breadcrumb symbol ข่าว

หยิบมาเล่า

[ #ปฏิวัติใหญ่ของจริง ]

เมื่อวันอังคารแมนฯยูไนเต็ดประกาศแยกทาง ปอล ป็อกบา ตามด้วย เจสซี่ ลินการ์ด 2 แข้งที่หมดสัญญาและไม่มีการขยายเพิ่ม จากนั้นวันพุธเป็นคิวของ ฆวน มาต้า ซึ่งอยู่ในสถานะเดียวกัน นั่นคือสัญญาครบเทอม แล้วไม่ได้ไปต่อ คาดว่าอีกไม่นานทั้ง เนมานย่า มาติช และ เอดินสัน คาวานี่ ก็น่าจะได้กล่าวคำอำลาอย่างเป็นทางการด้วย มาติช ยังเหลือสัญญาค้างอีกปีก็จริง แต่เขายืนยันชัดเจนไว้แล้ว มีการคุยกับสโมสรพร้อมได้ข้อตกลงว่า จบฤดูกาลนี้ขอแยกทางด้วยดี ส่วน คาวานี่ ถึงแก่กาลเหมาะสมแล้วกับ 2 ปีในสีเสื้อปีศาจแดง ไม่มีเหตุผลต้องอยู่ต่อไป สถานการณ์มันบ่งบอกในตัวแล้ว คงไม่ต้องพูดอะไรให้มากความ พอระบายถ่ายเทพวกกลุ่มที่หมดและยกเลิกสัญญาเรียบร้อย ขั้นตอนต่อมาคือปล่อยกลุ่มที่ไม่อยู่ในแผนการสร้างทีมแห่งอนาคตออกไป เชื่อว่า เอริก เทนฮาก น่าจะทำการบ้านมาเรียบร้อยแล้ว ว่าใครควรอยู่ทีมของตนและใครบ้างที่ต้องเก็บเสื้อผ้าย้ายไปเล่นที่อื่น แข้งที่อยู่ในข่ายมีไม่น้อยเลยตั้งแต่ ดีน เฮนเดอร์สัน , อารอน วาน-บิสซาก้า , อเล็กซ์ เตลลีส , ดีโอโก้ ดาโลต์ , เอริก ไบยี่ , ฟิล โจนส์ และ อ็องโตนี่ มาร์กซียาล ฉะนั้นนับแบบคร่าวๆ จะมีนักเตะที่ออกจากทัพแมนฯยูไนเต็ดในซัมเมอร์นี้เกือบ 10 คนเลยทีเดียว สื่ออังกฤษบางสำนัก วิเคราะห์กันว่านี่เป็นเหมือนการปฏิวัติของ เทนฮาก อย่างแท้จริง เพราะมองเห็นกันอยู่แล้ว การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า หลังจากที่ปล่อยคาราคาซังมาหลายปี ว่ากันตามตรงผู้เล่นหลายคนควรจะถูกปล่อยไปตั้งแต่ 2-3 ปีก่อนแล้ว ซึ่งเป็นยุคแรกที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เข้ามาคุม แต่หากใครยังจำกันได้ ตอนได้สัญญาถาวร โซลชา เปิดใจไว้ถึงแผนในอนาคตว่า ต้องการจะยึดแข้งที่เติบโตมาจากอะคาเดมี่เป็นหลักของทีม พร้อมทั้งเอ่ยชื่อ ปอล ป็อกบา และ เจสซี่ ลินการ์ด ขึ้นมาให้สื่อได้ยิน ยืนยันว่าสองคนนี้จะเป็นแกนของทีม เมื่อบวกกับ สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ , อักเซล ทวนเซเบ้ , มาร์คัส แรชฟอร์ด , เมสัน กรีนวู้ด รวมถึง ดีน เฮนเดอร์สัน จะเตรียมดึงกลับมาจากให้ทีมอื่นยืม โซลชา จึงมีภาพอยู่ในหัวแล้ว ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอก หากมองดูพื้นภูมิของเขา ต้องไม่ลืมว่า โซลชา ย้ายมาแมนฯยูไนเต็ดในปี 1996 ซึ่งเป็นช่วงปีศาจแดงเกรียงไกรยิ่งใหญ่และได้สัมผัสถึงวิถี เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ไม่ว่าจะเป็นแนวทางการทำทีมหรือรูปแบบต่างๆ ช่วงนั้นเองที่บรรดานักเตะจากทีมเยาวชนเติบใหญ่ ปีกกล้าขาแข็งเต็มที่ ถูกดันขึ้นมาในทีมซีเนียร์ พร้อมทั้งฝากผลงานอันน่าปลาบปลื้มเอาไว้ เราได้เห็นปรากฎการณ์จาก เดวิด เบ็คแฮม , พอล สโคลส์ , นิคกี้ บัตต์ แกรี่ และ ฟิล เนวิลล์ สองศรีพี่น้อง โดยที่ก่อนหน้ามี ไรอัน กิ๊กส์ มาปูทางไว้เรียบร้อย ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกหรอกที่ โซลชา จะรู้สึกประทับใจ อินเนอร์ไปกับนักเตะคลาสออฟ 92 แม้ตัวเขาเองจะไม่ได้ถูกบ่มเพาะมาจากอะคาเดมี่ของทีม แต่มาตั้งแต่อายุยังน้อย จึงซัมซับได้อย่างดี แล้วมาช่วยต่อยอดความสำเร็จอย่างน่าภาคภูมิ อีกทั้ง เฟอร์กี้ มีอิทธิพลกับ โซลชา มากเหลือเกิน เขามอบความไว้เนื้อเชื่อใจให้เจ้านายคนนี้มาตลอด ตอนเกษียณจากค้าแข้งใหม่ๆ ก็เป็น เฟอร์กี้ นี่แหล่ะที่มาช่วยแนะนำให้หันไปเอาดีทางงานโค้ช ลงคอร์สเรียนเพื่อไลเซนส์สำหรับทำงาน แล้วไม่นานก็มาเป็นสต๊าฟฟ์อยู่ในทีมเยาวชน ก่อนไต่ไปตามระดับ ชนิดที่ว่ามีแววเลยแหล่ะ แล้วยังเชื่อกันว่า อดีตบอสคนนี้แหล่ะ ที่ยังให้การสนับสนุนผลักดันจนกระทั่งมาเป็นกุนซือรักษาการณ์ในโมงยามแห่งวิกฤต แล้วทำผลงานได้ยอดเยี่ยมเกินกว่าที่คาดไว้ เลยได้รางวัลตอบแทนเป็นสัญญาถาวร อย่างไรก็ตามเมื่อโลกหมุนไปข้างหน้า มีการเปลี่ยนแปลงมากมายระหว่าง 2 ข้างทาง บางครั้งการนำความสำเร็จในอดีต มาเป็นไม้บรรทัดวัดปัจจุบัน มันอาจใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เมื่อ โซลชา มั่นใจ ป็อกบา และ ลินการ์ด นั่นหมายถึงการเปิดประตูให้หายนะเข้าบ้านอย่างไม่ต้องสงสัยเลย ด้วยความที่ยึดมั่นถือมั่นกับความคิดตัวเองมากเกินไป โดยเฉพาะการบริหารจัดการนักเตะ สุดท้ายเขาก็อยู่ไม่ได้ เป็นฝ่ายต้องโดนเชือดเซ่นผลงานอันน่าผิดหวัง ถามว่า ป็อกบา , ลินการ์ด , แม็คโทมิเนย์ หรือ แรชชี่ ช่วยอะไรได้บ้างหรือเปล่าล่ะ? เราต่างไม่ต้องการคำตอบหรอก เพราะต่างก็รู้กันแล้ว ในขณะเดียวกันการขยายสัญญา มาต้า ด้วยเหตุผลนักเตะมีประโยชน์ในห้องแต่งตัว เป็นคนเฟรนด์ลี่ย์ มันสะท้อนแล้วว่าผิดเป้าหมาย ที่ควรวัดจากฟอร์มในสนามก่อน มาติช ก็เช่นเดียวกันในวัยที่ร่วงโรยและคุณไม่ได้คิดใช้งานอย่างต่อเนื่อง ก็ควรปล่อยออกไป ไม่ใช่ยื้อให้อยู่อีก หนักสุดเห็นจะเป็น ไบยี่ ซึ่งงอแงจะย้าย เพราะไม่ค่อยได้ลงเลย แต่คุยกันอีท่าไหนไม่รู้ ลงเอยด้วยการต่อสัญญาเมื่อเดือนเมษายนปีก่อน เช่นเดียวกันดิ้นรนไปดึง เฮนเดอร์สัน กลับมาเฝ้าเสา สลับเอาลงตัวจริงกับ ดาบิด เด เคอา สร้างความสับสนให้ทั้งสองคนไม่พอ ยังเป็นการทำลายอนาคตนักเตะที่ควรได้ย้ายด้วย เพราะบทสรุปที่เห็น คุณก็ต้องส่ง เด เคอา ลงทำหน้าที่เป็นนายด่านอยู่ดี แต่กลับไปสร้างเรื่องให้ใหญ่โตอย่างไม่จำเป็น นอกจากความสามารถไม่ถึงขั้นคุมแมนฯยูไนเต็ดแล้ว โซลชา ยังไม่กล้าตัดสินใจแบบเด็ดขาด สุดท้ายก็ต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบเอง เทนฮาก เองย่อมมีข้อมูลเหล่านี้หมดแล้ว เมื่อได้ดาบอาญาสิทธิ์ มีอำนาจเต็มตามบทบาท จึงจัดการใช้อย่างไม่ลังเล นักเตะคนไหนไม่ต้องการ ก็ปล่อยออกเลย อย่ามัวมองแค่ว่ามีเยอะไว้ก่อน เผื่อเหลือเผื่อขาดจะเป็นประโยชน์กับตนมากกว่า ซึ่งความจริงแล้วอาจไม่ใช่อย่างนั้นเสมอไป นี่แค่งานหน้าบ้านเองที่ต้องสะสาง ส่วนหลังบ้านก็มีการบ้านกองโตต้องเคลียร์ให้เรียบร้อยด้วยเช่นกัน ซึ่งดูแล้วหนักกว่าด้วย ราล์ฟ รังนิก ตัดสินใจเดินจากไปเอง หลังได้คุยโทรศัพท์กับ เทนฮาก 2 ชั่วโมงครึ่ง พร้อมทั้งยอมรับว่านี่น่าจะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย เชื่อกันว่ากุนซือดัตช์อยากจะทำทีมตามแนวทางที่วางไว้แล้ว ฉะนั้นคนที่เข้ามาร่วมงานกัน ก็ต้องมีความคิดหรือวิถีที่ใกล้เคียง เพื่อให้เดินไปข้างหน้าอย่างราบรื่น ไม่มีการปัดแข้งปัดขากันอีก แม้นักเตะขาเข้าจะดูเชื่องช้า ไม่ถูกใจสาวกสักเท่าไร แต่ต้องทำความเข้าใจว่า การจะเซ็นสัญญาผู้เล่นใหม่ไม่ง่ายหรอก โดยเฉพาะเมื่อคุณคือแมนฯยูไนเต็ด อย่างไรก็ตามการเคลียร์พวกนักเตะที่คิดว่าเป็นส่วนเกินออกอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องยื้อหรือซื้อเวลาอีก น่าจะเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงที่ชัดมากขึ้นเรื่อยๆ ดีหรือไม่ ล้มเหลวหรือประสบความสำเร็จ ไม่มีใครตอบได้หรอก แต่จากที่ผ่านมา ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่า ทางออกคือต้องกวาดล้างบ้านครั้งใหญ่เท่านั้น ไม่มีทางเป็นอื่นได้เลย หากจะเรียกว่าปฏิวัติก็ไม่ว่ากันหรอก ---------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ฝากฝันไว้เดี๋ยว จะเลี้ยวมาเอา ]

ก่อนฤดูกาลที่ผ่านมาจะรูดม่านปิดฉาก บรรดาผู้เล่นเรอัล มาดริดต่างตื่นเต้นกันมาก เพราะกำลังจะได้เพื่อนร่วมทีมคนใหม่ที่ชื่อ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ มาร่วมทีมลุยศึกในซีซั่นถัดไป พวกเขาต่างฝันเห็นความสำเร็จและยิ่งใหญ่ ซึ่งกำลังจะหลั่งไหลมายังสโมสร ได้นักเตะระดับนี้มาเสริมขุมกำลัง ยังไงก็ต้องมีโทรฟี่การันตี เหมือนเป็นการต่อยอด เดินหน้าไม่หยุดยั้ง หลังจากที่เพิ่งกลับมาทวงบัลลังก์ลาลีกาได้สบาย เข้าป้ายอย่างใสสะอาด รวมทั้งหักด่านผ่านเข้าไปถึงนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ช่วงดังกล่าวหากวัดจากกระแสข่าวต่างๆ ไม่น่าแปลกใจหรอกที่ใครต่อใครจะเชื่อว่า เอ็มบั๊ปเป้ ต้องเลือกย้ายมามาดริดแบบฟรีเอเจ้นท์แน่ๆ นี่คือความฝันตั้งแต่วัยเยาว์ แม้จะถูกปารีส แซงต์ แชร์กแมงตามตื๊อให้ต่อสัญญาอย่างหนักก็คงไร้ผล ท่ามกลางเสียงร่ำลือว่า เปแอสเชพร้อมประเคนค่าจ้าง 1,000,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ โบนัสพิเศษเซ็นสัญญาอีก 200 ล้านปอนด์ รวมถึงสิทธิขาดและอำนาจในการเลือกกุนซือและเพื่อนร่วมทีม ถึงกระนั้นทางฝั่งมาดริดก็ยังคงมั่นใจไร้ปัญหา ในเมื่อต้นทุนทางความสำเร็จและประวัติศาสตร์เหนือกว่าเยอะ เรื่องอย่างนี้ใช่ว่าจะเอาเงินฟาดซื้อกันง่ายๆ ต้องใช้เวลาสร้างกันนานมาก แต่แล้วหลังจบเกมลีกนัดสุดท้ายของซีซั่น ซึ่งเรอัล มาดริดเล่นแบบถนอมตัวเสมอเรอัล เบติสสุดจืด 0-0 ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสรได้เดินลงมาที่ห้องแต่งตัว พร้อมกับแจ้งข่าวร้าย คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ เปลี่ยนใจไม่ย้ายมาแล้ว พร้อมยืดสัญญากับทางเปแอสเชออกไป นั่นทำให้บรรยากาศในทีมแย่ด้วย คนที่เสียความรู้สึกมากสุดคงจะเป็น คาริม เบนเซม่า กองหน้ารุ่นพี่ของ เอ็มบั๊ปเป้ ซึ่งสนิทกันมาพักใหญ่ ได้ร่วมงานกันในทีมชาติฝรั่งเศสและได้รับการยกย่องในฐานะคู่หัวหอกที่น่าเกรงขาม ไม่นานนัก เอ็มบั๊ปเป้ ก็แถลงข่าวต่อสัญญาออกไปอีก 3 ปี เล่นเอากองเชียร์เปแอสเชปลาบปลื้มไปตามๆกัน เช่นเดียวกับ นาสเซอร์ อัล เคไลฟี่ ผู้บริหารระดับสูงที่ยินดีไม่แพ้ใครเลย เพราะเท่าที่ผ่านมา แสดงความจริงจังตั้งใจมาตลอดต้องการเก็บนักเตะคนสำคัญเอาไว้ ย้อนไปซัมเมอร์ที่แล้ว ยังกล้าปฏิเสธข้อเสนอ 200 ล้านยูโรเลยด้วยซ้ำ ต่อให้จะเหลือสัญญาแค่ปีเดียว ก็ไม่ได้แคร์อะไรเลย คล้ายว่าเปแอสเชจะไม่ยอมให้พวกท็อปทีมใหญ่มารังแกหรือลบเหลี่ยมง่ายๆอย่างเด็ดขาด อีกทั้งพร้อมท้าทายอีกด้วย เห็นได้จากเคสไปฉกเอา เนย์มาร์ พร้อมจ่ายค่าฉีกเป็นสถิติ 222 ล้านยูโร ไหนจะกระชาก ลิโอเนล เมสซี่ ที่ไปเจออุปสรรค ไม่อาจขยายสัญญาได้ นั่นทำให้บาร์เซโลน่าเสียฟอร์มไม่น้อย 2 ดีลเห็นๆที่ต้องอับอายขายหน้า พูดง่ายๆคือเปแอสเชจะทำทุกอย่างเพื่อแสดงให้เห็นว่า ยืนหยัดได้อย่างสง่างาม ไม่ต้องอยู่ใต้ร่มเงาใคร เรื่องนี้ยังเห็นได้จากเคสไม่เข้าร่วมซูเปอร์ลีกที่เป็นโปรเจคต์ของทาง ฟลอเรนติโน่ เปเรซ อีกต่างหาก เมื่อเปแอสเชทำสำเร็จในภารกิจรั้ง เอ็มบั๊ปเป้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามาดริดเองคงรู้สึกเสียฟอร์ม เพราะโชว์ความมั่นใจมาตลอด อีกทั้งมีการใช้สื่อที่มีคอนเน็กชั่นประโคมโหมกันสุดลิ่ม แต่สุดท้ายพ่ายยับเยิน หากเป็นไฟต์มวย ก็น่าจะประมาณว่าต่อยแย็บอย่างแม่นยำ มีฮุคซ้าย อัปเปอร์คัตขวาเข้าเป้า ไล่เก็บคะแนนมาสวยงาม เหลือแค่รอให้กรรมการชูมือเท่านั้นเอง แต่พอมายกสุดท้าย กลับพลาดท่าอย่างไม่น่าเชื่อ โดนหมัดเดียวทิ่มตรงมายังปลายคาง หลับกลางอากาศ นับไปถึงร้อยก็ยังลุกไม่ขึ้น สองครั้งสองคราวที่ เปเรซ เหมือนโดนหักหน้า เพราะก่อนนั้นอยากได้ใครคนไหน มักไม่พลาดหลุดมือเลย อาศัยชั้นเชิงที่แพรวพราว บวกต้นทุนความเป็นเรอัล มาดริดเช็กบิลสำเร็จเรื่อยมา ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดในสัญญาของ เอ็มบั๊ปเป้ นอกจากเซ็นยาว 3 ปี ซึ่งหากอยู่ครบเทอมก็จะอายุ 26 เท่านั้น เพิ่งเริ่มช่วงพีกของอาชีพค้าแข้งด้วยซ้ำ แต่คาดกันว่าค่าจ้างและค่าเซ็นกินเปล่า น่าจะอยู่ในเรตใกล้เคียงกับที่เคยตกเป็นข่าวนั่นแหล่ะ ไม่อย่างนั้นคงยากที่เปลี่ยนใจได้ บังเอิญเหลือเกินนัดชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ต้องย้ายวิกไปเล่นที่ปารีส ซึ่งเป็นเหมือนถิ่น เอ็มบั๊ปเป้ สำหรับพวกมาดริดแล้ว ถ้าคว้าชัยชนะเหนือลิเวอร์พูล ฟาดแชมป์สมัยที่ 14 มาครองอย่างยิ่งใหญ่ ประกาศศักดาความเป็นราชันย์แห่งยุโรปตัวจริง มันยังหมายถึงโชว์ให้ เอ็มบั๊ปเป้ เห็นอีกด้วย ขณะที่พวกแฟนบอลเองก็คับแค้นใจมากที่ เอ็มบั๊ปเป้ ทิ้งกันอย่างนี้ ต่างเชื่อว่าเพราะค่าจ้างและข้อเสนออันมหาศาลนั่นแหล่ะ ทำให้เปลี่ยนการตัดสินใจขั้นสุดท้าย เลยต้องไปเย้ยให้ถึงถิ่น หลังจบเกมเฉือนลิเวอร์พูลลงได้ นอกจากฉลองกันอย่างบ้าคลั่งในความสำเร็จ กองเชียร์บางกลุ่มยังร้องเพลงเสียดเย้ย เอ็มบั๊ปเป้ ซึ่งคงไม่มีทางได้สัมผัสเกียรติยศเช่นนี้หรอก ลำพังเงินอย่างเดียวไม่อาจซื้อความสำเร็จ ส่วน ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ให้สัมภาษณ์พร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้ม พร้อมจิกกัดนักเตะที่กล้าปฏิเสธมาดริด แล้วเลือกไปนั่งนับเงินแทน "เราจะไม่หว่านเงินแน่นอน เรามีคุณค่าในตัวเอง แล้วเรื่อง เอ็มบั๊ปเป้ ที่คุณถามหรือ? เขาไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว ไม่มีตัวตนสำหรับเราอีกต่อไป" "เรื่องในอดีตที่มันไม่ได้เกิดขึ้นก็ช่างมันเถอะ แต่เรามีซีซั่นที่สมบูรณ์แบบมากๆและเราจะเดินหน้ากันต่อไป" "ต่อให้ไม่มีผม มาดริดก็จะยังคงรักษาความยิ่งใหญ่เป็นเบอร์หนึ่งของโลกเอาไว้เช่นเดิม" ข้อความนี้อาจมีเจตนาส่งให้ เอ็มบั๊ปเป้ ไปในตัว แล้วสักวันอาจต้องมานั่งเสียดายที่ทิ้งโอกาสการได้เป็นส่วนหนึ่งของมาดริดไป หลายคนมองว่า เอ็มบั๊ปเป้ ยังมีเวลาค้าแข้งอีกนานหลายปี เดี๋ยวพอสัญญาเที่ยวนี้กับเปแอสเชจบลงก็เพิ่งจะ 26 ปีเอง เห็นได้จากระยะการต่อออกไปแค่ 3 ปี ไม่ได้ยาว 5-6 ปีอย่างที่คิด นั่นหมายถึงการแง้มประตูเพื่อย้ายออกในอนาคตด้วย หากความฝันหรือจุดมุ่งหมายมันเปลี่ยนกันไม่ได้ง่ายๆ นั่นอาจหมายความว่า เอ็มบั๊ปเป้ ยังมีแรงปรารถนาที่จะมาสวมยูนิฟอร์มมาดริดอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่ในมุมของมาดริดล่ะ จะว่าอย่างไร ตอนนี้คงยากจะให้อภัย แต่หากเวลาผ่านไปสักพัก ความเจ็บแค้นน่าจะทุเลา บาดแผลคงตกสะเก็ดแล้ว เมื่อไม่อาจทำนายหรือตัดสินอนาคตได้ เส้นทางสู่เรอัล มาดริดของ เอ็มบั๊ปเป้ ใช่ว่าจะตีบตันเลยซะทีเดียว แค่ขรุขระมีขวากหนามมากยิ่งขึ้นเท่านั้นเอง มันเหมือนยืดเวลาฝันที่เป็นจริงออกไป แต่สิ่งที่ได้นับจากนี้ 3 ปีกับเปแอสเช มันอาจหาไม่ได้อีกแล้วเช่นกัน ฝันยังไม่จบ แล้วเดี๋ยวเราไปพบกันใหม่ ------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ไม่อาจร้องขออะไรได้อีก ]

ซาดิโอ มาเน่ ยังคงปิดปากเงียบเรื่องอนาคตที่ตกอยู่ในความสนใจของแฟนบอลมากมาย เพราะก่อนหน้านั้น นอกเหนือจากกระแสลือรุนแรงว่าเตรียมอำลาลิเวอร์พูลในซัมเมอร์นี้แล้ว ฟาบริซิโอ โรมาโน่ นักข่าวสายซื้อขายผู้เล่น ยังช่วยโหมอีกแรง เป็นการตอกย้ำความน่าเชื่อถือ เดิมทีเขาให้สัมภาษณ์ไว้ จะเฉลยให้หายข้องใจหลังจบเกมนัดชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่ก็ยังไม่มีการยืนยันชัดเจน เดอะ ค็อปก็เลยเสียงแตก บางคนเชื่อว่ามีโอกาสอยู่ต่อพร้อมทั้งยืดสัญญา บางคนบอกว่านี่คือเวลาเหมาะสมจะให้นักเตะไปเสาะหาความท้าทายใหม่ อย่างที่เคยตั้งใจเอาไว้ ในขณะที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ตอบคำถามนักข่าวก่อนชิงดำเรอัล มาดริดไว้ว่า นี่คือผู้เล่นที่มีความหมายต่อชีวิตตนมาก เป็นการยืนยันว่า มาเน่ มีคุณค่าในสายตาบอสมากแค่ไหน ซึ่งความจริงก็รู้กันอยู่แล้ว คล็อปป์ พร้อมปกป้องและยืนเคียงข้าง มาเน่ มาตลอดในยามที่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหา แม้กระทั้่งในช่วงที่ฟอร์มดร็อปลงไป ปืนฝืดแทบยิงประตูไม่ได้เลย แต่เขาไม่ได้ให้ความกระจ่างเรื่องอนาคต มาเน่ เป็นไปได้อาจส่งผลกระทบต่อสมาธิในเกมนัดสำคัญด้วย มันไม่ควรนำมาพูดกันในช่วงเวลาอย่างนี้เลย พอลิเวอร์พูลอกหักพลาดแชมป์น่าเสียดาย ก็มีข่าวจากสื่อใหญ่และนักข่าวคนดังที่น่าเชื่อถือได้ ร่วมกันกระพือว่า มาเน่ ปรารถนาย้ายจากลิเวอร์พูลในซัมเมอร์นี้เลย แม้จะเหลือสัญญาค้างอีก 1 ปีก็ตาม นั่นทำให้งานพาเหรดแห่โทรฟี่ 2 แชมป์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลายสายตาจึงจับจ้องมาที่ปฏิกิริยาของดาวเตะเซเนกัลมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะพวกช่างภาพที่เหมือนค้นหาความจริงบางอย่าง พวกเขาพยายามเน้นสีหน้าของ มาเน่ ซึ่งแสดงอารมณ์เศร้าหรือรู้สึกผิดหวัง ก่อนนำมาเผยแพร่ ในมุมอาจต้องการชี้นำว่านักเตะอยู่ในช่วงที่ไม่แฮปปี้นัก ต่อให้เป็นเวลาของการเฉลิมฉลองก็ตาม พอใครต่อใครได้เห็นอาการของ มาเน่ ลักษณะดังกล่าว ต่างพากันเชื่อว่า ไม่น่าจะอยู่กับลิเวอร์พูลต่อไปหรอก มันฟ้องกันอยู่แล้วไม่ใช่หรือ กระนั้นสำคัญที่สุดคือ ต้องฟังจากปากของ มาเน่ อย่างเดียวแหล่ะ จะอ้างแหล่งข่าวหรือการนำเสนอของสื่อ แล้วไปปักใจเชื่อว่าต้องเป็นจริงมันก็ดูเบาหวิวเกินไปหน่อย ที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ บาเยิร์น มิวนิคแสดงความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อดึง มาเน่ ไปร่วมทีมฤดูกาลหน้า เป็นความตั้งใจของ ฮาซาน ซาลิฮามิดซิช ผู้อำนวยการอย่างแท้จริง พวกเขาหวังว่าจะได้ มาเน่ ไปประสานงานร่วมกับ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ เพิ่มศักยภาพให้น่ากลัวยิ่งกว่าเก่า แต่หาก เลวี่ ตัดสินใจย้ายออกตามข่าวที่ว่ามา ก็จะวางให้ มาเน่ นี่แหล่ะเป็นเสาหลักแนวรุกเลย เราไม่รู่ว่าตัวนักเตะคิดอะไรอยู่ในเวลานี้ บางทีเขาอาจตัดสินใจเลือกไปเรียบร้อย รอแค่เวลาเหมาะสมแล้วค่อยประกาศให้ได้รับรู้กัน ทว่าถ้ายังไม่ได้ตัดสินใจ อยู่ระหว่างชั่งน้ำหนักเอาอย่างไร ตรงนี้แหล่ะที่มันดึงดูดให้ต้องติดตามกันเลย เพราะจะว่าไปแล้ว มาเน่ ผูกพันกับลิเวอร์พูลมากๆ โดยเฉพาะสิ่งที่แฟนบอลแสดงออกและมอบให้ นับตั้งแต่ย้ายมาอยู่ในปี 2016 เป็นความตั้งใจของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่ยื่นเรื่องให้ฝ่ายบริหารไปดึงแข้งรายนี้มาจากเซาธ์แฮมป์ตัน ซึ่งในช่วงดังกล่าวกำลังเนื้อหอม หลายทีมให้ความสนใจ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจะปิดดีลได้ ภายหลังมารู้ว่า เขาจวนเจียนจะได้ชูเสื้อแมนฯยูไนเต็ด ประกาศตัวเป็นนักเตะใหม่ ตกลงทุกอย่างกันเรียบร้อย เหลือแค่เซ็นขั้นตอนสุดท้าย อย่างไรก็ตามแผนที่วางไว้ต้องพังลงมา เมื่อเขาได้คุยกับ คล็อปป์ ได้รู้เรื่องราวและเข้าใจอะไรหลายอย่าง คล็อปป์ มุ่งมั่นจะดึง มาเน่ ไปอยู่ด้วยที่โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์แล้ว ไล่อดีตเป็นฉากๆ อธิบายอย่างละเอียด จนโน้มน้าวความรู้สึกได้มากมาย ตัวแปรสำคัญที่ทำให้ยอมปฏิเสธผิดคำพูดกับแมนฯยูไนเต็ด คือได้ฟังโปรเจคต์ใหญ่ของลิเวอร์พูลในอนาคต แล้วรู้สึกหัวใจเต้นแรงมาก จนเคลิบเคลิ้มก่อนนำไปสู่การเปลี่ยนใจ สำคัญกว่าคำพูดคือการกระทำ คล็อปป์ แสดงให้เห็นว่าทุกอย่างเป็นความจริง ไม่ใช่แค่วาดฝันวิมานในอากาศ นำโปรเจคต์หรูหรามาหลอกกัน นั่นยิ่งทำให้ศรัทธาและเชื่อมั่นในตัวเจ้านายเพิ่มไปอีก มันจึงเป็นเหตุผลให้เขาขยายสัญญายาวออกไปอีก 5 ปีในปี 2018 ไม่มีเหตุผลอะไรจะต้องปฏิเสธเลย คล็อปป์ ทั้งปลุกปั้นและผลักดันให้ มาเน่ เดินไปข้างหน้าอย่างแข็งแกร่ง เต็มไปด้วยพัฒนาการดีเยี่ยม จนไปถึงคว้ารางวัลดาวซัลโวพรีเมียร์ลีก รวมถึงเป็นแคนดิเดตชิงบัลลงดอร์ในปีนี้ด้วย เธียร์รี่ อองรี แสดงความเห็นไว้ว่า หากลิเวอร์พูลผงาดยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก น่าจะเป็น มาเน่ นี่แหล่ะที่จะได้รางวัลอันทรงเกียรติมาครอบครอง น่าเสียดายที่หงส์ไปพ่ายมาดริด โอกาสดังกล่าวจึงลดน้อยลง แต่นั่นไม่ได้หมายถึงคุณค่าของ มาเน่ จะด้อยตามไปด้วย เขาได้รับเสียงชื่นชมและวิจารณ์มากมาย ในฐานะจักรกลสำคัญของทีม ไม่ใช่โดดเด่นแค่เกมรุกอย่างเดียว แต่ยังเสียสละลงมาช่วยเกมรับ วิ่งพล่านทำงานหนักเกือบตลอด บางครั้งไม่ได้มีส่วนร่วมกับประตูโดยตรง ไม่ว่าจะยิงหรือแอสซิสต์ แต่หากมองดูที่ต้นทางแล้ว จะเห็นเลยว่ามักจะมาจาก มาเน่ ที่ทำตัวให้เป็นประโยชน์อย่างเสมอ ไม่ว่าจะบีบพื้นที่กดดันฝั่งตรงข้ามหรือดึงแนวรับจนเสียตำแหน่ง เพื่อเปิดทางเพื่อนได้เข้าทำ มาเน่ จึงมีความหมายต่อ คล็อปป์ จริงๆอย่างที่เคยพูดไว้ ไม่ได้เสแสร้งเลย แต่มันกลั่นออกมาจากความรู้สึก ส่วนการดึง ลุยส์ ดิอาซ มาเมื่อเดือนมกราคม ก็ไม่ได้หมายความตามที่สื่อพูดกัน เพื่อมาแทนที่ มาเน่ หรอก มันก็แค่เป็นแผนเพิ่มมิติและอ็อปชั่นให้แนวรุกหลากหลาย รวมทั้งมีแข้งคุณภาพที่สามารถทดแทนกันได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องมากกว่า หาก มาเน่ ย้ายออกในซัมเมอร์นี้จริง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเดอะ ค็อปมากมายจะเสียใจแค่ไหน แม้จะทำใจไว้และพร้อมสนับสนุนก็ตาม ผู้เล่นทัศนคติดีอย่างนี้หาไม่ง่าย แม้จะต้องเผชิญหน้ากับเสียงลือในแง่ลบอย่างเช่นไม่ลงรอยกับ โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ แต่สุดท้ายความจริงก็ถูกพิสูจน์ว่า นั่นไม่ใช่เลยสักนิด ที่สำคัญไม่ว่า มาเน่ จะตัดสินใจอย่างไร ย้ายไปเล่นทีมไหน แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงก็คือ พลังซัพพอร์ตของเดอะ ค็อปทั่วโลก ที่จะคอยติดตามเอาใจช่วยเสมอ สำหรับนักเตะสักคน การถูกยอมรับและเคารพเช่นนี้ อาจประสบความสำเร็จมากกว่าได้รางวัลส่วนตัวหรือค่าจ้างมหาศาลซะอีก เขาคงไม่อาจเรียกร้องอะไรจากแฟนบอลลิเวอร์พูลหรอก ซึ่งในอีกด้านแฟนๆก็ไม่เรียกร้องเขาเช่นกัน --------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ความสัมพันธ์ถึงทางตัน ]

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ยืนยันถึงความต้องการของตัวเองอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง ว่าจะไม่อยู่กับบาเยิร์น มิวนิคอีกต่อไปในฤดูกาลหน้า แม้สัญญาจะเหลือถึงปี 2023 หรืออีก 1 ปี แต่มันมาสุดทางแล้ว เหมือนเป็นการเตือนว่าควรปล่อยออกจากทีมซะ เลวี่ สวมยูนิฟอร์มบาเยิร์นมาตั้งแต่ปี 2014 เบ็ดเสร็จแล้ว 8 ปีเต็ม กวาดความสำเร็จมากมายมหาศาล ไม่ว่าจะสโมสรหรือรางวัลส่วนตัว ได้มาทุกแชมป์แล้ว ย่อมเกิดความอิ่มตัวเป็นธรรมดา อย่างไรก็ดีอิ่มตัวก็เรื่องหนึ่ง แต่ลึกลงไปแล้วความบาดหมางที่มีมาตั้งแต่ซัมเมอร์ปีก่อน น่าจะเป็นชนวนสำคัญทำให้สถานการณ์อึมครึมและตึงเครียดหนักข้อเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็ต่อกันไม่ติด ต้นตอมาจาก ฮาซาน ซาลิฮามิดซิช ผู้อำนวยการกีฬา ซึ่งแสดงเจตนาจะคว้าตัว เออร์ลิ่ง เบราท์ ฮาแลนด์ มาให้ได้ โดยกล่าวกับสื่อถึงคุณสมบัติดาวยิงจากค่ายโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ในเวลานั้น ทีมระดับบาเยิร์นคงมองข้ามไม่ได้อย่างเด็ดขาด คำพูดนี้เกิดขึ้นในช่วง เลวี่ ฟอร์มกำลังเปรี้ยงสุดขีด ระเบิดตาข่ายได้เป็นกระบุงโกย ตอกย้ำความเป็นเวิลด์คลาสอย่างแท้จริง ในเมื่อคุณมีกองหน้าเก่งกาจขนาดนี้ แล้วยังไปพูดถึงผู้เล่นคนอื่นในตำแหน่งเดียวกัน มันคงไม่ใช่เรื่องเหมาะสมเท่าไรนัก เหมือนเป็นการมองข้ามคนของตัวเอง แทนที่จะออกมาพูดในเชิง เลวานดอฟสกี้ เต็มไปด้วยคุณภาพอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปมองหัวหอกคนไหนอีก ปมสำคัญก็คือ เลวี่ ค่อนข้างอ่อนไหวกับเรื่องแบบนี้ เมื่อเขาโชว์ผลงานน่าประทับใจ แสดงความเป็นมืออาชีพมาตลอด ไม่เคยขาดตกบกพร่อง บาเยิร์นก็ควรตอบแทนอย่างเหมาะสมด้วยเช่นกัน นั่นส่งผลให้ เลวี่ มีความคิดที่จะย้ายทีมแบบจริงจัง เรื่องนี้ได้พูดคุยกับ ปินี่ ซาฮาวี่ เอเจ้นท์เช่นกัน ฤดูกาลที่เพิ่งจบลงไปหมาดๆ เลวี่ ฝากผลงานไว้อย่างยอดเยี่ยม 50 ประตู 7 แอสซิสต์ จากจำนวน 46 นัดทุกรายการ ยังคงมาตรฐานไม่แปรเปลี่ยนเลย แต่ด้วยวัยที่กำลังจะครบ 34 ปีเต็มในเดือนสิงหาคมที่จะถึง มันจึงเกิดความคลางแคลงใจสงสัยว่า ยืนระยะแบบนี้ได้อีกนานแค่ไหนกัน มีโอกาสที่จะดิ่งลงอย่างแน่นอนในอนาคตอันใกล้ หลังจากหัวเสียกับการให้สัมภาษณ์ของ บราซโซ่ เลยทำให้ เลวี่ เริ่มตีตัวออกห่างจากเพื่อนร่วมทีม ไม่กระชับความสัมพันธ์เหมือนอย่างที่เคย ปกติก็ดูห่างเหินอยู่แล้ว พอสถานการณ์เปลี่ยนแปลง ช่องว่างเลยกว้างขึ้นกว่าเดิม บรรดาพวกนักเตะอายุน้อยๆหรือดาวรุ่งแทบจะเข้าไม่ถึงตัว เรื่องนี้เพื่อนร่วมทีม พวกรุ่นใหญ่ทั้งหลาย ต่างก็พอจะเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่นั่นมันเรื่องส่วนตัว จำต้องเคารพกัน พอทาง บราซโซ่ เปิดใจถึง ฮาแลนด์ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาสื่อก็ให้ความสนใจเคสนี้อย่างมาก เพราะมีนักเตะหลายต่อหลายคน ย้ายข้ามขั้วจากดอร์ทมุนด์มาบาเยิร์น ซึ่งทาง เลวี่ ก็เป็นหนึ่งในนั้น เดือนตุลาคมปีก่อน ทางบาเยิร์นมีงานกาลาดินเนอร์ นักเตะทุกคนได้รับเชิญให้เข้าร่วมด้วย แต่ปรากฏว่าไร้เงาของ เลวานดอฟสกี้ ด้วยเหตุผลส่วนตัว ซึ่งไม่มีใครไปจ้ำจี้จ้ำไชถามหรอกว่า เพราะอะไรกัน เมื่อผู้บริหารกำลังโฟกัส ฮาแลนด์ อย่างออกนอกหน้า มีการพูดถึงกันแทบทุกวัน ในขณะเดียวกันสัญญาฉบับใหม่ของ เลวี่ แทบไม่คืบหน้า ความตึงเครียดจึงแพร่กระจายหนักกว่าเดิม ปินี่ ซาฮาวี่ เอเจ้นท์ซึ่งได้รับความไว้วางใจจาก เลวี่ ได้เดินทางมาพูดคุยเรื่องนี้แล้ว หวังจะเคลียร์ให้ชัดเจน แต่กลับไม่ได้ผลลัพธ์อย่างน่าพอใจเลย มีการตั้งโต๊ะเจรจากับ โอลิเวอร์ คาห์น ประธานบริหารและ บราซโซ่ กันแล้ว มันกลับเงียบกริบไม่มีอัพเดตเลย ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ เลวี่ จะเสียความรู้สึก สโมสรเหมือนไม่เห็นความสำคัญ ในทางเดียวกันก็พัวพันกับ ฮาแลนด์ ไม่รู้จบ เมื่อไม่ได้บทสรุปที่ชัดเจนเหมือนแทงกั๊กอย่างนี้ เลวี่ ก็เลยแจ้งกับทางเอเจ้นท์ของตนอีกรอบ ให้ไปบอกเบื้องบนว่า ถ้าอย่างนั้นก็ขายตนออกจากทีมในซัมเมอร์ 2022 เถอะ จะได้จบปัญหากัน มารู้ภายหลังเพิ่มอีกว่า บาเยิร์นเองก็พร้อมรับฟังข้อเสนอจากทุกทีมเช่นเดียวกัน หากใครยื่นมาน่าพอใจ ก็มีโอกาสได้ไปครอบครอง แต่ป้ายที่แขวนไว้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านยูโรกับนักเตะวัยที่ใกล้ 34 ปีและเหลือสัญญาอีกแค่ปีเดียว มันคงยากที่ดีลจะเกิดขึ้น ในเมื่อคุณไม่ได้แสดงท่าทีอยากเก็บไว้ แล้วสนใจ ฮาแลนด์ แบบออกนอกหน้า ก็ควรขายในราคาที่เหมาะสม ไม่ใช่โก่งกันแบบบ้าเลือดเช่นนี้ รับรองไม่มีสโมสรไหนในโลกกล้าเสี่ยงหรือหน้ามืดพอจะดึง เลวี่ ไปร่วมทีม ด้วยเงื่อนไขตามที่บาเยิร์นต้องการอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ยังมีข่าวว่าผู้บริหารเสือใต้ พยายามอย่างหนักจะกระชาก ฮาแลนด์ มาให้จงได้ โดยเชื่อว่าจะช่วยต่อยอดความสำเร็จในประเทศและกลับมาทวงบัลลังก์เจ้ายุโรปอีกครั้ง ส่วน เลวี่ ยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานหนักต่อไป จำนวนประตูผลิตออกมาต่อเนื่อง จนส่งผลให้บอร์ดเริ่มไขว้เขวเหมือนกัน หากจะลงทุน ฮาแลนด์ จริงๆต้องมีคอร์สที่สูงลิบเลยทีเดียว ครั้นจะกลับตัวมาคุย มันก็คงยากที่จะต่อกันติดอีกเหมือนอย่างเดิม รอยร้าวมันปริแยกมากเกินกว่าจะแก้ไขอะไรได้แล้ว อีกทั้ง ซาฮาวี่ ก็พร้อมสนับสนุนให้นักเตะในความดูแลย้ายทีมเช่นเดียวกัน หลังจากเคยอุ้ม ดาวิด อลาบา ไปส่งให้เรอัล มาดริดมาเรียบร้อยเมื่อฤดูร้อนที่แล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยความว่าความสัมพันธ์ของเอเจ้นท์รุ่นเดอะรายนี้กับบาเยิร์น มันคงไม่ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอมาเจอเคส เลวี่ จึงหนักหนาสาหัสกว่าเก่าอีก อย่างไรก็ตามปัญหาคือ มีเพียงบาร์เซโลน่าเท่านั้นที่ดูจริงจังตั้งใจจะดึง เลวี่ ไปร่วมทีมให้ได้ ท่ามกลางปมเรื่องการเงิน ซึ่งยังสะสางไม่สะเด็ดน้ำเลย บาร์ซ่าไม่ได้มีงบประมาณมหาศาล ใช้แบบฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่ายอีกต่อไป หลังโดนลงโทษจากข้อหาละเมิดกฎการใช้จ่ายเงิน รวมทั้งการขายสิทธิ์ทางทีวีให้กับ CVC ก็ยังไม่เคลียร์ ขณะเดียวกันหาก บาเยิร์นยืนกรานต้องปล่อยในราคาไม่น้อยกว่า 100 ล้านยูโรเท่านั้น มันก็คงเป็นเรื่องยากเช่นเดียวกันที่จะบรรลุการเจรจา ฉะนั้นต่อให้ เลวี่ ประกาศโครมว่าจบกับบาเยิร์นแน่ๆ จนสั่นสะเทือนวงการ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะย้ายไปบาร์ซ่าสำเร็จราบรื่น นี่อาจจะเป็นเพียงแค่ยกแรกของการดิ้นรนต่อสู้เท่านั้นเอง คล้ายว่าเพิ่งเริ่มต้น เส้นทางยังอีกยาวไกล กว่าจะได้บทสรุป ยกเว้นมีทีมใหญ่ในยุโรปอื่น ยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้อง แสดงความสนใจ เลวี่ แบบจริงจัง บางทีอาจมีจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นได้ แต่ดูแล้วหากไม่ใช่บาร์เซโลน่า มันยากมากที่จะมีทีมไหนยอมรับข้อเสนออันโหดหินของบาเยิร์น ------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #อยู่ไม่รักจากก็ลืม]

การตัดสินใจแยกทางกับแมนฯยูไนเต็ดของ ราล์ฟ รังนิก ดูเหมือนไม่ได้สร้างความประหลาดใจเซอร์ไพรส์ใครต่อใครเลย แม้จะแทบไม่มีส่งสัญญาณเตือนมาก่อน แต่ก็ไม่ได้สร้างความตื่นเต้นเช่นเดียวกัน สาเหตุมาจากผลงานอันน่าผิดหวัง พอได้ยินข่าวนี้ แฟนแมนฯยูไนเต็ดไม่น้อยแสดงความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า ที่ผ่านมา 6 เดือนคือสูญเปล่าไปเลย ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์กระเตื้องขึ้นจากเดิม ทั้งที่ตอนมาใหม่ๆสร้างแรงกระเพื่อมรุนแรง ด้วยดีกรีพัฒนานักเตะในฐานะผู้อำนวยการของเครือข่ายเร้ดบูลล์ ซึ่งผลักดันทั้งแอร์เบ ไลป์ซิกและซัลซ์บวร์กจนกลายเป็นทีมแถวหน้าของลีก รวมถึงได้เครดิตเป็นผู้ปรับปรุงสูตรการเล่นแบบเพรสซิ่งเข้มข้น แล้วได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในเวลาต่อมา เพราะเห็นกันอยู่ว่าฟุตบอลของปีศาจแดงขาดความดุดันหนักแน่น วิ่งกันน้อยเกินไป ไม่ได้บีบพื้นที่คู่แข่งมากพอ หากเทียบกับบิ๊กทีมด้วยกันแตกต่างอย่างสิ้นเชิง เราได้เห็น "เกเก้นเพรสซิ่ง" แบบจริงจังเป็นเรื่องเป็นราว แค่นัดแรกของ รังนิก ที่เจอกับคริสตัล พาเลซ ซึ่งจุดประกายความหวังได้อย่างดี แต่เหมือนหลอกให้เพ้อพกวาดฝันสวยหรู จากนั้นก็เผยให้เห็นโลกความจริง บางคนบ่นเสียดาย ไมเคิ่ล คาร์ริค ซึ่งทำหน้าที่รักษาการณ์สั้นๆ แต่พาทีมคว้าชัยเรียบทั้ง 3 นัด โดยเฉพาะเกมพลิกกลับมาแซงอาร์เซน่อล 3-2 ช่างน่าประทับใจและเกินคาดหมาย เมื่อตารางคะแนนไม่เคยโกหกใครและตัวเลขสถิติเป็นเหมือนกระจกสะท้อน จึงพูดได้แบบเต็มปากเต็มคำเลยว่า รังนิก คือผู้จัดการทีมที่ล้มเหลวสุดของแมนฯยูไนเต็ด นับตั้งแต่ลีกสูงสุดเปลี่ยนจากดิวิชั่น 1 มาเป็นพรีเมียร์ลีกในปี 1992 เปอร์เซนต์ชนะแค่ 42 เท่านั้น ไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ ในขณะที่แต้มเฉลี่ยต่อเกมอยู่ที่ 1.5 ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานชัดเจน เดวิด มอยส์ ซึ่งทำหน้าที่ไม่ครบฤดูกาล 2013/14 ว่าล้มเหลวไม่เป็นท่า มาเจอ รังนิก หนักหนาสาหัสกว่าด้วยซ้ำ อย่างที่เราพูดกันบ่อยๆ เป้าหมายของบอร์ดบริหารคือนำกุนซือเยอรมันเข้ามาเพื่อสะสางปัญหา ที่กุนซือคนก่อนๆไม่อาจจัดการได้ แต่พอถึงเวลาจริง กลับไม่ได้แสดงให้เห็นถึงการแก้ไขให้ดีขึ้นกว่าเดิม ทั้งที่รู้อยู่ว่าปมปัญหามันเกิดจากอะไร เพราะบ่อยครั้งที่พูดมาเป็นฉากๆ มันล้วนแต่ใช่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเคสของความฟิต สภาพร่างกายผู้เล่นหลายคนไม่ถึงขั้น จึงไม่อาจตอบสนองแท็คติกได้ รวมทั้งแพสชั่นความมุ่งมั่นต่างๆและบุคลากรภายใน นอกจากไม่มีคุณภาพพอ ยังมีจำนวนน้อยเกิน ในขณะที่สโมสรระดับท็อปก้าวไปไกล หนีไปหลายช่วงตัว แมนฯยูไนเต็ดคล้ายย่ำอยู่กับที่ จมกับความสำเร็จในอดีต แทบไม่สนใจปรับปรุงเปลี่ยนเลย อย่างไรก็ตามบางครั้งการออกมาพูดในเชิงตำหนิหรือโจมตีสโมสรตัวเอง รวมถึงพาดพิงพวกนักเตะ มันต้องเกิดคลื่นใต้น้ำเป็นธรรมดา ไม่มีลูกทีมคนไหนชอบเจ้านายอย่างนี้หรอก ยิ่งนานวันเข้าความสัมพันธ์ของเขากับนักเตะก็แย่ลงเรื่อยๆ ไม่ได้รับความเคารพเชื่อถือ โดนนินทาลับหลัง บางคนเรียกว่า "ไอ้แว่น" ตามรูปลักษณ์ที่เห็นกัน นอกจากนี้ทีมงานที่ดึงมา ก็ไม่ได้โชว์ให้พวกผู้เล่นเห็นเลยว่าเจ๋งจริง คริส อาห์มาส , ยวน ชาร์ป หรือ ซาซ่า เลนซ์ ต่างไร้ตัวตนกันแทบทั้งสิ้น ซึ่งพอจะเข้าใจได้ว่าการเฟ้นหาทีมงานในช่วงกลางคันระหว่างห้ำหั่นในฤดูกาล ไม่ใช่เรื่องง่ายจะได้คนเก่งคุณภาพคับแก้วเข้ามา แต่คำถามที่ต้องมองย้อนกลับไปก็คือ ความสามารถของบุคคลเหล่านี้ถึงเกณฑ์หรือเปล่า? รวมทั้งมีความมุ่งมั่นตั้งใจแค่ไหน? ทางเดอะ เทเลกราฟรายงานว่า บอร์ดบริหารไม่ได้ตั้งความหวัง รังนิก เท่าไรนักหรอก แค่มาพอคั่นจังหวะ ผ่อนคลายความตึงเครียดจากกระแสต่อต้านของแฟนบอล ให้ได้หายใจหายคอ มีเวลามานั่งทบทวนไขปัญหาที่เกิดขึ้นกัน อีกทั้งได้ใช้ช่วงเวลา 6 เดือน เดินหน้าเจรจาหาผู้จัดการทีมคนที่ใช่ด้วย ก่อนประสบความสำเร็จดึง เอริก เทน ฮาก มาได้นั่นแหล่ะ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าข้อมูลนี้เท็จจริงขนาดไหน หากเป็นจริงก็หมายความว่า ผลงานที่เห็นไม่ได้อยู่นอกเหนือความคาดหมายของบอร์ดบริหารเลย แต่หากมองความรู้สึกของกองเชียร์ พวกเขาคงคิดว่าแล้วจะเสียเวลาไปตั้ง 6 เดือนเพื่ออะไร ควรปล่อยให้ คาร์ริค ทำหน้าที่แทนแบบยาวๆไม่ดีกว่าหรือ น่าจะมีอนาคตกว่าอีก เพราะตอนปลด โอเล่ กุนนาร์ โซลชา โอกาสลุ้นท็อปโฟร์เพื่อตั๋วยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ยังเปิดกว้างพอสมควรเลยและนั่นคือเป้าหมายของทีม อย่างน้อยต้องรักษาโควต้าเดิมเอาไว้ ฟังแล้วมันขัดแย้งกันเห็นได้ชัด อีกทั้งในสัญญาของ รังนิก ยังระบุไว้ว่าครบ 6 เดือนจะถอยมานั่งที่ปรึกษา นั่นหมายความถึงเป็นแพลนระยะยาว ไม่ใช่แก้ขัดสั้นๆหรอก แต่พอทำหน้าที่ไปสักพัก รังนิก คงพอจะรู้แล้วว่า งานที่นี่ไม่เหมาะกับตน เกิดปัญหาต่างๆมากมาย บรรยากาศเขม็งเกลียว มีแต่ความอึดอัดอบอวลรอบข้าง นั่นจึงทำให้ตัดสินใจรับงานคุมทีมชาติออสเตรีย ซึ่งน่าจะเวิร์คกว่า แถมประกาศโต้งๆกันเลย ทั้งที่ซีซั่นยังไม่ปิดฉาก โดยมารยาทควรให้เสร็จสิ้นก่อน แฟนบอลเลยเกิดความคลางแคลงใจ มันยังไงกันนี่ งานเดิมยังไม่จบเลย แต่ยืนยันไปรับงานใหม่หน้าตาเฉย แล้วตำแหน่งที่ปรึกษาล่ะจะเอายังไง ควบสองเก้าอี้ กินเงินค่าจ้าง 2 ทางเลยอย่างนั้น บังเอิญเหลือเกิน ก่อนหน้าไม่นานมีข่าวลือว่า รังนิก ทำงานแค่ 6 วันต่อเดือนในตำแหน่งที่ปรึกษา คงไม่ใช่ปัญหาหรอกหากจะรับสองงานจริง อีกทั้งการคุมทีมชาติก็ไม่ได้มีตลอด เป็นแค่ช่วงเวลา ในสายตาของแฟนบอล รังนิก จึงดูไม่ค่อยดีเท่าไรนัก ตัวเขาเองก็น่าจะรู้แหล่ะ วัดจากกระแสได้ไม่ยากหรอก เชื่อกันว่าการตัดสินใจ เปลี่ยนทิศหัวเรือไปยังทีมชาติออสเตรีย มันเหมือนพร้อมตีกรรเชียงหนีแมนฯยูไนเต็ดอยู่แล้ว หากฝืนอยู่ต่อ อาจเป็นผลเสียในอนาคต โดนจ้องจับผิดว่าตกลงแล้วทำอะไรบ้าง ขณะเดียวกัน เอริก เทน ฮาก ก็ไขข้อข้องใจอย่างฉะฉานว่า เขาคือคนขีดเส้นสุดท้ายว่าจะเลือกแบบไหน ส่วนคนอื่นให้คำแนะนำหรือเป็นที่ปรึกษาเท่านั้นเอง ทันทีที่คอนเฟิร์มว่าจะลาทีม แทบไม่มีแฟนบอลอาลัยอาวรณ์ รังนิก ซึ่งพอจะเป็นที่เข้าใจกันได้ไม่ยาก ในเมื่อไม่มีโมเมนต์หรือหลงเหลือความทรงจำดีๆให้แก่กัน จะไปแปลกอะไรนักที่มันจะกลายเป็นอย่างนี้ อีกด้านก็น่าเห็นใจ รักนิก ซึ่งอาจไม่ได้รับการสนับสนุนจากรอบข้างอย่างที่ควรจะเป็น แต่ก็นั่นแหล่ะเมื่อย้อนกลับมา ตัวเขาก็ไม่อาจแก้ไขปัญหาได้เลย อยู่ไม่รัก จากก็ลืม -- นี่แหล่ะคือสถานะของเขาในบทบาทรักษาการณ์ผู้จัดการทีม ------------------

[ #ท่านประธานไม่น่าเคารพ ]

ในขณะที่ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ขยายสัญญาฉบับใหม่มูลค่ามหาศาล พร้อมอยู่โยงช่วยปารีส แซงต์ แชร์กแมงต่อไป ลิโอเนล เมสซี่ ก็น่าจะแทบการันตีร้อยเปอร์เซนต์แล้วว่า ยังปักหลักช่วยทีมอย่างน้อยอีกหนึ่งฤดูกาล ยกเว้นเพียงในรายของ เนย์มาร์ ที่ยังคลุมเครือไม่มีความแน่นอน ท่ามกลางข่าวลือที่แรงตามลำดับว่าอาจโดนปล่อยตัว อย่างไรก็ตามข่าวประเภท เมสซี่ มีโอกาสหวนคืนอ้อมกอดบาร์เซโลน่า คงมีออกมาเรื่อยๆ จนแล้วจนรอดก็ไม่ยอมหยุดสักที เชื่อกันว่าต้นตอมาจาก โจน ลาปอร์ต้า ประธานบาร์ซ่าเอง หากไม่อาศัยพวกสื่อช่วยประโคม ก็มักให้สัมภาษณ์ในทำนองนั้นยามที่ถูกถามขึ้นมา อย่างเช่นล่าสุด ลาปอร์ต้า ก็พูดถึงเรื่องนี้เช่นเดียวกัน ความจริงปรารถนาจะเก็บ เมสซี่ เอาไว้ตั้งแต่ซัมเมอร์ที่แล้ว พร้อมทั้งบอกว่าสาเหตุที่เสียไปไม่ได้มาจากกฎไฟแนนเชี่ยล แฟร์เพลย์หรือลาลีกาหรอก แต่น่าจะมาจากข้อเสนอของปารีส แซงต์ แชร์กแมงมากกว่า จนทำให้บาร์ซ่าต้องเสียนักเตะที่ทรงคุณค่าสุดในประวัติศาสตร์ คือพอให้สัมภาษณ์ในลักษณะนี้ออกไป ต่อให้ไม่ได้พูดออกมาตรงๆ ทว่ามันเหมือนชี้ให้แฟนบอลมองว่า เมสซี่ หิวเงินจนตัวสั่นอยากย้ายทีม ทั้งที่สาเหตุมาจากบาร์เซโลน่าละเมิดกฎการเงินต่างหาก จนทำให้แบกรับภาระค่าใช้จ่ายต่างๆไม่ไหว แล้วค่าเหนื่อย เมสซี่ อยู่ในเรตสูงมากอย่างที่รู้กัน แม้จะในยุคของ โจเซป บาร์โตเมว เป็นประธาน แต่พอทาง ลาปอร์ต้า เข้ามาแทนแล้วก็ต้องจัดการสะสางปัญหาให้ได้ ก่อนหน้าจะได้รับเสียงโหวตจนกลับมานั่งเป็นบอสใหญ่บาร์เซโลน่า เราได้ยินนโยบายของ ลาปอร์ต้า กันชัดเจนดีแล้ว โดยเฉพาะรับประกันว่า เมสซี่ จะอยู่กับสโมสรแน่นอน ส่วนหนึ่งมาจากความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกันตั้งแต่อดีตแล้ว เมสซี่ ชื่นชอบชื่นชม ลาปอร์ต้า เป็นทุนเดิม ตรงกันข้ามกับ บาร์โตเบว ที่เกลียดเข้าไส้ ถึงขั้นขอขึ้นบัญชีย้ายมาแล้ว นักเตะไม่ได้อยากย้ายไหนทั้งสิ้น นี่คือเรื่องจริงที่สุดและความผิดพลาดที่เกิดขึ้นมาจากการบริหารจัดการเบื้องบนเอง จะมาโยนความผิดให้ เมสซี่ ย่อมไม่เป็นธรรม นี่เองทำให้ ฮอร์เก้ เมสซี่ ผู้เป็นพ่อ ไม่พอใจเหลือเกินที่เห็นลูกชายกลายเป็นเหยื่อแบบนี้ จึงตัดสินใจโทรหา ลาปอร์ต้า เองเลยว่าอย่าพูดเรื่องในทำนองนี้อีกเด็ดขาด ไม่ควรเอาคนอื่นไปเป็นเครื่องมือ หยุดพูดทั้งเรื่องอดีตและอนาคต ซึ่งทุกวันนี้บาร์เซโลนิสต้าอีกไม่น้อย ยังหวังลึกๆว่าจะได้เห็น เมสซี่ คืนสู่เหย้าในฐานะแข้งคนสำคัญอีกครั้ง แต่มันเป็นไปไม่ได้เลยอย่างที่รู้กัน แม้จะมีเงินกู้ก้อนโต้มาใช้ก่อนก็ยังยากอยู่ดี แทบไม่มีมุมเป็นไปได้หรอก สิ่งที่ ลาปอร์ต้า ต้องทำในเวลานี้คือ จัดสรรงบประมาณใช้จ่ายซื้อผู้เล่นที่จำเป็นอย่างเหมาะสม รวมทั้งเคลียร์พวกสัญญาที่คั่งค้างคาราคาซังให้เรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นเคสของ อุสมาน เดมเบเล่ ที่ยื้อกันมาสุดๆ แต่ยังไม่อาจหาบทสรุปได้ รวมทั้ง กาบี มิดฟิลด์ดาวรุ่งที่ยังไม่บรรลุเซ็นสัญญาใหม่ด้วย ท่ามกลางความกังวลของแฟนๆว่าอาจเสียไปอีก ลาปอร์ต้า ให้สัมภาษณ์ว่าเอเจ้นท์ของ กาบี เตะถ่วงเวลา ยื่นข้อเสนอไปแล้ว ก็ยังเงียบกริบอยู่ดี เหมือนโยนความผิดให้กับนักเตะอีกแล้ว อย่างไรก็ตามความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว ได้รับการเปิดเผยภายหลังว่า ยังไม่มีข้อเสนอเกี่ยวกับสัญญาฉบับใหม่ยื่นให้เลย ทั้งที่ตัวนักเตะแสดงความมุ่งมั่นตั้งใจและภักดีกับสโมสรเต็มที่ แล้วมาบอกว่าน่าจะมีปัญหาเรื่องการสื่อสารกัน ซึ่งเรื่องอย่างนี้ไม่น่าเตะหลุดเลย ในเมื่อยังไม่มีอะไรไปให้นักเตะ แล้วจะมาป่าวประกาศได้ไงว่าเป็นฝีมือของเอเจ้นท์ เพราะเมื่อแฟนบาร์ซ่าได้ฟัง ก็ต้องคิดในมุมที่ไม่ดีก่อน มาในทำนองนี้เอเจ้นท์ของ กาบี น่าจะต้องการต่อรองเรื่องค่าจ้างแน่ๆ นักเตะก็ตกกะไดพลอยโจนไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้ ลาปอร์ต้า ควรเตรียมข้อมูลให้ชัดเจนหรือไม่ก็ต้องเลือกพูดความจริงเลย ไม่ใช่เฉไฉอย่างที่ชอบทำ กลับมาที่เคสของ เมสซี่ กันอีกรอบ ตัวเขาเองไม่พอใจอย่างหนัก การย้ายกลับในซัมเมอร์นี้ไม่มีทางเกิดขึ้นอยู่แล้ว ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ลาปอร์ต้า เองก็มักจะชี้ให้ทุกคนเห็นว่า เมสซี่ ไม่มีความสุขกับการใช้ชีวิตที่นั่นเลย เอาเข้าจริงมันก็น่าจะเป็นอย่างนั้น ผลงานของเขาต่ำจากที่เคยทำไว้เหลือเกินในซีซั่นที่เพิ่งจบไป 11 ประตู 14 แอสซิสต์ โดยยิงได้ในลีกเอิงแค่ 6 ประตูเท่านั้นเอง เห็นตัวเลขแล้วผิดคาดไปมากมายเลย ทุกคนต่างรู้ดีว่ามาตรฐานลีกเอิงนั้นแย่สุดใน 5 ท็อปลีกยุโรป เมสซี่ น่าจะระเบิดตาข่ายกระจุยกระจายหายห่วง แต่กลับตาลปัตรเลย ไม่ใช่แค่นั้น เมสซี่ ยังมีปัญหาอาการบาดเจ็บคุกคามมากกว่าช่วงเล่นให้บาร์ซ่าอีก ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนไม่ค่อยดีเท่าไรนัก นอกจากนี้สิ่งที่สร้างความเจ็บปวดให้เขามากสุด เห็นจะเป็นปฏิกิริยากองเชียร์ ช่วงหลังทักตกเป็นเป้าเสียงโห่บ่อยๆ แทบทุกคนหวังว่าการมาของ เมสซี่ ซึ่งกลายเป็นดีลแห่งมหากาพย์ จะช่วยยกระดับเปแอสเชแบบทันตาเห็น โดยเฉพาะความสำเร็จในเวทียุโรป แต่กลับหยุดเส้นทางแค่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ทั้งที่เป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบเหนือเรอัล มาดริดมาตลอด เมสซี่ เองก็ไม่อาจฝากความหวังได้เลย แทบเป็นคนละคนกับตอนเล่นให้บาร์เซโลน่า ทั้งที่ในทีมก็องค์ประกอบดีมาก มีผู้เล่นชั้นนำหลายคนพร้อมสนับสนุน พอโดนโห่มากเข้า ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่สื่อจะไปเล่นประเด็น ไม่มีความสุข อยากย้ายทีมและแน่นอนว่าบาร์ซ่าเกี่ยวข้องด้วย เรื่องไม่แฮปปี้น่าจริงแหล่ะ โดนหนักขนาดนี้ ใครบ้างจะยิ้มหน้าระรื่นได้อีก แต่เรื่องการย้ายทีม ยังไงก็ไม่เกิดหรอกในซัมเมอร์นี้ เลิกคิดกันได้เลย โดยเฉพาะฝั่ง ลาปอร์ต้า อย่าเอานักเตะคนอื่นมาหากินแบบพวกนักการเมืองที่พูดเอาดีเข้าตัว น่าเห็นใจ เมสซี่ ในสถานการณ์ที่เผชิญหน้าเวลานี้ เขาควรได้รับการยกย่องจากแฟนบาร์ซ่ามากกว่านี้ รับใช้มาอย่างยาวนาน นำความสำเร็จมาให้ไม่หยุดหย่อน แต่กลับไปหลงเชื่อคำพูดของท่านประธานกัน แล้วไม่ต้องไปโบ้ยว่า ไม่ยอมลดค่าจ้างเพื่อช่วยพยุงทีม เขาลดกระหน่ำมาแล้วหลายสิบเปอร์เซนต์ แต่ทางบาร์ซ่าเคลียร์ให้ลงตัวไม่ได้เองต่างหาก หากจะให้เล่นฟรีไม่รับตังค์คงเป็นไปไม่ได้แน่ สถานะปัจจุบันก็ตึงเครียดโดนแฟนโห่ ส่วนทางอดีตทีมก็ยังงัดกลอุบายมาเล่นอย่างไม่เหมาะสมอีก เป็นซูเปอร์สตาร์มันเหนื่อยอย่างนี้นี่เอง -------------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ผมเคยสู้เขาไม่ได้ ]

เกมชิงดำยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเที่ยวนี้ แสงไฟไม่น้อยสาดไปยัง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ซึ่งเคยมีปมดราม่ากับเรอัล มาดริดมาก่อน ย้อนไปยังปี 2018 ลิเวอร์พูลหักด่านผ่านมาตัดสินแชมป์กับมาดริด แน่นอนว่า ซาลาห์ กำลังร้อนแรงสุดๆ ระเบิดไป 44 ประตูย่อมถูกจับตาในฐานะมวลมหาความหวังของเดอะ ค็อป แต่เขาอยู่ในสนามได้แค่ 30 นาทีเท่านั้นเอง เพราะปะทะกับ เซร์คิโอ รามอส จนเจ็บหัวไหล่อย่างหนัก ฝืนเล่นต่อไม่ไหว เดินออกจากสนามด้วยน้ำตานองหน้า ด้วยอารมณ์เสียใจและผิดหวังสุดขีด ภาพดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจมากๆ แฟนบอลทั่วโลกรู้สึกเห็นใจ ซาลาห์ ที่ต้องมาเผชิญชะตากรรมเช่นนี้ หลายคนก่นด่าสาปแช่ง รามอส ว่าเจตนาทำร้ายกันเลย เพื่อตัดกำลังตัวเก่งของฝั่งตรงข้าม ซ้ำร้ายมาดริดเป็นฝ่ายชนะ ครองแชมป์อีกสมัยอย่างยิ่งใหญ่ ซาลาห์ แทบจะเจ็บปวดดับเบิ้ล แม้วันเสาร์นี้ที่พาร์ค เดอ แพร็งซ์ ทางมาดริดจะไม่มี รามอส ยืนประจำการแนวรับแล้ว แต่ยังไงเรื่องในอดีตก็ต้องถูกจับเอามาโยงแน่ ยิ่งประเด็นการชำระบัญชีหนี้แค้น ดูเหมือนถูกนำมาพูดกันเพียบ เพราะมีอดีตไม่น้อยไปกว่าใคร ซาลาห์ จึงได้รับความสนใจเป็นธรรมดา ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดเลย แต่อีกหนึ่งแข้งของลิเวอร์พูล ซึ่งมีอดีตติดสอยห้อยตามความทรงจำเช่นกันคือ ฟาบินโญ่ เขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นัดชิงเมื่อ 4 ปีก่อนหรอก เพราะย้ายมาลิเวอร์พูลหลังจากนั้นไม่นานนัก มีค่าตัวสูงถึง 40 ล้านปอนด์ แต่ ฟาบินโญ่ เคยเป็นนักเตะเรอัล มาดริดมาก่อน แม้จะไม่เป็นที่จดจำของแฟนบอลมากมายก็ตาม ย้อนไปเมื่อ 10 ปีก่อนหรือปี 2012 ฟาบินโญ่ ถูกทางริโอ อาฟสโมสรในลีกสูงสุดโปรตุกีสจับเซ็นสัญญาระยะยาว 6 ปีด้วยกัน ในฐานะดาวรุ่งที่น่าจับตา แม้รูปร่างจะผอมเพรียวดูอ้อนแอ้น แต่ชั้นเชิงลูกหนังไม่ธรรมดา เล่นได้หลากหลายตำแหน่ง รวมทั้งมุ่งมั่นตั้งใจด้วย แววตาฟ้องว่าเอาเรื่องเลยทีเดียว จริงๆการย้ายมาริโอ อาฟ เหมือนเป็นการพักไว้ช่วงสั้นๆเท่านั้นเอง อยู่ได้เพียงแค่เดือนเศษ ก็ต้องเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า ข้ามมาทางฝั่งสเปนเพื่อเล่นให้กับเรอัล มาดริดกาสตีญ่าหรือทีมสำรองของราชันชุดขาวในแบบยืมตัว การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทำให้ ฟาบินโญ่ ในวัยเพียงแค่ 18 ปี ต้องพยายามปรับตัวอย่างมาก ช่วงอยู่โปรตุเกสยังโอเคหน่อย ภาษาไม่มีปัญหา แต่พอโยกมาสเปน มีความแตกต่างหลายอย่าง นอกจากนี้นิสัยที่ขี้อาย พูดน้อย ชอบเก็บเนื้อเก็บตัว ยังเป็นอุปสรรคพอสมควรเลยทีเดียว ในขณะเดียวกันพื้นฐานทางบ้านก็ค่อนข้างไปทางยากจน การตัดสินใจมุ่งมั่นเอาดีทางแข้งอาชีพ ก็เพื่อหวังไว้ว่าอนาคตจะช่วยเหลือครอบครัวให้ลืมตาอ้าปากได้บ้าง โดยที่ไม่ได้ตั้งเป้าต้องเป็นซูเปอร์สตาร์หรอก ตอนนั้นเพื่อนนักเตะในทีมเยาวชน ส่วนมากมีอุปกรณ์พร้อมสรรพ สตั๊ดรุ่นพรีเมี่ยมราคาแรง ฟาบินโญ่ ได้แต่มองด้วยความเหนียมอายเวลาลงซ้อม เพราะต้องหยิบอาดิดาสรุ่นโคปา มอนดิอัล ซึ่งตกยุคไปแล้วมาสวม เขาต้องเจอทั้งสายตาที่มองมาแบบแปลกๆและหยามหยัน บางคนกระซิบกัน คงเห็นเหมือนเป็นตัวตลกขำขันอยู่บ้าง ฟาบินโญ่ พยายามบอกกับตัวเองเสมอว่า สิ่งที่ต้องทำให้ได้คือการทำงานหนักให้หนักที่สุดเท่านั้น เพื่อนำไปสู่สัญญาอาชีพ นั่นแหล่ะคือธงที่ปักเอาไว้ ยังดีที่ว่า โตมาส เมฆีอาส ผู้รักษาประตูที่เล่นในทีมสำรองเช่นกัน แต่อายุมากกว่า 5 ปี คอยให้การสนับสนุน เมฆีอาส เป็นทั้งพี่และเพื่อนของ ฟาบินโญ่ พาไปพักที่บ้าน จัดแจงเป็นธุระปะปังให้หลายเรื่อง คอยดูแลใกล้ชิด ให้คำแนะนำต่างๆมากมาย ด้วยความที่เข้ามาในอะคาเดมี่ของมาดริดตั้งแต่ 11 ขวบ จึงเป็นเหมือนขาใหญ่ หลายคนเกรงใจ นั่นจึงเป็นเหมือนเกราะกำบังให้ ฟาบินโญ่ อีกด้วย ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าขุมกำลังดาวรุ่งของมาดริดตอนนั้นแข็งแกร่งเหลือเกิน นอกจากผลงานในลีกเปรี้ยงปร้างแล้ว ขีดความสามารถนักเตะก็สุดๆ อัลบาโร่ โมราต้า คือหัวหอกที่ทั้งเก่งกาจและหล่อเหลา ตกเป็นเป้าสายตามากมาย นอกจากนี้ยังมีพวกตัวรุกอย่าง เฆเซ่ โรดริเกซ , เดนิส เชอรีเชฟ และ ลูกัส บาสเกซ คอยสนับสนุนด้วย แดนกลางมี โอมาร์ มาร์กาเรลล์ ซึ่งภายหลังไปสร้างชื่อในบุนเดสลีกา บอร์ฆา การ์เซีย และดาวรุ่งดาวใหม่ที่แรงมากอย่าง กาเซมีโร่ เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ด้านแนวรับมีคู่พี่น้อง นาโช่ เฟร์นานเดซ และ ดีเอโก้ ยอเรนเต้ ซึ่งปัจจุบันเล่นกับลีดส์ ยูไนเต็ดคอยป้องกัน นึกดูเอาแล้วกันว่า มาดริดสำรองขบวนนั้นเจ๋งแค่ไหน มันจึงเป็นเรื่องยากสำหรับ ฟาบินโญ่ ที่จะสอดแทรกเข้าไป แน่นอนว่าตำแหน่งมิดฟิลด์ไม่มีที่ว่างหรอก เขาจึงต้องไปต่อสู้แย่งแบ็กขวาเอา ด้วยรูปร่างภาพลักษณ์แล้ว ดูจากภายนอกไม่น่าสนใจเท่าไรอีกต่างหาก จริงๆการสู่มาดริดของ ฟาบิโญ่ มีเอเจ้นท์คนดังอย่าง ฮอร์เก้ เมนเดส อยู่เบื้องหลัง ผลักดันนักเตะที่มีแววเพื่อหาเวทีใหญ่ให้แสดงผลงาน หวังเป็นบันไดก้าวแรกไต่ไปสู่อนาคต เพราะ เมนเดส เคยเป็นนักเตะมาก่อนและมีสายตาแหลมคมในการอ่านคนทั้งในและนอกสนาม จึงมั่นใจว่า ฟาบินโญ่ จะไปได้สวยแน่บนเส้นทางสายนี้ ต้องไม่ลืมว่ากุนซือชุดใหญ่ของมาดริดในเวลานั้นคือ โชเซ่ มูรินโญ่ ซึ่งมีความแนบแน่นกับ เมสเดส เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ที่สำคัญคือกุนซือริโอ อาฟ ซึ่งเป็นต้นสังกัดจริงของ ฟาบิโญ่ มีชื่อว่า นูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต้ เป็นลูกค้ารายแรกๆของ เมนเดส ในช่วงตั้งตัวเช่นกัน ต้องยอมรับว่า ฟาบินโญ่ โชคดีที่ได้รับการสนับสนุน ไม่ง่ายเลยที่จะมี เมนเดส คอยค้ำชูดูแล อัลแบร์โต้ โตริล โค้ชทีมสำรองของมาดริดช่วงดังกล่าว เล่าไว้ว่า ฟาบินโญ่ สูงถึง 190 เซนติเมตร แต่เล่นในแนวรับตลอด ไม่เคยขยับมายืนมิดฟิลด์เลยเต็มที่คือหุบมาเล่นเซ็นเตอร์แบ็ก ดังนั้นผลงานการเป็นสุดยอดกองกลางเชิงรับในปัจจุบัน ต้องยกนิ้วให้พัฒนาการเรียนรู้ของ ฟาบินโญ่ รวมทั้ง เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่นำมาต่อยอด ขณะเดียวกันเป็น มูรินโญ่ นี่แหล่ะที่ให้โอกาส ฟาบินโญ่ ลงเป็นตัวสำรองในช่วง 14 นาทีสุดท้ายเจอมาลาก้า ก่อนจะทำแอสซิสต์ให้ อังเคล ดิ มาเรีย ซัลโวปิดกล่องถล่ม 6-2 ต่างหาก ด้วยเหตุนี้ ฟาบินโญ่ จึงมีความเชื่อมโยงกับมาดริดอย่างชัดเจนมากๆ ไม่ถึงขั้นผูกพันหรอก เพราะเขาถูกปล่อยให้โมนาโกยืมตัวในซัมเมอร์ปี 2013 นั่นเอง ก่อนจะย้ายถาวรในอีก 2 ปีถัดมา แต่การได้เผชิญหน้าในนัดชิงวันเสาร์ มันย่อมมีความพิเศษแฝงไว้แน่นอน รวมถึงการได้ปะทะ กาเซมีโร่ และ นาโช่ ที่คุ้นเคยกันมา ในอดีตเขาอาจแย่งตำแหน่งกองกลางตัวรับจาก กาเซมีโร่ ไม่ได้ก็จริง ทว่าที่พาร์ค เดอ แพร็งซ์จะได้พิสูจน์ว่าใครเจ๋งกว่ากัน -------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ]

เรอัล มาดริดประกาศรายชื่อ 26 นักเตะที่จะลงทำศึกนัดชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกกับลิเวอร์พูลที่กรุงปารีส ในวันเสาร์นี้ออกมาเรียบร้อย ปรากฏว่าเซอร์ไพรส์เล็กๆ เพราะเราได้เห็น แกเร็ธ เบล ร่วมขบวนชุดนี้ด้วย แฟนบอลมาดริดหลายคนไม่ต้องการดาวเตะเวลช์อีกต่อไปแล้ว ขับไสไล่ส่งมาพักใหญ่ ท่ามกลางเสียงสวดสาปแช่งว่าเป็นพวกกาฝากคอยเกาะกินสูบเลือดเนื้อสโมสร เบล รับค่าจ้างมหาศาลกว่านักเตะทุกคนมาดริดทุกคน ใกล้เคียง 500,000 ยูโรต่อสัปดาห์ แต่กลับไม่ได้ตอบแทนอย่างคุ้มค่าสักนิด อย่างไรก็ตามเคสนี้ แฟนบอลทีมอื่นไม่ค่อยเห็นด้วยนัก เพราะตัวนักเตะก็ถูกปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสมเช่นเดียวกัน เรื่องนี้มีการถกกันบ่อยแล้ว ต่างฝ่ายต่างมุมมอง กระนั้นต้องยอมรับว่านับตั้งแต่ คาร์โล อันเชล็อตติ เข้ามากุมบังเหียนเมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว สถานการณ์อันตึงเครียดดูผ่อนคลายพอสมควรเลย แม้จะมีนักข่าวหรือคอลัมนิสต์บางคน จ้องเล่นงาน เบล มากเป็นพิเศษ ทว่ากระแสไม่ค่อยรุนแรงเท่าไรนัก หากเทียบยุค ซีเนดีน ซีดาน เป็นนายใหญ่ ว่ากันตามตรง ซีดาน อาจเงียบขรึม ไม่พูดอะไรมาก แต่พอมองออกว่าไม่ต้องการเก็บ เบล ไว้ใช้งานหรืออยู่ในแผนเพื่ออนาคตอีกต่อไป พยายามอย่างยิ่งจะให้ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ หาทางเขี่ยออกจากทีม แต่ความเป็นจริงมันไม่ง่ายอย่างนั้น เต็มที่คือส่งไปให้ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ต้นสังกัดเดิมยืมตัว ก็ยังไม่อาจสร้างความประทับใจเหมือนในอดีต ดีลเซ็นถาวรเลยไม่เกิดขึ้น ต้องระเห็จกลับมามาดริดอีกรอบ เบล ดูเหยาะแหยะไม่จริงจังตั้งใจยามสวมเสื้อสโมสร ทว่าพอเปลี่ยนเป็นยูนิฟอร์มทีมชาติแล้วกลายเป็นคนละคน ตรงนี้เองที่แฟนมาดริด ต่างพุ่งเป้าเข้ามาโจมตีด้วยความโกรธแค้น ยิ่งเมื่อเห็นนักเตะทำตัวชิลด์ๆ แล้วรับเงินค่าจ้างมหาศาลในแต่ละวีก มันทวีความเจ็บใจหนักกว่าเดิมอีก อันเช่ เองน่าจะพอรู้อยู่แล้วว่า เบล ไม่ได้เป็นที่ต้องการของแฟนบอล เล่นไปแบบซังกะตาย ให้สัญญาหมดแล้วค่อยย้ายแบบฟรีเอเจ้นท์ ครั้นจะมาปลุกเร้าให้นักเตะเกิดความฮึกเหิม เรียกฟอร์มเก่งกลับคืนมาเหมือนวันเก่า คงยากแล้ว สถานการณ์มันเลยเถิดเกินกว่าจะย้อนไปแก้ไข สิ่งที่กุนซืออิตาเลี่ยนทำ ไม่ใช่ตัดหางปล่อยวัด ปล่อยไปตามยถากรรมไม่ดูดำดูดี เขากลับเลือกปฏิบัติตามปกติ ไม่มีเส้นคั่นในความสัมพันธ์ เราจึงได้เห็นภาพอย่างเช่น เขาเดินคุยกระหนุงกระหนิงรอยยิ้มฉาบใบหน้ากับ เบล ในระหว่างฝึกซ้อม ซึ่งแทบไม่เคยเจอเลยในยุคของ ซีดาน ไม่ได้มีเจตนาชี้ว่า ซีดาน เป็นบอสที่ไม่เหมาะสม แต่กุนซือแต่ละคนมีวิธีการบริหารจัดการลูกทีมที่แตกต่างกันออกไป สำหรับ อันเช่ มักจะยืนเคียงข้างลูกทีมเสมอ ยึดถือแนวทางเรื่องความสัมพันธ์เป็นหลัก ห้องแต่งตัวคือจุดเริ่มต้นสำคัญ หากบรรยากาศดี ทีมสปิริตแข็งแกร่ง ย่อมส่งผลต่อในสนามแน่นอน เขาจะเดินเข้าหานักเตะแบบรายตัว พูดคุยทำความเข้าใจ เพื่อหาข้อมูลต่างๆแล้วมาวิเคราะห์ใช้อย่างเหมาะสม แน่นอนว่าการทำงานในสโมสรชั้นนำของยุโรป เต็มไปด้วยดาวดังมากมาย ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะบริหารให้เกิดความสมดุลลงตัว แค่จับบางคนนั่งสำรองหรือเปลี่ยนตัวออก บางครั้งก็ต้องรับมือกับอารมณ์ฉุนเฉียวไม่พอใจแล้ว เพราะรู้ว่าปัญหาเหล่านี้ต้องเกิดขึ้น อันเช่ จึงแก้ไขด้วยการเสริมสร้างความสัมพันธ์แบบเข้าถึงจริง ไม่ใช่คุยแบบฉาบฉวย ว่ากันว่าเขาใช้เวลาอยู่กับนักเตะในแต่ละวัน เพื่อพูดคุยเรื่องราวต่างๆหลายชั่วโมง พร้อมทั้งให้คำแนะนำอย่างดีเสมอมา จุดแข็งของ อันเช่ คือบารมีที่แกร่งกล้า สั่งสมมาตั้งแต่สมัยค้าแข้ง เป็นผู้เล่นชั้นนำ ถูกยอมรับในวงกว้าง พอมาเป็นกุนซือแล้วยิ่งใหญ่กว่านั้นอีก คุมสโมสรใหญ่ๆ ร่วมงานกับแข้งตัวท็อปมากมายและเราแทบไม่เคยได้ยินมีปัญหาเลย นั่นจึงเป็นที่มาของสมญา "The Diva Whisperer" ที่ถูกเรียกขาน จากคุณสมบัติอันชาญฉลาด สามารถเข้าถึงทุกคนได้ ไล่ตั้งแต่บอร์ดบริหารลงมาถึงกลุ่มนักเตะ เขาปกครองลูกทีมตัวเองได้อย่างดี ได้รับการเคารพยกย่องสมฐานะผู้เป็นบอส ในขณะเดียวกันฝ่ายบริหารก็ยำเกรง เพราะรู้ถึงความสามารถของกุนซือผู้นี้ดี สังเกตว่า อันเช่ ไม่ต้องพูดเยอะหรอก เวลาคุมทีมข้างสนาม เพราะผ่านการพูดคุยทำความเข้าใจมาเรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งยืนยันว่าความเงียบขรึมคืออีกแนวทางที่นำมาใช้ในการบริหารและมันก็ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ ด้วยเหตุนี้ แกเร็ธ เบล จึงได้รับการปฏิบัติอย่างดี นั่นทำให้บรรยากาศในทีมดีขึ้นอีกต่างหาก เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา เบล ซึ่งฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บ มีชื่อเป็นสำรองในเกมลาลีกาดวลเกตาเฟ่ ก่อนจะถูกส่งมาเล่นใน 16 นาทีสุดท้าย พอเห็น เบล โจนสู่สนามเท่านั้นเอง เสียงโห่จากแฟนบอลราชันชุดขาวก็ดังขรมไปหมด จบเกมมาดริดเฆี่ยนนิ่ม 2-0 แต่กองเชียร์ก็ยังไม่ค่อยพอใจนัก แน่นอนว่าในเพรสคอนเฟอเรนซ์ บรรดานักข่าวพร้อมตั้งคำถามกับ อันเช่ เรื่องนี้อยู่แล้ว มีเหตุผลอะไรถึงส่งดาวเตะเวลช์ ผู้ซึ่งควรเป็นส่วนเกินของทีมลงมา "เขามีความเป็นมืออาชีพและฟิตมากพอที่จะลงสนามได้ นั่นคือเหตุผล" คำตอบถือว่าชัดเจนดีแล้ว ไม่ต้องอ้อมค้อมให้เสียเวลาเลย ที่สำคัญ เบล ไม่ได้ทำให้ทีมเสียหายพ่ายแพ้เลย พยายามตั้งใจทำงานอย่างเต็มกำลัง ที่สำคัญคงได้ยินเสียงเจ้านายตอบคำถามนักข่าว เพื่อปกป้องเขาว่ามีความเหมาะสมที่จะได้รับโอกาสดังกล่าว ถัดจากเกมนั้น เบล ยังมีชื่ออยู่ข้างสนามนัดบุกเซบีย่า แต่ไม่ได้ถูกเปลี่ยนลงมา แล้วก็บาดเจ็บยาวที่บริเวณแผ่นหลัง จนเกมลีกนัดสุดท้ายของฤดูกาลซึ่งเสมอเรอัล เบติสแบบจืดชืด เพราะเหตุนี้แหล่ะเลยไม่มีใครคาดคิดว่า เบล จะถูกบรรจุชื่อไว้เป็น 1 ใน 26 แข้งชนลิเวอร์พูลในไฟนั่ลสำคัญสุดๆวันเสาร์ที่จะถึง โอกาสที่ เบล ได้สัมผัสเกมไม่ว่าจะตัวจริงหรือสำรอง มีน้อยอย่างมาก ซึ่งหากเป็นอย่างว่าคงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย แต่การที่ อันเช่ เลือกหนีบแข้งรายนี้ไปปารีสด้วยกัน มันหมายถึงให้ความสำคัญ ไม่เคยคิดมองข้ามเลย ต่อให้จะเป็นที่เกลียดชังของแฟนบอลมากขนาดไหน อย่างน้อยที่สุดเมื่อสิ้นเสียงนกหวีดสุดท้ายที่พาร์ค เดอ แพร็งซ์แล้ว เบล เองก็จะได้เก็บความทรงจำดีๆไว้เช่นกัน นี่คือแนวทางที่ อันเช่ นำมาใช้และคงยึดมั่นต่อไปอยู่เสมอ มันมีแต่ได้กับได้ ไม่เสียหายอะไรเลย ต่อให้มีเสียงแฟนบอลต่อต้านบ้างก็ตาม ที่สำคัญต้องไม่ลืมด้วยว่านัดชิงปี 2018 เบล นี่แหล่ะคือฮีโร่ตัวจริง ----------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117

[ #ปมปัญหาเนย์มาร์ ]

ไม่รู้เท็จจริงแค่ไหนกับกระแสข่าวที่ว่าปารีส แซงต์ แชร์กแมงพร้อมรับฟังทุกข้อเสนอที่เข้ามาเพื่อซื้อ เนย์มาร์ เลกิ๊ปสื่อกีฬาบิ๊กเบิ้มของฝรั่งเศส จุดประเด็นนี้ขึ้นมาก่อน ตอนกลางดึกคืนวันอังคาร จากนั้นก็ลามสะพัดไปทั่ว ทางด้านโกลดอทคอมก็คอนเฟิร์มด้วยเหมือนกัน เปแอสเชเปิดโอกาสให้ทีมไหนก็ตามที่อยากได้ลองมาคุยกันดูสักหน่อย หากมูลค่าน่าพอใจนั่นหมายถึงเราอาจได้เห็นการย้ายทีมเกิดขึ้น แม้ภายหลังจะมีข่าวเชิงว่า เนย์มาร์ ยังคงปักหลักต่อ เพราะมีสัญญายาวจนถึงปี 2025 หรืออีก 3 ปีเต็ม แต่ดูเหมือนไม่ค่อยมีน้ำหนักเท่าไรนัก ในขณะเดียวกันการขยายสัญญาของ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ก็ถูกจับตาว่า จะส่งแรงกระแทกมายังอนาคตของ เนย์มาร์ ด้วยเหมือนกัน มันเป็นการยืนยันว่า ดาวเตะฝรั่งเศสมีความสำคัญและอิทธิพลมากสุดในทัพเปแอสเชเวลานี้ อาจเหนือกว่า ลิโอเนล เมสซี่ และแน่นอนว่าข่มรุ่นพี่อย่าง เนย์มาร์ อย่างชัดเจน ด้วยสถานะในปัจจุบัน เนย์มาร์ กำลังจะอายุครบ 31 ปีต้นปีหน้า น่าจะผ่านจุดพีกมาเรียบร้อย คงไม่โชว์ผลงานโดดเด่นมากกว่าที่เคยสร้างเอาไว้หรอก นอกจากนี้ยังประสบปัญหาอาการบาดเจ็บกระปริดกระปรอย ไม่ได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งไม่ค่อยสนใจดูแลร่างกายเท่าไร โดยเฉพาะการเข้ายิมเพื่อเสริมความแข็งแกร่งกล้ามเนื้อ นั่นยังไม่นับสิทธิพิเศษสารพัด เกินหน้าเกินตาเพื่อนฝูง ที่ทางเปแอสเชยื่นมาให้เอง จนดูเหมือนไปหนุนหลังให้นักเตะได้ใจเคยตัวหนักข้อขึ้น เนย์มาร์ ย้ายมาตั้งแต่ปี 2017 รวมแล้วอยู่กับทีมครบ 5 พอดิบพอดี ลงเล่นทั้งสิ้นทุกรายการ 144 เกม ซัลโวรวม 100 ประตู เขาเพิ่งฉลองครบร้อยในเกมส่งท้ายฤดูกาลที่ผ่านมาหมาดๆ ซึ่งถล่มเม็ตซ์ยับเยิน 5-0 อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาจากตัวเลขผลงาน ต้องยอมรับว่ายังน้อยเกินไป ไม่ว่าจะจำนวนนัดที่ลงเล่น ส่วนใหญ่หายไปเพราะอาการบาดเจ็บ เช่นเดียวกับจำนวนประตูควรเยอะกว่านี้ในฐานะผู้เล่นตัวรุกหรือกองหน้าตัวที่สอง อย่าลืมว่าเปแอสเชจ่ายค่าฉีกสัญญาให้บาร์เซโลน่า 222 ล้านยูโร ยืนยงคงกะพันเป็นสถิติโลกทุกวันนี้ ไหนจะประเคนค่าจ้างไม่น้อยกว่า 500,000 ยูโรต่อสัปดาห์และโบนัสต่างๆอีกเพียบ ดังนั้นหากวัดถึงความคุ้มค่าในสนาม ก็คงต้องพูดว่ายังไม่ถึงจุดเลย ควรมีการตอบแทนมากกว่านี้ ขณะเดียวกันศรัทธาจากแฟนบอลก็ลดลงทุกวัน แทบไม่มีสาวกคนไหนตื่นเต้นหรือให้ความสำคัญกับ เนย์มาร์ อีกแล้ว ย้อนไปยังปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา เปแอสเชเปิดบ้านทำได้แค่เสมอกับล็องส์ 1-1 แต่โกยแต้มจนทิ้งห่างโอลิมปิก มาร์กเซยขาดลอย คว้าแชมป์ลีกเอิงไปครอบครองตามเป้าหมาย แต่แทนที่แฟนบอลในพาร์ค เดอ แพร็งซ์จะยินดีปรีดา ปรบมือหรือส่งเสียงเชียร์ กลับมีแต่เสียงโห่กลบเต็มไปหมด มีอย่างที่ไหนทีมรักรับแชมป์ ควรต้องฉลองกันอย่างชื่นมื่น แถมเป็นการทวงบังลังก์จากลีลล์ได้สำเร็จ ทว่ากองเชียร์ไม่ได้ปลาบปลื้มเลยสักนิด ในสายตาสาวก อาจจะได้แชมป์ลีกก็จริง แต่ไม่ได้มีความประทับใจมอบให้กันเลย อย่างนัดเสมอล็องส์ในบ้าน 1-1 ทั้งที่มีสตาร์ครึ่งค่อนทีม เดินเพ่นพ่านแทบชนกัน ทำไมถึงเสมออย่างกร่อยๆ ไม่ได้สมราคาเลยสักนิด เป้าใหญ่ของเสียงโห่คือ เมสซี่ กับ เนย์มาร์ โดยเฉพาะรายหลัง ยิ่งนานวันเข้าก็พิสูจน์แล้วว่า ไม่ได้คุ้มค่าตัวและค่าแรงเลย ไม่ใช่ครั้งแรกที่ เนย์มาร์ ต้องเผชิญกับแรงต่อต้านจากกองเชียร์ตัวเอง มันเกิดขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงความไม่พอใจก่อตัวทุกวัน นอกจากนี้ข่าวที่ออกมาแต่ละครั้ง ล้วนแต่ไม่ค่อยดีเลยทั้งสิ้น อย่างเช่นการแฉอภิสิทธิ์พิเศษเหนือเพื่อนร่วมทีมคนอื่น โบนัสก้อนโตหากทำตัวน่ารัก ซึ่งฝ่ายบริหารดูเอาใจมากเกินไป แล้วยังมีการตั้งข้อสังเกตว่า ตลอด 6 ปีติดต่อกันแล้ว ในช่วงวันที่ 11 มีนาคม ซึ่งเป็นวันเกิดของน้องสาว เราได้เห็น เนย์มาร์ พลาดลงเล่นเสมอ ไม่ว่าจะกรณีใด บาดเจ็บ ติดธุระหรือเจอกักแข้ง ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะทำให้ ใครต่อใครคิดเตลิดไปไกลว่า อาจเป็นแผนของเขา เพื่อจะได้กลับไปเบิร์ธเดย์ปาร์ตี้กับครอบครัว ส่วนเรื่องผลงาน นอกจากเจ็บบ่อย เล่นแล้วแต่อารมณ์ ไม่ได้โดดเด่นเป็นเสาหลักแนวรุกต่อเนื่อง ยังไม่อาจแบกรับภารกิจสำคัญในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกอีกด้วย รู้กันอยู่แล้วว่า เป้าหมายของเปแอสเชคือการครอบครองเจ้ายุโรปให้ได้ อยากจะสถาปนาตนขึ้นมาเหนือบาร์เซโลน่า , เรอัล มาดริด , บาเยิร์น มิวนิคและบรรดาทีมชั้นนำของพรีเมียร์ลีก ที่มักจะสับเปลี่ยนขึ้นมาเป็นใหญ่ แต่จนแล้วจนรอด ก็ไปไม่ถึงฝั่งฝันสักครั้ง ได้แต่รอคอยกันต่อไป วนลูปไม่หยุดหย่อน ทำเอากองเชียร์เริ่มท้อแท้ มองว่า เนย์มาร์ ไม่ช่วยตอบสนองกันเลย ซ้ำร้ายยังชอบตอบโต้สาวกอีก อย่างเช่นเมื่อโดนโห่ในวันรับแชมป์ แทนที่จะส่องกระจก มองย้อนสะท้อนมายังตัวเองว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น "ผมแฮปปี้ที่เราได้แชมป์นะ มันต้องต่อสู้ในฤดูกาลที่ยาวนายและเราก็ตรากตรำทำงานหนักกันมา" "ผมจึงอยากขอร้องพวกแฟนๆ เลิกโห่นักเตะตัวเองเถอะ ถ้ายังเป็นอย่างนี้ คุณจะต้องเหนื่อยต่อไปแน่ๆ เพราะผมยังมีสัญญาเหลืออีก 3 ปี ดังนั้นพวกคุณมี 2 ชอยส์จะเลิกโห่หรือไม่ก็สูดหายใจให้ลึกเต็มปอก เพื่อเอาอ็อกซิเจนเข้าไป" พอแฟนบอลได้ยินอย่างนี้เข้า ความไม่พอใจก็ทับทวีขึ้นไปอีก เพราะนักเตะแทบไม่มองดูตัวเองเลย ด้วยหลากเหตุผลนี่เอง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหรอก หากจะมีข่าวเปแอสเชพร้อมปล่อย เนย์มาร์ จริงๆ ที่สำคัญให้จับตาดูการเปลี่ยนแปลงผู้อำนวยการกีฬา เลโอนาร์โด้ คนเก่าที่ทำงานไม่บรรลุเป้าหมาย เตรียมโดนปลดแน่ๆ แล้วแต่งตั้ง หลุยส์ กัมโปส ที่เคยร่วมงานกับโมนาโกและลีลล์มารับบทแทน กัมโปส มีความสนิทแนบแน่นกับ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ตั้งแต่อยู่โมนาโกด้วยกัน โดยในฤดูกาล 2016/17 จะหักปากกาเซียนเข้าถึงรอบรองชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่บุคลิกของเขาเป็นคนเฮี้ยบมาก ไม่แคร์ใครทั้งสิ้น พร้อมงัดบทลงโทษหนักมาจัดการ หากนักเตะวินัยหย่อนยานหรือก่อความผิดจริง เชื่อกันว่าการดึง กัมโปส มาในครั้งนี้ นอกเหนือจัดระเบียบนักเตะปัจจุบันและเฟ้นหาแข้งใหม่ที่ใช่มาเติมแล้ว อาจจะส่งสัญญาณเพื่อกดดัน เนย์มาร์ อีกต่างหาก ปมใหญ่อยู่ที่สัญญาของ เนย์มาร์ ที่เหลือยาวถึง 3 ปี มูลค่าคงมหาศาลหากมีการย้ายทีมเกิดขึ้น ซึ่งยังไม่ต้องนับเรื่องค่าจ้างเลย แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่าคือ ถ้าเปแอสเชปรารถนาขายจริง จะมีทีมไหนสนใจ? ----------------- เว็บกีฬาที่ดีกว่า ชัวร์กว่า ครบเครื่องเรื่องเดิมพันกว่าทุกเว็บ โปรโมชั่นดีๆ ต้องที่ MYSBOBET เพิ่มเพื่อนกันไปได้เลยที่ https://line.me/R/ti/p/@my-sb99 หรือ 08-0003-1188 / 08-0003-117