breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

[ #เหตุผลที่ก็องโต้โดนปฏิเสธ ]

เอริก คันโตน่า เพิ่งให้สัมภาษณ์ยาวกับดิ แอธเลติก เปิดเผยถึงข้อมูลที่หลายคนไม่เคยรู้มาก่อน รวมทั้งแสดงความเห็นด้วยมุมมองที่ชวนคิดตาม อย่างที่รู้กัน คันโตน่า คือตำนานของแมนฯไนเต็ด เป็นผู้บุกเบิกความยิ่งใหญ่ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 90 เปรียบเสมือนขุนพลคู่ใจของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ร่วมฝ่าฟันกันมาหลายปี เฟอร์กี้ ยอมรับเลยว่า หากไม่ได้ซื้อ ก็องโต้ มาเสริมทัพในช่วงพฤศจิกายนปี 1992 ไม่อาจคาดเดาอนาคตของตัวเองได้เหมือนกันจะเป็นอย่างไร ในขณะเดียวกันดาวเตะฝรั่งเศสก็ผูกพันและรักแมนฯยูไนเต็ดไม่แปรเปลี่ยนเลย ยังคงติดตามผลงานอยู่เสมอ แน่นอนว่าช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมาย่อมผิดหวัง โดยเฉพาะเมื่อไม่มี เฟอร์กี้ นั่งเก้าอี้กุนซือเหมือนเดิม น่าสนใจกว่านั้นก็คือ คันโตน่า เล่าว่าเมื่อปลายปีก่อนได้เสนอตัวเข้ามาช่วยงาน เอ็ด วู้ดเวิร์ดส์ ซีอีโอคนที่แล้ว แต่ถูกปฏิเสธไป แม้อยู่วงนอก แต่เขาก็มองทะลุปรุโปร่งว่า ฝ่ายบริหารของแมนฯยูไนเต็ด ไม่มีความรู้เรื่องฟุตบอลเท่าที่ควร ดังนั้นจำเป็นต้องการคนมาช่วยเหลือ วู้ดเวิร์ดส์ มีความสามารถก็จริง แต่นั่นหมายถึงเรื่องของการตลาด หาเงินจากสปอนเซอร์ได้มากมาย พอเวลาใช้เงินซื้อผู้เล่นกลับล้มเหลว รวมถึงทุ่มค่าจ้างให้นักเตะโอเวอร์อีกต่างหาก "แมนฯยูไนเต็ดควรมีประธานทั้งด้านการตลาดและฟุตบอล ผมก็ยื่นข้อเสนอไปว่าจะนั่งประธานฟุตบอลเอง" "ผมได้เจอ เอ็ด วู้ดเวิร์ดส์ หลายครั้งเลยนะ แต่เขากลับไม่ยอมรับข้อเสนอที่ว่า ผมคิดว่าเราควรมีคนที่ถนัดงานฟุตบอลจริงๆ และต้องมาจากสโมสรด้วย" "แต่พวกเขาไม่ต้องการประธานฟุตบอล ไม่ต้องการผม จริงๆผมเดินทางไปที่นั่นเพื่อให้โอกาสพวกเขา แต่พวกเขาไม่คิดอย่างนั้น" คันโตน่า เรียกตำแหน่งที่เสนอตัวไปว่า "President of Football" แปลตรงตัวก็คือประธานด้านฟุตบอลนั่นแหล่ะ แต่ในความหมายคงไม่แตกต่างจากผู้อำนวยการฟุตบอลเท่าไรนัก เรื่องนี้เขาไม่ได้คิดเองเออเอง แล้วเดินไปคุยกับ วู้ดเวิร์ดส์ ก่อนเลย แต่มันผ่านการปรึกษา เฟอร์กี้ มาเรียบร้อยแล้ว อย่างน้อยก็ต้องคุยกับปูชนียบุคคลที่มีอิทธิพลกับสโมสร ไม่ว่าอย่างไรนี่คือคนที่มีบารมีเหลือล้นจริงๆ เฟอร์กูสัน เองก็คล้อยตามด้วย จากนั้นก็เดินเรื่องต่อทันที แนะนำไปยัง วู้ดเวิร์ดส์ ดังนั้นสองคนนี้จึงได้เจอกันบ่อย คันโตน่า ยอมรับว่าพยายามอย่างเต็มที่แล้ว ส่วนหนึ่งจะได้ไม่รู้สึกผิดบาปด้วย ช่วงที่ทีมย่ำแย่ ผลงานไม่เป็นไปอย่างที่คาดไว้ เขาควรจะลุกขึ้นมาช่วย เหมือนที่เคยทำมาแล้วในอดีต นอกจากนี้แฟนบอลจะไม่ต้องกังขา ตั้งข้อสงสัยว่าทำไมยามที่ทีมเกิดสถานการณ์เช่นนี้ อดีตฮีโร่ของพวกเขาจะไม่กลับมาดูหน่อยหรือ สิ่งที่ คันโตน่า เปิดเผยนั้นต้องยอมรับว่าน่าสนใจมาก มันทำให้เรานึกย้อนไปยังรูปและข้อความที่เขาโพสต์ไว้ทางอินสตาแกรม คล้ายเป็นปริศนาจะกลับมาสโมสรอีกครั้ง จนเรียกเสียงฮือฮาได้พอสมควร สำหรับแฟนบอลผีรุ่นใหญ่และค่อยมารุ่นกลาง ต่างผูกพันกับ คันโตน่าทั้งสิ้น แทบทุกคนยกให้เป็นไอดอล เพราะการมาของแข้งรายนี้ ช่วยเปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง ไม่มีการอธิบายไว้ว่า สาเหตุใดกันแน่ทำให้ วู้ดเวิร์ดส์ เมินข้อเสนอของ คันโตน่า ทั้งที่อุตส่าห์อาสามาช่วยเอง แต่ถ้าจะให้คาดเดา น่าจะมาจากสโมสรได้แต่งตั้ง จอห์น เมอร์เท่อห์ มาเป็นผู้อำนวยการกีฬาตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมปีที่แล้ว รวมถึงยังพ่วงตำแหน่งผู้อำนวยการเทคนิคให้กับทาง ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์ อีกต่างหาก ถ้าแต่งตั้ง คันโตน่า มาเสริมอีกคน อาจเป็นการทับซ้อนกัน เช่นเดียวกับแนวทางการทำงานเป็นไปได้สูงว่าจะมีโอกาสขัดแย้ง ดังนั้นเข้าใจไม่ยากเลยว่า วู้ดเวิร์ดส์ จึงเลือกที่จะบอกปัด อย่างน้อยที่สุดทั้ง เมอร์เท่อห์ และ เฟล็ทเชอร์ ก็น่าจะคุยกันง่ายกว่า ซึ่งหมายถึงการคอนโทรลให้อยู่ในกรอบด้วย เมอร์เท่อห์ อัพเลเวลมาจากหัวหน้าฝ่ายพัฒนานักเตะ ให้ความรู้สึกว่ารู้จักผู้เล่นแมนฯยูไนเต็ดดี คงพอมีความรู้เรื่องฟุตบอลและตาม เดวิด มอยส์ มาทำงานตั้งแต่ปี 2013 แล้ว เรียกว่าอยู่กับสโมสรเกือบ 10 ปี ส่วน เฟล็ทเชอร์ เป็นอดีตนักเตะเติบโตมาจากอะคาเดมี่ มีภาพลักษณ์ความซื่อสัตย์ภักดี รวมถึงขยันขันแข็งเป็นผึ้งงานที่ยินดีจะอยู่ฉากหลังความสำเร็จ อย่างไรก็ตามในมุมของแฟนแมนฯยูไนเต็ด ต้องการผู้อำนวยการคนแรกในประวัติศาสตร์สโมสรที่บิ๊กเนมมากกว่านี้ เพราะก่อนหน้าตกเป็นข่าวโยงกับไดเร็กเตอร์ชั้นนำของวงการหลายต่อหลายคน แต่กลับมาลงเอยที่คนข้างใน เท่าที่ผ่านมาเราต่างเห็นความล้มเหลวในการเจรจาซื้อขายผู้เล่นที่มี วู้ดเวิร์ดส์ เป็นตัวหลักดำเนินการ มันยิ่งสะท้อนว่าขาดความรู้เรื่องฟุตบอลจริงๆ ไม่ว่า หลุยส์ ฟานกัล หรือ โชเซ่ มูรินโญ่ สองอดีตกุนซือ ต่างออกมาบ่นเรื่องนี้ทั้งสิ้น ไม่ได้รับการตอบสนองเรื่องซื้อผู้เล่นที่น่าพอใจ ต่างจากที่เคยตกลงกันไว้ก่อนเซ็นมาคุมทีม เชื่อกันว่าบางดีล มาจากการตัดสินใจของซีอีโอเอ็ดเองเลย ไม่ได้ผ่านความเห็นชอบจากคนเป็นผู้จัดการทีม ซึ่งน่าจะสำคัญกว่าใครทั้งหมด ในขณะเดียวกันถ้ามีทั้ง เมอร์เท่อห์ และ เฟล็ทเชอร์ เป็นสองผู้อำนวยการอยู่แล้ว คันโตน่า จึงอาจไม่จำเป็นในสายตาของ วู้ดเวิร์ดส์ แล้วก็อย่างที่บอกไว้นั่นเลย คุณไม่เอาคาดเดาได้ว่า คันโตน่า ซึ่งเป็นพวกอินดี้ มีอารมณ์ศิลปินอยู่ภายใน จะสร้างเรื่องขึ้นมาเมื่อไร ลำพังสมัยเป็นนักเตะก็เคยก่อวีรกรรมกังฟูคิกใส่แฟนบอลคริสตัล พาเลซ จนเป็นที่เกรียวกราวมาแล้ว พูดง่ายๆก็คือยากที่จะควบคุม แม้จะไม่ค่อยมีความรู้เรื่องฟุตบอล แต่สำหรับ วู้ดเวิร์ดส์ น่าจะรู้ว่าไม่ควรดึง คันโตน่า มาช่วยงานเด็ดขาด มันหมายถึงอำนาจของตนอาจถูกลิดรอนอีกด้วย จนทุกวันนี้ วู้ดเวิร์ดส์ ลงจากเก้าอี้ซีอีโอไปแล้ว ริชาร์ด อาร์โนลด์ ขึ้นมาทำหน้าที่บอสใหญ่ฝ่ายบริหารแทน ในสายตาแฟนแมนฯยูไนเต็ดก็ยังไม่ไว้เนื้อเชื่อใจอยู่ดี แม้ในตลาดซื้อขายผู้เล่นที่ผ่านมา ภาพรวมจะน่าพอใจมาก ปิดดีลสำคัญได้ รวมถึงปล่อยให้ เอริก เทนฮาก เป็นคนเลือกสรรผู้เล่นเอาเอง แต่ก็ต้องระวังไว้ อาจหลอกให้ตายใจ เหมือนที่เคยเจอมาบ่อยๆ น่าสนใจจริงๆว่า หากทุกวันนี้มี คันโตน่า มาเป็นเฮดช่วยดูแลเรื่องนักเตะ สถานการณ์ของแมนฯยูไนเต็ดจะเป็นอย่างไรบ้าง แต่ที่แน่นอนก็คือ สีสันบรรยากาศคงน่าดึงดูดเร้าใจมากกว่านี้ ----------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ไต่ไปให้ถึงเป้าหมาย ]

ซัมเมอร์ 2018 ดีโอโก้ ดาโล่ต์ ย้ายมาแมนฯยูไนเต็ดด้วยค่าตัว 19 ล้านปอนด์ พร้อมสัญญา 5 ปี ถือว่าเป็นดีลที่เซอร์ไพรส์ในสายตาแฟนบอล เพราะช่วงดังกล่าว ดาโลต์ เพิ่งอายุ 19 ปีเท่านั้น รวมถึงเล่นให้ชุดใหญ่เอฟซี ปอร์โต้แค่ 23 เกม เป็นสำรองก็ไม่ใช่น้อย ค่าตัวขนาดนี้แรงเกินจริงหรือเปล่า แทบไม่มีสาวกคนไหนเคยได้ยินชื่อ ดาโล่ต์ มาก่อนเลย แม้จะพอเข้าใจว่าอาจเป็นการวางแผนระยะยาวเพื่ออนาคต หลังจากเห็นแววดีก็ตาม ดีลนี้ เอ็ด วู้ดเวิร์ด ซีอีโอของทีมจัดให้ตามคำขอของ โชเซ่ มูรินโญ่ ซึ่งปกติแล้ว มักทำตามใจตัวเอง คิดเองซื้อเอง จนโดนบ่นไปไม่น้อย ว่ากันว่า มูรินโญ่ มีคอนเน็กชั่นที่ดีกับปอร์โต้อยู่แล้ว เพราะเป็นอดีตกุนซือผู้สร้างความสำเร็จอย่างถล่มทลาย ก่อนย้ายมาคุมเชลซี ดังนั้นเขาจึงได้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ดาโลต์ จนกระทั่งส่งแมวมองไปส่อง รวมถึงศึกษาคลิปอย่างละเอียด ในขณะเดียวกัน มูรินโญ่ มีความไว้เนื้อเชื่อใจในระบบอะคาเดมี่ของปอร์โต้อยู่แล้ว จึงเสนอชื่อไปให้บอร์ดปีศาจแดงพิจารณา กระทั่งมีการเจรจาเกิดขึ้น ข้อเรียกร้องของทางปอร์โต้ดูสูงเกินจริง เพราะนักเตะอายุน้อยมาก ขาดประสบการณ์บนเวทีใหญ่ แต่ขอมากกว่า 20 ล้านปอนด์ มันไม่น่าจะเป็นราคาที่เหมาะสม การต่อรองจึงเริ่มขึ้น จนมาจบที่ 19 ล้านปอนด์ มูรินโญ่ ย้ำกับฝ่ายบริหารเลยว่า ยังไงก็ต้องกระชากให้สำเร็จ เด็กคนนี้เจ๋งกว่าที่คิด รับรองเลยว่าปล่อยของให้ดูในอนาคตได้แน่นอน "ทุกคนต่างรู้ดีถึงประสิทธิภาพของเขา ผมไม่อยากเปรียบเทียบกับพวกนักเตะที่เคยคว้าแชมป์ลีกมาก่อนหรอก" "แต่เขาอายุเท่า แกรี่ เนวิลล์ เมื่อขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ บางทีอาจตามรอย เนวิลล์ ก็ได้ เขาอายุยังน้อยมาก" "ในกลุ่มผู้เล่นรุ่นราวคราวเดียวกัน เขาคือฟูลแบ็กที่ดีสุดในยุโรป นี่คือนักเตะพรสวรรค์เต็มไปด้วยคุณภาพ ความเร็ว ความปราดเปรียว เขาจะกลายเป็นผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ของสโมสรนี้" "อีกทั้งเขามีคุณสมบัติครบถ้วนของการเป็นฟูลแบ็ก ไม่ว่าจะเป็นร่างกาย , แท็คติกอันฉลาด รวมทั้งคุณภาพของเทคนิค แล้วยังถูกหล่อหลอมจากอะคาเดมี่ของปอร์โต้ ซึ่งปลูกฝังให้พร้อมเพื่อขึ้นมาเล่นในชุดใหญ่อยู่แล้ว" มูรินโญ่ พูดถึงลูกทีมคนใหม่ไว้อย่างนี้ มันก็น่าจะกระตุ้นให้สาวกปีศาจแดงสนใจมากยิ่งขึ้น ใครก็อยากเห็นฟอร์มว่าเก่งจริงเหมือนที่บรรยายสรรพคุณไว้หรือเปล่า ดาโลต์ ได้ประเดิมสนามกับแมนฯยูไนเต็ด ในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเจอยัง บอยส์จากสวิตเซอร์แลนด์ ลงเล่นครบ 90 นาที มีส่วนช่วยคว้าชัยสบาย 3-0 แต่แล้วโดนความซวยพุ่งเข้าชนจนได้ เขาเกิดบาดเจ็บโคนขาหนีบ ซึ่งต้องใช้เวลารักษาอยู่ 2-3 เดือน ถือเป็นจังหวะที่ไม่ดีเอาซะเลย เคราะห์ร้ายกระหน่ำซ้ำเติม หายกลับมาได้ไม่เท่าไร มูรินโญ่ ก็ต้องโดนปลดพ้นตำแหน่งในช่วงเดือนธันวาคม แทบจะไร้หลักให้เกาะเลย เขาย้ายมาก็เพราะเจ้านายคนนี้แหล่ะ ลองจินตนาการถึงเด็กหนุ่มวัย 18-19 ปี ข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกล อยู่ในที่ไม่คุ้นเคย ไหนจะต้องมาบาดเจ็บอีก ก่อนจะได้ยินข่าวบอสที่ไว้ใจได้มากสุดโดนเชือดพ้นตำแหน่ง ภาษาอังกฤษก็ยังไม่แข็งแรงเท่าไรนัก ไม่ต้องบอกก็เดาได้ว่า ดาโลต์ จะเคว้งคว้างขนาดไหนกัน กระนั้นยังโชคดีบ้าง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา พอจะเปิดโอกาสให้ลงเล่น แต่ก็ไม่ไว้ใจเท่าไรนัก ติดตรงประสบการณ์ของ ดาโลต์ มีน้อยเกินไป ร่างกายก็เป็นรองยามปะทะ ต้องไปเพิ่มกล้ามเนื้อให้แกร่งขึ้น จุดอ่อนอีกอย่างเห็นจะเป็นการเล่นเกมรับ บางครั้งชอบควบไปข้างหน้า แล้วมักจะหลุดตำแหน่ง โดนฝั่งตรงข้ามสวนกลับโจมตี แล้วการมา อารอน วาน-บิสซาก้า แบ็กขวาคนใหม่จากคริสตัล พาเลซด้วยค่าตัวน่าทึ่ง 50 ล้านปอนด์ ย่อมส่งผลให้ ดาโล่ต์ เริ่มมองเห็นอนาคตตัวเอง ที่ประจำหลักคงจะเป็นม้าสำรองแน่ๆ จุดเด่นของ วาน-บิสซาก้า คือการเล่นเกมรับ เข้าแท็คเกิ้ลแม่นยำเด็ดขาด ยากนักที่จะผ่านไปได้ ซึ่งตรงข้ามกับ ดาโลต์ ที่ดูหละหลวมในเรื่องนี้ ฤดูกาล 2019/20 เขายังต้องพบกับฝันร้ายอีกระลอก บาดเจ็บหนักที่สะโพกและโคนขาหนีบ ต้องปิดเทอมยาวหลายเดือนเลย พอหายกลับมาได้เล่นไม่กี่นัด ก็โดนหั่นชื่อทิ้ง สรุปแล้ว ดาโลต์ ได้ลงเล่นทั้งหมด 11 นัด รวมทั้งสิ้น 575 นาที ช่างน่าผิดหวังอย่างมาก หากเรามองว่านี่คือผู้เล่นที่ มูรินโญ่ ฟันธงเปรี้ยงเลยว่า จะต้องไปได้ไกลบนถนนอาชีพค้าแข้ง ด้วยเหตุนี้เขาจึงถูกส่งไปให้เอซี มิลานยืมตัวใช้งานชั่วคราว 1 ฤดูกาล อย่างน้อยก็ยังพอมีพื้นที่ได้แสดงผลงาน ไม่ใช่จับเจ่าเป็นสำรองไร้อนาคต ดาโลต์ โดนจับยืนแบ็กซ้ายหลายนัดด้วยกันและได้เล่นในเกมบอลถ้วยเป็นหลัก เก็บเกี่ยวเรียนรู้ประสบการณ์มาพอสมควร กระทั่งกลับมาอีกครั้งในปี 2021 สร้างความประทับใจในช่วงเกมปรีซีซั่น เป็นช่วงที่ วาน-บิสซาก้า มีปัญหาพอดี โดนวิจารณ์หนักว่าเล่นแย่ไม่พอ ยังขาดความกระตือรือร้นอีกต่างหาก ดาโลต์ เลยได้รับโอกาสมากขึ้น แต่ก็อย่างที่รู้กันซีซั่นก่อน ผลงานแมนฯยูไนเต็ดย่ำแย่ไปทุกสัดส่วน แทบไม่มีดีเลย ดาโลต์ ก็เลยเป็นจิ๊กซอว์แห่งความน่าผิดหวังด้วยเช่นกัน ใครจะไปคาดคิดว่าการปรับเปลี่ยนแบ็กโฟร์ของ เอริก เทนฮาก ในเวลาต่อมา จะกลายเป็นจุดหักเหสำคัญ เดิมที ดาโล่ต์ เหมือนไม่อยู่ในแผนโดยตรง กุนซือดัตช์ต้องการแบ็กขวาใหม่ แต่ไม่ถึงขั้นจำเป็นที่สุด อีกทั้งใช้งบประมาณไปเยอะแล้ว เหมือนสถานการณ์บีบให้ใช้ ดาโล่ต์ ไปก่อน เมื่อได้เล่นกับเพื่อนร่วมทีมที่โอเค มีความชัดเจนจากผู้นำแนวรับอย่าง ราฟาแอล วาราน ไหนจะได้รับการกระตุ้นจาก ลิซานโดร มาร์ตีเนซ และ ไทริลล์ มาลาเซีย เสริมมาอีก คล้ายว่าที่ผ่านมา ดาโลต์ ไม่เคยได้รับหรือเจอกับสิ่งเหล่านี้มาก่อน เมื่อรอบข้างดีก็ขับให้คุณโดดเด่นขึ้นตามไปด้วย ผลงานจากสโมสรที่ยอดเยี่ยม ต่อเนื่องไปยังทีมชาติโปรตุเกส เขากลายเป็นแบ็กขวาคนสำคัญที่ขาดไม่ได้ เติมเกมรุกดุดัน ยิงประตูได้ยอดเยี่ยมเหลือเชื่อ ไม่ต้องบอกก็เดาได้ว่า ดาโลต์ กำลังมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม พอใจมาแล้ว เดี๋ยวทุกอย่างจะตามมาเอง สิ่งที่ ดาโลต์ ต้องทำก็คือพยายามรักษามาตรฐาน สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้ เทนฮาก โดยเฉพาะเรื่องเกมรับที่ต้องพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้นไปอีก อย่าลืมว่า ดาโลต์ เพิ่งจะอายุเพียงแค่ 23 ปีเท่านั้นเอง มีโอกาสพัฒนาอีกไม่น้อยเลย บางทีอาจมีทีเด็ดมาโชว์มากกว่านี้ เชื่อมั่นในแนวทางตัวเอง ขยันขันแข็งกระตือรือร้นสม่ำเสมอ รับรองอีกไม่นานเขาจะกลายเป็นขวาเบอร์ต้นๆของยุโรปได้เลย ------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #แม่เหล็กตลาดซัมเมอร์หน้า ]

เห็นข่าวโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์แขวนป้ายขาย จู๊ด เบลลิ่งแฮม ในซัมเมอร์หน้าด้วยมูลค่า 150 ล้านยูโรแล้ว ต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องน่าเซอร์ไพรส์อะไรเลย ยิ่งนักเตะได้รับความสนใจจากบิ๊กทีมในยุโรปมากมาย ตกเป็นกระแสเกรียวกราว นั่นเป็นจังหวะที่จะโก่งราคาได้อย่างเต็มที่ แล้วยี่ห้อดอร์ทมุนด์ต้องยอมรับว่า เป็นหนึ่งยอดนักขายระดับมือโปรมาก มักฟันกำไรงดงามเสมอ ในยามที่ต้องปล่อยผู้เล่นออกไป ถามว่า 150 ล้านยูโรแพงหรือเปล่า? หากตอบตรงๆก็ต้องบอกว่าแพงจริง นักเตะอายุแค่ 19 ปีเท่านั้นเอง พอฤดูร้อนหน้ามาถึงก็จะครบ 20 ปี ไม่น่ามีค่าตัวบ้าเลือดขนาดนี้ แต่ในโลกของตลาดซื้อขาย จะแพงหรือเปล่าขึ้นอยู่ว่า คุณอยากได้มากแค่ไหนกัน หากต้องการจริงและยินดีจ่าย ก็คงไม่แพงอย่างที่คิดหรอก ขณะเดียวกันขวบวัยของ จู๊ด อาจดูน้อยมาก แต่ชั่วโมงบินหรือประสบการณ์ ก้าวข้ามอายุไปนานแล้ว ไม่ว่าจะในระดับสโมสรหรือทีมชาติ ไม่ต้องพูดกันเรื่องความสามารถ ซึ่งพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง เด็กหนุ่มผู้อ่อนเยาว์ ยกระดับเป็นแกนหลักในแดนกลางของดอร์ทมุนด์ชนิดไร้ข้อกังขา ส่วนในสีเสื้อทีมชาติอังกฤษก็ผ่านการพิสูจน์เป็นที่เรียบร้อย หลายคนเลิกสงสัยกันไปหมดแล้ว อีกทั้งสัญญาของเขาจะลากยาวถึงปี 2025 ถือว่าเหลืออีกพอสมควร ถ้าจะให้ดีต้องขายในซัมเมอร์ 2023 เพราะหากยังค้างอยู่กับทีมต่อไปพอถึงปี 2024 มูลค่าจะลดฮวบเลยทีเดียว จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้เชื่อกันว่าดอร์ทมุนด์ต้องการปล่อยในปีหน้า เพราะแนวโน้ม จู๊ด จะยืดสัญญาออกไปนั้น แทบมองไม่เห็นเลย ตัวเขาเองก็มีแรงปรารถนาจะโยกมาเล่นในพรีเมียร์ลีกตามสเต็ปที่วางเอาไว้ หลังประเมินแล้วนี่คือช่วงเวลาเหมาะสม เก็บเกี่ยวเลเวลและประสบการณ์จากบุนเดสลีกาไปพอสมควร ตอนตัดสินใจย้ายจากเบอร์มิ่งแฮม ซิตี้สู่ดอร์ทมุนด์แบบน่าแปลกใจเมื่อ 2 ปีก่อน เหตุผลไม่มีอะไรมากไปกว่า โปรเจคต์ของสโมสรแห่งนี้ให้ความสำคัญกับผู้เล่นดาวรุ่งที่มีแวว ยินดีผลักดันขึ้นชุดใหญ่ ไม่มีกั๊กอย่างเด็ดขาด ช่วงดังกล่าวแมนฯยูไนเต็ดก็รุกหาเต็มตัวเช่นกัน เสนอค่าตัวมากกว่าด้วย แต่ตัวเขากับครอบครัวพิจารณาดูแล้ว เลือกทีมที่น่าจะเปิดโอกาสให้เล่น ไม่ใช่เลือกแค่ชื่อเสียงของทีม บอกตามตรงหากเขาย้ายมาร่วมงานกับ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา จะมีอะไรมาการันตีว่า ได้ลงเล่นอย่างสม่ำเสมอบ้างล่ะ ต่อให้ได้รับคำมั่นสัญญา มันก็ยากจะเชื่อได้ เท่าที่ผ่านมาก็เห็นกันอยู่แล้ว สิ่งที่ จู๊ด ต้องการคือโอกาสและเวทีใหญ่พอสำหรับพัฒนาฝีเท้า ที่นั่นเขาได้เล่นในบุนเดสลีกา รวมถึงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งตกอยู่ในสายตาของผู้คนมากมาย รอย คีน คอนเมนต์เกี่ยวกับเด็กหนุ่มคนนี้ไว้เลยว่า ครบเครื่องเรื่องมิดฟิลด์ เพราะเล่นได้ครอบคลุมทุกตำแหน่ง จะถอยต่ำมายืนหน้าแบ็กโฟร์ ขยับขึ้นไปเป็นตัวเชื่อมเกมหรือลุยไปข้างหน้า ล้วนมีศักยภาพน่าพอใจ ตามแต่เลือกใช้งานเลย ลองถ้ากูรูพันดิตฝีปากกล้าอย่าง คีน ชื่นชมใครแล้วล่ะก็ ต้องยอมรับว่าน่าสนใจมาก และทำให้เราพอจะพูดได้ว่า จู๊ด ไม่ได้ถูกยกย่องเกินความจริง เพราะเป็นนักเตะอังกฤษ แล้วพวกสื่อช่วยกันโปรโมต จากที่เคยตกเป็นข่าวโยงลิเวอร์พูลอย่างหนักในช่วงตลาดซัมเมอร์ ประมาณว่านี่คือเป้าหมายใหญ่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่จะดึงมาแน่ๆในปีหน้า เพื่อก้าวมาเป็นกระดูกสันหลังแดนกลาง ไม่นานนักสถานการณ์ทำท่าจะเปลี่ยน ลิเวอร์พูลอยากได้ ไม่ได้หมายความว่าท็อปทีมอื่นๆจะไม่อยากได้ แมนฯยูไนเต็ด , เชลซี , แมนฯซิตี้ หรือ เรอัล มาดริด ต่างก็จับตาอย่างใกล้ชิด ดังนั้นหงส์แดงต้องเจอคู่แข่งรอบทิศทางเลย ประเด็นคือลิเวอร์พูลไม่นิยมจ่ายหนัก โดยเฉพาะหาก จู๊ด โดนปักป้ายไว้ที่ 150 ล้านยูโรหรือ 131 ล้านปอนด์ เป็นตัวเลขที่โอเวอร์เกินไป ขัดกับนโยบายของสโมสร โอกาสที่เขาจะย้ายจากดอร์ทมุนด์ในฤดูร้อนหน้า บอกเลยว่ามีมากจริงๆ ตอนนี้อาจเหลือแค่ว่าเป็นทีมไหนได้ไปครอบครองเท่านั้นเอง ไม่ใช่แค่ จู๊ด เพียงคนเดียวเป็นแข้งดาวรุ่งดัง มีเปอร์เซ็นต์ย้ายสูงลิบ แต่ยังมีอีกหนึ่งรายที่อยู่ในระนาบเดียวกัน นั่นคือ ดีแคลน ไรซ์ ห้องเครื่องคนสำคัญเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ก็น่าจะตีปีกโบยบินไปหาบ้านหลังใหม่ เดิมที ไรซ์ ถูกคาดหมายไว้ว่า น่าจะได้ย้ายในช่วงตลาดซื้อขายที่ผ่านมา แต่สุดท้ายเขาตกลงกับทางขุนค้อนขอรับใช้อีก 1 ปี ไว้รอฤดูร้อนถัดไปค่อยว่ากัน สัญญาฉบับปัจจุบันของ ไรซ์ จะหมดลงไปปี 2024 ก็จริง แต่มีอ็อปชั่นกันไว้ให้อุ่นใจอีก 1 ปี นั่นหมายความว่าเวสต์แฮมสามารถใช้มัดให้อยู่โยงถึงปี 2025 ได้เลย เท่ากับว่า จู๊ด และ ไรซ์ เหลือสัญญาเท่ากันและปีหน้าคือช่วงเวลาพอเหมาะพอเจาะสำหรับการย้ายเลย แม้ในฤดูกาลนี้ ไรซ์ จะได้รับการแต่งตั้งให้สืบทอดปลอกแขนกัปตันทีมต่อจาก มาร์ค โนเบิ้ล ที่เพิ่งรีไทร์ไม่นาน เตรียมตัวขึ้นชั้นผู้อำนวยการกีฬา แต่ไม่ได้เป็นการการันตีว่าเขาจะอยู่ต่อ ต่อให้ผูกพันกับเวสต์แฮมมาก ปักหลักมาตั้งแต่อะคาเดมี่ หลังผิดหวังโดนเชลซีเขี่ยออกมาตอนอายุ 14 ปี ทว่าเขาก็ต้องการเติบโตให้มากกว่าที่เห็น รวมทั้งการเล่นในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกก็มีคุณค่ามหาศาล ขณะเดียวกันผลงานในซีซั่นนี้ของ ไรซ์ ดร็อปลงไปไม่น้อยเลย อันดับของขุนค้อนรูดลงไปท้ายตาราง ทั้งที่เสริมทัพขนานใหญ่ หว่านเงินลงในตลาดที่เพิ่งปิดตัวไปราว 170 ล้านปอนด์เลยทีเดียว นั่นอาจยิ่งกระตุ้นให้เขาตัดสินใจง่ายขึ้นเพื่อย้ายไปแสวงหาความสำเร็จ รวมทั้งค่าจ้างที่คาดว่าบรรดาทีมใหญ่พร้อมจ่ายให้สูงกว่าที่รับปัจจุบัน เชลซีอดีตสังกัดคือเต็งหามเหมือนอย่างเคย เมื่อบวกกับสถานการณ์ในเวลานี้ พวกเขามีปัญหาแดนกลางเยอะมาก สัญญาของ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ กับ จอร์จินโญ่ 2 กองกลางรุ่นเดอะ ก็ไม่คืบหน้าอีก แล้วจะหมดปีหน้าด้วย รวมถึง ท็อดด์ โบห์ลี่ มีโปรเจคต์ต้องการสร้างทีมตามแนวทางตัวเอง เน้นบุคลากรรุ่นใหม่ ไรซ์ จึงเข้าสเป็คเลย ฉะนั้นในตลาดซัมเมอร์ 2023 เราน่าจะได้เจอข่าวเกี่ยวกับแข้งรายนี้ต่อเนื่อง เพราะคงไม่ใช่เชลซีทีมเดียวหรอกที่เล็งไว้ ไม่ว่าจะเป็น เดแคลน ไรซ์ หรือ จู๊ด เบลลิ่งแฮม ต่างก็น่าจะเป็นนักเตะเนื้อหอม ที่สื่อมากมายต่างเสาะสรรหาประเด็นมาเล่นกันต่อเนื่อง ช่างพอเหมาะพอเจาะเหลือเกิน มิดฟิลด์คู่กลางทีมชาติอังกฤษ เตรียมย้ายในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน แถมค่าตัวน่าทะลุ 100 ล้านปอนด์ทั้งคู่ ----------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #สื่อต่างหากไม่จบเอง ]

แมนฯยูไนเต็ดตกเป็นข่าวโยงกับ เฟร็งกี้ เดอ ย็อง ครั้งแรก ราวช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เคราร์ โรเมโร่ เหยี่ยวข่าวของ RAC1 ซึ่งคลุกวงในและตามติดบาร์เซโลน่ามายาวนาน มีแหล่งข้อมูลใกล้ชิด เป็นผู้จุดประเด็นขึ้นมาเอง ในวงการฟุตบอลสเปน ต่างรู้ดีว่าถ้าเป็นข่าวของบาร์ซ่า นี่คือคนที่ให้น้ำหนักน่าเชื่อถือได้เบอร์ต้นๆเลยทีเดียว แนวโน้มตอนนั้นมีโอกาสสูงมากที่ปีศาจแดงจะสมหวังปิดดีลได้สำเร็จ โรเมโร่ ยืนยันเองว่า สถานการณ์บีบให้บาร์เซโลน่าต้องขาย ด้วยปัญหาการเงินยากที่จะเลี่ยงได้ "มีโอกาสถึง 95 เปอร์เซ็นต์ เฟร็งกี้ เดอ ย็อง จะได้ย้ายไปแมนฯยูไนเต็ด ประเด็นเรื่องการเงิน มันจำต้องให้บาร์ซ่าขาย" แน่นอนว่าบรรดาสาวกต่างเนื้อเต้นไปตามๆกัน พร้อมเชื่อว่า เอริก เทนฮาก ผู้จัดการทีมคนใหม่ อยู่เบื้องหลังของดีลนี้ เพราะเคยร่วมงานกันมาก่อนที่อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ย่อมรู้จักรู้ใจกันเป็นธรรมดา ขณะเดียวกันก็มั่นใจว่า เฟร็งกี้ ต้องมาเปิดตัวในไม่ช้า คงเป็นแข้งรายแรกของ เทนฮาก ซึ่งก็ดูเหมาะสมดีอยู่ อย่างไรก็ตามดีลนี้ไม่ง่ายอย่างที่คิด ส่วนหนึ่งมาจากความซับซ้อนเรื่องสัญญาของนักเตะ ซึ่งกลายเป็นปมใหญ่ทำให้การย้ายยากแบบทวีคูณ พวกนักข่าวไปได้ข้อมูลมาว่า ช่วงโควิดระบาดหนัก บาร์ซ่ามีการปรับปรุงสัญญาของ เฟร็งกี้ ใหม่ในปี 2020 โดยจะขอลดค่าจ้างใน 2 ปีแรก แล้วจะทบเพิ่มให้ในฤดูกาล 2022/23 เป็นต้นไป จากนั้นก็โหมให้เงินกลายเป็นเรื่องใหญ่สุด เพราะกองกลางดัตช์เองก็ร้องขอเงินที่ถูกหักไปก่อนหน้า 2 ปี แม้ว่าจะย้ายไปทีมอื่นแล้ว ก็ควรจะมีการจ่ายย้อนหลังอย่างเป็นธรรม แต่หลังฤดูกาลปิดฉากไม่นาน เฟร็งกี้ ต้องไปรับใช้ทีมชาติฮอลแลนด์ต่อเลยในศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก เมื่อนักข่าวถามเรื่องย้ายทีมหรือเปล่า ก็ได้รับคำตอบว่า รู้สึกดีที่สโมสรอื่นให้ความสนใจ แต่ยังต้องการอยู่บาร์ซ่าต่อ ไม่นาน โจน ลาปอร์ต้า ประธานเจ้าบุญทุ่ม ก็ออกมาย้ำอีกดอกบอกนักเตะไม่ได้มีไว้ขาย แผนของสโมสรคือต้องการเก็บเอาไว้ ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงแน่ พอบิ๊กบอสออกมาอธิบายไว้แบบนี้ แฟนบอลส่วนมากไม่ค่อยเชื่อหรอก ยังไงก็ได้ย้ายแน่ๆ น่าจะมาจากการต่อรองบางอย่างอยู่ ทำให้คุยกันไม่ลงตัวมากกว่า ในขณะเดียวกันข้อมูลของนักข่าวบางคน ยังระบุเพิ่มว่า เทนฮาก โทรคุยกับอดีตลูกทีมหลายครั้ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอก เมื่ออยากได้ตัว ก็ต้องเกลี้ยกล่อมโน้มน้าวเป็นธรรมดา อีกด้านก็มีรายงานว่า ความจริงแล้วสองคนนี้ไม่ได้ผูกพันกันสักเท่าไร เฟร็งกี้ เองก็ไม่ถึงขั้นสนิทแน่นแฟ้นกับอดีตเจ้านายด้วย จึงไม่กระตือรือร้นที่จะย้ายทีม เพียงแต่ประเด็นเรื่องเงินยังเป็นที่พูดถึงกันเยอะ โดยที่ตัวนักเตะแทบไม่ได้ปริปากอะไรที่จะเป็นสัญญาณ เช่นเดียวกับ เทนฮาก ก็นิ่งเงียบไม่พูดเลย เพราะถือว่าเสียมารยาทพาดพิงผู้เล่นทีมอื่น สื่อไม่น้อยโหมอีกว่า บาร์ซ่าต้องการโยนภาระเงินโบนัสที่ค้างมาให้แมนฯยูไนเต็ดจ่ายให้แทน รวมถึงค่าจ้างซึ่งถูกหักไป 2 ปี ก็น่าจะเรียกร้องกับต้นสังกัดใหม่เอาเองเลย แต่ที่น่าสนใจคือ ลาปอร์ต้า ก็ยังยืนกระต่ายขาเดียวคือไม่ขายอย่างเด็ดขาด แตกต่างจากสิ่งที่สื่อนำเสนอ หากเก็บเอาไว้จะลำบากแน่ คงยากจะควบคุมการเงินให้เป็นไปตามกำหนดเอาไว้ เสี่ยงต่อการละเมิดกฎอีก ถึงตรงนั้นก็ไม่ค่อยมีใครอยากเชื่อ ลาปอร์ต้า สักเท่าไร เพราะบาร์ซ่าใช้เงินไปเยอะในตลาดซัมเมอร์ ไหนจะวางแผนกระชาก แบร์นาร์โด้ ซิลวา มาจากแมนฯซิตี้ด้วย ยังไงก็ต้องบีบให้ขายในท้ายที่สุด อย่างไรก็ตามการแก้ปัญหาด้วยการใช้คันโยกหรือมาตราฉุกเฉิน ดึงเงินในอนาคตออกมาใช้ก่อน ทั้งขายหุ้นบาร์ซ่าสตูดิโอและฝานแบ่งลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด ล้วนแต่ประคับประคองสถานการณ์ได้น่าพอใจ แล้วไม่ใช่แมนฯยูไนเต็ดยังคงพัวพัน เชลซีก็สอดมือเข้ามาเกี่ยวข้อง ท่ามกลางกระแสข่าวยินดีจ่ายค่าตัวสูงกว่า หวังจะปาดหน้าไปครอง ท็อดด์ โบห์ลี่ หัวเรือใหญ่กลุ่มทุนใหม่ที่เข้ามาเทคโอเวอร์ แสดงความสนใจอยากได้ เฟร็งกี้ การแข่งขันในตลาดเลยเข้มข้นยิ่งขึ้น ความมั่นใจของแฟนแมนฯยูไนเต็ดเริ่มลดลงตามลำดับ บางคนเปลี่ยนเป็นชักรำคาญ พร้อมเชื่อว่า เทนฮาก ต้องการดึง เฟร็งกี้ มาเป็นสารตั้งต้นก่อนตามแผนที่วางไว้ แล้วค่อยปิดดีลผู้เล่นคนที่เหลือ ช่วงปรีซีซั่นของบาร์เซโลน่าเดินทางไปอุ่นแข้งที่สหรัฐฯ เฟร็งกี้ มีชื่อไปด้วย แต่มีบางเกมอย่างนัดเจอเรอัล มาดริด ถูกจับไปยืนเซ็นเตอร์แบ็ก นั่นเลยทำให้สื่อโยงต่ออีกว่า เป็นแผนบีบให้ย้าย ในมุมของ ชาบี เอร์นานเดซ ตัวเทรนเนอร์อาจไม่ได้คิดอะไรเลย แต่อยากจะทดสอบบางอย่าง เพราะตรงกลางมันแน่นแล้ว ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร มองแง่บวกนี่เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า นักเตะมีความสามารถรอบด้าน เล่นได้หลากหลายตำแหน่ง น่าจะมีประโยชน์ เฟร็งกี้ เองก็ไม่ได้หวั่นไหวตามไปด้วย ความปรารถนาอยู่ต่อยังเหมือนเดิมไม่แปรเปลี่ยน แม้จะมีเสียงขับไล่ด้วยความไม่พอใจจากแฟนบอลบางคน เพราะกลัวว่าสโมสรจะลำบากในการลงทะเบียนผู้เล่นคนอื่นก็ตาม เข้าสู่ 2 สัปดาห์สุดท้ายก่อนเดดไลน์ตลาดซื้อขายมาถึง แมนฯยูไนเต็ดตกเป็นข่าวดึง กาเซมีโร่ และน่าเหลือเชื่อที่ว่าใช้เวลาเพียง 4 วันในการปิดจ็อบ ยอมจ่าย 70 ล้านปอนด์หรือตกเกือบ 85 ล้านยูโร มันทำให้หลายคนคิดไปว่า เอางบที่เตรียมไว้จ่ายค่าตัว เฟร็งกี้ มาใช้ในการนี้ เหมือนยอมแพ้แล้ว ไม่คิดตามตื๊ออีกต่อไป ทุกอย่างมาชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อ 3 วันก่อน ช่วงเก็บตัวกับทีมชาติฮอลแลนด์ เฟร็งกี้ เปิดใจอย่างชัดเจนเลยว่า ตัดสินอนาคตตั้งแต่เดือนพฤษภาคมแล้ว จะอยู่บาร์ซ่าไม่ย้ายไปไหนแน่นอน พร้อมทั้งอธิบายเพิ่มความชัดเจนอีกว่า ทุกคนก็เห็นอยู่แล้ว เขาไม่ได้ดิ้นรนหรือแสดงอาการอะไรเลย ยังคงสงบนิ่งไม่ไหวติงกับข่าวสารพัดที่โถมเข้ามา เพราะรู้จุดยืนของตัวเองดี แม้ความคิดเห็นบางอย่างจะไม่ตรงกับบาร์เซโลน่า แต่บางเรื่องก็ใช่ว่าจะนำมาพูดในที่สาธารณะได้ ว่ากันแบบแฟร์ๆ เฟร็งกี้ เป็นอย่างนั้นเลย ไม่เคยมีท่าทีต้องการย้ายมาพรีเมียร์ลีก ไม่ว่าจะเป็นแมนฯยูไนเต็ดหรือเชลซี อีกทั้ง ลาปอร์ต้า ก็ประกาศโต้งๆ แต่กลับไม่มีใครเชื่อสักเท่าไร สำหรับเขาทุกอย่างจบแล้วตั้งแต่เดือนพฤษภาคม แต่สื่อต่างหากที่ยังไม่จบเองละเลงกันสนุกสุดเหวี่ยง มันอาจเป็นไปได้ที่ เทนฮาก ไม่ยอมถอยง่ายๆ ทำทุกวิถีทางเพื่อดึงลูกทีมเก่า แต่ว่ากันตามตรง คนเราคุยกัน 2-3 รอบ หากยืนยันมั่นเหมาะไม่เปลี่ยนแปลง มันก็ไม่น่าจะต้องตอแยอีกแล้ว มีข่าวเกิดขึ้นแทบทุกวันในช่วงตลาดซัมเมอร์เปิดทำการกว่า 3 เดือน แต่สุดท้ายจบลงแบบว่างเปล่าเลยจริงๆ --------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ซื้อแบบเลือดนักสู้ ]

ช่วงทศวรรษ 90 แมนฯยูไนเต็ดคือทีมที่มีปัญหาเรื่องวินัยอย่างมาก เพราะนักเตะเจอใบเหลืองกันเป็นว่าเล่น จนสโมสรต้องโดนสมาคมฟุตบอลอังกฤษปรับเงินไม่ใช่น้อย อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผู้จัดการทีม ซึ่งเวลานั้นยังไม่มีบรรดาศักดิ์ท่านเซอร์ กลัดกลุ้มเหมือนกัน ต้องเรียกลูกทีมแต่ละคนมาตักเตือนให้เพลาความดุดันลงหน่อย รวมทั้งจำเป็นต้องยึดกฎ ใครโดนใบเหลืองต้องเจอปรับเช่นกัน ยิ่งในช่วงฤดูกาล 1993/94 ซึ่งรวมพลขาโหดอย่าง ไบรอัน ร็อบสัน , เอริก คันโตน่า , พอล อินซ์ , มาร์ค ฮิวจ์ส , สตีฟ บรู๊ซ , ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล และ รอย คีน ด้วยแล้ว ลองนึกภาพเอาแล้วกันว่าบันเทิงขนาดไหน ในอีกด้าน เฟอร์กี้ ก็รู้สึกพอใจเช่นกัน ลูกทีมล้วนแต่กล้าหาญ ไม่เคยเกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม พร้อมจะปกป้องช่วยเหลือกัน รักษาศักดิ์ศรีความเป็นสโมสรแห่งนี้ ตราที่หน้าอกข้างซ้ายคอยย้ำเตือนเสมอ ไม่มีใครอยากเผชิญหน้ากับแมนฯยูไนเต็ดสักเท่าไรหรอก บอลสไตล์ถึงลูกถึงคน พร้อมชนทุกสถานการณ์ ยากที่จะต่อกรด้วย ผลประโยชน์อีกทางคือ ผู้เล่นเหล่านี้ยังเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับพวกเด็กๆจากทีมเยาวชน ซึ่งกำลังเติบโตขึ้นมา ได้เห็นเป็นแรงบันดาลใจ ซึมซับรับเอาไปใช้ได้อย่างดีด้วย สมัย เอริก คันโตน่า ย้ายมาใหม่ๆ มักจะใช้เวลาซ้อมเพิ่มเป็นการส่วนตัวบ่อยหน โดยเขาจะใช้บริการพวกแข้งดาวรุ่งมาเป็นลูกมือ ไม่ว่าจะเป็น เดวิด เบ็คแฮม , พอล สโคลส์ หรือ นิคกี้ บัตต์ เด็กๆต่างยินดีไม่มีอิดออด การได้ใกล้ชิดนักเตะเก่งของทีมชุดใหญ่ ไม่ได้มีโอกาสมากนัก จึงใช้ช่วงเวลาอย่างนี้แหล่ะ สำหรับการเรียนรู้ไว้ต่อยอดในอนาคต ภายหลังเรายังได้ยิน เฟอร์กี้ เล่าอีกว่าเมื่อ เบ็คแฮม ได้ขึ้นสู่ทีมซีเนียร์สำเร็จ ก็ขยันซ้อมหนักมากๆ โดยเฉพาะการยิงฟรีคิกคนเดียว จนบางครั้งต้องตะโกนไล่ให้กลับบ้านซะ คาแรคเตอร์เช่นนี้มันอาจไม่ได้สืบทอดกันทางสายเลือด เหมือนพ่อลูกหรือคนในครอบครัวเดียวกันก็จริง แต่การที่ได้สัมผัสจากประสบการณ์ตรง ก็มีส่วนผลักดันเช่นเดียวกัน เมื่อคุณเห็นรุ่นพี่ประสบความสำเร็จ ย่อมต้องการเดินตามรอย ฉะนั้นก็ต้องปฏิบัติตัวตาม เป็นทฤษฎีง่ายๆ แต่ต้องแลกกับการเสียสละเพื่อทำงานอย่างหนัก เฟอร์กี้ เล่าว่า เบ็คแฮม สูญเสียช่วงชีวิตวัยรุ่น ซึ่งควรจะได้สนุกสนานกับเพื่อนฝูงไปไม่น้อยเลย ในขณะที่ทุกคนเที่ยวเตร่หรือทำกิจกรรมต่างๆ ตัวเองได้แต่มอง แล้วมุมานะกับการฝึกซ้อมอย่างบ้าคลั่งต่อไป ทว่าทุกอย่างจะถูกชี้วัดกันในอนาคต เมล็ดพันธุ์แห่งความพากเพียรที่ เบ็คแฮม หว่านโปรยลงไป ผลิดอกออกผลคุ้มค่ามาก ต่อยอดมากระทั่งปัจจุบันอย่างที่เห็นกันนั่นแหล่ะ พอเราตัดภาพมายังปัจจุบัน แมนฯยูไนเต็ดเริ่มมีผู้เล่นคาแรคเตอร์นักสู้บู๊แหลกยิ่งขึ้น การมาของสมาชิกใหม่อย่าง ลิซานโดร มาร์ตีเนซ , ไทริลล์ มาลาเซีย หรือ กาเซมีโร่ ช่วยปลุกกระตุ้นได้อย่างดี มาร์ตีเนซ มีสมญาว่า The Butcher บอกความหมายแล้วว่าคือจอมโหด ด้วยเอกลักษณ์เล่นหนักแน่นดุดัน เข้าบอลไม่มียั้ง อีกทั้งไม่มีกลัวอะไรทั้งสิ้น ว่ากันตามแมนฯยูไนเต็ดไม่มีผู้เล่นประเภทนี้มานานมากแล้ว ส่วนมากจะออกไปทางนิ่งเงียบ เรียกภาษาบ้านๆก็คือติ๋มเกิน ไม่ค่อยเหมาะกับโลกฟุตบอลที่โหดร้ายเท่าไรนัก มาลาเซีย เป็นอีกคนที่แสดงคุณสมบัติดังกล่าวให้เห็น ต่อให้เพิ่งย้ายมา แถมตัวเล็กกะทัดรัด ประสบการณ์เวทีสูงก็แทบไม่มี แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้ฉุดให้เกิดความหวั่นเกรงเลย แบ็กซ้ายชาวดัตช์เคยเล่าว่า เขามองเป็นความท้าทาย ทำอย่างไรก็ได้ต้องฝ่าไปให้สำเร็จ ด้วยพลังมุ่งมั่นศรัทธา ถือเป็นทัศนคติยอดเยี่ยมเลย สาวกปีศาจแดงต่างประทับใจ เมื่อเห็นเด็กหนุ่มคนนี้ ตะโกนสั่งหรือเตือนเพื่อนร่วมทีม แสดงท่าทีสะใจสุดๆหากทำผลงานได้ตามเป้า บ่งบอกถึงแพสชั่นจัดเต็ม เอริก เทนฮาก ปลาบปลื้ม มาลาเซีย ตั้งแต่เล่นอยู่ในลีกฮอลแลนด์แล้ว แม้จะไม่ได้ร่วมงานกัน อยู่คนละทีม ยามที่อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัมเจอเฟเยนูร์ด จึงได้เห็นแบบเต็มตา กุนซือดัตช์เคยหลุดปากพูดกับสต๊าฟฟ์ของตัวเองที่ข้างสนาม ว่าเด็กคนนี้เป็นแบ็กซ้ายที่สุดไปเลย วิ่งพล่านขึ้นลงตลอดเวลา เหมือนในตัวมีพลังงานเหลือเฟือ แล้วยังสู้ทุกจังหวะอีก พอสบโอกาสก็เลยคว้ามาร่วมทีม เป็นการปาดหน้าโอลิมปิก ลียงอย่างระทึก เพราะตอนนั้นนักเตะโอเคกับทีมดังแห่งลีกเอิงไปแล้ว แต่พอได้รับข้อเสนอจากแมนฯยูไนเต็ด รีบเปลี่ยนใจโดยไม่ลังเลเลย ในขณะที่ กาเซมีโร่ ไม่ต้องพูดอะไรเยอะแล้ว ฝากผลงานไว้ร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ ในบทบาทกองกลางเชิงรับที่ครบกระบวนเพลงคนหนึ่งของยุคปัจจุบัน หากต้องถึงเวลางัดลูกหนักมาเล่นจริง ก็จะไม่ออมมือเป็นอันขาด เพียงแต่ตอนนี้เวลาในเกมยังน้อยไปหน่อย เชื่อว่าอีกไม่นานคงได้เห็นมากกว่านี้แน่ ด้าน คริสเตียน เอริกเซ่น ไม่ใช่แนวดุดัน โหดเหี้ยมหักกระดูก แต่มุ่งมั่นทุ่มเท ทำมากกว่าพูด พร้อมเสียสละทุกอย่างขอให้ทีมชนะ รวมถึงมีออร่าความเป็นผู้นำเปล่งประกาย เมื่อคุณได้เล่นกับนักเตะประเภทนี้ จะช่วยปลุกเร้าให้ฮึกเหิมตามไปด้วย เอริกเซ่น จึงเป็นแบบอย่างที่ดีเลยทีเดียว อันโตนี่ ก็อยู่ในข่ายด้วย เราเคยได้เห็นคลิปที่เขาปะทะ ดาร์วิน นูนเญซ เมื่อซีซั่นที่แล้ว ในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอาแจ็กซ์เจอเบนฟิก้า ชนิดที่ว่าไม่หวาดหวั่นเลย แม้ตัวจะเล็กกว่าก็ตาม เฟอร์กี้ เคยเล่าถึงเคล็ดลับเลือกซื้อผู้เล่นว่า การศึกษาจากปูมหลังก็สำคัญด้วย นักเตะที่เติบโตด้วยพื้นฐานความยากลำบาก มักปราศจากความกลัว ต้องการต่อสู้เพื่อจะเป็นผู้ชนะเท่านั้น ดังนั้น 5 ผู้เล่นใหม่ของแมนฯยูไนเต็ดในตลาดซัมเมอร์ โดยยังไม่นับ มาร์ติน ดูบราฟก้า ผู้รักษาประตูที่ยืมมาจากนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ล้วนมีคาแรคเตอร์ของความไม่ยอมแพ้ทั้งสิ้น นี่อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยยกระดับให้ทีมอย่างรวดเร็ว หลังจากออกสตาร์ตได้ย่ำแย่ จนไม่มีใครคาดคิดจะฟื้นได้เร็วอย่างน่าทึ่ง ขณะเดียวกันก็ช่วยสร้างบรรยากาศในทีมให้มีความฮึกเหิม ไม่ใช่เล่นกันแบบเฉื่อยเนือย ออกลูกเห็นแก่ตัว เวลาพลาดมองหน้ากันเลิกลั่ก ทั้งที่ไม่ได้สำนึกเลยว่า แต่ละคนรับเงินค่าจ้างเท่าไร ถ้าลงไปแล้วบอกกับตัวเองว่า ยอมรับความพ่ายแพ้ได้ ก็อย่าลงไปเล่นเลยจะดีกว่า ------------------ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #สู้ต่อหรือขอย้ายหนี ? ]

ในขณะที่แนวรับยุคปรับปรุงใหม่ของแมนฯยูไนเต็ด ได้รับเสียงชื่นชมล้นหลามว่าเหนียวแน่นแข็งแกร่ง ยากต่อการเจาะทะลวงเข้าไป สถานการณ์ของ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ก็ดูจะลำบากมากขึ้นตามลำดับ เพราะนั่นหมายความว่าที่ประจำของเขาจะไม่ได้อยู่ในสนามอีกแล้ว เปลี่ยนมาเป็นข้างสนามแทน 2 นัดแรกของฤดูกาล แม็กไกวร์ ได้ลงเป็นตัวจริง ผลลัพธ์ก็อย่างที่เห็นกันอยู่ เกมรับของทีมปั่นป่วนเป๋ไปเป๋มา ก่อนจะพ่ายเรียบวุธ แถมโดนทะลวงพรุนไปถึง 6 ประตูด้วยกัน หลังจากนั้นในเกมพรีเมียร์ลีก เขาไม่ได้ออกสตาร์ตเลย ปรากฏว่าทีมกวาดชัยเกลี้ยง และเสียเพียงแค่ 2 ประตูเท่านั้นเอง จากทั้งหมด 4 เกมด้วยกัน 4 เกมดังกล่าว แม็กไกวร์ ลงเล่นเพียงแค่ 10 นาทีเท่านั้น ถูกเปลี่ยนลงมาแทน ลิซานโดร มาร์ตีเนซ ซึ่งกล้ามเนื้อตึง ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงมากเกิน เพราะนำห่าง 3-1 อีก 3 เกมที่เหลือมีสถานะเป็นสำรองไม่ได้ใช้งานทั้งสิ้น เขามาได้เป็นตัวจริงในศึกยูฟ่า ยูโรปาลีกรอบแบ่งกลุ่มนัดแรก ต้อนรับการมาเยือนเรอัล โซเซียดาด แม้จะแทบไม่ได้ก่อความผิดพลาดหรือสร้างคอนเทนต์อย่างที่เคยชิน แต่ก็ไม่อาจช่วยให้ทีมรอดพ้นจากความพ่ายแพ้ พอนัดสองบุกเชริฟฟ์ที่มอลโดว่า ด้วยสถานการณ์บังคับต้องเอาชนะเก็บ 3 แต้มไว้อุ่นใจ แม็กไกวร์ ก็กลับไปอยู่บนม้านั่งข้างสนามอีกเช่นเคย เท่านี้ก็พอบอกได้แล้วว่า เลเวลความสำคัญในทีมลดลงฮวบเลย ทั้งที่เป็นกัปตันทีม ซึ่งความจริงควรลงอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่นั้นเขายังเป็นเจ้าของสถิติกองหลังค่าตัวแพงสุดในโลกอีกต่างหาก ตอนย้ายมาจากเลสเตอร์ ซิตี้เมื่อ 3 ปีก่อน 80 ล้านปอนด์ กัปตันทีมผู้เป็นกองหลังค่าตัวแพงสุดในดาวเคราะห์ดวงนี้ แต่กลับต้องหมดสภาพ กลายเป็นเพียงแค่อะไหล่ธรรมดา ใครต้องมาเจออย่างนี้มันก็น่าเห็นใจทั้งนั้น หลายครั้งที่กล้องจับภาพไปที่ข้างสนาม สีหน้าของ แม็กไกวร์ บ่งบอกได้เลยว่ากำลังรู้สึกอย่างไร แม้ในช่วงที่แมนฯยูไนเต็ดกำลังนำอยู่ก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือผลงานของเขาในฤดูกาลที่แล้ว มันน่าผิดหวังจริงๆ ไม่ต้องอุทธรณ์หรือมีข้อโต้แย้งใดๆเลย ต่างจากก่อนหน้านั้น ที่ยังพอเป็นหลักให้พึ่งพิงได้บ้าง โดยเฉพาะในฤดูกาลแรกที่ย้ายมา ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกครบ 38 นัด ครบทุกวินาที ไม่มีขาดเลยทีเดียว ทำลายสถิติของ แกรี่ พัลลิสเตอร์ ในซีซั่น 1994/95 อีกต่างหาก นอกจากนี้ยามรับใช้ทีมชาติผลงานก็โดดเด่นไม่เบาด้วย ไม่ต้องไปไหนไกลในศึกยูโร 2020 ซึ่งโยกมาหวดกันเมื่อกลางปีที่แล้ว มีส่วนผลักดันให้อังกฤษทะลุถึงนัดชิงไม่พอ แม็กไกวร์ ยังติดทีมยอดเยี่ยมของยูฟ่าด้วย ทำให้หลายคนเริ่มมองในด้านบวกมากยิ่งขึ้น หวังว่าจะเล่นได้อย่างนี้บ้าง เมื่อกลับมาสวมยูนิฟอร์มแมนฯยูไนเต็ด แต่ตามที่บอกไว้นั่นแหล่ะ ผลงานอันย่ำแย่จากซีซั่นก่อน คือตัวแปรสำคัญฉุดให้รูดลงเรื่อยๆ ความมั่นใจก็หดหาย ทำอะไรก็ดูผิดไปหมด จนแฟนบอลจับผิดมากขึ้น กระทั่งหลายหนเป็นเหมือนตัวตลกสร้างสีสันขำขันในโลกโซเชี่ยล มาร์ค อ็อกเด้น นักข่าวของ ESPN อ้างข้อมูลจากแหล่งข่าววงในว่า แม็กไกวร์ เหมือนถูกปล่อยให้อยู่โดดเดี่ยวตามลำพัง ในช่วงเวลาที่ควรได้รับกำลังใจหรือการสนับสนุน กลับไม่มีเพื่อนๆยืนเคียงข้าง แน่นอนว่าบรรยากาศในทีมอาจกระเตื้องขึ้น มีความสามัคคีกลมเกลียวเหนียวแน่นเป็นปึกแผ่น สะท้อนได้จากผลงานในสนาม แต่สำหรับ แม็กไกวร์ อาจไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไร ด้วยบุคลิกที่ค่อนข้างนิ่งเงียบ ไม่ค่อยพูดอยู่แล้ว นั่นยิ่งช่วยกดทับให้เขาเหมือนอยู่คนเดียวเข้าไปอีก อ็อกเด้น ยังระบุอีกว่า ก่อนหน้าไม่นาน แม็กไกวร์ เกิดขัดแข้งกับ ดาบิด เด เคอา จากปัญหาการสื่อสาร โดยเฉพาะเวลาร่วมงานกัน เรามักจะเห็นได้บ่อยๆจากเหตุการณ์ผิดพลาด แล้วหันมามองหน้ากันเลิกลั่ก แต่ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากเขาไม่ค่อยพูด ทั้งที่ควรกระตุ้นเพื่อนๆให้กระตือรือร้นหรือฮึกเหิม กลับนิ่งเงียบซะเป็นส่วนใหญ่ ภาษากายเองก็แย่มาก เวลาเสียประตูก็แทบไม่ปริปากอะไรเลย ไร้คุณสมบัติความเป็นผู้นำในบทบาทนี้อย่างแท้จริง ประเด็นนี้มีการพูดถึงกันบ่อยมาก แต่มันช่วยไม่ได้เลย โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ดูจะไว้ใจ แม็กไกวร์ มากเกินไป แต่งตั้งเป็นกัปตันทีมตั้งแต่ย้ายมาได้แค่ครึ่งปี ว่ากันตามตรงไม่เหมาะสมเลยอย่างยิ่ง แน่นอนคนที่ได้รับมอบเป็นผู้นำทีมของแมนฯยูไนเต็ด ต่างก็ย่อมปลาบปลื้มกันทั้งนั้น สืบทอดความยิ่งใหญ่ต่อจาก ไบรอัน ร็อบสัน , เอริก คันโตน่า , รอย คีน หรือ เวย์น รูนี่ย์ แต่ในอีกทางมันก็เหมือนโยนความกดดันไปให้ แม็กไกวร์ แบกไว้บนสองบ่าด้วย นานวันเข้าก็หนักเกินกว่าจะรับมือไหว ประเมินจากเวลานี้ เหลือบไปดูแนวรับแมนฯยูไนเต็ดที่ผ่านการผ่าตัดแปลงโฉมครั้งใหญ่ มันยากมากเลยที่ แม็กไกวร์ จะเบียดตัวเองกลับมายืนจุดที่คุ้นเคยได้ ราฟาแอล วาราน โชว์ให้เห็นความเป็นเวิลด์คลาสและแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด สามารถบัญชาการแบ็กโฟร์ เคยตะโกนสั่งการจัดระเบียบไม่ให้เกิดความผิดพลาดง่ายๆ เหมาะสมเหลือเกินจะมีพาร์ทเนอร์เป็น มาร์ตีเนซ ซึ่งมีไสตล์ที่ดุดัน เข้าบอลหนักแน่น ชิงจังหวะเล่นเก่ง พร้อมชนให้ก่อน หากเขาจะแย่งตำแหน่งก็ต้องเป็นกับ วาราน นั่นแหล่ะ แต่จากสองเกมแรกที่ประสานกับ มาร์ตีเนซ เห็นชัดเลยว่าไม่ค่อยเวิร์คสักเท่าไร นอกจากไม่สามารถจัดแนวรับให้ยืนกันแน่นหนา กระชับรัดกุม ตัวเขาเองก็เชื่องช้าด้วย เวลาดันขึ้นสูงเมื่อเล่นเกมรุกแล้วลงมาไม่ทันเสมอ เมื่อคุณเป็นกัปตันที่ต้องปักก้นบนม้าสำรองส่วนใหญ่ หากเป็นอย่างนี้ไม่นาน ปลอกแขนจะต้องกระเด็นไปอยู่ที่คนอื่นแน่นอน ในขณะเดียวกันถ้าคิดว่ามันยากที่จะแย่งตำแหน่งกลับมา ก็ควรหาทางแก้ไข จะเปิดอกคุยกับ เอริก เทนฮาก ให้ชัดเจนกันเลยว่าจะเอาอย่างไรดี ด้วยวัย 29 ปี พอถึงมีนาคมปีหน้าจะครบ 30 ต้องยอมรับว่าเวลาของ แม็กไกวร์ เหลือไม่เยอะนัก จะมัวมานั่งรอโอกาสอย่างแห้งแล้งไม่ได้หรอก ดังนั้นการย้ายทีมน่าจะเป็นทางออกดีสุด อย่างน้อยเป็นการถอยหลังเพื่อกลับไปเรียกความเชื่อมั่นในเบื้องต้น แล้วค่อยเค้นฟอร์มกลับมา อย่างน้อยการที่ยังได้รับความไว้วางใจจาก แกเร็ธ เซาธ์เกต ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษก็ยังพอช่วยรักษาเครดิตได้บ้าง หรือจะยืนหยัดต่อสู้กู้ตำแหน่งตัวเอง พร้อมเรียกศรัทธาคืน ซึ่งดูแล้วมันยากมากๆเลยทีเดียว อีกไม่นานจะได้เห็นคำตอบกันว่า เขาจะเลือกแบบไหน? ------------------ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #นี่ไม่ใช่ค้อนปอนด์เดิม ]

ไม่ใช่เรื่องเกินเลยไปนัก หากเราจะบอกว่าเวสต์แฮม ยูไนเต็ดคือทีมที่สร้างสีสัน พร้อมทำผลงานน่าเซอร์ไพรส์ในฤดูกาลที่ผ่านมา พวกเขาจบอันดับ 7 บนตารางพรีเมียร์ลีกอย่างน่าประทับใจ ช่วงเวลายอดเยี่ยมคือ 4 กันยายน 2021 เฆี่ยนเชลซีอย่างสุดระทึกในเกมลีก ก่อนพาตัวเองก้าวไปสู่ที่ 4 เหนือกว่ากลุ่มบิ๊กซิกซ์อย่างอาร์เซน่อล , ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์และแมนฯยูไนเต็ด ทีมของ เดวิด มอยส์ โชว์ให้เห็นถึงสปิริตเลือดนักสู้ ตราบเท่าที่เวลายังไม่หมด เสียงนกหวีดสุดท้ายยังไม่ดัง จะก้มหน้าก้มตาลุยอย่างหนัก จนกลายเป็นหนึ่งในคาแรคเตอร์น่าสนใจ ในถ้วยคาราบาวคัพก็ยังสร้างชื่อด้วยการล้มทั้งแมนฯยูไนเต็ดและแมนฯซิตี้ แต่น่าเสียดายที่โดนสเปอร์สหยุดไว้แค่รอบควอเตอร์ไฟนั่ล หากไม่โชคร้ายจับชนทีมใหญ่ตลอด น่าจะไปได้ไกลกว่านี้อีก ขณะเดียวกันยูฟ่า ยูโรปาลีกก็กรุยทางผ่านไปถึงด่านตัดเชือก ใกล้เต็มที่จะผ่านเข้าชิงแล้ว ก่อนเสียท่าให้ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ตซึ่งเข้าวินฟาดแชมป์ ชนิดที่ว่าต่อกรได้สนุกสุดมันเลย ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกหากว่าฤดูกาล 2022/23 บรรดาแฮมเมอร์สมากมาย จะกล้ามองไกลถึงความท้าทายในลีก โดยเฉพาะเป้าหมายท็อปโฟร์ ไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้ออีกต่อไปแล้ว ขุมกำลังขุนค้อนแข็งแกร่งเป็นทุนเดิม สามารถรักษากล่องดวงใจไข่ในหินทั้ง ดีแคลน ไรซ์ , จาร็อด โบเว่น และ โธมัส ซูเช็ค เอาไว้ได้ แม้จะโดนทีมใหญ่มาก่อกวนก็ตาม อีกด้านบอร์ดบริหารขุนค้อนทุบคลังร่วม 180 ล้านปอนด์ คว้าผู้เล่นตามที่ มอยส์ ต้องการมาเสริมให้แน่นยิ่งขึ้นกว่าเก่าอีก นาเยฟ อเกิร์ด มาจากแรนส์ 30 ล้านปอนด์ , อัลฟองส์ อเรโอล่า จากปารีส แซงต์ แชร์กแมง 10 ล้านปอนด์ , ไฟล์น ดอว์นส์ จากสวอนซี ซิตี้ 13 ล้านปอนด์ , จานลูก้า สกามัคก้า จากซัสวูโอโล่ 35 ล้านปอนด์ มักซ์เวลล์ กอร์เน่ต์ จากเบิร์นลี่ย์ 18 ล้านปอนด์ , ธีโล เคห์เลอร์ จากปารีส แซงต์ แชร์กแมง 10 ล้านปอนด์ , เอแมร์ซอน พัลเมยรี่ 13 ล้านปอนด์ และ ลูคัส ปาเกต้า ตบท้ายอย่างสวยงาม 50 ล้านปอนด์ เมื่อรวมกับของเก่าที่เหลืออยู่ มันก็ชัดเจนแล้วว่าแฟนเวสต์แฮมจะถูมือรอด้วยความตื่นเต้น มั่นใจว่าคราวนี้จะสร้างแรงกระเพื่อมหนักกว่าเมื่อซีซั่นก่อนซะอีก อย่างไรก็ตามสิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นจนได้ พวกเขาออกสตาร์ต 3 เกมแรกในพรีเมียร์ลีกด้วยความพ่ายแพ้เรียบวุธ แถมหนักกว่าคือยิงประตูคู่แข่งไม่ได้เลย กระทั่งนัดล่าสุดโดนเอฟเวอร์ตันเผาเครื่อง จึงอยู่แค่อันดับ 18 เท่านั้นก่อนลีกพักเบรกหลีกทางให้ทีมชาติโม่แข้งกันบ้าง ขุนค้อนเพิ่งชนะแค่เกมเดียวคือบุกชนะแอสตัน วิลล่า แต่แพ้ไปถึง 5 นัดด้วยกัน มีเพียงแค่ 4 คะแนนเท่านั้น ฟ้องอยู่แล้วว่าย่ำแย่แค่ไหน หลังจบเกมดวลทอฟฟี่สีน้ำเงินทีมเก่า มอยส์ ยอมรับอย่างลูกผู้ชายเลยว่า ถ้าลูกทีมเล่นกันได้แค่นี้ ก็ไม่สมควรอย่างยิ่งจะมีอะไรติดมือกับลอนดอน ครึ่งแรกเป็นช่วงเวลาที่น่าผิดหวังมากๆ แม้ครึ่งหลังจะยกระดับขึ้นมา แต่ก็ยังไม่ดีพอที่จะได้สักคะแนน ฟุตบอลไม่ได้ชี้ขาดกันแค่ 45 นาทีหลัง แม้จะบ่นเรื่องโปรแกรมที่ไม่ค่อยเป็นใจสักเท่าไร ต้องทำศึกยูฟ่า ยูโรปา คอนเฟอเรนซ์สลับไปด้วย แต่เมื่อพิจารณาให้ดี ก็ไม่กระทบสักเท่าไรหรอก อีกทั้งเขาน่าจะเตรียมพร้อมตั้งแต่คิวเตะออกมาสักพักแล้ว นอกจากนี้ก็ยังโบ้ยว่าผู้เล่นหลายคนนัดกันฟอร์มตกอย่างใจหาย ไม่เปรี้ยงเหมือนอย่างที่ฝากผลงานเอาไว้ เพราะเท่าที่ผ่านมา มอยส์ ยังยึดแข้งเดิมๆ เป็นแกนหลักให้ทีมอยู่ เพราะไม่อยากปรับเปลี่ยนเยอะในเมื่อมันดีอยู่แล้วซึ่งก็เป็นเรื่องถูกต้อง แต่พอถึงเวลาไม่ค่อยเวิร์คจริง มันก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลง แฟนๆจึงร้องถามว่าในเมื่อซื้อผู้เล่นใหม่มากมายเกือบ 10 คน ล้วนแต่มีดีกรีทั้งสิ้น ทำไมกลับส่งลงเล่นน้อยเกินไปล่ะ อย่างนัดล่าสุดที่กูดิสัน พาร์ค ไม่ว่าจะเป็น สกามัคก้า , กอร์เนต์ , เอแมร์ซอน และ ดอว์นส์ ต่างก็เริ่มต้นบนม้าสำรองทั้งสิ้น ทั้งที่ควรจะให้โอกาสกันบ้าง สกามัคก้า กับ กอร์เน่ต์ ได้เป็นตัวจริงในเกมยุโรปเชือดซิลเคบอร์กเมื่อวันพฤหัสบดี โดยช่วยกันทำเกมรุกได้อย่างน่าพอใจไม่น้อย ตอนย้ายมา สกามัคก้า มีค่าตัวถึง 35.5 ล้านปอนด์ ซัลโวในยูโรปา คอนเฟอเรนซ์ไปแล้ว 3 ประตูด้วยกัน แต่ในพรีเมียร์ลีกเพิ่งลงตัวจริงแค่นัดเดียวเอง ส่วน กอร์เน่ต์ ก็ไม่ธรรมดาเหมาไป 5 แอสซิสต์จาก 4 เกมถ้วยเล็กยุโรป แต่ยังไม่ได้ออกสตาร์ตในลีกเลย เป็นแค่สำรองทั้งหมด ในแนวรุก มอยส์ ยังคงไว้ใจทั้ง มิคาอิล อันโตนิโอ , จาร็อด โบเว่น และ ปาโบล ฟอร์นาล ประสานงานกันต่อไป แม้ทั้งหมดฟอร์มจะดร็อป ไกปืนจะฝืด ไม่เปรี้ยงอย่างซีซั่นก่อนก็ตาม กุนซือสก็อตติชส่ง กอร์เน่ต์ ลงมาแก้เกมในช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้าย ซึ่งก่อกวนแนวรับเอฟเวอร์ตัน รวมถึงสร้างโอกาสได้อย่างดี แต่น่าเสียดายมีเวลาน้อยเกินไป จนสาวกเริ่มตั้งคำถามว่า ควรจะให้โอกาสมากกว่านี้หรือยัง ขณะเดียวกัน ลูกัส ปาเกต้า เจ้าของค่าตัว 50 ล้านปอนด์ ที่ลงตัวจริงก็ทำผลงานน่าผิดหวัง ยังไม่ได้ปล่อยของให้รู้สึกว่า นี่คือกองกลางตัวรุกทีมชาติบราซิลในยุคปัจจุบันเลย เท่าที่เห็นในเวลานี้ เราอาจประเมินได้ว่าปัญหาของ มอยส์ มาจากยังไม่กล้าใช้แข้งใหม่อย่างที่ควร ทั้งที่น่าจะลองเปลี่ยนดูบ้าง เมื่อคุณมีชอยส์ที่น่าสนใจในมือ นอกจากนี้การผสมผสานระหว่างของเก่าที่มีอยู่ โดยที่แทบไม่มีใครย้ายออกเลย เพื่อให้ลงตัวกับสมาชิกป้ายแดงอีกหลายราย ก็ยังเป็นโจทย์หินสำหรับกุนซือรายนี้ด้วยเช่นเดียวกัน สิ่งสำคัญคือ มอยส์ ต้องเร่งมือหาผู้เล่นแกนหลักให้ได้ อย่างน้อยที่สุดก็ต้อง 8 คนมีไว้แน่ๆ ที่เหลือเอาแบบโรเตชั่น สลับสับเปลี่ยนกันแบบไม่กระทบ เพราะหากปล่อยไว้อย่างนี้ อาจเกิดสับสนได้ ปูมหลังการทำงานของเขาก็ฟ้องอยู่แล้ว บางครั้งตัดสินใจแย้งความรู้สึกผู้คนทั่วไปอีกต่างหาก สำหรับ มอยส์ การมีผู้เล่นคุณภาพดีในทีมหลายคน มันก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นประโยชน์เสมอไป ความกังวลและสับสนที่เกิดขึ้น ย่อมสะท้อนเรื่องนี้ได้ นั่นไม่นับ ไรซ์ , อันโตนิโอ หรือ โบเว่น ที่ล้วนนัดกันแผ่วอีก นาทีนี้จะหวังพึ่งใครก็ยังลำบาก หากผ่าน 10 นัดแรกแล้วอาการยังทรงๆทรุดๆ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า มอยส์ จะโดนแรงกดดันโถมใส่มากกว่าเดิม อุณหภูมิบนเก้าอี้ก็จะทวีขึ้น มีสิทธิ์โดนเชือดได้ทุกเมื่อ ฝันร้ายในอดีตที่เคยได้เผชิญมา โดยเฉพาะตอนคุมแมนฯยูไนเต็ด อาจตามหลอกหลอนอีกแล้วก็ได้ ------------------ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #สถานการณ์ไม่เคยเปลี่ยน ]

ทันทีที่แมนฯยูไนเต็ดแต่งตั้ง เอริก เทนฮาก เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ บรรดาสาวกทั้งหลายต่างเชื่อคล้ายกันว่า มีโอกาสสูงมากจะช่วยให้ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค กลับมาแจ้งเกิดอีกครั้ง เหตุผลมันก็ง่ายนิดเดียว เทนฮาก คืออดีตเจ้านายยุคเฟื่องฟูที่อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม เคยปลุกปั้นจนกลายเป็นหนึ่งในแข้งถูกจับตา เช่นเดียวกับ มัทไธจ์ส เดอลิกต์ และ เฟร็งกี้ เดอย็อง อย่างน้อยก็น่าจะมีวิธีการใช้งานให้เกิดประสิทธิภาพมากพอ ว่าไปแล้วย่อมรู้จัก ดอนนี่ ดีไม่น้อยไปกว่าใครเลย เรียกว่าสถานการณ์น่าจะเปลี่ยนไปจากเดิม ผู้จัดการทีมคนใหม่จึงกลายเป็นหนึ่งในต้นทุนสำคัญ เพิ่มโอกาสในการลงเล่นมากยิ่งขึ้น แต่ตัวเขาเองก็ให้สัมภาษณ์ไว้ช่วงปรีซีซั่นแล้วว่า หากคุณรู้จัก เทนฮาก จะเข้าในแนวทางการทำงานเลย ทุกอย่างจะถูกวัดกันที่ในสนามและการฝึกซ้อม ไม่เกี่ยวข้องกับสายสัมพันธ์อะไรทั้งสิ้น คล้ายว่าตัวเขาเองก็รู้จักบอสคนนี้ไม่น้อยไปกว่าใคร ฉะนั้นอย่าคิดว่าเป็นเด็กเก่าแล้วจะได้สิทธิพิเศษเหนือคนอื่น ประเด็นเส้นสายใกล้ชิดเจ้านายมาก่อนตัดทิ้งไปซะ ทุกอย่างยังคงขึ้นอยู่กับตัวเขาเองทั้งสิ้น เกมปรีซีซั่นที่เมืองไทยและออสเตรเลีย ดอนนี่ ได้ลงเล่นบ้าง แต่ก็เป็นสำรองซะมากกว่า ไม่ได้โชว์บทบาทถึงขั้นบอกว่าจะขึ้นสู่แกนหลักของทีมเลย ตรงกันข้ามกลายเป็นพวกดาวรุ่งอย่าง ซีดาน อิ๊กบาล และ ชาร์ลี ซาเวจ สองกองกลางสายเลือดใหม่ต่างหากที่ถูกโฟกัสมากกว่า สถานการณ์ดูยากลำบากเข้าไปอีก เมื่อฤดูกาลใหม่เปิดฉากขึ้น เขาได้ลงเล่นพรีเมียร์ลีก 3 นัดแรกก็จริง แต่ลุกมาจากม้าสำรองทั้งสิ้น ซ้ำร้ายกว่านั้นคือรวมกันแล้วแค่ 19 นาที แทบไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย จากนั้นเกมเยือนเซาธ์แฮมป์ตันกับเลสเตอร์ ก็เปลี่ยนสถานะเป็นตัวสำรองไม่ถูกใช้งาน ได้แต่นั่งหน้ามุ่ยอยู่ข้างสนาม ล่าสุดที่เปิดโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดยัดเยียดความปราชัยให้อาร์เซน่อล ไร้ชื่อในไลน์อัพ ไม่มีแม้กระทั่งสำรอง ก่อนจะรู้ว่าสภาพร่างกายมีปัญหา ไม่พร้อมสำหรับอยู่ในทีม เช่นเดียวกับเกมยูฟ่า ยูโรปาลีกทั้ง 2 นัดที่ปราศจากเงาร่างของ ดอนนี่ ทั้งที่นี่ควรเป็นเวที พอจะเปิดพื้นที่ให้ได้แสดงผลงานบ้าง ก็มาเจออาการบาดเจ็บคุกคามเข้าให้อีก เห็นชัดเจนว่าสถานการณ์ของเขาไม่ได้กระเตื้องขึ้นมาจากเดิมเลย ทั้งจำนวนนาทีที่ลงเล่น อาการบาดเจ็บตามรังควาน ผลงานที่ดร็อปลงอย่างน่าใจหาย ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าไม่เข้ากับระบบ ไม่ต้องนับสภาพจิตใจที่ยังไงก็ต้องทรุดตามด้วย ทุกอย่างประดังประเดถล่มมาแบบไร้ปราณี แฟนแมนฯยูไนเต็ดมากมายต่างเห็นใจ ดอนนี่ โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นสีหน้าแววตา ผ่านหน้าจอทีวีเวลาถ่ายทอดสด แล้วต้องนั่งอยู่ข้างสนาม โดยที่ไม่อาจล่วงรู้เลยว่าจะได้ลงเล่นเมื่อไร มันเกิดคำถามซ้ำซากว่า ตกลงดีลของเขานี่ เป็นเพราะ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา อยากได้เองหรือว่า เอ็ด วู้ดเวิร์ด เป็นโต้โผจัดการดึงมาให้ใช้งานกันแน่ หากเราย้อนไปดูช่วง ดอนนี่ ย้ายใหม่ๆในซัมเมอร์ 2022 มีข่าวว่า โซลชา โทรหาเพื่อเกลี้ยกล่อมด้วยตัวเองเลย ถ้านี่คือเรื่องจริงนั่นหมายถึงเขาเป็นที่ต้องการของเจ้านาย แต่พอต้องลงสนามจริงๆแล้ว ระบบหรือแท็คติกของทีมดูจะไม่เอื้อสักเท่าไร จากสูตร 4-3-3 ที่คุ้นเคยกับอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ก็ปรับมาเป็น 4-2-3-1 แล้วหาที่ลงลำบาก ช่วงดังกล่าว บรูโน่ แฟร์นันด์ส กำลังเข้าฝักสุดขีด เป็นศูนย์กลางในแนวรุก ทั้งครีเอทสร้างสรรค์และตะบันประตูเอง ไม่มีทางเลยที่จะเบียดแทรกมาเล่นตรงนี้ ส่วนจะไปวางไว้ตรงคู่กลางสองคน คุณสมบัติก็เป็นรอง เฟร็ด กับ สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ ในแง่แท็คติกของ โซลชา ที่อยากได้ประเภทวิ่งพล่านทำงานหนักและแข็งแรง หรือขยับไปเล่นรุกทางฝั่งซ้าย นั่นยิ่งยืนยันว่าไม่น่าเหมาะเลย ต้องใช้ความเร็วคล่องตัวแบบจัดๆ ในการเข้าโจมตี ลองดูแล้วไม่ได้ผลสักเท่าไร ดอนนี่ ก็เลยไม่รู้จะไปเล่นตรงไหน เพราะมันดูแล้วไม่ใช่ไปซะหมด เลยต้องปักหลักตัวสำรองมาตลอด เกมสำคัญอย่าหวังได้ออกสตาร์ตเลย จากนั้น โซลชา โดนเชือด ไมเคิ่ล คาร์ริค รักษาการณ์ ดอนนี่ ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกปะทะบียาร์เรอัล 66 นาที น่าจะเป็นสัญญาณดีขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ยังไม่ได้ช่วยอะไรทีมมากนัก ก่อนจะโดนเปลี่ยนออก แล้วพอพรีเมียร์ลีกอีก 2 นัดถัดมา ดวลเชลซีและอาร์เซน่อล ปรากฏว่าต้องกลับไปรอบนม้ายาวเหมือนอย่างเคย แล้วถูกส่งมาในนาทีที่ 89 ทั้งสองนัดเหมือนกันเป๊ะ เมื่อถึงเวลาของ ราล์ฟ รังนิก มารับงานสานต่อ ก็ยังเข้าอีหรอบเดิม เป็นตัวสำรองอดทนของแท้ นั่งหน้าหงอยรอคอยเวลาของตัวเองอย่างไม่อาจกำหนดอะไรได้ ยิ่งตอกย้ำว่าเขาไม่อยู่ในแผนเลย กระทั่งตลาดมกราคมถูกส่งให้เอฟเวอร์ตันยืมตัวชั่วคราว หวังว่าอะไรต่อมิอะไรจะดีขึ้นบ้าง ดอนนี่ ได้ประเดิมเป็นสำรองเล่นกับนิวคาสเซิ่ลครึ่งชั่วโมง แล้วรู้สึกได้ว่า แฟร้งค์ แลมพาร์ด ชื่นชอบพอสมควร จึงได้เล่นเป็นตัวจริงเรื่อยมา ทว่าโชคร้ายตามเคาะประตูบ้าน โดนอาการบาดเจ็บเล่นงาน จนแทบจะไม่ได้ลงสนามอีกเลย จนนัดสุดท้ายของฤดูกาล ซึ่งโดนอาร์เซน่อลปูพรมถล่มยับเยิน 5-1 ด้วยสภาพที่สะบักสะบอมเช่นนี้ การมาของ เทนฮาก น่าจะช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้น มองเห็นโอกาสชัดเจนขึ้น แต่พอตัดภาพกลับมาปัจจุบัน แนวโน้มไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น ฟาบริซิโอ โรมาโน่ นักข่าวคนดัง ไลฟ์ทางยูทูบพูดถึงสถานการณ์ของ ดอนนี่ ไว้ล่าสุดว่า เทนฮาก รู้ว่าลูกทีมต้องการเล่นและได้พูดคุยกันบ้างแล้ว รวมถึงวางไว้ในแผนของทีมซีซั่นนี้ แต่เมื่อดูภาพความจริง ขุมกำลังผู้เล่นในแดนกลางแกร่งมาก คริสเตียน เอริกเซ่น กับ กาเซมีโร่ จะเข้ามาชนิดที่ว่าไม่ใช่แบ่งโควต้า แต่แย่งเอาไปเลยเต็มๆ รวมถึงการคัมแบ็กอย่างน่าทึ่งของ แม็คโทมิเนย์ นั่นยังต้องไม่ลืมว่า เฟร็ด ก็ยังอยู่ น่าจะเป็นตัวถูกเลือกก่อน ส่วนข้างบนยังไงก็สู้ บรูโน่ ไม่ได้อยู่ดี ไหนจะมีพวกยังบลัดรอต่อคิวแจ้งเกิดอีก 2-3 คน มันจึงยากมากถึงยากสุดๆที่ ดอนนี่ จะได้ลงอย่างต่อเนื่อง ทางออกที่พอจะเป็นไปได้คือการย้ายทีมในช่วงมกราคม เพื่อหาเวลาลงสนามให้มากกว่าเดิม มองในแง่บวกคืออายุยังน้อย ล้มแล้วลุกเร็วสักหน่อยก็พอจะกลับมาได้เหมือนกัน 2 ปีที่ผ่านมาบอบช้ำมากพอแล้ว แต่ดูเหมือนว่าชะตากรรมจะเหยียบย่ำเอาให้หนำใจกันเลยทีเดียว ----------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #เต้นต่อไปอย่าได้แคร์ ]

กลายเป็นดราม่าร้อนแรงอย่างรวดเร็ว เกี่ยวกับเคสที่ วินิซิอุส จูเนียร์ โดนเหยียดผิว เล่าแบบรวบรัดก็คือ เมื่อวีกเอนด์ที่ผ่านมา เรอัล มาดริดทำศึกลาลีกากับมายอร์ก้า ก่อนถล่ม 4-1 เปโดร บราโว ประธานเอเจ้นท์ฟุตบอลสเปน ได้หลุดประโยคว่า "หยุดทำตัวเหมือนลิงได้แล้ว" จากเหตุการณ์ที่ วินิซิอุส ยิงประตูได้ แล้วออกมาเต้นฉลองตามสไตล์ บราโว มาออกรายการทีวีของ El Chiringuito สื่อดังซึ่งมีความใกล้ชิดกับมาดริดอยู่แล้ว เรื่องนี้เลยลุกลามบานปลายอย่างรวดเร็ว คำพูดดังกล่าวชัดเจนเลยว่าจงใจเหยียด แม้ทาง บราโว จะออกมาแก้ต่างว่า เจตนาของเขาไม่ใช่อย่างนั้น แค่อยากสื่ออย่าทำตัวไร้สาระเหมือนลิงเท่านั้นเอง ควรให้เกียรติฝั่งตรงข้ามด้วย แต่นั่นก็ไม่ช่วยอะไรให้ดีขึ้น มันยากที่จะให้น้ำหนักความเชื่อ แฟนบอลส่วนใหญ่โจมตีพฤติกรรมของ บราโว ว่าน่ารังเกียจอย่างมาก แล้วการเต้นในลักษณะนี้ น่าจะรู้ดีว่าเป็นสไตล์พวกนักเตะบราซิเลี่ยน คงไม่ได้เกี่ยวโยงกับการไม่เคารพผู้เล่นมายอร์ก้าหรอก เรื่องนี้เอง วินิซิอุส ก็คงอยู่เฉยไม่ได้ ต่อให้มีผู้คนมากมายพร้อมใจกันปกป้องเขา แต่อย่างน้อยที่สุดการปกป้องตัวเองก็สำคัญไม่แพ้กันเลย เขาจึงอัดคลิปแล้วเผยแพร่ให้ทุกคนได้รับรู้ เล่าถึงความรู้สึกว่าต้องการแสดงออกในลักษณะนั้นด้วยเหตุผลอะไร วินี่ เปิดฉากไว้ว่า บนร่างกายเขาได้สักข้อความ "ตราบเท่าที่ยังให้ความสำคัญเรื่องสีผิวมากกว่าประกายสดใสของดวงตา สงครามจะเกิดขึ้นเสมอ" แน่นอนว่าเขาอยากจะสะท้อนให้ได้เกิดสำนึกกัน เท่าที่ผ่านมาคนผิวดำมากมาย ถูกรังแกข่มเหงมาตั้งแต่อดีต ประเทศต่างในแอฟริกาและอเมริกาใต้ ต่างต้องสังเวยชีวิตผู้คนมากมาย จากสงครามที่เกิดขึ้นด้วยความแตกต่างของสีผิว ในฐานะนักฟุตบอลคนหนึ่ง ซึ่งมีอิทธิพลมากพอที่จะเป็นปากเสียงให้ วินิซิอุส ยินดีที่จะโดดลงไปรณรงค์ด้วย การฉลองด้วยท่าเต้นแปลกๆ ถูกนำมาใช้ในจังหวะที่เขายิงประตูได้ เพราะผู้คนมากมายกำลังจับจ้องอยู่ ไม่ว่าจะในสนามหรือทางหน้าจอทีวี ถ้าสิ่งนี้จะรบกวนความสุขของใครหลายคน มันก็คงน่าเศร้ามากๆ แต่สำหรับชาวบราซิเลี่ยนการแดนซ์คือหนึ่งในความสุขของพวกเขา เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและลมหายใจ รวมถึงเป็นการแสดงถึงวัฒนธรรมของชาวบราซิล นั่นแหล่ะคือประเด็นที่ทุกคนควรยอมรับ ตีความเจตนาให้ดี ไม่ใช่โยงกันไปแบบผิดๆ วินิซิอุส ยืนยันเสียงแข็ง ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เขาจะยังเต้นต่อไปในสนามฟุตบอล ไม่มีอะไรมาขัดขวางได้หรอก พอคลิปแพร่ออกไปมากขึ้นทางโซเชี่ยล ผู้คนส่วนใหญ่ต่างสนับสนุนอย่างเต็มที่ ให้กำลังใจแข้งมาดริด โดยเฉพาะกลุ่มคนผิวสีที่พร้อมยืนหยัดเคียงข้าง นอกจากนี้ วินี่ ยังระบายความในใจว่า เมื่อคุณมาจากบราซิลประเทศที่คนส่วนใหญ่ยากจนขัดสนแร้นแค้นอดมื้อกินมื้อ ขาดแคลนอาหาร ยากที่จะเข้าถึงการศึกษา ก็ควรจะถูกมองในแง่มุมปัญหาที่เกิดขึ้นด้วย เรื่องเหล่านี้เขาเห็นมาจนเคยชิน ตั้งแต่เติบโตจำความได้ มันกัดกินความรู้สึกตลอดเวลา กลายเป็นปมทางความรู้สึกของเด็กคนหนึ่ง กระทั่งกลายเป็นแข้งอาชีพ ยกระดับพัฒนาฝีเท้าจนมีชื่อเสียง รายได้งดงาม วินิซิอุส ไม่ลังเลที่จะยื่นมือมาช่วยเหลือมากมาย เขาลงทุนไปไม่น้อยเพื่อพัฒนาแอพลิเคชั่นเกี่ยวกับการเรียนหนังสือ ช่วยเหลือพวกเด็กอีกมากมายตามสลัมที่ด้อยโอกาส ซึ่งเรื่องนี้เขาแทบไม่เคยเล่าให้ใครฟัง รวมทั้งเดินเรื่องด้วยตัวเองทั้งสิ้น ขณะเดียวกันก็ควักเงินส่วนตัวสร้างโรงเรียน อย่างที่บอกไว้นั่นแหล่ะ วินิซิอุส รู้ดีว่าการศึกษาสำคัญแค่ไหน มันสามารถทำให้เด็กหลุดพ้นจากอาชญากรรม ยาเสพติด สังคมอันเสื่อมโทรมได้ เด็กรุ่นใหม่ควรได้รับสิ่งเหล่านี้ ความรู้อีกมากมายจะช่วยให้มองเห็นโลกมากยิ่งขึ้น รวมถึงการลุกขึ้นมาต่อสู้เรื่องการเหยียดผิวที่ยังคงอยู่ต่อไป น่ายกย่องความคิดของเขาที่เพิ่งอายุครบ 22 ปีเมื่อเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา แต่เพราะผ่านประสบการณ์มากเยอะ เจออุปสรรคมากมาย ทำให้เติบโตมาอย่างแข็งแกร่ง แข้งดังอย่าง เนย์มาร์ ก็ออกมาประกาศสนับสนุนเพื่อนรุ่นน้องทันที โพสต์ข้อความให้กำลังใจ เต้นต่อไปอย่าได้แคร์อะไรทั้งสิ้น "เลี้ยงบอล , เต้นรำและเป็นอย่างที่เราเป็น แล้วเดินไปให้สุด" -- นี่คือข้อความของ เนย์มาร์ ส่งผ่านมาให้ เปเล่ ตำนานรุ่นใหญ่ ก็ออกมาร่วมด้วยช่วยผลักดันแนวคิดของ วินิซิอุส ด้วยเหมือนกัน พร้อมยืนยันว่า ฟุตบอล , การเต้นรำ , ปาร์ตี้ สิ่งเหล่านี้คือความสุขของคนบราซิล ต่อให้การเหยียดผิวยังคงอยู่ ก็จะพร้อมเชิดหน้ายิ้มสู้อย่างไม่เกรงกลัว ริชาร์ลิซอน เป็นอีกคนที่ออกมาโอบอุ้มเพื่อนร่วมทีมชาติ แต่ดีกรีของเขาต้องหนักแน่นดุดันเหมือนในสนาม ตัวรุกท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์เล่าให้ฟังว่า ได้ส่งข้อความไปหา เปโดร บราโว ต่อว่าอย่างรุนแรงว่าเปรียบเป็นพวกสวะ หลังเกมที่ถล่มเลสเตอร์ ซิตี้ 6-2 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ล่าสุดคือ กาเบรีล เชซุส ทันทีที่โขกบอลจมตาข่ายให้อาร์เซน่อลนำห่างเบรนท์ฟอร์ด 2-0 ได้วิ่งไปฉลองพร้อมเต้นแบบท่า วินิซิอุส เป็นการประกาศให้โลกรู้ว่าสนับสนุนอย่างเต็มสูบ เต้นต่อไปเลย อย่าได้สนเสียงครหาจากคนอื่น ภาษากายหรือท่าทางของ วินิซิอุส ที่แสดงออกนั้น อาจทำให้บางคนรู้สึกไม่ค่อยชอบสักเท่าไร เลยโยงไปถึงประเด็นไม่ให้เกียรติคู่แข่ง จงใจจะเยาะเย้ยดูแคลน แต่หากว่ากันแบบแฟร์ๆ เขาก็แสดงออกอย่างนี้มานานมากแล้ว แข้งบราซิลอีกเยอะแยะก็มาในลักษณะนี้ โรนัลดินโญ่ คืออีกหนึ่งต้นแบบการแดนซ์เวลาทำประตูได้ ยักย้ายซอยเท้าส่ายเอวตามจังหวะ ซึ่งทุกคนก็รู้ดีว่านั่นไม่ใช่การหยามผู้เล่นฝั่งตรงข้ามเลย การเต้นรำสำหรับนักเตะบราซิล มันแค่เป็นตัวแทนบ่งบอกถึงความสุข ความดีใจ ซึ่งเป็นอย่างนี้มาช้านาน ไม่ใช่เพิ่งมาเกิดขึ้น ในขณะเดียวกันสิ่งที่ วินิซิอุส ต้องเจอในครั้งนี้ มันก็น่าจะช่วยหล่อหลอมให้เขาแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก เช่นเดียวกับนักเตะบราซิลอีกหลายคน ยินดีจะสนับสนุนเรื่องนี้ สำคัญกว่านั้นคือเสียงของเขาก็จะดังยิ่งขึ้น อาจกะเทาะเปลือกชุดความคิดเรื่องการเหยียดของใครต่อใครที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในโลกปัจจุบัน เต้นกันต่อไปพวกเรา ถ้ามันคือความสุข ไม่ได้สร้างความลำบากให้ใคร ก็อย่าได้แคร์อะไรเลย ------------------ เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117