breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

[ #ไฟแค้นดับแล้วจริงหรือ? ]

ทันทีที่หลายคนได้ยินข่าวว่า คิม มิน-แจ เตรียมย้ายจากเฟเนร์บาห์เช่ในลีกสูงสุดของตุรกีไปเล่นให้นาโปลี ก็อดที่จะตั้งคำถามไม่ได้ เพราะ คิม เป็นแข้งเกาหลีใต้ ส่วนนาโปลีคือสโมสรในเซเรียอา ซึ่งนักเตะจากเกาหลีใต้โดนแบนไม่ให้มาค้าแข้งในลีกอิตาลี หลังจบศึกฟุตบอลโลก 2002 ไม่นาน สาเหตุมาจากรับไม่ได้ที่โดนโกงอย่างน่าเกลียด ผู้คนอิตาเลี่ยนต่างโกรธแค้นเป็นฟืนเป็นไฟ รับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หากแพ้แบบแฟร์ๆจะไม่ว่าอะไรเลย นี่มีหลายอย่างค้างคาใจ แล้วเกาหลีใต้เองเป็นเจ้าภาพด้วย เหมือนมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า ขณะเดียวกันแข้งอิตาลี ล้วนแต่ระดับพระกาฬทั้งสิ้น อัดแน่นไปด้วยดาวดังตั้งแต่หลังยันข้างหน้า จึงเป็นความหวังระดับประเทศว่าจะต้องคว้าแชมป์โลกมาครองให้สำเร็จ ลองไล่ชื่อดูมีทั้ง จานลุยจิ บุฟฟ่อน , เปาโล มัลดินี่ , ฟาบิโอ คันนาวาโร่ , อเลสซานโดร เนสต้า , เจนนาโร่ กัตตูโซ่ , อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ , คริสเตียน วิเอรี่ , ฟรานเชสโก้ ต๊อตติ , วินเชนโซ่ มอนเตลล่า และ มาร์โก เดลเว็คคิโอ ยิ่งพวกแนวรุกด้วยแล้ว แต่ละคนจัดจ้านสะท้านภพเหลือเกิน แทบจะเลือกจัดตัวลงเล่นกันไม่ถูกเลยทีเดียว การโคจรมาเจอเกาหลีใต้ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย แม้จะเข้าใจว่าเผชิญหน้าเจ้าภาพร่วม ยังไงก็ไม่ง่ายหรอก แต่หากวัดกันทุกอย่าง โดยเฉพาะคุณภาพของผู้เล่น ไม่น่าจะต้องออกแรงสุดพลังนัก อย่างไรก็ตามตัวแปรสำคัญ กลับไม่ได้อยู่ที่ผู้เล่นในสนาม แต่เป็นผู้ตัดสินชาวเอกวาดอร์ที่ชื่อว่า ไบรอน โมเรโน่ เป่านกหวีดขัดแย้งสายตาคนทั้งโลก ยกเว้นชาวเกาหลีใต้ แค่ 4 นาทีเท่านั้นเอง เกาหลีใต้มาได้จุดโทษน่ากังขา แข้งอิตาลีกรูกันเข้าหาผู้ตัดสิน ซึ่งเริ่มโชว์ความพิลึกแปลกๆให้เห็น ยังดีที่ว่า อาห์น จุง-วาน ซัดไปให้ บุฟฟ่อน เซฟ เอาไว้ได้ หลายจังหวะอิตาลีควรได้ฟาวล์ ผู้เล่นแนวรุกแต่ละคนเจอตัดเกม ทำฟาวล์ เล่นงานจนสะบักสะบอม ก็แทบไม่ค่อยได้รับการปกป้องจากผู้ตัดสิน จนเริ่มหงุดหงิดหัวเสียและนั่นอาจทำให้สมาธิโดนทำลายอย่างไม่รู้ตัว คริสเตียน วิเอรี่ โขกให้อัซซูรี่ออกนำก่อนตั้งแต่นาทีที่ 18 ก็จริง สถานการณ์มีแนวโน้มจบลงอย่างที่คาดกันไว้ หากอิตาลีได้ประตูที่สอง แทบทุกอย่างน่าจะปิดกล่อง อย่างไรก็ดีเมื่อไม่อาจควานหาหนทางยิงอีกประตู เวลาผ่านไปเนิ่นนานเข้า กลายเป็นกดดันตัวเอง ก่อนพลาดท่าในช่วงไม่ถึง 5 นาทีสุดท้าย นั่นทำให้อารมณ์ผู้เล่นอิตาเลี่ยนพุ่งพล่านหนักขึ้นอีก ดีกรีเดือดทะลุองศา เห็นกันอยู่ว่านักเตะเจ้าภาพเล่นสกปรก ตัดเกมสมควรโดนใบแดงกันบ้างแล้ว แต่ผู้ตัดสินยังเพิกเฉย การต่อสู้ยืดเยื้อเข้าสู่ช่วงต่อเวลาพิเศษ 30 นาที ตอนนั้นยังใช้กฎโกลเด้นโกล หมายความว่าฝ่ายไหนยิงประตูได้ก่อน จะคว้าชัยชนะไปเลย พร้อมผ่านเข้ารอบควอเตอร์ไฟนั่ล เล่นไปได้ถึงนาทีที่ 103 มีจังหวะน่าเคลือบแคลงเกิดขึ้นอีก ฟรานเชสโก้ ต๊อตติ ได้บอลในเขตโทษ แล้วดูเหมือนถูกผู้เล่นเกาหลีใต้เกี่ยวล้มลง ลุกขึ้นมาหวังจะได้จุดโทษ แต่ตรงกันข้ามเมื่อท่านเปาจากเอกวาดอร์ มองว่าเป็นการเจตนาพุ่งล้มเพื่อเรียกฟาวล์ โทษฐานตบตาผู้ตัดสิน จึงโดนใบเหลืองที่สอง กลายเป็นถูกไล่ออกทันที ตัดไปที่ข้างสนาม โจวานนี่ ตราปัตโตนี่ กุนซืออิตาลีฉุนขาด ถึงกับใช้กำปั้นทุบหลังคาซุ้มม้านั่งระบายความรู้สึกอัดอั้น แล้วหันไปโวยกับฝ่ายจัดการแข่งขัน เหมือนต้องการจะถามว่าเกิดเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร เหลือตัวผู้เล่นน้อยกว่า อีกทั้งนักเตะหลายคนคอนโทรลตัวเองไม่ได้แล้ว กระทั่งเข้าสู่ 3 นาทีสุดท้าย ซึ่งใครต่อใครคิดว่าน่าจะถึงฎีกาคือตัดสินด้วยการยิงจุดโทษ แต่เปล่าเลย เป็น อาห์น จุง-วาน ที่โขกวาบซุกก้นตาข่าย ช่วยให้เกาหลีใต้พลิกคว้าชัย พร้อมสร้างประวัติศาสตร์เข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายสำเร็จ นาทีนั้นเขาถูกบันทึกในฐานะวีรบุรุษของชาวเกาหลีใต้ ผู้คนในสนามนับหมื่น รวมทั้งหน้าจอทีวีอีกหลายสิบล้าน ต่างดีใจกันอย่างบ้าคลั่ง มหกรรมแห่งการเฉลิมฉลองมาถึงแล้ว แต่ในความรู้สึกของชาวอิตาเลี่ยน มันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง อาห์น คือซาตานที่มาปล้นความหวังไปแบบขี้โกง แม้โลกลูกหนังจะพุ่งเป้ามายัง โมเรโน่ ผู้ตัดสินที่น่าจะมีเงื่อนงำบางอย่างซ่อนอยู่ ทำหน้าที่ได้ขัดแย้งสายตา ทว่าความโกรธแค้นที่พรั่งพรูของคนอิตาลี มาลงเอาที่ อาห์น อย่างช่วยไม่ได้ มันไม่น่ามีอะไรบานปลายหรอก หากว่า อาห์น ค้าแข้งอยู่ในลีกอื่นๆของโลกที่ไม่ใช่อิตาลี แต่เขาคือนักเตะของเปรูจา สโมสรในเซเรีย อา ลองนึกภาพดูแล้วกันว่า จะเป็นอย่างไรบ้างเมื่อต้องกลับมายังสโมสรอีกครั้ง อาห์น ย้ายจากบูซาน ไอพาร์คมาเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่กับเปรูจาแบบยืมตัวในปี 2000 โดยที่ต้องอดทนอดกลั้นไม่น้อย เพราะนักเตะหลายคนไม่ค่อยต้อนรับเขาสักเท่าไรนัก ช่วงดังกล่าว มาร์โก มาเตราซซี่ เล่นให้เปรูจาด้วย เคยพูดจาเหยียดเชื้อชาติ อาห์น อีกต่างหาก จากนั้นย้ายไปเล่นกับอินเตอร์ มิลานในปีถัดมา อย่างไรก็ตามไม่ต้องถึงมือแข้งเปรูจาหรอก เพราะประธานสโมสรออกมาเล่นบทโหดแบบไม่แคร์เหตุผลอะไรทั้งสิ้น ลูชาโน่ เกาชี่ บอสใหญ่ของทีม ประกาศลั่นเลยว่าห้าม อาห์น มาเหยียบที่สโมสรเปรูจาอีกเด็ดขาด เพราะเชื่อว่าเป็นหนึ่งในตัวต้นเหตุที่ทำให้ทีมชาติอิตาลีต้องตกอยู่ในชะตากรรมดังกล่าว ชาวอิตาลีไม่น้อยเห็นดีเห็นงามกับการตัดสินใจของ เกาชี่ พร้อมใจกันสนับสนุน โดยอ้างว่า อาห์น ให้สัมภาษณ์ยกตนข่มท่าน พูดได้อย่างไรว่าเกาหลีใต้เล่นได้เหนือกว่า เห็นกันอยู่ว่ามีการโกงเกิดขึ้น "เขาไม่ให้เกียรติประเทศของพวกเรา ดังนั้นไม่มีเหตุผลที่ผมจะต้องจ่ายเงินจ้างเขามาเล่น" อาห์น จึงต้องระเห็จไปเล่นให้ชิมิสึ เอสพัลส์ในเจลีก จากนั้นไม่มีผู้เล่นเกาหลีใต้มาค้าแข้งในอิตาลีอีกเลย โดนแบนอย่างไม่เป็นทางการ แต่รู้กันว่านี่คือพื้นที่ต้องห้าม ความสัมพันธ์ของสหพันธ์ฟุตบอลทั้งสองชาติก็สั่นคลอนตามไปด้วย ต้องรอนานถึง 16 ปีเต็ม ถึงจะมีแข้งเกาหลีใต้คือ อี ซึง-วู เจ้าของฉายา "เมสซี่แห่งเกาหลี" โยกไปเล่นกับเวโรน่าในปี 2017 อีกปีถัดมาสหพันธ์ฟุตบอลของเกาหลีใต้และอิตาลี ก็ร่วมแถลงการณ์ฟื้นสัมพันธ์สร้างมิตรภาพกันใหม่ ลืมเรื่องราวในอดีตไปซะ กระนั้นไม่แน่ใจเหมือนกันว่า การย้ายมาเล่นที่นาโปลีของ คิม มิน-แจ ด้วยค่าตัวถึง 20 ล้านยูโร จะได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน เพราะอย่าลืมว่าชาวอิตาเลี่ยนมีความเป็นขวาจัดหรือชาตินิยมสูงมากๆ อีกทั้งเป็นพวกที่ลืมยากอีกด้วย 20 ปีผ่านไปพอดิบพอดี ความแค้นจะเจือจางสร่างลงหรือไม่ คิม มิน-แจ น่าจะเป็นคนให้คำตอบที่ดีสุด ----------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #สู้กับตัวเองสำคัญสุด ]

ซัมเมอร์ 2013 เอริก เทนฮาก ทำเซอร์ไพรส์ชนิดที่ใครคาดไม่ถึง เมื่อตัดสินใจรับงานกุนซือทีมสำรองหรือยู-21 ของบาเยิร์น มิวนิค ที่ต้องบอกว่าน่าแปลกใจ เพราะเขาเพิ่งนำโก อะเฮด อีเกิ้ลส์ จากลีกรองเลื่อนชั้นสู่เอเรดิวิซี่หรือลีกสูงสุดของฮอลแลนด์ เป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี ดูแล้วน่าจะสานต่อความสำเร็จ อีกทั้งช่วงดังกล่าว เทนฮาก กำลังได้รับความนิยมจากแฟนบอลอีเกิ้ลส์ ชัดเจนแล้วว่าสามารถเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะวิธีการเล่นโดดเด่นอย่างมาก ในขณะเดียวกัน เทนฮาก ได้รับข้อเสนอจากบางทีมในเอเรดิวิซี่ด้วย แต่เขากลับปฏิเสธทั้งหมด แล้วเลือกไปทีมสำรองของเสือใต้แทน เชื่อกันว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะจะได้ร่วมงานกับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่ประกาศไว้ล่วงหน้าแล้ว จะมาเริ่มคุมบาเยิร์น มิวนิคในฤดูกาล 2012/13 นี่คือโอกาสดีมากๆ สำหรับได้เรียนรู้จากคนที่เก่งจริง นอกจากนี้นโยบายของบาเยิร์นให้ความสำคัญกับทีมสำรอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกดาวรุ่งขึ้นมาจากอะคาเดมี่ เพราะแข้งเหล่านี้คืออนาคตที่จะถูกดันขึ้นชุดใหญ่ หากว่าฉายแววดี ดังนั้นจะเลือกใครมาคุมแบบสุ่มสี่สุ่มห้าคงไม่ได้ เทนฮาก มีคุณสมบัติที่เหมาะสมและน่าจะทำงานไปในทิศทางเดียวกันกับทีมชุดใหญ่ได้ ทีมสำรองเองก็จะใช้แท็คติก วิธีการเล่น รูปแบบต่างๆที่เหมือนทีมซีเนียร์ เพื่อง่ายต่อการทำความเข้าใจ นั่นเลยทำให้ เทนฮาก ได้เจอหน้า เป๊ป แทบทุกวัน ยังไงก็ต้องร่วมงานกัน ประชุมหรือพูดคุยกันอย่างเสมอ แค่ฤดูกาลแรก เทนฮาก ก็พาบาเยิร์นสำรองครองแชมป์ Regionalliga หรือลีกระดับ 4 ได้สำเร็จ ซึ่งนักเตะส่วนใหญ่อายุแค่ 17-18 ปีเท่านั้นเอง ไม่ว่าจะเป็น ปิแอร์ เอมิล ฮอยแบร์ก , ยูเลี่ยน กรีน , สตีเว่น ริเบรี่ และ โทเบียส ชไวน์สไตเกอร์ สองคนหลังนี่เป็นน้องชายของ ฟร็องก์ ริเบรี่ กับ บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ ตำนานเสือใต้ด้วย จากการให้สัมภาษณ์ เทนฮาก ยอมรับนับถือ เป๊ป อย่างมากเลยทีเดียว เมื่อได้ทำงานร่วมกัน มันไม่ใช่แค่มุ่งมั่นไปสู่เป้าหมายที่วางไว้เท่านั้น แต่ยังช่วยเป็นแรงบันดาลใจอีก "ผมได้เรียนรู้หลายอย่างจาก เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เรื่องปรัชญาการทำทีมของเขามันยอดเยี่ยมมาก ปราศจากข้อสงสัย" "แนวทางเกมรุกของเขาน่าสนใจมากๆ มีสไตล์ทีชัดเจน ทั้งการครองบอลที่เต็มไปด้วยคุณภาพ รวมถึงการเล่นแบบเคาน์เตอร์ เพรสซิ่ง หากเสียบอลต้องช่วยกันแย่งคืนกลับมาให้เร็วที่สุด" "ผมจะชื่นชอบอย่างมาก เวลาที่ได้เห็นเขานำลูกทีมลงฝึกซ้อม สอนแนวทางตามแบบฉบับ แน่นอนว่าผมพยายามนำมาปรับใช้กับของตัวเองด้วย" เทนฮาก ยอมรับอย่างตรงไปตรงมา ฟุตบอลของเขาหรือแท็คติกที่เราเห็นกัน ไม่ว่าจะเป็นช่วงคุมอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัมหรือแมนฯยูไนเต็ด ซึ่งเล่นปรีซีซั่นไปแล้ว 4 เกม ได้รับอิทธิพลมาจาก เป๊ป ไม่ใช่เรื่องแปลกเช่นเดียวกัน หากมีใครสังเกตและตั้งคำถามว่า วิธีการเล่นของปีศาจแดงซึ่งควบคุมโดย เทนฮาก จะมีกลิ่นอายของแมนฯซิตี้ แต่ไม่ได้หมายความว่า ไปก็อปปี้หรือลอกแบบมาทั้งดุ้น เขาบอกอยู่แล้วว่านำปรับปรุงใช้ตามสไตล์ของตน ตลอด 2 ปีที่บาเยิร์น เขาซึมซับประสบการณ์ที่ดีมากๆ ไหนจะได้วิชาความรู้ติดตัวกลับฮอลแลนด์ไปด้วย ตรงนั้นเองที่ได้ถูกนำไปปรับใช้ที่อูเทร็ชท์ จนสามารถพาทีมจบอันดับ 5 ในปีแรก ก่อนคว้าอันดับ 4 ในปีที่สอง พร้อมทั้งโบนัสผ่านเข้าร่วมโม่แข้งในยูโรปาลีก ช่วงดังกล่าวอูเทร็ชท์ถูกจับตามองอย่างมาก ในฐานะสโมสรดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งยุค เล่นด้วยสไตล์ที่เร้าใจ บุกสะบั้นเอนเตอร์เทนแฟนๆ นักเตะวิ่งสู้ฟัดแบบไม่มีกลัว ซึ่งนั่นต้องให้เครดิต เทนฮาก ผู้เป็นหัวเรือใหญ่สร้างขึ้นมา ผลงานอันยอดเยี่ยม จึงนำไปสู่ตำแหน่งกุนซือของอาแจ็กซ์อย่างที่หลายคนรู้กัน แล้วเราต่างได้เห็นฟุตบอลในแบบของ เทนฮาก ของจริง ด้วยความที่ผ่านมางานคุมพวกแข้งเยาวชนที่บาเยิร์น มิวนิคมาก่อน การทำงานกับอาแจ็กซ์ ซึ่งเน้นหนักนโยบายเรื่องการพัฒนาพวกดาวรุ่ง จึงตอบโจทย์อย่างแท้จริง นั่นเลยทำให้เราได้เห็นการก้าวขึ้นมาของผู้เล่นคนสำคัญ 2 เจเนเรชั่นด้วยกัน เริ่มจากยุคที่ฝ่าฟันจนเข้าถึงรอบรองชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกมีทั้ง มัทไธจ์ส เดอลิกต์ , เฟร็งกี้ เดอย็อง , ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค และ ฮาคีม ซิเย็ค ตามด้วยอีกเจนต่อเนื่องกันที่มี ไรอัน กราเฟนเบิร์ช , นูสเซียร์ มาสราอุย , อันโตนี่ , ลิซานโดร มาร์ตีเนซ และ ยูเรี่ยน ทิมเบอร์ ในขณะเดียวกัน เทนฮาก จะเข้มงวดกวดขันเรื่องวินัยของผู้เล่นด้วย คอยติดตามดูพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด หลายคนอายุยังน้อย หากปล่อยปละละเลยอาจเตลิดไกลกว่าดึงกลับมาได้ทัน กฎต่างเหล็กๆถูกนำมาใช้ตั้งแต่เขาคุมอูเทร็ชท์แล้ว พร้อมทั้งย้ำเสมอว่า หากมีปัญหาขัดข้องหมองใจ อย่านำเรื่องไปปรึกษากับเอเจ้นท์ ให้มาคุยกับเขาก่อน นี่คือหนึ่งในกฎข้อสำคัญที่ เทนฮาก ร่างขึ้นมากับแมนฯยูไนเต็ดชุดปัจจุบันด้วย โดยเฉพาะพวกแข้งดังค่าจ้างแพง มักให้ความสำคัญกับเอเจ้นท์เป็นลำดับแรก แทนที่จะวิ่งหาคนที่เป็นเจ้านาย เพื่อจะได้รับคำฟังคำอธิบายแบบเคลียร์ชัดเจน นอกจากนี้การติวเข้มในช่วงฝึกซ้อมลักษณะแบบตัวต่อตัว ก็เป็นอีกคุณสมบัติอย่างหนึ่งของ เทนฮาก ด้วยเช่นเดียวกัน บางครั้งยอมเสียสละเวลาเป็นชั่วโมง เพื่อคุยกับนักเตะ พยายามทุกอย่างให้เข้าใจวิธีการที่สอนไป เรียกว่าจ้ำจี้จ้ำไช จนบางครั้งอาจสร้างความน่าเบื่อให้ก็มี บรูโน่ แฟร์นันด์ส เพิ่งให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ชอบกุนซือที่ออกกฎเหล็ก เข้มข้นเรื่องวินัยมาก เพราะจะช่วยให้พวกนักเตะไม่เหยาะแหยะ มุ่งมั่นเต็มที่ หากสบายเกินไปมันก็จะเข้าอีหรอบเดิม กองกลางโปรตุกีสยังบอกอีกว่า ในยุคที่มี โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กับ ราล์ฟ รังนิก เป็นกุนซือ ดูจะซอฟท์กว่าที่เห็น ถึงเวลาต้องเคี่ยวเข็ญกันหนักขึ้น แน่นอนว่าปรัชญาการทำงานของ เทนฮาก ย่อมถูกนำไปเปรียบเทียบกับ เป๊ป ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นครูอย่างช่วยไม่ได้หรอก แต่เรื่องนี้ เป๊ป ก็ยืนยันเองว่า เทนฮาก เป็นคนเปี่ยมความสามารถ มีแนวคิดเป็นอิสระตามแบบของตน ส่วนเรื่องอิทธิพลที่รับไปนั้น เป็นเรื่องปกติของวงการโค้ชอยู่แล้ว เท่าที่ผ่านมากับอาแจ็กซ์ แสดงความจริงตรงนี้ไว้อย่างชัดเจน ไม่มีอะไรเคลือบแคลงน่าสงสัยอีก แต่จะทาบรัศมี เป๊ป ได้หรือไม่ นั่นคืออีกเรื่องที่ต้องตามดูกันต่อไป เพราะมันยังดูไกลตัวเกินกว่าจะพูดถึงด้วยซ้ำ นี่คือช่วง เทนฮาก ต้องต่อสู้กับตัวเองเป็นหลัก เพื่อทำให้เห็นว่าแมนฯยูไนเต็ดที่ถูกตราหน้าว่าไร้คุณภาพ มีการเปลี่ยนแปลงดีกว่าเดิม แล้วผลงานในสนามจะเป็นตัวชี้วัดตัดสินเอง ------------------ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ดราม่าเสียมารยาท ]

ไม่กี่วันที่ผ่านมา โอลิเวอร์ คาห์น ซีอีโอของบาเยิร์น มิวนิคออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับ แฮร์รี่ เคน ไว้จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของดราม่าที่ตามมา จากข่าวลือที่บาเยิร์นจะวางแผนคว้า เคน มาร่วมทัพในซัมเมอร์ 2023 หรืออีก 1 ปีข้างหน้า จนมีพวกสื่อไปถามเรื่องนี้ว่ามีความเห็นอย่างไรบ้าง คาห์น เลยตอบไปในทำนองว่า นักเตะยังมีสัญญากับท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ แต่นั่นเป็นเรื่องของความฝันในอนาคต คล้ายบอกว่าวันข้างหน้าอะไรย่อมเกิดขึ้นได้ จากนั้นไม่นาน ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์ เทรนเนอร์ของเสือใต้ก็พูดถึง เคน ด้วยเช่นเดียวกัน "ค่าตัวเขาแพงมากเลยนะ นั่นแหล่ะคือปัญหาล่ะ ต้องยอมรับว่าเขาคือหนึ่งในดาวยิงดีสุด อาจจะติดท็อป 3 ของโลกด้วยซ้ำ อันนี้หมายถึงที่เป็นประเภทกองหน้าจริงๆนะ" "ช่วงหลังเขาไม่ค่อยได้ยืนเป็นกองหน้าตัวเป้า บางทีขยับถอยไปยืนเป็นเบอร์ 10 แต่ก็ยังทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยมไปเลย" "เขามีสภาพร่างกายที่แข็งแรงมาก ดูแล้วน่าจะยิงได้มากมายในบุนเดสลีกา แต่มันอาจจะยากสำหรับบาเยิร์น มิวนิคที่จะไปคว้าตัวมา รอดูเถอะว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต" นั่นคือคำพูดที่ นาเกลส์มันน์ กล่าวถึง เคน ไม่ว่าจะเป็นซีอีโอหรือกุนซือ ต่างคอมเมนต์ไปในทิศทางเดียวกันว่า มันอาจเป็นจริงขึ้นมาได้ในอนาคต เพราะเราไม่มีทางล่วงรู้หรอก ถ้าจับใจความพอจะเข้าใจไม่ยากว่า บาเยิร์นอยากได้ เคน จริงๆนั่นแหล่ะ เพียงแต่รู้สถานการณ์ดีว่า ดีลนี้เกิดขึ้นยากถึงยากที่สุด แล้วบังเอิญพอดีที่บาเยิร์นเพิ่งปล่อย โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ไปให้บาร์เซโลน่า ยังไงก็ต้องดิ้นรนเฟ้นหาตัวแทนแบบสมน้ำสมเนื้อหน่อย ไม่แปลกที่เรื่องนี้จะมาผูกโยงกัน อีกทั้งท่าทีของ คาห์น และ นาเกลส์มันน์ ก็แทบยอมรับว่าอยากได้ นั่นแหล่ะจึงเป็นสาเหตุให้เกิดดราม่าตามมา ต้องไม่ลืมว่าพวกนักข่าวชอบอยู่แล้ว ยิงคำถามในลักษณะที่จุดเชื้อไฟ ให้มีความขัดแย้ง อย่างน้อยนำไปเป็นประเด็นดึงดูดความน่าสนใจ พวกเขาจึงถาม อันโตนิโอ คอนเต้ ผู้จัดการทีมสเปอร์ส ว่ารู้สึกอย่างไรที่นักเตะคนสำคัญ ถูกพูดถึงในลักษณะดังกล่าว ปกติก็เป็นคนที่อารมณ์ขึ้นง่ายอยู่แล้ว อีกทั้งหากหงุดหงิดหัวเสียล่ะก็ เรามักจะได้เห็นกุนซืออิตาเลี่ยนปลดปล่อยเลย ไม่ต้องเก็บงำให้เสียเวลา ตอบโต้แบบทันควัน เขามองว่าพฤติกรรมของ นาเกลส์มันน์ ดูผิดมารยาทอย่างมาก อย่างน้อยที่สุดก็ควรให้ความเคารพสเปอร์สสักหน่อย การจะพูดถึงนักเตะของสโมสรอื่นในลักษณะเช่นนี้เหมาะสมแล้วหรือ "ผมยังไม่ได้ยินเรื่องนี้นะ แต่ผมไม่ชอบพูดถึงนักเตะของทีมอื่นหรอก" "เราต่างก็เห็นถึงความชัดเจนในทีมเราเวลานี้ เคน คือส่วนสำคัญของทีมสำหรับแผนในวันข้างหน้า" "ถ้าผมต้องการบางอย่างล่ะก็ ผมจะไปแจ้งทางสโมสรเอง ไม่ใช่พูดผ่านสื่อ นี่คือแนวทางของผม หากจะว่ากันถึงนักเตะของทีมอื่น" นอกจากจิกกัดอย่างเจ็บแสบว่าควรเคารพให้เกียรติกันบ้าง ยังชี้ให้เห็นด้วยว่าคำพูดลักษณะนี้ ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นปัจจุบันมันไม่เหมาะไม่ควรอย่างยิ่ง เพราะเราต่างก็เห็นกันแล้วถึงท่าทีของ เคน ที่ไม่ได้แสดงถึงความต้องการย้ายทีมเลย ต่อให้สัญญาฉบับใหม่ยังไม่คืบหน้าก็ตาม แต่เชื่อว่าน่าจะอยู่ในขั้นตอนเจรจา ถ้า เคน ส่งสัญญาณว่าปรารถนาย้ายทีมจริง การที่คนของบาเยิร์นออกมาพูดถึง มันอาจจะไม่ดูแย่สักเท่าไร ย้อนกลับไปเมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว ตัวนักเตะตกเป็นข่าวโยงแมนฯซิตี้หนักมากๆ มีโอกาสย้ายขึ้นเหนือสูงเลยทีเดียว แต่เราลองมองไปที่ปฏิกิริยาของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า แทบไม่เคยคุยกับสื่อถึงเรื่อง เคน เลยสักนิด แทบทุกครั้งเมื่อถามถึงนักเตะซึ่งตกเป็นข่าวว่าซิตี้อยากได้ เป๊ป จะเลี่ยงพูดถึงสั้นๆง่ายๆ ไม่พาดพิงผู้เล่นทีมอื่นเด็ดขาด ในเมื่อยังมีสัญญาผูกมัดกันอยู่ เรื่องนี้นับว่าสำคัญมาก หรือเคสของ เอริก เทนฮาก ช่วงปรีซีซั่นทัวร์ที่ไทยและออสเตรเลีย เขามักจะโดนนักข่าวถามถึงสถานการณ์ เฟร็งกี้ เดอย็อง ก็จะได้รับคำตอบแบบซ้ำๆเหมือนเดิมว่า ผมจะไม่พูดถึงนักเตะของสโมสรอื่น การตอบเช่นนี้มันยิ่งกว่าชัดเจน เหมือนปิดประตูลงกลอน จะได้ไม่ต้องมาต่อความยาวสาวความยืดกันอีก จบแค่ตรงนั้นเลย แม้บางคนจะแสดงความเห็นว่า คาห์น หรือ นาเกลส์มันน์ ไม่ได้ผิดอะไรนี่นา ก็แค่พูดถึง เคน ในแง่ชื่นชมยกย่องด้วยซ้ำ แล้วยังบอกว่าเรื่องของอนาคต เวลาจะให้คำตอบเอง แต่อย่าลืมว่าในมุมของ คอนเต้ การที่คุณเป็นผู้จัดการทีม ซึ่งตั้งเป้าหมายไว้สูงในฤดูกาลที่กำลังจะเปิดฉาก มีการเตรียมความพร้อมทุกอย่างดีเยี่ยม แล้วจู่ๆทีมอื่นมาพูดถึงแข้งคนสำคัญ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เคน ย่อมเห็นข่าวนี้อยู่แล้ว ไม่เห็นเองก็ต้องมีคนมาบอก และแน่นอนว่าเขาก็ต้องอ่าน ช่วงเวลาเช่นนี้สมาธิสำคัญมาก เป็นเรื่องธรรมดา คอนเต้ ไม่ต้องการให้ลูกทีมวอกแวก ควรมุ่งมั่นอยู่กับซีซั่นใหม่ที่กำลังคืบคลานมาหามากกว่า น่าสนใจกว่านั้นก็คือ เคน ยังไม่ได้ขยายสัญญากับสเปอร์ส หากยังไม่อาจหาทางสรุปได้ ลากยาวไปถึงซัมเมอร์หน้า สัญญาจะเหลือแค่ปีเดียวเท่านั้น สถานการณ์บีบให้สเปอร์สต้องคิดหนักแน่ๆ นั่นหมายความว่าบาเยิร์นมีโอกาสซื้อ เคน ได้ไม่ยากนัก อีกทั้งไม่ต้องจ่ายค่าตัวแพงโอเวอร์อีกต่างหาก ส่วนทางสเปอร์สต้องการจะยืดสัญญาออกไป รวมทั้งมีโปรเจคต์ใหญ่ให้ เคน อยู่โยงแบบยาวๆ ไล่ล่าประตูและความสำเร็จ พวกผู้หลักผู้ใหญ่บาเยิร์น ไม่ควรพูดในช่วงเวลาอย่างนี้เลย คอนเต้ จึงหัวร้อนเป็นธรรมดา เลยต้องรับบทอาจารย์สั่งสอนเรื่องมารยาทกันบ้าง อย่างที่เรารู้กันนั่นแหล่ะ การทำธุรกิจในตลาดซื้อขายผู้เล่น กิตติศัพท์ของบาเยิร์นขึ้นชื่อเรื่องความเขี้ยวลากดินอยู่แล้ว ไม่มียอมง่ายๆเป็นอันขาด พร้อมทำทุกอย่างเพื่อให้ฝ่ายตนกุมความได้เปรียบไว้ แม้กระทั่งขาย เลวานดอฟสกี้ ให้บาร์เซโลน่า นักเตะอายุ 33 กำลังจะครบ 34 ปีในเดือนสิงหาคมนี้ อีกทั้งเหลือสัญญาค้างแค่ปีเดียว ยังโก่งไปได้ถึง 50 ล้านยูโรเมื่อรวมแอดออนส์ด้วย ไม่แน่ใจว่าเสียงเตือนของ คอนเต้ จะหยุดยั้งบาเยิร์นได้แค่ไหนกัน แต่ที่แน่ๆหลายคนน่าจะเห็นด้วยกับการตอบโต้ของเขา เพราะมันผิดเรื่องมารยาทจริง รวมทั้งควรให้เกียรติสโมสรอื่นเช่นกัน อย่างน้อยก็น่าจะช่วยปรามได้บ้าง คราวหน้าคราวหลังจะไม่พูดถึงนักเตะของทีมอื่นอย่างนี้อีก เพราะต่อให้รู้ว่าสื่อจงใจถามเพื่อสร้างประเด็น ก็ควรหลีกเลี่ยงไปเลยดีกว่าตีมึนตามน้ำไป แต่ถ้ายังไม่หยุดจริง มีพูดถึง เคน หรือพาดพิงในลักษณะนี้อีก เราคงได้เสพดราม่ากันบ่อยแน่นอน ---------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #เสียงโห่จะหายไปถ้า... ]

เกมปรีซีซั่นของแมนฯยูไนเต็ดล่าสุดที่โดนแอสตัน วิลล่าตามตีเสมอในช่วงทดเวลานาทีสุดท้าย แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ยังคงโดนแฟนบอลโห่ใส่ ยามที่ได้บอลหรือมีส่วนร่วมกับเกม บรรดานักข่าวที่นั่งอยู่บริเวณเพรสบ็อกซ์ที่ออพตัส สเตเดี้ยม ในเมืองเพิร์ธต่างได้ยินกันทั่วและสงสัยว่า ทำไมยังเป็นเหมือนเดิมอีก เกมก่อนที่เมลเบิร์นคว้าชัยเหนือคริสตัล พาเลซ 3-1 แม็กไกวร์ โดนโห่ใส่หนักพอสมควร แล้วส่วนมากมาจากแฟนบอลปีศาจแดงแดงเองด้วย ย่อมเกิดความสับสนขึ้นเป็นธรรมดา แต่ฟอร์มของ แม็กไกวร์ โดดเด่นอย่างมาก จนได้รับเสียงชื่นชมล้นหลาม ไม่ได้สร้างคอนเทนต์พลาดแบบง่ายๆเหมือนอย่างที่เคยเห็นกันบ่อยในฤดูกาลที่แล้ว ดังนั้นเมื่อต้องมาเจอวิลล่า เลยคาดกันว่ากระแสโห่น่าจะลดดีกรีลงบ้าง แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้นเลย เรื่องนี้มีนักข่าวถาม เอริก เทนฮาก ไว้ก่อนแล้ว ซึ่งกุนซือดัตช์ยอมรับว่าได้ยินเหมือนทุกคนนั่นแหล่ะ ต้องขึ้นอยู่ที่ตัวนักเตะเองว่าจะแก้ไขให้เสียงเหล่านี้หายไปได้อย่างไร "หากคุณทำผลงานได้โอเค ทุกอย่างก็จะจบเอง ผมเชื่อว่าเขากำลังทำได้ดีเลยนะกับแนวทางของเราในเวลานี้" สิ่งที่ เทนฮาก ต้องการบอกลูกทีมผ่านสื่อก็คือ ปัญหาที่ว่าแก้ได้ด้วยฟอร์มอันยอดเยี่ยม จนเสียงโห่จะเปลี่ยนเป็นเสียงปรบมือแทน ทว่าก็อย่างที่เราเห็นกัน เสียงยังคงดังเช่นเดิมในเกมล่าสุด ตั้งแต่ตอนโฆษกสนามประกาศรายชื่อก็ได้ยินเป็นจุดเริ่มต้น ทั้งที่ว่ากันแบบแฟร์ๆ แม็กไกวร์ ทำหน้าที่ตัวเองได้ดีเยี่ยม จัดเป็นหนึ่งในแข้งที่โดดเด่นเลย นอกเหนือจากไฮไลต์ที่ปรี่เอาตัวมาขวางลูกยิงของ เลออน เบลี่ย์ ได้เฉียบขาด แสดงถึงการอ่านเกมได้แม่นยำแล้ว ยังโชว์ถึงการเป็นหัวใจแนวรับตลอด 65 นาทีที่อยู่ในสนาม แม็กไกวร์ พัฒนาไปจากซีซั่นก่อนน่าสนใจเลย เยือกเย็นมากกว่าเดิม มีส่วนร่วมกับการขึ้นเกมด้วยการวางบอลยาว รวมทั้งจ่ายตามช่องได้ดี อีกทั้งเมื่อต้องเล่นเกมรับก็อ่านจังหวะดักทางคู่แข่งได้ อาจมีความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ ให้เห็นบ้างตามปกติ แต่ถือว่าไม่ได้ร้ายแรง จนถึงขั้นทำให้ทีมเสียหาย ไม่แน่ใจว่าเสียงโห่ซึ่งสะท้อนถึงความไม่พอใจของแฟนบอล อาจมาจากการที่เขายังคงได้รับความไว้วางใจให้เป็นกัปตันทีมหรือไม่ เพราะแฟนแมนฯยูไนเต็ดส่วนใหญ่อยากให้เปลี่ยนแปลงตรงนี้ อย่างไรก็ดีในมุมของ เอริก เทนฮาก ต้องการจะให้โอกาส แม็กไกวร์ พิสูจน์ตัวเองไปก่อน เพื่อความยุติธรรมสำหรับนักเตะเองด้วย แล้วเขาเองก็เพิ่งเข้ามาคุม ยังไม่ได้คุ้นเคยหรือรู้ข้อมูลแบบลึกจริง จึงไม่มีเหตุผลจะต้องปรับให้คนอื่นมาเป็น ในขณะเดียวกันช่วยลดแรงเสียดทานในทีมด้วย หากให้ใครสักคนมารับตำแหน่งแทน มีสิทธิ์ทำให้บรรยากาศข้างในตึงเครียด ต้องยอมรับว่า แม็กไกวร์ ยังคงได้รับการสนุนจากเพื่อนร่วมทีมบางคน โดยเฉพาะกลุ่มแข้งอังกฤษด้วยกัน เคสนี้มีหลายคนมองว่า เทนฮาก ทำถูกต้องแล้ว จากนี้คือหน้าที่ แมกไกวร์ ต้องแสดงให้เห็นว่าดีพอสำหรับการมีปลอกกัปตันรัดที่ต้นแขน เอาเข้าจริงมันไม่ใช่แค่เรื่องฟอร์มในสนามเท่านั้น แต่ยังโยงไปถึงบทบาทการเป็นผู้นำอีกด้วย นี่ก็เป็นสิ่งที่สำคัญและเขาโดนวิจารณ์บ่อยๆว่า ยังทำได้ไม่ดีอย่างที่ควรจะเป็น ไม่ค่อยตะโกนสั่งเพื่อนร่วมทีมนัก ทั้งที่ควรกระตุ้นอยู่ตลอดเวลา ดูเฉื่อยเกินไป เช่นเดียวกับการปกป้องเพื่อนร่วมทีม รวมถึงต้องเทคแอ็กชั่นมากกว่าที่เป็นอยู่ เวลาคุยกับผู้ตัดสิน ทำอย่างไรก็ได้ต้องดึงความได้เปรียบให้กับทีมตัวเองก่อน อย่างน้อยที่สุดคำพูดต่างๆ มันอาจกดดันผู้ตัดสินได้อีกทาง ฉะนั้นซีซั่นหน้า แม็กไกวร์ จะต้องปรับปรุงตรงจุดนี้ด้วย เพราะหลายครั้งเวลาที่ เทนฮาก ตอบคำถามสื่อเรื่องกัปตันทีม มักจะชื่นชมและให้เกียรติลูกทีมมาตลอด นั่นเหมือนเป็นจิตวิทยาที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นอีก อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ในยุคของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา และ ราล์ฟ รังนิก เป็นผู้จัดการทีม เรามักได้เห็น แม็กไกวร์ ยืนเซ็นเตอร์แบ็กทางฝั่งซ้าย ในขณะที่ด้านขวาไม่ ราฟาแอล วาราน หรือ วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ จะประจำการ แต่ในเกมปรีซีซั่นที่ผ่านมา เทนฮาก วางตำแหน่งใหม่ สลับเอา แม็กไกวร์ มายืนฝั่งขวา ซึ่งดูเหมือนว่าจะเหมาะกับเขามากกว่า เล่นเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องฝืนสักเท่าไร ตรงนี้แหล่ะที่น่าสนใจมาก เพราะอย่าลืมว่า ลิซานโดร มาร์ตีเนซ สมาชิกใหม่ป้ายแดง ถนัดเท้าซ้ายและจะต้องยืนด้านซ้ายอยู่แล้ว ถ้าจะให้เดานั่นอาจหมายถึง แม็กไกวร์ จะได้เล่นทางขวาแบบยาวๆ โอกาสยืนคู่กับ มาร์ตีเนซ ในช่วงแรกของฤดูกาลมีไม่น้อยเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงสไตล์ของทั้งสองคน ซึ่งคาดว่าจะเป็นพาร์ทเนอร์ใหม่ ซึ่งมีความแตกต่างกันมาก แต่เมื่อร่วมงานแล้วจะได้สมดุลลงตัว แม็กไกวร์ เป็นประเภทเชิง อ่านเกม ไม่ใช่ประเภทบวกปะทะโบ๊ะบะหนักหน่วง แล้วลูกกลางอากาศก็ไม่ใช่จุดแข็งด้วย แม้รูปร่างจะสูงใหญ่ก็ตาม ฟาก มาร์ติเนซ เข้าบอลดุดัน ตามสมญานามที่เรียกกันว่า The Butcher ชิงจังหวะเล่นเก่งมาก ตัดสินใจรวดเร็ว ถ้าต้องแท็คเกิ้ลแบบเสี่ยงหน่อยแล้วคิดว่าคุ้มค่าก็จะทำทันทีเลย เขาถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับการเล่นลูกกลางอากาศ เพราะความสูงเพียงแค่ 175 เซนติเมตร ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานของเซ็นเตอร์แบ็กพรีเมียร์ลีกอย่างแน่นอน ไม่ว่าอย่างไรหากคุณมาเล่นในลีกอังกฤษ จะหนีฟุตบอลแบบไดเร็คต์หรือการโยนยาวไม่พ้นเลย ยังไงก็ต้องหาทางรับมือหรือวิธีการเพื่อกลบจุดด้อยดังกล่าว นั่นยังรวมถึงการป้องกันจากเซ็ตพีซด้วย เท่าที่ผ่านมาแมนฯยูไนเต็ดเสียท่าจากลักษณะการเล่นที่มีจุดเริ่มจากลูกตั้งเตะบ่อยๆ แก้ไขเท่าไรก็ไม่หาย สะสมหมักหมมเรื่อยมา อย่างไรก็ตาม แม็กไกวร์ จะถูกโฟกัสอย่างมาก เริ่มจากการพิสูจน์ให้เห็นว่าดีพอสำหรับกัปตันทีมและยืนหยัดตัวจริงแบบต่อเนื่องก่อน จากนั้นเรามาดูกันว่า เสียงโห่ที่เชื่อว่ามาจากแฟนบอลแมนฯยูไนเต็ดเอง จะค่อยๆจางหายไปหรือไม่ แม้สิ่งที่เขาเผชิญอยู่จะได้รับความเห็นใจพอสมควร แต่อย่างที่ เทนฮาก เคยพูดไว้นั่นแหล่ะ เขาต้องแก้มันด้วยตัวเอง หากผลงานโอเค ไม่มีอะไรมาทำลาย แม็กไกวร์ ได้เลย ฤดูกาลหน้าจึงเป็นช่วงเวลาสำคัญสุดอีกครั้งในอาชีพค้าแข้งของเขา หากยังไม่สามารถสลัดหลุดจากภาพลักษณ์เดิมๆได้ มันก็คงยากที่จะได้รับโอกาสอีก อย่าว่าแต่ปลอกแขนกัปตันทีมเลย ตำแหน่งตัวหลักก็จะหลุดลอยไปด้วยเช่นกัน ---------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #กุนซือเก๋าไม่เคยตาย ]

หลายคนน่าจะได้เห็นรอยสักใหม่บริเวณต้นแขนขวาของ โชเซ่ มูรินโญ่ กันบ้างแล้ว เล่นเอาสร้างความฮือฮาไม่น้อยเลย มันคือโทรฟี่สโมสรยุโรปทั้ง 3 รายการ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก , ยูฟ่า ยูโรปา ลีกและยูฟ่า ยูโรปา คอนเฟอเรนซ์ ลีก ซึ่งเขาคว้ามาหมดแล้วในฐานะกุนซือ สองรายการแรกได้มาอย่างละ 2 สมัย ส่วนอันหลังสุดที่เพิ่งคลอดเมื่อซีซั่นก่อน ก็ฟาดมาครองได้สำเร็จแล้ว จึงถูกบันทึกไว้ว่าเป็นกุนซือคนแรกที่ทำได้เช่นนี้ มูรินโญ่ พูดไว้ถูกเลยนั่นแหล่ะ ไม่มีใครทำได้อย่างเขา แล้วก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรเช่นกันว่าจะมีใครทาบสถิตินี้ เพราะดูแล้วมันยากมากๆเลย ทั้งจังหวะ โอกาสและความสามารถต้องลงตัวอย่างที่สุด บางคนอาจคิดว่าสิ่งที่กุนซือโปรตุกีสพูด คงมาจากบุคลิกหรือนิสัยเดิมๆ คือชอบคุยโวโอ่ตนตามสไตล์ เขาไม่ใช่เป็นประเภทถ่อมตัวแม้แต่น้อย อีกทั้งมีความมั่นใจสูงเหลือเกิน จนบางครั้งดูเยอะเกินไป ภาพจำที่บอกว่าตัวเองคือ "Special one" เมื่อปี 2004 ที่เข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทีมเชลซี ยังแทบไม่ได้หายไปไหนเลย แม้จะผ่านมานานเกือบ 20 ปีแล้วก็ตาม แน่นอนว่าเขาผ่านความสำเร็จในบทบาทกุนซือมากมาย โดยเฉพาะ 2 ช่วงที่คุมเชลซี อย่างน้อยที่สุดเปลี่ยนโฉมหน้าให้สโมสรแห่งนี้ รวมทั้งถูกบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ของพรีเมียร์ลีกด้วย อย่างไรก็ตามหลังโดนแมนฯยูไนเต็ดปลด ตามด้วยเสียรังวัดกับท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์เจอเชือดพ้นตำแหน่ง ทำให้วิเคราะห์กันว่า มูรินโญ่ คงจะตกขอบสมัยแล้ว ฟุตบอลแบบเขาไม่ตอบโจทย์ต่อไป หากว่ายังคงเล่นแบบเดิมๆ สิ่งที่หลายคนเชื่อกันก็คือ แนวทางของเขาเน้นความชัวร์ ไม่ค่อยมีสปีดเกมสักเท่าไร บ่อยครั้งให้น้ำหนักกับผลการแข่งขัน ไม่ต้องการเอนเตอร์เทรนแฟนบอล จนกลายเป็นความน่าเบื่อ อย่างไรก็ตามหากดูให้ดี มูรินโญ่ พยายามปรับรูปแบบเสมอ แม้จะไม่ใช่ประเภทเพรสซิ่งหนักหน่วง แต่หากใครได้ดูสารคดีชุด All or nothing ที่สตรีมทาง Amazon prime จะรู้เลยว่า เขากำชับลูกทีมเสมอให้บี้คู่แข่งหนักๆ ทำอย่างไรก็ได้แย่งบอลกลับคืนมา ในขณะเดียวกันก็ใช้หลักจิตวิทยา ปลุกกระตุ้นด้วยคำพูดหรือมุมองที่น่าสนใจ ใครได้ฟังแล้วต้องฮึกเหิมมาเป็นอีกตัวช่วย จากสารคดีชุดนี้ เราได้เห็นบรรยากาศในช่วงพักครึ่งบ่อยๆ ห้องแต่งตัวฝั่งเจ้าถิ่นที่ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สเตเดี้ยม อบอวลไปด้วยความตึงเครียดเสมอ แม้ว่าผ่าน 45 นาทีจะเป็นฝ่ายนำก็ตาม มูรินโญ่ จะย้ำว่า เวลายังไม่หมด อย่าหลงระเริงเป็นอันขาด พร้อมทั้งเน้นว่าให้พยายามรักษาคลีนชีตด้วย มันจะบอกคุณภาพของทีมอีกทางหนึ่ง เพราะหากไม่เสียประตู ย่อมสะท้อนถึงความสามัคคี ทีมสปริตที่เป็นปึกแผ่น ทุกคนต้องช่วยกันป้องกัน ไม่ใช่โยนให้แผงหลังเท่านั้น นอกจากนี้ที่น่าสนใจก็คือ เขาจะพร่ำบอกลูกทีมว่า ทุกคนเป็นคนดีกันแทบทั้งนั้นเมื่ออยู่นอกสนาม แต่บางครั้งในสนามจะทำอย่างนั้นไม่ได้ การเป็นคนดีเกินไป อาจนำความปราชัยมาให้ไม่รู้ตัว เขาต้องการสื่อว่า ฟุตบอลมันเป็นเกมที่ไม่ใช่ต่อสู้กันแค่เรื่องฝีเท้า จังหวะตุกติกหรือตอบโต้คืน ล้วนจำเป็นมาก แม้มันจะดุไม่เป็นสุภาพบุรุษ ทว่าหากคุณไม่ทำ คนอื่นก็ทำอยู่ดี อย่างไรก็ตามข้อด้อยของ มูรินโญ่ คือเว้นวรรคกับลูกทีมมากเกินไป ช่องว่างนี้แหล่ะ อาจส่งแรงกระแทกถึงผลงานในสนามด้วย เขาพยายามไม่คลุกคลีกับนักเตะเท่าไรนัก จบหน้าที่ประจำแล้วก็คือจบกัน แยกย้ายกันไปตามวิถี ไม่ต้องสนทนาหรือนัดมาดินเนอร์ รวมทั้งขอคำปรึกษาแบบกรณีพิเศษ สมัยคุมปอร์โต้หรือเชลซี เขาก็ใช้วิธีการคล้ายอย่างนี้แหล่ะ แต่กลับซื้อใจพวกลูกทีมหลายต่อหลายคนได้ อาจเป็นเพราะช่วงเวลาที่แตกต่างกัน มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย แนวทางเก่าๆอาจใช้ไม่ได้ในยุคปัจจุบัน เหมือนอย่างช่วงเข้ามารับงานสเปอร์สใหม่ๆ เค้นฟอร์มของ เดเล่ อัลลี่ ให้กลับมายอดเยี่ยมอย่างน่าอัศจรรย์ จนมีเสียงชื่นชมมากมาย แต่พอ มูรินโญ่ เรียก อัลลี่ มาคุยเป็นการส่วนตัวที่ห้องทำงาน เขาบอกเลยไม่ต้องคิดว่าผมจะเป็นพ่อของคุณ เพราะคุณเองก็มีพ่ออยู่แล้ว พยายามมองเพื่อตัวเองเป็นหลักก่อน ทำอย่างไรถึงจะช่วยเหลือตอบแทนสโมสรมากที่สุด "คุณอาจจะชอบผมนะ ผมรู้สึกได้ แต่นั่นมันคือลูกน้องชื่นชอบในตัวเจ้านาย ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้นเลย" คำพูดของ มูรินโญ่ ช่วยปลุกความมุ่งมั่นพลังฮึกเหิมของนักเตะได้บ่อยๆก็จริง แต่เขาจะไม่เข้าไปคลุกคลีตีสนิทถึงขั้นคุยเรื่องส่วนตัวแบบลงรายละเอียดเด็ดขาด ถือว่าโตเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว น่าจะดูแลจัดการเองได้ แต่สำหรับผู้เล่นบางคน คำปรึกษาหรือแค่ได้พูดคุยกับบอสที่สามารถไว้เนื้อเชื่อใจได้ก็สำคัญเช่นเดียวกัน ยิ่งลูกน้องให้ความเคารพนับถือมากเท่าไร เชื่อเถอะว่าเวลาลงไปสนามจะสู้ตายเพื่อคุณอย่างไม่อิดออด บางครั้งคุณไม่ต้องร้องขอด้วยซ้ำ แค่มองตาก็รู้แล้วว่าต้องการอะไร ไม่แน่ใจว่าเมื่อมาเป็นกุนซือโรม่าแล้ว เขาปรับปรุงตรงจุดนี้มากน้อยแค่ไหน แต่ดูแล้วมีแนวโน้มที่ดีขึ้นเลย ยกตัวอย่างเมื่อฤดูกาลที่แล้ว มูรินโญ่ ตัดสินใจส่ง เฟลิกซ์ กียาน กองหน้าดาวรุ่งวัย 18 ปีลงไป พร้อมทั้งบอกว่า หากยิงประตูเจนัวได้จะซื้อรองเท้าหรูให้คู่หนึ่ง ก่อน เฟลิกซ์ จะตอบแทนด้วยการซัลโวคนเดียว 2 ประตู นำโรม่าคว้าชัย 2-0 รุ่งขึ้น มูรินโญ่ ไปถอยรองเท้าบาเลนเซียก้าคู่ละ 670 ยูโรหรือตกกว่า 3 หมื่นบาทให้ทันที จนนักเตะประทับใจนำไปอัพทางอินสตาแกรม หลายคนมองว่า มูรินโญ่ ลดช่องว่างความสัมพันธ์ได้ดีขึ้น อีกทั้งเขาได้รับแรงสนับสนุนต่อเนื่องด้วย ฝ่ายบริหารยินดีให้งบประมาณก้อนใหญ่ซื้อผู้เล่นตามนโยบายที่คุยกันไว้ ขณะเดียวกันแฟนบอลเองก็พร้อมให้เวลา ไม่ได้กดดันเท่าไรนัก แม้รู้ว่าจะทุ่มทุนในตลาดนักเตะไปสูงสุดในเซเรีย อาเมื่อซัมเมอร์ที่แล้วก็ตาม ก่อน มูรินโญ่ จะตอบแทนด้วยโทรฟี่ยูโรปา คอนเฟอเรนซ์ให้ได้ชื่นใจ แม้จะเป็นถ้วยเล็กสุด แต่สำหรับแฟนที่ไม่ได้สัมผัสความสำเร็จมาตั้งแต่ปี 2008 หรือ 14 ปีมาแล้ว ย่อมเป็นเรื่องยอดเยี่ยมเลย ในขณะเดียวกันฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะเปิดฉากของโรม่า นับว่าน่าติดตามอย่างมาก มูรินโญ่ ยังคงได้รับการสนับสนุนและตัวเขาเองมีแรงดึงดูดผู้เล่นชั้นนำให้เข้าหา การได้ทั้ง เนมานย่า มาติช และ เปาโล ดีบาล่า มาแบบฟรีๆ เชื่อกันว่าได้บารมีของกุนซือรายนี้เป็นแรงหนุน รวมทั้งกำลังจะปิดดีล จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม แบบยืมตัวได้สำเร็จอีก แม้ศักยภาพต่างๆยังเทียบอินเตอร์ มิลาน , ยูเวนตุสหรือเอซี มิลานไม่ได้ แต่จากสภาพความพร้อมที่ยกระดับมากขึ้นของโรม่า ต้องยอมรับว่าพอได้ลุ้นเลย นักเตะที่เหลืออยู่บวกกับผู้มาใหม่ ไม่ธรรมดาเลย มั่นใจว่าแฟนบอลหลายคนยังคงเอาใจช่วย มูรินโญ่ ให้โชว์ฝีมืออีกสักครั้ง เพื่อกลบเสียงวิจารณ์ว่าหมดมุกหรือตกยุค แล้วจะได้รู้กันว่ากุนซือเก๋าไม่ตายง่ายๆหรอก ----------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ชุดขาวเหมาะที่สุด? ]

จนถึงตอนนี้ยังคาดเดาไม่ได้ทำนายไม่ถูกเลยว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ จะสวมเสื้อทีมอะไรในฤดูกาลหน้า หากตามข่าวที่ไหลมาไม่หยุดในแต่ละวัน เราจะเห็นว่าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา จนแทบจับต้นชนปลายไม่ถูกเลย นับตั้งแต่นักข่าวดังและสื่อมากมาย ประโคมว่า โรนัลโด้ ต้องการย้ายออกจากแมนฯยูไนเต็ดในซัมเมอร์นี้ หากได้ข้อเสนอน่าพอใจ เขาโยงกับบรรดาทีมชั้นนำในยุโรปสารพัด เพียงแต่ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนหรือแม้กระทั่งใกล้เคียง เริ่มต้นจากบาเยิร์น มิวนิค เพราะน่าจะลงล็อกพอดี ไปแทนที่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ซึ่งโยกไปบาร์เซโลน่า แต่เหล่าผู้บริหารต่างทยอยกันเรียงหน้ามาปฏิเสธกันอย่างพร้อมเพรียง ตั้งแต่ ฮาซาน ซาลิฮามิดซิช ผู้อำนวยการกีฬา , โอลิเวอร์ คาห์น ซีอีโอ รวมถึง ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์ เทรนเนอร์ ล้วนแต่พูดไปในทิศทางเดียวกัน ต่างเคารพนับถือ โรนัลโด้ ในฐานะนักเตะผู้ยิ่งใหญ่ เปี่ยมไปด้วยความสามารถ ผ่านการพิสูจน์มาแล้ว ไม่ต้องคลางแคลงสงสัยอะไรกันอีก แต่นี่ไม่ใช่เป้าหมายของบาเยิร์น มิวนิคอย่างที่สื่อพยายามโยงเข้าหากันเลย ต่อให้อยู่ในสถานการณ์ต้องการกองหน้าคนใหม่มาประจำการก็เถอะ จากนั้นเชลซีถูกจุดประเด็นเช่นเดียวกัน เพราะสื่อคาดกันว่าคงต้องมีตัวแทน โรเมลู ลูกากู ซึ่งย้ายกลับสู่อินเตอร์ มิลานแบบยืมตัว มีรายงานในเชิงว่า ท็อดด์ โบห์ลี่ เจ้าของร่วมที่เพิ่งเป็นกลุ่มทุนใหม่เข้ามาฮุบกิจการ ปรารถนาจะดึง โรนัลโด้ ไปเสริมแนวรุก ไหนจะช่วยเป็นหน้าเป็นตาให้สโมสรอีก ไม่ว่าอย่างไรก็ยังยืนหยัดสถานะซูเปอร์สตาร์ อย่างไรก็ตาม โธมัส ทูเคิ่ล ไม่ได้ต้องการนักเตะประเภทนี้ รู้แหล่ะว่าเก่งจริง แต่อาจทำให้สมดุลในส่วนขุมกำลังเสียทรงเอาได้ มันไม่ใช่แค่ช่องว่างความเหลื่อมล้ำต่างๆ แต่อาจหมายถึงกระทบไปยังแท็คติกในสนาม กุนซือเยอรมันน่าจะมีแนวทางของตัวเองไว้แล้ว ซึ่งไม่จำเป็นต้องพึ่งพา โรนัลโด้ เลยก็ได้ พอกระแสกับเชลซีเริ่มเงียบลง ทีนี้กลายเป็นแอตเลติโก้ มาดริดมารับช่วงต่อ ยึดพื้นที่สื่อและโซเชี่ยลได้เยอะเลย นักข่าวหลายคนอ้างว่า ฮอร์เก้ เมนเดส เอเจ้นท์ผู้มีบทบาทสำคัญในทุกดีลที่ผ่านมา ได้บินไปเจรจากับ มิเกล อังเคล คีล มาริน ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารของตราหมี เพื่อหาทางลงที่เหมาะสมกับทั้งสองฝ่าย โรนัลโด้ เองยินดีที่จะลดค่าจ้างลงมาด้วย ไม่เรียกร้องบ้าเลือดถึงหลัก 500,000 ปอนด์ต่อวีกแน่นอน เอาแบบเหมาะสม ในลักษณะพึ่งพาอาศัยกัน กระนั้นยังไม่ทันไรเลย ก็มีข่าวว่าแอตเลติโก้ มาดริดไม่โอเคด้วย แม้เราจะเข้าใจกันว่า ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ กุนซือชื่นชอบ โรนัลโด้ เป็นการส่วนตัวก็เถอะ สองคนนี้ดูไม่ลงรอยกันนักช่วง โรนัลโด้ เล่นให้เรอัล มาดริดและยูเวนตุส ต้องเป็นคู่แข่งเผชิญหน้ากันเสมอ แต่สำหรับมืออาชีพที่มองเรื่องความสามารถเป็นหลักแล้ว ยังไงการได้ร่วมงานกันก็ต้องเป็นสิ่งวิเศษ แต่ต้องไม่ลืมว่าสถานการณ์การเงินของแอต.มาดริด ก็ไม่ค่อยดีสักเท่าไร หากใช้จ่ายฟุ่มเฟือย อาจเข้าข่ายละเมิดกฎการเงิน แล้วมีสิทธิ์โดนลงโทษได้เหมือนบาร์เซโลน่า พอจบจากตราหมีแล้ว เรื่องยังไม่ทันซาก็ลามไปยังบาร์เซโลน่าบ้างแล้ว คราวนี้นักข่าวของ CBSSport ที่ชื่อ เบน เจค็อบส์ รายงานอย่างละเอียดเลยว่า เมนเดส ไปพบกับทางบอร์ดบาร์ซ่า ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็น โจน ลาปอร์ต้า เพื่อมองหาความเป็นไปได้ แต่ว่ากันตามตรง บาร์ซ่าไม่จำเป็นต้องเฟ้นหากองหน้าอีกต่อไปแล้ว ที่มีอยู่ก็แทบล้นทีม แบ่งกันลงไม่หวาดไม่ไหว โดยเฉพาะเมื่อได้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ มาเสริม แถมยังเหลือทั้ง ปิแอร์ เอเมอริก โอบาเมย็อง และ เมมฟิส เดอปาย อีกสองราย จู่ๆจะต้องจ่ายค่าตัวราว 15 ล้านปอนด์ บวกด้วยค่าจ้างอีกก้อนหนึ่งทำไมกัน บาร์ซ่าไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาจะมือเติบฟุ่มเฟือยได้หรอก แม้ตลาดเที่ยวนี้จะโดนแซวว่าช็อปปิ้งเกินฐานะก็ตาม จากบาเยิร์น มิวนิค , เชลซี , แอตเลติโก้ มาดริดและบาร์เซโลน่า ล้วนแต่ลงเอยเหมือนกันเลย อันนี้วัดจากที่สื่อต่างนำเสนอมา แต่อย่าเพิ่งคิดว่าหมดแล้ว ชื่อของเรอัล มาดริดทีมเก่าโผล่มาเกี่ยวข้องด้วย แม้จะเป็นแค่บางๆ ไม่ได้รุนแรงสักเท่าไรนัก หากมองแบบสมเหตุสมผลทุกด้านแล้ว มาดริดน่าจะเป็นทีมที่ต้องการ โรนัลโด้ มากกว่าใครด้วยซ้ำ กลับไม่ค่อยตกอยู่ในกระแส หลังจากพลาดเซ็นฟรี คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ เชื่อกันว่า คาร์โล อันเชล็อตติ อยากได้ตัวรุกคุณภาพดี ประเภทแบ่งเบาภาระ คาริม เบนเซม่า มาเติมอีกสักหน่อย เคยมีข่าวโยงกับ กาเบรียล เชซุส ก็ไม่สำเร็จ ติดขัดเงื่อนไขหลายอย่างและนักเตะก็ต้องการเล่นในพรีเมียร์ลีกต่อไป ในขณะที่พวกเขาเพิ่งปล่อย ลูก้า โยวิช ไปให้ฟิออเรนติน่า ที่เหลืออย่าง มาเรียโน่ ดิอาซ หรือ บอร์ฆา มาโยรัล ซึ่งกลับมาจากการยืมตัว บอกเลยว่าไม่ผ่านมาตรฐานของราชันชุดขาวหรอก จนทางอาสสื่อดังให้ข้อมูลว่า อันเช่ มีแผนรองรับไว้กรณีไม่ได้แนวรุกใหม่มาตามเป้า อาจต้องลองหุบ เอแด็น อาซาร์ เข้าไปเล่นด้านในแทน คล้ายว่าเป็น false9 ที่นิยมกันนั่นเอง อย่างน้อยที่สุดในยามไม่มี เบนเซม่า ที่สภาพร่างกายบอบช้ำจากการกรำศึกต่อเนื่อง เสี่ยงที่จะเกิดอาการบาดเจ็บได้ง่าย ก็ยังมีอะไหล่หรือวิธีการน่าสนใจรองรับไว้ นอกจากนี้ โรนัลโด้ เองก็คุ้นเคยกับวิถีและวัฒนธรรมความเป็นมาดริดอย่างดี เพราะอยู่มายาวนานตั้งแต่ปี 2009 จนถึงปี 2018 รวมแล้ว 9 ปีเต็มด้วยกัน เป็นสโมสรที่รับใช้นานสุดแล้ว อีกทั้งนี่คือตำนานอย่างแท้จริง ยิงเป็นสถิติ 450 ประตูจาก 438 นัด จนยากมากๆที่จะมีใครก้าวขึ้นมาทำลายได้หรืออาจต้องรออีกนานหลายสิบปีเลย ย้ายมาแล้วไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก สามารถเข้าคู่เข้าขากับ เบนเซม่า ได้เลย รวมถึงจะประคับประคอง วินิซิอุส จูเนียร์ ที่กำลังเติบใหญ่แกร่งกล้าอีกด้วย อย่างไรก็ดีมีเสียงคัดค้านทำนองว่าหาก โรนัลโด้ รีเทิร์นราชันชุดขาวจริง อาจทำให้ระบบเดิมของ อันเช่ ที่ดีอยู่แล้ว ต้องเปลี่ยนไปแน่ๆ ซึ่งนั่นมีโอกาสส่งผลกระทบต่อฟอร์มของ เบนเซม่า ที่กำลังเข้าฝักและเป็นตัวหลักอยู่แล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ถ้าเราพิจารณาแทบทุกด้าน วัดจากสื่อต่างๆที่นำเสนอ มาดริดน่าจะเป็นชอยส์เหมาะสมสุดแล้วของ โรนัลโด้ แต่นั่นแหล่ะเมื่อไม่มีใครล่วงรู้อนาคต ก็ต้องรอดูกันต่อไป ท่ามกลางความรู้สึกเบื่อหน่ายและมอง โรนัลโด้ ในสายตาที่แย่ลงของบรรดาสาวกแมนฯยูไนเต็ด เข้าใจว่าอยากเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เข้าใจว่าต้องการแรงสนับสนุนจากเพื่อนร่วมทีม ที่จะช่วยให้กลับมาอยู่ในจุดพีกอีกครั้ง แต่ก็ควรชัดเจนกว่านี้ ใครจะเปิดอ้อมแขนต้อนรับหรือเขาจะต้องกลับมาตายรัง รออีกไม่นาน คำตอบจะได้รับการเฉลย -------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #โอกาสที่เหลืออยู่ ]

การมาของ เอริก เทนฮาก ในฐานะผู้จัดการทีมคนใหม่แมนฯยูไนเต็ด ช่วยไม่ได้ที่จะทำให้ใครหลายคนเชื่อว่าสถานการณ์ของ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค จะกระเตื้องขึ้นกว่าเดิมแน่นอน นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีมเมื่อซัมเมอร์ 2020 ดอนนี่ ยังไม่ได้พิสูจน์เป็นรูปเป็นร่างอะไรเลย สร้างความผิดหวังให้แฟนๆ ที่ตั้งตารอคอยจะได้เห็นฟอร์มเหมือนสมัยเล่นให้อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม มีส่วนสำคัญมากๆพาทีมทะลุถึงรอบรองชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เขาถูกนำไปเปรียบเทียบกับอดีตมิดฟิลด์ชื่อดังทั้งหลาย ด้วยคุณสมบัติกองกลางแบบไฮบริด เล่นได้ทั้งเบอร์ 6 และ 8 รวมถึงการสอดขึ้นไปยิงประตู ซึ่งทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับจำนวนแอสซิสต์ ไม่แปลกที่บางคนจะนึกถึง แฟร้งค์ แลมพาร์ด ซึ่งครบเครื่องมากๆ โดยเฉพาะเสียงชื่นชมในแง่ของความชาญฉลาด ดอนนี่ เองมีความคล้ายเลย อย่างไรก็ตาม 2 ฤดูกาลในพรีเมียร์ลีกและการได้ร่วมงานกับกุนซือถึง 4 คน ยังไร้วี่แววจะกลับมาทำผลงานโดดเด่นเหมือนอย่างที่เคยสร้างเอาไว้ ช่วงอยู่ภายใต้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เหมือนว่าไม่ค่อยได้รับโอกาสอย่างที่ควรจะเป็น จนเกิดสงสัยกันว่า ตกลงแล้วนี่คือนักเตะที่ผู้จัดการทีมอยากได้หรือบอร์ดบริหารไปจัดการซื้อมาให้ใช้เองแน่ บางเกม ดอนนี่ ถูกส่งลงไปแล้วเล่นได้ดี แต่นัดต่อมาก็หายจ้อย กลับไปนั่งที่ประจำข้างสนามเหมือนเดิม แต่ก็มีพอสมควรที่ไม่น่าประทับใจ จนครึ่งหลังต้องถูกถอดออก ก็ยังมีเสียงวิจารณ์ในเชิงว่าได้เวลาน้อยเกิน มันยิ่งชัดเจนแล้วว่า ในระบบ 4-2-3-1 ซึ่งเป็นที่นิยมของ โซลชา ยึดสูตรนี้แทบตลอด ไม่มีที่ลงให้ ดอนนี่ คู่มิดฟิลด์เบอร์ 6 จับจองโดย เฟร็ด และ สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ หากเป็นเกมสำคัญ เชื่อได้เลยว่าต้องเป็นคู่นี้ประสานงาน โดยไม่ต้องสนใจเสียงเตือนหรือจวกอย่างเผ็ดร้อนของบรรดาผู้สันทัดกรณีทั้งหลาย ซึ่งมองว่าสองคนนี้ไม่มีทางพาทีมประสบความสำเร็จหรอก ส่วนเบอร์ 10 ซึ่งรับบทเพลย์เมคเกอร์ ขยับขึ้นไปสนับสนุนเกมรุก ใช้การครีเอทสร้างสรรค์เกม นำไปสู่การได้ประตู ต้องยอมรับว่า ดอนนี่ ยังสู้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ไม่ได้จริงๆ เขาไม่อาจปรับจูนให้เข้ากับเพื่อนๆได้ดีพอ บางครั้งไม่กล้าเก็บบอลไว้ รับแปะคืนหลังหรือถ่ายออกข้าง ทั้งที่ควรพุ่งไปข้างหน้าหาประตูฝั่งตรงข้ามมากกว่า เพราะกลัวความผิดพลาด จนส่งผลกระทบต่อจิตใจ ไม่เชื่อมั่นเหมือนเล่นให้อาแจ็กซ์ ยิ่งฉุดให้สถานการณ์ของเขาแย่ลง หลังจาก โซลชา โดนเชือดพ้นตำแหน่งกุนซือ ไมเคิ่ล คาร์ริค เข้ามาคุมแทนแบบรักษาการณ์และประเดิมบุกไปเยือนบียาร์เรอัลในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กล้าหาญใส่ชื่อ ดอนนี่ ไว้เป็นตัวจริงอีก แต่แล้วก็อยู่ในสนามได้แค่ 64 นาที ก็โดนเปลี่ยนออก เพื่อเปิดทางให้ บรูโน่ ทำหน้าที่แทน ก่อนแมนฯยูไนเต็ดจะมาได้ 2 ประตูสำคัญคว้าชัย 2-0 ในที่สุด จากนั้นอีก 2 นัดในลีกเสมอเชลซีและเชือดอาร์เซน่อลอย่างระทึก ต้องกลับไปสำรองเหมือนเดิม รวมทั้งถูกส่งลงมาในนาทีที่ 89 เหมือนกันทั้งสองนัดอีกต่างหาก เสร็จเรียบร้อย ราล์ฟ รังนิก เข้ามาคุมแทน เจิมด้วยการเบียดคริสตัล พาเลซอย่างน่าประทับใจ 1-0 สกอร์ไม่ห่าง แต่เล่นดีมีทรง ดอนนี่ ก็ได้อยู่ในสนามแค่ 5 นาทีสุดท้าย เขาได้ลงหลายนัดก็จริง แต่เกมลีกส่วนใหญ่มีสถานะตัวสำรองถูกส่งลงมาในช่วงท้ายเกมมากกว่า อย่างนี้แทบไม่มีประโยชน์อะไรเลย ไม่มีเวลามากพอสำหรับการทำผลงาน ตลาดมกราคมมาถึง จึงโดนปล่อยให้เอฟเวอร์ตันยืมใช้งานครึ่งหลังของซีซั่น ท่ามกลางความคาดหวังว่าจะแจ้งเกิดได้สักที เมื่อคุณได้ แฟร้งค์ แลมพาร์ด เป็นผู้จัดการทีมคอยดูแลใกล้ชิด นับว่าน่าสนใจอย่างมาก อย่างที่บอกหลายคนเชื่อว่า ดอนนี่ ตอนเล่นให้อาแจ็กซ์ มีสไตล์คล้าย แลมพาร์ด น่าจะได้ครูดีมีฝีมือ มาติวเข้มให้กลับเข้าลู่เข้ารอย เกมแรกในยูนิฟอร์มทอฟฟี่สีน้ำเงินที่เจอนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ลุกมาจากข้างสนาม มีเวลาเล่นราว 30 นาที ยังปรับจูนอะไรไม่ได้มากนัก แต่นัดสองต้อนลีดส์ ยูไนเต็ด 3-0 ดอนนี่ ดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น มีบทบาทแดนกลางอย่างเห็นได้ชัด จนได้รับคำชมไม่น้อย อย่างไรก็ดีอีก 4 นัดถัดมา เขาได้รับความไว้วางใจออกสตาร์ตทั้งสิ้น แต่ปรากฏว่าแพ้เรียบ จนเริ่มถูกสงสัยอีกแล้ว ตกลงจะไปไหวหรือเปล่า ยังไม่ทันไร ดอนนี่ ก็ต้องโดนอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อต้นขาเล่นงาน ไม่ได้สัมผัสเกมอีกเลยตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม มาโผล่อีกทีเกมสุดท้ายของซีซั่นโดนอาร์เซน่อลถล่มเละ 5-1 ได้เล่นไป 53 นาที ผ่านผู้จัดการทีม 4 คนในรอบ 2 ปี เราแทบไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นของ ดอนนี่ สักเท่าไร แม้ว่าส่วนหนึ่งจะมีปัญหาอาการบาดเจ็บคุกคามก็ตามที ดังนั้นในความรู้สึกของใครหลายคน เทนฮาก จึงเหมือนพระผู้มาโปรด ดอนนี่ อาจจะได้ชีวิตเดิมคืนกลับมา เขาได้เล่นเกมปรีซีซั่นทั้ง 3 นัดที่ผ่านพ้นไป 2 เกมแรกเป็นตัวสำรอง ถูกดันไปยืนเป็นเบอร์ 10 ยืนหลังพวกแนวรุก ยังดูติดขัด จับจังหวะไม่ค่อยถูกเท่าไรนัก ซึ่งน่าจะมีเวลาน้อยเกิน พอมานัดล่าสุดเจอคริสตัล พาเลซ ถูกเปลี่ยนมาในครึ่งหลังแทน สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ ได้ไปหนึ่งแอสซิสต์ ซึ่งต้องยอมรับว่าวิชั่นดีมากสำหรับเลือกจ่ายให้ มาร์คัส แรชฟอร์ด ยิงง่ายดาย ขึ้นนำห่าง 2-0 ผลงานดูโอเคมากขึ้น น่าจะมาจากการได้เล่นร่วมกับพวกแข้งหลักด้วยกัน เลยทำให้เข้าใจและประสานงานกันกลมกลืนกว่า ไม่ใช่รอบข้างรายล้อมไปด้วยเด็กๆเหมือน 2 เกมก่อนหน้านี้ ดอนนี่ ต้องรีบสร้างความเชื่อมั่นให้ตัวเองเร็วที่สุด เพราะมันจะมีผลต่อฟอร์มในสนามอย่างไม่ต้องสงสัยเลย นอกจากนี้แฟนบอลกำลังจับตาดูอย่างใกล้ชิด การได้ เทนฮาก กลับมารับบทบอส น่าจะเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันอย่างดีเยี่ยม ฉะนั้นห้ามพลาดเหมือนก่อนไม่ได้แล้ว แต่ ดอนนี่ เพิ่งให้สัมภาษณ์ไว้ว่า หากคุณรู้จักกุนซือดัตช์ดีพอ ก็จะรู้ว่าผลงานในสนามเท่านั้นจะเป็นตัวชี้วัด ไม่มีเรื่องความสัมพันธ์หรือมิตรภาพแต่หนหลังมาเกี่ยวข้องหรอก "หากคุณเล่นดีพอ ก็จะได้เล่นต่อไป แต่ถ้าไม่ ก็จะหลุดจากทีม" -- ดอนนี่ บอกให้รู้ว่านี่แหล่ะคือคุณสมบัติของเจ้านายอย่างแท้จริง เอาเข้าจริงต้องยอมรับว่าโอกาสและเวลาของ ดอนนี่ เหลือไม่เยอะแล้ว หากได้รับเมื่อไร ต้องรีบฉวยไว้แล้วใช้ให้เกิดประโยชน์คุ้มค่ามากที่สุด หากเขายังล้มเหลว คราวนี้สถานการณ์จะแย่กว่าเดิมอีก เชื่อเถอะแทบทุกคนจะพูดว่าอุตส่าห์ได้ เทนฮาก มาเป็นกุนซือ ก็ยังไม่ดีขึ้นอีก อย่างนี้คงต้องหาลู่ทางใหม่กันแล้ว ฤดูกาลหน้าคือช่วงสำคัญสุดครั้งหนึ่งในอาชีพค้าแข้งของ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค เลยจริงๆ ----------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ง่ายดายสไตล์ซิตี้ ]

แมนฯซิตี้น่าจะเป็นหนึ่งในสโมสรระดับท็อป อันหมายถึงร่ำรวยเงินหนาและประสบความสำเร็จ แต่กลับมีข่าวในตลาดซื้อขายนักเตะน้อยกว่าที่คาด ทั้งที่พวกเขายังคงเคลื่อนไหวเช่นเคย ทั้งขาเข้าและขาออก เพียงแต่มันไม่เกรียวกราว กระชากความสนใจได้เหมือนอีกหลายทีม บางคนแสดงความเห็นว่า น่าจะมาจากฐานแฟนบอลไม่มากพอ เลยไม่ค่อยตกอยู่ในกระแส ทั้งที่ปิดดีลระดับโลกเข้ามา รวมทั้งส่งออกแข้งคุณภาพด้วย พูดอย่างนั้นก็พอมีส่วนอยู่บ้าง สิ่งที่ต้องยอมรับก็คือซิตี้อยู่ในช่วงเขียนประวัติศาสตร์อย่างน่าสนใจ สำหรับเพิ่มยอดแฟนบอลในอนาคต แต่นั่นไม่น่าจะถูกต้องทั้งหมด เอาเข้าจริงมันต้องมีปัจจัยอื่นมาเกี่ยวข้องด้วย การทำงานหนักของทีมที่เป็นเบื้องหลัง ก็น่าจะเป็นอีกตัวแปรเช่นเดียวกัน ทำให้ทุกดีลดูง่ายดาย ไม่ต้องเวิ่นเว้อยืดเยื้อกันให้เสียเวลาเลย อย่างดีล เออร์ลิ่ง เบราท์ ฮาแลนด์ จัดการเสร็จเรียบร้อย ก่อนตลาดซื้อขายซัมเมอร์นี้เปิดทำการด้วยซ้ำ ทั้งที่เป็นเป้าหมายของพวกสโมสรหัวแถวยุโรปมากมาย แต่กลับเป็นซิตี้คว้ามาอย่างสบายใจ อีกทั้งตามรายงานข่าวค่าฉีกสัญญาก็ไม่ถึง 55 ล้านปอนด์ ค่าจ้างก็ปริ่มๆ 400,000 ปอนด์ต่อวีก ดูแล้วไม่ได้โอเวอร์เกินความจริงเลย จากนั้นมีข่าวโยง คัลวิน ฟิลลิปส์ ไม่กี่วันเอง แล้วเช็กบิลง่ายดาย ยิ่งกว่ายัดซาลาเปาไส้หมูเข้าปากด้วยซ้ำ ค่าตัวเต็มแอดออนส์น่าจะราว 45 ล้านปอนด์ ไม่ได้แพงหนักอย่างที่เคยคาดกันไว้ ปกติพวกแข้งอังกฤษ โดยเฉพาะกลุ่มที่ติดทีมชาติเรตมักสูงเกินจริง แล้วเคยมีข่าวในทำนองว่าลีดส์ ยูไนเต็ดจะปล่อย ฟิลลิปส์ ก็ต่อเมื่อมีข้อเสนอไม่ต่ำกว่า 60 ล้านปอนด์ ในขณะเดียวกันลีดส์เป็นทีมที่เจรจายากเอาเรื่องอยู่ ฟิลลิปส์ เองก็เป็นเสาหลักมาตลอด เปรียบเสมือนกล่องดวงใจ สุดท้ายซิตี้ทำให้เห็นว่าช่างง่ายดายเหลือเกิน นี่ไม่ต้องนับ ฮูเลี่ยน อัลวาเรซ ตัวรุกดาวรุ่งอาร์เจนไตน์ ที่เคลียร์กับทางริเวอร์เพลทเรียบร้อยตั้งแต่มกราคม แล้วปล่อยให้ยืมใช้งานต่อ ซึ่งหากใครยังจำได้ ช่วงดังกล่าวแมนฯยูไนเต็ดเป็นข่าวแรงมากกว่าว่าจะได้ไปร่วมทีม แมนฯซิตี้ได้ผู้เล่นสำคัญมาถึง 3 คน ในระยะเวลาสั้นๆ นั่นทำให้พวกเขามีเวลาเตรียมความพร้อม ไว้สำหรับสู้ศึกในฤดูกาลใหม่ ไม่ต้องมาเร่งร้อนเหมือนไฟลนก้น นักเตะขาเข้าว่าไหลลื่นกลืนคล่องเคี้ยวสะดวก ขาออกก็ดูไม่ต่างกันเท่าไรเลย เหมือนแผนการถูกวางไว้ล่วงหน้าเสร็จสรรพมานานแล้ว ทีมงานซิตี้รู้ว่าจะต้องผ่องถ่ายใครออกจากทีมบ้างและควรได้เงินค่าตัวเท่าไร ถึงจะเรียกว่าสมน้ำสมเนื้อ เริ่มจากปล่อย กาเบรียล เชซุส ที่เหลือสัญญาเพียงแค่ปีเดียวให้อาร์เซน่อลด้วยค่าตัว 45 ล้านปอนด์ โดยใช้เวลาการเจรจาไม่นานเท่าไรนัก ตามด้วยไฟเขียวให้ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ที่เหลือสัญญาปีเดียวเช่นกัน โยกไปอยู่กับเชลซี พร้อมรับเงินค่าเลี้ยงดูฟูมฟัก 47.5 ล้านปอนด์ สองคนนี้เหลือสัญญาระยะสั้น แต่แมนฯซิตี้ยังแขวนป้ายขายได้ราคาดีงามจริงๆ รวมแล้วเกือบ 100 ล้านปอนด์ สองวันก่อนยังยืนยันว่าปล่อย โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้ แบ็กซ้ายอะไหล่ให้อาร์เซน่อล ฟันเงินมานิ่มๆ 30 ล้านปอนด์ พร้อมมีแอดออนส์อีก 2 ล้านปอนด์เติมในอนาคตด้วย รวมทั้งหมด 3 รายปล่อยออกไปได้มาเหยียบ 130 ล้านปอนด์ นอกจากได้เงินก้อนใหญ่มาหมุนเวียนใช้จ่ายสบายมือ ยังป้องกันเรื่อง FFP คอยตามเล่นงานอีกต่างหาก เพราะซิตี้เองถูกจับตาเป็นพิเศษ แต่เที่ยวนี้โชว์ให้เห็นถึงสมดุลซะเลย ไม่ต้องคอยระแวงอีกต่อไป ในขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่า ปล่อยผู้เล่นไปพร้อมกัน 3 คน รับเงินมาขนาดนี้ แต่หากพิจารณาดูให้ดี แทบไม่กระทบต่อขุมกำลังเลยด้วยซ้ำ ว่าไปแล้วทั้งหมดไม่ใช่แกนหลักของซิตี้ในยุคนี้ ดูจากทีมชุดปัจจุบัน ต้องยอมรับเลยว่าใกล้จะลงตัว ได้ตามสเป็คที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ต้องการแล้ว แทบจะทุกตำแหน่งที่ขาดหายไป ต่างมีคนเข้ามาแทนชนิดที่มีแนวโน้มจะดีกว่าของเดิมด้วยซ้ำ แนวรุกเข้าออกอย่างละ 2 ราย ส่วน ฟิลลิปส์ ถือว่าแทนที่ แฟร์นันดินโญ่ ซึ่งหมดสัญญาและขอกลับไปบราซิลบ้านเกิด เหลือเพียงแค่เฟ้นหาแบ็กซ้ายคนที่ใช่ มาเสริมตรง ซินเชนโก้ อีกรายเท่านั้นเอง ท่ามกลางข่าวหนาหูจะเป็น มาร์ค กูกูเรย่า แบ็กซ้ายจอมพลัง ซึ่งมีข่าวว่าไบรท์ตันต้นสังกัดขัดขวางทุกวิถีทาง กระนั้นแมนฯซิตี้กำลังดำเนินการรอยื่นข้อเสนอให้ชัดเจน แล้วค่อยมาดูว่าจะใช้เวลานานแค่ไหนสำหรับดีลนี้ แต่ถ้าไบรท์ตันยืนกระต่ายขาเดียว ไม่ยอมทุกกรณีหรือเรียกร้องค่าตัวโอเวอร์เกินจริง ซิตี้ก็ยินดีจะถอยแบบไม่ต้องไปตอแยเทียวไล้เทียวขื่อให้เสียเวลา สู้เบนหัวเรือหาแผนสองที่มีรับรองไว้ดีกว่า หากยังจำกันได้เมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว แมนฯซิตี้รุกเข้าใส่ แฮร์รี่ เคน เต็มสูบ ตั้งใจจะกระชากมาล่าตาข่ายให้สำเร็จ เริ่มจากยื่นไปก้อนแรก 100 ล้านยูโร โดนทางท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ปัดอย่างรวดเร็ว จากนั้นมีการปรับปรุงข้อเสนอ ยื่นไปให้ใหม่อีก 2 ครั้ง 2 คราว จนตัวเลขเริ่มเยอะขึ้น แต่ทางฝั่ง ดาเนี่ยล เลวี่ ประธานไก่เดือยทองโก่งสุดชีวิต เมื่อเห็นว่าเกินเลยจากงบที่วางเอาไว้มาก ก็พร้อมถอยกลับมา แก้ปัญหาเรื่องกองหน้ากันต่อไป ไม่ใช่ว่าไม่ได้ เคน แล้วจะต้องขาดใจ อย่างไรก็ตามหากล็อกพิกัดไว้แล้ว การทำงานของแมนฯซิตี้แทบไม่พลาดเป้า ซึ่งต้องชมกลุ่มที่อยู่หลังฉากว่าเจ๋งจริง เจรจากระชับฉับไว ไม่ต้องดราม่าเป็นข่าวนานนับเดือน ได้บทสรุปอย่างรวดเร็ว เป๊ป เคยเล่าไว้ว่าต้องยกความดีความชอบให้ ซิกิ เบกิริสไตน์ ผู้อำนวยการกีฬา ซึ่งทำงานกันมาหลายแห่ง ก่อนจะได้มาผนึกกำลังกันอีกครั้งที่แมนฯซิตี้ ไม่ใช่แค่ เป๊ป กับ ซิกิ ที่มีส่วนสำคัญในการตัดสินใจ แต่ยังมีสต๊าฟฟ์อีกมาก คอยปรึกษาแสดงความเห็น จนตกผลึกในขั้นตอนสุดท้าย จากนั้นก็จะเดินเครื่องลุยจัดการ ดังนั้นอย่าได้แปลกใจ แมนฯซิตี้จึงประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่แม่ทัพกับกำลังพล ซึ่งเป็นเหมือนแนวหน้าฝ่าฟันปะฉะดะเท่านั้น แต่พวกอยู่ข้างหลังยังเก่งไม่แพ้เลย ทำงานกันเป็นทีมอย่างมั่นคง เมื่อบวกกับศักยภาพทางการเงินอันเพียบพร้อม ผู้บริหารที่เข้าใจฟุตบอลแบบจริงจัง ให้การสนับสนุนตามกรอบและไม่ลงมาล้วงลูก แมนฯซิตี้คงยืนระยะประสบความสำเร็จได้อีกยาว พวกเขาไม่จำเป็นต้องยึดพื้นที่สื่อเลย มาแบบเงียบๆ แล้วส่วนใหญ่ก็ฟาดเรียบไม่มีเหลือ อย่าได้แปลกใจเลยหากแมนฯซิตี้จะประสบความสำเร็จ ยืนอยู่บนบัลลังก์อีกนาน เพราะแกร่งไปทั่วทุกอณูเลยจริง ---------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ตรงไหนที่ใช่ของมาร์ตี้? ]

หลังแมนฯยูไนเต็ดปิดดีล ลิซานโดร มาร์ตีเนซ ได้สำเร็จ สิ่งที่หลายคนอยากรู้ก็คือ เอริก เทนฮาก จะจัดวางตำแหน่งของแข้งรายนี้ไว้ตรงไหน แม้เราจะมีข้อมูลซึ่งเต็มไปด้วยน้ำหนักความน่าเชื่อว่า เขาปักหลักตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็กให้อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัมมาตลอดในช่วงที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่มีอะไรมาการันได้หรอก ดังนั้นจึงได้ยินเสียงวิจารณ์ในแง่มุมต่างๆมากขึ้น เพราะแข้งอาร์เจนไตน์ เล่นได้ครอบคลุมหลายพื้นที่ นอกเหนือจากปราการหลังตัวกลาง ยังถ่างไปประจำการแบ็กซ้าย รวมถึงขยับไปเล่นเป็นมิดฟิลด์เชิงรับก็สบาย เหตุผลที่เล่นได้เหลากหลาย มาจากความสามารถเฉพาะตัวนั่นแหล่ะ ตัวไม่ใหญ่ สูงแค่ 175 เซ็นติเมตร แต่ฉลาดหลักแหลมมาก มีทั้งบู๊และบุ๋นครบกระบวน นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญทำให้ เทนฮาก ต้องพยายามอย่างหนักเพื่อดึงมา ในขณะเดียวกันฉายาหรือนิคเนมที่รู้จักก็คือ The Carnicero ซึ่งในภาษาสเปนแปลว่าจอมโหดหรือในพากย์อังกฤษก็คือ Butcher ในความหมายเหมือนกัน นักชำแหล่ะเนื้อ ลองนึกภาพแล้วกันว่าเหี้ยมเกรียมขนาดไหน มาร์ตีเนซ แท็คเกิ้ลดุดันเด็ดขาด แต่เน้นการเล่นบอลเพียวๆ ไม่ค่อยมีลูกเล่นตุกติกนอกเกม โดยที่รู้ดีว่าจะอาศัยความได้เปรียบแบบไหนที่เอื้อกับรูปร่างไม่สูงใหญ่นัก นี่คือจุดแข็งของพวกแข้งจากละตินทั่วไป ไม่ต้องแข็งแกร่งบึกบึนเป็นยักษ์ปักหลั่น ก็สามารถสร้างความอันตราย เป็นที่เกรงขามสำหรับฝั่งตรงข้ามไม่ยาก แม้จะเล่นหนัก แต่อีกทางหนึ่งก็สามารถใช้เชิงหรือไหวพริบควบคู่กันไปด้วย อ่านเกมแม่นยำ ชิงจังหวะเล่นเก่งมาก คิดอยู่ตลอดเวลา สายตาและสมองทำงานร่วมกันอย่างดีเยี่ยม รวมทั้งเล่นบอลง่ายมาก แย่งมาได้แล้วก็รีบถ่ายให้เพื่อนร่วมทีมเลย มองหาคนที่ยืนอยู่ในพื้นที่ได้เปรียบ เพราะตัวเขาเองยังสาดยาวฉมังอีกด้วย เปลี่ยนจังหวะเกมจากรับเป็นรุกได้แบบฉับพลันทันใด เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นคลิปที่ตัดสั้นๆ ผ่านทางโซเชี่ยลแพล็ตฟอร์มมากมายมาแล้ว แต่ถ้าเล่นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ สิ่งที่ต้องเผชิญหน้าอย่างแน่นอนในพรีเมียร์ลีกก็คือ ลุกกลางอากาศย่อมมากขึ้นกว่าเดิม เพราะไดเร็ตค์ฟุตบอลและการใช้ประโยชน์จากลูกเซ็ตพีซต่างๆ ถือว่าเป็นอาวุธสำคัญ ด้วยความสูงเพียง 175 เซ็นติเมตร อาจจะมาตรฐานของผู้ชาย แต่ในเกมลูกหนังและคนต้องยืนเซ็นเตอร์แบ็ก ต้องยอมรับว่าอยู่ในจุดที่เสียเปรียบ อย่างไรก็ตามในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกรอบแบ่งกลุ่มฤดูกาลที่ผ่านมา อาแจ็กซ์อยู่กลุ่มเดียวกับดอร์ทมุนด์ นั่นทำให้ มาร์ตีเนซ ได้ดวลกับ เออร์ลิ่ง เบราท์ ฮาแลนด์ ที่ทั้งสูงใหญ่ รวดเร็วว่องไว พละกำลังเหลือเฟือ ปรากฏว่า มาร์ตีเนซ จัดการรับมือได้ไม่ยากเลย เลกแรกอาแจ็กซ์ถล่มขาดลอย 4-0 พอไปเยือนเวสต์ฟาเล่นบ้าง ซึ่งนัดนั้น ฮาแลนด์ บาดเจ็บลงไม่ได้ ยังย้ำแค้นขยี้แผลอีก 3-1 มาร์ตีเนซ เคยเล่าถึงแนวทางของตนไว้ว่า จะต้องคิดอยู่ตลอดเวลา มองข้ามช็อตล่วงหน้า ซึ่งมาจาการอ่านเกมให้ทะลุปรุโปร่งมากที่สุด ต้องคอยสังเกตตลอดเวลา สมาธิดีเยี่ยม ห้ามเหม่อลอยเด็ดขาด ถ้าต้องเล่นเซ็นเตอร์แบ็กให้แมนฯยูไนเต็ดจริง คงไม่ใช่เรื่องแปลก แล้วยังรอคอยการพิสูจน์ด้วยว่า เขาจะทำได้ดีแค่ไหนกัน หากดูจากการวิเคราะห์หรือความเห็นต่างๆ พอจะเชื่อได้ว่า มาร์ตีเนซ มีสิทธิ์เป็นตัวเลือกเบอร์ต้นๆในตำแหน่งนี้ ส่วนพาร์ทเนอร์ไม่ใช่ ราฟาแอล วาราน ก็ต้องเป็น แฮร์รี่ แม็กไกวร์ แม็กไกวร์ อาจจะยังได้รับความไว้วางใจให้สวมปลอกแขนกัปตันทีมอย่างที่ เอริก เทนฮาก เคยบอกเอาไว้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจับจองตัวจริงแบบแบเบอร์ แต่หากพิจารณาจากที่ผ่านมา วาราน โดนอาการบาดเจ็บพุ่งชนเสมอ ส่วนทาง แม็กไกวร์ ก็ยังมีร่องรอยความผิดพลาดแบบต่อเนื่อง จนโดนล้อว่าชอบสร้างคอนเทนต์ อาจเป็นไปได้ว่า วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ พร้อมฉวยโอกาสด้วย ในเมื่อเขายังอยู่ในแผนสร้างทีม ต่างจาก เอริก ไบยี่ ต่อให้ฟอร์มน่าประทับใจในเกมปรีซีซั่นทั้งสองนัด แต่อนาคตยังแขวนอยู่บนความไม่แน่นอน เช่นเดียวกับผลงานนั่นเลย ไม่มีมาตรฐานนัก เข้าข่ายสามวันดี สี่วันร้าย เมื่อเป็นเช่นนี้โอกาสของ มาร์ตี้ จะได้ประจำการเซ็นเตอร์แบ็กดูจะมีสูงที่สุด ไม่ว่าจะเล่นระบบทไหนก็ตาม ส่วนในตำแหน่งมิดฟิลด์เบอร์ 6 ตอนย้ายมาปี 2019 เขาเหมือนมาทดแทนการขาดหายไปของ เฟร็งกี้ เดอย็อง ซึ่งโยกไปบาร์เซโลน่าในซัมเมอร์ดังกล่าวพอดี เทนฮาก อยากใช้มันสมองของ มาร์ตีเนซ ให้เกิดประโยชน์มากสุด จ่ายบอลง่ายๆแต่ชาญฉลาด รวมถึงความหนักแน่นตามสมญานาม "Butcher of Amsterdam" ซึ่งโดดเด่นและใจหล้าในจังหวะแท็คเกิ้ล เข้าหนักก็จริง แต่เขามีวิธีเอาตัวรอดได้อย่างดี แทบไม่ค่อยบาดเจ็บหนักเลย จังหวะบวกแบบ 50-50 แล้วน่าจะลงไปนอนโอดโอย กลับลุกขึ้นมาวิ่งต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นี่คือคุณสมบัติที่เรามักได้เห็นจากแข้งอาร์เจนไตน์มาบ่อยๆ มาร์ตีเนซ ก็ไม่ยกเว้นเช่นกัน แถมยังมี กาเบรียล ไอน์เซ่ อดีตกองหลังแมนฯยูไนเต็ดเป็นไอดอลอีกต่างหาก อย่างไรก็ตามช่วงมาใหม่ๆ มาร์ตีเนซ เจอปัญหาการปรับตัวเล่นงาน โดยเฉพาะแท็คติกของ เทนฮาก สามสัปดาห์แรกเขาเล่าไว้ว่าอยากจะร้องไห้โฮออกมาดังๆ ต้องการจะกลับบ้าน เหมือนทนความกดดันไม่ไหว แต่เมื่อได้เรียนรู้และพร้อมแก้ไข ก็เปลี่ยนเป็นคนละคนเลย เล่นเอา เทนฮาก และเพื่อนนักเตะอาแจ็กซ์ต่างทึ่งไปตามๆกัน ต้นเหตุน่าจะมาจากติดนิสัยชอบครองบอล แต่พอได้ซ้อมในแบบดีเอ็นเอของอาแจ็กซ์ จึงทำความเข้าใจใหม่ หากว่าสกิลขั้นพื้นฐานไม่ได้แย่ รวมทั้งอ่านเกมเป็น ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย "ตอนซ้อมถ้าผมสัมผัสบอลเกินสองครั้ง พวกเขาบอกจะฆ่าผมเลย" ส่วนตำแหน่งแบ็กซ้าย แม้จะเคยยืนให้อาแจ็กซ์บ้าง แต่ก็นานทีปีหน มักจะเข้าข่ายแก้สถานการณ์เฉพาะหน้ามากกว่า อาศัยเท้าซ้ายธรรมชาติเลยได้อย่างไม่ขัดเขิน อย่างไรก็ตามเวลานี้ในทีมมีแบ็กซ้ายถึง 3 ราย ลุค ชอว์ , อเล็กซ์ เตลลีส และ ไตริลล์ มาลาเซีย แข้งใหม่ป้ายแดง จึงไม่จำเป็นสักเท่าไรนัก อาจตัดชอยส์นี้ทิ้งไปได้เลย ในขณะเดียวกันต้องยอมรับว่า เทนฮาก คงรู้จัก มาร์ตีเนซ ไม่น้อยไปกว่าใคร นอกจากมีคู่มือการใช้อย่างที่ชอบเปรียบเปรยกันแล้ว ยังเป็นกุนซือมีลูกเล่นพลิกแพลงเก่งมาก ชอบทดลองหรือหมุนเวียนบ่อยๆ มาร์ตีเนซ อาจไม่ใช่แข้งบิ๊กเนม เมื่อดูจากโปรไฟล์และเส้นทางในช่วงที่ผ่านมา แต่ก็น่าจะเป็นหนึ่งในดีลที่แฟนแมนฯยูไนเต็ดอยากเห็นมาก จะตอบสนองได้ดีแค่ไหนกัน เพราะคือคนที่ เทนฮาก ให้ความไว้วางใจ สำคัญกว่าอะไรทั้งหมดก็คือ ผลงานในอนาคตจะเป็นตัวชี้วัด มาร์ตีเนซ ส่วนอดีตไว้แค่เป็นเรื่องเล่าปูพื้นเท่านั้นเอง ------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117