้าวขึ้นทดแทน คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับ ลิโอเนล เมสซี่ ตอนนั้นนักข่าวถาม เป๊ป เลยว่าเกิดอะไรกับ ฮาลันด์ มีโอกาสซ้ำเหน่งๆแต่พลาดบอลชนคานอย่างเหลือเชื่อ กุนซือซิตี้ตอบเลยว่า มันเป็นเรื่องปกติ ทุกคนก็ผิดพลาดกันได้ทั้งนั้นแหล่ะ ตัวเขาเองไม่ได้กังวลเลย อย่างน้อย ฮาลันด์ ก็ได้ประเดิมฟุตบอลอังกฤษอย่างเป็นทางการและรู้ดีว่าควรทำอย่างไรในเกมต่อไป ตรงกันข้ามความผิดพลาดดังกล่าว ช่วยปลุกกระตุ้นให้ เป๊ป ทำงานหนักขึ้นอีก ฮาลันด์ เองก็ด้วย พยายามโชว์ให้เห็นเลย ไม่ต้องพูดอะไรมาก คำตอบคือผลงานอันชัดเจนสุดแล้ว หลังจบเกมแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ ใครที่เคยมีคำถามค้างคาใจมาจากเกมการกุศล คงหมดสิ้นข้อสงสัย อย่าเพิ่งตัดสินกับฟุตบอลแค่นัดเดียว จะมีนักเตะคนไหนทำแฮตทริกติดต่อกัน 3 นัดในพรีเมียร์ลีก เมื่อเล่นในบ้านตัวเอง บ้างล่ะ โดยที่ 3 แฮตทริกของเขาใช้เวลาเพียงแค่ 8 นัดอีกต่างหาก ว่าไปแล้วมันเหมือนปรากฏการณ์เลยทีเดียว 8 นัดในลีกกดไปเบาะๆ 14 ประตู แล้วสถิติสูงสุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีกนับตั้งแต่ปี 1992 ซึ่งเปลี่ยนชื่อมาจากดิวิชั่น 1 คือ 34 ประตู ผู้ที่ถือครองคือ แอนดี้ โคล ในฤดูกาล 1993/94 และ อลัน เชียเรอร์ 1994/95 ด้วยจำนวน 34 ประตูเท่ากัน เมื่อดูจากสถิติแต่ละฤดูกาลแล้ว จะเห็นได้เลยว่ามันเป็นเรื่องยากมากที่จะมีกองหน้าสักคนยิงในพรีเมียร์ลีกทะลุ 20 ประตู อย่างซีซั่นที่แล้วดาวยิงสูงสุดเป็น โม ซาลาห์ กับ ซน ฮึง มิน ได้ร่วมกันที่ 24 ประตู แต่สำหรับ ฮาลันด์ กดไปแล้ว 14 ประตู โดยที่ยังเหลือเกมให้เล่นอีก 30 นัด ลองคำนวณดูเอาแล้วกัน หากไม่เจ็บซะก่อนจะทุบสถิติได้หรือเปล่า จริงๆเรื่องสถิติไม่ต้องถามว่าทำลายไหม ควรถามว่าเขาจะยิงในพรีเมียร์ลีกถึง 50 ประตูหรือเปล่าจะดีกว่า แล้วเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกล่าสุดแมนฯซิตี้ขยี้โคเปนเฮเก้น 5-0 ฮาลันด์ ส่องเบาะๆอีก 2 ประตู แล้วถูกเปลี่ยนออกในครึ่งหลัง มันก็เป็นการตอกลิ่มย้ำถึงมาตรฐานความเฉียบคมให้ลึกลงหนักเข้าไปอีก หากว่าได้อยู่เต็ม 90 นาที น่าจะมีแฮตทริกให้ชมเป็นขวัญตากันแน่ๆ ไม่มีใครสงสัยฝีเท้า ฮาลันด์ ต่อไปแล้ว เหลือแค่สงสัยว่าเมื่อจบซีซั่นยอดรวมประตูจะไปหยุดที่เท่าไรต่างหาก ------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #อย่าปล่อยโอกาสหลุดอีก ]

ริชาร์ด คีย์ส พิธีกรดังของ beIN Sports ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องฝีปากกล้า ยอมรับว่าอยากจะหัวเราะออกมาเลยเมื่อ มาร์คัส แรชฟอร์ด คว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีกประจำเดือนกันยายน เพราะเขาไม่เชื่อว่ามันเป็นการเลือกที่เหมาะ เหตุผลแรกน่าจะมาจาก แรชฟอร์ด ลงสนามเพียงแค่ 2 เกมเท่านั้นในเดือนกันยายน อีก 2 นัดที่ต้องเจอเชลซีและลีดส์ ยูไนเต็ดถูกเลื่อนไปทั้งหมด ต่อให้ทำผลงานน่าประทับใจ 2 ประตู 2 แอสซิสต์ จากการลงเล่น 2 เกม มันก็ยังเป็นการตัดสินที่ดูไม่แฟร์เท่าไรนัก ในเมื่อผู้เล่นคนอื่นที่เป็นแคนดิเดตลงเล่นมากกว่า อีกทั้งว่ากันตามตรง เควิน เดอ บรอยน์ , ปิแอร์ เอมิล ฮอยแบร์ก หรือ อเล็กซ์ อิโวบี้ ที่มีชื่อหลุดมาชิงชัย ฟอร์มโดดเด่นกว่าเป็นไหนๆ นอกจากนี้รางวัลแข้งยอดเยี่ยมประจำเดือนกันยายนของแมนฯยูไนเต็ด ก็ยังไม่มี แรชฟอร์ด ทะลุมาเป็นแคนดิเดตด้วยซ้ำไป เขายังสู้ คริสเตียน เอริกเซ่น , ราฟาแอล วาราน หรือ เจดอน ซานโช่ ไม่ได้เลย มันจึงคล้ายขัดแย้งกันจริงๆ คุณไม่ได้ลุ้นของสโมสร แต่กลับมาคว้าของพรีเมียร์ลีก ฟังดูแล้วพิลึกพิลั่นอย่างที่ว่านั่นแหล่ะ รางวัลนี้มีทั้งเปิดให้แฟนบอลมาร่วมโหวต ผู้เชี่ยวชาญด้านลูกหนังและกัปตันทีมแต่ละสโมสรลงคะแนน คิดจาก 10 เปอร์เซ็นต์สุดท้าย ซึ่งมันจะมีตัวแปรสำคัญมาจากแฟนบอลนี่แหล่ะ เพราะแฟนบอลทีมไหน ก็ต้องลงคะแนนให้นักเตะในทีมที่เชียร์หรือชื่นชอบเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว ในขณะเดียวกันหากพิจารณากันที่ภาพรวม แรชฟอร์ด ไม่ได้โดดเด่นสักเท่าไร ถึงขนาดต้องร้องว้าวกันเลย อาจจะแค่ยิงประตูได้ในเกมใหญ่ เช่นเดียวกับการแอสซิสต์ นั่นจึงเกิดข้อสงสัยและการตั้งคำถามขึ้นมา เพราะขนาดของสโมสรยังไม่ติดเป็นแคนดิเดตเลย กลับกันถ้าอย่างนี้ เอริกเซ่น ก็สมควรมีชื่อเข้าชิงในรอบสุดท้ายของพรีเมียร์ลีกไม่ใช่หรือ? เมื่อกวาดคะแนนอย่างเป็นเอกฉันด์ขาดลอย จากการเลือกของเร้ด อาร์มี่ อย่างไรก็ตามเรื่องของรางวัลประจำเดือนในลักษณะนี้ จึงมีเสียงวิจารณ์ในแง่ความน่าเชื่อถือ มันดูขัดแย้งไปจากความจริงไม่น้อยเลย ขนาด เควิน เดอ บรอยน์ ซึ่งทุกคนรู้ดีว่าเก่งกาจไร้เทียมทานแค่ไหน ยังไม่เคยได้สัมผัสรางวัลยอดแข้งประจำเดือนพรีเมียร์ลีก นับตั้งแต่ย้ายมาในปี 2015 ทั้งที่ครองของพีเอฟเอ ซึ่งเป็นรางวัลแห่งปีและเลือกจากนักเตะอาชีพด้วยกันถึง 2 สมัยซ้อน ตอนที่รู้ว่า แรชฟอร์ด ได้รางวัลดังกล่าว มีแฟนบอลรายหนึ่งแสดงความเห็นว่า เดี๋ยวไว้ดูกันในเกมแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ดีกว่า จะพิสูจน์ได้ในระดับหนึ่งว่าเจ๋งจนคู่ควรหรือไม่ พอผลการแข่งขันออกมา แมนฯซิตี้เป็นฝ่ายปูพรมถล่มยับ 6-3 เสียงหัวเราะขำขันก็ดังขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ หนักกว่านั้นคือ แรชชี่ แทบไม่ได้มีบทบาทสำคัญอะไรเลย แม้จะได้ออกสตาร์ตในบทบาทกองหน้าตัวเป้าก็ตาม ตรงกันข้ามก็คือ เขาโดนตำหนิติเตียนมากกว่าที่คาดไว้ด้วยซ้ำ มันยิ่งตอกย้ำว่ารางวัลล่าสุดที่ได้รับไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง นอกจากไม่มีโอกาสสับไกเลยสักครั้งในเกมที่เอติฮัต สเตเดี้ยม ยังไม่อาจฝ่าแนวนับของเจ้าบ้าน ซึ่งใช้คู่เซ็นเตอร์แบ็กอย่าง เนธาน อาเก้ กับ มานูเอล อาคานจี ลงทำงานร่วมกันอีก แรกทีเดียวเมื่อเห็นไลน์อัพ สาวกปีศาจแดงย่อมตื่นเต้นไม่น้อยเลย ซิตี้ขาดตัวหลักเยอะมาก โดยเฉพาะแนวรับและเมื่อรวมกับ โรดรี้ กองกลางคนสำคัญที่เจ็บจากฝึกซ้อมเพิ่ม ประกายความหวังจึงถูกจุดขึ้นมา อีกด้านก็คือ แรชฟอร์ด ถูกมองว่ากำลังเข้าฝักเข้าฟอร์ม กลับมาเฉียบคมในจังหวะเผด็จศึก ดังนั้นอาจได้เห็นทีเด็ดกัน ความจริงมันโหดร้ายและแตกต่างจากสิ่งที่คาดหวังไว้มากมาย แรชชี่ แทบไม่มีตัวตนอะไรเลย หนักกว่านั้นคือ ภาพลักษณ์เดิมๆก็ยังคงอยู่ สลัดอย่างไรก็ยากที่จะหลุด นั่นคือคำถามเรื่องความมุ่งมั่นว่ามากเพียงพอหรือยัง? ด้วยแนวทางของ เอริก เทนฮาก ทุกคนต่างรับรู้ดีว่า เป็นฟุตบอลสไตล์เพรสซิ่ง วิ่งเข้าใส่คู่ต่อสู้ พยายามเอาบอลแย่งกลับมาครอบครองได้เร็วที่สุด นักเตะเอาท์ฟิลด์ทั้ง 10 คน ต้องขยันบากบั่นทำงานหนักร่วมกัน สำหรับการตอบสนองแท็คติก อย่างไรก็ตามการกดดันผู้เล่นซิตี้จากแดนบน แทบไม่มีให้เห็นเลย ไม่ได้จะโยนความผิดให้ แรชชี่ คนเดียวหรอก คนอื่นก็แย่ด้วยเช่นกัน แต่นี่คือผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำเดือนคนล่าสุด จึงต้องถูกเพ่งเล็งมากกว่าใคร ในขณะเดียวกัน เขายังคงลักษณะอ่อนปวกเปียกเอาไว้ วิ่งเพรสเหมือนเสียไม่ได้ เอาแค่พอเป็นพิธี แทนที่จะไล่ให้สุด มีพลังเท่าไร ซ้อมมาอย่างไรอัดให้เต็มสูบ หากเทียบกับ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ที่พยายามวิ่ง วิ่ง วิ่ง เพื่อทำเป็นแบบอย่างของกัปตันทีม แฟนแมนฯยูไนเต็ดก็ยิ่งผิดหวังกับ แรชฟอร์ด หนักมากเข้าไปอีก ต้องไม่ลืมว่า นี่คือนักเตะที่เติบโตมาจากอะคาเดมี่ เป็นลูกหม้อขนานแท้ อยู่มาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ไหนจะเป็นแมนคูเนี่ยน เกิดที่แมนเชสเตอร์และมอบหัวใจให้ยูไนเต็ด บวกกับขึ้นชุดใหญ่สร้างชื่อมานาน 5-6 ปีแล้ว ควรก้าวขึ้นเป็นเสาหลักอย่างเต็มตัว โชว์ความเป็นผู้นำที่ควรมี แต่ตรงนี้เราแทบไม่เห็นกันเลย ช่วงขึ้นมาใหม่ๆ แรชชี่ คือความภาคภูมิใจของสโมสร แฟนบอลต่างปลาบปลื้ม ตั้งความหวังไว้สูงเป็นธรรมดา เมื่อมาเจออย่างนี้เข้า ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะรู้สึกแย่ไปตามๆกัน อย่างไรก็ตามมีการตั้งข้อสังเกตว่า เอริก เทนฮาก น่าจะชื่นชอบและพยายามซื้อใจแข้งรายนี้ อาจเพราะซ้อมดี รวมทั้งมีแววว่าจะเค้นฟอร์มให้กลับมาเจ๋งได้อีก ดังนั้นประตูโอกาสจึงเปิดต้อนรับเสมอ แต่ต้องไม่ลืมว่า โอกาสไม่ได้มาตลอดและไม่ได้มีให้ทุกวัน โดยเฉพาะไม่ได้มีไว้สำหรับคนที่ไม่รู้จักปรับปรุง ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม แรชชี่ จะต้องดิ้นรนเพื่อแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการ พิสูจน์ว่าดีพอสำหรับการเป็นตัวจริงของแมนฯยูไนเต็ด ดีพอที่จะทำให้แฟนบอลเกิดความภาคภูมิ ขณะเดียวกันก็ดีพอสำหรับกลับมาติดธงช่วยทีมชาติอังกฤษในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ที่จะเริ่มฟาดแข้งกันในเดือนพฤศจิกายนนี้แล้วด้วย ถึงตอนนี้ไม่มีอะไรมาการันตีเลยว่า เขาจะเป็น 1 ใน 26 ขุนพลที่มีชื่อติดไปด้วย จึงต้องพยายามทำผลงานที่เหลือกับแมนฯยูไนเต็ดอีก 12 นัดให้ดีที่สุด ก่อนมีการประกาศตัว ที่สำคัญอย่าให้ความภาคภูมิใจที่แฟนๆเคยมีให้มันสลายไปกับสายลมเลย ------------------ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ล้มล้างวัฒนธรรมเดิม ]

จากข้อมูลซึ่งอ้างจากแหล่งข่าววงในของ เจมส์ ดั๊คเกอร์ นักข่าวของเดลี่ เทเลกราฟ ถือว่าต้องติดตามกันให้ดีเลยทีเดียว หลังความพ่ายแพ้ให้แมนฯซิตี้แบบหมดสภาพเพียงแค่วันเดียว ดั๊คเกอร์ เปิดเผยว่า เอริก เทนฮาก ฉุนเฉียวอย่างมากและเตรียมจะร้องขอไปยังฝ่ายบริหารแมนฯยูไนเต็ด เพื่อเบรกการเจรจาขยายสัญญาผู้เล่นไปก่อน เหตุการณ์ที่เอติฮัต สเตเดี้ยมเมื่อวันอาทิตย์ เป็นอีกครั้งที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ขุมกำลังขบวนปัจจุบันของปีศาจแดง ยังมีปัญหาที่ไม่สามารถจะแก้ไขเพื่อก้าวผ่านไปง่ายๆ ก่อนหน้านี้ในพรีเมียร์ลีก 4 เกม เริ่มตั้งแต่เชือดลิเวอร์พูล , เซาธ์แฮมป์ตัน , เลสเตอร์และอาร์เซน่อล ล้วนสร้างความประทับใจให้แฟนๆอย่างมาก แม้จะรู้ดีว่าต้องจูนกันอีกไม่น้อยเลย 2 เกมใหญ่ที่ล้มทั้งหงส์แดงกับปืนโต พอจะเบาใจได้ในระดับหนึ่งเลย อย่างน้อยเผชิญหน้าทีมในเลเวลเดียวกัน ก็ไม่ได้มีความหวั่นเกรงอย่างใด พอเปลี่ยนมาเป็นแมนฯซิตี้ เข้าใจได้ว่าต้องเป็นทีมเยือน ยังไงก็งานหินกว่าปักหลักซดในรัง แต่ก็ไม่น่าถึงขั้นเปื่อยยุ่ยจนไม่หลงเหลือสภาพ โดยเฉพาะในครึ่งแรก สร้างความผิดหวังให้สาวกในสนาม ถึงขนาดรับไม่ได้จนต้องเผ่นกลับบ้านก่อน ไม่ต้องดูกันล่ะอีกครึ่งที่เหลือ นักเตะหลายคนไม่ได้แสดงความมุ่งมั่นทุ่มเทมากพอ หากเทียบกับ 4 นัดในลีกที่กวาด 12 แต้มเต็ม เมื่อคุณไม่อาจรักษามาตรฐานได้ ก็ต้องโดนลงโทษอย่างนี้แหล่ะ เดิมทีเชื่อว่า เทนฮาก น่าไว้วางใจลูกทีมมากขึ้นตามลำดับ ทว่าพอมีสะดุดในศึกผ่าเมือง คงต้องกลับไปทบทวนกันใหม่ กุนซือดัตช์มองทะลุปรุโปร่งเลยว่า หนึ่งในสาเหตุทำให้นักเตะบางราย ไม่กระตือรือร้นตามขีดความสามารถ น่าจะมาจากความรู้สึกปลอดภัยเมื่อได้อยู่ในคอมฟอร์ทโซน คอมฟอร์ทโซนในความหมายของ เทนฮาก คือการมีสัญญาระยะยาว รวมถึงอ็อปชั่นกันเหนียวไว้ นักเตะคนไหนได้รับไปก็ต้องบอกว่าสบายกันเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีค่าจ้างมหาศาลอีกด้วย เงินจำนวนนับแสนปอนด์ถูกโอนเข้าบัญชีในทุกสัปดาห์ เรียกว่าชีวิตมั่นคงไม่ต้องดิ้นรนอะไร หากไม่มือเติบหน้าใหญ่โอเวอร์เกินจริง ยังไงกินใช้ทั้งชาติก็ไม่หมด ยกตัวอย่าง ดาบิด เด เคอา ซึ่งยืดสัญญากับแมนฯยูไนเต็ดมาตั้งแต่ปี 2019 ยาวไปจนถึงปี 2023 รวมทั้งมีอ็อปชั่นพ่วงอีก 1 ปี โดยฟันค่าเหนื่อยวีกละ 375,000 ปอนด์ จากสัญญาฉบับปัจจุบันจะหมดลงในซัมเมอร์หน้า แนวโน้มที่สโมสรจะใช้อ็อปชั่นเพื่อขวางไม่ให้ย้ายฟรีมีสูงอยู่แล้ว ยังไงก็น่าจะปักหลักถึงปี 2024 จากนั้นค่อยว่ากันอีกที เวลายังเหลือเฟือ ดีโอโก้ ดาโล่ต์ , มาร์คัส แรชฟอร์ด และ ลุค ชอว์ ก็อยู่ในเคสเดียวกันเลย ทางสโมสรจะเป็นฝ่ายตัดสินใจใช้อ็อปชั่นเอง สำหรับ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล และ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ สัญญาจะครบเทอมฤดูร้อนปี 2024 และมีอ็อปชั่นติดไว้อีก 1 ปี การทำสัญญาผู้เล่นในลักษณะนี้เกิดขึ้นจากยุค เอ็ด วู้ดเวิร์ดส์ เป็นซีอีโอ โน้มน้าวให้นักเตะต่อสัญญากันง่ายขึ้น เพราะส่วนมากต้องคิดว่าสโมสรคงไม่อยากเสียไปฟรีๆแน่ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องงัดอ็อปชั่นมาเป็นเหมือนตัวประกันไว้ก่อน ปอล ป็อกบา หรือ เจสซี่ ลินการ์ด ก็ถูกใช้อ็อปชั่นมาก่อนและหากว่า วู้ดเวิร์ดส์ ยังเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร รับรองว่าต้องเกลี้ยกล่อมให้เซ็นสัญญาใหม่ โดยยอมจ่ายค่าจ้างในเรตสูงลิบ นโยบายของ วู้ดเวิร์ดส์ นับว่าแปลกประหลาดเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการใช้เงินแก้ปัญาหา ขนาดที่ว่าเมื่อ 3 ปีก่อน ยอมประเคนค่าจ้างก้อนใหญ่ให้ ดาบิด เด เคอา ขนาดนั้น เพื่อรั้งให้อยู่ต่อ ไม่ได้คิดถึงผลกระทบจะตามมาเลย เอาแค่วันนี้ให้ตัวเองรอดก่อน เจมส์ ดั๊คเกอร์ ยังบอกอีกด้วยว่า เทนฮาก ไม่พอใจวิธีการเช่นนี้เลย มันทำลายโครงสร้างพังยับ ค่าจ้างของนักเตะมีความเหลื่อมล้ำ ส่อให้เกิดความขัดแย้งภายในง่ายขึ้นไม่พอ ยังมีติดอ็อปชั่นเอาไว้เกือบทุกคนที่มีการเจรจาสัญญาใหม่ ซึ่งไม่ช่วยให้สโมสรได้เปรียบอย่างที่คิดหรอก ขณะเดียวกันอีกจุดที่ เทนฮาก ไม่แฮปปี้ก็คือ วู้ดเวิร์ดส์ พร้อมตอบแทนนักเตะที่อยู่กับทีมมายาวนาน ด้วยสัญญาใหม่เงื่อนไขเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็น ฟิล โจนส์ หรือ ฆวน มาต้า ล้วนแต่ได้รับทั้งสิ้น รวมทั้งใช้เหตุผลว่า พวกนี้มีความซื่อสัตย์และเป็นมืออาชีพ น่าจะเป็นตัวอย่างให้กับเด็กรุ่นหลัง ซึมซับรับเอาไปใช้กับตัวเองบ้าง แล้วยังมีพูดถึงประโยชน์ในสนามซ้อมด้วย แต่ในทางกลับกันคุณขยายสัญญาผู้เล่นเหล่านี้ ต้องแบกค่าจ้างนับแสนปอนด์ต่อวีก โดยที่แทบไม่ได้ส่งลงเล่นเลยแล้วจะต่อทำไม ไม่ต้องมองไกลหรอก ฟิล โจนส์ ที่เจ็บออดแอดเรื่อยมา ยังได้สัญญาใหม่เซ็นกันในปี 2019 พร้อมมีข้อเสนอเทสติโมเนี่ยลแมตช์หรือเกมเกียรติยศให้อีกต่างหาก ทั้งที่รู้กันอยู่ว่า คงยากมากๆที่จะใช้งานนักเตะคนนี้ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ร่างกายเปราะบางจนเกินกว่าเยียวยา กลับมาลงสนามได้ครบ 90 นาที ก็ยังดันทุรังเก็บไว้ เข้าใจว่าทั้ง มาต้า และ โจนส์ นิสัยดีงาม เฟรนด์ลี่ย์มากๆ แต่มันต้องมองในแง่ความเป็นมืออาชีพก่อน ไม่ใช่เน้นแค่เรื่องโลกสวยเท่านั้น แล้วทีนี้เมื่อมองย้อนกลับมาที่ผลงานล่ะเป็นอย่างไร เมื่อคุณสะสมถมนักเตะเก่าเอาไว้เรื่อยๆ มันก็เป็นการกีดขวางแข้งใหม่เข้ามาอีก เก่าไม่ไป ใหม่ก็มายาก เจ้าของทีมก็บอกต้องปล่อยออกไปบ้าง แล้วมันปล่อยง่ายซะที่ไหนกัน มาเจออย่างนี้เข้า เทนฮาก ก็ปวดหัวตึ้บเลยทีเดียว จึงมีข่าวว่าเตรียมจะทลายระบบเดิมของ วู้ดเวิร์ดส์ ที่นานวันจะกลายเป็นวัฒนธรรมในทีมเข้าไปทุกที รวมถึงจะไม่รีบเจรจาสัญญาใหม่ของนักเตะทุกคนที่ใกล้หมด จนกว่าจะจบทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลโลกในเดือนธันวาคม ตอนนี้ขอศึกษาเรียนรู้ลูกทีมไปก่อน ว่ากันตามตรงการบริหารงานในลักษณะนี้ ใครก็รู้ว่ามันไม่เหมาะสม ผิดบิดเบี้ยวไปจากความจริง ยกเว้นผู้บริหารแมนฯยูไนเต็ดในช่วง วู้ดเวิร์ดส์ เรืองอำนาจและคิดว่าข้านี่เจ๋งกว่าใคร ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ทีมจะพังมายาวนาน นับตั้งแต่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน วางมือ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจาก วู้ดเวิร์ดส์ ได้เข้ามาแทน เดวิด กิลล์ แค่ 4 เดือนเท่านั้น ได้ยินอย่างนี้บรรดาแฟนแมนฯยูไนเต็ด คงเอาใจช่วยให้ เทนฮาก ทลายกำแพงที่ผู้บริหารชุดเก่าสร้างเอาไว้ให้สำเร็จด้วย ไม่อย่างนั้นก็ยากที่จะฟื้นขึ้นมาและรักษามาตรฐานได้เหมือนในอดีตแน่ -------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117